Toolbox

 writertoolbox.jpg

จาก ไปยาลใหญ่ ท่านปราย พันแสง คุยกับ พี่ท่านสมจุ้ย
prypansang 30/4/43 1:47 creative writing จากหนังสือ Bagombo Snuff Box ของ Kurt Vonnegut (เป็นเลคเชอร์ที่เขาเอาไปสอนวิชาการเขียนให้นักศึกษา ในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งจ้ะ)

prypansang 30/4/43 1:48
1. จงเขียนประหนึ่งว่า คุณกำลังใช้เวลาทั้งหมดของคนแปลกหน้า พึงตระหนักว่าต้องไม่ให้เขาเสียเวลาไปกับคุณโดยเปล่าๆ ปลี้ๆ
2. จงมอบตัวละครที่ทำให้คนอ่านเกาะติด อยากรู้เรื่องของเค้ามากขึ้น

prypansang 30/4/43 1:49
3. ตัวละครทุกตัว ควรจะ..ต้องการ… อะไรสักอย่างหนึ่งเสมอ ถึงแม้ว่าจะเป็นเพียงน้ำเปล่าแก้วเดียว
4. ประโยคหนึ่งๆ ควรจะนำไปสู่อะไรสักอย่างสองอย่าง เช่น บ่งบอกความในใจของตัวละคร หรือนำไปสู่ เหตุการณ์ การกระทำต่างๆ

prypansang 30/4/43 1:49
5.เมื่อลงมือเขียนอะไรสักอย่าง จง พยายามเริ่มเขียนจากตอนใกล้ๆจบ ด้วยการคิดให้จบก่อน

prypansang 30/4/43 1:51
6.จงเป็นพวกซาดิสท์ เช่น -ไม่ว่าคุณจะให้ตัวเอกโรแมนติค หวานมัน ไร้เดียงสาอย่างไร จงสร้างสถานการณ์ร้ายๆ ให้กับตัวละครพวกนี้ เพื่อคนอ่านจะได้อินและรู้ว่าจิตใจคนพวกนี้ทำด้วยอะไรและเป็นอย่างไร

prypansang 30/4/43 1:51
7. เขียนเพื่อเอาใจใครคนเดียวพอ เพราะถ้าคุณเปิดหน้าต่างและเมคเลิฟกับคนทั้งโลก เรื่องคุณอาจจะเป็นโรคปอดบวมได้

prypansang 30/4/43 1:53
8. ถ้าเป็นไปได้พยายามให้ข้อมูลเพิ่มเติมกับคนอ่านอยู่ เรื่อยๆ แต่อย่ายืดยาด เพราะคงไม่สนุกถ้าเรื่องยืดยาด คนอ่านจะจบ เรื่องกันเอง แล้วคงมีเหลือแต่แมลงสาบเท่านั้นที่จะตามมาอ่านเรื่องคุณในหน้าหลังๆ

caidgr0j.jpg
(ของฝากจาก…ย่าหนุงฯ)
สุนทรียะของคำประพันธ์ไทย

สุนทรียะ คือ ความนิยมในความงามของคำประพันธ์ อันเป็นเครื่องยังให้เกิดความสะเทือนอารมณ์ได้แก่ ความสุข ความเบิกบานใจ ความพอใจ และความอิ่มเอบใจแก่ผู้อ่าน

สุนทรียะของคำประพันธ์ไทย เกิดจากองค์ประกอบสามประการคือ

๑. สุนทรียรูป คือ ฉันทลักษณ์ที่เหมาะสม ได้แก่ การเลือกใช้รูปแบบคำประพันธ์ให้เหมาะกับเนื้อหา และอารมณ์ที่ผู้แต่งต้องการสื่อ รวมทั้งความถูกต้องตามแบบแผนของคำประพันธ์ที่ใช้นั้นด้วย

๒. สุนทรียลีลา คือ กระบวนการพรรณนาที่เหมาะสม ได้แก่ ความงามในด้านกระบวนการพรรณนา ซึ๋งมีอยู่สี่กระบวนคือ
๒.๑ เสาวรจนี คือ บทชมโฉม ซึ่งได้แก่กระบวนการชมความงาม
๒.๒ นารีปราโมทย์ คือ บทเกี้ยว บทโอ้โลม เป็นรสแห่งความรักใคร่
๒.๓ พิโรธวาทัง คือ กระบวนความตัดพ้อต่อว่า หึงหวง โกรธ ว่ากล่าวประชดประชัน
๒.๔ สัลลาปังคพิไสย คือ กระบวนความเศร้าโศก คร่ำครวญ อาลัย อาวรณ์

๓. สุนทรียรส คือ ความงดงามในด้านอารมณ์สะเทือนใจ อันเกิดจากกระบวนการพรรณนา และกลวิธีการประพันธ์ที่เหมาะสม มีอยู่ ๙ รสคือ
๓.๑ ศฤงคารรส คือ รีสแห่งความรัก
๓.๒ หาสยรส คือ รสแห่งความขบขัน
๓.๓ กรุณารส คือ รสแห่งความเมตตากรุณา
๓.๔ รุทธรส คือ รสแห่งความโกรธเคือง
๓.๕ วีรรส คือ รสแห่งความเพียร หรือความกล้าหาญ
๓.๖ ภยานกรส คือ รสแห่งความกลัว
๓.๗ พีภติรส คือ รสแห่งความชังความรังเกียจtool.jpg
๓.๘ อัพภูตรส คือ รสแห่งความพศวงประหลาดใจ
๓.๙ ศานติรส คือ รสแห่งความสงบ

ที่มา: หนังสือ “ลักษณะคำประพันธ์ไทย (ฉันทลักษณ์)” เรียบเรียงโดย รศ วิเชียร เกษประทุม

โฆษณา
  1. บันทึกการอ่าน This Year You Write Your Novel (part 1) (แท้งค์กิ้วขอรับท่านขุน)
    http://www.beourfriend.org/nat/rt/?p=277

  2. วินทร์ เลียววาริณ: “ธุรกิจหนังสือขยายตัวมากขึ้น แต่นั่นไม่ได้แปลว่าคุณภาพของนักอ่านดีขึ้น ไม่ได้แปลว่าเรามีวัฒนธรรมการอ่านที่น่าพอใจ”

    http://www.onopen.com/2007/editor-spaces/1805

  3. -นิ้วกลม- “เพราะความอ่อนแอของเจ้าของบ้าน”

    http://roundfinger.wordpress.com/2007/02/03/%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%b0%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%ad%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b9%89%e0%b8%b2/#comments

    ปิ่น ปรเมศวร์ Says:

    February 4th, 2007 at 1:49 am
    จริงๆ ผมเป็นคนชอบเถียงนะครับ

    เมื่อก่อนเข้าขั้นช่างเถียง แต่เดี๋ยวนี้ ไม่ค่อยรู้สึกอยากเถียงในความหมายเดียวกับเมื่อก่อน เดี๋ยวนี้เลิกต้องการเอาชนะทางความคิดต่อคนอื่น เลิกคิดจริงจังที่จะเปลี่ยนแปลงความคิดใครต่อใคร แต่ถ้าได้เถียงหรือได้แลกเปลี่ยนความคิด ก็อยากฟังว่าเขาคิดอย่างไร และร่วมแลกเปลี่ยนว่าเราคิดอย่างไรมากกว่า พยายามเข้าใจความคิดเขา และให้เขาเข้าใจความคิดเรา

    ก็เท่านั้น

    ไม่ต้องได้ข้อสรุประหว่างกันก็ได้ ไม่ต้องเถียงกันจนรู้ผลแพ้ชนะก็ได้ เอาให้เข้าใจจุดยืนของกันและกัน และชีวิตก็ดำเนินต่อไป เคียงกันหรือขนานกันก็ไม่เป็นไร

    ตั้งแต่ปลายๆ ปี 2547 ตั้งแต่ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้เริ่มรุนแรง ไล่เรื่อยมาถึงปี 2549 เต็มปี ที่การเมืองไทยมั่วซั่วไร้เหตุผลกันถึงขีดสุด … ผมก็รู้สึก ‘ไม่สนุก’ ที่จะเถียงอะไรกับใครดังเดิมแล้ว ไม่ต้องพูดถึงการเถียงในความหมายเก่า กระทั่งเถียงในความหมายใหม่ ถ้าไม่จำเป็น หรือไม่รักกันจริง ก็ไม่ค่อยอยากจะคุย

    การเมืองมันไม่สนุก จนคนรักการเมืองอย่างผม เอียนระอาจริงๆ ตั้งแต่กลับมาเขียนคอลัมน์ใหม่ต้นปี 2549 ผมแทบไม่ได้เขียนเรื่องสถานการณ์การเมืองเลย มันเบื่อและไม่สนุก

    บรรยากาศการถกเถียงก็ไม่สนุก มันร้อนแรง โหดร้าย เคียดแค้น ด่าทอกันด้วยอารมณ์ จับประเด็นกันไม่ได้ หลักการไม่มีกัน เอามันเข้าว่า เล่นกันด้วยเรื่องส่วนตัว จริงบ้าง ไม่จริงบ้าง บิดเบือนบ้าง จับคนยัดใส่ข้างโน้นข้างนี้ ตัดสินกันและกันอย่างไม่เป็นธรรม

    บรรยากาศที่แบ่งขั้วแยกข้างอย่างชัดเจน แบ่งโลกเป็นขาวดำ แล้วปฏิบัติต่อคนต่างขั้วต่างข้างต่างสีแบบไม่เคารพความต่างอย่างเพียงพอ ไม่มีทางเลือกหลากหลายระหว่างทาง

    บรรยากาศที่ต่างขั้วต่างมีอคติครอบงำรุนแรง มีข้อสรุปตั้งธงไว้แล้วในใจ

    … ก็ไม่รู้จะเถียงกันให้สนุกได้อย่างไร

    ผมเคยชอบเถียง เพราะเถียงแล้วสนุก ก็หมดสนุก

    ผมเคยชอบเถียง โดยเฉพาะการเถียงในบรรยากาศที่สนุก ภายใต้หัวใจและความคิดของแต่ละคนที่เปิดกว้าง ก็หมดสนุก เพราะบรรยากาศไม่เอื้ออำนวยให้เถียงกันได้อย่างสร้างสรรค์ แลกเปลี่ยนได้อย่างเป็นมิตร อย่างตรงไปตรงมา อย่างเคารพซึ่งกันและกัน

    ได้คุยกับเพื่อนฝูงหลายวงการจำนวนมาก ก็รู้สึกต่อวัฒนธรรมแสดงความเห็นในโลกไซเบอร์ในช่วงการเมืองร้อนแรงในช่วง 2 ปีหลังคล้ายๆ กัน

    อ่านเว็บบอร์ดแล้วก็ให้รู้สึกป่วยไข้ได้ไม่ยาก

    ที่ป่วยไข้ไม่ใช่เพราะไม่ชอบความเห็นต่างจากตน แต่ไม่ชอบบรรยากาศ อารมณ์ และวัฒนธรรมในการแสดงความเห็นของคนจำนวนมาก(ในบอร์ดการเมือง)ที่ไม่อารยะ ไม่รับผิดชอบ เถียงกันด้วยฐานของอารมณ์มากกว่าความรู้ เอาชนะกันด้วยความรู้สึกมากกว่าเหตุผล ก่นด่าคนอื่นใช้ภาษาหยาบคาย

    จนทำให้เราไม่สามารถใช้ข้อดีของอินเทอร์เน็ตได้อย่างสร้างสรรค์เต็มที่อย่างที่ควรจะเป็น เว็บบอร์ดหรือบล็อกที่สามารถเป็นชุมชนที่สร้างสรรค์ได้ไม่ยาก กลับยากลำบากที่จะเกิดขึ้นในสังคมนี้โดยเฉพาะในช่วงฝุ่นการเมืองตลบอบอวล

    นี่เป็นเหตุผลที่ตั้งแต่เราเริ่มทำโอเพ่นออนไลน์ คอลัมนิสต์แทบทั้งหมดเห็นพ้องกันว่า ขอไม่เอาเว็บบอร์ด

    บางคนถึงกับบอกว่าถ้ามีเว็บบอร์ด ขอบายไม่เขียน มันโหดร้ายเกินไป เรื่องอะไรให้คนมาด่าฟรีๆ แบบงี่ๆเง่าๆ แบบกวนใจให้ขุ่น

    ถ้าจะพูดให้ถูก ผมไม่กลัวโดนด่า ถ้าเป็นคำด่าด้วยเหตุด้วยผล ไม่ใช่คำด่าแบบไร้ความรับผิดชอบ ไร้สาระ

    ผมไม่ขี้เกียจเถียงนะครับ ถ้าเถียงแล้วสนุก บรรยากาศมันน่าเถียงกัน แต่ดูแล้วคงยากที่จะเป็นช่วงเวลานี้ และยากที่จะใช้เวทีไซเบอร์สเปซในการเถียงให้สนุก

    ส่วนที่บล็อกตัวเอง ถือว่าเป็นบ้านของผม ตั้งแต่กลับมาเมื่อกลางปีก่อน งานการยุ่ง ประการหนึ่ง และเอียนการเมือง อีกประการหนึ่ง ยิ่งหลังปฏิวัติยิ่งเศร้าใจ เลยยังไม่มีอารมณ์จะเปิดบ้านคุยอะไรกับใคร นอกจากพรรคพวกเพื่อนฝูงที่สนิทจริงๆ ซึ่งคุยกันในพื้นที่อื่นอยู่แล้ว

  4. เขียนทำไม? เขียนอย่างไร?
    – สุวินัย ภรณวลัย –

    http://www.onopen.com/2007/editor-spaces/2486

  5. หนังสือเป็นอังกฤษ ทั้งนั้นเลยขอรับ กระผมตาลาย อ่านไม่ค่อยรู้เรื่องหรอก
    กระผมไม่ค่อยได้พากเพียรนัก กับภาษานี้ จะเก่งนักหนาก็คงเป็นภาษาลาวขอรับ
    ว่าแต่ข้าน้อยจะหาหนังสือไทยอ่านได้อย่างไร จึงจะได้มีวิทยายุทธขั้นเทพอย่างท่าน
    กรุณาช่วยชี้แนะข้าน้อยด้วยขอรับ

  6. ข้าพเจ้าก็ตาลายขอรับ รู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง
    อย่าว่าจะภาษาปะกิดเลยขอรับ ภาษาไทยแท้หลายครั้งผู้น้อยยังปวดขมับ
    อ่านไปสูดยาดมไป..ใจก็รำพึง..มันว่าอะไรของมันว้า..

    ส่วนวิทยายุทธ์ขั้นเทพ เป็นวิชาเทพกระยาจกน่ะขอรับ สะบัด-ฟาด-แทง-เหวี่ยงไม้เท้าตีสุนัขไปเรื่อย ๆ อย่าหยุด!

    ผู้น้อยออกท่องยุทธภพนอกจากกระบี่บิ่นติดมือ พกคัมภีร์ติดตัวมาหนึ่งเล่ม ทั้งเล่มมีอักษรไม่กี่ตัว ‘เขียนลูกเดียว’ สามคำสั้น ๆ (จำง่ายชะมัด) จากนั้นผู้น้อยก็ฟาดฟันกระบี่อักษรบิ่น ๆ ปลดปล่อยกระบวนท่าละล้าละลังที่ผู้คนชมดูล้วนส่ายหน้าระอิดระอามาจนบัดนี้แลขะรับท่านกุ๊กคู

    ไว้บ่าย ๆ แดดร่มลมตกจะไปเยี่ยมสำนักท่าน

    คารวะ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: