ล่าเพชรพนมรุ้ง Reloaded

บทนำ:

พุทธศตวรรษที่ ๑๒
กลางป่าลึก

เสียงกลองหลายร้อยใบดังลั่นป่าเป็นจังหวะพร้อมเพรียง

“ตึง! ตึง! ตึง!ตึง!”

ดังมาจากเนินภูเขาไฟที่ดับสนิท  บนลาดเนินเหล่าทหารองครักษ์ยืนเรียงแถว ร่างกายกำยำท่อนบนเปลือยเปล่า
ตลอดพื้นศิลาขนาบด้วยสระน้ำใหญ่ ผิวน้ำกระเพื่อมทุกครั้งที่เสียงกลองกระหน่ำ

บันไดนาคราชหลายร้อยขั้นเชื่อมต่อ ‘โลกมนุษย์’ สู่ ‘โลกสวรรค์’  มองขึ้นไปจนสุดบันได เป็น ‘โคปุระ’ มหึมาสูงสง่าทรงอำนาจ

มีเพียงมหากษัตริย์ผู้อยู่เหนือคนทั้งปวงในอาณาจักรยิ่งใหญ่แห่งนี้ เหล่าพราหมณ์ และ องครักษ์ชั้นสูงเท่านั้นที่ได้รับอนุญาตให้อยู่ร่วมพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ของเช้าวันนี้

แก้วผลึกใส ๑๕ ชิ้น ถูกจัดวางตรงกึ่งกลางประตูมหาโคปุระทั้ง ๑๕ ช่องประตู  เสียงพราหมณ์สวดมหามนตราดังก้องไปทั้งปรางค์ใหญ่  เบื้องบูรพาทิศ ดวงสุริยะกำลังเคลื่อนขึ้นจากขอบฟ้า  ณ ศูนย์กลางโคปุระที่เปรียบเหมือนใจกลางจักรวาลมีแท่งหินศักดิ์สิทธิ์ตั้งบนฐานโยนี

ดวงสุริยะเคลื่อนเข้าสู่บานประตู

มหาราชาขยับพระวรกาย ทรงหยิบอัญมณีใสบริสุทธิ์ขึ้นวางบนแท่งหินศักดิ์สิทธิ์แล้วทรงก้าวประทับประจำที่

เสียงสวดมหามนตราดังก้อง

แสงจากดวงสุริยะ..พุ่งทะลุแก้วผลึกที่ประตูบานแรก กลายเป็นลำแสงพลังงานสูงผ่านแก้วผลึกชิ้นต่อ ๆ ไป จนถึง ‘มหามณี’

ลำแสงพลังงานเข้าวนเวียนใน ‘มหามณี’ เปล่งประกายสีรุ้งเจิดจ้า  เบื้องหน้ามหาราชา  ปรากฏระนาบใสมีภาพสถานที่ต่าง ๆ เห็นแท่งหินหลายแท่งตั้งเรียงเป็นวงกลม…เห็นรูปทรงปิรามิดใหญ่…เห็นมหาปราสาทหิน…เห็นสถานที่ประหลาด แปลกตามากมาย…มหาราชาเลือกสถานที่หนึ่ง  ทรงใช้พระหัตถ์สัมผัสภาพเบื้องหน้า

สายรุ้งพุ่งออกจากมหาอัญมณีเข้าสู่องค์มหาราชา  พระวรกายค่อย ๆ เลือน

ทันใดเหล่าองครักษ์ผู้จงรักภัคดีถูกสังหารลงพร้อมกัน  มหาอัญมณีถูกคนผู้หนึ่งคว้าไปจากแท่งหินศักดิ์สิทธิ์

ภาพเบื้องหน้าเริ่มเลือน  มหาราชาหันพระพักตร์กลับมาด้วยแววตาแตกตื่น

“เจ้า!….เจ้า! ข้าจะกลับมา…ฆ่ า…เ จ้ า !”

พระสุรเสียงเลือนหายไปในมิติที่ว่างเปล่าห่างไกลออกไปหลายร้อยปีแสง…

 

 

 

 

 

 

KratomTuleedin Productions

 

 

 

 

 

 

 

Present…

 

 

 

 

 

 

 

 

ให้เสียงโดย : พันธมิตร

-1-
ปัจจุบัน
ป่าดงใหญ่…เทือกเขาพนมดงรัก
รอยต่อพรหมแดนไทย – กัมพูชา
มีนาคม ๒๕๔๙

ผืนป่าอุดมสมบูรณ์
เป็นเนินเขาสลับทุ่งหญ้ากว้างไกลสุดตา

ขอบฟ้าเรื่อเรือง  ดวงอาทิตย์ยามเช้าดูราวผลส้มสุกสว่าง

เฮลิคอปเตอร์ลำเลียงพลของทหารลำหนึ่งโผล่ขึ้นตรงขอบฟ้า
เสียงนักบินตะโกนแข่งเสียงโรเตอร์

“อีกหนึ่งนาทีถึงที่หมาย  เตรียมตัวครับหัวหน้า!”

เขาพยักหน้ารับทราบ ก้มมองลงไป
รถจี๊ปแรงเลอร์กำลังแล่นไปบนทุ่งหญ้าชายป่า

ห่างออกไป  ๔-๕ กิโลเมตรเป็นแคมป์ไซท์ในเขตป่าทึบ  เสียงโทรศัพท์เชื่อมสัญญาณผ่านดาวเทียมดัง  โทรศัพท์ถูกคว้าขึ้นทันที

“สวัสดีครับท่าน”

“ผู้พัน”

“ครับ!”

“คุณรู้ดี..ผมกำลังพบภาวะวิกฤติ”

“ครับผม”

//

ในเฮลิคอปเตอร์นักบินหันมาตะโกน “โชคดีครับหัวหน้า” พร้อมยกนิ้วโป้ง  เขายิ้มยกนิ้วโป้งตอบ  ขยับหน้ากากกันลมให้กระชับ  จากนั้นพุ่งตัวยังความว่างเปล่าเบื้องล่าง

//

“คราวนี้เป็นโอกาสสุดท้ายของ SPSA  หากล้มเหลวอีกผมจำเป็นต้องทบทวนโปรเจ็คต์”

“ครับผม”

//

สายลมเย็นปะทะใบหน้าเสียงเฮลิคอปเตอร์ห่างออกไป

//

“รายงานความคืบหน้า!”

“ได้ของมาแล้ว….” เขาเว้นช่วง “แต่…ครึ่งเดียว เรากำลังรอการนัดหมายครั้งใหม่…มันพยายามต่อรองราคา”

//

ขณะลอยลิ่วลง  เขากางแขนบังคับทิศทางตรงไปยังรถจี๊ป

//

“เท่าไหร่ไม่อั้น!..ผมไม่มีเวลาแล้ว!” เสียงต้นทางแทรกขึ้นอย่างมีอารมณ์

“ครับผม!”

//

แวริโอมิเตอร์บอกระยะความสูงที่ต้องการเขากระตุกร่ม  สายร่มกระชากเขานิดหน่อยในจังหวะที่ตัวร่มกางออกเต็มที่
รถจี๊ปแล่นไปในทิศทางเดียวกัน  คนขับในชุดลายพรางเงยหน้าชูนิ้วโป้ง

//

“ผมสั่งป่าไม้ส่งคนไปให้คุณ..มือดีที่สุด..ชำนาญพื้นที่ป่าแถบนั้น  คงกำลังออนเดอะเวย์”

“ขอบคุณครับ”

//

เขาบังคับร่มให้ลดระดับลงเป็นเส้นตรงตามทิศทางลมและปลดมันทันทีที่เท้าสัมผัสเบาะข้างคนขับ

“สวัสดีครับหัวหน้า” คนขับทำความเคารพแบบทหาร

“สวัสดีพลทหาร อากาศกำลังดีนะ..ยินดีได้พบกันอีก” เขาตบไหล่คนขับ

//

“ใช้ความชำนาญของเขาให้เกิดประโยชน์ที่สุดทั้งต่อตัวคุณเองต่อผมและประเทศชาติ”

“ครับผม”

“อย่าลืม คุณมีเดทไลน์  เมื่อถึงเวลาทุกอย่างต้องเสร็จสมบูรณ์”

“ครับผม”

“แล้วติดต่อผมเป็นระยะ  ขอให้คุณโชคดี..สวัสดี”

“ขอบคุณครับท่าน” 

เขาวางโทรศัพท์ผ่อนลมหายใจจากปาก..ตึงเครียดเข้าทุกที  สถานการณ์การเมืองของท่านนายกฯ ทำให้หน่วย SPSA ของเขาพลอยเข้าที่คับขับไปด้วย   ครั้งนี้เป็นความหวังสุดท้าย  เขาเชื่อมั่นมาตลอดเวลาเกือบ ๖ ปี ว่า SPSA เป็นหน่วยงานที่จะเปลี่ยนโลกทั้งโลกเข้าสู่ยุคใหม่….ใครจะไปคาดคิด  ท่านนายกฯ ต้องมาเจอวิกฤติเช่นนี้  เขาอุตส่าห์ทุ่มเทจนเกือบจะสำเร็จอยู่มะลอมมะล่อ  จะต้องสะดุดเพราะเรื่องไม่เป็นเรื่องหรือนี่….

–ขุดอีกแค่ฟุตเดียวจะเจอทองอยู่แล้ว…แต่นักขุดทองหมดแรงเสียก่อน…หรือตัวเขาจะเป็นเสียเอง!

เสียงจากนอกเต้นท์ดังขัดจังหวะ

“หัวหน้าคนใหม่ ขอเข้ารายงานตัว ครับท่าน!?”

“เชิญ!”

ชายหนุ่มก้าวเข้าในเต้นท์บัญชาการ  แสงแดดยามเช้าสว่างจ้า  ร่างใหญ่กำยำเป็นเงามืดในชุดคอมแบ็ทดำ  เห็นเพียงตัวอักษรขาว Park Ranger บนอกเสื้อและวาวขาวของรอยยิ้ม

ก้าวพ้นช่องประตูเต้นท์เข้ามาหยุดยืนหน้าโต๊ะทำงาน  ผู้พันจึงพบว่าเขาอ่อนวัยกว่าที่คิด  คนทำงานใน*สัตว์ป่าและพันธุ์พืชกว่าจะได้รับการเลื่อนขึ้นเป็นระดับหัวหน้าล้วนอายุเลยเลขสาม  คนที่ยืนยิ้มอยู่หน้าโต๊ะทำงาน  อย่างมากต้องไม่ถึงสามสิบปี…เจ้านี่ต้องเป็นเด็กเส้นแน่ ๆ เขาคิด

“คุณถึงเร็วกว่าเอกสารแนะนำตัวเสียอีก นี่ล่ะนะประเทศนี้…ไปไม่ถึงไหนเสียที”

เสียงเครื่องแฟกซ์ร้องขึ้น  เขาเอื้อมมือไปดึงกระดาษ แล้วอ่านคร่าว ๆ

“อ้อ…อ้อ…เอ๊ะ! คุณประจำอยู่ที่ไหนนะ?”

“อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์-สิมิลันครับ”

“นี่พวกเขาส่งชาวเลมาลุยป่าหรือนี่!”

“ครับ”

ผู้พันขมวดคิ้วอ่านข้อความ…รับราชการมา ๖ ปี ชอบทำงานคนเดียว…

“เป็นหัวหน้าคนได้อย่างไร ชอบทำงานคนเดียว…”  ผู้พันฮึมฮัม “คุณรู้เรื่อง SPSA แค่ใหน?”

“ทุกเรื่องครับ  ล้มเหลวสิบห้าครั้งภายในหกปี”

“อ้อ…รู้ละเอียดดีนี่…” ผู้พันอ่านข้อความในเอกสารต่อ  “เคยเป็นหัวหน้าอุทยานแห่งชาติทับลาน นั่นน่ะที่โคราช”

“ใช่ครับ”

“ท่านฯ ย้ำป่าไม้ไปแล้วว่าเราต้องการคนชำนาญพื้นที่ป่าแถบนี้”

“ก็ไม่เชิงครับ”

“คุณหมายความว่าอย่างไรก็ไม่เชิง?”

“แถบนี้ ผมเข้าใจว่าท่านนายกฯ ระบุ…ป่าชายแดนกัมพูชา”

“ฮ้า!…ท่านนายกฯ จะให้ค้นหาเข้าไปในเขตกัมพูชาเรอะ?”

“เกรงว่าเป็นเช่นนั้นครับ  คำสั่งระบุ หาก SPSA ค้นหาทั่วป่าในเขตไทยแล้วไม่พบจำเป็นต้องค้นหาเลยเข้าในเขตกัมพูชา…” เขาพูดเสียงค่อย “โดยไม่ให้ฝ่ายโน้นรู้”

ปิ๊บ! ปิ๊บ! ปิ๊บ!

เสียงวิทยุติดต่อภายในร้อง ผู้พันเอื้อมหยิบ

“ว่าไง?”

…..

“โอนสายมาสแกนสัญญาณด้วย”

….

“ผู้พันพูด” เขานิ่งฟังเสียงฝั่งโน้น

….

“โอเค”

….

“โอเค”

….

“โอเค”

….

“ได้!”

….
“โรงแรมอังกอร์เลยเป็นไงคนเยอะดี?”

….

“ได้! ตกลงตามนี้” ผู้พันรีบกดปุ่มสลับสัญญาณ

“ว่าไง? ได้ที่อยู่มั้ย?…..บ้าฉิบ!”

เขากระแทกวิทยุติดต่อภายในอย่างหงุดหงิด แต่ แล้วคิดอะไรบางอย่างขึ้นมารีบคว้าวิทยุพูดกรอกลงไป 

“เตรียมกำลังชุดใหญ่อาวุธครบ  ชุดเล็กปะปนเป็นพนักงานโรงแรมสถานที่นัดหมายล็อบบี้เล้าช์โรงแรมอังกอร์ทุ่มตรง”

เขาวางวิทยุ ประสานมือวางศอกลงบนโต๊ะ

“เดี๋ยวก็รู้….” เขายิ้ม “คุณไปพักผ่อนก่อน  มาเจอผมที่นี่สามโมงเย็น  คืนนี้เราจะไปพักรีสอร์ทกันให้ฉ่ำอุรา  คุณไม่ต้องทำอะไร คอยดูผมอย่างเดียว”

OOO

-2-
ไกลออกไปอีกฟากของป่า  ชายในชุดพลางวางโทรศัพท์ลงบนอุปกรณ์สื่อสารผ่านดาวเทียมติดตั้งระบบป้องกันดักจับสัญญาณ   

“เตรียมตัว คืนนี้สองทุ่มตรง”

OOO
Project SPSA. [Super Power Search Agent] [TOP SECRET]

จัดตั้ง : นายกรัฐมนตรี
เป้าหมาย : ค้นหาแหล่งพลังงานใหม่
ระยะเวลา : ไม่ระบุ
งบประมาณ : งบลับกระทรวงกลาโหม
ผู้ปฏิบัติงาน : ลับสุดยอด

(ข้อมูลจากแฟ้มลับสำนักนายกรัฐมนตรี)

//

ข้อมูลจากแฟ้มนักข่าวผู้ใช้นามแฝงคอห่าน

Project SPSA (Super Power Search Agent) เป็นโครงการที่ตั้งขึ้นโดยนายกรัฐมนตรี  เพื่อค้นหาแหล่งพลังงานทดแทนไว้รองรับปัญหาขาดแคลนน้ำมันในอนาคตอันใกล้  เพื่อตัดขั้นตอนทางราชการที่ซับซ้อน  เชื่องช้า (และผลประโยชน์ในอนาคต) องค์กรจึงถูกตั้งขึ้นโดยไม่ผ่านรัฐสภา ไม่มีกฏหมายคุ้มครอง  รับคำสั่งตรงจากนายกรัฐมนตรีเบิกใช้งบประมาณผ่านงบลับทางการทหาร

ฉะนั้น..ผู้ปฏิบัติการ, เอกสาร, การติดต่อ, ฯลฯ ทุกอย่างจึงเป็นความลับระดับ ‘สุดยอด’ เพื่อป้องกันฝ่ายค้านได้ข้อมูลโจมตี (กรณีแผนงานล้มเหลว)  แต่หากสำเร็จเป็นที่แน่นอนรัฐบาลจะได้รับความนิยมจากประชาชน ครองเสียงข้างมากในสภาต่อไป  และอาจถึงกับขยายอำนาจทางการเงินไปทั่งโลก  อันเป็นความฝันยิ่งใหญ่ของท่านนายกรัฐมนตรี  เม็ดเงินมหาศาลจึงถูกใช้ไปไม่อั้นสำหรับโครงการนี้ 

(ผู้เขียน)

*กรมสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

OOO

-3-
โรงแรม Angkor Jungle Hyatt Resort & Spa เป็นรีสอร์ทห้าดาวแห่งเดียวที่ซ่อนตัวอยู่ในพื้นที่ป่าลึกแถบนี้  สร้างเลียนแบบสถาปัตยกรรมขอมโบราณบนเนื้อที่กว่า ๑๐๐ ไร่  ประกอบด้วยปรางค์ปราสาทหินใหญ่น้อยเชื่อมต่อด้วยซุ้มระเบียงล้อมปรางค์ประธานสูงใหญ่ซึ่งเป็นส่วนต้อนรับ   เสียงเครื่องสายบรรเลงแผ่วเบา  แสงไฟประดับยามค่ำคืนยิ่งเพิ่มบรรยากาศขลึมขลังเหมือนอยู่ในดินแดนแห่งเทพ

เพื่อป้องกันการรบกวนจากคนภายนอก  รีสอร์ทดำเนินธุรกิจผ่านเมมเบอร์ชิปราคาแพง  รับเฉพาะมหาเศรษฐีที่ต้องการความเป็นส่วนตัว  ไม่มีการขายห้องพักผ่านเอเจ้นท์หรือเวบไซต์  อัตราส่วนการบริการต่อผู้เข้าพักอยู่ที่ ๑๐ ต่อ ๑ นั่นหมายถึง บริกร ๑๐ คนจะดูแลผู้เข้าพัก ๑ คน โดยไม่แสดงตัวให้พบหากไม่เรียกหา  บริการทุกอย่างถูกจัดไว้ล่วงหน้าเป็นกิจวัตร
ด้วยบริการที่ผู้เข้าพักทุกคนได้รับประดุจองค์เทพ  มีเหล่าพนักงานในชุดนางอัปสรคอยดูแลเอาใจใส่  ทั่วบริเวณมีเสียงเครื่องดนตรีโบราณดังแว่วอยู่ตลอดเวลาประดุจกลับไปอยู่ในวันเวลาแห่งความยิ่งใหญ่ของชนเผ่าขอมในอดีต

กิจกรรมกลางแจ้งและไนท์ซาฟารียามค่ำคืน ทำให้นักท่องเที่ยวไม่เคยรู้สึกเบื่อ…

สถานที่แห่งนี้จึงเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวต่างชาติระดับไฮเอ็นอย่างรวดเร็ว  ตลอด ๓ ปีที่เปิดดำเนินการรีสอร์ทแห่งนี้ถูกจัดไว้ในเวิร์ดท็อปเท็นรีสอร์ทน่าพักที่สุดในโลกติดต่อกันทุกปี

เป็นที่รู้กันในวงการโรงแรมว่าลงทุนสร้างโดยนักธุรกิจโรงแรมตระกูลใหญ่แล้วว่าจ้างทีมงานไฮแอทบริหาร

แต่ในความเป็นจริงเงินทุนสนับสนุนหลักมาจาก SPSA เพื่อใช้รีสอร์ทแห่งนี้เป็นฐานปฏิบัติการ อำพรางการติดตามของสื่อและฝ่ายค้าน  ท่านนายกฯ จะแวะพักที่นี่ทุกครั้งมีการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรหรือแวะดูงานในพื้นที่เพื่อติดตามการทำงานของ SPSA อย่างใกล้ชิด  ท่านมักเอ่ยกับผู้พัน “ผมเป็นนักลงทุน  ผมจึงต้องติดตามว่าเงินทุนของผมเดินทางไปถึงไหนแล้ว”

รถจิ๊ปซาฮาร่าสีแดงสะท้อนแสงไฟเป็นมันวาวเลี้ยวจอดหน้าล็อบบี้  ชายในชุดลำรองสวมทับด้วยแจ็คเก็ตเนื้อดีสีเข้มสามคนก้าวออกมาจากรถเดินตรงไปยังล็อบบี้เล้าจ์  

คนเดินนำหน้าร่างเตี้ยลงพุงนิดหน่อย ผมบาง  คนข้างเป็นชายหนุ่มสูงใหญ่ ผมสั้นสกินเฮดคิ้วเข้ม แววตาขี้เล่น  อีกคนเดินตามหลังหิ้วกระเป๋าเอกสารใบเขื่อง
นั่งลงที่ล็อบบี้เล้าจ์  พนักงานนางอัปสรสวยบาดใจก้าวเดินแช่มช้อย

“ของผมเหมือนเดิม” ผู้พันบอก  หันไปถามชายหนุ่มที่นั่งยิงฟันขาวส่งยิ้มให้พนักงานอัปสร  “ของคุณอะไรดี?”

“ผมขอแจ็คออนเดอร์ร็อก ขอบคุณครับ” เขาขยิบตาให้นางอัปสร  เธอยิ้มแล้วเดินจากไป

“คราวที่แล้ว ผมต้องหาคนรู้ภาษาขอมโบราณแปลให้  ถึงได้รู้ว่ามันให้ผมมาครึ่งเดียว  คราวนี้มันเรียกซะ ๕๐ ล้าน แสบจริง ๆ คนป่าบ้าอะไรมีบัญชีสวิสฯ!” 

ผู้พันพูดขณะเบือนสายตาไปรอบล็อบบี้

“เขาต้องการให้ผู้พันนำของชิ้นแรกไปวิเคราะห์  เมื่อผู้พันรู้ว่าเป็นของแท้จึงตกลงราคาจริง”

“คุณรู้เรื่องนี้ด้วยเรอะ!?”

“ครับ…ผมเช็ครายละเอียดก่อนเริ่มงานเสมอ”

“มีอะไรบ้างที่คุณไม่รู้?”

“นั่นล่ะครับ…ที่ผมไม่รู้”

พนักงานกลับมาพร้อมเครื่องดื่ม  ผู้พันหลิ่วตามองผู้ช่วยคนใหม่ที่ส่งตรงมาจากป่าไม้ตามคำสั่งท่านนายกฯ  ชายหนุ่มยิ้มฟันขาว ยกแก้วเครื่องดื่มขึ้น

“เชียร์สครับท่าน”

เวลานัดหมายผ่านไปแล้ว  ผู้พันเริ่มหงุดหงิดฮึมฮัม  “มันจะเอาไงของมันวะเนี่ย”
พนักงานอัปสรสาวนำถาดเงินโบราณสะท้อนเงาวาววางบนโต๊ะ “มีคนฝากข้อความถึงท่านค่ะ” ผู้พันหยิบแผ่นกระดาษใบเล็ก

ข้อความในกระดาษ…‘สั่งลูกน้องของคุณข้างนอกออกไปให้พ้นรัศมีหนึ่งกิโลเมตร’

“ซวยล่ะสิ มันพบพวกข้างนอกเข้าแล้ว” ผู้พันบ่นแล้วกดสัญญาณวิทยุ

“ถอยออกไปจากที่ตั้งให้หมด….ไม่ต้องถาม!” เขาพูดน้ำเสียงตะคอกพยายามทำสีหน้าเป็นปกติ

พนักงานสาวคนเดิมนำถาดมาวางอีกครั้ง  ผู้พันอ่านข้อความแล้วถอดอุปกรณ์วิทยุสื่อสารวางบนถาดพร้อมแบ็งค์ใบละพันหนึ่งใบ  พนักงานสาวไหว้ขอบคุณอย่างอ่อนช้อย  ส่งยิ้มให้ชายหนุ่ม เขายิงฟันขาวตอบ  พนักงานสาวในชุดอัปสรสล้างหยิบถาดเงินเดินจากไป

“มันเห็นเราแต่เราไม่เห็นมัน…ยังสั่งให้ผมทิปพนักงานพันนึง ไอ้บ้าเอ้ย!” ผู้พันหงุดหงิด

“ดีมาก…ไม่ต้องหันมา”

เสียงดังจากโต๊ะด้านหลัง  เป็นโต๊ะที่ดูเหมือนว่าจะมีชาวอิตาเลี่ยนนั่งอยู่ ๒-๓ คน  แต่ตอนนี้ อิตาเลื่ยนคนหนึ่งที่นั่งหันหลังชนกับผู้พันกำลังพูดภาษาไทยชัดเจน

“หากคุณตุกติก สิ่งที่คุณต้องการจะหายไปตลอดกาล….เรามาเริ่มกันเลย”

//

ด้านนอก มีรถตู้ส่งของเข้ามาจอด  คนในชุดดำสามคนใช้หมวกไหมพรมอำพรางใบหน้าพุ่งตัวออกจากรถ เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วหลบกล้องบันทึกภาพของรีสอร์ท

//

“ของอยู่ไหน?” ผู้พันถาม

“ไม่ต้องรีบร้อนผู้พัน…ทำตามที่ผมบอก ให้คนของคุณทำรายการโอนเงินก่อน  เมื่อตัวเลขครบจำนวนโชว์ขึ้น ผมจะส่งของให้คุณตรวจสอบ  เมื่อคุณพอใจก็สั่งลูกน้องกดเอ็นเตอร์”

“ได้”

“เดี๋ยว…มันไม่ง่ายอย่างนั้น…ผมติดระเบิดไว้กับของที่จะส่งมอบ  หากคุณตุกติก คุณจะไม่เห็นมันอีกเลย เข้าใจใช่มั้ย?”

“ได้”

ผู้พันพยักหน้าให้ชายคนที่ถือกระเป๋าเอกสารใบใหญ่  เขาเปิดมันขึ้น ภายในเป็นคอมพิวเตอร์กับอุปกรณ์สื่อสารไฮ-เทค  เขาเชื่อมต่อเข้าสู่ระบบธนาคารสวิสฯ ขณะป้อนระหัสผ่าน นิ้วเขาสั่นนิดหน่อย เสียงเพลงบรรเลงในล็อบบี้พอช่วยปลอบประโลมให้ใจเขาหลุดจากสถานการณ์หมิ่นเหม่เช่นนี้ได้บ้าง..สัก ๒-๓ วินาทีก็ยังดี

สักครู่หน้าจอแสดงผล…เข้าสู่บัญชีของ SPSA เขาทำรายการโอนเงิน…เลข 5 กับเลขศูนย์อีก 7 ตัวกระพริบ

อีกฝ่ายกำลังนั่งดูโน้ตบุ๊คเดลล์ความเร็วสูงของตนเหมือนกำลังง่วนอยู่กับงาน  มีตัวเลขห้าสิบล้านโชว์ขึ้นในบัญชี

//

ด้านนอก คนในชุดดำทั้งสามหลบอยู่ในเงามืดกระชับอาวุธ

//

“ดี….ต่อไปก็หยิบคีย์การ์ดบนโต๊ะเดินไปที่รีเซฟชั่น บอกเอาของที่ฝาก  จำไว้ว่ามีระเบิดติดอยู่หากคุณตุกติกถือว่าผมเตือนคุณแล้ว”

ผู้พันเหลือบมองผู้ช่วยคนใหม่เชิงขอความคิดเห็น  เขาส่งยิ้มยิงฟันขาว

ผู้พันลุกขึ้นเอื้อมมือหยิบคีย์การ์ดจากโต๊ะด้านหลังแล้วเดินไปที่เคาน์เตอร์รีเซฟชั่น  ส่งคีย์การ์ดให้พนักงาน  สักครู่พนักงานกลับมาพร้อมกล่องใบเล็ก  ผู้พันเปิดออกหยิบผ้าชิ้นเล็ก ๆ มีกระดุมติดอยู่เม็ดหนึ่ง  พิจารณาอยู่ครู่ใหญ่แล้วหันมาพยักหน้า

ไม่ทันรู้ตัว ใบหน้าผู้พันกระทบของแข็งบางอย่าง  ร่างเซถลา

เสียงปืนออโตรัวลั่น  

ปัง! ปัง! ปัง!  

ทุกคนรีบหมอบลงกับพื้น
กระสุนปืนสาดไปทั่วล็อบบี้เล้าจ์  สิ่งของกระจุยกระจายอุปกรณ์สื่อสารกระเด็นตกจากโต๊ะ

คนในชุดดำคว้าผ้าไปจากมือผู้พันแล้วเตะซ้ำเข้าชายโครงอวบอ้วนผู้พันร้องเสียงหลง  คนแรกวิ่งออกไปด้านนอก อีกสองคนยังคงสาดกระสุนเพื่อถ่วงเวลา

ปัง! ปัง! ปัง!

เอี๊ยด! 

เสียงเบรคของรถตู้ส่งของดังสนั่นหน้าล้อบบี้  คนในชุดดำทั้งสามกระโจนขึ้นรถที่พุ่งออกไปอย่างรวดเร็ว

กลุ่มชายอิตาเลี่ยนกระชากวิกผมออกร้อง “ตาม!” ทั้งหมดชักบืนพกวิ่งตามไป

ผู้พันนอนตัวงอ แค่นเสียงร้อง “ทำอะไรสักอย่างสิหัวหน้า!”

“ท่านสั่งให้ผมนั่งดูเฉย ๆ”

“ปัดโธ่เว้ย!”  ผู้พันรัวหมัดทุบพื้นเบิกตามองชายหนุ่มนั่งยิ้มฟันขาว  “โอเค ๆ ผมยกเลิกคำสั่ง!” เขาพยามยามตะเบ็งสุดเสียง

หัวหน้าหนุ่มหันไปถามคนที่คุกเข่ามุดอยู่ใต้โต๊ะ  “โอนยัง?”  เขาส่ายหน้า  ชายหนุ่มร้อง “ดี!” เขาเคาะศีรษะนายคนนั้นเบา ๆ ยกแจ็คแดเนียลออนเดอะร็อคขึ้นดื่มหมดแก้วแล้ววิ่งออกไป

ผู้พันพยายามเค่นเสียงที่ยังพอมีเหลือในกระบังลม

“ไอ้…ไอ้…ไอ้บ้าเอ้ย!”
หัวหน้าวิ่งออกมาด้านนอกเห็นรถโตโยต้าฟอร์จูนเนอร์แล่นตามรถตู้ไปทางประตูรีสอร์ท  เสียงปืนดังลั่นตลอดเวลา  แขกที่เข้าพักวิ่งหนีกันอลหม่าน

เขาวิ่งไปที่จอดรถ อึดใจจี๊ปซาฮาร่าออกตัวด้วยกำลังเคลื่องยนต์ 6 สูบ 4000 ซีซี ไล่ตามรถทั้งสองคันไป

ผู้พันพรวดออกมาหน้าล็อบบี้ยืนกุมท้องร้องตะโกน “เอาวิทยุมา!”  หน่วย SPSA ในชุดพนักงานรีสอร์ทส่งวิทยุติดต่อให้  เขาตะโกนลงไป

“สกัดเส้นทางออก! สกัดเส้นทางออก! อย่าให้หนีไปได้ มันเอาของไปแล้ว อย่าให้หนีไปได้!”  เขากระสับกระส่าย

“หัวหน้า! หัวหน้า! ตอบสิวะ! หัวหน้า! โธ่โว้ย!” ผู้พันขว้างวิทยุลงพื้นสุดแรงชิ้นส่วนกระจาย  เขาร้อง  “เอาเครื่องใหม่มา!”  พวกหน่วย SPSA มองหน้ากันแล้วส่ายหน้าให้ผู้พัน

OOO

-4-
รถตู้สีขาววิ่งชนประตูรีสอร์ท  ด้านหลังเต็มไปด้วยรูกระสุน  เสียงเครื่องยนต์ปนเสียงปืนดังสนั่นไปตลอดทาง  หัวหน้าอัดคันเร่งซาฮารา  เครื่องยนต์ตอบสนองทันที  จี๊ปแดงแล่นฝ่าความมืดไล่ตามเสียงปืนไปบนถนนลาดยางแคบ ๆ เลาะเนินเขา

บนถนน  หน่วย SPSA ตั้งด่านสกัด  รถตู้วิ่งฝ่าเข้าไป  พวก SPSA ยิงถล่ม กระสุนทะลุกระจกถูกคนขับ  คนนั่งข้างก้มตัวหลบกระสุนพยุงพวงมาลัยรถ  รถตู้พุ่งชนด่าน  ฟอร์จูนเนอร์ที่ตามมากราดกระสุนใส่พวก SPSA กระโดดหลบลงข้างทาง

รถตู้ส่ายไปมา ฟอร์จูนเนอร์ไล่ยิงใกล้เข้าทุกที

จี๊ปซาฮาร่าแล่นมาด้วยความเร็วสูง  พุ่งเข้าชนท้ายฟอร์จูนเนอร์แล้วเบียดเข้าด้านเนินเขา  รถฟอร์จูนเนอร์พยายามเร่งความเร็วขึ้นไป  หัวหน้าหักพวงมาลัยอัดข้างขวา  หัวจี๊ปกระแทกกลางลำฟอร์จูนเนอร์อย่างแรงจนท้ายปัด  คนในรถโผล่หน้ายิงสวนออกมา

เสียงผู้พันเรียกจากวิทยุ “หัวหน้า! หัวหน้า! ตอบสิโว้ย!”

หัวหน้าก้มหัว ลดความเร็ว หลบรถเข้าด้านหลังแล้วพุ่งชนท้ายฟอร์จูนเนอร์  คนในรถยิงสวนออกมาประกายไฟแลบแปร็บ เสียง ปัง! ปัง! ปัง!

“หัวหน้า! หัวหน้า!” เสียงวิทยุยังดัง

เขาหักรถหลบวิถีกระสุน  หยิบวิทยุขึ้นกรอกเสียงลงไป  “ครับผู้พัน!”

“เป็นไงบ้าง!?”

“ผมกำลังตามพวกมัน!”

“ดี…แล้วอย่าให้รถของผมเสียหายล่ะโว้ย!”

“ครับผู้พัน!” หัวหน้าเอาวิทยุเคาะกับคอนโซลแล้วถูไปมา  เสียงผู้พันร้องเรียก “หัวหน้า! หัวหน้า!….” เขาเอื้อมมือปิดวิทยุ

กระสุนปืนพุ่งจากท้ายรถคันหน้า  กระจกหลังแตกละเอียด  หัวหน้าเบี่ยงตัวหักพวงมาลัยเสียงล้อบดถนน ดัง…เอี๋ยดดดด!  แสงไฟหน้าส่องสว่างเข้าภายในรถฟอร์จูนเนอร์  เห็นคนในรถยกวัตถุทรงกระบอกขึ้นมา  หัวหน้าร้องลั่น

“บาซูก้า!”

เขากระทึบคันเร่งมิด   ชิปสมองกลของซาฮาร่าส่งคำสั่งอัดฝอยน้ำมันเข้าลูกสูบทั้งหก  เสียงเครื่องยนต์แผดร้อง  รถพุ่งชนท้ายคันหน้าอย่างแรง ฟอร์จูนเนอร์เสียหลักหมุนคว้างขณะเดียวกับจรวดบาซูก้าหลุดจากกระบอกยิงพุ่งใส่เนินเขาระเบิดเปลวเพลิงลุกจ้าหินถล่มร่วงกราว  ฟอร์จูนเนอร์เสียหลักตกลงเนิน

หัวหน้าควงพวงมาลัยหลบหลีกก้อนหินที่ร่วงหล่นลงมา  ผ่อนคันเร่งแล้วอัดซ้ำพุ่งตามรถตู้

รถตู้ส่ายไปมาจนเกยเนิน  รถพลิกตะแคงไถลไปกับถนนเกิดประกายไฟเป็นทางยาว

หัวหน้ากระทืบเบรค  ซาฮาร่าท้ายปัดหยุดลงข้างรถตู้ที่ตะแคงนิ่ง  ฉุนน้ำมันโชยมา  เขากระโดดลงไปเบียดหลังแนบตัวรถ ร้อง
“ผมมาช่วย…อย่ายิง!”

เงียบ

น้ำมันไหลไปบนพื้นถนน

หัวหน้าวิ่งก้มตัวมองภายในรถ  คนในรถแน่นิ่ง  มีข้างคนขับขยับ  เขารีบปีนเข้าดึงตัวขึ้นมา

“ขยับตัวได้มั้ย?” ฝ่ายโน้นพยักหน้า

เขารีบพาไปที่จี๊ป

เสียง “ตูมม!!!” ดังสนั่น

เพลิงร้อนสว่างจ้าระเบิดเปลวอย่างรุนแรง  รถตู้หายไปเห็นแต่เปลวเพลิงกองใหญ่
เขม่าควันม้วนตัวในท้องฟ้ามืดมิด

รถจี๊ปซาฮาร่า พุ่งออกมาจากเปลวเพลิง

OOO

-5-
ต่ำลงไปตามลาดเนิน กว่า ๒๐๐ เมตร  โตโยต้าฟอร์จูนเนอร์จอดนิ่งกับต้นไม้  คนขับขยับตัวตะกายไปหลังรถ ใบหน้า มือเต็มด้วยเลือด  เขาดึงกระเป๋านิรภัยออกมาเปิดฝา  แผงสัญญาณหลากสีสว่างขึ้นในความมืด  เขาคีย์ข้อความบนแป้น  จุดกระพริบสีแดงสว่างวาบขึ้นพร้อมแผนที่จากระบบติดตามผ่านดาวเทียม

เขายิ้มเหี้ยมเกรียม

พรรคพวกด้านหลังสลบแน่นิ่ง

เขาลองบิดกุญแจสตาร์ท  เสียงเครื่องยนต์หัวฉีดคอมมอนเรลดังขึ้น
ฟอร์จูนเนอร์ไต่ลงเนินไปช้า ๆ

OOO

-6-
บนถนน..จี๊ปซาฮาร่าแล่นไปข้างหน้าด้วยความเร็วคงที่

“เอาหมวกไหมพรมออกก่อนดีมั้ย? จะได้หายใจสะดวก”  หัวหน้าพูด ตามองถนนตามแสงไฟหน้ารถ

คนในชุดดำดึงหมวกไหมพรมออก  เส้นผมยาวสยายคลี่ลงเคลียไหล่

“คุณเป็นฝ่ายคนดีหรือคนร้ายหือ?” หัวหน้าถาม พลางหันดูคนชุดดำแล้วหันกลับมองถนน  แทบไม่เชื่อสายตา! เขาหันกลับไปมองอีกครั้งแล้วตะโกน

“ผู้หญิง!”

คนที่เขาช่วยออกมาอย่างหวุดหวิดเมื่อครู่กำลังมองเขาด้วยดวงตาคมใส จมูกเป็นสัน ริมฝีปากอวบอิ่ม

“ผู้หญิง!” หัวหน้ายังไม่หายตะลึง  เขาเบรครถ “เรามาคุยกันก่อน” แขนพาดเบาะหันคุยกับคนแปลกหน้า “ผู้หญิงสวย ๆ มาเกี่ยวอะไรกับเรื่องไล่ยิงกันอย่างนี้หา  บอกผมหน่อยเถอะ!”

“มันขโมยสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของหมู่บ้าน  พวกเราต้องมาเอาคืนแม้แลกด้วยชีวิต”

“สิ่งศักดิ์สิทธิ์นั่นคืออะไร?” หัวหน้าถาม หญิงสาวชุดดำขบริมฝีปากแน่น

“เอ้า! ไม่บอกก็ไม่บอก…รถระเบิดไม่เหลือซากอย่างนั้นคงไม่มีอะไรเหลือแล้วล่ะ” หัวหน้าพูด

“พวกเราเป็นแค่เหยื่อล่อเพื่อให้คนนำสิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้มีเวลาเดินทางกลับหมู่บ้าน”

“อ้อ…ฉลาดนี่!” หัวหน้ามองไปตามลาดเนินด้านล่าง “แต่สงสัยนายคนนั้นจะลำบากแล้วล่ะ”

หญิงสาวชุดดำมองตามลงไป  “ลำบากอย่างไร?”

“รถพวกมันยังวิ่งได้แต่ไม่ขึ้นมาดู  กลับไปอีกทาง จะให้เดาว่าไง?”

หญิงสาวในชุดดำเงียบไปสักพักสีหน้าแตกตื่น อุทาน

“ตองลี!” เธอหันบอกชายหนุ่ม “ขอบคุณที่ช่วยข้า!” เธอขยับตัวลงจากรถพยามยามจะเดินแต่ก็ล้มลง  หัวหน้าวิ่งอ้อมไปประคองเธอกลับขึ้นนั่ง

“ยังจะเก่ง…บอกผมมาอยู่หมู่บ้านอะไร?”

หญิงสาวเพ่งมองแน่วนิ่งไม่ยอมตอบ 

“ได้! ไม่บอกก็ไม่บอก ดูซิว่าคุณจะเขยกไปได้เร็วกว่าไอ้รถบ้าคันนั้น!”

หัวหน้านั่งผิวปากเคาะนิ้วกับพวงมาลัย “อ้าว! ยังไม่รีบไป!” เขาส่งเสียงเร่ง

“หมู่บ้านองครักษ์!”

“ก็แค่นั้น….”

หัวหน้าผลักเกียร์ไปที่ดีเหยียบคันเร่ง
จี๊ปซาฮาร่าพุ่งออกอย่างรวดเร็ว

เขารู้จักหมู่บ้านแห่งนั้น  หมู่บ้านองครักษ์..อยู่ในหุบเขาห่างไกล บนแนวตะเข็บไทย–กัมพูชาพอดี จนไม่รู้จะนับเป็นคนของประเทศไหน  แต่ด้วยความที่อยู่ห่างไกล ขาดการติดต่อกับคนภายนอก พวกทางราชการก็ไม่อยากเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับสถานที่อย่างนั้น  กว่าจะไปถึงต้องข้ามเขาไม่รู้กี่ลูกต่อกี่ลูก ยังมีไข้ป่าสายพันธุ์ที่วัคซีนไม่สามารถป้องกันได้  มีแต่คนเกิดที่นั่นเท่านั้นมีภูมิคุ้มกัน….เขาก็เกือบตายเพราะมันแต่ก็ดีไปอย่างการได้รับพิษครั้งนั้นทำให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมา  เขาเคยลาดตระเวณลึกเข้าในเขตกัมพูชาหลายครั้ง  ทุกครั้งต้องแวะพักที่หมู่บ้านองครักษ์..ลุงส่างคำ…มีเมตตาต่อเขา…ไม่เคยลืม

ใครจะคาดคิด..

หมู่บ้านเล็กๆ กันดารห่างไกลมาเกี่ยวข้องกับเรื่องราวสะเทือนโลกครั้งนี้

OOO

-7-
จี๊ปซาฮาร่าเลี้ยวจอดในแค้มป์  ทหารพราน ๒-๓ นายวิ่งเข้ามา “หัวหน้า ผู้พันเรียกตลอดเลยครับ”

“ปล่อยให้เรียกไปเถอะ…เอาชุดอุปกรณ์ลาดตระเวณชุดใหญ่ใส่รถ  เติมน้ำมันเต็มถังน้ำมันสำรองสอง ด่วน!”

“ครับผม!”  พวกเขาแยกย้ายกันจัดการ

หัวหน้ารีบมุดเข้าในเต้นท์พักแรม  หญิงสาวในชุดดำกวาดตามองด้วยความสงสัย  เป็นแค้มป์ทหารที่คล้ายเตรียมทำสงคราม  มีรถลำเลียงพล จี๊ปติดปืนกลจอดอยู่ทั่วไป  ยังมีรถแบ็คโฮขนาดใหญ่เป็นเงาตะคุ่มคล้ายหุ่นยนต์ยักษ์อีกหลายคัน  ครู่เดียว…หัวหน้ากลับออกมา

ทหารพรานที่กำลังเติมน้ำมันร้องขึ้น

“อย่างนี้สิครับหัวหน้าตัวจริง ชุดเมื่อกี้ไม่เหมาะกับหัวหน้าเลย…ครับผม!”

หญิงสาวในชุดดำหันมอง

ชายหนุ่มอยู่ในชุดคอมแบทเสื้อยืดสีเข้มสกรีนอักษร PARK RANGER ขาวตัวใหญ่เต็มอก แขนยาวรัดรูป
เห็นมัดกล้ามช่วงไหล่ตลอดแขนเป็นเงาจากแสงไฟในเต้นท์  เขาวางปืนอาการ์ไว้ในรถ

“ยังไม่เสร็จอีกเรอะ?”

“โธ่หัวหน้า” ทหารพรานคนนั้นส่งเสียงอ่อย “ผมเร่งหัวจ่ายได้ที่ไหน  ส่วนชุดอุปกรณ์เดินป่าชุดใหญ่ อาหารแห้ง น้ำมันสำรอง  พร้อมแล้ว…ครับผม!” มือหนึ่งถือหัวจ่าย…อีกมือเขาป้องปากกระซิบ

“หัวหน้าจะพาสาวไปไหน?…ผู้พันถามผมจะได้รายงาน”

“บอกผู้พันว่า ผมไปเที่ยวป่า ๒-๓ วัน”   

“ครับผม!”

ทหารพรานดึงหัวจ่ายปิดฝาครอบอย่างรวดเร็ว  “เรียบร้อยครับผม!”

รถจี๊ปซาฮาร่าแล่นออกจากแค้มป์  ฝ่าไปในความมืดของค่ำคืนแรม

หญิงสาวนั่งกระสับกระส่าย ด้วยความกังวล  ตองลีนำสิ่งศักดิ์สิทธิ์ซึ่งเป็นที่บูชากราบไหว้ของชาวบ้านมาตั้งแต่บรรพบุรุษกลับไป ด้วยการเดินเท้า  แม้ตองลีจะชำนาญเส้นทางเดินป่าแต่จะเร็วกว่ารถได้อย่างไร? 

พวกมันตามไปแล้ว  สิ่งศักดิ์สิทธิ์ยังไม่ปลอดภัย ตองลีกำลังอยู่ใน…อันตราย!

ก่อนออกเดินทาง  ทุกคนปฎิญาณยอมสละชีวิต  ไม่มีใครคิดกลับหมู่บ้านหากไม่ได้สิ่งศักดิ์สิทธิ์คืนมา…แต่เมื่อรู้ว่าตองลีตกอยู่ในอันตรายเธออดกังวลไม่ได้

“เราจะไปดักคอยที่แม่น้ำ” ชายหนุ่มบอก “มีช่วงน้ำตื้นพอเดินข้ามได้อยู่ ๒-๓ จุด หากโชคดีเดาถูกเราจะพบเพื่อนเธอที่นั่น…ยกเว้น โชคร้าย…” เขาหยุดพูด

เธอเบือนหน้ามอง  เขาดูแข็งแรง บึกบึน ร่างกายใหญ่โตกว่าพวกหนุ่ม ๆ ที่หมู่บ้าน  ดูเป็นคนอารมณ์ดีหัวเราะง่าย  เธอไว้ใจให้เขาเข้ามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องสำคัญของหมู่บ้านได้อย่างไร..? เขาช่วยชีวิตเธอ…ไม่งั้นเธอก็คงมอดไหม้ไปแล้ว…สิ่งศักดิ์สิทธิ์…ยังไม่ถึงหมู่บ้าน…ที่สุดเธอเอ่ยถาม

“ท่านเป็นใคร ทำไมคนพวกนั้นเรียกท่านหัวหน้า?”

ชายหนุ่มหันมามอง แล้วยิ้ม “ผมเป็นเจ้าหน้าที่อุทยานฯ…ที่เรียกหัวหน้าก็เพราะผมเป็นหัวหน้า” เขาฮัมเพลง เอามือเคาะพวงมาลัย

“ปู่ส่างคำบอกว่า เจ้าหน้าที่อุทยานฯ เป็นมิตรกับเรา”

“แหงล่ะ! เจ้าหน้าที่อุทยานฯ เป็นมิตรกับทุกคนที่รักธรรมชาติ รักษาป่า ไหน ว่าไงนะ! ลุงส่างคำเหรอ…” เขาหันมองเธอ “เธอเป็นอะไรกับลุงส่างคำ?”

“ข้าเป็นหลาน”

“ฮา ฮา ดีจริง หลานลุงส่างคำโตเป็นสาวแล้วหรือนี่…ฮา ฮา” เขากวาดตาสำรวจเธอ หญิงสาวขยับกายกระอักกระอ่วน “พักผ่อนก่อนเถอะ  เราคงไปถึงฝั่งแม่น้ำตอนเช้าตรู่ เธอคงฟกช้ำน่าดูเดี๋ยวพรุ่งนี้เช้าก็รู้ นอนไปเถอะ…อ้อ!” เขาเอื้อมมือปรับเบาะให้  

“ท่านรู้เส้นทางแน่หรือ?” เธอกังวล

“โอ้ย! นอนไปเถอะ!” เขาไม่สนใจตอบคำถามขับรถเคาะพวงมาลัยพลางฮัมเพลงอะไรสักอย่างที่เธอฟังไม่เข้าใจ แต่แล้วคล้ายคิดขึ้นได้หันมาจ้องเธอเขม็ง “เกิดอะไรขึ้นที่หมู่บ้าน?” เขาถาม

หญิงสาวขบริมฝีปากเพ่งมองเขาแน่วนิ่ง

“ลุงส่างคำมีบุญคุณกับผม! ผมต้องรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น!”

เรื่องราวจึงพรูจากปากหญิงสาว 

OOO

-8-
ตอนโตโยต้าฟอร์จูนเนอร์สีขาวเคลื่อนเข้าหมู่บ้านนั้นเป็นเที่ยงวัน  เด็ก ๆ พากันวิ่งตามส่งเสียงเซ็งแซ่  บางคนใจกล้าหน่อยลองยื่นนิ้วแตะผิวเรียบลื่นนั่นแล้วรีบชักกลับ

ผู้เฒ่าก้าวออกจากชายคาขมวดคิ้วมองรถสีขาวเป็นเงาวาวในเปลวแดดตรงมายังเรือนใหญ่ 

ชานเรือนเป็นลานไม้ยกสูงเปิดโล่ง  แสงแดดแผดจ้า ผู้เฒ่าสูงวัยร่างกายยังตั้งตรงก้าวมาหยุดยืนไขว้มือนิ่งเหนือบันไดเรือน  ชาวบ้านทะยอยเดินมาสมทบบนลานดินเชิงบันได

ขณะรถสีขาวหยุด  ลานดินเต็มไปด้วยชาวบ้านซึ่งจ้องมองด้วยความสงสัยใคร่รู้  ร้อยวันพันปีไม่เคยมีคนแปลกหน้าย่างกรายเข้าหมู่บ้าน

ประตูรถถูกเปิด  รองเท้าคอมแบ็ตก้าวออกจากรถ  เสียงชาวบ้านร้องขึ้นพร้อมกัน “ราจี!”

ชายหนุ่มยิ้มยกมือไหว้ชาวบ้าน  คนหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวโผเข้ามายกเขาแบกขึ้นบ่า  พวกที่เหลือล้อมเข้ามาส่งเสียงเฮโลพากันเดินส่งถึงเชิงบันได   

ราจีก้าวลงจากไหล่สหายหนุ่มสวมกอดพวกเขาทีละคน  จากนั้นก้าวเดินขึ้นมากราบผู้เฒ่าบนชานเรือน 

“เข้าไปพักในเรือนก่อนเถิด” ผู้เฒ่ากล่าวเสร็จเดินนำเข้าในชายคา  ราจีลุกขึ้นก้าวตาม  ผู้เฒ่านั่งเก้าอี้รินน้ำชาใส่แก้วยกดื่ม  ราจีนั่งเก้าอี้ข้าง ๆ ถามว่า

“สุขภาพพ่อเป็นอย่างไรบ้าง?”

“ข้าแข็งแรงดี..เจ้าเป็นเช่นไรบ้าง? หายไปนาน?”

“ข้าสบายดี” ราจีกล่าว “ข้าจะกลับมาช่วยพ่อดูแลหมู่บ้านข้าจะทำให้หมู่บ้านของเราเจริญ”

ผู้เฒ่าถอนใจ “ข้าดีใจที่เจ้าคิดเป็นห่วงหมู่บ้าน  แต่เท่าที่เราอยู่กันมาก็สงบสุขดีแล้ว”

“พ่อไม่เข้าใจ  ข้าไปเห็นบ้านเมืองที่เจริญมา  ที่นั่นเด็ก ๆ มีการศึกษา  อาหารการกินสมบูรณ์ไม่ต้องรอฝนอย่างเรา  เจ็บไข้ได้ป่วยมีหมอสมัยใหม่ดูแลรักษา  ข้าเห็นคนในหมู่บ้านเราตายด้วยโรคพื้น ๆ แค่มียากินก็หายแล้ว  ข้าไม่อยากทนดูต่อไป..”

“เอาเถอะ..เอาเถอะ” ผู้เฒ่าขัดจังหวะ “เจ้าเพิ่งมาถึงเราอย่าคุยเรื่องนี้กันเลย..อ้อ..ดวงดาว” ผู้เฒ่าส่งเสียงเรียกหญิงสาวที่เพิ่งเดินออกมา 

หญิงสาวยกมือไหว้ทักทาย  ราจีไม่หันมองกลับถามผู้เฒ่าว่า “งานฉลองประจำปียังเหมือนเดิมใช่ไหมพ่อ?”

“ใช่ เจ้าถามทำไม? หรือปีนี้เจ้าจะอยู่ร่วมด้วย?”

“ใช่  มาคราวนี้ข้าคิดจะอยู่จนกว่าเสร็จงานประจำปี”

“ดีสิ  มีเจ้าช่วยคงเบาแรง” ผู้เฒ่ายกถ้วยชาขึ้นจิบ “มีข้าวของอะไรอีกบ้าง  จะได้ให้ดวงดาวช่วยยก”

ชายหนุ่มเบือนหน้ามองหญิงสาวกล่าวเสียงห้วน “กระเป๋าข้าอยู่ท้ายรถเอาขึ้นมาไว้บนเรือน”

หญิงสาวขมวดคิ้วเดินลงเรือน

“รถเจ้า?” ผู้เฒ่าถาม

“ข้ายืมเพื่อนมา” ราจีตอบโดยไม่ต้องคิด “ข้าขอเข้าไปไหว้กระดูกแม่ก่อนนะพ่อ”

“ในห้องพระนั่นแหละ” ผู้เฒ่าว่า

ราจีลุกเดินตรงไปห้องพระ บานประตูส่งเสียงเอี๊ยดตอนเขาผลัก  แสงสว่างส่องตามเข้าไปเป็นทาง  จับหิ้งพระซึ่งเป็นเก้าอี้ไม้ทรงสูงต่ำลดลั่น  หน้าต่างบานเดียวของห้องถูกปิดไว้  ราจีเดินเข้าไปคุกเข่าลงหน้าหิ้งพระ  สายตาเพ่งมองของสิ่งหนึ่งแน่วนิ่ง

เป็นผอบไม้แกะสลักลวดลายโบราณ

OOO

-9-
ดวงดาวกำลังลากกระเป๋าใบใหญ่ออกจากท้ายรถ  เสียงชายหนุ่มร้องขึ้น “มาข้าช่วย”

ดวงดาวตอบโดยไม่หันมอง “ไม่เป็นไรข้ายกไหว”

“นา..ให้ข้ายกเถิด”

“ขอบใจ” ดวงดาวปล่อยมือจากกระเป๋า  ชายหนุ่มคว้าหูหิ้วขึ้นคล้องไหล่ “เจ้านำทาง”

ทั้งสองเดินขึ้นเรือน บนเรือนชายหนุ่มพนมมือไหว้ผู้เฒ่า  แล้วก้าวตามดวงดาว  นำกระเป๋าวางไว้หน้าห้อง จากนั้นทั้งสองเดินกลับมานั่งลงกับพื้นเบื้องหน้าผู้เฒ่า 

ผู้เฒ่าวางโถชากล่าวว่า

“เรื่องที่สั่งให้ทำเป็นอย่างไร?”

“เรียบร้อยแล้วพ่อปู่”

“ดี..ปีนี้วันขึ้นสิบห้าค่ำเดือนห้าตรงกับวันสงกรานต์พอดี  ข้าคิดจัดงานให้ยิ่งใหญ่กว่าทุก ๆ ปี  ต้องเหนื่อยพวกเจ้าสักหน่อย”

“ไม่เป็นไรพ่อปู่  พวกเราดีใจเสียซ้ำที่พ่อปู่เรียกใช้งาน”

“ยังมีเรื่องรางน้ำ”

“เสียหายหลายจุด  คงมีสัตว์ใหญ่ย่ำ  อีกอย่างข้าว่าเราน่าจะเปลี่ยนลำรางให้ใหญ่ขึ้นพ่อปู่เห็นว่าอย่างไร?”

“ดีสิ! ข้าอยากเปลี่ยนมานานแล้วแต่เกรงใจพวกเจ้า  เห็นว่ารางเก่าก็ยังลำเลียงน้ำพออยู่  ครั้นรางเก่าเกิดเสียหายอย่างนี้เปลี่ยนเสียทีเดียวก็ดี”

“เช่นนั้นข้าจะเร่งเข้าป่าหาปล้องไผ่”

“เจ้าแน่ใจว่าจะเสร็จทันงานฉลอง?”

“ทันแน่พ่อปู่”

“ชวนพวกไปสักหลายคนจะได้เสร็จไว ๆ”

“ข้าจะไปกับเจ้าด้วย” ดวงดาวกล่าวพลางส่งสายตาขอร้องผู้เฒ่า “นะปู่นะ”

ผู้เฒ่ายิ้มพยักหน้า

OOO

-10-
แสงตะวันพลบสาดรอดกิ่งก้านไม้รำไร  พวกคนหนุ่มในหมู่บ้านสี่ห้าคนนั่งล้อมวงยกแก้วเครื่องดื่มเวียนส่งกัน  จู่ ๆ มีเสียงร้องขึ้น

“มีคนมา!” ทั้งหมดแตกกระจายคนละทิศอย่างรวดเร็ว 

“เฮ้ย! ข้าเอง!” ราจีเดินเข้ามาหยุดยืน  พวกนั้นค่อย ๆ โผล่หัวออกจากพุ่มไม้ทีละคน

“ราจี!”

“เออ..ข้ามีของมาฝากพวกเอ็ง” ราจียกขวดวิสกี้ชูขึ้น

OOO

-11-
เช้าวันถัดมา 

แนวป่าหลังหมู่บ้านมีกอไผขึ้นกระจัดกระจาย  เสียงสับไม้ดังเป็นระยะ กอไผ่สั่นไหว
ดวงดาวเงี้อมีดพร้าฟันปล้องไผ่ลำแก่สับย้ำลงรอยเก่าอย่างแม่นยำ  ฟันไม่กี่ครั้งไผ่ก็ขาดลำล้มลง
เธอใช้หลังมือปาดเม็ดเหงื่อ  ก้มคว้าปล้องไผ่ที่นอนนิ่งอยู่บนพื้น

“ไว้นั่นล่ะ  เดี๋ยวพวกพะเยียมันมาลากเอง”

ดวงดาวพยักหน้าปล่อยมือ  ส่ายตามองหาไผ่ลำโหญ่ 

“ญาติเจ้ามาทั้งทีทำไมไม่อยู่  กลับออกป่าเสีย”

“มันไม่ใช่ญาติข้า!” ดวงดาวพูดกระแทกเสียง

“ราจีเป็นลูกชายพ่อปู่”

“เรื่องนั้นข้ารู้ดี  แต่ถึงอย่างไรมันก็ไม่ใช่ญาติข้า” คราวนี้ดวงดาวหันมาถลึงตา “หากเจ้ายังต้องการมีปากไว้กินข้าว  คราวหลังอย่าเรียกมันว่าญาติข้า  เข้าใจมั้ยตองลี!?” เธอเงื้อมีดพร้า

“เข้าใจ..เข้าใจ” ตองลีสับมีดพร้าอีกสองสามครั้งปล้องไผ่ล้มลง “ราจีทำอะไรให้เจ้า  เจ้าจึงเกลียดมันเพียงนี้?”

“ไม่ใช่ข้าเกลียดมัน  แต่เป็นมันเกลียดข้า  หากอยู่ ๆ ข้าหายไปจากโลกนี้ได้  มันต้องดีใจแทบคลั่ง!”  ดวงดาวสับมีดพร้าลงสุดแรง

“ลำนั้นเล็กไป”

“เรื่องของข้า!”

ตองลีส่ายหน้า  เดินวนกอไผ่มองหาลำเหมาะ ๆ

“มาคราวนี้ไม่รู้มันจะมาทำเรื่องอะไรอีก” ดวงดาวว่า ตองลียังคงมองหาลำไผ่ “มันจะอยู่ถึงงานเทศกาลประจำปี”

“ดีแล้ว  จะได้อยู่กับพ่อปู่นาน ๆ แกมีลูกชายคนเดียวคงเหงา” ตองลีว่า

“ปู่มีข้า  ปู่ไม่เหงา” ดวงดาวแหวว “ราจีนำแต่เรื่องเลวร้ายเข้ามาในหมู่บ้าน ปู่เสียใจจนทุกวันที่ส่งมันไปเรียน..”

“ดวงดาวหยุด!” เสียงตองลีตะโกนลั่น

ดวงดาวชะงักมีดพร้าอ้าปากค้าง งูเห่าที่แผ่แม่เบี้ยเต็มเหยียดพุ่งฉกออกจากกอไผ่  ดวงดาวเบิ่งตากลั้นหายใจ  ตองลีซัดมีดพร้าในมือสุดแรง   คมมีดแหวกอากาศตัดคองูขาดกระเด็น  ดวงดาวทิ้งมีดโผกอดตองลีแน่น 

“ไม่เป็นไรแล้ว  ปล่อยเถอะ”

ดวงดาวคลายมือเหลือบมองขนดมะเมื่อมบิดเร่า  หัวใจยังเต้นไม่เป็นส่ำ  เธอซุกหน้ากับอกอุ่นปลอดภัยอีกครั้ง

OOO

-12-
ตกเย็น

พวกที่เข้าป่าหาไผ่พากันกลับเข้าหมู่บ้าน  ตองลีกับดวงดาวแยกจากพวกมายังเรือนผู้เฒ่า 

“ไม่เห็นรถราจี” ดวงดาวเปรย

ทั้งสองขึ้นเรือน เห็นผู้เฒ่านั่งซึม ดวงดาวร้องถาม “ปู่ไม่สบายหรือ?”

ผู้เฒ่าส่ายหน้า หยิบผอบไม้ลวดลายโบราณยื่นออก  ดวงดาวมองด้วยความงุนงง  ตองลีก้มลงกราบรับผอบมาเปิดออกดู  ทันทีที่เห็นภายใน สีหน้าตองลีซีดไม่ต่างซากศพ ดวงดาวร้องถาม

“อะไรตองลี..เกิดอะไรขึ้น?”

ตองลียื่นผอบ  ดวงดาวอ้าปากค้าง..ในผอบ…ว่างเปล่า!

OOO      

-13-
พวกเธอจึงออกติดตาม?”  หัวหน้าพูด

“มันใช้รถคันใหญ่สะกดรอยไม่ยาก” ดวงดาวกล่าว “แต่มันมีปืนพวกเราได้แต่รอโอกาส”

“พวกเธอก็มีปืน” 

“ปู่แลกกับเสบียงอาหารจากพวกเขมรไว้สองสามกระบอก..เราต้องมีอาวุธไว้ป้องกันตัว”

“เป็นอันว่าราจีมันขโมยสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำหมู่บ้านมาขายผู้พัน” หัวหน้ารักษาความเร็วรถคงที่  เอนหลังพิงพนักบิดคอเสียงกระดูกลั่นกร็อบ

“พวกเราสาบานร่วมกัน หากไม่ได้สิ่งศักดิ์สิทธิ์คืนมาจะไม่ยอมกลับหมู่บ้าน..แม้กระดูก”

“ปานนั้น!” หัวหน้าหันมาเบิ่งตา 

ดวงดาวเบิ่งตากลมโตโต้ตอบ

OOO

-14-
อีกฟากของป่า
รถขับเคลื่อนโฟว์วีลส์ โตโยต้าฟอร์จูนเนอร์  กำลังแล่นตัดไปยังถนนดินลูกรัง
บางอย่างขัดข้องทำให้ไม่สามารถเร่งความเร็ว

คนขับเหลือบมองระบบนำทางผ่านดาวเทียม  จุดแดงกระพริบยังคงเคลื่อนที่อยู่ในแนวป่าทึบ  แต่อย่างไรมันก็ต้องออกจากป่าตรงช่วงข้ามแม่น้ำ เขาคิด

เขาไม่รู้ว่ามันจะเลือกจุดข้ามตรงไหน
ต้องรอดูอีกทีช่วงถึงชายป่า

ยามนี้ได้แต่ขับอ้อมไปดักรอ..แล้วจัดการมันตอนออกจากป่า

OOO

-15-
รถแลนด์โรเวอร์ของหน่วย SPSA รับผู้พันออกจากรีสอร์ทผ่านซากลุกติดไฟรถตู้บนถนน  กลิ่นไหม้เนื้อมนุษย์โชยแตะจมูก

ผู้พันมองด้วยความสยดสยองพลางนึกสงสัยว่ารถจี๊ปแสนรักแสนหวงของเขาจะเป็นไรบ้าง

เสียงวิทยุดังขึ้น  เป็นสัญญาณสายตรง ผู้พันไม่รอให้ดังซ้ำสอง

“สวัสดีครับท่าน”

“ผมได้รับรายงานว่ามีการยิงกันที่อังกอร์”

“ใช่ครับ ผมกำลังจะรายงานท่านอยู่พอดี”

“เกิดอะไรขึ้น?”

“เรานัดส่งของที่อังกอร์ กำลังจะสำเร็จอยู่แล้ว มีพวกไหนไม่ทราบมาแย่งไปครับ” อยู่ในมือแล้วเชียวผู้พันคิด แต่ไม่ได้พูดออกไป

“มันเป็นพวกเดียวกันหรือเปล่า?”

“ไม่ใช่แน่ครับ มันไล่ยิงกันสนั่น”

“แล้วของล่ะ?”

“คนของเรากำลังตามไปแล้วครับ”

“ดี…รายงานความคืบหน้าตลอดเวลา..จากนี้ไปแม้ติดประชุมผมก็จะให้โอนสายเข้ามา…แล้วเก็บกวาดที่อังกอร์ให้สะอาดด้วย”

“ครับผม”

ไม่รู้เป็นไร ผู้พันรู้สึกโล่งใจทุกครั้งวางหูจากท่านนายกฯ  ทั้งที่จริง การได้ติดต่อกับท่านบ่อย ๆ น่าจะยิ่งทำให้เขาเป็นที่คุ้นเคยของท่านมากขึ้น  นั่นย่อมหมายถึงบานประตูโอกาสทางหน้าที่การงานเปิดกว้างขึ้นเรื่อย ๆ

แต่อะไรทำให้รู้สึกอย่างนั้น

ช่างมันเถอะ!

งานครั้งนี้สำเร็จเมื่อไร  อำนาจล้นฟ้าเบื้องหลังรัฐบาลเสียงข้างมากของท่านนายกฯ จะตกกับใครถ้าไม่ใช่เขา  ๖ ปีที่เขาทุ่มเทมาก็เพื่อเวลานี้

ใกล้เข้ามาทุกทีแล้ว… ‘มหาอัญมณีแห่งชัยวรมัน’ ในตำนาน  ขุมพลังงานยิ่งใหญ่ ที่สร้างความรุ่งเรืองให้ชนเผ่าขอมโบราณหลายร้อยปีก่อนหายไปอย่างไร้ร่องรอยพร้อมการสาบสูญของอารยธรรมขอมโบราณ

เขาเป็นคนแรกที่สืบเสาะจนพบเบาะแส  ทีแรกใคร ๆ ก็ว่าบ้า  โชคดีท่านนายกฯ มีวิสัยทัศน์กว้างไกล  แนวคิดล้ำไปในอนาคต  กล้าลงทุนให้เขาดำเนินการต่อจนได้พบลายแทงล้ำค่า
ผลการตรวจสอบระบุอายุกว่าพันปี

นั่นทำให้ความฝันของเขาใกล้เข้ามา..แค่เอื้อม
ไม่สิ…อยู่ในมือแล้วแท้ ๆ

คิดถึงตอนนี้ผู้พันนึกแค้นใจตัวเอง  เขากำหมัดทุบคอนโซลรถเต็มแรง
คนขับหันมองด้วยสีหน้างุนงง

รถแลนด์โรเวอร์ แล่นตรงไปยังแค้มป์ที่ตั้งหน่วย SPSA
ผู้พันสั่งรวมพลครั้งใหญ่เตรียมออกเดินทางแต่เช้า

OOO

-16-

ในเขตป่าทึบ 
สรรพเสียงของป่าหยุดชะงักเมื่อเขาจ้ำเข้ามา  ในความเงียบเขาสัมผัสความรู้สึกมีสิ่งมีชีวิตคอยจ้องมองด้วยความสงสัยระแวดระวัง…

ตองลีเหนื่อยหอบ  เขาเร่งเดินทาง   คืนนี้จะไม่พักผ่อนหลับนอน  เขายังมีเวลานอนอีกมากมาย  ต้องทำหน้าที่ให้สำเร็จลุล่วงก่อนให้คุ้มกับชีวิตของพวกที่ยอมเป็นเหยื่อล่อ  ถ่วงเวลาให้เขาได้เดินทางกลับหมู่บ้าน

ไม่รู้พวกนั้นเป็นอย่างไรบ้าง  หากทำได้เขาอยากอยู่กับดวงดาว  แต่ในกลุ่มชายหนุ่มของหมู่บ้านมีเขาเพียงคนเดียวชำนาญป่าแถบนี้  เพื่อให้มั่นใจว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์จะเดินทางกลับถึงหมู่บ้านเร็วที่สุด  เขาจำใจรับงานนี้….

ทั้งที่อยากอยู่ปกป้องดวงดาว

แสงเดือนยามค่ำคืนแทบไม่ได้ช่วยอะไรกับการเดินทางในป่าทึบ  ทางเท้าเล็ก ๆ ที่ชาวบ้านใช้เดินทางหาของป่า หลบอยู่ในเงามืด  ตองลีใช้มีดคู่กายแหวกกิ่งไม้ข้างทางจ้ำไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วด้วยสัญชาตญาณพงไพร

OOO

-17-

ยามเช้า
มวลหมอกลอยอ้อยอิ่ง ลูบไล้ไปบนสายน้ำเชี่ยวกรากเสียงนกร้อง…เสียงลิง  ค่าง  เสียงสายน้ำ…ระงมทั้งแนวไพร

หญิงสาวรู้สึกตัวตื่นลืมตาขึ้น  เธอหลับอยู่ในรถ….หลับตลอดคืนด้วยความอ่อนเพลีย  ลองขยับตัวแต่ร่างกายเจ็บช้ำไปหมด ขยับแทบไม่ไหว  เธอเหลียวมองไปทางริมแม่น้ำใหญ่

ชายหนุ่มหมอบอยู่บนโขดหิน  ใช้กล้องส่องทางไกลกวาดมองหาตลอดแนวชายป่า

“ตองลี….”

เธออุทานเสียงแหบแห้ง  แล้วพยายามลงจากรถแต่ไม่สามารถทรงกายต้องคุกเข่าลงกับพื้น  ชายหนุ่มหันมองรีบวิ่งมาประคองเธอขึ้น “นั่งพักก่อนเถอะ อย่าเพิ่งขยับ” เขาปรับเบาะให้เธอ

“กินอาหารก่อน ร่างกายจะได้มีเรี่ยวแรง” เดินอ้อมท้ายรถ “แถวนี้เป็นมีแก่งหินน้ำตื้นพอให้เดินข้าม  เพื่อนคุณต้องมาถึงแม่น้ำตอนเช้าตรู่นี่ล่ะ  ผมจะคอยเฝ้าดู..นี่ครับ”  เขาส่งกล่องอาหารแห้งและน้ำ ให้เธอ  จากนั้นไปหมอบอยู่ที่เดิม

OOO

-18-

ตองลีเดินทางทั้งคืน  ภาพแม่น้ำใหญ่ไหลเชี่ยวเต็มด้วยแก่งหินผุดขึ้นในความทรงจำ  เขาเคยเดินป่าล่าสัตว์มาถึงย่านนี้จนชำนาญ  อีกไม่นานคงถึง จะได้ล้างหน้าพอให้สดชื่นคลายเหนี่อย  แสงรำไรส่องผ่านใบไม้  ตองลีจ้ำสักพักก็ได้ยินเสียงสายน้ำแว่วอยู่ไกล ๆ

เขาเร่งฝีเท้า

หากกำหนดทิศทางไม่พลาดเขาจะถึงฝั่งแม่น้ำตรงบริเวณที่  สามารถเดินข้ามในฤดูแล้ง  มีแต่พรานชำนาญป่าแถวนี้เท่านั้นที่รู้เรื่องนี้  พวกเขาเรียกตำแหน่งนั้นว่า แก่งเสือผ่าน

มีสะพานขอนไม้ชาวบ้านสร้างไว้อยู่ไกลออกไป  ตองลีเลือกเส้นทางนี้เพื่อป้องกันดักซุ่มโจมตีหากบังเอิญพวกมันตามมา

เขาพบว่า..พลาดไปนิดหน่อย  เมื่อถึงชายป่า  แก่งเสือผ่านอยู่ไกลออกไปทางใต้  เขาวักน้ำดื่ม ล้างหน้า เติมใส่กระบอกไม้ไผ่แล้วเดินเลาะฝั่งแม่น้ำ

แก่งเสือผ่านเป็นโขดหินตะปุ่มตะป่ำใหญ่บ้างเล็กบ้าง  โผล่พ้นผิวน้ำขึ้นมานิดหน่อย  ไล่เรียงไปเกือบจรดอีกฝั่ง  หน้าน้ำหลากแนวหินจมหายใต้น้ำ เป็นอันตรายสำหรับคนที่ไม่คุ้นเคยกับแม่น้ำช่วงนี้

เฉพาะหน้าแล้งที่โผล่ขึ้นมา  แต่การเดินข้ามไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะปริมาณน้ำมหาศาลที่ผ่านระดับตื้นของแก่งหิน  ทำให้น้ำยิ่งไหลแรง  หากพลาดอาจมีอันตรายถึงชีวิต  สัตว์ป่าที่พยายามข้ามแม่น้ำ แล้วพลาดตก  ถูกสายน้ำเชี่ยวกราก รุนแรง ซัดกระแทกโขดหินตายเป็นประจำ

ตองลีขยับย่าม กระบอกน้ำ ให้กระชับลำตัวแล้วก้าวเท้าลงไป 

สายน้ำเย็นไหลผ่านน่องอย่างรุนแรง  เขาคลำเท้าหาโขดหินก้อนต่อไป  ตองลีเพ่งสายตามองไปข้างหน้า การก้มลงมองสายน้ำจะยิ่งทำให้ตาลาย  พรานป่าบางคนเผลอมองถึงกับเข่าอ่อนทรุดลง
เขาค่อย ๆ คลำทาง ถ่ายน้ำหนักไปทีละก้าว..ทีละก้าว

คิดถึงดวงดาวป่านนี้ไม่รู้เป็นอย่างไรบ้าง จุดนัดพบคือหมู่บ้าน หวังให้พรรค์พวกรอเขาอยู่ที่นั่น

OOO

-19-

ไกลออกไปหลายร้อยเมตร
กล้องส่องทางไกลออโต้โฟกัส จับนิ่งที่ชายชาวป่าคนหนึ่ง

หัวหน้ารีบวิ่งนำกล้องมาให้หญิงสาวแล้วชี้ไปที่จุดไกลลิบตา  เธอยกกล้องขึ้นแนบขนตางอน  ภาพในกล้องสั่นไหว  หัวหน้าต้องช่วยพยุงกล้องไว้

ภาพเบื้องหน้าค่อยชัดขึ้น เธอร้อง

“ใช่! ใช่! ตองลี!  ตองลี!”

เธอทิ้งกล้องลงกับเบาะนั่งลงจากรถ วิ่งไปสุดโขดหิน ป้องปากตะโกนสุดเสียง

“ตองลี!  ตองลี! ตองลี!”  

OOO

-20-

ตองลีคิดว่าได้ยินเสียงดวงดาว หรือหูแว่วไปเอง  เขาหันกลับไปมองที่ชายป่า  ทันใดเสียงปืนดังขึ้น

“ปัง!”

ตองลีรู้สึกเหมือนถูกอะไรบางอย่างกระแทก  เขาเซถลาล้มลงไปหาโขดหินเบื้องล่าง  แรงกระแทกทำให้เขาจุกชาไปทั้งตัว  ความเย็นของสายน้ำแผ่ซ่านเข้ามาห่อหุ้มตัวเขาไว้  รู้สึกหายเหนื่อย…
ดวงดาว..เขาได้ยินเสียง..ดวงดาว…

OOO

-21-

เสียงปืนดังก้องแนวป่า  พร้อมร่างตองลีร่วงหล่นยังกระแสน้ำเชี่ยว  ดวงดาวตะโกนร้องเรียกตองลีสุดเสียง

หัวหน้ากระโดดขึ้นรถ สตาร์ทเครื่องจีปซาฮาร่าปัดท้ายข้าง ๆ ดวงดาว

“ขึ้นรถเร็ว!”

จากนั้นพุ่งลงเนินหินมุ่งไปยังฝั่งแม่น้ำ  หญิงสาวกระสับกระส่ายพยายามลุกยืนมองไปทางแม่น้ำ
ร้องเรียกตองลี!อยู่ตลอดเวลา  เสียงปืนยังดังอีกหลายนัด

หัวหน้าเร่งเครื่องยนต์พุ่งเข้าไปหาเสียงปืน

เขาจอดรถคว้าอาการ์วิ่งยิงไปยังตำแหน่งประกายไฟ  มีกระสุนปืนยิงโต้ตอบเจาะพื้นทรายข้างหน้ากระจาย  หัวหน้ากระโดดเข้าหลังโขดหิน ตั้งยิงออโต้..แล้วม้วนตัวออกสาดอาการ์กระหน่ำด้วยกระสุนหัวระเบิด  ดงไม้ในระยะกระสุนแหลกกระจุย 

เสียงปืนโต้ตอบเงียบลง  หัวหน้าวิ่งกลับมาที่รถ เร่งเครื่อง ออกตัว ดึงเบรคมือ ..ล้อหลังหยุดนิ่งขณะยังมีแรงส่ง ท้ายรถปัดเป็นวงกลม ซาฮาร่าตั้งลำ หัวหน้าอัดคันเร่ง ล้อมัดเทอร์เลนตะกุยพื้น ฝุ่นทรายฟุ้งกระจาย

ดวงดาวเกาะรถไว้แน่นปากส่งเสียงร้องเรียกตองลี 
สายน้ำเชี่ยวกรากพาร่างตองลี ไกลออกไปอย่างรวดเร็ว

OOO

-22-

ไกลออกไปหลายร้อยกิโลเมตร หน่วยคอมมานโดของ SPSA พร้อมเคลื่อนออกจากแค้มป์  ผู้พันในชุดคอมแบตอยู่ในรถขับเคลื่อนโฟว์วีลส์ฮัมวี่กันกระสุนคันใหญ่  เขาพลาดมาหลายครั้งแต่นั่นเป็นเพียงอดีต  ครั้งนี้..ไม่มีเปอร์เซ็นเหลือสำหรับความผิดพลาด  เขาต้องได้มันมาแน่ ๆ สั่งแชมเปญคอยไว้ได้เลย  เขาอมยิ้มกระหยิ่มใจ….คนขับหันมอง  เขาทำหน้าอีหลักอีเหลื่อเอื้อมมือไป กดปุ่ม ออน แผงหน้าจอระบบหาพิกัดผ่านดาวเทียมสว่างวาบขึ้น  จุดสีแดงเคลื่อนไหวอยู่บริเวณริมแม่น้ำใหญ่

เก่งมากหัวหน้า  แต่ผมจะปล่อยให้คุณโผล่มาฮุบปลาที่ผมเฝ้าตกอยู่ตั้งหลายปีได้อย่างไร  เขาหันไปบอกคนขับ

“ออกเดินทาง!”

หน่วยคอมมานโดพร้อมอาวุธเต็มพิกัดเคลื่อนพลออกจากแค้มป์ SPSA

OOO

-23-

จี๊ปซาฮาร่า แล่นลุยเลาะริมฝั่งแม่น้ำ  ล้อหลังสะบัดน้ำเป็นฝอยฟุ้งกระจาย

ด้านหน้าเป็นสะพานท่อนไม้ทอดข้ามแม่น้ำที่ชาวบ้านสร้างไว้ใช้ในช่วงน้ำหลาก  สะพานอยู่สูงกว่าผิวน้ำเกือบ  ๑๐๐ เมตร  หัวหน้าหักพวงมาลัยรถวิ่งไต่เนิน ๔๕ องศา  เครื่องยนต์ ๔๐๐๐ ซีซีสนองตอบเต็มกำลัง รถปีนเนินขึ้นอย่างรวดเร็ว  บุกฝ่าเข้าดงไม้ตรงไปยังเชิงสะพาน  เขากดเบรคจมคันเบรค  ซาฮาร่าท้ายปัดจอดเชิงสะพาน

ร่างตองลีคว่ำหน้าลอยลิ่วมากับกระแสน้ำ

หัวหน้าคว้าเชือกที่ท้ายรถวิ่งไปกลางสะพาน  หญิงสาวกระโดดตามวิ่งกระโผลกกระเผลกปากร้องเรียกตองลี!อยู่ตลอดเวลา

เขามองลงไปเบื้องล่าง คำนวณระยะ

ร่างตองลีกำลังจะถึงสะพาน  หากผ่านไปไม่มีโอกาสอื่นอีกแล้ว

หัวหน้าผูกเชือกเข้ากับสะพาน แล้วเอาปลายอีกด้ายมัดรวบขาตัวเอง

ความเร็วและแรงของสายน้ำพาร่างแน่นิ่งของตองลีเข้าใต้สะพาน

หัวหน้าพุ่งตัวออกไปสุดแรง

ร่างใหญ่กำยำดิ่งลงสู่แม่น้ำคลั่ง  พุ่งตรงลงไปยังร่างที่ลอยมากับน้ำ เขาคว้าแขนตองลีขึ้น  ทันทีทีศีรษะพ้นน้ำตองลีสำลักเอาน้ำคั่งในปอดออกมา  แขนอาบด้วยเลือด  ตองลีค่อย ๆ รู้สึกตัว ลืมตาพร่าเลือน ส่งเสียง ‘ควงดาว’ หญิงสาวเกาะขอบสะพานชะโงกตัวร้องเรียก

“ตองลี! ตองลี!”

“จับผมไว้แน่น ๆ” หัวหน้าเกร็งกำลัง มัดกล้ามใหญ่ทั้งท่อนแขนพองตัวร่างห้อยหัวโยนไปมา  เส้นเลือดแดงบนใบหน้าปูดโปน

สายน้ำยังคงปะทะร่างตองลีชะเลือดจากตัวเขาไปเป็นทาง  ร่างตองลีที่กำลังจะสิ้นสติอีกครั้งไม่ยอมจับมือหัวหน้ากลับใช้มือที่เหลือล้วงเข้าในย่าม  หยิบของบางอย่างยัดใส่มือเขา 
มือที่เปียกน้ำยิ่งลื่นไหล

“ชีวิต…ข้า…ไม่..สำคัญเท่าของสิ่งนี้…วานท่านนำส่ง พ่อปู่ส่างคำ..ฝากดวงดาว..ด้วย”

หัวหน้าเกร็งแขนสุดกำลัง  พยายามยึดมือตองลีไว้  แต่ตองลีไม่ยอมจับมือกลับพยายามยัดของบางอย่างใส่มือเขา  พลังน้ำไหลเชี่ยวกระชากร่างตองลีหลุด  เขาได้แต่อ้าปากค้างมองร่างไร้สติ ไหลไปตามน้ำ

หญิงสาวตะโกนเรียกปริ่มว่าจะขาดใจ  เธอหันกลับไปอีกฟากของสะพานส่งสองมือลงไปในแม่น้ำ  หวังจะดึงตองลีขึ้นมา  น้ำตาไหลนองหน้า…ร้องเรียก

“ตองลี!…..ตองลี!….ต.อ.ง..ลี…….ต…อ…ง…ลี……..ต….อ….ง….ลี”

ร่างตองลีแน่นิ่งค่อย ๆ จมหายไปกับสายน้ำเชี่ยว
หัวหน้าไต่เชือกกลับขึ้นมายืนบนสะพาน

ปาร์ค เรนเจอร์หนุ่มในชุดคอมแบทบึกบึนดุดัน  ยืนนิ่งมองหญิงสาวที่อ่อนระทวยซบหน้ากับขอนไม้  ผ่านไปเนิ่นนานเธอค่อย ๆ หันหน้ามอง  ดวงตาแดงก่ำ

เขาใช้สองมือประคองของสิ่งนั้นยื่นให้เธอ  เธอกราบลงกับพื้นแล้วรับของสิ่นนั้นมา

หัวหน้าเก็บเชือก..เดินกลับไปที่รถ  เขาอยากจะช่วยประคองเธอ ปลอบเธอ  แต่เขาเลือกที่จะไม่ทำ  เธอต้องยืนด้วยตัวเอง

เขาก็เคยพบกับภาวะเช่นนี้
ไม่มีใครช่วยได้..นอกจากตัวเอง

เขาสตาร์ทรถ…รอคอย

ดวงดาวชะเง้อมองไปในแม่น้ำหวังให้ร่างตองลีโผล่ขึ้นมาสักครั้ง
ว่างเปล่า…มีเพียงสายน้ำเชี่ยวกราก..ส่งเสียงหัวเราะที่เหี้ยมโหด
เธอเกลียดแม่น้ำ..มันพรากตองลีจากไป..เกลียด!

ยังมีหน้าที่-ที่เธอต้องรับช่วงต่อ  สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ตองลีแลกชีวิตรักษาไว้  เธอจะต้องนำกลับไปให้ถึงหมู่บ้าน

“ลาก่อน..ตองลี..เสร็จงานเมื่อไรข้าจะกลับมาหาเจ้า….”

เธอค่อย ๆ กระโผลกกระเผลก กลับมาที่รถ

หัวหน้าเข้าเกียร์…
จี๊ปซาฮาร่า เคลื่อนตัวช้า ๆ

OOO

-24-

ไกลออกไปในพุ่มไม้ริมแม่น้ำ
ชายคนหนึ่งพยุงตัวออกมาร่างกายเต็มไปด้วยเลือด
เขายืนมองรถจี๊ปแล่นจากไป…ด้วยรอยยิ้มเคียดแค้น

OOO

-25-

หัวหน้าหันมองหญิงสาว..แล้วถอนใจ  ภาระกิจของเขาลุล่วงไปขั้นหนึ่ง  เขาได้สิ่งที่ SPSA ต้องการมาอยู่ในมือ  แต่สิ่งที่เขาไม่รู้มาก่อนคือนั่นเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของชาวบ้านในหมู่บ้านองครักษ์หมู่บ้านที่รักสงบ

หากเขาส่งมอบของสิ่งนี้ให้ผู้พัน  ใครรับรองว่าจะได้ของคืน  แต่หากไม่ให้เท่ากับเขาละเว้นไม่ปฏิบัติงานที่รับมอบหมาย  จะอย่างไรต้องลองไปคุยกับลุงส่างคำก่อน

..เส้นทางใช้รถวกอ้อมไกลกว่าเดินตัดป่า  เขายกคาสิโอจี – ช็อค ขึ้นดูวันที่  มีเวลาเหลืออีก ๑๓ วัน ไม่สิ ๑๒  คำตอบต่าง ๆ รออยู่ที่หมู่บ้าน  ไปให้ถึงหมู่บ้านก่อนแล้วค่อยคิดต่อ 

หัวหน้าเหยียบคันเร่ง

ฝุ่นดินฟุ้งกระจายไล่ตามหลังซาฮาร่า

OOO

-26-

มือเปื้อนเลือดแห้งเป็นแผ่นแตกสะเก็ดจับพวงมาลัยฟอร์จูนเนอร์ เขาเอื้อมมือ หยิบเครื่องติดตามสัญญาณขึ้นมากดปุ่ม หน้าจอสีฟ้าสว่างวาบ รอสัญญาณ ชั่วครู่ภาพตำแหน่งของเขาปรากฏเป็นจุดเขียว เขากดปุ่ม ซูมเอ้าท์สองครั้งจุดกระพริบสีแดงโผล่ขึ้นในจอ

ไปได้ไกลทีเดียว เขาคิด โยนเครื่องติดตามสัญญาณลงบนเบาะข้างแล้วเร่ง เครื่องตาม

OOO

-27-

เที่ยงวัน…ที่ชายป่า

หัวหน้าจอดรถในเงาไม้ใหญ่ร่มรื่น ดวงดาวยังคงซึมเศร้า ไม่พูดจา ไม่กินอาหาร หัวหน้าทำเป็นไม่สนใจ

หากิ่งไม้ท่อนไม้มาวางต่างโต๊ะ-เก้าอี้ นำใบไม้หลากสีหลายขนาดผูกเข้ากับกิ่งไม้วางกลางโต๊ะอาหารแล้วนั่งกินอาหารอย่างเอร็ดอร่อย

ดวงดาวหันมอง

หัวหน้าก็ยิ่งทำท่าว่าอาหารอร่อยเหลือเกิน

ดวงดาวกลืนน้ำลายลงคอ

แล้วเธอก็ต้องตัวแข็ง

เมื่อเห็นหัวหน้าชะงักมือที่กำลังตักอาหารเข้าปาก เขาส่งสัญาณมือให้เธอหมอบลง ดาวดาวซุกเข้าในรถในจังหวะเดียวกับหัวหน้ากลิ้งตัวไปหลังไม้ใหญ่ มือขวาดึงมีดในซองข้างบู๊ตคอมแบทออกมา ยืนหลังพิงต้นไม้

เสียงที่หัวหน้าได้ยินดังมาจากพุ่มไม้ใกล้ ๆ

เงียบ….

ดวงดาวซึ่งซุกตัวอยู่ใต้คอนโซลโผล่หน้าออกจากรถดูสถานการณ์ เห็นหัวหน้ากำมีดเล่มใหญ่ม้วนต้วพุ่งเข้าไปในดงไม้ ดงไม้ชายป่าที่หนาทึบล้มระเนนระนาด ใบไม้ กิ่งไม้ กระจุยกระจาย มองเห็นหัวหน้ากระโจนไปมา สักพักทุกอย่างสงบลง

ดาวดาวใจหายไม่กล้าขยับออกจากรถ เธอลองเรียกเสียงเบา

“หัวหน้า….หัวหน้า…”

เงียบ….

“หัวหน้า…” เธอเรียกซ้ำเริ่มกระสับกระส่าย

หัวหน้าก้าวออกมาจากดงไม้ เศษกิ่งไม้ใบไม้ติดเต็มหน้าเต็มตัว มือหนึ่งถือมีดสปาต้าร์ อีกมือจับรวบหูกระต่ายขาวตัวอวบอ้วนชูขึ้น

“หิวมั้ย?”

ดาวดาวหัวเราะคิกขยับตัวลุกนั่งถอนหายใจ

OOO

-28-

ยามบ่าย…

คนในรถฟอร์จูนเนอร์ยังคงติดตามไม่หยุดพัก

ใกล้เข้าทุกทีเขารู้สึกได้ นิ้วมือที่จับพวงมาลัยของเขาเริ่มสั่น เลือดจากบาดแผลหยุดไหลแล้วถึงไม่หยุดเขาก็ไม่สนใจ เขาเคยชินกับมันแล้ว เขาอยู่กับความเจ็บปวดมาตลอดชีวิต เรียนรู้ที่จะมีความสุขอยู่กับมัน มีมันเป็นเพื่อน ไม่เช่นนั้นก็จะถูกมันทำลาย

เขานี่แหละ…ที่เอาชนะมันได้

ความเจ็บปวดไม่เคยทำให้เขาล้มเลิกความตั้งใจ เขาบรรลุสิ่งที่ต้องการทุกครั้ง…ครั้งนี้ก็ต้องเหมือนเดิม อุปสรรคแค่นี้ไม่มีความหมาย จัดการสองคนนี้เสีย..เอาสิ่งศักดิ์สิทธิ์กลับคืนมา

ทุกอย่างก็จบ

เขาเหลือบมองสัญญาณกระพริบแล้วยิ้มเหี้ยมเกรียม

จุดกระพริบสีแดงลัดเลาะอยู่ตรงชายป่า จุดเขียวบอกตำแหน่งของเขาเคลื่อนใกล้เข้าทุกทีสักพักการเคลื่อนที่หยุดนิ่ง แสดงว่าพวกมันหยุดพัก

เขาจอดรถห่างในระยะที่ไม่ให้อีกฝ่ายรู้ตัว แล้วหยิบปืนยาวกับเครื่องติดตามสัญญาณ ออกเดินเท้าเข้าหาตำแหน่งจุดแดง

มันเคลื่อนที่มาทางเขา…

ดี! คนเมื่อมันจะดวงซวย อะไรก็ช่วยไม่ได้

เขาพุ่งหลบเข้าพงไม้ นอนราบลงกับพื้น กระชับปืน ประสาทสัมผัสทุกส่วนเกร็งตัว เตรียมพร้อมปิดบัญชีไอ้คนเสือก ที่เข้ามาทำให้แผนการณ์กำลังจะสำเร็จของเขาพังพินาศ

ได้ยินเสียงเคลื่อนไหวในดงไม้ข้างหน้า เขายกเครื่องตามสัญญาณขึ้นดู จุดแดงขยับใกล้เข้ามาช้า ๆ เขายิ้ม สอดนิ้วเข้าสัมผัสไกปืน จุดแดงขยับเข้าซ้อนทับจุดเขียว เขามองไปตามศูนย์ปืน

เบื้องหน้า…

กระต่ายตัวอวบอ้วนออกมายืนทำปากขมุบขมิบ ขนขาวที่คอมีสร้อยกระดุมเล็กๆ

OOO

-29-

ไกลออกไปบนเนินเขา จี๊ปซาฮาร่าแล่นไต่เนินโยกโยนไปมา

ดวงดาวฉวยมือจับไว้แน่น…หันไปมองหัวหน้า

เขานั่งอมยิ้มมาพักหนึ่งแล้ว..ไม่รู้คิดอะไรอยู่

OOO

-30-.

หมู่บ้านองครักษ์ตั้งอยู่บนเนินเขาพนมดงรักสลับซับซ้อนอันเป็นพรมแดนไทย-กัมพูชา มีประชากรประมาณ ๒๐๐ กว่าหลังคาเรือน ชาวบ้านดำรงชีวิตอยู่กับธรรมชาติ ปลูกผัก ปลูกพืช ไม่รู้จักเงินตรา หรือ การซื้อขาย การทำมาหากินของพวกเขาก็คือทำไว้เพื่อกินและแจกเพื่อนบ้าน

สร้างบ้านเรือนเป็นกระท่อมมุงใบไม้ เรียบง่าย ทอผ้าใช้กันเอง พูดได้ทั้งไทยและเขมร ไม่มีศาสนา พวกเขานับถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ บูชาธรรมชาติดุจบิดา-มารดาผู้ให้กำเนิด ประเพณีวัฒนธรรมล้วนเกี่ยวพันระหว่างการเกิด-แก่-เจ็บ-ตายของชีวิตกับธรรมชาติ

มีผู้นำสืบทอดทางสายเลือดทำหน้าที่ถ่ายทอดคำสอนหลักความเชื่อโบราณของบรรพบุรุษต่อเนื่องมาหลายร้อยปี

พวกเด็ก ๆ ได้รับอบรมฝึกสอนการดำรงอยู่อย่างสัมพันธ์กับธรรมชาติจากพ่อ-แม่ สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น ความรักความผูกพันในครอบครัวเป็นสิ่งที่พวกเขาไม่เคยพูดถึง เพราะพวกเขามีมันอยู่ในทุกลมหายใจทุกจังหวะเวลาของชีวิต จนทั้งหมู่บ้านเป็นเหมือนครอบครัวเดียวกัน

มีอ่างเก็บน้ำซับบนเขามากพอที่พวกเขาจะใช้อุปโภค-บริโภคตลอดปี ทำไร่-นาแบบขั้นบันไดตามฤดูกาล ให้ผลผลิตไม่มากแต่เพียงพอใช้บริโภคทั้งยังเหลือเก็บ แจกเพื่อนบ้าน

พวกเขาจึงไม่มีความจำเป็นต้องติดต่อกับบุคลภายนอก จึงไม่มีใครได้ยินเรื่องราวของหมู่บ้านองครักษ์

OOO

-31-

หัวหน้ากับดวงดาวเดินทางถึงหมู่บ้านรุ่งเช้าของอีกวัน พวกชาวบ้านกรูเข้ามาถามข่าวคราว ต่างโห่ร้องด้วยความยินดี ดวงดาวบรรเทาความโศกเศร้าไปบ้างแล้วครั้นถึงหมู่บ้านกลับร้องไห้ตลอดเวลา

หัวหน้าเข้าไปคารวะพ่อเฒ่าส่างคำผู้เป็นที่พึ่งทางใจของเหล่าชาวบ้าน พวกชาวบ้านพากันห้อมล้อม จากรถจนขึ้นเรือนใหญ่ของหัวหน้าหมู่บ้าน พ่อเฒ่ายังจดจำเจ้าหน้าที่อุทยานฯ หนุ่มที่แวะค้างอ้างแรมขอแบ่งอาหารและน้ำระหว่างลาดตระเวณป่าแนวตะเข็บชายแดนได้ดี

ภายหลังการปรึกษาหารือ พิธีรับสิ่งศักดิ์สิทธิ์กลับหมู่บ้านอย่างเรียบง่ายจะถูกจัดขึ้นกลางลานของหมู่บ้านในค่ำวันเดียวกัน ชาวบ้านนัดหมายนำอาหารมากินร่วมกัน จะมีการร่ายรำบวงสรวงเทพยดาอารักษ์ที่ปกป้องขุนเขา จากนั้นพวกชาวบ้านก็ลากลับ

หัวหน้าจึงได้อยู่กับพ่อเฒ่าส่างคำและดวงดาวเพียงลำพัง ผู้เฒ่าส่างคำอายุประมาณ ๗๐ ปี รูปร่างเล็ก ผอมหนังหุ้มกระดูก แววตาใส สุขภาพยังแข็งแรง

ผู้เฒ่าส่ายหน้าถอนหายใจ

“ทั้งหมดเป็นความผิดของข้าเอง ข้าเป็นคนก่อเรื่องนี้ขึ้นข้าควรรับผิดชอบไม่ใช่ปล่อยให้พวกคนหนุ่มไปตาย” ผู้เฒ่าก้มหน้ารำพึง

ดวงดาวโผเข้ากอด “ปู่!….ปู่อย่าโทษตัวเองเลย”

ผู้เฒ่าลูบศีรษะหลานสาวแล้วกล่าว

“ถ้าปู่ไม่ตามใจมัน ปล่อยมันออกไปศึกษาในเมือง เรื่องเลวร้ายเช่นนี้คงไม่เกิดขึ้น เราอยู่กันอย่างสงบสุขมาหลายร้อยปี”

“ปู่!” ดวงดาวคิดถึงตองลีแต่ไม่อยากปล่อยความเศร้าโศกของเธอก่อความทุกข์ให้ปู่ เธอจะไม่ร้องไห้อีก เธอลุกขึ้นใช้แขนปาดน้ำตา

ผู้เฒ่าพูดกับหัวหน้า

“ข้าขอบใจมากที่ท่านนำสิ่งศักดิ์สิทธิ์คืนมาให้พวกเรา”

“ไม่เป็นไรครับลุง ลุงช่วยผมมาตั้งเท่าไหร่”

“เฮ้อ!” ผู้เฒ่าถอนใจ “มันเป็นลูกชายคนเดียวของข้าเอง ข้ามัวแต่สนใจความเป็นอยู่ของชาวบ้านจนลืมดูแลลูกชายตัวเอง ข้าทำความผิดพลาดใหญ่หลวง ตั้งแต่แม่มันเสียไป ข้ายิ่งเสียใจ จมอยู่กับความทุกข์ ลืมไปว่ายังมีคนที่ต้องการความอบอุ่นจากข้า มันอยากไปเรียนในเมืองข้าก็เลยส่งไป กลับมามันเปลี่ยนเป็นคนละคน เต็มด้วยเล่ห์เหลี่ยม โกหก คดโกง คำพูดพวกนี้ ไม่เคยมีในหมู่บ้าน อย่าว่าแต่จะหาคนนิสัยเช่นนี้เลย….มันชักนำเด็กหนุ่มในหมู่บ้านอีกหลายคนเป็นพวกแล้วขโมยสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของหมู่บ้านไป” ผู้เฒ่าส่ายหน้าระอาใจ “ข้าไม่เหมาะสมตำแหน่งหัวหน้าหมู่บ้านเลยจริง ๆ”

“ลุงอย่าโทษตัวเองเลยครับไหน ๆ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็ได้คืนมาแล้ว” เขาปลอบ ชายเฒ่ายังส่ายหน้า เหมือนมีความที่ไม่อาจเอ่ยอีกมายมาย

“เชิญท่านพักที่นี่สักหลายวันอย่าเพิ่งรีบกลับ”

“เอ่อ…..” เขาไม่รู้จะตอบอย่างไร เวลาไล่เข้ามาทุกทีแล้ว

“ไปอาบน้ำอาบท่า พักผ่อนก่อน ไว้เจอกันที่ลานบ้านตอนอาหารค่ำ”

เขาไหว้ขอบคุณชายเฒ่า ผู้เฒ่าบอกดวงดาวนำเขาไปที่พัก ดวงดาวเดินนำไปตามทางเดินสะพานไม้ทอดไปตามป่าโปร่งเชื่อมต่อกระท่อมพัก เธอหันมาถาม

“ท่านจะพักอยู่ที่นี่สักกี่วัน?”

“ผมพักไม่ได้ยังมีภาระกิจต้องทำ”

“ภาระกิจอะไร?” เขาไม่ตอบ ดวงดาวหันมองด้วยความสงสัย เธอหยุดยืนที่หน้ากระท่อม

“ข้าขอบใจท่านที่ช่วยเหลือข้าให้กลับมาบ้านอย่างปลอดภัย”

ชายหนุ่มยิ้มยิงฟันขาว ยกนิ้วโป้ง

“แล้วเจอกันที่ลาน”

“โอเค”

ดวงดาวเลิกคิ้วสีหน้างง ๆ เดินจากไป

OOO

-32-

บนเส้นทางที่จี๊ปซาฮาร่าผ่านเมื่อคืนวาน
ขบวนรถขับเคลื่อนสี่ล้อที่ดูเหมือนกลุ่มนักนิยมไพรที่กำลังบุกป่าฝ่าดงนำความช่วยเหลือไปให้หมู่บ้านห่างไกล

เสียงสัญญาณวิทยุในรถฮัมวี่นำขบวนดังขึ้น  ผู้พันคว้าวิทยุทันที

“ครับท่าน”

“ถึงไหนแล้ว?”

“คนของเราคงได้ของแล้ว ผมกำลังตามไป”

“ดี” ทางโน้นเว้นช่วง ผู้พันนิ่งคอยฟัง “การเมืองกำลังวุ่น คืนนี้หากผลการเลือกตั้งไม่เป็นไปตามแผน ผมจะหลบไปต่างประเทศ   การค้นพบครั้งนี้เป็นหมากตาสุดท้ายที่จะช่วยให้ผมกลับมามีอำนาจอีกครั้ง เข้าใจใช่มั้ย?”

“ครับ”

“ดี….ตอนนี้ผมต้องคิดสเตปต่อสเตปตามสถานการณ์  แจ้งผมทันทีเมื่อมีความคืบหน้า”

“ครับ”

ผู้พันกดปุ่มตัดสัญญาณ  ท่านนายกฯ จะหนีออกนอกประเทศหรือนี่ เป็นไปไม่ได้นา  พรรคของท่านมีพวกผู้แทนขายตัวอยู่ในพรรคเยอะแยะมันจะปล่อยให้ถังข้าวสารคว่ำได้ไง  อีกอย่างนโยบายพรรคก็มาถูกทางอยู่แล้ว….ซื้อใจคนจนทั้งประเทศ ถูกกว่าไปซื้อไอ้พวกหัวหมอไม่กี่คน  แต่หากเกิดขึ้นจริง เราจะทำอย่างไร? ความสำเร็จอยู่ใกล้แค่เอื้อมแล้ว  ใช่! หมากสุดท้าย หากสำเร็จ คนที่เป็นกำลังสำคัญให้ท่านนายกฯกลับมามีอำนาจก็คือเรา  ผู้พันคิดถึงวันเวลาที่จะได้เป็นรัฐมนตรีเสียที…รัฐมนตรีพลังงาน อืม…เขาคิดฝันเห็นภาพตัวเองในชุดรัฐมนตรีแล้วนั่งอมยิ้ม

คนขับเหลือบเลิกคิ้วมอง

OOO

-33-

ที่หมู่บ้านองครักษ์

อาทิตย์อัสดงลับขอบฟ้า  ทิ้งแสงเรืองส้มใสไว้ที่ฟากฟ้าตะวันตก  ฝูงนกบินตัดท้องฟ้าบ่ายหน้าคืนคอน

ชาวบ้านทะยอยรวมกันที่ลานดินกลางหมู่บ้าน  พวกผู้ชายช่วยกันขนท่อนไม้สุมกลางลานก่อไฟกองใหญ่ขึ้น

ผู้หญิงจัดเตรียมอาหาร  ภาชนะต่าง ๆ ถูกวางเรียงราย เป็นวงกว้างรอบกองไฟ

เด็ก ๆ วิ่งเล่นส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวไปทั่ว  อีกไม่กี่วันจะถึงเทศกาลบูชาองค์เทพซึ่งจัดขึ้นทุกวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๕  เป็นวันที่เด็ก ๆ ตั้งตาคอย  แต่ค่ำนี้พวกผู้ใหญ่มารวมกันกลางลานราวมีงานเทศกาล  เด็ก ๆ วิ่งเล่นหารู้เรื่องราว  เพียงดีใจที่มีวันพิเศษขึ้นอีกวัน

อาหารถูกจัดวางในภาชนะ เครื่องดื่มล้วนเป็นสมุนไพรจากธรรมชาติ  พวกเขาไม่เคยแตะต้องน้ำหมักมีฤทธิมึนเมา

ท้องฟ้าสลัวเปลี่ยนเป็นมืดมิด
แสงจากกองไฟสว่างจ้าขึ้นทุกที
เสียงซากไม้ประทุไฟดังเป็นระยะ
เปลวเพลิงลุกโชติช่วงขึ้นสู่ท้องฟ้า

OOO

-34-

หัวหน้าเดินบนสะพานไม้ทอดไปยังกระท่อมผู้เฒ่าส่างคำ  ผู้เฒ่าและดวงดาวนั่งคอยอยู่ก่อน ครั้นหัวหน้ามาถึงทั้งสองพากันลุกขึ้น “มาพอดี” ผู้เฒ่ากล่าว “เราออกไปข้างนอกพร้อมกัน” หัวหน้ายิ้มยิงฟันขาวให้ดวงดาว  หญิงสาวค้อนฉวยแขนผู้เฒ่าเดินออกชานบ้าน  หัวหน้าก้าวตามคนทั้งสองออกไป 

ชาวบ้านเห็นพากันปรบมือต้อนรับ

พวกผู้ชายวิ่งเข้ามาจัดเก้าอี้ให้ทั้งสาม  ลุงส่างคำขยับไปยังเก้าอี้  ดวงตาชราเปล่งประกายกล้าหันมองไปรอบลานดิน จากนั้นกล่าวขึ้น

“ก่อนอื่น ข้าขอให้พวกเรายืนสงบนิ่งชั่วครู่เพื่อไว้อาลัยแด่ลูกหลานของเราที่สละชีวิตนำสิ่งศักดิ์สิทธิ์กลับคืนมา”

ผู้เฒ่าประสานมือก้มหน้านิ่ง พวกชาวบ้านต่างลุกขึ้นยืนสงบ  ยินเพียงเสียงหริ่งเรไร

ดวงดาวสะกดกลั้นน้ำตา ภาพตองลีจมหายไปในแม่น้ำปรากฏขึ้นอีกครั้ง เป็นครั้งที่ร้อยพันแล้ว ภาพที่ดวงดาวไม่อยากเชื่อว่าคือความจริง  เลือดเนื้อ ชีวิต อกอุ่นที่เธอเคยสัมผัส กลับกลายเป็นความว่างเปล่าไปได้อย่างไรกัน ดวงดาวกล้ำกลืนไม่ยอมปล่อยน้ำตาหยด  เธอจะไม่ยอมให้ความอ่อนแอของเธอทำปู่ทุกข์ใจไปกว่านี้

ผู้เฒ่ากล่าวต่อ

“ข้าขอโทษทุกคนที่เกิดเรื่องนี้ขึ้น  ในฐานะหัวหน้าหมู่บ้านองครักษ์  ข้าขอขอบใจดวงดาวหลานน้อยของข้าที่สามารถนำสิ่งศักดิ์สิทธิ์กลับมา”

เสียงปรบมือโห่ร้องดังก้องไพร

“และอีกผู้หนึ่งซึ่งหากเขาไม่ช่วยเหลือ  หลานน้อยของข้าคงเสียชีวิต  สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ยึดเหนี่ยวจิตใจเราหลายร้อยปีคงสูญหายตลอดกาล..ท่านหัวหน้าอุทยานฯ”

เสียงปรบมือโห่ร้องยิ่งดังขึ้น  หัวหน้ายกมือไหว้ทุกคน

“ข้าขอเปิดพิธีบวงสรวงเทพยดา ณ บัดนี้”

เสียงเครื่องดนตรีพื้นบ้านดังขึ้น  ฟังคล้ายเสียงปี่ชวา ท่วงทำนองเศร้าสร้อย มีเสียงกลองสอดรับเป็นระยะ

ผู้เฒ่าเดินตรงไปยังโต๊ะบูชาหน้ากองไฟ  เหนือโต๊ะบูชาจัดวางผอบไม้แกะสลักสวยงาม  ภายในบรรจุสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำหมู่บ้านที่เพิ่งได้คืน  ถัดลงมาจัดวางสำรับอาหาร  ผู้เฒ่ารับธูปพนมมืออฐิษฐานจากนั้นปักลงกระถางรองรับแล้วเดินกลับมาที่เก้าอี้

พวกชาวบ้านนั่งลงรายรอบกองไฟ
เสียงกลองเร่งจังหวะขึ้น

หญิงสาว ๘ – ๑๐ คน นุ่งผ้าทอลวดลายสวยงาม  ประดับเครื่องเงินสะท้อนประกายไฟวับวาวเคลื่อนไหวร่างกายติดตามกันออกมา  ร่ายรำท่วงท่าชดช้อยไปตามจังหวะดนตรี

ชาวบ้านบนลานดินบ้างกินอาหาร  บ้างนั่งพูดคุย  บ้างก็นั่งชมการแสดง

ที่โต๊ะประธานมีอาหารหลากหลายจัดวางรายเรียง  มีสาวชาวบ้านสะสวยนางหนึ่งคอยดูแลอำนวยความสะดวก

“คงยังไม่ลืมรสชาติอาหารของคนป่าคนดอยนะหัวหน้า” ผู้เฒ่าชวนคุย

“โอ้ย! ลืมได้ไงลุง อาหารที่นี่แหละช่วยชีวิตผมไว้…ไม่ได้ลุงผมคงตายไปแล้ว” หัวหน้าพูด

“คราวนี้ท่านช่วยหลานสาวข้าไว้ เราหายกัน” ผู้เฒ่าหัวเราะฮาฮา

“ใช่เลยลุง  หายกัน” หัวหน้ายิ้มยิงฟันขาว  หันไปมองดวงดาว เธอหลบตา

ทั้งสามรับประทานอาหารพลางพูดคุย

“ท่านรู้มั้ย..ทำไมที่นี่จึงเรียกหมู่บ้านองครักษ์?” ผู้เฒ่าเอ่ยถาม  หัวหน้าส่ายหน้า

“เล่ากันต่อมาหลายร้อยปีแล้วว่าพวกเราสืบเชื้อสายมาจากเหล่าองครักษ์ครั้งยุคขอมโบราณ”

“ฮ้า!” หัวหน้าอุทาน ชักมือกำลังจะตักอาหารกลับตั้งใจฟัง  ดวงดาวกลั้วยิ้ม

“เกิดจราจลขึ้น  หน่วยองครักษ์ถูกฆ่า  โชคดีบรรพบุรุษของเรารอดชีวิต  พวกกบฎทำลายพิธีเดินทางข้ามมิติขององค์เทพยึดครอง ‘มหามณีแห่งชัยวรมัน’ อันเป็นหัวใจของพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์”

“มหามณีแห่งชัยวรมัน!” หัวหน้าทวนชื่อ “ขอโทษเถอะลุง ลุงเคยเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟังบ้าง?”

“ชาวบ้านที่นี่รู้เรื่องนี้กันทุกคน เป็นนิทานที่เราเล่าต่อ ๆ กันมาให้ลูกหลานฟัง”

“อ้อ” เขาตักอาหารอาหาร

“หลานเล่าบ้าง ปู่ จะกินอาหารสักหน่อย” ผู้เฒ่าเอื้อมมือตักอาหาร

ดางดาวขยับตัวส่งเสียง

“มหามณีแห่งชัยวรมัน  เป็นอัญมณีเม็ดใหญ่  สวยใสบริสุทธิ  สามารถเปลี่ยนพลังงานแสงอาทิตย์ให้เป็นพลังงานชนิดหนึ่ง  ทำให้องค์เทพสามารถเดินทางจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งซึ่งห่างไกลไม่จำกัดระยะทางหรือเวลา”

หัวหน้าครุ่นคิด ไอ้พวกนั้นมันต้องเล่าเรื่องนี้ให้ SPSA ฟัง  ผู้พันจึงได้ตามกลิ่นมา

“เมื่อพวกเขาได้อัญมณี  พวกเขาใช้มันอย่างบ้าคลั่ง  เปลี่ยนพลังงานที่มีอย่างมากมายจากดวงอาทิตย์เป็นพลังงานรูปแบบต่าง ๆ พัฒนาวิทยาการจนเจริญรุ่งเรือง  ทุกคนอยู่ดีกินดี…ชีวิตสะดวกสบาย  บ้านเมืองอารยธรรมเจริญถึงขีดสุด” ดวงดาวลดเสียง “แต่จิตใจกลับตกต่ำถึงขีดสุดเช่นกัน  พวกเขาโกหก หักหลัง รบราฆาฟัน แย่งชิงอำนาจ ความเป็นใหญ่  สายใยรัก ครอบครัว ความผูกพัน สูญสลาย  ทุกคนไม่มีพ่อ-แม่ เพราะต่างก็เกิดขึ้นมาด้วยวิธีการต่าง ๆ ถูกเลี้ยงดูและสอนให้คิดแบบเดียวกันด้วยโรงงานฝังความคิดเพื่อรองรับการเติบโตของคำว่าพัฒนา  คนสูงอายุไม่มีความหมาย กลายเป็นสิ่งที่ต้องกำจัด”

“โห นี่นิทานก่อนนอนของที่นี่หรือนี่?”  หัวหน้าสอดขึ้น

“ใช่” ผู้เฒ่าส่างคำตอบ “เด็กทุกคนควรรับรู้ที่มาที่ไปของชีวิตตน”

ดวงดาวเล่าต่อ

“เกิดความขัดแย้งระหว่างผู้มีอำนาจ กับผู้อยู่ใต้อำนาจ  แรก ๆ เจรจาประนีประนอม  การพูดคุยด้วยคำโกหกไม่จริงใจไม่ได้แก้ปัญหา  สุดท้ายก็เกิดสงคราม  ขณะเกิดจราจลวุ่นวาย  บรรพบุรุษ ของเราเข้าไปแย่งชิงมหาอัญมณีมาได้  จึงทำพิธีอัญเชิญองค์เทพกลับมา”

ผู้เฒ่าเล่าต่อว่า

“ท่านกลับมาทำลายล้างอารยธรรมทั้งหมดกวาดต้อนคนพวกนั้นไปยังดวงดาวไกลโพ้น  ปล่อยให้ผชิญกับการเริ่มต้นครั้งใหม่ บทเรียนบทใหม่”

“อารยธรรมขอมโบราณจึงสูญหายไปจากโลกอย่างทันทีทันใด ไร้ร่องรอย  เหลือไว้แต่สิ่งก่อสร้างที่ทนแดดฝนผ่านวันเวลามาจนทุกวันนี้”

“แล้วบรรพบุรุษของท่านรอดมาได้อย่างไร?” หัวหน้าถาม

“องค์เทพละเว้นท่าน  สอนวิธีการดำรงชีวิตอย่างเรียบง่ายสมดุลไปกับโลกที่เราอาศัย…ด้วยหลักการง่าย ๆ” ผู้เฒ่าหยุดคำ  หัวหน้าเลิกคิ้วคอยฟัง

“….สรรพสิ่งเป็นหนึ่งเดียว”

“อืมม์…คนที่นี่จึงสืบทอดหลักปฎิบัติมาจนทุกวันนี้” เขากล่าว

ผู้เฒ่าพยักหน้า  หยิบกระบอกน้ำขึ้นดื่ม

“ลุงคิดว่าเป็นเรื่องจริงมั้ยเนี่ย?”

“ข้าไม่เคยสงสัยว่าจริงหรือไม่  หลักปฎิบัตินั่นเป็นเรื่องจริง  พวกเราอยู่ร่วมกันมาอย่างสงบสุข  ผ่านเหตุเภทภัยต่าง ๆ นับครั้งไม่ถ้วน เราไม่เคยท้อแท้เสียใจหรือกล่าวโทษอะไร  เพียงยิ้มรับ แล้วดำรงชีวิตต่อไป”

เสียงดนตรีหยุด  การแสดงจบลงแล้ว  ผู้เฒ่าหันไปปรบมือ  เหล่านางฟ้อนรำเข้ามาย่อเข่าคารวะผู้เฒ่าทีละคน  เขายิ้มแย้มพยักหน้าดูไม่เหมือนคนแก่วัย ๙๐

ทันใด
เสียงปืนดังขึ้น

ปัง! ปัง!ปัง! ปัง!

ตามด้วยแสงไฟจากทุกทิศทางสว่างจ้า

หัวหน้าคว้าตัวผู้เฒ่าหมอบลงกับพื้น

เสียงเครื่องยนต์คำราม  แสงไฟเคลื่อนใกล้เข้ามา  เงาคนกลุ่มใหญ่อาวุธครบมุ่งสู่ลานดิน  ยังคงมีเสียงปืนยิงขึ้นฟ้าดังลั่น

ปัง! ปัง! ปัง! ปัง!

คนเดินนำรูปร่างอ้วนเตี้ย  ตรงมายังตำแหน่งที่พวกหัวหน้าหมอบอยู่  หัวหน้าพยุงผู้เฒ่าลุกขึ้นนั่งหันมองผู้มา

ผู้พันนั่นเอง..

“ไง! หัวหน้า คุณนี่สุดยอดสมเป็นมือหนึ่งของอุทยานฯ จริง ๆ ไม่ได้คุณล่ะผมแย่แน่”

ผู้พันพูดพลางเดินตรงไปที่โต๊ะบูชา “อยู่นี่สินะ!” เขาเอื้อมมือจะหยิบผอบ ผู้เฒ่าร้อง

“อย่าแตะต้อง!”  ผู้เฒ่าขยับจะเข้าไปห้าม หัวหน้าจับตัวเขาไว้

“ใช่ดี จับไว้ ให้พวกเขารู้ซะทีว่าคุณเป็นฝ่ายไหน” ผู้พันกล่าว  หัวหน้ารีบปล่อยมือจากผู้เฒ่า  ดางดาวมองเขาด้วยความผิดหวังเสียใจ  คนที่เธอเป็นหนี้ชีวิตมอบความไว้วางใจกลับทำแค่เพื่อผลประโยชน์

ผู้พันโบกมือให้พวก SPSA ต้อนชาวบ้านรวมกัน “สั่งให้ทุกคนอยู่เฉย ๆ ใครขยับ ยิงได้เลย” ผู้พันสั่งการ

“ท่านต้องการอะไร?” ผู้เฒ่าถาม

“ก็ไม่มีอะไร ผมแค่ต้องการของสิ่งนี้” เขาคว้าผอบ  ดึงผ้าผืนเล็ก ๆ ออกมา

“นั่นเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของหมู่บ้านเรา ให้ท่านไปไม่ได้”

“ฮา ฮา ไม่ได้รึ  แล้วอะไรที่อยู่ในมือผมเนี่ย” ผู้พันทำท่ายียวน

“ไป! หัวหน้า” ส่งเสียงเรียกหัวหน้า “เรายังมีงานอีกนิดหน่อยที่ต้องทำให้เสร็จ” ผู้พันกวักมือเรียก

ผู้เฒ่าหันมองหัวหน้าด้วยแววตาที่ไม่อาจอ่านความ  เขารู้ว่ามันทำร้ายใจบริสุทธิของผู้เฒ่าทำลายมิตรภาพที่มีต่อกัน  แต่เขาต้องเลือกระหว่างหน้าที่กับมิตรภาพ

“แล้วผมจะเอามาคืนนะครับลุง” หัวหน้ากล่าวกับผู้เฒ่า  ชายชรามองเขาด้วยแววตาขมขื่น

ขณะหัวหน้าผละจากผู้เฒ่ามีเงาดำพุ่งหาใบหน้า  เขาก้มหลบแล้วก้าวถอยหลัง  ยกมือขึ้นป้องกันเท้าที่เตะเข้ามา  ดวงดาวกระโดดเตะชกต่อยซ้าย-ขวา แล้วเตะกวาด  หัวหน้ากระโดดหลบถอยห่างออกไป “ดวงดาว! เดี๋ยว!”

ดวงดาวไม่ฟังเสียง  กระโดดเข้าระยะกระชั้นชิด ชก-ต่อยจนหัวหน้าต้องถอยร่นไปเรื่อย ๆ

พวก SPSA ขยับปืน  หัวหน้าร้อง “อย่ายิง!” มือก็ปัดป้องหมัด-เท้าของดวงดาว

ผู้เฒ่ายืนมองแววตาสั่นเครือ หรือถึงเวลาสิ้นสุดของมวลมนุษย์อีกครั้งแล้ว  เขามองหลานสาวกำลังพยายามต่อสู้เพื่อหมู่บ้าน  เขาจะไม่ยอมทำผิดเป็นครั้งสอง

ดวงดาวชกต่อยพัลวันหัวหน้าไม่โต้ตอบ  ก้าวถอยรับหมัดเท้าของดวงดาวไปเรื่อย ๆ ทันใดได้ยินเสียงปืนดังขึ้น  ทั้งสองหันไปทางเสียงปืน  ชายชราทรุดฮวบลง  ดวงดาวร้อง “ปู่!” เธอวิ่งเข้าไปประคองผู้เฒ่า

ชาวบ้านเห็นพ่อปู่ส่างคำที่ตนเคารพถูกทำร้ายต่างกรูหาพวก SPSA เกิดโกลาหลขึ้น  เสียงปืนดังลั่นไปทั้งผืนป่า  พวกชาวบ้านล้มตาย  พวกที่เหลือรุมเข้าต่อสู้ด้วยมือเปล่า

ผู้พันไม่ทันระวังตัว  รู้สึกเหมือนมีของแข็งปะทะใบหน้า เซถลา  ผ้าผืนเล็กในมือถูกกระชาก  แล้วถูกเตะซ้ำเข้าชายโครงอวบอ้วน ผู้พันคราง “อืออ” ลงไปนอนขดบนพื้น

ดวงดาวได้สิ่งศักดิ์สิทธิ์คืนมา  พยายามพยุงชายชรา  หัวหน้าคว้าแขนผู้เฒ่าแบกขึ้นหลังแล้ววิ่ง  ดวงดาวกระชากแขนเขา ร้องว่า “ทางนี้!”

ผู้พันจุกพูดไม่ออกพยายามเค้นเสียงทั้งที่นอนกุมท้อง

“ยิง! ยิงสิวะ!” พวกหน่วย SPSA ไม่กล้ายิง ได้แต่ยืนมองหน้ากัน

OOO

-35-

ดวงดาววิ่งนำพาหัวหน้าที่แบกชายชราลัดเลาะเข้าป่าหลังหมู่บ้าน “ตามมา!” เธอร้อง

“ทางนี้เป็นทางลับ  ไปที่พักหลบภัยไม่มีใครหาเจอ” เธอวิ่งพลางพูดพลาง  แต่แล้วก็ชะงักหันกลับมา “ข้าจะไว้ใจท่านได้อย่างไรว่าจะไม่หักหลังเรา”

“ก็ไม่ต้องไว้ใจ” หัวหน้ายิ้มยิงฟันขาว

“แค๊ก ๆ” ชายชราไอออกมาเป็นเลือด  ดวงดาวร้อง “ปู่!”

“เร็ว! รีบไป! ดูแลลุงก่อนเรื่องไว้ใจทีหลังนา”

ดวงดาวออกวิ่งด้วยความชำนาญเส้นทาง  หัวหน้าตามหลังไว ๆ ของดวงดาวไป “อดทนหน่อยนะลุง!” แต่แล้วดวงดาวหยุดชะงัก “อะไรอีกล่ะ!?” เขาร้อง

ชายหนุ่มหน้าตาทะมึนทึน  เสื้อผ้าเปื้อนเลือดยืนถือปืนขวางอยู่

“ราจี” ดวงดาวอุทาน

“ส่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์มา!”  

“ให้เขาไปดวงดาว” หัวหน้าร้อง  ดวงดาวยืนลังเลกระสับกระส่ายไม่อาจตัดสินใจ

“ให้เขาไป  ชีวิตลุงส่างคำสำคัญกว่าไอ้เศษผ้าบ้า ๆ นั่น!”

“อะไรนะ!” ดวงดาวหันมาถามซ้ำสีหน้าไม่เชื่อหู

“ปู่คุณจะแย่อยู่แล้ว…ยังมัวลังเลอะไร!?” หัวหน้าย้ำ

ดวงดาวตัดสินใจส่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ราจีเขายิ้มเยือกเย็น  ดวงตาเกลียดชังจ้องมองหัวหน้าความจริงเขาอยากจะฆ่าไอ้คนนี้นัก  แต่ยังก่อนเขายังมีเรื่องต้องทำ  เสียงชายเฒ่าร้องแผ่ว “ราจี กลับตัวกลับใจเสียลูก  ยังไม่สาย  อย่าทำเรื่องชั่วร้ายอีกเลย”

เขาเหลือบมองชายชราเหมือนคนไม่รู้จัก  แล้วเดินจากไป  ชายเฒ่าพยายามร้องเรียก…  “รา….จี…..รา…..จี”  แล้วไอออกมาเป็นก้อนเลือด

ชายชรากล่าวน้ำเสียงอิดโรย “วางข้าลง” หัวหน้าย่อเข่าค่อย ๆ วางร่างบอบบางเปื้อนเลือดลงนั่งพิงต้นไม้

“หัวหน้า” ชายชราร้องเรียก

“ครับ” หัวหน้าขาน

“ข้าไว้ใจท่าน ฟังข้าให้ดี ๆ” ผู้เฒ่าไออีกสองสามครั้ง ก่อนกล่าวต่อ “มหามณีฯ มีอยู่จริง อยู่ที่น้ำตกเทพ”

“น้ำตกเทพ!” ดวงดาวอุทาน

“ใช่! สิ่งศักดิ์สิทธิ์คือแผนที่นำสู่น้ำตกเทพ  ดวงดาวจะนำทางท่านไป  ไปเอามาให้ได้ก่อนคนพวกนั้น  อย่าปล่อยให้พวกนั้นเปิดมิติเวลา  คำสั่งสุดท้ายขององค์เทพคือ  เมื่อไรจิตใจมนุษย์ตกต่ำถึงที่สุดอีกครั้ง  เกิดสงครามรบราฆ่าฟันกันขนานใหญ่  ให้เราเปิดประตูมิติ  ท่านจะกลับมากวาดล้างเพื่อการเริ่มต้นครั้งใหม่  ยังไม่ใช่เวลานี้อย่าให้พวกนั้นเปิดประตูมิติ” ผู้เฒ่าเหนื่อยหอบ “ไม่มีเวลาแล้ว รีบไป!” ผู้เฒ่าไอออกมาอีกครั้ง

ดวงดาวเพ่งมองหัวหน้า  เธอจะไว้ใจเขาได้อีกอย่างไร  ชายชราคว้าแขนเธอแล้วเอ่ย “ไปเถอะหลาน ปู่ไม่เป็นไร เรื่องนี้เกี่ยวพันกับเผ่าพันธุ์มนุษย์ ยังยั้งพวกเขาให้ได้…..”

ทั้งสองฝากผู้เฒ่าไว้กับพวกชาวบ้านแล้วรีบเดินทางไปน้ำตกเทพ

OOO

-36-

ที่ลานดิน
ผู้พันนั่งตัวงอบนเก้าอี้
คนของหน่วย SPSA คุมตัวชายคนหนึ่งเข้ามา
ชายคนนั้นร้องทักทาย  “ผู้พัน…ผมมีข้อเสนอ”

OOO

-37-

ในรถฮัมวี่

ผู้พันนำผืนผ้าเพิ่งได้จากราจีเข้าเครื่องสแกนแล้วส่งไปให้ศูนย์ปฎิบัติการที่อังกอร์รีสอร์ท  เขาพูดใส่วิทยุ “เอาประกบกับลายแทงที่ได้มาครั้งก่อนแล้วส่งภาพมาให้ผมด่วน!” จากนั้นต่อสายถึงท่านนายกฯ  ปลายทางรับสายทันที

“มีอะไรผู้พัน?”

“ได้แผนที่เรียบร้อยแล้วครับ”

“ดี”

“ผมกำลังรอผลสแกน  ได้ผลอย่างไรจะแจ้งอีกทีครับ”

“ดี มีอะไรอีกมั้ย?”

“ไม่มีครับ”

“ดี” ทางโน้นวางสายไปแล้ว  น้ำเสียงเหมือนกำลังอารมณ์ไม่ดี  สงสัยการเลือกตั้งไม่เป็นไปตามแผน  เออนะ ช้างเน่าทั้งตัวจะเอาใบบัวไปบิดได้อย่างไร  ท่านฯนะท่านฯ  ประชาชนเขาก็ติดตามข่าวสาร คงหมดเวลาใช้มุกเก่า ๆ แล้ว

และเขานี่ล่ะ..ของใหม่!

แหล่งพลังงานใหม่ที่สะอาดปราศจากมลภาวะ  เราจะควบคุมโลกทั้งโลก  อีกไม่นานท่านฯ จะไม่ต้องกังวลกับการเลือกตั้งไร้สาระพวกนั้นอีกแล้ว  พลังงานจะนำอำนาจมาให้โดยไม่ต้องไปถามประชาชนคนไหนทั้งสิ้น

เสียงสัญญาณวิทยุ  ปี๊บ! ปี๊บ! เขารีบคว้าขึ้นทันที

“ว่าไง?”

“เรียบร้อยครับกำลังส่ง” ผู้พันปรับสัญญาณภาพ “โอเค ได้แล้ว”

เขาเพ่งมองจอมอนนิเตอร์  ไม่รู้เรื่องแฮะ

“ให้คอมพิวเตอร์สแกนภาพลายแทงเทียบเคียงกับภาพพื้นที่ป่าในบริเวณนี้ทั้งหมด”

“อาจนานหน่อยครับท่าน” เสียงทางโน้นตอบ

“ไม่เป็นไร”

เขาเอนเบาะหนังแท้เนื้อนุ่มของฮัมวี่ลง  แล้วประสานมือช้อนใต้ศีรษะมองผ่านกระจกหน้าไปยังหมู่ดาว

การสืบเสาะค้นหามาตลอด ๕-๖ ปีกำลังจะจบลงแล้ว  ความสำเร็จอยู่ใกล้แค่เอื้อม  มันเป็นรสชาติที่หอมหวานจริง ๆ เขาจะเดินทางรอบโลก พักโรงแรมหรู พบผู้นำประเทศมหาอำนาจยิ่งบุ้ชล่ะตัวดี  สหรัฐฯประเทศเดียวใช้พลังงานเกือบครึ่งของทั้งโลกรวมกัน  พวกอียูก็รวมหัวกันดีนัก  คราวนี้ล่ะต้องมาขอเจรจาโดยไม่มีเงื่อนไขเพื่อให้ได้พลังใหม่ที่จะนำมนุษยชาติก้าวเข้าสู่สหัสวรรษแห่งความรุ่งโรจน์ยิ่งกว่าเคยมีมาในอดีตกาล 

อาจถึงกับครองโลกเลยนะเนี่ย! 

ท่านนายกฯ ช่างมีวิสัยทัศน์ กว้างไกลจริง ๆ

“ได้แล้วครับ!” เสียงทางโน้นตื่นเต้น  เขารีบขยับตัวขึ้นมองมอนนิเตอร์  ยังไม่รู้เรื่องอยู่ดี “อธิบายซิ”

“มีจุดเล็ก ๆ อยู่ที่มุมขวา….เห็นมั้ยครับ?”

“อือ”

“นั่นคือจุดซ้อนทับตำแหน่งเดียวที่คอมพิวเตอร์หาเจอ”

“ซูมซิ”  ภาพเคลื่อนใกล้จุดเล็ก ๆ ค่อย ๆ ชัดขึ้น เขาอุทาน “ปราสาทหินพนมรุ้ง!”

“ใช่ ครับท่าน”

“ทีนี้ซูมเอ้าท์คอฟเวอร์ตำแหน่งเป้าหมายในลายแทง” เขาสั่ง

ภาพถอยห่างออก..ห่างออก ผู้พันเพ่งมองหัวใจเต้นตึกตั๊ก  กำลังจะเจอเจ้าแล้ว ‘มหามณีแห่งชัยวรมัน’ ที่สาบสูญมานับพันปี  ภาพแผนที่ดาวเทียมถอยห่างออกเรื่อย ๆ

“หยุด!” เขาสั่งเมื่อเห็นจุดใหญ่สีเข้มโผล่ขึ้นมา  เขายื่นศีรษะมองเข้าไปใกล้จอ หัวใจเขาแทบหยุดเต้น  มันอยู่เขตในกัมพูชา!  เรื่องระหว่างประเทศนะเนี่ย  พลาดขึ้นมาล่ะยุ่งใหญ่  เขาบอกปลายทาง

“ได้แล้วรอเดี๋ยว” เขาสั่งเซฟแล้วปริ้นภาพออกมา

“โอเคเรียบร้อย ลบทุกอย่างออกจากเมมโมรี่ด้วย”

“ครับ!”

จากนั้นต่อสายตรง ปลายทางรับสายทันที

“สวัสดีครับท่าน”

“ว่าไง?”

“ได้ตำแหน่งเรียบร้อย แต่อยู่ในเขตกัมพูชาครับ”

“ฮ้า!”  ทางโน้นเงียบไป

รอสักพักเขาลองส่งเสียงเรียก “ท่านครับ”

“นำกำลังเข้าไปเลย  แต่เดินเท้านะ อย่าใช้รถ เข้าไปเงียบ ๆ อย่าให้พวกโน้นรู้”

“แต่ท่านฯ ครับ” อย่างนั้นก็ใช้เวลาอีกหลายวันนะสิวะ เดี๋ยวก็ไม่ทัน เขาคิด

“ไม่มีแต่  แล้วอย่าให้ฝั่งโน้นจับได้  อย่าลืมนะว่าทุกคนใน SPSA ไม่มีตัวตน”

“ท่านฯ ครับ ผมเกรงไม่ทันเวลา” เขาพยายามต่อรอง

“ฟังนะ..คุณเอารถเข้าไปไม่ทันถึงไหนก็ถูกจับแล้ว  เข้าไปเงียบ ๆ เชื่อผมสิ  เมื่อได้ของค่อยให้เฮริคอปเตอร์เข้าไปรับออกมาไม่ดีกว่ารึ! อีกอย่าง ผมก็คาดหมายไว้แต่แรกแล้วว่าของอาจจะอยู่ในเขตกัมพูชา  จึงส่งคนที่ชำนาญพื้นที่ไปให้คุณ”

“คนที่ท่านส่งมามันทรยศครับ” ได้จังหวะเขารีบรายงาน

“ฮ้า!”

“ครับ แต่เรามีคนพื้นที่ รู้จักเส้นทางดีเป็นคนนำทางแล้ว ท่านไม่ต้องกังวลครับ”

“ดี แล้วติดต่อมานะ ผมจะรอความสำเร็จของคุณ สวัสดี”

“ครับ ขอบคุณครับท่านนายกฯ”

เขายิ้ม กดปุ่มออฟ นี่เป็นครั้งแรกที่เขาคุยกับท่านฯ แล้วไม่รู้สึกเกร็ง  หรือเป็นเพราะความสำเร็จที่รออยู่ข้างหน้าทำให้เรามั่นใจในตัวเองไม่กริ่งเกรงท่านนายกฯอีกต่อไป เขาคิด…อืม..ไม่แน่ เราอาจจะเป็นนายกฯ เสียเอง รัฐมนตรีพลังงานออกจะเป็นผลตอบแทนที่ไม่คุ้มกับความเหน็ดเหนื่อยตลอด ๕-๖ ปีที่ผ่านมา

เขาดึงกระดาษออกจากพริ้นเตอร์  ก้าวจากรถไปยังกลุ่มคนที่ข้างกองไฟ

ผู้พันยื่นแผ่นกระดาษให้ราจี
เขารับมาดูครู่หนึ่งแล้วเงยหน้าขึ้นช้า ๆ
แสงจากเปลวเพลิงวาวไหวบนใบหน้าเหี้ยมกรียม

เขาเอ่ย  “น้ำตกเทพ”

OOO

-38-

ป่าทึบเขตประเทศกัมพูชา
๑๑เมษายน ๒๕๔๙

ผืนป่าเขียวชะอุ่มอุดมสมบูรณ์  เนินเขาน้อยใหญ่ทอดสลับไกลสุดตา  พืชพรรณไม้ยืนต้น ตะเคียนทอง ตะแบก ประดู่ป่าเบียดเสียดเรียงรายเต็มผืนป่า

พันธุ์ไม้ลุ้มลุกที่ขึ้นปกคลุมผืนดินถูกแหวกเป็นทาง  ดวงดาวใช้มีดเดินป่าปัดไป-มา ก้าวเท้าไปข้างหน้าเรื่อย ๆ โดยมีหัวหน้าเดินตามสายตาจับแผ่นหลังแข็งแรงของสาวชาวป่าคิดแล้วอดทึ่งไม่ได้  ดวงดาวใช้ชีวิตในป่าราวอยู่กับบ้าน  ไม่มีปัญหากับเสบียงอาหาร  ดวงดาวสามารถหาน้ำดื่ม หาอาหารได้ตลอดเวลา  ชีวิตคนอุทยานฯ อย่างเขาน่าจะมีหญิงสาวเช่นนี้ข้างกาย  ไม่ใช่สาวสวยในเมืองที่ทำอะไรไม่ได้  ร้องขอการปกป้องตลอดเวลา  ช่างเถอะ! ทุกคนคงมีจุดดีจุดด้อยของตัวเองล่ะนา   เขายกคาสิโอจีช็อคขึ้นดูวันที่

“วันที่สิบเอ็ดแล้วดวงดาว” เขาเอ่ยขึ้น “เหลืออีกสองวันจะขึ้น ๑๕ ค่ำ…แน่ใจนะว่าจำทางได้?”

“ใครบอกท่านว่าข้าจำทางได้” ดวงดาวพูดห้วนกับเขาตั้งแต่เห็นพฤติกรรมหลอกลวงค่ำคืนนั้น

“อ้าว! ลุงส่างคำบอกว่าเธอรู้เส้นทางไปน้ำตกเทพ”

“ใช่รู้! แต่ไม่รู้ว่าไปทางไหน?” เธอเหลียวกลับมา

“อ้าว! อะไรกันเนี่ย! เอาให้แน่สิ นี่ไม่ใช่เรื่องล้อเล่นนะดวงดาว”

“ท่านร้อนใจจะนำมหามณีฯ ไปให้พวกนั้น…ใช่มั้ยล่ะ?” ดวงดาวระบายอารมณ์ฟาดมีดกับกิ่งไม้ข้างทางสุดแรง

“ปัดโธ่   ไม่ใช่เอาเรื่องบ้า ๆ นี่มาถ่วงเวลานะ” หัวหน้าชักหงุดหงิด “หากพวกนั้นไปถึงก่อนล่ะก็….”

“ก็ข้าไม่รู้จริง ๆ”

“ผมไม่เข้าใจ”

“ปู่บอกว่า ทายาททุกคนของผู้นำหมู่บ้านจะไปยังน้ำตกเทพได้เองโดยจิตใต้สำนึก” เธอหยุดชั่วครู่ “เพียงปล่อยให้จิตนำทาง”

“ฮ้า!…เอางั้นเรอะ…!” เขาถึงกับอึ้ง  หากผลของมันร้ายแรงจริงอย่างลุงส่างคำว่า  แล้วมันกำลังขึ้นอยู่กับจิตใต้สำนึกของสาวน้อยคนนี้  หากจิตใต้สำนึกของเธอเกิดไม่ทำงานขึ้นมาล่ะ “อย่างนั้น ราจี ก็ไปถึงน้ำตกเทพได้ด้วยจิตเหมือนกันสิ?”  เขาถาม

“ใช่!” หญิงสาวพยักหน้า “แต่เขาคงยังไม่รู้  ปู่ไม่เคยบอกอะไรเขาเพราะปู่ไม่ใว้ใจเขา  เขาเกลียดข้ามาตั้งแต่เด็กเพราะเห็นปู่อุ้มข้ามากกว่าเขา”

หัวหน้ายกแขนเสื้อปาดเหงื่อบนหน้าผาก  เหลือเวลาอีกสองวัน  พวก SPSA ก็ต้องเดินป่าเข้ามา  คงไม่กล้าเอาช้อปเปอร์ตระเวนหาให้พวกเขมรรู้ตัว   ตอนนี้ได้แต่เร่งเดินทางให้ถึงก่อนพวกนั้น  หามณีที่ว่าพบแล้วหลบหนีถ่วงเวลาให้พ้นเช้าวันสงกรานต์ก่อน  เรื่องอื่นค่อยคิดต่อ

“พวกท่านจะเอามหามณีฯไปทำอะไร?” ดวงดาวถาม

“ใช้เป็นแหล่งพลังงาน”

“เหมือนอย่างที่เคยเกิดเมื่อหลายพันปีก่อน”

“น่าจะประมาณนั้น”

“ท่านไม่คิดหรือว่าผลร้ายเดิม ๆ จะวนเวียนกลับมา”

“นั้นต้องไปถามพวกโน้นไม่ใช่ผม  ผมแค่ปฎิบัติตามหน้าที่”

“หน้าที่อะไร?”

“นำมหามณีฯ กลับไปก่อนเช้าสิบห้าค่ำเดือนห้า”

ดวงดาวหยุดเดินหันหน้ากลับมา

“ท่านรู้เรื่องมหามณีฯอยู่แล้ว!”

“ใช่! สงสัยราจีจะเป็นคนบอกพวกนั้น  ข้าอ่านรายงานอีกที”

“พอท่านได้มหามณีฯท่านจะนำไปสร้างพลังงาน”

“ลุงส่างคำบอกแล้วว่าองค์เทพจะกลับมาทำลายล้างมนุษย์”

“ท่านเชื่อ?” ดวงดาวเลิกคิ้วไม่เชื่อหู

“เชื่อสิ ทำไมหรือ?”

“ข้าไม่เชื่อท่าน!”  ดวงดาวสะบัดหน้าเดินจ้ำเท้า

เขาได้แต่ส่ายหน้า  บางครั้งรู้สึกไม่เชื่อตัวเองเหมือนกันอย่าว่าแต่ดวงดาวเลย  เขาเห็นผลเสียการเผาผลาญพลังงานของมนุษย์มาแทบตลอดชีวิต  ก่อมลภาวะจนเกิดสภาวะเรือนกระจกที่น่าสะพรึงกลัว  หากสามารถค้นพบพลังงานใหม่ที่ไร้มลภาวะน่าจะเป็นสิ่งดีต่อโลก ต่อมนุษยชาติ  เขาก็อยากให้เป็นอย่างนั้น….

แต่นี่เขากำลังทำอะไร…?

กำลังขัดขวางสิ่งที่จะช่วยทำให้โลกปลอดภัยจากควันพิษและกากปฎิกูล  กำลังขัดขวางการเข้าสู่ประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของมนุษยชาติ  เพราะเชื่อนิทานก่อนนอนหรือ?

เขาก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร…?

OOO

-39-

ค่ำลง

ทั้งสองหยุดพักริมธารเล็ก ๆ 
สองฝั่งธารเป็นกรวดใหญ่ผิวเกลี้ยงทอดยาวคดเคี้ยวลงตามลาดเนิน

ทั้งสองไม่สามารถก่อไฟปรุงอาหาร  การก่อไฟอาจทำให้พวก SPSA สังเกตเห็น  ได้แต่กินของป่าที่หาได้   โพล้เพล้เสียงจั๋กจั่นร้องลั่นป่า  สักพักค่อยเงียบหาย   ป่ายามสนธยาเงียบวังเวงไม่น่าไว้ใจ

ดวงดาวเดินเช็ดผมกลับจากอาบน้ำ  ผมเผ้าเปียกยิ่งขับดวงตาคมสวยบนใบหน้าใสซื่อให้เด่นชัดขึ้น  เธอหยุดยืนบนก้อนกรวดริมลำธาร   ก้มลงใช้ผ้าขยี้ผมสลวยแล้วสะบัด 

หัวหน้านั่งอมยิ้มเพลินมอง

“มองอะไร?” เธอหันมาถาม

เขาเลิกคิ้วเข้มยิ้มฟันขาวเอนหลังพิงขอนไม้เขย่าเท้า “นี่..” เขาส่งเสียง “ถามจริง  เธอไม่กลัวพวกโน้นไปเอามหามณีฯ อะไรนั่นเสียก่อนหรือไร  พวกเขามีทั้งแผนที่ทั้งจิตใต้สำนึกนำทาง”

“ก็กลัวอยู่เหมือนกัน   แต่ปู่เคยสอน อย่าคิดวุ่นวายสับสน  ให้เชื่อจิต  ทำจิตให้สงบแล้วปล่อยให้จิตนำทาง ไม่เช่นนั้นก็จะหลงทาง”

“อ้อ….” 

ท้องฟ้าป่าเขามืดสนิท  
ประกายดาวระยิบระยับ แจ่มชัด
สายลมยามค่ำคืนพัดเย็น

ดวงดาวซุกขาเข้าในถุงนอน “นอนเถอะ พรุ่งนี้จะได้ออกเดินทางแต่เช้า”

หัวหน้าเอนตัว  เขาไม่เข้าใจ  คนอย่างเขาปล่อยให้หญิงสาวนำทางในป่าได้อย่างไร  แล้วยังนำด้วยจิตใต้สำนึก  หากพรุ่งนี้ยังไม่พบน้ำตกเทพเป็นอันจบกัน  ไม่รู้ว่าจะหลงทางเข้าไปถึงพนมเปญหรือเปล่า

หัวหน้านอนประสานมือหนุนศีรษะหันมองหญิงสาวที่นั่งชันเข่าแหงนมองฟ้า

ดวงดาวมองแสงกระพริบระยิบระยับ  เธอเป็นห่วงปู่  ป่านนี้ไม่รู้ปู่เป็นอย่างไรบ้าง   อายุก็มากแล้ว จะทนเจ็บได้อย่างไร  เธอไม่อยากทิ้งปู่มาเลย  หากมีตองลีอยู่ก็ดีสินะ  ตองลีช่วยเธอได้เสมอทุกเรื่อง  แต่เล็กตองลี ช่วยเธอจากสัตว์ป่านับครั้งไม่ถ้วน  ตองลีช่วยรับโทษแทนเธอตอนเธอทำผิด  ตองลีดูแลปู่ได้แน่นอน ตองลี ….

ดวงดาวเหม่อมองฟากฟ้า….ใบหน้าตองลียิ้มอบอุ่นอยู่บนนั่น….

หยดน้ำตาของดวงดาวเป็นประกายหยาดข้างแก้ม

OOO

-40-

ใกล้รุ่งสาง

ดาวประกายพรึกเจิดจ้าตรงขอบฟ้าตะวันออก
สายลมเย็นยะเยือกพัดมาแผ่วเบา
ท้องฟ้ายังคงมืดมิด 

ลมวูบเป็นระลอก  แว่วเสียงดนตรีแผ่ว…เสียงค่อยชัดขึ้นเรื่อย ๆ เป็นเสียงเครื่องสายโบราณบรรเลงท่วงทำนองเร้นลับ  มีดวงแสงเล็ก ๆ สว่างวูบไหว…เหมือนล่องลอยมาจากดินแดนแสนไกลลอยมากับสายลม…คล้ายหิ่งห้อยน้อยเริงเล่นเสียงดนตรี

สัญชาตญาณป่าปลุกหัวหน้าผงกศีรษะขึ้น

สิ่งที่เขาเห็นบนท้องฟ้าเบื้องหน้า….

เหล่านางอัปษรประดับอาภรณ์ด้วยเพชรพลอยเป็นประกาย   กำลังร่ายรำด้วยท่วงท่าแห่งนาฏลีลาบูชาองค์เทพ ต่างส่งยิ้มมองมาทางเขาด้วยแววตาสวยเร้นลับ  เสียงดนตรีก้องกังวาน ดังจากทุกทิศทาง  เขารู้สึกเคลิ้มเหมือนต้องมนต์สะกด..หรือว่าฝันไป?

เขาขยับแขนเอื้อมไปสะกิดดวงดาว…ยังคงจับจ้องไปบนท้องฟ้าไม่กระพริบตา
มือโดนตัวดวงดาวเขาหันไปมอง….

ดวงดาว…กำลังนั่งมองท้องฟ้า

สักครู่เสียงดนตรีแผ่วลง   เหล่านางอัปษรล่องลอยพร้อมท่วงท่าอ่อนช้อยไกลออกไป  จนเห็นเป็นดวงไฟดวงน้อย ลอยลับทางทิศตะวันออก

เงียบลงอีกครั้ง
เขาหันมองดวงดาว….

ทั้งสองเร่งเก็บข้าวของใส่เป้หลังมุ่งไปทางทิศตะวันออก

OOO

-41-

ป่าลึกทางทิศเหนือของประเทศกัมพูชา
เช้าวันที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๔๙

ผู้พันนำคนของหน่วย SPSA เดินป่าเข้ามาโดยมีราจีนำทาง  คนของหน่วย SPSA ทยอยเป็นไข้ป่าต้องปล่อยให้เดินทางกลับ  ผู้พันเหลือลูกน้องเพียงสองคน  ทั้งหมดเดินทางด้วยสภาพอ่อนล้าเต็มที   ยิ่งใกล้วันที่ ๑๓ เมษาฯ ผู้พันก็ยิ่งหงุดหงิด แทบจะปิดเครื่องรับวิทยุ  ท่านนายกฯ เช็คความคืบหน้าตลอดเกือบทุกชั่วโมง

ท่านฯ บอกว่าตอนนนี้สถานะการณ์ของท่านแย่ลงเรื่อย ๆ ท่านฯประกาศไม่รับตำแหน่งใด ๆ ทางการเมืองไปแล้ว เป็นแผนซื้อเวลา ต่อจาก การยุบสภา  ท่านฯ บอกว่าความหวังทุกอย่างอยู่ที่วันพรุ่งนี้  หากเขาได้มหามณีฯ มาตามความคาดหมาย  ทุกอย่างก็เป็นอันสิ้นสุด ชะ! แต่ความกดดันต่าง ๆ มากองอยู่ที่เขา  อะไรกันวะ! ทำไมทุกเรื่องมันต้องมาขมวดปมเอาตอนนี้ด้วย  ความสำเร็จของเขาจะเป็นผลงานระดับโลก  แต่หากล้มเหลว (อย่างที่เคยเป็น) เขาก็คงวอดวายป่นปี้ไม่มีที่ให้อยู่อีกต่อไป

ยิ่งคิดยิ่งหงุดหงิดใจ  ผู้พันชูปืนขึ้นสุดแขนแล้วยิงขึ้นฟ้า

ปัง! ปัง!ปัง!

พวกที่เหลือตกใจพากันหันมอง  ผู้พันทำหน้าปูเลี่ยน “ไม่มีอะไร…ไป…ไปต่อ” เขาบอก

ราจีล้วงแผนที่ขึ้นดู มองไปยังขุนเขาใหญ่เบื้องหน้า เขายิ้มแล้วซุกแผนที่คืนกลับกระเป๋า

“ว่าไงราจี?” ผู้พันถาม

“ไม่เกินบ่ายวันนี้”

“ฮ้า! แล้วจะรออะไร…ไป! รีบไป!”

ทั้งหมดเร่งเดินทางต่อ

OOO

-42-

ไกลออกไปทางทิศตะวันออก

หัวหน้ากับดวงดาวชะงัก  เสียงปืนดังจากด้านหลัง  แย่จริง…นั่นจะยิ่งเรียกความสนใจพวกเขมรที่ลาดตระเวณอยู่แถวนี้  คงจะเป็นพวกผู้พัน  นั่นแสดงว่าพวกผู้พันยังตามหลังเขาอยู่  ทั้งสองชะงักเพียงชั่วครู่แล้วเดินทางต่อไปยังขุนเขาทะมึนเบื้องหน้า

OOO

-43-

แดดเที่ยงวันของเดือนเมษายนแผดจ้า  ลำแสงก็ไม่อาจส่องผ่านม่านใบไม้ลงมายังพื้นล่าง  ทั้งสองชุ่มเหงื่อเย็นเฉียบท่วมตัวเร่งเดินทางตลอดช่วงเช้า  หัวหน้าส่งกระติกน้ำให้ดวงดาวเธอยื่นมือรับอย่างยากเย็น  การสูญเสียน้ำทำให้เธออ่อนเพลียจนแทบก้าวเท้าไม่ไหว

เสียงปืนเมื่อครู่บอกให้รู้ว่าพวกนั้นใกล้เข้ามา  ทำให้ต้องเร่งเดินทาง  หัวหน้าชวนให้หยุดพักเพราะเห็นเธอไปต่อไม่ไหวแล้ว  ดวงดาวไม่ยอมหยุด

ช่วงบ่าย..ทั้งสองได้ยินเสียงน้ำตกแว่วมา

เสียงปริมาณน้ำจำนวนมหาศาลตกจากที่สูงกระทบผืนน้ำเบื้องล่างชวนรู้สึกชุ่มฉ่ำเย็นสบายตั้งแต่แรกได้ยิน  ความอ่อนล้าของดวงดาวพลันสลายสิ้น  เธอชะงักหันกลับมายิ้มสดใส  ใบหน้าชุ่มเหงื่อซีดเซียวเมื่อครู่เปลี่ยนเป็นสีชมพูเรื่อ

ดวงดาวอุทาน “น้ำตกเทพ!”

หัวหน้ายิ้มยิงฟันขาวยกนิ้วโป้งให้เธอ

ทั้งสองออกวิ่งสุดกำลัง

OOO

-44-

เบื้องหน้าคนทั้งสองเป็นเวิ้งผากว้างใหญ่สูงชันโค้งเว้าคล้ายวงเดือน  ตลอดแนวโค้งมีสายน้ำพรูจากหน้าผาดิ่งลงลึกสุดตา  กระแทกแอ่งน้ำกว้างใหญ่เบื้องล่างส่งเสียงกัมปนาทไปทั้งหุบเหว  ละอองน้ำฟ่องฟุ้งกระจายทั่ว  โค้งรุ้งหลากสี…สะท้อนแดดยามบ่ายในละอองฟองขาวนวล

ดวงดาวตะลึงมองลงไปเบื้องล่าง  ลึกเหมือนจมลงใต้ธรณี  เขียวครึ้มด้วยพฤกษ์พันธุ์ไม้แฝงอายลึกลับวังเวง  เสียงสะท้อนดังก้องขึ้นมาเหมือนเสียงร้องจากการลงทัณฑ์ในอเวจี

น้ำตกเทพปรากฎอยู่เบื้องหน้าคนทั้งสอง

หัวหน้าขยับตัวไปที่ริมผาหันบอกดวงดาว

“ไป!”

ทั้งสองมองหาเถาวัลย์ลองกระตุกทดสอบความแข็งแรง  จากนั้นโหนตัวไต่ลงไป

หัวหน้ามองดวงดาวด้วยความกังวล  แต่สาวชาวป่ายังเคลื่อนกายอย่างแคล่วคล่องไต่ลงไปเรื่อย ๆ ยิ่งลึก..เถาวัลย์ยิ่งเปียกชื้นลื่นมือ  ดวงดาวมองลงไปเบื้องล่าง  แอ่งน้ำขนาดใหญ่อยู่ลึกลงลิบ ๆ  เหมือนเป็นภาชนะรองรับสรรพสิ่ง  มีแรงดึงดูดบางอย่างจากข้างล่างนั่นให้ทิ้งตัวลงไป ‘ปล่อยมือลงมาเถอะ..ละอองน้ำข้างล้างจะรับเจ้าไว้เหมือนฟูกหนานุ่ม”  เธอรู้สึกอยากคลายมือ…แล้วปล่อยให้ร่างกายลอยลงไปตามคำเชื้อเชิญนั้น

ดวงดาวรีบเงยหน้ากลับหาแผ่นผาทันที  ได้ยินเสียงหัวหน้าร้อง “ดวงดาวนิ่ง!!” เธอเกร็งกายด้วยสัญชาตญาณป่ารู้ตัวมีภัย 

งูพิษขนาดใหญ่ขดตัวในเหลืบผา  มันกำลังแผ่แม่เบี้ย  หัวหน้าใช้สองเท้าถีบผนังหินโหนตัวออกจากหน้าผา  ดึงมีดออกจากซองข้างคอมแบ็ต

ดวงดาวหันไปมองช้า ๆ อสรพิษฉกหัวลงทันที!
หัวหน้าตวัดมีด  ฉับ! คอสัตว์ร้ายขาดสะบั้น
ส่วนหัวยังพุ่งไปข้างหน้า โค้งเขี้ยวยาวปะทะดวงดาวอย่างแรง
เธอเบิ่งตาด้วยความตกใจ  เท้าไถลหลุดจากแง่งหิน  ดวงดาวเกร็งมือกำเถาวัลย์ร่างห้อยโหนไปมา  เถาวัลย์ลื่นมือไม่อาจยึดไว้  ร่างเธอหลุดร่วง  หัวหน้าร้องเรียก

“ดวงดาว !”

ร่างดวงดาวลอยดิ่งลงเบื้องล่างเรือนผมพลิ้วสะบัดเธอส่งเสียงร้อง “หัวหน้า!” ดวงตาคมเบิกกว้างมองชายหนุ่มด้วยความสิ้นหวัง

ห่างเพียงเสี้ยววินาที  หัวหน้ายันหน้าผาเกร็งกำลังขาถีบตัวพุ่งลงไปสุดแรง  เขางอเท้าเสียบมีดเข้าซอง  แล้วแนบแขนชิดลำตัวเหยียดร่างเป็นเส้นตรงลดแรงต้าน  พุ่งหาดวงดาวที่ลอยลิ่วลงเบื้องล่าง  ยิ่งลึกละอองน้ำยิ่งหนาแน่นฟุ่งกระจายไปทั้วบริเวณ

เพียงอึดใจหัวหน้าก็ถึงตัวดวงดาว  เขาช่วยปรับร่างกายให้หันเอาส่วนเท้าลง  แล้วกอดเธอไว้แน่นจนทั้งสองเป็นร่างเดียว  ดิ่งลงสู่ฟองคลื่นเบื้องล่าง

เนิ่นนานเหมือนอนันตกาล

ที่สุดก็กระแทกผิวน้ำ  ร่างทั้งสองจมลึกลงใต้น้ำ ฟองอากาศสัมผัสผิวหน้า  กระแสน้ำด้านล่างดูดทั้งสองเข้าไปในร่องน้ำอย่างรุนแรง

กระแสน้ำไหลเข้าในโพรงหินมหึมา  พาทั้งสองไปอย่างรวดเร็ว  หัวหน้ามือหนึ่งกอดดวงดาวอีกมือกุมศีรษะเธอไว้กันกระแทกผนังหิน

ฟองอากาศจำนวนมหาศาลเคลื่อนผ่านใบหน้าคนทั้งสอง

ดวงดาวรู้สึกถึงความเร็วที่พุ่งไปข้างหน้า  สายน้ำโอบรัดตัวเธอไว้  แรงกระแทกทำให้เธอกำลังจะหมดสติ  ทุกอย่างกลายเป็นสีขาวบริสุทธิ์  ร่างกายเบาสบาย…ล่องลอยไป…เธอคิดถึง ตองลี…ตองลี…มารับเธอแล้ว…ใบหน้าของตองลี ค่อย ๆ ขยับ เข้ามา  เธอหลับตารอคอย…

หัวหน้าประกบปากผ่อนอากาศให้  ดวงดาวสะดุ้งลืมตาโพลงขึ้นมองเข้าไปในดวงตาคมกล้าของเขา  ความรู้สึกไม่ไว้ใจทั้งมวลมลายหายไป  เขาช่วยชีวิตเธอไว้อีกครั้ง

หัวหน้าชี้มือไปที่แสงสว่างเรืองด้านบน  จากนั้นจับตัวเธอดันส่งขึ้นสุดแรง  ร่างดวงดาวพุ่งขึ้นไปหาแสงเรืองนั่น

“อ้า!!” ทันทีที่พรวดขึ้นผิวน้ำ เธอสูดหายใจ หอบฮัก  หัวหน้าโผล่ตามขึ้นมา

ทั้งสองประคองตัวอยู่ใต้โดมหินเตี้ย ๆ มีโพรงอากาศพอให้แสงรอดผ่านเข้ามา

“โชคดีนะที่มีปล่องนี้ให้หายใจ!” ดวงดาวพูดกลั้วหอบขณะที่พยุงตัวบนผิวน้ำ

“คงเป็นเจตนาแน่ครับ  หากไม่ใช่หน้าแล้ง ปล่องนี้ต้องจมน้ำ  ไม่มีใครเข้ามาแล้วรอดกลับไป”  หัวหน้าเหนี่ยวแง่งหินแล้วบอกดวงดาวเกาะตัวเขาไว้   ทั้งสองพักชั่วครู่  “หากสุดลมหายใจ เรายังไม่ถึงปล่องต่อไป  ผมจะผ่อนอากาศให้  แล้วเราจะกลับมาที่นี่” หัวหน้าบอก หญิงสาวพยักหน้า จากนั้นทั้งคู่มุดลงใต้น้ำ

ถัดมาอีกไม่ไกลก็พบโดมอากาศอีกแห่ง  ทั้งสองสูดหายใจเต็มปอด เก็บลมสำรองไว้ในกระพุ้งแก้ม  มุดดำแหวกว่ายไปตามโพรงศิลา  ดูเหมือนกระแสน้ำไหลวกกลับออกสู่ด้านนอก  ดวงดาวสะกิดหัวหน้า  เขามองตาม ด้านล่างเต็มด้วยกองกระดูกขาวโพลนถูกกระแสน้ำซัดไปรวมกัน สุดทางเป็นโถงใหญ่มีแสงรำไรจากปล่องอากาศทำให้มองเห็นผนังหินโดยรอบ  ทั้งสองแหวกว่ายเข้าในเขตน้ำนิ่งของโถงน้ำกว้างใหญ่

ภาพที่ทั้งสองเห็นสร้างความตื่นตะลึง

หินทุกก้อนทั้งที่วางเรียงรายบนพื้นหรือบนผนัง  ล้วนถูกแกะสลักเป็นรูปนางอัปษรกำลังร่ายรำ อ่อนช้อย งดงาม  เหมือนทั้งสองได้เข้ามาว่ายแหวกอยู่ในห้องโถงศักดิ์สิทธิ์ของมหาเทพผู้ยิ่งใหญ่  มวลน้ำใสสะท้อนประกายแสง  คลื่นน้ำเลื่อมเงา  ทำให้ดูเหมือนพวกนางกำลังเคลื่อนไหว..ดวงตาสวยงามเร้นลับยิ้มมองมา…ทั้งสองเคลื่อนตัวไปข้างหน้า…เหมือนล่องลอยอยู่ในทิพยวิมาน

ตรงสุดโถงน้ำ  มองขึ้นไปมีวงแสงกว้างใหญ่สว่างเรืองอยู่ในระลอกน้ำ  ทั้งสองแหวกว่ายตรงไปยังวงแสงนั่น

บนเพดานถ้ำเป็นโพรงใหญ่ทะแยงไปสุดตา  แสงตะวันยามบ่ายส่องลงมาตามปล่องหิน สะท้อนผิวน้ำทำให้ทั่วบริเวณสว่างเรื่อ

ทั้งคู่โผล่ขึ้นแทบจะพร้อมกัน  ดวงดาวใช้สองมือรวบผม  แล้วต้องตกใจร้องสุดเสียงโผเข้ากอดหัวหน้าแน่น  เสียงร้องของดวงดาว  เสียงน้ำแตกกระจายดังก้องไปทั้งโถง

ชายหนุ่มประคองตัวในน้ำ  เพ่งมองด้วยใจระทึก

ความยิ่งใหญ่อลังการของอารยธรรมขอมโบราณที่ถูกซุกซ่อนจากสายตาของมนุษย์หลายพันปี  ปรากฎอยู่เบื้องหน้าอย่างน่าสะพรึง

รูปสลักองค์เทพขนาดมหึมา ในท่านั่งขัดสมาธิ  รับแสงสะท้อนเงาน้ำ สว่างขึ้นจากด้านล่างทะมึนอยู่ในเงาสลัวราง  สูงขึ้นไป  ที่ดวงตาเป็นดวงแก้วผลึกใส  อัญมณีเม็ดใหญ่ตรงอุณาโลมสว่างจ้าอยู่ในความมืด  รายล้อมด้วยภาพแกะสลักเหล่าทิพย์อัปษร  ทั่วโถงถ้ำหินงอก-หินย้อย เป็นประกายระยิบระยับ ราวเพชรพลอยประดับ

ดวงดาว ค่อย ๆ คลายมือ  ทั้งสองว่ายหาหาดหินเรียบและลื่น  ดวงดาวนั่งพับเพียบกราบรูปองค์เทพแล้วเอนตัวลงอย่างหมดเรี่ยวแรง

หัวหน้าเดินขึ้นไปสำรวจรอบ ๆ บริเวณ

มีรอยแยกของแนวหินล้อมรอบองค์เทพไว้เหมือนเป็นเขตศักดิ์สิทธิ์  รอยแยกลึกลงในความมืดมิด  ห่างจนเกินจะกระโดดข้าม หัวหน้าลองเตะกรวดก้อนหนึ่งลงไป ไม่เสียงสะท้อนกลับมา

เขาเดินเลาะรอยแยกไปทางผนังถ้ำ  ตรงผนังถ้ำมีลายแกะสลักอักษรขอมโบราณหัวหน้าร้องเรียกดวงดาว

ดวงดาวผงกศีรษะลุกขึ้นลากขามาทางผนังถ้ำ  เธอลูบเนื้อหินใช้ปลายนิ้วไต่ไปตามตัวอักษรทีละตัว ช้า ๆ ทบทวนความทรงจำที่ปู่เคยสอน  สักพักค่อยเอ่ยขึ้น….

“องค์มหาเทพ ผู้ยิ่งใหญ่ในจักรภพ  ทรงประทานการรักษาและทำลายเพื่อดำรงไว้ซึ่งดุลยภาพอนันตกาล  ด้วยพลังสูงส่งแห่งแสง  ด้วยน้ำพระทัยของผู้ให้กำเนิดสรรพสิ่ง  พระองค์ทรงดูแลเรา….ตลอดไป…

“ข้าอ่านได้เท่านี้ล่ะ” ดวงดาวหันบอกหัวหน้า

“ยังดีกว่าผม…” เขายิ้ม แล้วมองไปรอบ ๆ “จะข้ามอย่างไรล่ะทีนี้” เขาพึมพำ  เสียงของทั้งสองก้องทั้งโถงถ้ำ  เขามองรอยแยกได้แต่เม้มปาก..ไกลเกิน  เสียดายหากมีเชือกติดมาด้วยก็น่าจะดี  หัวหน้ามองหาช่วงแคบที่สุดก็ยังห่างเกินไป 

ดาวดาวยืนมองพยายามช่วยคิดหาวิธี  หันไปมองตัวอักษร  พยายามแปลความหมายเผื่อจะมีตัวไหนบอกวิธีข้ามไปยังองค์เทพ  แต่ไม่สามารถแปลความได้อีก…เธอเอนหลังพิงผนังหันกลับไปมองหัวหน้า เห็นเขาเดินไปมาแหงนมองขึ้น ๆ ลง ๆ ดวงอาทิตย์ยามบ่าย ค่อย ๆ เคลื่อนเข้ามาตรงโพรงหิน  พื้นน้ำสะท้อนแสงสว่างจ้าทำให้องค์เทพยิ่งเด่นชัดขึ้น

ดวงดาวเห็นหัวหน้าวิ่งกลับลงไปในน้ำ  แล้วว่ายไปบริเวณที่แสงจากโพรงหินตกกระทบ  เขายกแขนขึ้น  มีแสงสะท้อนดวงเล็ก ๆ ไปยังองค์เทพ

หัวหน้าขยับข้อมือให้คาสิโอจีช้อคสะท้อนเงาในองศาที่พอดีกับดวงตาขององค์เทพ  แล้วเกร็งแขนอยู่นิ่ง  ทำให้แสงจับดวงตาขององค์เทพนานเท่าที่ทำได้  เขาก็ไม่แน่ใจว่าจะได้ผล

สักครู่

มีลำแสงสว่างจ้าฉายออกมาจากมหามณีฯ  สำแสงทรงพลังลึกล้ำเปล่งประกายเจิดจ้าจนเขาต้องหลับตา

จากนั้นมีเสียงดังครืดครืน

เบื้องฐานพระอาสน์มีแผ่นหินเคลื่อนออกมาจนถึงฝั่งตรงข้าม  ดาวดาวรีบวิ่งไปดู ลองใช้เท้าเหยีบลงบนแผ่นหินแล้วหันมาร้องเรียกหัวหน้าด้วยความตื่นเต้น  เขาว่ายกลับขึ้นฝั่ง

“รู้สึกอะไรมั้ย?” เขาถามเธอขณะก้าวตามไปบนแผ่นศิลาแคบ ๆ  “รู้สึกอะไร?” ดวงดาวย้อนถาม

“ผมรู้สึกว่าพละกำลังกลับมาเหมือนเดิมแล้ว”

“จริงสิ เมื่อครู่ข้ายังเหนื่อยจนแทบก้าวขาไม่ไหว”

ทั้งสองมายืนอยู่หน้าองค์เทพ  แหงนมองขึ้นไป  องค์ยิ่งสูงใหญ่ทะมึนน่ายำเกรง

หัวหน้ายกมือพนมกล่าวขออภัยที่ล่วงเกินแล้วเริ่มปีนป่ายขึ้นไปบนรูปสลัก  เขารู้สึกมีกำลังกว่าปกติ  กล้ามเนื้อทุกส่วนในร่างกายกระปรี้กระเปร่าขมึงตึงจนแทบระเบิด  ปลายนิ้วที่ออกแรงกดลงไปบนเนื้อหินจับแน่นมั่นคง  เขาขยับขาไต่ตามมือที่เลื่อนสูงขึ้นเรื่อย ๆ ดวงดาวแหงนมองด้วยใจระทึก

เมื่อถึง*พระอังสา  เขาหันกลับมายิ้มโบกมือให้ดวงดาว เธอป้องปากตะโกน “ระวังนะท่าน!” เขายิ้ม ยกนิ้วโป้งให้เธอ

ชายคนนี้จู่ ๆ ก็โผล่เข้ามาในชีวิต  เขาช่วยชีวิตเธอไว้หลายครั้ง…หากไม่มีเขา เธอคงตายไปนานแล้ว  เธอควรจะไว้ใจเขา  ‘มหามณีฯ’ อยู่ตรงนั้น อีกแค่เอื้อม  แต่จะให้เชื่อได้อย่างไรว่าเขาจะไม่เอาไปให้พวกของเขาอีก  ในใจดวงดาวเต็มด้วยความสับสน

หัวหน้าเหยียบจับไปตามซอกร่องหินกร่อน  ขยับเข้าใกล้ดวงเนตรองค์เทพ  ตรงกลางดวงเนตรเป็นแก้วผลึก  หัวหน้าดึงมีดออกมา  ค่อย ๆ งัดแก้วผลึกหลายชิ้นที่วางซ้อนกันออก  หย่อนใส่กระเป๋าข้างกางเกง  แล้วเคลื่อนตัวไปงัดเอา ‘มหามณีฯ’ ที่*อุณาโลม   จากนั้นขยับไปงัดแก้วผลึกจากดวงเนตรอีกข้าง

เขากลับมายืนบน*พระอังสา  ถอดเสื้อยืดปาร์ค เรนเจอร์ห่อแก้วผลึกกับมหามณีฯ แล้วผูกสะพายไว้ด้านหลัง จากนั้นปีนกลับลงมา 

ที่เหลือคือเผ่นให้เร็วสุดก่อนพวกผู้พันมาถึง  งานครั้งนี้ของเขาสูญเปล่าแท้ ๆ นอกจากไม่ได้อะไรแล้วยังผิดวินัยร้ายแรง  ขัดขืนคำสั่งผู้บังคับบัญชา  มองไม่เห็นเลยว่าจะจบแบบแฮปปี้เอ็นดิ้งได้อย่างไร  นอกจากเขาเอาของพวกนี้ให้ผู้พันไปเสีย  จริงสิ! มันก็แค่นั้น ผลตามมาเป็นอย่างไร? ใครจะไปรู้?  แต่เขาก็ได้ชื่อว่าทำหน้าที่สำเร็จลุล่วงตามวัตถุประสงค์ส่งตัวมา  ให้ของพวกนี้ไปกับผู้พัน แล้วเกาะชอปเปอร์กลับไปกินเหล้ากับลูกน้องที่สิมิลัน

จบอย่างนี้สิ…ใช่เลย!

หัวหน้าแนบลำตัวชิดเนื้อหิน  ท่อนแขน ร่างกายส่วนบนเปลือยเปล่าถูกคมหินบาดเลือดซิบ ๆ

เขาลงถึง*พระเพลา  หันโบกมือให้ดวงดาว  เธอยืนนิ่ง ไม่ยิ้มตอบ เขาขมวดคิ้วแต่ไม่ได้ใส่ใจ ขยับกายลงมาเรื่อย ๆ จนถึงพื้น

“ดีมาก! ทีนี้ก็ถอดห่อนั่นออก  แล้วเอามาวางปลายสะพานฝั่งนี้” 

หัวหน้าหันขวับ!

ราจีดันหลังดวงดาวเดินออกมาแล้วตะคอก “เร็ว!”

หัวหน้าถอดห่อเสื้อยืดออกจากตัวนำวางที่ปลายสะพานหิน

“ดีมาก! ทีนี้ ถอยกลับไปฝั่งโน้น”

หัวหน้าถอยหลังกลับไป  สายตาจับที่ปืนของไอ้บ้านั่น
ราจีดันหลังดวงดาวเข้าใกล้ห่อของแล้วก้มลงเก็บ  ปืนยังคงชี้ที่ดวงดาว

“ข้าคิดถูกที่ไม่ฆ่าแกเสียที่หมู่บ้าน ฮา ฮา !!”

“คืนนั้นหากแกยิง  แกก็ไม่ได้มายืนหัวเราะอย่างนี้หรอกโว้ย!” หัวหน้าพูด เบนสายตาไปที่ดวงดาว  ราจีรีบขยับใช้มือที่หิ้วของล็อคคอเธอ

“แกจะทำอะไรได้…ก็ลองดูสิ  ข้าจะได้ยิงนังนี่ซะ!” ดวงดาวพยายามดิ้นรนราจียิ่งรัดคอแน่น

“แกได้ของแล้ว…ก็ไปซะ จะมาเพ้อเจ้ออยู่ทำไม!” หัวหน้าตะโกน

“แกจะได้ตามไปจัดการตอนข้าอยู่ใต้น้ำ  รู้หรอกนา..ผู้พันเล่าประวัติแกให้ข้าฟังแล้ว” เขาดันหลังดวงดาวเข้าไปใกล้ระยะกระสุน  “จัดการแกซะที่นี่เลย ไม่ง่ายกว่าเรอะ”

พูดจบราจีขยับปืนยิงหัวหน้าทันที  หัวหน้ากระโดดม้วนตัวบนพื้น  นาทีเดียวกับที่ปืนถูกเบนออกจากศีรษะ  ดวงดาวใช้สองนิ้วจิ้มดวงตาราจีเต็มแรง  เขาร้อง “โอ้ย!” สุดเสียง “อีบ้า! มึงนะมึง!” ราจีใช้สองมือขยี้ตาร่างเซถอยหลัง  พยายามลืมตาเห็นแต่ม่านพร่าแดงปวดแสบปวดร้อน กลิ่นคาวเลือดคลุ้งลมหายใจ   

ดวงดาวขยับจะคว้าห่อผ้า  ราจีเห็นเงาเคลื่อนไหวข้างหน้า  เขายิงออกไป  หัวหน้าพุ่งตัวเข้ามากอดดวงดาวไว้ในจังหวะเดียวกับเสียงปืนดัง ปัง!

ทั้งสองล้มกลิ้งไปด้วยกัน  ดวงดาวยกมือที่เต็มไปด้วยเลือดขึ้นดู ร้อง “หัวหน้า!” เขาถูกกระสุน

“หนีไปก่อน” เขาผลักดวงดาวออกจากตัว

“ไม่ข้าไม่หนี! ข้าจะช่วยท่าน!” ดวงดาวพยายามยกร่างที่หนักอึ้งของหัวหน้าขึ้น

ราจีเดินคลำเข้ามาตามเสียง ยกปืนขึ้น 

“ไม่ต้องเกี่ยงกัน พวกแกตายทั้งคู่นั่นแหละ!” เขาเล็งปืนไปที่เงาข้างหน้า  ดวงดาววางหัวหน้าลงแล้วกระโดดเตะปืนในมือราจีกระเด็นตกลงร่องเหว  จังหวะเดียวกันราจีเหวี่ยงแขนสุดแรงโดนใบหน้าเธอ  ดวงดาวเซถลาศีรษะชนผนังหินแน่นิ่งไป

ราจีเลือดไหลอาบหน้า  แต่เขาไม่สนใจ  ความเจ็บปวดมาแล้ว  ดีสิ เขาชอบ มามาก ๆ ยิ่งดี  เขาก้าวเข้าไปหาเงาบนพื้นที่ดูเหมือนนั่งคุกเข่า  เขาเตะเข้าชายโครง

“ไหน! ไม่เก่งอีกแล้วเรอะ…ฆ่าข้าสิ!” ราจีร้องอย่างบ้าคลั่ง เตะช้ำ ร่างหัวหน้ากลิ้งไปตามแรง

“บอกซิ  ข้าคิดถูกใช่มั้ยที่ไม่ฆ่าแกที่หมู่บ้าน! คิดถูกใช่มั้ย?!” เขาเงื้อขาเตะสุดแรง  ร่างกายอาบเลือดของหัวหน้ากลิ้งตกลงหุบเหว  แง่งหินตรงขอบหุบเหวกรีดบาดกล้ามเนื้อ  หัวหน้าเกร็งนิ้วมือคว้าขอบหินคมไว้  ร่างกายท่อนล่างแกว่งอยู่ในอากาศ  

ราจีเดินตามมากระทืบไปบนนิ้วมือ “ข้าถามแกว่าไง! ทำไมไม่ตอบฮึ!?” ราจียืนผงาดง้ำอยู่ขอบเหว  กระทืบซ้ำจนนิ้วมือข้างขวามีเลือดทะลัก  มือลื่นหลุดจากขอบหิน  ร่างหัวหน้าโยนไป  ราจีกระทืบซ้ำที่มือข้างเดียวแล้วขยี่ “ว่าไง! ข้าคิดถูกใช่มั้ย?!”

หัวหน้างอเข่าขวาขึ้น

มีดสปาตาร์พุ่งออกจากมือขวาที่ชุ่มไปด้วยเลือด  ปักตรงหัวใจราจี

“ใช่ แกคิดถูก!” เขาแค่นเสียง

ราจีคงไม่ได้ยิน  คมมีดที่ตัดขั้วหัวใจหยุดระบบการทำงาน  เร็วจนไม่ทันรู้สึกเจ็บด้วยซ้ำ  ร่างของเขาล้มมาข้างหน้า  ผ่านตัวหัวหน้าร่วงหล่นไปยังความมืดมิดของหุบเหว

หัวหน้าเกร็งกำลังตะกายพาร่างที่อาบไปด้วยเลือดขึ้นบนขอบเหวแล้วคลานหาดวงดาว  เขาเขย่าตัวเธอ….เขย่า….เขย่า…

OOO

อุณาโลม = ตำแหน่งระหว่างคิ้ว
พระอังสา = ไหล่
พระเพลา =  ตัก

OOO

-45-

ไม่รู้เวลาผ่านไปนานเท่าไร
ดวงดาวค่อย ๆ เผยอเปลือกตา รู้สึกปวดศีรษะถึงต้องเอามือกุมใบหน้าเหยเก  ตอนพยายามยันพื้นลุกขึ้นจึงเห็นร่างที่แน่นิ่งอยู่ข้างกาย  ดวงดาวร้อง “หัวหน้า!” ผวากอดร่างที่เต็มไปด้วยคราบเลือด  หัวหน้าแน่นิ่งไปแล้ว  ดวงดาวส่งเสียงร้อง “หัวหน้า! หัวหน้า!” เธอเขย่าตัวเขาสุดแรงแต่ไม่มีปฎิกริยาโต้ตอบ  ใบหน้าคมเข้มหลับตาสงบนิ่งเหมือนคนนอนหลับ

ดวงดาวไม่รู้จะทำอย่างไรดี…เขาช่วยชีวิตเธอไว้หลายครั้ง  เธอจะต้องช่วยเขาบ้าง  สักครั้งก็ยังดี..ก็ยังดี  “หัวหน้า! หัวหน้า!” เสียงร้องของดวงดาวดังสะท้อนก้องไปทั้งโถงศิลา

น้ำตาดวงดาวหยดลงชะเลือดบนใบหน้าของเขาไหลเป็นทาง  ร่างกายเธอสั่น..สมองสับสน  เธอใช้มืออังที่จมูกของเขา..ไม่มีลมหายใจ!
ดวงดาวกรีดร้องสุดเสียง

“หั ว ห น้ า!!”

เธอกอดเขาไว้แน่น  ซบหน้าลงบนแผ่นอกที่เคยช่วยชีวิตเธอ 
ร่ำไห้จนเสียงแหบแห้ง..ผ่านไปเนิ่นนานดวงดาวยังคงสะอึกสะอื้น..

สักครู่ค่อยฉุกคิด

เธอรีบวิ่งไปคว้าห่อผ้า  ปีนขึ้นไปบนองค์เทพ  เอาแก้วผลึกและมหามณีฯ ใส่กลับเข้าที่เดิม  แล้วไต่ลงมาถอดนาฬิกาของเขาวิ่งลุยน้ำไปยังวงแสงสว่าง  ดวงดาวบังคับทิศทางแสงสะท้อนไปยังดวงเนตรองค์เทพ  สักครู่ประกายแสงพุ่งออกจากมหามณีฯ สว่างจ้าไปทั้งโถงศิลา

ดวงดาวหลับตานิ่ง รอจนแสงสว่างหายไป เธอรีบขึ้นจากน้ำวิ่งกระเซอะกระเซิงมานั่งลงข้าง ๆ ร่างแน่นิ่ง  คมหินบาดเสื้อผ้าขาดกระรุ่งกระริ่งแต่เธอไม่สนใจ  ดวงดาวสะอึกสะอื้นยกศีรษะของเขาวางบนตักแล้วเอนหลังพิงผนัง

เธอหลับตา

ในห้วงสำนึก
ใบหน้าคมเข้มของเขายิ้มยิงฟันขาว 
เขายกนิ้วโป้ง…ให้เธอ

ดาวดาว รำพึง.. “ข้าพยายามแล้ว..กลับมาเถอะ..อย่าเพิ่งไป…” 

OOO

-46-

หมอกขาวลอยไล้มาตามผิวน้ำจนอบอวลไปทั้งโถง
ร่างชายคนหนึ่งยืนอยู่ในเงาหมอก
ดวงดาวเพ่งมอง

“ตองลี!” เธอร้องเรียกแล้ววิ่งเข้าไปหา “ตองลี! จริง ๆ ด้วย ข้าคิดว่าเจ้าตายไปแล้ว”
ร่างตองลีกลับอยู่ห่างในระยะเดิม  เขายิ้มโบกมือให้เธอขณะร่างค่อย ๆ เลือนในม่านหมอก

“เดี๋ยวก่อนสิ ตองลี เดี๋ยว!” ดวงดาวร่ำร้อง  แต่ร่างตอนลีหายลับเธอร้องตะโกนเรียกสุดเสียง

OOO

-47-

“ตองลี!”

ดวงดาวสะดุ้งตื่น  ไม่รู้เธอเผลอหลับไปนานเท่าไร  เสียงน้ำแตกกระจายดังก้องโถง  ดวงดาวหันมอง

หัวหน้ากำลังดำผุดดำว่าย  เธอร้องด้วยความดีใจ “หัวหน้า! ท่านยังไม่ตาย” หัวหน้าโบกมือ “ฮา ฮา ดวงดาว ตื่นแล้วเรอะ! พอลืมตาก็จะแช่งกันเลยรึไง ฮา ฮา!” เขาว่ายเข้าฝั่ง
ดวงดาวรีบวิ่งลุยน้ำไปหาโผกอดเขาไว้แน่น “ข้าคิดว่าจะไม่ได้เจอท่านอีกแล้ว” เธอสะอึกสะอื้น

“ขอบใจมากดวงดาว  เราหายกันแล้วนะ”

ดวงดาวดันตัวออกมา จ้องมองหน้าเขา  ไม่อยากเชื่อสายตาว่าเขายังมีชีวิต  แต่แล้วคิดขึ้นได้  เธอตกใจก้มมองตัวเอง เสื้อผ้าเปียกน้ำขาดวิ่นแนบผิวเนื้อ อกขาวอิ่มมีเพียงริ้วผ้าปกปิด สองแก้มพลันแดงปลั่งดวงดาวโผกอดเขาไว้แน่น  หัวหน้าหัวเราะร่า  

“ออกไปข้างนอกกันเถอะ จวนจะค่ำแล้ว” เขาบอก

“ต้องปีนขึ้นไปเอามหามณีฯ ก่อน” เธอว่า

“เรียบร้อยแล้ว” เขาชี้ไปที่ห่อผ้า    

OOO

-48-

ทั้งสองกราบองค์เทพแล้วดำน้ำออกเส้นทางเดิม  กระแสน้ำที่วกกลับพาคนทั้งสองออกสู่ภายนอกอย่างรวดเร็ว

ทั้งคู่โผล่ขึ้นผิวน้ำ  เสียงตกกระทบของปริมาณน้ำจำนวนมหาศาลดังกัมปนาทไปทั้งหุบเหว  ละอองไอเป็นกลุ่มหมอกปกคลุมไปทั่วบริเวณ  ทั้งสองว่ายไปยังบริเวณน้ำตื้น  มีเสียงปรบมือ

“เก่งมากหัวหน้า คุณนี่ยอดเยี่ยมจริง ๆ ผมขอชม”

OOO

-49-

ผู้พันพร้อมสมุนเล็งปืนมาทางทั้งคู่

“ส่งห่อนั่นมา!” เขาสั่ง

“อย่าให้!” ดวงดาวร้องห้าม

“ไม่ให้ไม่ได้หรอกสาวน้อย…อย่างมากก็แค่ทำให้คนของผมลำบากขึ้นอีกนิดหน่อย”

ผู้พันพูดลอยหน้าลอยตาอย่างผู้มีชัย  หัวหน้าแกะมัดห่อผ้าออกจากตัว

“ให้เขาไปเถอะดวงดาว  เราพยายามเต็มที่แล้ว  หากถึงเวลาสูญสิ้นจริง ถึอเสียว่าเป็นชะตากรรม”  หัวหน้ายื่นห่อผ้าให้ผู้พัน

“แกเอาไปก็ไม่มีประโยชน์  พรุ่งนี้เช้าก็ ๑๕ ค่ำแล้ว แกกลับไปไม่ทันแน่” ดวงดาวว่า

“ทันสิสาวน้อย…ดูอะไรโน่น” เขาบุ้ยปากไปทางลานหิน  เฮลิคอปเตอร์จอดคอยอยู่

ผู้พันตรวจดูของในห่อผ้า  เขาหยิบมหามณีฯ ชูขึ้น  แสงในอัญมณีเม็ดใหญ่เป็นประกายรุ้ง  เขาหัวเราะร่า 

“นี่เรอะมหามณีแห่งชัยวรมันในตำนาน ฮา ฮา สวยงามจริง ๆ” แล้วหันมาทางหัวหน้า “ขอบใจมากนะหัวหน้า  ผลงานครั้งนี้ของคุณ  ปีนี้คงได้หลายขั้น” เขาเว้นช่วง “หากรอดพ้นจากคุกเขมรได้น่ะ นะ…ฮา ฮา ฮา” เขาเก็บมหามณีฯ แล้วโบกมือเรียกพวกที่เหลือไปขึ้นเครื่อง

เฮลิคอปเตอร์ค่อย ๆ ยกตัวลอยสูงขึ้นจนพ้นหุบเหวบ่ายหน้าขึ้นเหนือ

หัวหน้าพลิกตัวนอนหงายมองท้องฟ้าแล้วถอนใจ 

ดวงตะวันคล้อยไปแล้ว  ผืนป่าเริ่มสลัว เรไรร้องระงมแข่งกับเสียงน้ำตก  ความหนาวเย็นเคลื่อนเข้าคลุมราวมวลหมอก 

ดวงดาวคลานขึ้นมาล้มตัวลงข้าง ๆ ชายหนุ่ม  ละอายต่อปู่ที่ไว้ใจเธอ  ต่อตองลีและเพื่อน ๆ ที่เสียสละชีวิต  เธอทำไม่สำเร็จ  พรุ่งนี้เช้าสิ่งที่ชาวหมู่บ้านองครักษ์เล่าต่อ ๆ กันมาจะถูกพิสูจน์

หากเป็นวันสิ้นโลกจริงเธอจะทำอย่างไร?  ดวงดาวขยับมือสั่นเทาแตะแขนหัวหน้า

เขาดึงเธอไว้ในอ้อมแขน

OOO

-50-

บนฟ้า

ผู้พันต่อสัญญาณฮอทไลน์  ปลายทางรับสายทันที

“ว่าไง?” เสียงอารมณ์ไม่ดีเช่นเคย

“เรียบร้อยครับท่าน  ผมกำลังไปพนมรุ้ง”

“ฮ้า! ได้ของมาแล้ว!?” เสียงตื่นเต้น

“ครับท่าน”

“ดีมาก! ผู้พัน คุณกำลังจะเปิดประวัติศาสคร์หน้าใหม่ของมนุษยชาติ” เสียงท่านนายกฯไม่สิ อดีตนายกฯ กระตือรือล้นขึ้นมาทันที

“ครับท่าน ขอบคุณครับ”

“ผมจะให้เลขาฯ นัดสื่อเดี๋ยวนี้”

“ครับท่าน”

“อ้อ แล้วคนที่ผมส่งไป?”

“มันคิดจะเก็บเพชรไว้เอง  ป่านนี้คงถูกพวกเขมรจับไปแล้วครับ”

“โอเค…เจอกันที่พนมรุ้งเดี๋ยวผมออกไป”

ทางโน้นวางสาย
เขารู้สึกอย่างไรนะหรือ?

เมื่ออำนาจอยู่ในมือเนี่ยมันก็แปลกแฮะ  ไม่เกรงกลัวอะไรขึ้นมาเฉย ๆ  เขาเป็นผู้เปิดประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของมนุษยชาติ  จะมีชื่อจารึกในประวัติศาสตร์ไม่ใช่แค่ประวัติศาสตร์ประเทศเล็ก ๆ ที่หาแทบไม่พบในแผนที่โลก  แต่จะเป็นประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ  ไม่ต่างจูเลียสซีซาร์ อเล็กซานเดอร์  กาลิเลโอ หรือวัตสัน  เขานี่แหละผู้ค้นพบพลังงานใหม่  ทดแทนน้ำมันที่กำลังหมดจากโลก  พลังงาน สะอาด ไม่มีมลพิษ ไม่มีกากปฎิกูล  ไม่แน่…อาจถึงขั้นได้รางวัลโนเบล สาขาอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ฟิสิกส์ สันติภาพ ทุกสาขานั่นแหละ

อนาคตโลกอยู่ในมือเขาแล้ว
อยู่นี่..วางอยู่ตรงนี้ 

เขามองออกด้านนอก  ผืนโลกกำลังเคลื่อนไปข้างหลัง
ความรู้สึกว่าโลกอยู่ใต้ฝ่าเท้าเป็นอย่างนี้เอง

OOO

-51-

ท้องฟ้าเริ่มสลัว  มองขึ้นไปจากหุบเหวเหมือนท้องฟ้ามีอยู่แค่เสี้ยว  ดวงจันทร์กลมโตใกล้เต็มดวงทอแสงนวลผ่านฟุ้งละอองน้ำ  อากาศเริ่มเย็นจัด 

ดวงดาวตัวสั่นเทา  เสี้อผ้าเธอขาดวิ่นซ้ำยังเปียกชื้น  หัวหน้ากระชับกอดเธอไว้แน่น  ไออุ่นจากอ้อมอกแกร่งแผ่ซ่านสู่หัวใจหญิงสาว

“เราจะทำอย่างไรต่อไป?” ดวงดาวถาม

“ได้แต่คอย…” หัวหน้ามองขึ้นไปที่ขอบเหว “อดทนหน่อยนะดวงดาว”

หญิงสาวพยักหน้า  คางสั่นจนฟันกระทบกัน  เธอไม่เข้าใจหัวหน้าพูดถึงอะไร  คอยเวลาสิ้นโลกมาถึงงั้นหรือ…คอยให้ทุกอย่างจบ  บางครั้ง..หลังจากเราพยายามเต็มที่แล้ว  การยอมรับชะตากรรมทำให้ใจสงบลง  ดวงดาวมองไปบนฟ้า  เธอภาวนา…ขออย่าให้ตำนานองค์เทพเป็นเรื่องจริงเลย  ท้องฟ้ายามนี้สว่างเรื่อด้วยแสงจันทร์ ๑๔ ค่ำ  มีแสงสว่างเรืองอยู่อีกดวง  ดวงดาวขมวดคิ้วด้วยความประหลาดใจ  เธอสะกิดหัวหน้า

“ท่านดูบนท้องฟ้าสิ  มีดวงจันทร์สองดวง”

หัวหน้าเงยหน้ามองแล้วยิ้ม  เขาหอมแก้มเธอแล้วหัวเราะเสียงดัง… “ฮา! ฮา! ฮา!”
ดวงจันทร์อีกดวงที่ดวงดาวเห็นลอยต่ำลงมาเรื่อย ๆ สาดส่ายสำแสงสว้างจ้าไปทั่วบริเวณ  เมื่อใกล้เข้ามาจึงได้ยินเสียงเครื่องยนต์

ทันทีที่เฮลิคอปเตอร์ลงจอด  หัวหน้าร้อง “ไป!” คว้ามือดวงดาวออกวิ่ง  เขากดศีรษะเธอให้ก้มลงส่งขึ้นบนเครื่องแล้วก้าวตาม

“ทำไมช้าจังหือ?” เขาปิดประตูหันไปถามนักบิน  นักบินทำความเคารพแบบทหาร  “สวัสดีครับหัวหน้า  ผมมาสายประจำ หัวหน้ายังไม่เคยชินกับผมอีกเหรอ” ทั้งสองมองหน้ากันแล้วหัวเราะ

เฮลิคอปเตอร์ลำเลียงพลของทหารลอยลำขึ้น

“ภารกิจเรียบร้อยใช่มั้ยครับ?”

“ใช่”

“ยินดีด้วยครับ  หัวหน้าพักผ่อนให้สบาย ถึงสิมิลันผมปลุกเอง”

“ผมยังไม่กลับสิมิลัน” หัวหน้าบอก  นักบินหันมองด้วยความสงสัย “ผมว่าจะอยู่เล่นสงกรานต์ที่พนมรุ้งก่อนแล้วค่อยกลับ”  ทั้งสองมองหน้ากันแล้วหัวเราะลั่น

เฮลิคอปเตอร์ พ้นขอบเหวตีวงขึ้นทางเหนือ

OOO

-52-

ปราสาทหินพนมรุ้ง
เวลา ๐๕ .๐๐ นาฬิกา
วันที่ ๑๓ เมษายน ๒๕๔๙

มหาปราสาทสว่างไสว  ลำแสงสปอร์ตไลท์รายล้อมรอบปรางค์ปราสาท  บางตัวจับนิ่ง บางตัวเคลื่อนไหวส่ายไปมา  บนลานหินคลาคล่ำด้วยฝูงชนรอดูปรากฏการณ์พิเศษซึ่งเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวในรอบปีที่แสงอาทิตย์ส่องผ่านช่องประตูทั้ง ๑๕ ช่อง  อีกทั้งปีนี้ตรงกับวันสงกรานต์  ลานหินกว้างใหญ่ของปราสาทหินพนมรุ้งจึงแน่นขนัดด้วยผู้คนจากทุกสารทิศ

สูงขึ้นไปตามขั้นบันไดนาคราช

มีกองทหารติดอาวุธควบคุมพื้นที่โดยรอบ

กองทัพนักข่าวสื่อมวลชนทุกชนิดทั่วโลกระดมอุปกรณ์ถ่ายทอดสดมาเต็มพื้นที่มหาปราสาท  พวกเจ้าหน้าที่สถานีโทรทัศน์กำลังเตรียมการกันสับสนอลหม่าน  จู่ ๆ ท่านอดีตนายกรัฐมนตรีซึ่งถูกมรสุมการเมืองบีบจนยอมถอยจากอำนาจ  นัดแถลงข่าวที่นี่  ทุกคนต่างสงสัยสอบถามว่าทำไมต้องเป็นที่พนมรุ้ง  แต่เมื่อเลขาฯ ท่านแจ้งมาว่าเป็นเรื่องด่วนระดับโลก  ทุกสำนักข่าวจึงเร่งส่งรถถ่ายทอดสดออกจากสำนักงานมุ่งตรงมาปราสาทหินพนมรุ้ง

ภายในมหาโคปุระ อุปกรณ์ไฮ-เทคถูกติดตั้งเต็มพื้นที่  แก้วผลึกทั้ง ๑๕ ชิ้น ถูกยึดด้วยแขนไฮโดรลิคสี่มุมตรงตำแหน่งกึ่งกลางของประตูแต่ละช่อง  ควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์เพื่อกำหนดจุดกึ่งกลางที่เป็นจุดเดียวกันทั้ง ๑๕ ชิ้น

เหล่านักวิทยาศาสตร์ด้านพลังงานผู้มีชื่อเสียงของประเทศถูกเรียกตัวมารวมกันที่นี่พร้อมอุปกรณ์ของแต่ละท่าน  เตรียมนำพลังงานใหม่ไปศึกษา หาวิธีจัดเก็บที่มีประสิทธิภาพ  วิธีใช้ที่ได้ประโยชน์สูงสุด

ท่านอดีตนายกฯ นั่งคุยอยู่กับผู้พัน สอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับการค้นพบ ‘มหามณีฯ’ โดยมีบรรดารัฐมนตรี ส.ส. ของพรรคนั่งฟังใกล้ ๆ  

เจ้าหน้าที่ทุกจุด ประจำตำแหน่งตน  ทุกอย่างพร้อมแล้ว  รอแต่เวลาดวงอาทิตย์ขึ้นเท่านั้น

คนนอกที่ได้รับอนุญาตเข้ามาในเขตมหาโคปุระมีแต่นักข่าวกับตากล้องของสถานีโทรทัศน์ เพื่อการบันทึกภาพอันจะเป็นประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ ไม่ต่างกับ วันที่ นีล อาร์มสตรอง เหยียบดวงจันทร์

พวกตากล้องต่างยื้อแย่งตำแหน่งดีสุดที่จะสามารถถ่ายภาพตอนเห็นดวงอาทิตย์ส่องผ่านประตูทั้ง ๑๕ ช่อง  ยื้อแย่งกันอย่างโกลาหลวุ่นวายจนเจ้าหน้าที่ต้องเข้ามาจัดตำแหน่งให้สถานีแต่ละช่อง  นักข่าวสาวคนหนึ่งเข้าไปไกล้เขตหวงห้าม  เจ้าหน้าที่ส่ายหน้าด้วยความระอา  เขาไปลากตัวเธอออกมา “หากไม่เชื่อฟังผมอีกทีผมจะตัดสิทธิสถานีคุณทันที….เข้าใจมั้ย!?” เขาตะคอก  นักข่าวสาวทำหน้าเหรอหราพยักหน้าหงึกหงึก  หันมองตากล้องของเธอเขาฉีกยิ้มยิงฟันขาว แล้วยกนิ้วโป้ง

OOO 

-53-

เวลา ๐๕.๔๕ นาฬิกา

ดวงอาทิตย์เคลื่อนขึ้น
ท้องฟ้าสดใส ไม่มีเมฆหมอก

ทุกคนขยับเข้าประจำที่  กล้องทุกตัวจับที่ท่านอดีตนายกรัฐมนตรีผู้กำลังจะเรียกศรัทธาของประชาชนคืนมาด้วยการค้นพบพลังงานชนิดใหม่ของมวลมนุษยชาติ  ท่านชู ‘มหามณีแห่งชัยวรมัน’ ขึ้น ให้กล้องทุกตัวได้ซูมอินชัด ๆ

“ทางนี้ค่ะท่าน” นักข่าวรุมเรียก  ท่านหันหน้าส่งยิ้มให้กล้อง

ทันใดมหามณีฯ ถูกคว้าไปจากมือ

ชายคนหนึ่งกลิ้งตัวไปบนพื้นแล้วขว้างมหามณีฯ ข้ามศีรษะเหล่านักข่าวออกไปสุดแรง  พวกเขาหันมองตามอ้าปากค้าง

ทหารรักษาการณ์กรูเข้าจับตัวเขาไว้  ท่านอดีตนายกรัฐมนตรีตกตะลึงเอ่ยถาม “คุณเป็นไคร?”

“มหามณีฯ ใช้ได้โดยไม่ต้องใช้แสงจากพนมรุ้งครับ” ชายหนุ่มพูด “ตำแหน่งนี้จะเปิดประตูมิติให้องค์เทพกลับมาทำลายมวลมนุษย์  ขอให้ท่านหยุดโครงการนี้เถอะครับ”

“ฮา ฮา หัวหน้า ผมไม่รู้ว่าคุณรอดมาได้อย่างไร” ผู้พันส่งเสียง “แต่คราวนี้เสร็จแน่ คุณติดคุกหัวโตแน่” ยิ้มหยันก้าวออกมา  เขาล้วงมือหยิบมหามณีฯ ขึ้น “นี่ครับท่าน..ไม่มีเวลาแล้ว เร็วเถอะครับ”
เขาแสยะยิ้มเหลียวมองชายหนุ่ม  ท่านอดีตนายกรัฐมนตรีรับมหามณีฯ แล้วก้าวประจำที่

ดวงอาทิตย์สีส้มแผดแสง ขยับสูงขึ้นเรื่อย ๆ
เครื่องจับสัญญาณแสงส่งเสียง ปี๊บ! ปี๊บ! ทีละองศา ตามการเคลื่อนขึ้นของดวงตะวัน
ลำแสงค่อยขยับเข้าสู่บานประตู

เจ้าหน้าที่พยักหน้าส่งสัญญาณ

ท่านอดีตนายกรัฐมนตรีวาง ‘มหามณีแห่งชัยวรมัน’ ลงบนตำแหน่งเหนือแท่นหินศักดิ์สิทธิ์แล้วก้าวถอยออกมา

มีเสียง

ปี๊บ!

เงียบสนิท..รอคอย  ได้ยินแต่เสียง….

ปี๊บ!

ทุกคนแทบหยุดหายใจ

ปี๊บ!

แล้วลำแสงก็เคลื่อนเข้าสู่จุดศูนย์กลางของแก้วผลึก
แก้วผลึกรวมแสงที่ผ่านเข้าเป็นแสงความเข้มสูงพุ่งเป็นเส้นตรงผ่านแก้วผลึกชิ้นต่อๆ ไป
ประกายเจิดจ้าจนหลายคนต้องหยิบแว่นกันแดดขึ้นมาสวม

ลำแสงพุ่งสู่มหามณีฯ เกิดประกายรุ้งแพรวพราวทั่วบริเวณโถงปราสาท

ทุกคนอ้าปากค้างด้วยความตื่นตะลึง

ประกายรุ้งเปลี่ยนเป็นไอหมอกขาวจาง ขดเป็นรูปก้นหอย
แผ่นใสสี่เหลึ่ยมผืนผ้า สูง ๕-๖ ฟุต ปรากฏขึ้น
ภายในเป็นสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ แต่ละช่อง มีภาพสถานที่ต่าง ๆ เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ

จากนั้นไอหมอกที่หมุนวนคล้ายก้นหอยกลายเป็นหมอกหนาฟุ้งขึ้นมาจากมหามณีฯ  พุ่งผ่านแผ่นใส  จนทั่วโถงอวลด้วยไอหมอก 

ครั้นไอหมอกจางปรากฎร่างหนึ่ง สูงสง่า สวมเครื่องทรงแบบกษัตริย์ขอมโบราณ ประทับหน้าแผ่นใส  ประกายรุ้งเรื่อเรืองรอบตัวบุรุษผู้นั้นตลอดเวลา

ร่างนั้นเหลียวมองไปรอบ ๆ บริเวณ  เขาหัวเราะเสียงดังกึกก้องขึ้นไปบนท้องฟ้า

“ฮ า!  ฮ า!  ฮ า!  ฮ า! เจ้าพวกมนุษย์! ได้เวลาอีกแล้วล่ะสิ…ฮ า!  ฮ า!  ฮ า!  ฮ า!”

ทุกคนต้องรีบเอามืออุดหู

ร่างนั้นชูสองมือขึ้น  มวลหมอกม้วนตัวอย่างรุนแรง  กรูเกลียวขึ้นสู่เบื้องบน  เร็วขึ้นเรื่อย ๆ จนเป็นพลังลมรุนแรงซัดอุปกรณ์ต่าง ๆ กระจัดกระจาย พวกอยู่ในเหตุการณ์ต่างคว้าผนังหินไว้  หลายคนคว้าไม่ทันถูกแรงลมพัดร่วงลงไปเบื้องล่าง

ท้องฟ้าสดใสเมื่อครู่กลายเป็นกลุ่มเมฆหมอกทะมึนขดตัวเป็นเกลียวขนาดไหญ่หมุนวนอย่างบ้าคลั่ง  เพิ่มขนาดขึ้นอย่างรวดเร็วโดยมีศูนย์กลางก้นหอยอยู่ตรงยอดมหาโคปุระ  ในมวลหมอกมีแสงแว่บวาบตลอดเวลา

เสียงหัวเราะดังสนั่นไปทั้งบริเวณ  ผู้คนด้านล่างแหงนมองท้องฟ้าด้วยความแตกตื่น  พากันนั่งลงพนมมือที่สั่นกราวปากพร่ำเสียงสวดมนต์ดังไปทั่ว

เสียงท่านอดีตนายกฯ ร้องขึ้น “ยิง!”

จากนั้น อาวุธสงครามของกองทหารรักษาการณ์ ระดมยิงใส่จุดเดียว

ปัง! ปัง! ปัง! ปัง! ปัง!

กลิ่นดินประสิว เขม่าควันปืน ฟุ้งกระจายไปกับไอหมอก

ทันทีที่เสียงปืนเงียบ  มีแสงสว่าง แว็บ! จากร่างนั้นสาดออกทุกทิศทาง  พวกทหารกระเด็นลอยไปไกล

ร่างนั้นเอ่ยวาจาน้ำเสียงก้องชวนขนลุกเกรียว  “พวกเจ้าทำอะไร?  คิดขัดขืนข้ารึ!? ทายาทองครักษ์ ยังไม่รีบโผล่หน้าออกมา!”  

ดวงดาวรีบคลานเข้าไปหมอบกราบ

“เจ้าใช่ไหมนำกุญแจเปิดประตูมิติ!?”

“มิได้ ข้าน้อยพยายามมาขัดขวาง”

“เกิดเรื่องอะไรขึ้น?”

“มีคนของหมู่บ้านองครักษ์นำความลับไปขายคนภายนอกเจ้าค่ะ”

“อ้อ…ในที่สุดก็เช่นเคย  พวกมนุษย์ไม่มีวันอยู่ร่วมกันอย่างสงบ  แม้แต่ในพวกองครักษ์ที่จงรักภักดีต่อข้า  ยังมีคนก่อปัญหา  พวกเจ้าต้องเริ่มต้นใหม่กันอีกแล้ว”

องค์เทพชูสองมือขึ้นอีกครั้ง  เสียงกัมปนาทก้องมาจากท้องฟ้าเบื้องบน  กลุ่มก้อนเมฆที่หมุนวนขยายกว้างขึ้นจนทั่วผืนฟ้า

“เดี๋ยวก่อน!” องค์เทพชะงัก  หัวหน้าเดินเข้ามา

“เจ้าป็นใคร? กล้าดีอย่างไรมาห้ามข้า!?” ร่างที่มีแสงรุ้งล้อมรอบตวาดถาม

“ท่านล่ะเป็นใคร?  ทำไมจึงคิดว่าจัดการมนุษย์ได้ดังใจ!?” หัวหน้าย้อน

“ฮา ฮา ฮา”  องค์เทพหัวเราะลั่นเหมือนไม่มีคำพูดใดน่าขำกว่านี้อีกแล้ว

“เจ้าย้อนข้าเรอะ!?” องค์เทพตวัดมือ ร่างหัวหน้าปลิวราวเศษผ้า  กระแทกผนังหินหล่นกองกับพื้น

“ยังสงสัยอีกมั้ย?” องค์เทพถลึงตา

หัวหน้าขยับลุก “ท่านเล่นอะไรของท่าน  ผมลอยไปลอยมาแล้วท่านได้อะไร?”

“ฮา ฮา ฮา” องค์เทพหัวราะชอบใจ   “ตกลงข้าจะคุยกับเจ้า มีอะไรว่ามา”

“ท่านคือใคร?”

“ฮา  ฮา  ฮา  ข้าเจอคำถามนี้มาตลอดหลายพันปีของพวกเจ้า” องค์เทพขยับพระวรกายไปทางกลุ่มคน  พวกผู้พันถอยกรูด “ข้าคือสิ่งที่พวกเจ้าเชื่อ และศรัทธา ข้าคือโชคชะตา
ข้าคือเทพเจ้า…” ร่างสว่างเรืองยกมือเท้าสะเอวกวาดตามองทั่วโถง “ข้าคือพระเจ้า  ข้าคือซูสของชาวกรีก  ข้าคือ พระศิวะ-เจ้าแม่กาลีของชาวฮินดู  ข้าคือนิพพานของชาวพุทธ  ข้าเป็นทุกอย่างที่พวกเจ้าอยากให้เป็น”

หัวหน้าขยิบตาให้ดวงดาวแล้วมองไปที่มหามณีฯ  องค์เทพกล่าวต่อว่า

“ข้าให้โอกาสพวกเจ้ามาเนิ่นนาน  แต่สุดท้ายพวกเจ้าก็ไม่เคยเรียนรู้  สัญชาตญาณเลวร้ายฝังในตัวพวกเจ้า  ความมักง่าย  ขี้โกง หักหลัง โหดร้าย เอาแต่ได้ ไม่เคยหมดไปจากพวกเจ้า จนข้าระอา พวกเจ้าอยู่ดาวไหน ก็ทำลายดาวดวงนั้น ถลุงทรัพยากรของดาวดวงนั้นจนหมด  เอาแต่พัฒนาวัตถุแต่จิตใจกลับต่ำทรามลง  ผลของมันกลับมาทำลายพวกเจ้าเองทุกครั้ง   แต่กลับไม่เคยเรียนรู้  ข้าเบื่อสายพันธุ์พวกเจ้าเต็มที…”

ดวงดาวพุ่งตัวไปที่แท่งหินศักดิ์สิทธิ์หมายคว้ามหามณีฯ องค์เทพปัดมือเบา ๆ ร่างดวงดาวลอยกระแทกผนังศิลา หัวหน้าร้อง “ดวงดาว!” ดวงดาวคุกเข่ายันมือกับพื้นเงยหน้าขึ้นมองชายหนุ่มแล้วร้อง “พร้อมกัน!” ทั้งสองพุ่งไปยังแท่งหิน  องค์เทพยกสองมือชี้ไปยังทั้งคู่  ลำแสงสีแดงจากปลายนิ้วองค์เทพพุ่งเข้าห่อหุ้มร่างทั้งสอง  ตรึงทั้งคู่ลอยค้างกลางอากาศ

“ข้าไม่มีอารมณ์เล่นกับพวกเจ้า” องค์เทพกล่าว “ข้าจะทำลายสิ่งที่พวกเจ้าเรียกอารยธรรมเสีย แล้วส่งพวกเจ้าไปดาวดวงอื่น  ไปเริ่มต้นครั้งใหม่  ดูซิว่าเมื่อไรพวกเจ้าจะได้เรียนรู้ว่า ตรงจุดเริ่มนั้นดีที่สุดแล้วกับพวกเจ้า….” องค์เทพสะบัดนิ้ว ทั้งสองปลิวกระแทกกำแพงหินอย่างแรง 

ร่างองค์เทพเปล่งแสงสว่างจ้าขึ้น

ดวงดาวพนมมืออยู่กับพื้นร้องว่า “รอก่อนเจ้าคะ เมื่อพันปีก่อนท่านกวาดล้างชนเผ่าขอมโบราณเพราะจิตใจพวกเขาตกต่ำถึงขีดสุด  แต่ครั้งนี้ยังไม่เป็นเช่นนั้น  ยังมีมนุษย์ฝ่ายดีงามอีกมากที่คอยคานอำนาจฝ่ายชั่วร้าย”

“เจ้าพิสูจน์ได้ไหมเจ้าทายาทองครักษ์!?” องค์เทพกล่าวเสียงก้อง 

ดวงดาวนิ่งอื้ง

องค์เทพมองไปทางช่องประตู  สุริยเทพกำลังจะพ้นขอบประตู ท่านกล่าวว่า

“ได้!.. ข้าจะให้โอกาส  เป็นไร..พันปีของเจ้าแค่วูบเดียวของข้า  แต่เจ้าต้องไปกับข้า”  องค์เทพตวัดมือ ร่างดวงดาวลอยลิ่วมาข้างองค์  ทรงแตะมือบนแผ่นใส  แสงเจิดจ้าจากแผ่นใสดึงร่างทั้งสองเข้าไป

หัวหน้าวิ่งไปคว้ามหามณีฯ แล้วพุ่งตามไปก่อนแสงจากแผ่นใสจะวูบหาย

OOO

-54-

ดวงอาทิตย์เคลื่อนพ้นขอบบนประตูไปแล้ว
มวลเมฆคลุ้มคลั่งค่อย ๆ จาง
ท้องฟ้ายามเช้ากลับมาสดใสดังเดิม

ภายในมหาโคปุระ

อุปกรณ์อีเลคโทรนิค ต่าง ๆ กระจายเกลื่อนพื้น  บรรดารัฐมนตรี นักข่าว ที่หลบหลังกำแพงหินพากันโผล่หน้าออกมา  ท่านอดีตนายกรัฐมนตรีคลานออกมาดู  เห็นผู้พันนั่งคุกเข่าตัวสั่น  ท่านลุกขึ้นยืน

“ผู้พัน!”  

ผู้พันตกใจรีบขานรับ “ครับผม!”

“ผมไล่คุณออก!” ท่านอดีตนายกฯ ผู้ผิดหวังตะคอกสุดเสียง  ความหวังหนึ่งเดียวของท่านพังทลาย ความยิ่งใหญ่ที่ฝันไว้สูญสลายไม่มีเหลือ  ท่านสะบัดหน้าเดินออกจากมหาโคปุระ

OOO

-55-

เบื้องล่าง

ฝูงชนสวมเสื้อผ้าหลากสีเริ่มสาดน้ำเล่นสงกรานต์กันแล้ว  สายน้ำกระจายทุกทิศทาง  เสียงหัวเราะร่าดังไปทั่ว  พวกเขาต่างเปียกปอน เย็นฉ่ำ กลางเปลวแดดระอุร้อน  น้ำในสระถูกจ้วงตักจากขันน้ำหลากสีครั้งแล้วครั้งเล่า

หัวหน้ากับดวงดาวเปียกไปทั้งตัว  พวกเขาสาดน้ำอย่างสนุกสนาน

OOO

-56-

ส่งท้าย

ก่อนหน้าเพียงเสี้ยววินาทีหรืออาจเป็นวินาทีเดียวกันในต่างมิติเวลา

“เจ้าตามข้ามาทำไม?!” องค์เทพตวาด

“ท่านนำดวงดาวมาเพื่อพิสูจน์ว่ามนุษย์เห็นวัตถุสำคัญกว่ามิตรภาพ  ผมจะมาบอกว่า…ท่านคิดผิด…เอากุญแจของท่านไป…” 

“ฮา! ฮา! ฮา! ฮา! ฮา! ฮา!”  องค์เทพหัวร่อก้องไปในเวิ้งจักรวาล

(จบ)

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: