PEGASUS : The Space Adventure

pegssusbig

สวัสดีครับทุกท่าน

จำผมได้เปล่า?
ผมแอบผลุบโผล่อยูในจอเล็ก(ค.ห.)ของแม่เทพียูโรป้า คิดตามล่าแม่เทพธิดาผู้มีดวงตาสีม่วงไปสุดขอบจักรวาล จู่ ๆ หนูรินฯ หยุดเขียนซะงั้น ทำเอากระผมเหี่ยวเฉาไม่มีที่โผล่หน้าออกมาพูดคุย หลังรอนานพอดู (ปกติผมไม่มีความอดทนปานนั้นนะ แต่เพื่อหนูรินฯ ล่ะ คอยด้ายยย) ผมเลยตัดสินใจโผล่ออกมาทักทายทุกท่านที่จอใหญ่เป็นการฆ่าเวลาพอให้หายคิดถึงแม่เทพธิดา เมื่อไรเธอโผล่หน้ามา กระผมจะติดตามไล่ล่า(หัวใจ) ของเธอต่อไป

อ่า..สำหรับท่านที่ไม่เคยเจอะเจอกระผมมาก่อน

ขออนุญาตแนะนำตัวเสียหน่อย

กระผมนายพีกาซัส  สุดหล่อแห่งระบบดาวแอนโดรเมด้า

อายุ ๒๔ ย่าง ๒๕ ยังอ้างว้างเอกา ออกเดินทางตะลอนระหว่างหมู่ดาวกับเพื่อนซี้สุดเลิฟ ไมเคิล เอ้า! ไมเคิล แนะนำตัวซิ!

“ฮับ สวัสดีฮับ!” จอเจ้าไมเคิลสว่างวาบมีเสียงพร้อมตัวอักษร

“เออ พอแค่นั้นก่อน”

“ผมไมเคิลแอนเจลโล่” ไมเคิลยังไม่ยอมหยุด

“บอกให้พอไง!”

“ผมเป็นคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คเวอร์ชั่นล่าสุด…”

“ไมเคิล! สลีปโหมด!” หนอยแน่ต้องให้ใช้คำสั่ง พูดดี ๆ ไม่เคยฟังนะเจ้านี่

แหะ แหะ เพื่อนซี้ผมมันเป็นโน้ตบุ๊คน่ะครับ โน้ตบุ๊คพูดได้พล่ามทั้งวัน มันผลาญพลังงานทิ้งจากการพูด ๆ ๆ ผมต้องชาร์ตแบตฯ ให้มันบ่อยจนชักรำคาญ

แต่ดีอย่าง มันช่วยให้ชีวิตของผมไม่เหงา ผมแกล้งตั้งชื่อมันว่าไมเคิลแองเจลโล่ตามอย่างนินจาเต่าการ์ตูนยอดฮิตในอดีตประชดความเชื่องช้าของมัน (ที่บอกเวอร์ชั่นล่าสุดน่ะเมื่อปีมะโว้) เวลาถูกถามว่าทำไมตั้งชื่อมันว่าไมเคิลแองเจลโล่ ผมตอบไปว่าเป็นชื่อศิลปินใหญ่ผู้แกะสลัก รูปเดวิดอันงดงาม มันยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ (ไม่ต้องสงสัยนะครับ ผมใส่โปรแกรมอารมณ์ให้มันด้วย) จุ๊ จุ๊ แต่เรื่องนินจาเต่าเนี่ย อย่างได้บอกมันเข้าเชียว เดี๋ยวมีงอน

เราออกตะลอนจากดาวโน้นไปดาวนี้ด้วยยานคู่ใจเจ้าหอยทาก

คงสงสัยว่าทำไมชื่อที่ผมตั้งแต่ละชื่อสื่อไปทางเชื่องช้า ถ้าเทียบระดับความเร็วยุคนี้เจ้าหอยทากของผมคงไม่ต่างยานโบราณที่เรียกว่าเกวียน ฮา ฮา ผมได้มันมาจากร้านขายยานมือสองที่ดาวเคออส  แรกเจอก็ไม่ปิ๊งอะไรหรอกครับ แต่พอนั่งลงแล้ว แผงควบคุมต่าง ๆ เหมือนคุ้นมือจนไม่ต้องปรับตัว ราคาก็ไม่เกินสะตุ้งสตางค์ในบัญชี(ที่มีอยู่น้อยนิด) เราเลยออกเดินทางด้วยกันจนบัดนี้

หอยทากมันเป็นยานเล็กสะเทินน้ำ สะเทินบก สะเทินอวกาศ ที่นั่งเดี่ยวไม่มีเบาะข้างค็อกพิทเต็มด้วยแผงควบคุม ด้านหลังมีเบาะพักผ่อนที่ผมใช้เอนนอน เหยียดขา ดูถ่ายทอดบอล จิบเบียร์และก็..เอ่อ อย่าพูดถึงเลย

ความจริงด้วยสมองอัจฉริยะ ผมน่าจะได้ดิบได้ดีอยู่ที่ดาวใหญ่ ๆ สักดวง  แต่ที่ต้องต๊อกต๋อย ตะลอนอยู่อย่างนี้ก็เพราะผมรักอิสระ ไม่ชอบอยู่ในคอกคำสั่งใคร เพื่อน ๆ ที่เคยเรียนมาด้วยกัน พวกมันร่ำรวยบางคนมีดาวของตัวเองแล้ว  ขณะผมซึ่งตอนเรียนทำคะแนนดีกว่าพวกมันแทบไม่มีเหลือในบัญชีสักเครดิต ผมไม่สนหรอกนะ ชีวิตใครก็ชีวิตใครสิ ผมรักชีวิตตะลอนของผมนี่นา

ผมมีรายได้เล็ก ๆ น้อย ๆ จากการเรียกใช้งานจิปาถะผ่านเจ้าไมเคิล  ลงประกาศไว้ในเว็บไซท์น่ะครับ ลูกค้าบอกปากต่อปาก งานไม่ถึงกับมากแต่เข้ามาเรื่อย ๆ พอให้ผมมีค่าอะไหล่เจ้าหอยทาก(ไม่มากขนาดยกเครื่องใหม่ได้เสียที) มีตั้งแต่งานส่งของเล็ก ๆ น้อย, ตามหาคนหาย, เป็นพี่เลี้ยงเด็กดื้อ, สะกดรอยเมียสวยแอบมีชู้ (ผมเกือบเอาชีวิตไม่รอดไว้จะเล่าให้ฟัง) อะไรอีกล่ะ โอ๊ย! ก็อย่างที่บอกจิปาถะ ผมทำหมดล่ะ! แค่ได้เลี้ยงปากท้องและท่องจักรวาลกว้างใหญ่ก็สุขใจแล้ว

ไปกับผมนะครับ ไปด้วยกัน…

images

เรือปีศาจแห่งดาวอาร์มอส

1

ดาวโอริออนเป็นดาวท่องเที่ยว ทั่วทั้งดวงดาวเต็มด้วยสถาปัตยกรรมโบราณที่เคยเจริญรุ่งเรื่องในอดีตกาลไกลโพ้น ทั้งยังมีป่าเขาต้นไม้เขียว ๆ หลงเหลือให้ได้ชื่นชม

ผู้คนจึงนิยมมาพักผ่อน (อย่างไรเสียออกซิเจนจากต้นไม้ย่อมสดชื่นกว่าออกซิเจนสังเคราะห์วันยังค่ำ ถึงโฆษณาจะบอกว่าออกซิเจนสังเคราะห์บริสุทธิ์กว่าก็เถอะ..ใครจะไปเชื่อ!)

ผมมีเพื่อนซี้เปิดร้านเหล้าที่นี่ตั้งชื่อซะชวนเมา ‘ดรั้งเคน ฟลาวเวอร์’ (Drunken Flower) 

ทีแรกได้ยินว่ามาทำงาน(มันจบวิศวกรโครงสร้าง) ด้วยความที่โดดเดี่ยวเดียวดายเลิกงานก็แวะร้านเหล้า ไม่รู้จะกลับเคบินทำต๋อยอะไรที่นั่นไม่มีใคร(มันว่า) นั่งเมาจนง่วงได้ที่แล้วค่อยกลับ เมาจนซี้คนทั้งร้าน ว่าง ๆ นักดนตรีขาดมันโดดขึ้นเล่นแทน (ฝีมือเจ้านี่ไม่เลวตอนเรียนก็น้อง ๆ จิมมี่ เฮนดริกรวมกับคารอส ซานตาน่าแล้ว แต่คงเป็นน้องคนสุดท้อง) เมามากเข้ามันเปิดร้านเหล้าเสียเลย มันบอกว่าไม่รู้จะกลับไปทำไมเมาแล้วก็นอนแ-งที่ร้านนั่นแหละ

ผมกับคู่ซี้ไมเคิลเดินแหวกนักท่องราตรีมองหาป้ายชื่อร้าน หาเท่าไรก็ไม่เจอจนเหลือบเห็นโต๊ะเล็ก ๆ ที่วางเรียงรายหน้าร้านมีรูปดอกลีลาวดีขาว สงสัยน่าจะใช่เลยผลักบานประตูเข้าไป

ภายในโปร่งสบาย แสงอ่อน ๆ ไม่ถึงกับมืด  มีกลิ่นหอมจาง ๆ คล้ายกัญชาผสมธูปภารตะลอยกระทบจมูก นักดนตรีกำลังเล่น Don’t it makes my brown eyes blue เสียงเบสเหงาหงอยเหมือนเดินซึมเซาอยู่ใต้แสงสลัวของรัตติกาล ผมมองไปที่เคานท์เตอร์ ใช่มันจริง ๆ ด้วย! ผมจ้ำหา

“แจ็คออนเดอะร็อคแก้ว” ปีนนั่งบนสตูล เจ้านั่นเงยหน้ามอง

“เฮ้ย ไอ้พี!” มันร้องดังยื่นมือมาเขย่า ๆ ท่าจะดีใจเหลือประมาณ

“ฮ่า ฮ่า มาเยี่ยมว่ะ” ผมว่า “ตั้งใจจะมาตั้งแต่รู้ว่าเปิดร้านแล้วล่ะ แต่ค่าพลังงานมันแพงกว่าค่าเหล้าเลยเอาไว้ก่อนว่ะ ฮา ฮา เอาเหล้ามาอย่าให้คอยนาน!”

จีรานี่กุลีกุจอหยิบแก้วหย่อนน้ำแข็งรินแจ็คแดเนียลโยนแผ่นรองแผละแล้ววางแก้วตาม

“เป็นเจ้าของร้านประสาอะไรทำไมผสมเหล้าเองวะ?” ผมทักทาย “แล้วป้ายชื่อร้านก็ไม่มีหาแทบตาย!” ก็มันจริง ถ้าผมไม่บังเอิญเจอรูปดอกไม้บนโต๊ะ (ซึ่งร้านไหน ๆ ก็มีได้) ป่านนี้คงเดินหาเลยเถิดไปถึงไหน

“ร้านนี้ไม่รับขาจรโว้ย!” จีรานี่บอก “ที่เข้ามามีแต่คนคุ้นกัน กูขี้เกียจมีปัญหา แล้วก็..ไม่ได้มายืนผสมเหล้า มาดูความเรียบร้อยโว้ย!” มันยกแก้วขึ้นเช็ดแก้เก้อ “ว่าแต่มึงเหอะ..ตอนนี้ทำอะไร? รึยังตะลอนเป็นเจ้าไม่มีศาลเหมือนเคย” แน่ะ!..มันแขวะ

“มีกิจการส่วนตัวเล็ก ๆ โว้ย!”

“กิจการอะไร?”

“พีกาซัสซูปเปอร์อินเทลลิเจ้นท์เซอร์วิส”

“อะไรของมึง? พูดภาษาคนหน่อย”

“ก็เอ่อ..รับจ้างทั่วไป” ผมเสียงอ่อย

จีรานี่มองหน้าผม มันทำท่าเหมือนคนปวดท้องเข้าห้องน้ำ แก้มป่องเหมือนอมส้มโอเข้าไปทั้งลูก สักพักปล่อยก๊ากออกมาดังลั่น

“ฮ้า! ฮ้า! ฮ้า! สรุปว่ายังตะลอนเหมือนเดิม ฮ้า ฮ้า”

“ไม่เห็นต้องหัวเราะขนาดนั้นก็ได้นี่หว่า” ผมยกแก้วแจ็คขึ้นซดรวดเดียวหมด

“เฮ้ย! อย่าซดอย่างนั้นของแพงนะโว้ย”

“แพงแล้วเป็นไรก็ของฟรี”

“ฟรีบิดามึงสิ ๑๕๐ เครดิดจ่ายมา!”

“อ้าว..เพื่อนมาเยี่ยมทั้งที เลี้ยงเหล้าสักแก้วสองแก้วเป็นไร”

“เรื่องเลี้ยงน่ะเลี้ยงแน่ แต่ธุรกิจก็ต้องเป็นธุรกิจ..จ่ายมา”

“แหะ แหะ ไม่มีตังค์ติดตัวสักแดงว่ะ”

“กูว่าแล้ว” มันหยิบขวดแจ็คฯ รินเติมพอจูบก้อนน้ำแข็ง

“เยอะ ๆ ก็ได้ กูไม่ว่าอะไรมึงหรอก”

“เอาไปทั้งขวดซะเลยเป็นไง ไอ้ห่ะตังค์สักเก๊ก็ไม่มี”

“พี่จีเดี๋ยวหนูดูแลเอง พี่ไม่ต้องทำหรอก” ผมหันขวับไปทางเจ้าของเสียงหวานสดใส โอ..แม่เจ้า สวยหยาดเยิ้มหยดย้อย อกตูมเต่งตั้ง สะโพกผายเอวกิ่ว อย่าให้ผมบรรยายมากไปกว่านี้เลย เดี๋ยวรู้นิสัยใจคอผมหมด ที่เหลือจินตนาการเองละกันนะครับคุณผู้อ่าน

ไอ้จีของผมเปลี่ยนเป็นคนละคนทันที

“ไม่เป็นไรจ้ะ เพื่อนพี่เองมันมาเยี่ยมแป๊บเดียวเดี๋ยวมันก็ไปแล้ว”

“อ้าว!” ผมอุทาน

“อ้าว..เพื่อนพี่จีหรอกเหรอคะ ทำไมรีบกลับนักล่ะคะ ยินดีที่ได้รู้จัก ลีนาค่ะ” ลีนายื่นมือ ผมสัมผัสมือนุ้มนุ่ม “พีกาซัสครับ ยินดีได้รู้จักเช่นกัลล์”

“ไม่กวนแล้วค่ะพี่” เธอหันบอกไอ้จี “ตามสบาย เดี๋ยวหนูไปดูแขกทางโน้น” ลีนาเดินจากไป  ผมมองตามก้นอวบพะเยิบ ๆ แล้วหรี่หางตามองไอ้จี

“พนักงานในร้านโว้ย” มันรีบบอก

“แหงล่ะ คงไม่ใช่ญาติผู้ใหญ่มึงหรอก” ผมยังคงมองหางตาจับผิดไอ้เพื่อนชีกอ  จีรานี่ชื่อมันกระเดียดไปทางอิตาเลี่ยน  แต่ใบหน้ากระเดียดทางเคนย่าเอธิโอเปีย ที่ใกล้เคียงก็ไอ้นิสัยขี้หลีนี่แหละละม้ายคล้ายคุณเลี่ยนนัก

ผมซดเหล้าหมดแก้วแล้วส่งให้จีแต่มันกลับยืนเฉย ผมเคาะแก้วกับเคานท์เตอร์

“เฮ้ย! ไอ้ฮกอย่าลีลานา” มันยังยืนเฉย ตาค้างมองประตูร้าน

“เฮ้ย!” ผมร้องเสียงดัง จีรานี่ยืนนิ่งเหมือนถูกสะกด ผมมองตามสายตา ชุดดำสองคนเดินเข้ามา มีฮูดคลุมศีรษะ ดวงตาทั้งสองคู่สว่างจ้าในเงามืด

“ใครวะ?” ไม่มีเสียงตอบ ผมหันกลับ “อ้าว!” ไอ้จีหายตัวไปแล้ว

“ไอ้พีกูอยู่นี่” เสียงดังจากใต้เคาน์เตอร์ “มึงอย่าเอ็ดไปโจทย์เก่ากูมา ไปคอยหลังร้านเดี๋ยวกูตามไป” เห็นดวงตาสองคู่นั้นก็ทะแม่ง ๆ แล้ว มันไม่มาดีแน่ ผมคว้าขวดแจ็คฯ เดินไปทางปลายเคานท์เตอร์ ถามน้องลีนา “ประตูหลังร้านไปทางไหนครับ?” น้องลีนายิ้มหวานหวาม ชี้มือไปด้านใน “ขอบคุณครับ แล้วเจอกันนะครับ” แหะ แหะ ผมก็ว่าไปงั้น

หลังร้านเป็นตรอกแคบ ๆ มีแสงสลัวจากเสาไฟตรงปากทาง มีคู่รักคู่รสยืนดูดดื่มในเงามืดสองสามคู่

ตอนยกขวดแจ็คฯ ราดลงลำคอได้ยินเสียงโครมครามจากด้านใน  ประตูหลังถูกผลักผลัว  พวกนักดื่มกรูออกมา ผมคิดขึ้นได้ไอ้เพื่อนตัวแสบกันผมออกจากร้าน หนอยแน่..ไม่รู้จักพีกาซัสซะแล้ว

ผมรีบวิ่งกลับเข้าในร้าน  เห็นข้าวของกระจุยกระจาย แสงไฟวูบ ๆ วาบ ๆ เหมือนหนังเอเลี่ยนผจญพรีเดเตอร์ คนในชุดดำกำลังรุมกินโต๊ะไอ้จี จะไห้มันส์ก็ต้องสองต่อสองเซ่!  ผมมองขวดเหล้าในมืออยากเขวี้ยงใส่ไอ้คนชุดดำนั่นแต่เสียดายเหล้าที่เหลือ ผมวางขวดมองหาของเหมาะมือ ไม่มีอะไรสักอย่างเลยคว้าเก้าอี้วิ่งเข้าไปเหวี่ยงซ้ายเหวี่ยงขวาสู้กับดาบโค้ง

“ไอ้บ้า! กูบอกให้คอยหลังร้านเสือกกลับเข้ามาทำไม!?” ไอ้จีหอบแฮ่ก ฟาดท่อเหล็กในมือปะทะคมดาบเกิดประกายไฟวิบวับ

“กูไม่ชอบคอยโว้ย!” ผมถลันหามันขณะคนชุดดำชะงัก “พวกนี้เป็นใครวะ?”

“พวกเรือปีศาจ”

“เรือปีศาจ!!” ผมทวนคำ แทบไม่อยากเชื่อหูตัวเอง

“เออ ปีศาจ! มึงสู้ไปก็ป่วยการ มันตายไปแล้ว”

“ไฮ้! ตายไปแล้ว!” 

“เออ!”

“แล้วมัวยืนคุยกันทำไม หนีสิวะ ไป!” ผมควงเก้าอี้ใส่ปีศาจชุดดำ ดาบโค้งถูกขาเก้าอี้หนีบบิด ผมหมุนตัวกลางอากาศทิ้งศอกลงมา กะโดนเต็ม ๆ กลับพบความว่างเปล่า  ผมร่วงลงพื้น ไอ้พวกนี้เหมือนไม่มีตัวตน  ดาบโค้งฟันตามลงมาทันที ผมกลิ้งหลบแล้วดีดตัวขึ้น วิ่งกระโดดใช้เท้ายังผนังดีดตัวตีลังกากลับเหมือนเจ็ท ลี วงดาบโค้งฟันขวางเฉียดเส้นยาแดง  ผมยืนเลี้ยงตัวบนเก้าอี้ ได้ยินไอ้จีร้อง

“ไป!”

กระโดดตีลังกากลับหลังถีบเก้าอี้ใส่ปีศาจชุดดำ(ทำได้จริง ๆ นะ ไม่ได้โม้!) จากนั้นวิ่งตามไอ้จีออกประตูหลัง

เราวิ่งไปทางปากตรอกโดยมีปีศาจชุดดำวิ่งตาม จะให้ถูกต้องบอกว่าลอยตามมามากกว่าเร็วเหลือเกินนี่นา เห็นอยู่ไกล ๆ พอหันกลับจะวิ่งต่อ ผมก็ถูกถีบหน้าคะมำลงกับพื้น ไอ้จีถูกปีศาจทั้งคู่หิ้วขึ้นบนอากาศ

“ไอ้พีช่วยกูด้วย!”

“เฮ้ย ๆ ๆ ไอ้จี พวกมันจะเอามึงไปไหน?” ผมร้องลั่นวิ่งตามไป “ไอ้จี!”

“ช่าย…..กู…….ด้วย……!!!!” เสียงไอ้จีหายไปในท้องฟ้ามืดมิด ผมจะเรียกหอยทากแต่คงเปล่าประโยชน์..มันหายไปแล้ว

continue

2

ผมยืนงงครู่ใหญ่ จะให้ทำไง..แล้วกัน หายไปบนฟ้าเฉย

สักพักผมเดินใจลอยกลับเข้าในร้าน ไม่มีอะไรหรอกครับกลับไปหาแจ็คฯ ที่วางทิ้งไว้เผื่อดื่มอีกสักอึกสองอึกสมองอาจวิ่งขึ้นบ้าง  ไม่รู้จะเริ่มตรงไหนจริง ๆ

ขณะก้มหยิบขวดเหล้ามีเงาวืด  ผมล้มตัวกลิ้งไปบนพื้น น้องหนูลีนานั่นเอง!

“อ้าวพี่! หนูคิดว่าพวกหัวขโมย” ลีนานั่งยอง ๆ ประคองผมขึ้น เสียฟอร์มไปหน่อยมัวพะวงไม่ให้เหล้าหก

“ขอบคุณครับ ลีนาเป็นไงบ้างร้านพังหมดเลย” ผมลุกยืน

“ไอ้สองคนนั่นไม่รู้มาจากไหนรุมพี่จี..อ้าว! แล้วพี่จีล่ะคะ?”

“พี่จีของลีนาโดนหิ้วไปแล้วล่ะ” ผมว่า

“ไปไหนคะ?” ฟังเธอถาม

“ผมก็อยากรู้ ลีนาพอจะบอกอะไรได้บ้างมั้ย?” ลีนาส่ายหน้าทำเอาผมอ้าปากค้างเหมือนเดินชนประตูกระจกไม่รู้ตัว นิสัยไอ้จีหวงโลกส่วนตัวเสียกว่าบ็อกเซอร์หวงกระดูก ที่ใกล้ชิดกับมันนอกจากหญิงสาวที่มันหลีอยู่ก็มีแต่ขวดเหล้า รายแรกส่ายหน้าเสียแล้วผมจะไปถามต๋อยที่ไหน

“ลีนาช่วยพาผมไปห้องพักพี่จีของลีนาหน่อยสิ เผื่อมีอะไรให้คิดต่อบ้าง”

“ได้ค่ะ..ทางนี้” ลีนาเดินนำขึ้นชั้นสอง ผมมองไรขนบางบนแผ่นหลัง โอ..แม่เจ้า

“นี่ลีนา ถามหน่อยเถอะ ใครออกแบบชุดพนักงานกันเนี่ย?”

“พี่จีค่ะ”

ผมว่าแล้ว..บ้าเอ้ย! คิดได้ไงเว้าหน้าเปิดหลังสั้นจุ๊ด..จะบ้าตาย!

ห้องจีรานี่สมเป็นห้องชายโสดรกสะบัดช่อ รูปนางแบบเพลย์เมทออฟเดอะมั้นท์ของเพลย์บอยขนาดเท่าตัวจริงยืนยิ้มแฉ่งอะล่างฉ่างอยู่บนผนัง คือว่า..ทั้งห้องมีอย่างเดียวสะดุดตาผมที่สุดอ่ะนะ  นอกนั้นอะไรก็ไม่รู้รกไปหมด จะบรรยายอย่างไรดี..มีกีต้าร์นอนซุกบนฟูกยับยู่ยี่  โต๊ะทำงานมีหนังสือแผ่นซีดีระเกะระกะ ผมก้าวข้ามข้าวของบนพื้นไปที่โต๊ะทำงาน

ลองเปิดโน้ตบุ๊ค(เผื่อมันมีภาพแจ๋ว ๆ จับพลัดจับผลูอาจมีคลิปดี ๆ เก็บไว้บ้าง อา..เป็นไอเดียที่เริดบรรเจิดนัก)

ผมกดปุ่มสตาร์ทเข้ามายดอกคิวเม้นท์..มายพิคเจอร์ ดูรูปไปเรื่อย ๆ อ่ะ! ลีนานี่นา บิกินี่แดงท็อปเลสเจิดจ้าตัดท้องฟ้าสีครามเข้ม ทรวดทรงคุณเธอราวเดินออกมาจาก FHM

“นี่ ตัวเอง มาดูนี่หน่อยดิ ที่ไหนอ่า..สวยดี?” ผมกวักมือเรียกลีนา เธอก้าวข้ามข้าวของมาก้มดูจอแอลซีดี โอ..หน้าอกหน้าใจแม่คุณอยู่ข้างจมูกผมนี่เองกลิ่นหอมกรุ่น ๆ ทำเอาผมใจเต้นไม่เป็นส่ำ

เธอมองภาพตัวเองในบิกินี่จิ้วนอนอาบแดดบนพื้นไฟเบอร์ขาวแสบตาของเรือยอร์ชหรู

“ดาวอาร์มอส พี่จีไปพักร้อน ที่นั่นสวยมากเหมือนสวรรค์เลยล่ะ”

“เหรอ..” ผมตาลุกเป็นไฟน้ำลายหกไม่รวยบ้างให้รู้ไป “ไปนานรึยังจ๊ะ?”

“ก่อนเริ่มลงทุนเปิดร้าน” ลีนาหันมาเม้มเรียวปากแดงแก้มป่อง “ซักปีกว่า ๆ ได้มังคะ”

“อ้อ..ดาวอาร์มอส” กลิ่นทะ** “ไอ้จีมันคงหายไปในทะเลนาน ๆ แล้วทิ้งให้น้องลีนานอนอาบแดดว้าเหว่อยู่คนเดียวล่ะสิ”

“พี่รู้ได้ไง?”

“แหะ เดาน่ะ”

“แต่จริง ๆ นะ พี่จีเค้าหายไปนานกว่าจะกลับมา แต่ลีนาก็มีความสุขดีพี่จีเช่าเคบินหรูไว้ให้ มีพร้อมทุกอย่างเลยล่ะ”

“พักที่ไหนกันเหรอลีนา?”

“พี่อยากรู้ทำไม?” ลีน่าเลิกคิ้วตากลมโต “พี่จีถูกจับไปที่นั่นเหรอ?”

“ไม่รู้สิ..อยากรู้เฉย ๆ เห็นสวยดี ทีหน้าทีหลังพี่จะไปบ้างไง”
ลีน่าแบะปากแดง “ลีนาไม่เชื่อพี่หรอก พาลีนาไปด้วยลีนาบอกทางให้..ลีนาจะไปช่วยพี่จี”

เวรล่ะสิ! ผมตัวคนเดียวยังไม่รู้จะเอาไงพ่วงสาวน้อยอกโตเข้าไปอีกคน โสด ๆ จะไม่ว่าสักคำ แต่นี่ เด็กเพื่อน เอากระดูกมาแขวนคอชัด ๆ พีกาซัสเอ๋ย..ผมไม่เอาไปด้วยเด็ดขาด !!

“หากไม่พาไป ลีนาก็ไม่บอกพี่ว่าภาพนั้นคือที่ไหน!” ฟังเธอว่า

“ไม่ได้! มันอันตราย” ผมบอก ลีนาสะบัดหน้าชายผมหอมพลิ้วผ่านจมูกทำเอาผมแทบสลบ “เข้าใจมั้ย! มันอันตราย!” ผมขึ้นเสียง “รีบบอกพี่มา ป่านนี้ไอ้จีเน่าไปแล้วก็ไม่รู้!”

“ไม่ให้ไปด้วย ลีนาไม่บอก”

ปัดธ่อโว้ย! เอ่อ…ไม่ได้ใส่เครื่องหมายคำพูดนะครับ คิดในใจ

ผมเรียกหอยทากมารับ  เซ็ทค่าต่าง ๆ ตั้งพิกัดเดินทางได้แต่ทำตาประหลับประเหลือกดูผู้โดยสารที่เบาะหลังกำลังคุยกับเจ้าไมเคิลบนตักสบายอารมณ์

“เรียบร้อย..หอยทาก ไปดาวอาร์มอส”

continue

3

อาร์มอสเป็นดาวทะเลอยู่ในระบบดาวออร์ฟิอัส  พื้นที่ ๙๙ % ของดวงดาวเป็นน้ำทะเลสีเขียวคราม  มีเกาะปะการังเล็ก ๆ ล้อมรอบด้วยหาดขาวสะอาดกระจายไปทั่ว เกาะแทบทั้งหมดถูกสัมปทานโดยสมาพันธรัฐแห่งดวงดาว  เปิดให้เอกชนเช่าทำรีสอร์ท&สปา   เหลือพื้นที่ส่วนน้อยเป็นที่อยู่ของคนพื้นเมืองใช้ชีวิตชาวประมงสืบทอดมาแต่บรรพบุรุษ 

หอยทากนำเราออกจากไฮเปอร์สเปซมาโผล่ที่ดาวสีน้ำเงินสดสวย  เราผ่านเข้าชั้นบรรยากาศร่อนเหนือผิวน้ำสีเทอร์คอยท์ราบเรียบระลอกคลื่นขาววิ่งไล่กันเป็นระยะ

“อู้! สวยจังเลยค่ะ ลีนาคิดถึงตอนมาครั้งก่อนจัง เที่ยวนี้เราจะได้อาบแดดมั้ยคะ?” ลีนาตาโตมองพื้นน้ำสุดตา

“โธ่ ลีนาเราจะมาช่วยจีรานี่นะ  ไม่ได้มาพักร้อน!”  ผมยังไม่หายฮึดฮัด เจ็บใจโดนลูกเล่นต่อรองแบบคลุมถุงชน  ไม่รู้ผมจะพาเธอมาทำต๋อยอะไร “ทีนี้พอจะบอกอะไรได้บ้างรึยังจ๊ะแม่คุณ”

“เดี๋ยวค่ะลีน่ายังสับสน ทะเลมันดูเหมือนกันไปหมด” เธอกวาดตามองท้องทะเล

“ได้เลย มองไปเรื่อย ๆ นะเจ้าคะ จำอะไรได้รีบบอกล่ะ”  ผมตั้งออโต้ครุยส์คอนโทรล ปล่อยเจ้าหอยทากเคลื่อนตัวไปข้างหน้า งัดเม้าท์ออร์แกนออกมาเป่าฆ่าเวลา  จีรานี่มันไปเกี่ยวข้องกับเรือปีศาจอะไรนั้นได้อย่างไรนะ เหอะ เหอะ มันบอกว่า “**สู้ไปก็ป่วยการ มันตายไปแล้ว” จะเอาไงล่ะเนี่ย!? ผมยังจำความรู้สึกตอนอัดศอกใส่ความว่างเปล่าได้ดี ไอ้จีนะไอ้จีมีเรื่องกับใครไม่มี ทะลึ่งมีเรื่องกับปีศาจ..ช่างมันเถอะ! ก่อนอื่นต้องหาเรือบ้านั้นให้เจอก่อนแล้วจะช่วยจีรานี่ออกมาอย่างไรค่อยคิดแก้ช้อตต่อช้อต  ผมคิดได้แค่นั้นแหละ

“พี่เป่าเพลงอะไร? ไม่เห็นเป็นเพลงเลย” ลีนาชม

“นา..แค่เป่าให้มีเสียง”

“ยานพี่ไม่มีเครื่องเสียงเหรอ?” ลีนาพูดพลางกวาดตามองฟองคลื่นขาวฟ่อง 

“มี..แต่ตอนนี้อยากเป่าเม้าท์” ขืนบอกว่ายังไม่ได้ซ่อมเสียฟอร์มแย่สิ

“คิดออกแล้ว!” น้องลีนาโพล่งเล่นเอาผมสะดุ้งเฮือก

“พี่จีพาลีนาไปหมู่บ้านชาวประมงบนเกาะเล็ก ๆ ชื่อว่าหมู่บ้าน..หมู่บ้าน…” ผมหรี่ตามองแม่ลีนาตัวแสบ ไม่รู้คิดไม่ออกจริง ๆ หรือหาเรื่องแกล้งยั่วผม

“หมู่บ้าน….อะไรน้า” เธอทำหน้านิ่วคิ้วขมวด เมินเสียเถอะมุขเด็ก ๆ คิดจะเล่นกะพีกาซัส  ผมทำเป็นไม่สนใจมองออกไปข้างนอก

“มีร้านอาหาร..พี่จี..ปล่อยให้ลีนานั่งคอย..ออกไป..คุยกับใครคนหนึ่ง…”

ผมปล่อยให้เธอทบทวนความทรงจำ

ลีนาเงียบไป

สักพักผมทนรอไม่ไหว

“ชื่อร้านลีนา..ชื่อหมู่บ้าน..ชื่อเจ้าคนนั้น..ขอสักชื่อเถอะ!”

“แพม! ใช่แล้ว! แพม! หมู่บ้านชื่อแพม!” ลีน่าร้องดีอกดีใจ ผมถอนใจโล่งอกฉวยเจ้าไมเคิลบนตักลีน่าเชื่อมต่อเข้ากับหอยทาก  คีย์ชื่อหมู่บ้านลงไป แป๊บเดียวตำแหน่งก็โชว์

“หอยทากล็อคตำแหน่งไปหมู่บ้านแพม”  หอยทากตีโค้งเร่งความเร็วพุ่งไปข้างหน้า

continue

4

ไม่นานก็เห็นทิวไม้เขียวชะอุ่มค่อย ๆ โผล่ขึ้นจากผืนน้ำเทอร์คอยส์หาดปะการังสะท้อนเปลวแดดแผดตา มีหมู่บ้านประมงเล็ก ๆ บรรยากาศเงียบสงบ  เห็นสะพานปลาทอดยาวยื่นออกในทะเล  เรือหาปลาหลากสีหลายขนานจอดเรียงรายตลอดแนวสะพาน

ผมตระเวนหาร้านอาหารที่ลีนาว่า ไม่นานก็พบอยู่ใกล้ ๆ สะพานปลานั่นเอง

ผมจอดหอยทากชิดขอบทาง  จากนั้นเราตรงเข้าในร้าน  สารพัดกลิ่นโชยปะทะจมูกทันที สปาเก็ตตี้, เนย, พริกไทย ข้างในสว่างด้วยแสงธรรมชาติ  หญิงอ้วนวัยกลางคนหน้าตาบอกบุญไม่รับยืนอยู่หลังเคานท์เตอร์  แทบทุกโต๊ะมีคนนั่งอยู่แล้ว  เสียงพูดคุยดังลั่นร้าน เรา(ผมกับลีนา)เดินตรงไปที่เคานท์เตอร์

“เอาไร?” หญิงอ้วนทักทายด้วยไมตรี

“เอ่อ..ผม..เอ่อ..เอาอะไรล่ะลีนา?” ผมไม่ทันคิดเรื่องกินโยนให้ลีนาก่อนดีกว่า

“ดับเบิลซุปเปอร์ฟิชเบอร์เกอร์” เธอยิงทันควันอย่างกับเตรียมชู้ตไว้แล้ว

“อีกคน” คุณผีเสื้อสมุทรมองมาทางผม

“เอ่อ..เอ่อ..” อึกอักอยู่ครู่หนึ่ง “โค้กแก้ว!” ที่สุดผมก็คิดออก

“ดับเบิลซุปเปอร์ฟิชเบอร์เกอร์หนึ่ง โค้กหนึ่ง” คุณผีเสื้อสมุทรหน้าตาเฉยเมยทวนออร์เดอร์  ผมพยักหน้า หล่อนหายไปหลังร้าน

“นี่ลีนา” ผมส่งเสียงกระซิบ “เราเข้ามาสอบถามข้อมูลนะไม่ได้มากินอะไร ที่สั่งน่ะ มีตังค์เหรอ?”

“โธ่พี่ ลีนาไปไหนกับพี่จี ไม่เคยต้องจ่ายตังค์ พี่จีจ่ายให้หมดแหละ”

“อ้าว! นั่นมันไอ้จี มันรวย พี่ไม่ได้รวยอย่างมัน”

“งกล่ะไม่ว่า อย่างงี้สิถึงไม่มีแฟน” อ้าว โดนเข้าจนได้

สักครู่คุณผีเสื้อฯ ยกถาดออกมา ลีนาควักตังค์จ่าย ก็ผมไม่มีจริง ๆ บอกไปตั้งแต่ตอนกินเหล้าแก้วแรกแล้ว(จำได้เปล่า?)

“ขอโทษครับคุณผีเสื้อ เอ้ย! ขอโทษครับ” ผมเรียกหญิงอ้วน คุณเธอหันขวับ ผมอ้อมแอ้ม “ไม่ทราบ..พอจะทราบไหมครับว่าจะหาเรือปีศาจได้ที่ไหน?”

เท่านั้นแหละ ไม่รู้เกิดอะไรขึ้น เสียงจอแจในร้านเงียบสนิท ยัยอ้วนโยนตังค์ของลีนาคืนแล้วคว้าถาดจากมือผมโยนลงบนเคานท์เตอร์ดังปัง !  จากนั้นเท้าสะเอว(ไม่แน่ใจหรืออาจเป็นสะโพก)ถลึงตาจ้องมองเรา  ผมงงเต็ก มองไปรอบ ๆ ทุกคนจ้องเราเป็นตาเดียว  เห็นท่าไม่ดีผมคว้าแขนลีนาเผ่นออกจากร้าน

ผมเข้ามานั่งหอบ(ไม่รู้ล่ะหลบเข้าหอยทากตั้งหลักก่อน ผิดท่าอย่างมากก็เผ่นหนี) มองจากหน้าต่างหอยทากพวกนั้นยังจ้องเราราวจะกินเลือดกินเนื้อ  ลีนายื่นแผ่นกระดาษเล็ก ๆ ให้ผม “อะไรหรือลีน่า?”

“มีคนยัดใส่มือลีนา ตอนเราวิ่งออกจากร้าน” ผมรับมาดู เป็นนามบัตรมีแผนที่ด้านหลัง..มายเออร์ บริการเรือเช่า “บริการให้เช่าเรือน่ะลีนา แต่เรามีเจ้าหอยทากอยู่แล้วนี่ ไม่เห็นจำเป็นต้องเช่าเรือ”

“ลีนาว่าคนนั้นล่ะที่พี่จีคุยด้วย”

“เรอะ!!” ผมมองกลับไปในร้าน

“โต๊ะแรกตรงทางเข้า” ลีนาบอก

“ไม่เห็นมีใคร” ผมพยายามมองหา

“ใช่ ไม่มีใครแล้ว” เธอพูดหน้าตาเฉย ผมขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน ยื่นสองมือออกไป อยากขย่ำคอเนวิเกเตอร์ของผมนัก

“ทำไมคะ? พี่จะทำอะไรเหรอ?” เธอถามหน้าตาเฉย ไม่ถามเปล่าก้มลงมองอกตูมตั้งของตัวเอง ผมรีบหดมือกลับ

“คนลามก” ลีนาดึงเสื้อตรงหน้าอกขึ้น

ผมได้แต่ทำตาประหลับประเหลือกไม่รู้จะเอาไงกับแม่คุณดี  ดันวิ่งผ่านเบาะแสเดียวที่มีมาเสียได้ ผมยกนามบัตรขึ้นดูแผนที่ ดูอย่างไรก็ไม่รู้เรื่อง (ผมไม่ใช่คนแถวนี้นี่นา)

ผมเสียบนามบัตรเข้าสล็อตเจ้าหอยทาก “หอยทากสแกนแล้วหาตำแหน่งของเราซิ!” ปกติทุกดวงดาวที่มีอารยะธรรมจะมีสัญญาณข้อมูลเส้นทางแทบทุกตารางนิ้วเพื่อความสะดวกของผู้มาเยือน  ที่นี่ถึงจะมีแต่ทะเล ก็ไม่น่ายกเว้น

สักพักจุดกระพริบสีแดงก็โชว์บนจอภาพ  ผมศึกษาชั่วครู่ สั่งหอยทากมาร์คตำแหน่งที่ระบุในนามบัตร “โป๊ะเชะ! ไปกันเลยหอยทาก มายเออร์เรือเช่า..โก!”

หอยทากทะยานขึ้นท้องฟ้า

continue

5

เคบินซอมซ่อจะพังแหล่มิพังแหล่อยู่บนโขดหินหันหน้าออกทะเล เรือหาปลาสีซีดจอดเทียบสะพานไม้โย้เย้ ตรงทางเข้ามีป้ายโทรม ๆ แขวนเอียงกระเท่เร่ ‘มายเออร์เรือเช่า’

เราเดินเข้าไปร้องเรียกไม่มีเสียงตอบเลยถือวิสาสะเข้าไปหย่อนก้นบนโซฟาขาดปุปะในออฟฟิศ

ผมกวาดตามองรอบห้อง

หมอนี่ไม่เลวดูตามรูปที่แขวนโชว์บนผนังท่าจะเป็นนักล่าปลามือฉมัง(หากเป็นรูปจริงนะ) ไอ้ที่พ่อเจ้าประคุณถ่ายมาโชว์ล้วนปลาตัวใหญ่ ๆ หน้าตาแปลกประหลาด (ผมบอกชื่อไม่ถูกหรอก อยากรู้ ไว้เจอตัวเดี๋ยวจะถามให้)

ยังมีอุปกรณ์ล่าปลาสารพัดแขวนประดับผนัง กระดูกกรามขากรรไกรปลาวาฬคู่เบ้อเร่ออ้าค้างคล้ายจะงับอยู่หลังโต๊ะทำงาน ปลายักษ์ถูกสต๊าฟห้อยต่องแต่งบนเพดาน

“ยี้!น่าขยะแขยง!” ลีนาขยับชิดไออุ่นกรุ่นมาพร้อมกลิ่นหอมแบบธูปอินเดีย(อา..กลิ่นที่เจ้าจีใช้ในร้านนั่นเอง) ผมกัดริมฝีปากตัวเอง (เด็กเพื่อนนะเด็กเพื่อน)

เรานั่งคอยสักพักมีรถกระบะเก่า ๆ คลานปุเลงเข้ามา

ตาเฒ่าผิวเกรียมแดด หนวดเครารุงรัง เดินโยกเยกตรงมาทางออฟฟิศ เรารีบลุกออกมาทักทาย

“ฮา ฮา มาถึงกันเร็วดี..มายเออร์ เดอะฮันเตอร์” เราสัมผัสมือ โห มือหรือเนี่ย! ผมว่ากระดาษทรายเบอร์สิบเจอเข้ายังเรียกเพ่ ลีนาหน้าตาเหยเกตอนสัมผัสมือพ่อเฒ่าทะเลคนนี้ “ผมพีกาซัส นี่ ลีนา แฟนผม” บอกเป็นอย่างอื่นก็บ๋อแบ๋ใครจะไปเชื่อเลยแหย่ลีนาเล่นซะงั้น

“เชิญข้างในครับ เชิญข้างใน” ตามายเออร์ เดอะฮันเตออร์เดินโยกเยกนำเราเข้าออฟฟิศ

ปรากฏว่าเป็นคนเดียวกับที่จีรานี่คุยด้วยจริง ๆ ตามายเออร์บอกว่าเขาเป็นคนพาจีรานี่ไปค้นหาเรือปีศาจ แต่เขาคิดว่าจีรานี่ตายไปแล้ว เขาเองก็เกือบเอาชีวิตไม่รอด

“พวกชาวบ้านไม่คุยกับคุณหรอก พวกนั้นน่ะปอดแหก กลัวเรือปีศาจจะออกอาระวาดไม่เป็นอันหาปลา”

“อ้าวแล้วลุงไม่กลัวหรือครับ?”

“โอ้ย! ผมไม่รู้จักหร็อกความกลัว ผมล่าทุกอย่างในทะเลจนได้ฉายาเดอะฮันเตอร์ เหลือก็แต่เรือปีศาจนี่ล่ะที่ผมต้องจัดการให้ได้!” ตาเฒ่าขบเคี้ยวเคี้ยวฟันเหมือนโกรธกันมาเป็นชาติ

เราพูดคุยทำความรู้จักกัน (ส่วนมากผมจะฟังเสียมากกว่า ตาลุงนี่ขี้โม้น้ำไหลไฟดับ) ผมพยามตัดบทวกเข้าเรื่องแต่ไม่สำเร็จ วีรกรรมทางทะเลยังกระฉอกไม่หยุดปาก ผมเลยถามดื้อ ๆ

“เช่าเรือลุงออกไปล่าเรือปีศาจเท่าไหร่ครับ?”

ตาเฒ่าเบรคเรื่องล่าปลายักษ์ที่กำลังจะขย่ำเรือแกดังเอี๊ยด

“แล้วแต่ว่าจะไปกี่วัน กี่คืน กี่คน…”

“เท่าไหร่ครับ?” ผมถามซ้ำ “เอาแบบจนกว่าจะเจอเลย”
ตาลุงครุ่นคิด “หมื่นเครดิตขาดตัวห้ามต่อรอง!”

“หมื่นเครดิต!” ผมลุกยืน “ไปลีนา!” ลีนาเงอะงะ

“ม่ายไปกับผมคุณไม่มีทางพบไอ้เรือปีศาจนั่น ผมล่ามันมาทั้งชีวิต บนดาวดวงนี้มีแต่ผมคนเดียวที่เคยเข้าใกล้มันที่สุด” ตาเฒ่าเอนหลังพิงพนักยกขายาวไม่เท่ากันพาดบนโต๊ะ

“ได้ ตกลงค่ะ” ลีนาพูด

“เอ้า! ลีนา ได้ไง!” ผมโวย ลีนาขยิบตา

“คุณจะต้องจ่ายมัดจำครึ่งนึงก่อน”

“ตกลงค่ะ แต่ขอคุยกับคุณลุงสองต่อสองสักครู่ได้มั้ยคะ?” ลีนาบอก

“ได้ เชิญด้านหลัง” ตาลุงเดินโยกเยกผลักบานประตู ลีนาหันมายิ้มให้ผมก่อนจะตามเข้าไป

ผมทิ้งตัวลงบนโซฟาเสียงสปริงเก่าลั่นเอี๊ยดอ๊าด หนอย..ตังค์จะกินเหล้ายังไม่มี จะให้เช่าเรือโกโรโกโสเป็นหมื่น  เรือยอร์ชจะไม่ว่าสักคำกะฟันกันชัด ๆ

สักครู่ลีนากับตาลุงเดินออกมา หัวเราะระรื่นยังกะคุยกันถูกคอเต็มประดา

“เรียบร้อยครับ พวกคุณเตรียมตัวให้พร้อม เย็นนี้เราจะออกทะเลกันเลย”

“ขอบคุณคุณลุงมากค่ะ” ลีนาจับมือสนิทสนม ผมงงเป็นไก่งวงตาฟางแต่ต้องรับลูกตามลีนาไปก่อน

“ผมขอตัวเตรียมข้าวของก่อน แล้วเจอกันที่เรือหกโมงเย็นครับ” ตาลุงยื่นมือให้ผมเขย่ามือเออออยิ้มจ๋อย ๆ

เราออกจากออฟฟิศมาที่หอยทาก

“นี่ คนสวย เธอเอาตังค์จากไหนไปให้ตาลุงเดอะเขี้ยวตันนั่น”

“โธ่ พี่ คิดดูสิ เราไม่มีเงิน แต่พี่จีมีเยอะแยะ ช่วยพี่จีให้ได้ก่อนจะเอาเท่าไหร่ก็ได้”

“แล้วเงินมัดจำล่ะ”

“แหะ แหะ” เสียงอย่างนี้คงไม่ต้องบรรยายนะครับคุณผู้อ่าน ผมชักได้กลิ่นทะแม่ง

“แล้วเงินมัดจำล่ะ….ลีนา”

“แหะ แหะ” อีกแระ

“ลี..นา..!!”

“ลีนาบอกลุงไปว่ายกหอยทากให้ จอดไว้ให้แกที่นี่เลย แหะ แหะ”

“ลี น า !” ผมแหกปาก

continue

6

ดวงตะวันสีส้มสุกกลมโตกำลังจูบลาผิวน้ำ เงาระยิบทอดยาวหาเรา
เรือหาปลาลำเล็กซอมซ่อแล่นปุเลงออกทะเล

เสียงเครื่องยนต์ครางเหมือนเป็นหวัดลงคอ

ตาลุงยึดคีย์การ์ดหอยทากไว้ (แต่ไม่รู้หรอกว่าผมสั่งหอยทากเข้าโหมดสแตนด์บายขี้โกงนิดหน่อยช่วยไม่ได้งกนัก) ตะวันรอนจุมพิศผิวน้ำไม่นานก็เร่งลาลับจมหาย ลำแสงหลากสีนวลตาที่ทิ้งไว้ก็ค่อย ๆ ลับตามปล่อยให้ความมืดกรายมา เรือเราแหวกผิวน้ำไปเรื่อย ๆ นานจนท้องฟ้ามีแต่แสงดาวท้องทะเลมืดมิดเหมือนเราฝ่าไปในสีดำล้ำลึกเห็นฟองขาวสะท้อนแสงไล้ขอบเรือจึงได้รู้ว่าเรือกำลังเคลื่อนไปข้างหน้า

หลังอาหารลีนาหลับอย่างง่ายดาย ตาลุงล็อคพังงาเรือเอนหลังถุนยาสูบพื้นบ้านสบายอารมณ์

“ลุงเล่าเรื่องเรือปีศาจให้ฟังบ้างสิ” ผมชวนคุย ตาลุงหันมองยิ้มทั้งมุมปากยังคาบมวนยา คีบยาคาโคนนิ้วถอนปากพ่นควันเป็นวงก่อนเริ่มเรื่อง..

“เวลานั้นผ่านมานานแล้ว นานจนผู้เฒ่าของผู้เฒ่าเพียงเคยได้ยินเรื่องเล่าต่อ ๆ กันมา สมัยที่น้ำยังไม่ท่วมแผ่นดินดาวดวงนี้ยังคึกคักจอแจ ยุคนั้นเรือยังใช้ใบ การเดินทางต้องอาศัยลม” ลุงฮันเตอร์ส่งมวนยาสูบเข้าปากซืดเต็มแรงแล้วพูดพร้อมเอฟเฟคเหมือนพ่นดรายไอซ์ออกจากปาก “มีเรือโจรสลัดลำหนึ่งบรรทุกทรัพย์สมบัติเพชรพลอยมากมายแล่นผ่านจุดลมสงบนิ่ง ทุกอย่างตรงนั้นไม่มีอะไรเคลื่อนไหวไม่ว่าคลื่นหรือก้อนเมฆ รออยู่นานไม่มีลมแม้แผ่วเบา กัปตันวิงวอนต่อพระเจ้าครั้งแล้วครั้งเล่า..ไม่ได้ผล” อัดยาสูบอีกครั้งมวนยาสว่างวาบตาลุงถอนโคนนิ้วคีบมวนยาจากปากบี้ลงกับพื้นเรือ

“รู้มั้ยทำไม?”

ผมส่ายหน้า

“กัปตันไม่เชื่อในพระเจ้า” ตาลุงกลืนน้ำลายลูกกระเดือกขยับขึ้นลงเหมือนอยากออกมาวิ่งเล่นข้างนอก “เรือลอยนิ่งอยู่อย่างนั้นหลายวันจนเสบียงหมด ลูกเรือกำลังจะอดตาย ด้วยความโกรธแค้นพระเจ้ากัปตันสบถขอลมกับปีศาจแลกวิญญาณและสมบัติทั้งหมดของเขา” ตาลุงเล่าพลางมวนใบยา

ผมนั่งมองแกตั้งหน้าตั้งตาสาระวนกับมวนยาสูบ ท่าทางแกไม่สนใจใยดีอะไรจริง ๆ แฮะ กว่าจะหยิบยาเส้นกว่าจะเรียงบนใบยาค่อย ๆ ม้วนหากันคลึงด้วยฝ่ามือ กว่าจะยัดเข้าปาก ใช้อุ้งมือป้องลมจุดไลท์เตอร์ สูดซี้ด อั้นสักพัก..แล้วพ่นควัน ที่บรรยายมานี่ไม่ทราบพอจะเห็นลีลาบ้างไหมครับคุณผู้อ่าน…ผมทนรอไม่ไหว

“แล้วอย่างไรต่อลุง?”

“ปีศาจรับคำนะสิ” มวนยากระดกอยู่ขอบปาก “บันดาลให้เกิดลม แล้วเรือก็แล่นไปกับลมปีศาจตั้งแต่นั้นมา”

หยุดอีกแล้ว

“แล้ว…” ผมพยายามต่อเรื่อง

“เล่ากันว่าเรือยังคงเดินทางไป ทุกคนในเรือถูกปีศาจกลืนกินวิญญาณ อยู่เฝ้ารักษาสมบัติไปกับเรือชั่วนิรันดร์ ลูกเรือเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อย ๆ จากพวกที่โลภอยากได้ทรัพย์สมบัติจากเรือนั่น” ตาลุงพ่นควัน หันมองผม

“คุณก็เหมือนกันใช่มั้ย? ตามหาเรือปีศาจเพราะอยากได้สมบัติ”

“เฮ้ย! ลุง ได้ไง ผมมาช่วยเพื่อน มันถูกปีศาจจับมา” ผมรีบแย้ง หนอยหาว่าผมบ้าสมบัติ

“อ้อ เพื่อนคุณที่ผมพบเมื่อปีกลาย?”

“ใช่ มันถูกปีศาจหิ้ว ผมเห็นกับสองตาเลย”

“อืม..คุณก็เลยคิดว่าเขาถูกพามาที่เรือปีศาจ”

“ใช่ แล้วลุงตามล่าเรือปีศาจทำไมครับ..ถ้าไม่ใช่เพราะสมบัติ?” ผมหาเรื่องแขวะแกบ้าง

ตาลุงมองหน้าผมนิ่งจนผมชักกระสับกระส่าย..นาน..นานมาก สงสัยผมจะปากเสียเข้าให้แล้ว ดีนะสุดท้ายแกก็พูดออกมา

“มันเป็นความแค้นส่วนตัว..เมื่อผมยังเล็กพ่อถูกเรือปีศาจกลืนวิญญาณ ผมสาบานว่าจะตามล่าทำลายมันให้ได้” ตาลุงมองออกไปในความมืด เส้นเลือดลำคอปูดโปน

ผมไม่กล้าถามอะไรต่อ เราเงียบไปนาน เรือเคลื่อนผ่านผืนน้ำนิ่งสนิท เสียงเครื่องยนต์ครางจังหวะราบเรียบ เสียงลุงฮันเตอร์เหมือนลอยมากับลม “พ่อรู้จักทะเลเหมือนเมฆรู้จักท้องฟ้า พ่อเป็นนักล่าของนักล่าที่ใคร ๆ ต่างยอมรับนับถือ เราออกทะเลกันนานแรมเดือน เราสู้กับปลายักษ์ข้ามวันข้ามคืน แต่แล้วทุกอย่างเปลี่ยนไปเมื่อพ่อพบเรือปีศาจ” ลุงฮันเตอร์เม้มริมฝีปากนั่งนิ่งปล่อยยาสูบในมือลุกลมลามมวน

“ออกมาเที่ยวนี้ลุงว่าเราจะเจอเรือปีศาจมั้ย?” ผมถาม

“คุณเชื่อว่ามีเรือปีศาจมั้ยล่ะ?” ลุงย้อน

ผมพยักหน้า

“เมื่อคุณเชื่อ..คุณจะเห็น” ตาลุงเอนหลังแล้วหลับตาทิ้งผมไว้กับเรือปีศาจในความมืดเบื้องหน้า ‘เมื่อคุณเชื่อ..คุณจะเห็น’ ชักสงสัยเสียแล้วสิว่าผมเชื่อหรือเปล่า?

continue

7

ผมเผลอหลับไปนานเท่าไรไม่ทราบมารู้สึกตอนตาลุงเขย่าตัว หันมองรอบข้างเต็มไปด้วยหมอกหนาทึบ แสงเรืองของหมอกสะท้อนเงาสว่างจากเก๋งเรือเคลื่อนไปมาราวสิ่งมีชีวิต ยื่นมือเห็นปลายนิ้วแค่เลือนราง ผมรีบปลุกลีนา

ลุงฮันเตอร์ดับเครื่องยนต์ปล่อยให้เรือลอยนิ่งแกบอกว่านี่คือเดธโซนบริเวณลึกลับที่กฏเกณฑ์, เหตุผล, ความน่าจะเป็นทั้งหลายกลายเป็นเรื่องหลอกเด็ก ความคุ้นเคยเดิม ๆ ในชีวิตประจำวันใช้ไม่ได้กับที่ตรงนี้

“จากนี้ไปคุณต้องใช้แต่ความเชื่อ อย่าใช้ความคิด” ตาลุงพูดกับหมอกแต่คงบอกผม ลีนานิ่งอึ้งขยับชิดกอดแขนผมไว้แน่น

“อย่างไรลุง?” ผมถาม

“หากใช้ความคิดใช้เหตุผลคุณจะสับสนจนแทบบ้า” ลุงหยิบไลท์เตอร์ขึ้นมากำไว้ “ผมจะปล่อยไอ้นี่คุณคิดว่ามันจะเป็นอย่างไร?”

“ก็ตกน่ะสิ” ผมตอบทันควัน

ลุงฮันเตอร์คว่ำมือแล้วแบออก ผมตาเหลือกอ้าปากค้าง ตาลุงหงายมือขึ้นไลท์เตอร์ยังอยู่บนฝ่ามือ

“หยั่งไงกันล่ะเนี่ย”

“ที่คุณเห็นคือความเชื่อของผม ความคุ้นเคยเดิม ๆ ของคุณคือสสารจะต้องตกพื้นเพราะแรงโน้มถ่วงนั้นใช้ไม่ได้กับที่นี่”

“ความเชื่อของลุง!” ผมอุทาน

“ใช่”

“แล้วความเชื่อของผมล่ะ?”

“ความเชื่อของคุณก็เป็นของคุณ คุณจะเห็นความเชื่อของคุณแต่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงความเชื่อคนอื่น”

ผมเลิกคิ้วหันมองลีนา ลีนาส่ายหน้าเป็นว่าเราทั้งคู่งงพอกัน ตาลุงไม่สนใจอธิบายต่อขยับตัวหยิบโน่นล้วงนี่จากช่องเก็บของ

“ลุงมาเจอเดธโซนได้อย่างไรครับ?” ผมถาม

“ตอนเราตามล่าปลายักษ์” ลุงบอก “มันถูกฉมวกของเราแต่ยังสู้สุดฤทธิ์ลากเรือของเราออกทะเลลึก”

“ลุงกับพ่อของลุง”

“ใช่” ชักมีดสั้นออกจากปลอกคมสะท้อนเงาวาว “เราสู้กันทั้งวันทั้งคืน มันเป็นปลาที่ทั้งแข็งแรงทั้งฉลาดแต่พ่อแกร่งกว่า มันพยายามชนเรือเราให้คว่ำ..” ตาลุงลูบผ้าไปบนใบมีด “เกือบทำสำเร็จหากไม่บังเอิญเข้ามาในเดธโซนเสียก่อน”

ผมหันมองอวลหมอกแน่นหนาเคลื่อนวนไปมา แสงจากเก๋งเรือทำให้เกิดเงาซับซ้อนมองคล้ายเค้าหน้า..ยังมี..คล้ายกำลังพยักหน้า..ผมคงฟุ้งซ่านไปเอง ลุงฮันเตอร์เล่าต่อว่า

“เจ้าปลาบ้าคลั่งนั่นไม่รู้เป็นอย่างไรพอเข้าเขตเดธโซนมันกลับสงบนิ่งเหมือนยินยอมรับความตาย”

“พ่อลุงเลยจัดการมัน”

“เปล่า” ลุงฮันเตอร์ส่ายหน้าหันมองหมอกนอกเก๋งเรือ “เราพบเรือปีศาจ…หลังจากนั้นทุกสิ่งทุกอย่างก็เปลี่ยนแปลงไป”

แกไม่ยอมพูดจาอีก หยิบใบยาขึ้นมามวนนั่งพ่นควันใส่หมอกเหมือนไม่มีเราอยู่ด้วย

ผมนั่งนิ่งนาน ๆ ไม่เป็น ควักฮาร์โมนิกาออกมาเป่า ตาลุงหันทำหนวดทะมึนทึนบอกให้เงียบก็เลยต้องเก็บ ลีนาซบหลับอยู่กับไหล่

เรานั่งนิ่งอย่างนั้นนานราวศตวรรษ จู่ จู่ ก็มีลม
พัดมาเบา ๆ แล้วค่อย ๆ แรงขึ้น
ผมหันมองตาลุง แกยิ้มมุมปากตอเคราขยับหากันราวมีปาร์ตี้
มวลหมอกที่นิ่งสงบเมื่อครู่เริ่มปั่นป่วนหมุนวน
ไอหมอกกลายเป็นละอองน้ำ ๆ ฟุ้งกระจาย

ผมปลุกลีนา

ลมแรงขึ้นจนกลายเป็นพายุ ผืนน้ำคลุ้มคลั่ง เรือโคลงไปมา มีเงาขาวเรืองรางเลือนอยู่ไกล ลุงฮันเตอร์ขบกรามแน่นเพ่งมองไปข้างหน้า

เงาขาวใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ

เป็นใบเรือสามกระโดงขนาดใหญ่กำลังรับลมเต็มที่พุ่งมาทางเรา คลื่นลูกใหญ่โถมใส่หัวเรือเสียงโครม ๆ ตัวเรือสั่นสะท้อนโยกขึ้นลงแทบพลิกคว่ำ ลีนากอดผมไว้แน่นจนขยับตัวไม่ได้

“โธ่ ลีนา จับเรือไว้สิ” ผมปลดมือเธอให้จับตัวเรือ

“มันมาแล้ว! เตรียมตัวเร็ว!” ตาลุงโยนปืนฉมวกให้ผม

“อันเดียวก็พอลุง ลีนาให้คอยอยู่ในเรือนี่แหละ!” ผมตะโกนแข่งเสียงคลื่น

“ไม่! ลีนา จะไปช่วยพี่จี!” ลีนาคว้าปืนฉมวกจากมือผม

“ไม่! มันอันตราย เข้าใจมั้ยลีนา! มันอันตราย!” ผมตะคอก

“ไม่! ลีนาจะไปช่วยพี่จี!” เธอตะคอกกลับเสียงดังกว่าผมเสียอีก..ดื้อชะมัดยาด ผู้หญิงสวย ๆ มักจะดื้อเอาแต่ใจอย่างนี้ทุกคนสินา ผมฮึดฮัด ไม่รู้จะว่าไงเรือยักษ์ใกล้เข้ามาทุกที

“เร็วอย่ามัวเถียงกัน เรามีเวลาไม่กี่วินาทีตอนมันเข้าใกล้ ไม่งั้นมันจะหายไปอีก!” ตาลุงตะโกนแล้ววิ่งไปที่ปืนฉมวกหัวเรือ

ยิ่งเงาขาวใกล้เข้ามา คลื่นลมยิ่งปั่นป่วน ในเสียงคลื่นมีเสียงโกลาหลของผู้คน เสียงหวีดร้องราวถูกทรมาน รอบเรือของเราเต็มไปด้วยใบหน้าซีดขาวดวงตาเบิกโพลงลอยคอร้องขอความช่วยเหลืออยู่ในน้ำ หญิงสาวคนหนึ่งมองมาทางผมดวงตาเป็นร่องลึกอิดโรย เธอตะกายเกาะขอบเรือ ผมยืนมือจะฉุดเธอขึ้นเสียงลุงฮันเตอร์ร้องห้าม

“ไม่ต้องสนใจ! พวกมันไม่ได้อยู่มิติเดียวกับเรา!” ผมหดมือกลับแต่ดวงตาคู่นั้นมองอย่างอ้อนวอนมาทางผมจริง ๆ นะผ่าสิ จะให้ดูคนจมน้ำต่อหน้าต่อตาเรอะ ผมไม่สนล่ะ ช่วยคนก่อน ผมเกร็งตัวยืนมือออกไป

ตาลุงโดดถีบผมกลิ้งโค่โร่ “บอกว่าอย่าสนใจ เร็ว! มาทางนี้” ตาลุงวิ่งกลับไปที่ปืนฉมวก ลีนาเข้ามาประคองผมขึ้นเราวิ่งไปทางหัวเรือ

เรือใบโบราณลำยักษ์ประเดี๋ยวชัดเจนประเดี๋ยวพร่าเลือนกำลังเคลื่อนผ่านพวกเรา เสียงกรีดร้องโหยหวนดังลั่นแสบแก้วหู กลิ่นตะไคร่กลิ่นไม้โบราณคละคลุ้ง ลุงฮันเตอร์เกร็งแขนเล็งปืนฉมวกแต่ยังไม่ยอมยิง จนเรือยักษ์ผ่านพ้นช่วงกลางลำ

“ยิงสิลุง! ยิง!” ผมตะโกนลั่นจังหวะเดียวกับที่หัวฉมวกพุ่งออกจากฐานปักตัวเรือ เชือกถูกดึงตามไปอย่างรวดเร็ว พอเชือกตึงเรือของเรากระตุกจนเราเซถลา

“ลีนา ยิง!” ผมตะโกน ลีนายิงปืนฉมวก รีไวน์สลิงดึงตัวลีนาขึ้น ผมจึงเล็ง..ยิง แล้วดึงตัวตามขึ้นไป “ลุง!” ผมร้องเรียก

“ไม่ต้องห่วงเดี๋ยวผมตามไป!” ได้ยินเสียงร้องตอบแว่ว ๆ ผมขึ้นมาอยู่บนตัวเรือแล้ว

continue

8

ผมย่อตัวหลังแนบขอบเรือกวาดตามองโดยรอบ ดาดฟ้าเงียบเชียบ เสียงปีศาจโหยหวนหายไปแล้ว เสาใบขนาดยักษ์สูงตระหง่านมีเชือกเส้นโตระโยงระยาง ใบเรือขาวนวลรับลมเต็มที่..มีลม..แต่ไม่มีเสียงลม ไม่สิ!..ไม่น่าจะมีลม ผมไม่รู้สึกว่ามีลมพัดต้องตัวเลยสักนิด แต่ผ้าใบใหญ่ทั้งสามผืนนั่นตึงลมจนโป่งพอง ผมรู้สึกได้ว่าเรือกำลังแล่นฉิวด้วยความเร็วสูง มวลหมอกหนาก็หายไปแล้ว ท้องฟ้าสว่างเรืองด้วยแสงจันทร์สองดวง บนนี้มีแต่ความเงียบเหมือนเรือร้างแล่นไปในทะเลตามลำพัง เรือโบราณที่ยังสมบูรณ์ไม่มีริ้วรอยทำลายของกาลเวลา

จ๊าก!!

ผมร้องลั่น มีมือเย็นเฉียบจับหมับที่แขน ผมตาลีตาเหลือกหันไปดู ลีนานั่นเอง

“โธ่ ลีนา สะกิดก็ได้จับซะแน่นเชียว!ตกใจหมด!”

“ลุงล่ะคะ” ลีนาถาม

“แกบอกว่าเดี๋ยวตามมา” ผมตอบ

“เอาไงต่อดีล่ะพี่?” ลีนาถาม

“เอาไงเอากัน” ผมตอบ ลีนาค้อนขวับ “ไปกันเถอะ” เธอว่า

“คอยลุงก่อนไม่ดีหรือ?”

“ลีนาเป็นห่วงพี่จี” อืมม์..ทำไมผมไม่มีคนคอยเป็นห่วงอย่างนี้บ้างนะ

เราคลานสี่ขาแฝงเงาลัดเลาะหาทางลงไปข้างล่าง เงียบชะมัด เสียงกรีดร้องเสียงโครม ๆ ของคลื่นหายไปอย่างปุบปับมีแต่เสียงวิ้ง ๆ ในหู เหมือนตอนเพื่อนเล่นพิเรนทร์แอบตะโกนใส่หูคุณดัง ๆ นั่นล่ะครับคุณผู้อ่าน แก้วหูคุณก็จะได้ยินเสียงเหมือนผมเป็นอยู่ตอนนี้

เราผ่านลงข้างล่างอย่างสะดวกสบายคล้ายทั้งลำเรือมีแต่เราสองคน เอ๊ะ! ใช่สิ! เราสองคน ที่เหลือเป็นปีศาจ..ผมลืมเสียสนิท

เราเดินสำรวจด้านล่าง ทุกห้องว่างเปล่าเจอโถงใหญ่มีโต๊ะยาวสงสัยจะเป็นห้องประชุมไม่ก็ห้องอาหาร

แล้วเราก็พบจีรานี่!

เพื่อนซี้ของผมถูกมัดกับเก้าอี้ปลายโต๊ะ มันนั่งหลับตาคอตก

ผมวิ่งเข้าไปแต่ลีนาไวกว่า เธอร้องเรียก “พี่จี!” แล้วรีบแกะเชือก จีรานี่ค่อยเผยอเปลือกตาขึ้นมอง หน้ามันไม่เหมือนคนเป็น ๆ เลยจริง ๆ ผมเข้าไปขยี้หัว

“ฮ่า ฮ่า โตะใจโหมะเลยนึกว่าตายเลี้ยว ฮ่า ฮ่า” ไอ้จีไม่ยักขำมันทำหน้าบอกบุญไม่รับ ผมฉุดแขน “เฮ้ย! กูมาช่วยแล้ว ลุก!! ไป!!” ดึงแขนมันขึ้น ลีนาช่วยประคอง ไอ้จีคงอดอาหารเลยไม่มีเรี่ยวแรง ปากบวมเป่งซีดแตกเป็นร่องของมันขยับได้ความว่า

“มาช่วยมารดามรึงสิ” จีรานี่นั่งกลับลงไป “มรึงเดินเข้ามาอย่างกะแขกวีไอพีเช็คอิน”

“ฮา ฮา ฮา ฮา ฮา ฮา ฮา” ได้ยินเสียงหัวเราะลั่นห้องทำเอาผมขนลุก “หมดเวลาแสดงแล้ว!” เสียงก้องกังวานดังจากทุกทิศทาง

continue

9

เข่าผมอ่อนระทวย

ห้องว่างเปล่าเมื่อครู่ ค่อย ๆ เพิ่มจำนวนสมาชิกขึ้นทีละคนสองคน ไม่สิเรียกว่าตนถึงจะถูก จนทั้งห้องเต็มไปด้วยเหล่ากะลาสีโจรสลัด อย่าได้เข้าใจว่าพวกมันเดินเข้ามานะครับ พวกมันแค่แสดงร่างเฉย ๆ ที่นั่งก็นั่งอยู่ตรงนั้น ที่ยืนก็ยืนอยู่แล้ว ข้าง ๆ ผมก็ยังมีอยู่ตนสองตน โอ..แม่เจ้า ผมเดินทื่อเข้ามาในดงพวกมัน อยู่กันเต็มห้องเหมือนในเรื่องโจรสลัดแห่งคาริบเบี้ยนอย่างไรอย่างนั้น

ตรงหัวโต๊ะคงเป็นตัวหัวหน้า มีสายคาดตาสวมหมวกปีกกว้างเบ้าตาดำอย่างกะหมีแพนด้า

“นี่สินะเพื่อนคนเก่งของแก ใจกล้ามาก เสียดาย โง่!..ไปหน่อย” เจ้าตนหัวหน้าชมผม “ไหน เข้ามาใกล้ ๆ ข้าซิ!” มันขยับปากแต่เสียงไม่รู้มาจากไหน ผมหันรีหันขวาง

“แกนั่นแหละ!” มันชี้มือ ผมเดินเข้าไป ลูกสมุนที่นั่งข้างลุกให้ผมนั่ง

“แกรู้มั้ยว่าขึ้นมาบนเรือของข้าแล้วไม่มีโอกาสรอดกลับไป?”

“ไม่ทราบขอรับ” ผมตอบอย่างนอบน้อมสุดขีด จะไม่ให้นอบน้อมได้ไง ลองคิดถึงบรรยากาศดูสิครับ แสงทึม ๆ เต็มไปด้วยพวกโจรหน้าตาดูไม่จืด หนวดเครารุงรัง กลิ่นอับเหมือนไม่เคยพบน้ำ ผมตัวลีบเป็นไม้บรรทัด

“แล้วนี่แผนแกเป็นอย่างไร?” มันคว้าแก้วเหล้าบนโต๊ะ “คิดจะทำอะไรต่อ?” ยกแก้วขึ้นดื่ม เห็นเหล้าไหลลงเป็นทาง

“ก็..” ผมอึกอัก “ไม่มีอะไรมากขอรับ แค่พาจีรานี่กลับบ้าน ป่านนี้หมาที่บ้านมันคงอดตายแล้วขอรับ” ไอ้จีมันไม่ได้เลี้ยงหมาหรอกครับผมพล่ามไปตามประสา

“ฮา ฮา ฮา กล้ามาก ข้าไม่เคยเจอใครใจกล้าบ้า ๆ อย่างนี้มาก่อน ฮา ฮา ฮา” ชมอีกแระ!

พวกลิ่วล้อฮาตามกันยกใหญ่ ขำกันกลิ้ง

“ไม่ทราบผมจะพาไอ้จีไปได้หรือยังขอรับ?” ผมหันมองไอ้เพื่อนซี้ คำถามนี้ความจริงถามมันนั่นแหละ แต่หน้าตาระโหยของมันไม่มีวี่แววตอบรับ

“ฮา ฮา ฮา มีอารมณ์ขันดีว่ะ ฮา ฮา ฮา” พวกลูกน้องพากันหัวเราะตามลั่นห้อง ลองจินตนาการครับคุณผู้อ่านทั้งห้องโถงมีแต่เสียงหัวเราะกับกลิ่นขี้ฟัน

“ข้ามีข้อเสนอ” เจ้าตัวหัวหน้าว่าต่อ “ข้าจะให้สมบัติของข้า ไม่มากมายแต่รับรองเจ้าจะสบายไปทั้งชาติ” ดีแฮะไม่ต้องออกแรง คุยกันแบบนักการฑูตอย่างนี้สิ สันติ สันติ

“ข้ามีเงื่อนไงนิดเดียว” เจ้าตาเดียวว่าต่อ “แค่เจ้าบอกผู้คนว่าได้สมบัติจากข้า..ก็เท่านั้น”

“อา…ไม่ยากเลยนี่ขอรับ ตกลง ตกลง” ผมไม่ถนัดเรื่องต่อรองอยู่แล้ว เท่าไรเท่านั้น ซื้อของไม่เคยต่อแม่ค้าสักคำ

“แต่หากครบปีไม่มีคนที่เจ้าบอกข่าวมาหาข้า ข้าจะส่งลูกน้องไปลากเจ้ากลับมา”

“อ้า…อย่างที่ทำกับจีรานี่หรือขอรับ?”

“ใช่! เพื่อนแกมันทรยศ รับปากแล้วไม่ปฏิบัติ ข้าต้องเก็บวิญญาณมันไว้ที่นี่” มันกระแทกแก้วเปล่ากับโต๊ะดัง ปัง! ลูกน้องคนถือขวดเหล้ารีบรินเติมให้

“ว่าไง ตกลงมั้ย?”

“เห็นจะไม่ล่ะขอรับ ก็ไอ้กระผมไม่มีธุระปะปังต้องใช้ทรัพย์สมบัติอะไรของท่านเลยนี่ขอรับ”

“เจ้าไม่คิดมีฮาเร็มอยู่สบาย ๆ มีอีหนูเป็นร้อยคอยปรนนิบัติเรอะ?”

เจ้ากัปตันฮุคหลี่ตามองผมอย่างหยั่งเชิง หนอย..คิดสิ ใครจะไม่คิด ได้อย่างนั้นใครบ้างไม่ชอบ แต่สำหรับผมมันเหมาะเป็นการพักร้อนเสียมากกว่า ขืนใช้ชีวิตอย่างนั้นทุกวี่วันน่าเบื่อตาย ผมตะลอนของผมอย่างนี้ล่ะดีแล้ว

“ได้ยินไหมขอรับ ที่กระผมคิดไปตะกี่เนี้ย” มันเป็นปีศาจน่าจะมีวิชาอ่านใจ

“เป็นอันว่าข้อเสนอถูกปฏิเสธ”

“ถูกต้องแล้วขอร้าบบ”

“จั บ มั น ไ ว้ ! ! !”

พวกกะลาสีปีศาจกรูกันจับเรามัดแล้วยัดเข้าห้องขัง ห้องมืดมิดมีแสงจันทร์ส่องผ่านลูกกรงไม้ด้านบน เราถูกมัดหันหลังชนกันกว่าจะเดินกว่าจะนั่งลงได้เล่นเอาทุลักทุเล กลิ่นสาบรุนแรงจนผมไม่อยากหายใจ

“เหม็นจัง” ลีนาบ่น

“มันจะเอาไงกับเราต่อวะไอ้จี?”

“มันแค่ขังเราไว้ให้อดตาย เดี๋ยวเราก็ได้เข้าร่วมเป็นพันธมิตรกับมัน”

“ฝันไปเถอะ เดี๋ยวก็มีคนมาช่วย”

“ใครวะ?” ไอ้จีสงสัย

“ไมเออร์เดอะฮันเตอร์ไง ” ผมบอก

“ไอ้ลุงนั่นน่ะเรอะ คราวก่อนมันหนีเอาตัวรอดทิ้งกรูไว้เกือบตาย” ไอ้จีฟึดฟัด

“แกคิดว่า**ตายไปแล้ว ตัวแกก็เกือบเอาชีวิตไม่รอด” ผมช่วยแก้ข่าว จีรานี่ขยับตัวพยายามทำให้เชือกคลายแต่เปล่าประโยชน์

“มรึงบอกกรูหน่อยเหอะ มรึงมายุ่งกับไอ้พวกปีศาจนรกเนี่ยได้อย่างไร?” ผมถาม

“มีคนบอกเรื่องสมบัติในเรือ ล่อใจให้กรูมาลองเสี่ยงโชคดู” ไอ้จีตอบ

“อ้อ บอกต่อกันเป็นขายตรงเชียวนะมรึง” ผมแขวะ

“เออ แต่กรูไม่อยากบอกใครให้มาเป็นเหยื่ออีก กรูเลยหนีลูกเดียวไม่คิดว่ามันจะตามเจอ กาแลกซี่ออกกว้างใหญ่ถูกพวกมันพบเข้าจนได้” ไอ้จีขยับยุกยิกอีก “กรูว่าเราหาทางแก้เชือกบ้านี่ออกก่อนเหอะ”

“ใช่ แล้วออกไปจากห้องบ้านี้ด้วย ลีนาหายใจจะไม่ออกอยู่แล้ว” ลีนาเสริม

“ไม่ใช่เรือยอร์ชนะเจ้าคะลีนา จะได้ไปไหนมาไหนอย่างใจ” แล้วเราก็ได้ยินเสียงแก๊กที่ประตู อ่ะห้า! มาแล้ว ซุปเปอร์แมนไมเออร์ เดอะ ฮันเตอร์

ตาลุงช่วยแก้มัดให้เราพลางทักทายทบทวนความหลังกับไอ้จีเถียงกันไปมาจนจะชกกัน ผมห้ามไว้แล้วพากันออกจากห้องขัง ผมจะกลับไปลงเรือแต่ตาลุงไม่ยอมกลับ บอกจะต้องทำลายเรือปีศาจให้ได้ เราจึงต้องออกค้นหาห้องเก็บดินระเบิด แผนของลุงฮันเตอร์แค่จุดชนวนแล้วเผ่นหนี

พวกเรามุดห้องโน้นออกห้องนี้ หลบพวกกะลาสีปีศาจ จู่ ๆ ลีนาหายไป ลุงฮันเตอร์แยกไปหาห้องเก็บดินระเบิด ผมกับจีรานี่ตามหาลีนาปรากฏว่าเจอเจ้าหล่อนอยู่ในห้องเก็บสมบัติ

โอ แม่เจ้า! อะไรจะปานนั้น

ประกายแสงเพชรพลอย เงิน ทอง เจิดจ้า สะท้อนวูบวาบอร่ามไปทั้งห้อง เหรียญทองยุคโบราณในหีบเหล็ก ข้าวของเครื่องใช้ต่าง ๆ ล้วนทำจากทอง

ลีนากำลังง่วนเก็บสมบัติใส่ถุง ผู้หญิงกับสมบัติพัสถานผมว่าแล้ว..ตัดกันไม่ขาด

“ลีนา” เราเรียกเสียงกระซิบ เธอสะดุ้ง เห็นเป็นพวกเราจึงผ่อนลมหายใจ “เดี๋ยวขอเวลาลีนาแป๊บเดียว” เธอว่า

“ลีนาเห็นแล้วใช่มั้ยเอาสมบัติไปแล้วเป็นไง?” เจ้าจีพยายามเตือนสติแต่ลีนาไม่ฟัง เธอลากถุงตัวเอียงไอ้จีกระชากถุงนั่นไปจากมือ

“บอกว่าเอาไปไม่ได้!”

“ไม่! ลีนาจะเอาไป พี่จีไม่เอาก็เรื่องของพี่จีสิ!” ลีนาคว้าถุงคืน

จีรานี่โกรธจัด กระชากถุงนั่นโยนกลับไปแล้วยึดมือลีนาไว้ ลีนามองด้วยความอาวรณ์

“ฮา-ฮา-ฮา-ฮา-ฮา-ฮา”

แล้วเสียงหัวเราะชวนขนหัวลุกก็ดังขึ้น

“เพราะแกมันโง่เอง แค่บอกต่อคนอื่น ๆ สมบัติพวกนี้ก็จะเป็นของแก มากเท่าที่แกจะเอาไปได้” เจ้ากัปตันตาเดียวปรากฏกายพร้อมสมุน ผมเพิ่งเห็นมันเต็มตัว นอกจากตาข้างเดียวแล้วยังมีขาข้างเดียว ขาอีกข้างเป็นเหล็กแหลมสะท้อนเงามันปลาบ เดินแต่ละก้าวดัง แก๊ก ๆ

“แต่ตอนนี้ข้าเปลี่ยนใจแล้ว เอาพวกแกไว้เป็นสมุนข้าที่นี่ดีกว่า โดยเฉพาะนังผู้หญิงอกโตนั่น เรากำลังขาดนางระบำอยู่พอดี ฮา ฮา ฮา” มันพูดจบหัวเราะอารมณ์ดี พวกลูกสมุนพากันหัวเราะครื้นเครง

“ไป!!” ผมร้องบอกไอ้จี มันฉุดมือลีนาวิ่งออกประตู พวกสมุนโจรกรูกันเข้ามา

ผมยืนขวางประตูถ่วงเวลาให้จีกับลีนาไปได้สักระยะ

เจ้ากะลาสีคนหน้าพุ่งดาบโค้งเข้ามาผมเอี้ยวหลบแล้วเตะเข้ากลางลำตัวปรากฏว่า..วืด! โดนความว่างเปล่าเต็ม ๆ ดาบโค้งอีกเล่มฟันตามมาจากด้านบน ผมหงายหน้าดาบผ่านปลายจมูกนิดเดียว ไอ้ผีร้ายชะงักดาบแล้วฟันฉับ ผมดีดตัวไปข้างหลัง

คราวนี้ดาบเป็นสิบ ๆ เล่มกรูกันเข้ากินโต๊ะผม ผมกลิ้งไปบนพื้นแล้วกระโดดเตะใส่ดาบที่ฟันพลาด ได้ผลแฮะ! ดาบหลุดจากมือไอ้ผีโจรกระเด็นไปอย่างน้อยได้รู้ว่าดาบเป็นของจริง !

ผมวิ่งหยิบดาบตั้งท่าเตรียมพร้อม พวกมันรุมทันที

ผมดวลดาบกับพวกผีโจรพัลวัน แต่ทำได้แค่ป้องกันตัวเพราะฟันโดนอากาศ ได้แต่กระแทกดาบของพวกมันให้หลุดมือแต่ก็มีดาบฟันเข้ามาอีกขืนสู้ไปมีแต่เสมอกับแพ้ ผมทู่ซี้สักพักก็วิ่งตามไอ้จีกับลีนาขึ้นบนดาดฟ้า สองคนนั่นกำลังโดนรุมกินโต๊ะอยู่เหมือนกัน ผมฝ่าเข้าไปกลางวงล้อม

“สงสัยแสงจันทร์จะทำให้พวกมันหายตัวไม่ได้ แต่ไม่ตายว่ะ โดนฟันแล้วก็ลุกขึ้นมาอีก” ไอ้จีบอก

“อย่างนี้ จะสู้ไปทำต๋อยอะไรวะ หนีสิ!” เรากันลีนาอยู่ด้านหลังแล้วแหวกพวกมันออกเป็นทาง

“ฮา-ฮา-ฮา-ฮา-ฮา “ มาอีกแล้วเสียงหัวเราะนั่น

“พวกแกเนี่ย ดื้อด้านจริง ๆ ดี ข้าชอบ” ไอ้กัปตันขาเหล็กโผล่มาพร้อมตาลุงฮันเตอร์มีดาบของสมุนโจรพาดคอ

continue

10

“พวกแกเนี่ย ดื้อด้านจริง ๆ” เสียงชวนขนหัวลุกมาอีกแล้ว “ดี! ข้าชอบ!” ไอ้กัปตันขาเหล็กโผล่พร้อมตาลุงฮันเตอร์มีดาบของสมุนโจรพาดคอ พวกเราชะงักลดดาบในมือลง ไอ้ตาเดียวลอยหน้าลอยตาถาม “ทำไมไม่สู้ต่อล่ะ?”

เราได้แต่มองกันไปมา ดูท่าหมดทาง ลุงฮันเตอร์สะบักสะบอมคงสู้กันสุดฤทธิ์กว่าจับตัวลุงได้ แกจ้องผมด้วยประกายตาสั่นสะท้าน พวกกะลาสีขยับจะเข้าจับกุมพวกเรา ลุงฮันเตอร์สะบัดหลุดจากดาบที่จ่อคอแล้วตวัดมีดใส่เจ้ากัปตัน มันไวทายาทมีดยังไม่ถึงตัวมันถีบลุงฮันเตอร์กลิ้งไปกับพื้น ลุงฮันเตอร์ซัดมีดสั้นออกจากสองมือ ไอ้ตาเดียวใช้ดาบปัดมีดแรกสะท้อนกลับแต่มีดอันหลังปักคอหอยมัน ลุงฮันเตอร์ฟุบกับพื้น ผมวิ่งเข้าไป ปรากฏว่ามีดที่เจ้านั้นปัดกลับมาพุ่งเสียบคอลุงเหมือนกันต่างที่เจ้านั่นยังยืนนิ่งไม่สะทกสะท้าน

ลุงฮันเตอร์พยายามส่งเสียง “ทำ..ลายเรือ..ปีศาจ” ประกายตาของลุงวิงวอน

“ผม..ผม..” ผมติดอ่างไม่รู้จะบอกลุงอย่างไร ให้สู้กับคนเป็น ๆ ยังพอไหวแต่กับพวกนี้..

“ผม..เชื่อว่าคุณ..ทำได้” ลุงฮันเตอร์สำลักเลือดกบปาก “เมื่อคุณเชื่อ..คุณจะเห็น”

ลุงทวนคำให้ผมคิดถึงไลท์เตอร์ในมือให้ผมตระหนักว่านี่คือเดธโซนบริเวณที่ความคิด จิตสำนึก เหตุและผลไม่สามารถทำงานของมันตามปกติ แว่วเสียงลุงสะท้อนก้อง ‘เมื่อคุณเชื่อ..คุณจะเห็น’ ผมพยักหน้า “แต่..จะฆ่าพวกมันอย่างไร?”

“กระ..ดูก..กระดูกของมัน” ลุงฮันเตอร์สะดุ้งเฮือกดวงตาเบิกโพลง ผมร้องลั่น “ได้! ลุง ได้! ผมจัดการให้ ได้ลุง!” ลุงฮันเตอร์สิ้นใจบนแขนผม เสียงแก๊ก ๆ ใกล้เข้ามา ผมค่อย ๆ วางร่างไร้วิญญาณของไมเออร์ เดอะ ฮันเตอร์ลงเงยหน้ามองไอ้ตัวร้าย

“ทีนี้จะยอมรึยัง?” มันอ้าปากพูดแต่เสียงดังมาจากทุกทิศ

“เดี๋ยวแกเจอดีไอ้กัปตันนรก!” ผมลุกยืนชีพจรเต้นร้อยยี่สิบอะดรีนาลีนหลั่งราวก็อกรั่ว ตะโกนอินพุดคำสั่ง “ไมเคิล! แบทเทิลสูท!!”

เจ้าไมเคิลเพื่อนซี้คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คในแบ็คแพ็คแนบหลังผมตลอดเวลารับคำสั่งส่งเสียง ‘คลิก’

แสงสว่างเรืองรุ้งหมุนวนพวยพุ่งขึ้นจากด้านหลังเข้าห่อหุ้มร่าง พลังงานถูกโหลดเข้าในทุกเซลล์ร่างกาย แบทเทิลสูทชุดต่อสู้ที่เต็มไปด้วยอาวุธรอบตัวปรากฏ สนับแขน สนับขา เกราะป้องกันอกประกบหากัน แสงสว่างเจิดจ้าระเบิดออกรอบข้าง

ผมพุ่งเข้าใส่ไอ้ตาเดียวทันที

มันโดนกระแทกอย่างแรงกระเด็นไปไกลชนเก๋งเรือพังราบเป็นทาง มันพุ่งกลับมาสบัดดาบโค้งในมือจู่โจมอย่างรวดเร็ว

เมินเสียเถอะ! พีกาซัสในแบทเทิลสูทไม่เคยเสียท่าใคร

ผมรับพายุคมดาบด้วยเกราะอ่อนบนท่อนแขน หลบขาเหล็กแล้วเหวี่ยงหมัด มันกระเด็นชนเสากระโดงเสียงดังสนั่น เสากระโดงขนาดสองคนโอบส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดเอียงกระเท่เร่ ร่างไอ้ตาเดียวกองอยู่โคนเสาราวอุจจาระก้อนโต พวกสมุนขยับดาบจะเข้ารุม

“ไ ม่ ต้ อ ง ! ! !” เสียงจากทุกทิศทางดังขึ้น “ข้าเอง! ไม่เคยเจอคู่ต่อสู้อย่างนี้มานานแล้ว ฮา ฮา !!!” มันลุกขึ้นย่างสามขุมแล้วพุ่งตรงหาผม ผมก็พุ่งเข้าใส่

ใช้วิชาเพลงเตะวายุที่จำมาจากฟง-หวิน มันคงไม่เคยดูกำลังภายในเลยทำอะไรไม่ถูก โดนพายุเตะเข้าเต็มหน้าเต็มตา หากเป็นคนธรรมดารับรองหน้าบวมฉึ่งกลับบ้านแม่จำหน้าไม่ได้ แต่มันเป็นปีศาจโดนเข้าไปเท่าไรยังเฉยแถมสวนหมัดออกมาทั้ง ๆ โดนเตะหน้าสั่นอย่างนั้น

จู่ ๆ หมัดของมันอัดเข้าเต็มอก ผมกระเด็นตัวลอย ม้วนตัวกลางอากาศใช้เท้ายันเสากระโดงพุ่งกลับไป เร็วเป็นหัวจรวด กำสองหมัดตรงไปข้างหน้า กำลังจะปะทะ มันกระโดดขึ้นแล้วฟาดดาบลงกลางหลัง ถูกเกราะอ่อนเสียงดังสนั่นพลังดาบรุนแรงอัดผมกระแทกพื้นดาดฟ้าพังทะลุลงด้านล่าง ผมพลิกตัวเห็นขาเหล็กแหลมเปี๊ยบของมันสะท้อนเงาจันทร์เป็นประกายพุ่งตรงลงมา

ผมประกบมือ “เอา…พีกาซัส ซุปเปอร์โนวาวัลแคน…ไปกินซะ!!!”

พลังงานมหาศาลพุ่งออกจากสองมือ อัดไอ้ตาเดียวกระเด็นไปบนอากาศ มันม้วนตัวยืนบนคานปลายเสากระโดง

ผมตะโกนคำสั่ง “พีกาซัส วิ ง สู ท” ไมเคิลส่งเสียงคลิก ชุดเกราะปล่อยพลังต้านแรงโน้มถ่วง “บิน!” ผมพุ่งขึ้นไป ไอ้ตาเดียวควงดาบจู่โจม ผมใช้แขนรับซ้ายทีขวาทีหมุนตัวฟาดราวนด์คิก มันเซถลาถอยกรูด ผมทิ้งตัวยืนบนคานไม้

มันยืนนิ่งดวงตาหมีแพนด้าจ้องผมเขม็งคงไม่เคยเจอคู่ต่อสู้อย่างนี้มาก่อนจริง ๆ

“ทำไมเจ้าไม่เอาสมบัติไปแล้วไปใช้ชีวิตของเจ้า จะมาสู้หาวิมานอะไร?” มันชี้ดาบโค้งมาที่ผม

“แกมันบ้าสมบัติสมควรแล้วที่จะต้องเฝ้าอยู่อย่างนี้ ตั้งแต่แกมีชีวิตจนตายมันให้อะไรแกบ้างนอกจากคอยเฝ้าแล้วล่อให้คนมาตาย”

“ฮา ฮา ฮา…” มันหัวเราะลั่นเสียงสะท้อนก้องไปยังดวงดาว “ความบันเทิงใจไง ข้ามีความสุขที่ได้เห็นมนุษย์ลุ่มหลงทรัพย์สมบัติ มันไม่รู้หรอกว่า ทรัพย์สินเงินทองทั้งหมดเป็นของปีศาจ มันยิ่งสะสมยิ่งถูกปีศาจดูดกลืนวิญญาณ”

ชัดเลย ! เสียงนั่นมาจากข้างล่าง ไม่ได้มาจากไอ้ปีศาจที่ผมกำลังประจันหน้าอยู่นี่

“ชีวิตมีแต่ความว่างเปล่า สูญเปล่า ขายวิญญาณให้ปีศาจสิเจ้าจะได้เป็นอมตะ”

“อมตะบ้าบอนะสิ! ล่องลอยไร้สาระไปวัน ๆ” ผมเถียงข้าง ๆ คู ๆ

“เจ้าจะรู้อะไร ข้าสิรู้เห็นความเป็นไปมาเป็นร้อย ๆ ปี เห็นมนุษย์เกิดแล้วตายอย่างสูญเปล่า อยู่กับปีศาจสิไม่มีวันสูญสลาย มีสมบัติให้ใช้ตลอดชาติ”

“คำก็สมบัติสองคำก็สมบัติแกเนี่ยท่าจะเป็นเอามาก เดี๋ยวก็รู้ไม่สูญสลายจริงป่าว”

ผมยิงซุปเปอร์โนวาอีกที คราวนี้มันรู้ตัวกระโดดหลบ แต่ผมแค่ต้องการถ่วงเวลา ยิงเสร็จผมพุ่งพรวดลงด้านล่าง ทะลุเข้าห้องเก็บสมบัติส่ายตามองหา..

“อยู่ไหนน้า อยู่ไหนน้า” ผมรีบค้นหาเป้าหมาย ไม่น่าผิดนาต้องอยู่ในห้องนี้แหละ

ไอ้นั่นไวกว่าที่คิด มันจ้วงฟันลงมาจากกลางอากาศ ผมทำได้แค่หลบดาบแต่ไม่พ้นขาเหล็ก ผมโดนขาเหล็กอัดเข้าชายโครงดังพลั่ก! ดีนะเกราะช่วยไว้ไม่งั้นคงซี่โครงหัก ผมกระเด็นไปชนข้างฝาพังเป็นแถบ

“ฮา ฮา ฮา ฮา เปลี่ยนใจก็สายไปแล้วไอ้ตัวแสบข้าจะเล่นงานวิญญาณแกให้สาสมกับความแสบของแกเชียว”

“นั่นเอง เสียงมาจากทางนั้น!” ผมยิงซุปเปอร์โนวาเข้าไปที่ผนังห้อง ลำแสงพลังงานสูงเจาะผนังเป็นรูโหว่เผยเห็นโครงกระดูกขาวโพลนนั่งคอพับอยู่บนเก้าอี้

ไอ้นั้นร้องลั่น “ไม่!!!”

“สายไปแล้วต๋อย!” ผมยิงซุปเปอร์โนวาอัดเข้าไปเต็มกำลัง โครงกระดูกป่นปี้แหลกละเอียดตามด้วย “ซุปเปอร์โนวานาปาล์ม” ฌาปนกิจให้เสร็จสรรพ

ไอ้กัปตันตาเดียวร้องลั่นจนห้องสั่นสะเทือนไฟลุกซากโครงกระดูก ร่างผีร้ายค่อย ๆ สลายพร้อมใบหน้าปีศาจน่าเกลียดน่ากลัว

เสียงหวีดร้องเหมือนก่อนขึ้นเรือดังไปทั่ว ดวงวิญญาณที่ถูกจองจำไว้กับเรือถูกปลดปล่อยล่องลอยขึ้นเบื้องบน เสียงหวีดด้วยความหวาดกลัวกับเสียงโห่ร้องด้วยปีติยินดีสับสนปนเป

ผมพุ่งขึ้นมาบนดาดฟ้า จีรานี่กับลีนากำลังวิ่งหนีพื้นดาดฟ้าเรือที่กำลังหายไป ความว่างโผล่ขึ้นเป็นจุด ๆ แล้วขยายวงกว้างขึ้นเรื่อย ๆ พวกสมุนปีศาจที่หนี่ไม่ทันพลัดร่วงลงสู่ความเวิ้งว้าง ผมกวาดตามองทุกส่วนของเรือทยอยหายไปพร้อมเสียงกรอบแกรบเหมือนถูกฟันปีศาจบดเคี้ยว

มีส่วนหัวเรือที่ยังสมบูรณ์ ผมพุ่งหาสองคนนั่น ร้องตะโกน “ไปทางหัวเรือ!”

เราวิ่งไต่ขึ้นไปที่หัวเรือตะกุยเชือกใบเรือระเกะระกะ พื้นเรือกำลังหายไล่หลังกระชั้นเข้ามาทุกที เสียงระเบิดดังสนั่นอยู่ข้างหลัง ไฟคงลามไปถึงห้องเก็บดินระเบิดเข้าให้แล้ว เศษไม้ปลิวกระจายพุ่งแซงหน้าเรา ลีนาล้มลง เราพยุงลีนาแล้วตะกายไปด้วยกัน

จนสุดหัวเรือ

ลีนามองกลับไปข้างหลังไม่รู้เห็นอะไรเธอร้อง “กรี๊ดดดด!!” เราปีนถูลู่ถูกังขึ้นบนหัวเรือ ไอ้จีก้มมองไปยังความมืดเบื้องล่างตาเหลือกหันมองผม ผมบอก “โดด!” เราโดดลงพร้อมกัน

หอยทากตีวงเข้ามารับแล้วเชิดหัวพุ่งขึ้นด้วยคำสั่งไฮสปีดทิ้งกองเพลิงโชติช่วงเสียงกรีดร้องโหยหวนไว้เบื้องล่าง ผมบินกลับตัวตีวงควงสว่านสามรอบอำลาลุงไมเออร์เดอะฮันเตอร์ “ผมจัดการให้แล้วครับ เราไม่ติดค้างกันแล้วนะลุง”

เสียงระเบิดดังขึ้นอีกครั้ง เปลวเพลิงสว่างจ้าพวยพุ่งตามเราขึ้นมาเป็นรูปกะโหลกปีศาจร้ายที่กำลังร้องโหยหวนแล้ววับหายไปเหลือแต่ความมืดมนอนธกาลกับท้องทะเลเงียบสงบ

หอยทากพ้นชั้นบรรยากาศภาวะสั่นสะเทือนต้านแรงโน้มถ่วงหายไป จีรานี่เอื้อมมือตบไหล่ผม “ขอบใจว่ะไอ้พี”

“ไม่เป็นไร ถือว่ากูใช้ค่าเหล้ามึงแล้วกัน”

“แล้วตะกี้ตอนจะโดดทำไมมรึงไม่เสีอกบอกกูสักหน่อยว่ามียานมาคอยรับ ปล่อยให้กูกลัวขี้ขึ้นหัว”

“ถ้ากูบอกก่อน คุณผู้อ่านก็รู้หมดสิ แล้วจะเหลืออะไรให้ตื่นเต้ลล์วะ”

“โธ่..ไอ้บ้า ห่วงคนอ่าน ไม่คิดห่วงกู” ไอ้จีผลักหัวผม “ว่าแต่ยานมึงโผล่มาได้ไง?”

“กูก็ไม่รู้” ผมหมายถึงอย่างนั้นจริง ๆ “กูแค่เชื่อว่าหอยทากจะมารับ..แล้วมันก็มา”

“มึงอย่าสำบัดสำนวน”

“เรื่องจริง!” ผมว่า “ลุงฮันเตอร์บอกว่าที่ตรงนั้นเป็นเดธโซน จงใช้ความาเชื่ออย่าใช้ความคิด แกยังพิสูจน์ให้กูดู”

“พิสูจน์อะไร?” ไอ้จีถาม

“แกกำไลเตอร์ไว้แล้วปล่อย มันติดอยู่กับมือแก..ไม่ยอมตก”

“โธ่ไอ้บ้า!” มันให้พร “กลเด็กเล่นแค่นั้นก็หลอกมึงได้แล้ว”

“อ้าว..เหรอ” ผมชักไม่แน่ใจ ลุงอาจหลอกผมเพื่ออะไรสักอย่างหรือแกเชื่อของแกอย่างนั้นจริง ๆ “เออนา มึงก็รอดมานั่งอยู่นี่แล้ว ว่าแต่เปลี่ยนที่นั่งกันเหอะมึงมาขับแทนกูดีกว่า”

“มึงขับไปดีแล้ว..ใช่มั้ยจ๊ะลีนาจ๋า” ไอ้จียียวน ผมหันมองมันกระชับแขนรอบเอวน้องลีนาบนตัก

“ค่ะ” ลีนาตอบเสียงหวาน ขยับก้นนั่งให้ถนัด

“โอ้ย! อะไรกันเนี่ย!” ไอ้จีร้องลั่น “อะไรลีนา?”

“แหะ แหะ” ลีนาหัวเราะกลบเกลื่อนแล้วล้วงเข้าไปในกอกอนอ

“แหะ แหะ ลีนาเอามาเป็นที่ระลึก” เธอชูเพชรสีชมพูเม็ดเบ้อเร่อ เราอึ้งอยู่ครู่ใหญ่จากนั้นหัวเราะลั่นผู้หญิงกับปีศาจคงตัดกันไม่ขาดจริง ๆ สองคนนี้คงถูกปีศาจติดตามไม่ลดละ (แต่นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง)

ผมเซ็ทตำแหน่งกำหนดพิกัดแล้วออกคำสั่ง

“หอยทาก ไปดาวโอริออน!”

images

จบตอน

 

PEGASUS : The Space Adventure ตอน เมอร์ลินพ่อมดจอมเวทย์

merlin4

1

พิสเซลเป็นดาวรกร้างเต็มด้วยตำนานเรื่องราวปาฏิหาริย์  ที่นี่ไม่มีอดีตไม่มีปัจจุบันและแน่ล่ะไม่มีอนาคต สภาพทั่วไปเคยเป็นมาอย่างไรก็เป็นไปอย่างนั้น  สิ่งมีชีวิตที่นี่ไม่รู้จักคำว่าวิวัฒนาการ

ไม่รู้สิ..พวกเขาอาจรู้จักแต่ไม่สนใจก็เป็นได้  รู้เพียงว่าพวกเขาเคยคิดอย่างไร, อยู่อย่างไร, แต่งกายอย่างไรเมื่อร้อยพันปีก่อนปัจจุบันก็ยังอยู่กันอย่างนั้น มีชีวิตรูปแบบเดิมที่พวกเขาเรียกว่าชีวิตสัมบูรณ์ ไม่เดินหน้า ไม่ถอยหลัง ไม่มีสงครามเพราะไม่มีอะไรให้แย่งชิง ทรัพยากรถูกใช้เท่าจำเป็น อาหารเหลือเฟือ  จำนวนประชากรไม่เคยเพิ่มขึ้นเพราะอัตราการตายเท่าการเกิด

เล่าต่อ ๆ กันมาอย่างนี้ล่ะครับ  ผมเก็บมาเล่าต่ออีกที แหะ แหะ

เรียกโดยรวมง่าย ๆ สั้น ๆ เป็นดาวล้าหลัง(พวกชาวดาวอื่นว่าอย่างนั้น) ไม่มีใครคิดสนใจที่นี่เพราะเป็นดาวเล็ก ๆ มีโน่นนิดนี่หน่อยลงทุนอะไรก็ไม่คุ้ม  ดาวจึงรอดพ้นการถลุงทำลายของพวกสมาพันธรัฐที่คอยจ้องลงทุนขยายปีกธุรกิจไปทั้งกาแลกซี่

ผมมาที่นี่ทำไม?

ไม่มีอะไรครับ แค่ได้ข่าวสาวน้อยเทพียูโรป้าผู้มีดวงตาสีม่วงปรากฏกายอยู่แถวนี้ผมรีบบึ่งมาทันที ภารกิจไล่ล่า (หัวใจ) ของแม่เทพียังไม่สำเร็จผมคงต้องพยายามต่อไป

ว่าแต่..สงสัยนัก แม่คุณมาทำอะไรที่นี่ ?

ช่างเถอะ!

พีกาซัสเอ๋ยพีกาซัส มหกรรมฟุตบอลกาแลกซี่กำลังจะเริ่ม  แทนที่เอ็งจะไปดูบอลกลับมาเดินดุ่มตามหาสาว  อย่างมากคืนนี้ผมคงมองหาร้านถ่ายทอดสด  หากไม่มี (ดูสภาพดาวแล้วน่าจะไม่มี)สุดวิสัยนักก็เปิดดูจากมอนนิเตอร์เจ้าหอยทาก กร่อยสักหน่อยแต่คงพอกล้อมแกล้ม

ผมเดินสำรวจสถานที่แปลกตา 

หมู่บ้านโบราณมีหลังคาบ้านกระจุกเป็นหย่อม ๆ ในดงไม้  ตัวบ้านสร้างด้วยวัสดุเรียบง่าย  มีถนนปูด้วยหินเป็นเส้นทางคดเคี้ยวเข้าในหมู่บ้าน  ผมเดินดุ่มเข้าไป  เหมือนสัตว์ประหลาดหลุดหลงเข้ามา ทุกคนจ้องมองไม่พูดไม่จา

จู่ จู่ มีลูกบอลทำจากหนังสัตว์เด้งดึ๋ง ๆ มาหยุดที่เท้าผม ผมยกเท้าวางบนบอลแล้วหันมอง  พวกเด็ก ๆ กำลังจ้องด้วยสายตา..อืมม์..บอกไม่ถูก ผมว่าพวกมันกำลังภาวนาอย่าให้ผมกินลูกบอลเข้าไป ท่าทางพวกเป็นอย่างนั้นจริงๆ นะ (พวกมันพากันยัดนิ้วทั้งสิบเข้าในปาก)

ผมใช้เท้าสะกิดนิดเดียว เจ้าบอลหนังทำมือนั้นกระดอนขึ้น  ผมเดาะสองสามครั้ง ตวัดเท้าข้ามบอลแล้ววกกลับมารับขณะบอลยังไม่ตกพื้น (อย่างโรนันดินโย่ ไง!) พวกเด็ก ๆ ถลึงตามอง ปรบมือส่งเสียงเชียร์ ผมได้ใจเดาะบอลขึ้นสูงลิ่ว แล้วกระโดดตีลังกาเตะ ลูกบอลแหวกอากาศไปทางเด็ก ๆ..เวรกรรม..ลอยลิ่วพ้นพวกมันไปไกล

เสียงเด็กตะโกน “ลุง! ไปเก็บให้ด้วย!” อ้าว ซวยเลย   

แต่ก็ทำให้เด็ก ๆ กล้าพูดคุย สอบถามจึงได้รู้ว่าไม่นานมีหญิงสาวเข้ามาในหมู่บ้าน  อาศัยกระท่อมชายป่าเก็บตัวเงียบ  พวกเด็ก ๆ กลัวไม่กล้าเข้าไปเล่นละแวกนั้น

นับว่าทักษะบอลของผมพอมีประโยชน์อยู่บ้าง (หลังจากถูกเพื่อน ๆ มันล้อว่าห่วยแตก! มานาน)

ได้ความจากเด็ก ๆ ผมตรงไปกระท่อมที่ว่าด้วยใจระทึก(เป็นธรรมดาครับคุณผู้อ่าน ชายหนุ่มจะไปหาหญิงสาว) ตามล่ามาทั่วกาแลกซี่ที่สุดจะได้พบหน้ากันเสียที แม่เทพียูโรป้า 

ป่าโปร่งยามเย็นมีแสงอ่อนรำไรส่องลอดใบไม้กิ่งไม้  สีเหลืองทองของใบไม้แห้งฤดูใบไม้ร่วงปกคลุมทั่วป่า  เห็นล็อคเคบินคล้ายกระท่อมของพวกล่าสัตว์สงบนิ่งอยู่ในดงไม้  

“ไมเคิล!” ผมปลุกเจ้าไมเคิลจากสลีปโหมด

“ฮับ!” ไมเคิลขาน

“สแกนซิ!”

เงียบชั่วครู่ “มีแต่ชีวิตขนาดเล็ก”

“ไม่มีมนุษย์?” ผมถามให้แน่ใจ

“ฮับ!”

“แท็งค์กิ้วไมเคิล สลีปโหมด” ผมเสียดายแบตฯและตอนนี้ก็ไม่ใช่อารมณ์คุยกับเจ้าไมเคิลเพราะกำลังยุ่ง จะต้องคิดว่า เมื่อเจอสาวเจ้าแล้วผมจะพูดว่าไง?  เอามือวางไว้ตรงไหน?  ยิ้มอย่างไร?  มีดอกไม้ติดมือสักดอกดีไหม? โอ้ย! ร้อยแปดพันอย่าง

เธอคงออกไปหาเสบียงหรืออะไรก็แล้วแต่เดี๋ยวค่ำ ๆ คงกลับ

ผมนั่งคอยจนใกล้ค่ำแมลงป่าเริ่มส่งเสียงร้องเธอก็ยังไม่กลับ  หรือจะคว้าน้ำเหลว(อีกแล้ว) หิว หิว หิว ท้องร้องโครกกก

ภายในเคบินเงียบสนิท

ผมได้แต่ยืนมอง
ทอดอาลัย
เดินไปเดินมา

กำลังจะถอดใจไปหาอะไรกินอยู่แล้วเชียว ได้ยินเสียงระเบิดดังลั่นจากในเคบิน  ผมรีบหมอบกับพื้น 

ล็อคเคบินกำลังโยกเยกโย้เย้เดี๋ยวพองขึ้นเดี๋ยวหดลงเหมือนลูกโป่งสูบลม จากนั้นเปลี่ยนรูปร่างเป็นสัตว์ประหลาดต่าง ๆ ในเทพนิยาย

ผมเรียกไมเคิล “ไมเคิลสแกนสิ่งมีชีวิต!”

“มนษย์ไม่สามารถระบุจำนวนกำลังเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ” ไมเคิลเว้นช่วง “กำลังวิ่งออกมา”

เจ้าไมเคิลรายงานไม่ทันจบ หญิงสาวชาวป่าคนหนึ่งวิ่งออกมาหน้าเคบิน ไม่ใช่สิ! ตอนนี้เป็นสิงโตมีปีกนั่งหมอบอ้าปากกว้าง  มีทหารชุดนักรบโบราณวิ่งไล่ตามนางกระชั้นเจ้าสิงโตยักษ์นั่นงับปาก

หญิงสาวเสียหลักล้ม
ทหารในชุดเกราะชี้ปลายดาบก้าวหาเธอ

อา..ได้เวลาพระเอกออกโรงล่ะสิ..

sword 

2

ผมวิ่งตะโกน

“เ ฮ้ ย ! ห ยุ ด !”

นักรบชุดเกราะชะงักหันมองยังคงชี้ดาบไปทางหญิงสาว พรรคพวกสองคนที่เหลือเงื้อดาบวิ่งมาทางผม พอถึงก็จ้วงฟัน!

ผมพลิกตัวหลบซ้ายทีขวาทีแล้วออกวิ่งหมายไปช่วยหญิงสาว **นั่นเงื้อดาบผมร้องซ้ำ “เฮ้ยหยุด!” มันไม่ฟังเสียง ฟันดาบลงทันที ผมอ้าปากค้างตาถลน แต่ให้ตายสิ*บัตไลท์เยียร์ ผมเห็นเต็มสองตา

ดาบของไอ้คนนั้นเปลี่ยนเป็นงู !

มันตกใจรีบโยนงูในมือทิ้ง แม่คนงามเตะผ่าหมากทันที

ได้ผล เจ้านั่นสองมือกุมน้องชายทรุดลงกับพื้น หญิงสาวลุกวิ่ง พวกนักรบวิ่งตามแล้วคว้าเธอไว้

งูนั่นพอตกถึงพื้นคืนสภาพเป็นดาบดังเดิมผมฉวยขึ้นมาใจเต้นตูมตาม คิดจะดวลดาบกับนักรบโบราณร่างใหญ่ยักษ์สามคนหรือนี่!?

เอาวะ! พระเอกจะขี่ม้าขาวมาช่วยนางเอกทั้งทีเป็นไรเป็นกัน

นักรบชุดเกราะเดินตรงมาทางผม อีกคนคุมแม่เทพีไว้

มันเหวี่ยงดาบมาทื่อ ๆ ผมยกดาบขึ้นรับ สั่นไปทั้งแขน (ลองคิดถึงพ่อกล้ามใหญ่อาร์โนลด์ ชวาร์เซเน็กเกอร์(เขียนถูกไหม? ชื่อนายคนนี้เขียนยากชะมัด)กับป๊อบอายครับ) นายยักษ์นั่นเหวี่ยงซ้าย เหวี่ยงขวา ผมขวางดาบรับถอยร่นไปเรื่อย ๆ

พบว่าเพลงดาบของมันไม่ได้มาจากตำรายุทธ์แค่เหวี่ยงซ้ายขวาเปะปะใช้แต่กำลัง เดี๋ยวมันเจอดี !

ผมถอยรับพอรู้วิถีดาบแล้วเริ่มตอบโต้

ส่งดาบออกตรง ๆ ด้วยท่าปักษาป้อนเหยื่อแล้วพลิกกลับโจมตีด้านบนด้วยท่ามังกรพิโรธ นายยักษ์นั่นคงไม่เคยเจอกระบวนท่าหลอกล่ออย่างนี้มาก่อนเพลงดาบเหวี่ยงซ้ายป่ายขวาของมันชะงัก ผมฟันลงตรง ๆ โดนเข้าเต็มเหนี่ยวเสียงโลหะกระทบกันดังสนั่นเกราะยุบเจ้านั่นทรุดลงกับพื้น อีกคนวิ่งเข้ามาช่วย

ผมควงดาบด้วยกระบวนท่าพลิกแพลงถ่ายเทเลื่อนไหลต่อเนื่องจนเจ้านั่นถอยไม่เป็นกระบวน อีกคนหายมึนวิ่งเข้ามาช่วยโจมตีขนาบหน้าหลัง ผมสะบัดดาบทาบลำตัวรับการโจมตีด้านหลังแล้วม้วนตัวไปบนพื้นหลบจากถูกรุม

สองคนจู่โจมพร้อมกัน

ผมกระชับดาบในมือ ควงม่านดาบด้วยเคล็ดวิชาตาข่ายฟ้า ม่านดาบราวแพรวไหมพลิ้วไหวในสายลม

นักรบร่างยักษ์มองหน้ากันไปมา ผมหลอกล่อแทงสลับฟันจู่โจมทั้งบนล่าง สองนักรบโบราณปั่นป่วน โดนไปหลายดาบแต่เกราะป้องกันตัวไว้เลยไม่ระคายผิว

ผมเร่งความเร็วดาบขึ้นอีก สองคนถอยร่น พลันได้ยินเสียงร้อง

“หยุดเดี๋ยวนี้!”

ผมชะงักท่าร่างหันไปดู ไอ้คนที่โดนเตะผ่าหมากนั่นเอง กำลังเอามีดจ่อคอแม่นางเทพียูโรป้า เห็นอย่างนั้นผมทำเป็นเล่นไม่ได้แล้ว

สองคนที่โดนผมเล่นงานเมื่อครู่เห็นสถานการณ์ได้เปรียบ เงื้อดาบเข้ามาอีก

ผมใช้เพลงกระบี่ไซมึ้งชวยเซาะที่รวดเร็ว แทงตรง ๆ ใช้กับดาบใหญ่เทอะทะทำให้ท่วงท่าช้าลงแต่ผลยังคงเดิม

ไอ้คนนั้นแววตาแตกตื่นสงสัย

ผมดึงดาบกลับแล้วเดินหาไอ้คนเอามีดจ่อคอแม่เทพี พ้นไปสองก้าวก็ได้ยินเสียงเกราะเหล็กกระทบพื้นที่ด้านหลัง กระบี่ของไซมึ้งชวยเซาะไม่เคยพลาดคอหอยศัตรู

ไอ้นั่นเลิกลั่กมือถือมีดสั่นจนหวาดเสียว ผมยังคงก้าวเข้าไป มันโยนมีดวิ่งหนีเข้าป่าอีกคนวิ่งตาม

แม่เทพียูโรป้าทรุดลงกับพื้น ผมรีบประคอง (รู้สึกพระเอ้กพระเอก)

“เป็นไงบ้างครับ?” ผมถาม ดวงตาสีม่วงจ้องมองผมแทบละลาย สวยซึ้งอะไรอย่างนี้ แต่ในแววตาสิ กลับว่างเปล่าเหมือนไม่เคยเห็นหน้าผมมาก่อน

“ปีกาซัสไง จำไม่ได้หรือครับ?” ผมพยายามทวนความจำแต่ไร้ผล เธอส่ายหน้าช้า ๆ ผมใจหายวูบ “เราเคยเจอกันที่สถานีอวกาศเมียร์ 14 ไง” ผมยังพยายาม

แม่นางเทพีค่อย ๆ ยันพื้นลุกขึ้น เธอมองผมนิ่ง..นาน..แล้วเอ่ย

“ข้าไม่ใช่คนที่เจ้าคิด”

ผมผงะ!

หากได้ยินท่านก็ต้องกระโดดโหยงเพราะเสียงเปล่งจากหญิงสาวผมเฝ้าตามหาเป็นเสียงชายชรา

ทีนี้ท่านคงพอเดาออก

เป็นดังทุกท่านคิดนั่นล่ะ หญิงสาวในดวงใจผม ง่ะ ไม่สิ! เธอบอกว่า เธอ เอ๊ะ รึจะให้ดีต้องเรียกว่าเขา คือเมอร์ลิน พ่อมดแห่งคาเมรอท

“เ ม อ ร์ ลิ น !” ผมตะโกนลั่น

โธ่..โธ่..เทพียูไรป้าที่ผมเฝ้าตามหาหายไปต่อหน้าต่อตาทั้งดวงตาสีม่วงคู่นั้นยังอยู่ตรงหน้า ความฝันพังทลายแบบพลิกหน้ามือเป็นหลังบาทา ทีแรกเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง เผื่อว่าเธอจะประสบอุบัติเหตุทำให้เสียงเปลี่ยนความจำเลอะเลือน

แต่ครั้นเธอทำให้ดาบกลายเป็นงูอีกทีนั่นแหละ!

ผมถอดใจลาเลยเมอร์ลิน พ่อมดแห่งคาเมรอท กษัตริย์อาเธอร์กับอัศวินโต๊ะกลม เชอะ ช่างหัวเมอร์ลินเถอะ ผมไปล่ะ

พีกาซัสนะพีกาซัส

ผมโมโหหัวฟัดหัวเหวี่ยง ยอมไม่ดูบอลกาแลกซี่ตามหานางในดวงใจดันมาเจอพ่อมดเฒ่าในร่างอรชรอ้อนแอ้น ผมจะบ้าตายหงุดหงิดเสียเวลาเปล่า

ไม่ต้องพูดจาอะไรอีกแล้ว ผมหันกลับ จ้ำไปจากตรงนั้นทันที

OOO
*บัตไลท์เยียร์ เป็นตัวการ์ตูนใน ‘ทอยสตอรี่’ สวมชุดอวกาศ มีอาวุธแสงทำลาย(แต่ใช้ไม่เคยได้ผล เจ้าตัวก็ยังงง ๆ ต้องคอยพูดกลบเกลื่อน) นิสัยมั่นใจตัวเอง ขี้โอ่นิดหน่อย, ขี้อิจฉาอีกนิดหน่อย แต่จิตใจดีงาม (เหมือนผมเปี๊ยบ)

sword

3

ผมหงุดหงิดจ้ำเดินจากแม่สาวเอ้ยตาเฒ่า เอ่อออ! จะอะไรก็ช่างเถอะ! มันน่ามึนชะมัด เจ้าพ่อมดอะไรนั่นไปได้ใบหน้าแม่เทพีผู้มีดวงตาสีม่วงมาจากไหน?เหมือนกันอย่างกับแกะ แล้วนี่ผมจะไปตามหาเธอที่ไหน? หรือกลับไปถามเจ้าพ่อมดนั่น? บรืออ..แปลงเป็นใครไม่แปลงดันแปลงเป็นผู้หญิง..ท่าจะลักเพศ

เดินกลับออกมาไม่พ้นชายป่าได้ยินเสียงฝีเท้าม้าผมรีบหลบข้างทาง กองทหารนักรบโบราณมากันมืดฟ้ามัวดิน ผมแนบหลังกับต้นไม้(หากฝังตัวในเนื้อไม้ได้ก็จะทำ) ผมจิ้มคอหอยพวกมันไปคนหนึ่งพวกที่เผ่นหนีคงบอกกันแล้ว พีกาซัสนะพีกาซัสเอ็งหาเรื่องใส่กะบาลแท้ คิดช่วยหญิงสาวกลับไปช่วยตาเฒ่าที่ไม่เคยพบหน้า คราวนี้มาเป็นกองทัพพวกมันเจอเอ็งเข้าล่ะแย่แน่ คิดไปผมเข่าอ่อนเข่าพับไปไถลหลังแนบต้นไม้นั่งหลับตาฟังเสียงฝีเท้าเสียงเกราะเสียดสีเร่งเวลาให้พวกมันพ้นไปเสียที

ผ่านครู่ใหญ่ป่ากลับมาเงียบสงบ ผมลืมตาขึ้น เห็นรองเท้าบู้ตคู่เบ้อเร่อวางตรงหน้า ผมเลื่อนสายตาขึ้นร่างใหญ่ยักษ์ยืนทะมึนราวเสาค้ำจักรวาล กวาดตามอง..พวกมันหยุดยืนกับที่จ้องผมราวจะกินเลือดกินเนื้อ

คิดออกใช่ไหมครับว่าผมจะทำอะไร?

ผมคลานมุดหว่างขาเจ้ายักษ์นั่น พลิกตัวหลุดจากมือที่คว้าแขนจากนั้นใส่สี่ขาเผ่นเข้าป่าพวกมันขี่ม้าไล่ตามโกลาหล ผมมุดหนีสุดฤทธิ์ เล่นโปลิสจับขโมยกันพักใหญ่จนผมหอบแฮ่ก ตาลุงพ่อมดนั่นต้องไม่รอดแน่มากันเป็นกองทัพอย่างนี้ คิดไปก็ชักเป็นห่วง

ผมตัดสินใจวิ่งล่อพวกมันเข้าป่าลึกแล้วอ้อมกลับมาที่กระท่อม เคาะประตูตะโกนเรียก “ลุง! ลุง!”

ประตูถูกแง้มหญิงสาวในดวงใจโผล่หน้าออกมา ผมชักไม่แน่ใจที่ตะกายหอบเป็นหมาหอบแดดกลับมา เพราะหวังเตือนตาลุงหรืออยากเห็นดวงตาสีม่วงคู่นั้นอีกครั้ง เธอเป็นคนอื่นที่ไม่เคยรู้จักเห็นแล้วทรมานใจพิลึก ริมฝีปากบอบบางเปล่งเสียงชายชรา

“เจ้ากลับมาทำไม?”

“พวกทหารมาอีกแล้วคราวนี้เยอะเลย จะหนีก็รีบหนีเหอะ”

“ขอบใจเจ้ามาก” หญิงสาว เอ้ย ตาลุงยิ้มหวาน “ไม่ต้องเป็นห่วง ข้าดูแลตัวเองได้” แน่ะยังทำเป็นเก่ง ตะกี้ยังแทบแย่ ไม่ว่าเปล่าปิดประตูใส่หน้าผมเลย เรารึอุตส่าห์เป็นห่วงวิ่งกลับมาเตือน แต่มาคิดอีกทีผมจะห่วงไปทำไมไม่รู้จักมักจี่กันเสียหน่อย หรือว่าสมองผมสับสน คิดว่าตาลุงนั่นเป็นแม่เทพียูโรป้าไปจริง ๆ ตอนโดนปิดประตูใส่หน้าใจจึงหายวูบเหมือนโดนตัดสัมพันธ์ยังไงยังงั้น

ผมคอตกกลับหลังหัน แล้วก็ต้องตะลึง !

พวกนักรบชุดเกราะก้าวออกจากแนวป่า

พูดก็พูดเถอะผมท่าจะบ้าไปแล้ว ผมเป็นห่วงตาลุงนั่น ถ้าผมหนีไปแล้วตาลุงจะรอดได้อย่างไร ใจหนึ่งหมั่นไส้ที่ปิดประตูใส่หน้าแต่อีกใจก็สงสาร สองขาไม่รู้จะฟังคำสั่งจากใจข้างไหนเลยก้าวขาไม่ออก

นักรบคนหนึ่งเดินตรงเข้ามา คงเป็นหัวหน้า

มันถอดหมวกเหล็กหนีบไว้กับแขน ใบหน้าเข้มขรึมคมคายแบบชาวแองโกลแซกซอน (เอาเป็นว่าหล่อกว่าหน้าตี๋อย่างผมก็แล้วกัน)

“เจ้าคนแปลกหน้า เจ้าหนีพวกเราทำไม?” ตัวหัวหน้าถาม

“เอ่อ..คือ..ว่า..คือ ….” ผมอึกอักถ่วงเวลาให้สมองเรียบเรียงคำพูดที่ดูดี “ไม่ได้หนี ผมแค่ไม่อยากคุยด้วย แล้วพวกคุณตามผมมาทำไม?”

“เรากำลังตามหาคนผู้หนึ่ง ชายชราหนวดเครายาวเจ้าพบบ้างไหม?”

“เอ่อ..เอ่ออ” ปากชักไม่สัมพันธ์กับสมอง “ไม่เคยเห็น” ผมว่า “คุณมีธุระอะไรบอกไว้ก็ได้หากเจอผมจะบอกให้” ท่าทางไม่เชื่อแฮะ มันเดิน..ใช้สายตาสำรวจกระท่อม แล้วหันมาถาม “ใครอยู่ข้างใน?”

“เอ่ออ..แฟนผมเอง เธอกำลังเตรียมอาหารค่ำ” หากข้างในนั่นเป็นแม่เทพีตัวจริงก็ดีสิ

“เรียกเธอออกมาซิ!!”

“อ้าว…เอ่ออ…ป่านนี้เธอคงนอนแล้ว” พอผมโกหกก็ออกแนวมั่ว ๆ อย่างนี้ล่ะ

เจ้าตัวหัวหน้าออกคำสั่ง “จับมันไว้!!” พวกลูกน้องวิ่งกรูเข้ามาจะจับตัวผม

ทันใดบานประตูถูกผลักออก หญิงสาวผู้มีดวงตาสีม่วงก้าวออกมาทีละก้าว แต่ละก้าวร่างกายค่อย ๆ เปลี่ยนจนมาหยุดยืนประจันเจ้าตัวหัวหน้าร่างนั้นก็เปลี่ยนเป็นชายชราหนวดเคราขาว
สวมเสื้อคลุมสีหม่นเนื้อผ้าหยาบหนา

เจ้าคนหัวหน้ารีบคุกเข่าลงกับพื้น พวกนักรบทั้งหมดพากันคุกเข่า

“ลุกขึ้นเถิดเซอร์กาเวน” ชายเฒ่ากล่าว เจ้าคนหัวหน้าลุกยืนพวกที่เหลือปฏิบัติตาม

“ท่านเมอร์ลิน กษัตริย์ทรงออกตามหาท่านแทบพลิกแผ่นดิน ขอให้ท่านกลับไปกับพวกเราเถิด” คนหัวหน้าพูด

“ข้ายังกลับไปไม่ได้” ชายชราส่ายหน้า “ตราบใดที่ยังไม่เจอไม้เท้า”

“ไม้เท้าท่านหาย!!”

“ใช่! ข้ากลับไปก็ไร้ประโยชน์”

เซอร์กาเวนนิ่งอึ้ง ชายเฒ่ากล่าวอีกว่า

“สงครามกำลังจะเกิด ท่านจงเร่งกลับไปคุ้มครองกษัตริย์ข้าขอเวลาอีกสักพักจะตามไป”

“ข้าจะกราบทูลกษัตริย์ตามนี้” เซอร์กาเวนโน้มศีรษะ

“ขอให้ท่านโชคดี”

“ข้าลาก่อน” เซอร์กาเวนทำความเคารพ กองกำลังนักรบถอนตัวจากไป ผมรู้สึกสบายขึ้นหน่อยที่ตาลุงพ่อมดไม่ใช้ร่างนางในดวงใจแล้ว

“ข้าชอบน้ำใจเจ้ามาก เข้าไปข้างในก่อนสิ กินอาหารค่ำด้วยกัน” ลุงพ่อมดดึงบานประตู ได้ยินคำว่าอาหารเท่านั้นท้องผมร้องโครกกกกมันวิ่งไปนั่งโต๊ะอาหารทันที ที่เหลือแค่ปล่อยเท้าก้าวตามไป

sword

4

ในกระท่อมสลัว มีกลิ่นหอมอับจางคล้ายดอกไม้แห้ง มองผ่านหน้าต่างเห็นแสงสนธยารำไร ลุงพ่อมดฉวยตะเกียงพอยกขึ้นตะเกียงสว่างวาบ ภาพภายในกระท่อมปรากฏขึ้น

แม่เจ้า!

ภายนอกเป็นกระท่อมโกโรโกโสแต่ภายในกลับไม่ต่างปราสาทสมัยกลาง ข้าวของเครื่องใช้ยุคอัศวินเรืองอำนาจทุกอย่างล้วนสีทอง ลุงพ่อมดถือตะเกียงเดินนำไปห้องอาหาร เป็นโถงใหญ่มีโต๊ะไม้เคลือบมันวาวทอดยาว เดินผ่านไปทางไหนคบไฟตรงนั้นลุกพรึบ

มีอาหารจัดวางบนโต๊ะ

ผมประหลาดใจอีกครั้ง จานบนโต๊ะถูกจัดไว้สำหรับสองคน ผมถามไปว่า

“จัดอาหารไว้สองที่ คงคอยใครอยู่ใช่ไหมครับ?”

“ข้าจัดไว้ให้เจ้า” ลุงพ่อมดตอบ

“ฮ้า! ให้ผม! ลุงแน่ใจว่าผมจะกลับมา?”

“แน่ยิ่งกว่าแน่ นั่งสิ” ลุงพ่อมดวางตะเกียงบนโต๊ะแล้วนั่งลงหยิบช้อนตักอาหารส่งเข้าปาก ผมลากเก้าอี้ขยับตัวนั่งมอง วันนี้เห็นเรื่องประหลาดมามากพอแล้ว ตาลุงคนนี้ไม่ธรรมดาแน่ ทั้งหมดที่เล่ามาผมเห็นกับตา หากมีใครเล่าให้ฟังผมคงไม่เชื่อ

“กินสิ!” ตาลุงหยุดเคี้ยวบุ้ยปากให้ผมกินอาหาร “อาหารจริง ๆ ข้าทำเองไม่ได้เสกขึ้นมา” แน่ะรู้อีกว่าผมกำลังคิดอะไร ผมรีบตักอาหารยัดใส่ปากเพราะหิวเต็มที

“ลุงช่วยบอกผมทีเหอะ ไอ้พวกนั้นไล่จับลุงจะเป็นจะตาย ทำไมพวกมาทีหลังกลับนอบน้อม?” เคี้ยวพลางคุยพลางเป็นนิสัยที่แย่ ไม่ควรเอาเป็นเยี่ยงอย่างครับคุณผู้อ่าน

“เซอร์กาเวนน่ะหรือ?”

“อื้อ!” อาหารเต็มปาก

“เราเป็นคนของกษัตริย์อาร์เธอร์ พวกที่เจ้าฆ่าเป็นคนของมอร์เตร็ตไอ้คนชั่ว!” ลุงพ่อมดตะคอกเน้นคำท้าย ผมหลบแทบไม่ทัน “ข้าเข้าไปในปราสาทมอร์เตร็ต ถูกพวกมันพบเห็นจึงหนีออกมา”

“ฮ้า! ตกลงนี่เรื่องอาร์เธอร์กับอัศวินโต๊ะกลมจริง ๆ เรอะ!”

“เจ้าเรียกชื่อกษัตริย์สนิทสนมเช่นนั้น เจ้าเป็นพระสหายหรือ?”

“โอ้ย! สะหงสหายอะไรกันลุง อาร์เธอร์กับอัศวินโต๊ะกลมน่ะผมดูหนังมาตั้งหลายรอบแล้ว” ผมกลืนอาหาร “เมอร์ลินด้วย!”

“เจ้าหมายถึงข้าหรือ?”

“ไม่รู้สิ ถ้าลุงคือเมอร์ลินคนนั้นนะ คนที่วางแผนทำให้อาร์เธอร์เป็นกษัตริย์น่ะ”

“เจ้ารู้ได้เยี่ยงไร?”

“โอ้ย! ลุง! เขารู้กันทั้งกาแลกซี่ ตำนานเรื่องนี้ดังจะตาย”

“ข้าไม่รู้เจ้าพูดเรื่องอะไร แต่เจ้ารู้เรื่องที่ข้าวางแผนให้อาร์เธอร์ขึ้นครองบัลลังก์ ข้าฉงนใจมาก เรื่องนี้ข้าไม่เคยบอกผู้ใด” ลุงพ่อมดนิ่งไปชั่วครู่ “หรือว่า…..นีมู บอกเจ้า?”

ผมเคี้ยวอาหารแก้มตุ่ยสายหน้า “ผมไม่รู้….ใครคือนีมู?”

ลุงพ่อมดถอนใจ รวบช้อน แล้วลุกไปยืนที่หน้าต่าง ไฟในเตาผิงลุกพรึบ!
แกหมดอารมณ์คุยเอาดื้อ ๆ เดินไปทำอะไรสักอย่างที่มุมห้อง แล้วกลับมาพร้อมแก้วเครื่องดื่มในมือ แกวางแก้วให้ผมตรงหน้า

“เจ้าเป็นใคร? มาจากไหน? มาทำอะไรที่นี่?”

ผมยิ้มมอง จะบอกดีมั้ยน้า บอกก็อาย เสียฟอร์มชะมัด ‘มาตามหาหญิงสาว..ไม่มีธุระอะไร..แค่มาให้ได้เจอหน้า เฮ้ออ..แค่นั้นจริง ๆ’

“อ้อ” ตาลุงเออออกับความคิดผม “หญิงสาวผู้นั้นคือคนที่ข้าขอยืมใช้รูปร่างหน้าตาใช่หรือไม่?”

แว็กกก!! วิชาอ่านใจ ตาลุงนี่ร้ายกาจ เดี๋ยวคงมีวิชาเปล่งเสียงด้วยลมปราณของ ‘ต้วนเหยียนชิ่ง’ แห่งแปดเทพอสูรมังกรฟ้ามาโชว์แน่ เจอยอดฝีมือเข้าแล้ว นับถือ นับถือ

“เจ้ากำลังคิดเรื่องอะไรของเจ้า ข้าไม่รู้เรื่อง?” ตาลุงยกแก้วขึ้นดื่ม ตกลงจะคุยกันอย่างไรเล่นรู้ความคิดหมดอย่างนี้

“ผมก็คิดของผมไปเรื่อยเปื่อยนะครับ หากลุงเล่นอ่านความคิดผมไปเรื่อย ๆ อย่างนี้ รับรองลุงประสาทรับประทานแน่ เพราะผมมักคิดวกวน เวียนไปเวียนมา คิดไปถึงไหน ๆ แล้วกลับมาที่เก่า” ผมพยายามหยุดคิด “ตะกี้ลุงบอกว่าเข้าไปในปราสาทมอร์เตร็ต บอกได้มั้ยลุงเข้าไปทำอะไรครับ?” ผมชวนคุย(คงดีกว่านั่งคิด)

“พวกมันเป็นศัตรูของเรา มันจะโจมตีคาเมรอท อาร์เธอร์กำลังต้องการข้าแต่ไม้เท้าของข้าหายไป ไม่มีไม้เท้าข้าไม่สามารถทำอะไรได้ ข้าออกตามหาจนทั่วไม่พบ เหลือสถานที่เดียวปราสาทมอร์เตร็ด”

“ลุงเลยแอบเข้าไป?”

ลุงพ่อมดพยักหน้า “ไม้เท้าข้าอยู่ที่นั่นจริง ๆ” จิบเครื่องดื่ม “เสียดาย..ข้าถูกพวกมันพบเห็นเสียก่อน”

“ลุงมีวิชาพิลึกพิลั่นออกอย่างนี้ไม่เห็นต้องกลัว”

“ไม่มีไม้เท้าข้าทำได้เพียงป้องกันตัว หากเจอพ่อมดเข้าข้าไม่มีทางสู้ อีกอย่าง ข้าสงสัยนักต้องมีพ่อมดคอยช่วยเหลือมอร์เตร็ต”

“มอร์เตร็ตกำลังจะโจมตีคาเมรอทจึงขโมยไม้เท้าของลุงตัดกำลังไม่ให้ลุงช่วยอาร์เธอร์”

“กษัตริย์อาร์เธอร์”

“กษัตริย์อาร์เธอร์” ผมเออออ ยกแก้วเครื่องดื่ม “ไม้เท้าเชียวนะลุง ดูเหมือนเป็นอาวุธข้างกายเสียด้วย”

“ใช่”

“ระดับลุงเนี่ย หากอาวุธข้างกายหายอย่างนี้มีอยู่ทางเดียว”

ลุงพ่อมดหันขวับ “อะไร?”

“มีหนอน” แกขมวดคิ้ว ผมซดเครื่องดื่มรสปะแล่มนั่น “เกลือเป็นหนอน”

“เจ้าพูดอะไรของเจ้า?”

“อุปมาอุปไมยน่ะลุง แบบว่าต้องมีคนในเป็นฝ่ายศัตรู ผมดูหนังแนวนี้บ่อยไม่พลาดหรอก”

ลุงพ่อมดขมวดคิ้วเม้มริมฝีปากหันเดินไปที่หน้าต่าง มองลำแสงสุดท้ายของวันรำไรอยู่ไกลโพ้น แกไม่พูดไม่จาปล่อยความเงียบให้กดทับลงมาจนผมชักอึดอัด

“เท่าที่ผมจำได้ ว่ากันว่าลุงถูกขังไว้ในต้นโอ๊ค ไม่ใช่หรือ?”

ลุงพ่อมดหันจ้องผมนิ่งอยู่นานแล้วหัวเราะเหมือนกำลังดูตลกคณะพลิสสไมล์ “ในโลกนี้ไม่มีใครกักขังข้าได้หรอก เจ้าไปได้ยินมาจากไหน?”

“ก็เขาเล่ากันมาอย่างนี้”

“เล่ากันมาผิด ๆ น่ะสิ ฮ้า ฮ้า ฮ้า” ตาลุงหัวเราะชอบใจ “บอกมาสิ ใครบังอาจขังข้า?”

“เทพธิดาแห่งทะเลสาบไง” เท่าที่ผมจำได้เป็นอย่างนั้นนี่นา เมอร์ลินถูกคนรักที่เป็นเทพธิดาแห่งทะเลสาบขังไว้ในต้นโอ๊คแห่งป่านิรันดร์

“นีมูเจ้าหมายถึงนีมูหรือ? ฮา ฮา ฮา” เสียงหัวเราะนั่นขันขื่นปนปวดร้าวพิกล

“เจ้ายังเยาว์นัก ยังไม่เข้าใจเรื่องราวชีวิตที่ซับซ้อน นีมูขังข้าหรือ ฮ้า ฮ้า ข้าหนีนางมาต่างหาก” ลุงพ่อมดซดรวดเดียวคว่ำจอก แล้วหันไปพูดกับหน้าต่าง “นางคือยอดดวงใจของข้า ข้าทุ่มเทความรักแก่นางหมดใจ นางอยากได้อะไรข้าจะหามาให้ นางอยากเรียนรู้เวทย์ ข้าก็สอนนางจนหมดสรรพเวทย์ นางเป็นเหมือนทะเลสาบของนาง..ไม่มีวันเติมเต็ม นางยังต้องการจากข้ามากขึ้นเรื่อย ๆ จนสุดท้าย นางต้องการชีวิตข้า ต้องการให้ชีวิตข้าเป็นของนาง นางไม่ยอมให้ข้าไกลสายตา ข้าอึดอัดมากขึ้นทุกที ความรักของนางกลายเป็นทำลาย ข้ายังรักนางสุดหัวใจ แต่ข้าก็ต้องการไปให้พ้น พ้นจากอารมณ์ร้ายกาจของนาง” ลุงพ่อมดมองออกไปในความมืด

ดูเหมือนผมจะพลั้งปาก(เสีย)กระทบเรื่องในใจลุงเข้า ผมไม่กล้าถามอะไรอีก ตาลุงยืนนิ่งอยู่อย่างนั้นเหมือนไม่มีผมนั่งอยู่ในห้องนานจนผมชักอึดอัดขึ้นมาอีก ผมไม่คุ้นกับการอยู่นิ่ง ๆ หากไม่นั่งก็ต้องนอน หากไม่นอนก็ต้องเดิน ไม่ก็ควักเม้าออร์แกนออกมาเป่าหรือคุยกับเจ้าไมเคิล แล้วผมก็ได้ไอเดีย

“นี่ลุง! ผมมีข้อเสนอ” ลุงพ่อมดหันกลับ “ลุงช่วยบอกผมหน่อยเหอะว่าเจอใบหน้าสวยเศร้าดวงตาซึ้งคู่นั้นที่ไหน? แล้วผมจะไปเอาไม้เท้าให้ลุงเป็นการตอบแทน” เป็นข้อเสนอที่หนักไปหน่อย คงเปลืองแรงน่าดูกะอีแค่แลกคำพูดสองสามคำแต่ผมไม่ชอบติดค้างน้ำใจใครอยู่แล้ว

“เจ้าจะไปเอาไม้เท้าให้ข้า? ฮ้า ฮ้า ฮ้า” แกขำใหญ่

“ลุงขำอะไร?”

“เจ้าหรือจะไปเอาไม้เท้า ไปหาที่ตายนะสิ ปราสาทมอร์เตร็ตเต็มด้วยทหารองครักษ์กับดักมากมาย ยังไม่ถึงไหนเจ้าก็จะถูกจับตัวทรมานจนตาย”

“อ้าว! ลุง อย่าดูถูกกันอย่างนั้นสิ” ผมชักเสียงแข็ง “เอานา บอกผมมาว่าพบแม่เทพียูโรปาที่ไหน เดี๋ยวผมไปเอาไม้เท้าให้ เรื่องแค่เนี้ยะ ชิว ชิว !!”

ตาลุงเดินเข้ามา เท้าสองมือลงบนโต๊ะชะโงกหน้า

“ข้าไม่ส่งเจ้าไปตายหรอก ขอบใจมากที่คิดช่วยข้า ข้าบอกเจ้าให้ก็ได้ ข้าพบหญิงสาวคนนั้น…”

ผมกำลังตั้งใจฟัง ลุงพูดไม่ทันจบเป็นอย่างในหนังเปี๊ยบเลย มีเสียงหัวเราะดังก้อง

“ฮ้ า – ฮ้ า – ฮ้ า – ฮ้ า – ฮ้ า มาหลบอยู่นี่เอง!!!”

sword

5

เสียงก้องกังวานชวนขนลุก เป็นเสียงผู้หญิง!
เปลวไฟในเตาผิงพวยพุ่งออกมาม้วนเป็นวงขยายกว้างขึ้นเรื่อย ๆ ห้องโถงร้อนราวอยู่ในเตา ผมยกแขนบังไอร้อนมองรอดท่อนแขน

เห็นร่างหญิงสาวก้าวออกจากเงามืดกลางวงเพลิง ผมสีทองยาวสยาย ใบหน้าเปล่งประกายราวอัญมณี

ลุงพ่อมดนิ่งมองไม่ขยับเขยื้อน ผมได้ยินเสียงแกรำพึง “นีมู”

“ยังจำข้าได้หรือเมอร์ลิน ข้าคิดว่าท่านลืมเสียแล้ว” หญิงสาวก้าวหาลุงพ่อมด

“หยุดตรงนั้น” ลุงพ่อมดตวาด “เรื่องของเราไม่วันใดวันหนึ่งก็ต้องสะสาง”

“ใช่!” เสียงของเธอดังก้อง “และวันนั้นก็มาถึงแล้ว ท่านจะต้องชดใช้ที่ทอดทิ้งข้า”

“เจ้าหาข้าพบได้อย่างไร?”

“ท่านนำข้ามา ไม่รู้ตัวเลยรึ?”

“ทหารของมอร์เตร็ต” ลุงพ่อมดพึมพำ “เจ้านี่เอง..เจ้าร่วมมือกับมอร์เตร็ต..หรือเจ้า?!”

“ใช่!” หากตาไม่ฝาดผมเห็นรอยยิ้มที่เต็มด้วยความชิงชัง “ข้าขโมยไม้เท้าของท่านเพื่อป้องกันท่านใช้เวทย์มนต์”

“เจ้า!! เจ้ากำลังทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่” ลุงพ่อมดกระสับกระส่าย “สงครามระหว่างอาร์เธอร์กับมอร์เตร็ตกำลังจะเกิด ข้าต้องไปช่วยอาร์เธอร์ เจ้าเอาแต่ใจจริง ๆ”

“คำก็อาร์เธอร์ สองคำก็อาร์เธอร์ ท่านคิดถึงแต่อาร์เธอร์ ท่านเคยคิดถึงข้าบ้างมั้ย?”

“เหลวไหล! เจ้าเอาเรื่องความรักที่เห็นแก่ตัวของเจ้าไปปะปนกับเรื่องของแผ่นดิน เจ้านี่เลวร้ายจริง ๆ”

“ข้าหรือเลวร้าย ข้าปรนนิบัติท่าน ดูแลท่าน” หญิงสาวกล่าวเสียงก้องดวงตาเป็นประกาย เรือนผมทองของเธอพลิ้วไหวตลอดเวลา “ดูสิ่งที่ท่านตอบแทนข้าสิ กี่ปีที่ท่านหายไป?”

“ทั้งหมดเพราะเจ้าเป็นคนก่อ เจ้าไม่เคยพอใจสิ่งที่มี”

“นั่นหรือเหตุผลที่ทำให้ท่านทอดทิ้งข้า” แววตาของเธอเปลี่ยนเป็นวิงวอน “รู้มั้ยข้ารักท่านมากแค่ไหน?”

“ความรักของเจ้าล้วนเพื่อตนเอง เจ้าไม่เคยคิดถึงคนอื่น เจ้าทำทุกอย่างเพื่อให้ได้สิ่งต้องการ”

“ผิดด้วยหรือกับการที่ต้องการความรักจากคนที่เรารัก” แววตาเศร้า “และรักเรา”

“ไม่ผิด แต่เจ้าต้องการแค่ความรักในแบบของเจ้า ไม่เคยสนใจคนอื่นจะคิดอย่างไร ข้าก็มีความรักแบบของข้าเจ้ากลับมองไม่เห็นเพราะไม่ใช่แบบที่เจ้าต้องการ เจ้าต้องการไม่สิ้นสุด มันจะนำแต่ความทุกข์โศกมาให้เจ้า ไม่มีวันที่เจ้าจะได้พบความสุขที่แท้จริง”

“พอเสียทีเถิดเมอร์ลิน..หยุดสั่งสอนข้าได้แล้ว” นางถอนใจ “วันนี้ข้าจะให้ท่านสำนึกเสียใจที่ทอดทิ้งข้า ให้ท่านได้รู้รสของความทุกข์ทรมานที่ถูกคนรักตัดเยื่อใย อยู่ไม่ได้ตายก็ไม่ได้”

ทั้งสองคุยกันหรือจะให้ชัดก็ทะเลาะกันเหมือนไม่มีผมอยู่ตรงนั้น ดูท่าคนทั้งสองมีปัญหาครอบครัว ผมเป็นคนนอกแค่นั่งฟังรู้สึกเสียมรรยาทพอแล้วจะลุกหนีไปไม่ร่ำลาก็กระไรอยู่ แต่ขืนลาตอนนี้เกรงขัดจังหวะทั้งสอง ไม่รู้เอาไงผมเลยนั่งบื้ออยู่ตรงนั้น

กล่าวจบหญิงสาวท่องคาถาเป็นภาษาเซลติกโบราณเสียงก้องกังวานดังขึ้นเรื่อย ๆ โลกรอบตัวผมเริ่มขยับ จากนั้นข้าวของทุกชิ้นในเคบินปราสาทหมุนติ้วเป็นวงรอบ ๆ เรา เร็วขึ้นจนรวมเป็นลำแสงวงแหวนเรืองแสง

ผมมองลุงพ่อมด แกยังยืนนิ่ง

สักพักวงแหวนลำแสงระเบิดสว่างจ้าจนผมตาพร่าแล้วหายวับเหมือนถูกดูดเข้าในอะไรสักอย่าง เก้าอี้ที่ผมนั่งพลันหายไปด้วยผมร่วงก้นจ้ำเบ้าหันมองรอบตัว เรามาอยู่กลางเนินดินกว้างใหญ่ท้องฟ้ามืดมิดเต็มด้วยระยิบดาว รอบตัวรายล้อมด้วยก้อนหินใหญ่วางซ้อนกัน ผมอุทาน

“สโตนเฮนจ์!”

ใช่แน่..สโตนเฮนจ์วงแหวนหินที่ถูกเรียกว่าวงแหวนแห่งยักษ์ ตำนานเล่าว่าพ่อมดเมอร์ลินเป็นผู้นำมันมาจากดินแดนแห่งยักษ์

ในมือหญิงสาวมีคทางาช้างเปล่งประกาย นางชี้ปลายคทาไปที่ลุงพ่อมด ลำแสงหลากสีจากปลายคทาพุ่งหาลุงพ่อมด ลุงพ่อมดยกมือขึ้น ลำแสงปะทะกระจายโค้งห่อหุ้มลุงไว้ หญิงสาวขยับก้าวเข้าไป

“ฮ า – ฮ า – ฮ า – ฮ า ไม่มีไม้เท้าก็ไม่มีพิษสงสินะเมอร์ลิน!!” เธอหัวเราะลั่น ในเสียงหัวเราะนั้นแว่วเสียงลุงพ่อมด

“เจ้าหนูข้าจะเปิดประตูมิติให้เจ้าเข้าไปในปราสาทมอร์เตร็ต ไปเอาไม้เท้ามาให้ข้า!!”

ผมหันรีหันขวาง

“ตั้งใจฟังเจ้าเบื๊อก!”

“ได้เลยลุง!”

มีวงแสงเล็ก ๆ ปรากฏที่หินก้อนหนึ่งใกล้ ๆ ตัวผมเหมือนผิวก้อนหินกลายเป็นแผ่นน้ำพะเยิบ

“เจ้าชื่ออะไรเจ้าหนู?”

“พีกาซัสครับ”

“นั่นคือวงแหวนเวลา” ลุงพ่อมดพูด “รีบไปรีบมาพีกาซัสข้าไม่รู้จะต้านนางได้นานแค่ไหน!!”

“ครับ” ผมขยับหาวงแสงนั่น

“อ้อ..แล้วอย่าตายเสียล่ะ!” อ้าว! อวยพรเรอะนั่น ผมตอบไปว่า “ลุงก็เหมือนกัน!” แล้วพุ่งเข้าในวงแหวนเวลา

sword

6

ผมกลิ้งตัวลงบนพื้นหญ้าหันกลับไปดู วงแหวนเวลาพะเยิบอยู่ในโพรงไม้ใหญ่

ปราสาทมอร์เตร็ตตระหง่านอยู่ข้างหน้ามีแสงสว่างจากช่องหน้าต่าง ตัวปราสาททะมึนบดบังท้องฟ้าราตรี เอ่!! ไหนบอกว่าจะส่งเข้าในปราสาท ไอ้กระผมก็คิดว่าเข้ามาคว้าไม้เท้าแล้วเผ่นกลับง่าย ๆ ไหงเป็นงี้ไปได้!

“นีมูร่ายเวทย์คุ้มครองปราสาท ข้าส่งเจ้าได้แค่นี้ ภายในปราสาทเจ้าต้องใช้ความสามารถของเจ้าเอง อย่าเชื่อทุกอย่างที่ตาเห็นอย่าใช้เหตุผลจงปล่อยให้ความรู้สึกนำทาง” เสียงลุงพ่อมดก้องในหู ร้ายกาจมากวิชาเปล่งเสียงด้วยลมปราณ

“ครับ! รับทราบ” ผมเอออออยู่คนเดียวใครมาเห็นเข้าคงว่าบ้า! เดี๋ยวก็รู้เวทย์มนต์กับเทคโนโลยีใครจะเจ๋งกว่ากัน ผมปลดแบ็คแพ็คดึงเจ้าไมเคิลออกมา

“ไมค์” ปลุกไมเคิลจากสลีปโหมด

“ฮับ!” จอแสงสว่างวาบ หัวกลม ๆ หน้าทะเล้นของเจ้าไมเคิลปรากฏขึ้นทันที

“สแกนแผนผังสิ่งก่อสร้างนั่นซิ!” สักพักโครงสร้างปราสาทเป็นรูปร่างบนจอ

“สแกนสิ่งมีชีวิต” จุดหลากสีสว่างวาบเต็มไปหมด “เอาแต่มนุษย์!! เอ็งนี่ แกล้งโง่ประจำ”

“คราวหลังก็มาร์คเช็คบ็อกส์มนุษย์ในฟังค์ชั่นสแกนสิ่งมีชีวิตไว้สิ ผมจะได้สแกนแต่มนุษย์” แน่ะมีสอน

จุดย่อยหายไปเหลือเพียงจุดแดงเคลื่อนไหวกระจายทั่วปราสาท ผมกวาดตามองโครงสร้างอย่างรวดเร็ว เอาไงดี? เอาไงดี? ก่อนอื่นต้องรู้ให้ได้ว่าไม้เท้าถูกซ่อนไว้ที่ไหน? แล้วจะรู้ได้ไง? คิดพีกาซัส คิด คิด

“ไมค์สแกนวัตถุซิ! เอาเฉพาะที่ทำจากไม้รูปทรงยาว ๆ” ผมลองหามั่ว รออึดใจผลออกมามั่วอย่างคำสั่ง ผมนั่งลงเงยหน้ามองปราสาททะมึน..อย่างมึน! จะเอาไง! จะเอาไงดี! เร็วสิพิกาซัส..เร็ว!

“บอกให้ใช้ความรู้สึก เจ้าโง่!!” ผมสะดุ้งโหยง เสียงลุงพ่อมดดังลั่นในรูหู

“ได้ ได้ ได้ ความรู้สึกก็ความรู้สึก” ผมยัดไมเคิลกลับเข้าแบ็คแพ็ค

ความรู้สึกเรอะ! ตอนนี้ผมรู้สึกมึนไม่รู้จะเริ่มตรงไหนมันมืดแปดด้าน ไม่รู้ไม้เท้าอยู่ไหน? จะไปทางไหน? ดุ่มเข้าไปเปิดประตูมันทุกห้อง หรือสอบถามพวกทหารขอโทษครับมีใครรู้บ้างว่าไม้เท้าคุณลุงพ่อมดเมอร์ลินอยู่ที่ไหน? ผมจะมาขอคืน!!

ง่ะ! ความรู้สึก

แหงนมองปราสาทมีให้ผมเลือกหลายทาง (ดูหนังแนวนี้มาหลายเรื่อง) ทุกปราสาทต้องมีทางระบายน้ำแต่ผมไม่ชอบเปียก หรือจะรอพวกทหารกลับมาแล้วทุบหัวคนท้ายสุดสวมรอยเข้าไป (แนวนี้ก็เจอบ่อย) ไม่ก็ปีนกำแพงแล้วเข้าทางช่องหน้าต่าง อา..แบบนี้ดูเหมือนมิชชั่นอิมพอสสิเบิ้ลหน่อย เอาอันสุดท้ายนี่ล่ะนะ

“ไมค์”

“ฮับ”

“มาร์คตำแหน่งปัจจุบัน”

ผมกระชับแบ็คแพ็คเจ้าไมเคิลแนบหลังแล้ววิ่งแฝงความมืดหาตัวปราสาท

ปราสาทหินปีนง่าย ผนังมีร่องให้แทรกปลายเท้า เรื่องปีนป่ายผมถนัดมาแต่เล็กเจอร่องหินอย่างนี้ยิ่งสบาย ผมขึ้นไปจนถึงช่องหน้าต่างแล้วมุดเข้าในห้องมีแสงรำไร มีเตียงใหญ่อยู่กลางห้อง ยังไม่ทันผมจะสำรวจให้ทั่ว ประตูถูกผลัก ผลัวะ!

ผมกลิ้งมุดเข้าใต้เตียงมองผ่านความมืดเห็นกระโปรงยาวละพื้นเคลื่อนเข้ามาพร้อมเสียงฮัมเพลง หยุดอยู่ข้างเตียง กลิ่นหอมจาง ๆ โชยกระทบจมูก สักครู่กระโปรงร่วงลง เรียวน่องขาวนวลก้าวออกจากกระโปรงกองบนพื้น ผมใจเต้นโครมคราม เกิดมายังไม่เคยทะเล่อทะล่าเข้ามาแอบอยู่ในห้องผู้หญิงอย่างนี้ สาบานได้ (ไม่สาบานดีกว่า)

ใจหนึ่งอยากอยู่ต่อ แต่ต้องรีบไปหาไม้เท้าให้ลุงพ่อมด

ผมกระดื๊บหาขอบเตียง เห็นแผ่นหลังราบเรียบสะโพกอวบอาบแสงคบไฟ หล่อนยืนสางผมริมหน้าต่าง ผมรีบเผ่นไปที่ประตู เปิดประตู บานประตูเจ้ากรรมร้อง เอี๊ยด! ตามด้วยเสียงกรีดร้อง ผมพรวดผ่านช่องประตู ซวยชะมัดเริ่มก็เจอดีเลยห่วยจริง ๆ พีกาซัสเอ๋ย

ได้ยินเสียงฝีเท้าสับสน ผมหันรีหันขวางลองเปิดประตูมั่วลุกลนผลักไปหลายบานมีแต่ปิดล็อค เสียงฝีเท้าดังใกล้ทุกที พอดีมีอยู่บานหนึ่งเปิดออกผมรีบหลบเข้าไป ได้ยินเสียงร้อง “มีผู้บุกรุก!!”

เส้นทางในปราสาทเต็มด้วยทหารผมเลือกปีนกำแพงต่อ ตะกายออกทางหน้าต่างปีนขึ้นไปพยายามแนบตัวชิดกำแพงกันถูกพบเห็น แต่ไม่นานก็มีเสียงตะโกนมาจากช่องหน้าต่างด้านล่าง พวกทหารปีนตามมา ผมเงยขึ้นมอง เห็นเงาระเบียงยื่นออกมา ผมรีบปีนขึ้นไป

โดดลงระเบียงแล้ววิ่งไปตามช่องทาง

“ไมค์! เคลียร์เส้นทาง” เป็นคำสั่งเปิดระบบเนวิเกเตอร์ของเจ้าไมเคิลโปรแกรมประมวลผลหาเส้นทางที่หลบเลี่ยงการปะทะกับมนุษย์หรือสัตว์ขนาดใหญ่

“ขวาสอง ซ้ายห้า กำลังตรงมา ข้างหน้า ศูนย์” ไมเคิลตอบ

กำลังตรงมารึ ! มีทางแยกข้างหน้า จะกลับไปที่ระเบียงก็ไม่ได้ ผมตัดสินใจวิ่งร้อยเมตรวัดดวงกับพวกที่กำลังวิ่งมา

ผมหยุดที่ทางแยกหันดูสองข้าง พวกทหารกำลังตรงมา

“ไมค์เส้นทาง!”

“ตรงไปข้างหน้า ศูนย์” ข้อมูลแรกคือเส้นทางแนะนำ ข้อมูลหลังคือจำนวนสิ่งมีชีวิต ผมสับเร็วยิ่งกว่าแชมป์ร้อยเมตรโอลิมปิกกาแลกซี่โดยมีทหารเป็นฝูงวิ่งตามมา

sword

7

คบไฟบนผนังให้แสงสว่างพอมองเห็นช่องทางทอดยาวไปหาความมืดเบื้องหน้า ผมวิ่งไม่คิดชีวิตเสียงฝีเท้าสับสนดังก้องทะท้อนอยู่ในช่องทางแคบ ๆ

“ไมค์! เส้นทาง!!”

“ตรงไปข้างหน้า ศูนย์” ไมเคิลย้ำข้อมูลเดิม ผมวิ่งทิ้งห่างพวกทหารออกไปทุกที ปัดธ่อ จะมาแข่งกะแชมป์ร้อยเมตร ไม่อยากคุยตอนเรียนอนุบาล ไม่มีใครกินผมลงหรอกเรื่องความเร็ว ผมหันกลับไปดูพวกนักรบโบราณรุ่มร่ามควงดาบอันเบ้อเร้อวิ่งตามมา เห็นแล้วขำ ฮ้า ฮ้า ผมหัวเราะไปวิ่งไป เสียงก้องดีแฮะ กิ้วว กิ้วว ฮี้ ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า!

ผมวิ่งมาจนสุดทาง เงามืดที่เห็นไกล ๆ ตอนนี้เริ่มชัดขึ้น ผมชักไม่แน่ใจ

“ไมค์!เส้นทาง!”

“ตรงไปข้างหน้า ศูนย์”

“**ไมเคิล! เครื่องรวนทำไมไม่ทะลึ่งเตือน!” ผมจะบ้าตาย เจ้าไมเคิลเพื่อนซี้ทำแล้วไหมล่ะ! มันย้ำเส้นทางข้างหน้า แต่ข้างหน้าที่ผมเห็นตอนนี้..เป็นทางตัน!

มีประตูลูกกรงขวางช่องทาง ผมวิ่งมาด้วยความเร็วสูงเบรคเข้ากับลูกกรงเหล็กเต็มหน้า หันกลับไปดู พวกนักรบวิ่งกันมาเต็มช่องทาง ผมเขย่าลูกกรง เอาไง เอาไง ประตูลูกกรงขยับอ้าออกผมผลักเข้าไป ในเงามืดมีดวงตาสีแดงจ้ากะพริบปริบ ๆ ผมสะดุ้งเฮือกดึงประตูกลับ ไอ้ตัวนั้นก้าวออกจากเงามืด โอ แม่เจ้า! ตัวอะไรกันเนี่ย! ผมไม่มีอารมณ์สุนทรีย์จะบรรยายลักษณะของมันแล้วตอนนี้ ต้องเลือกระหว่างไอ้ตัวบ้าตรงหน้ากับพวกทหารข้างหลัง ผมหันไปหันมา ในใจก็อยากด่ามารดาเจ้าไมเคิลแต่ไม่รู้จะด่ามันว่าไง

พวกทหารใกล้เข้ามา เสียงเอ็ดตะโร เสียงฝีเท้าดังก้อง

เป็นท่านจะเลือกอะไร?
ผมไม่มีเวลารอคำตอบแล้ว

พวกทหารมาถึงผมผลักบานประตูเผ่นพรวดเข้าไป

แค่พ้นแนวประตูลูกกรงเท่านั้น ผมก็ร่วงวืด!! รีบตะกายหมายคว้าอะไรสักอย่าง ไร้ผล! สภาพรอบด้านกลายเป็นเรียบลื่น ผมไถลลงไปด้วยความเร็วสูง ไหลลงไปยังความมืดมิด

จนสุดทางผมหลุดพรวดเข้าในห้องศิลาแคบ ๆ มีแสงสว่างรำไรจากปลายปล่องด้านบน

ผมลุกขึ้นคลำสะเปะสะปะสำรวจไปรอบห้อง ไอ้ตัวประหลาดนั่นคงเป็นภาพโฮโลแกรมสิท่า ไมเคิลจึงสแกนไม่พบ ได้ยินเสียงหัวเราะจากด้านบน

“ฮ้า ฮ้า ฮ้า คิดว่าเมอร์ลินที่แท้เป็นเด็กน้อยไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม”

ผมมองขึ้นไป พวกทหารยืนมุงกันเต็มปากปล่อง บ้าเอ้ย! รึพวกมันแค่วิ่งไล่ต้อนให้ผมตกลงมาในห้องนี้

“เจ้าทำข้าเสียอารมณ์ เสียเวลาจริง ๆ” ไอ้คนนั้นโอบหญิงสาวยืนข้าง ๆ “ตอบข้ามาเด็กน้อยเจ้าย่องเข้าห้องเมียข้าทำไม?”

อ้าว! ซวยล่ะสิ ย่องเข้าห้องเมียคนอื่น ผมตะโกนขึ้นไป

“ผมไม่ได้เจตนานะขอรับ ผมไม่ทราบว่าเป็นห้องเมียคุณ ผมขอโทษ “

“ไอ้เด็กบ้า! คิดรึว่าดอดเข้าไปแอบในห้องเมียข้าแล้วจะมาขอโทษกันง่าย ๆ” เสียงมันก้องลงมา ผมต้องเอามืออุดหู

“ก็ผมไม่ได้ตั้งใจนี่นา” ผมเถียงข้าง ๆ คู ๆ

“ถ้าเช่นนั้นเจ้าเข้ามาในปราสาทข้าทำไม?”

“ผมจะมาเอาไม้เท้าไปให้คุณลุงพ่อมด”

“เมอร์ลิน?”

“ครับผม”

“ฮ้ า – ฮ้ า – ฮ้ า” โห เสียงหัวเราะแบบเซ็นเซอร์ราว

“เมอร์ลินเฒ่าขี้ขลาดถึงกับส่งเด็กน้อยมาตายแทนเชียวหรือนี่ ฮา ฮา ฮา”

“แล้ว..ไม้เท้าอยู่ที่ไหนขอรับ?” ผมมันคนซื่อ สงสัยเจ้านี่จะเป็นมอร์เตร็ต ไหน ๆ เจอเจ้าตัวแล้วถามกันซื่อ ๆ อย่างนี้แหละ

“อยู่ข้างหน้าเจ้านั่นล่ะ แต่คงต้องลำบากหน่อย เซ็ททอร์คงไม่ยอมให้เจ้าเอาไปง่าย ๆ เท่าที่ข้าจำได้ ยังไม่เคยมีใคร ผ่านเขาวงกตของเซ็ททอร์ไปได้ แม้แต่เมอร์ลิน ฮา ฮา ฮา จงเป็นอาหารอันโอชะแก่เซ็ททอร์เถิดเด็กน้อย…เปิดประตู!” มันตะโกนสั่งลูกน้อง แล้วโอบ อา..ใช่แล้ว..หญิงสาวผมทองที่ผมเข้าไปในห้องนั่นเอง เธอจ้องผมเขม็งก่อนผลุบหายไปกับ**นั่น

เสียงเสียดสีของเนื้อหินดังชวนเสียวฟัน ผนังห้องถูกเปิดเห็นอุโมงค์ขนาดใหญ่ลึกหายในความมืดมิด

มันจะเอาไงของมัน
ผมชักเต็มทนแล้ว

ใจหนึ่งอยากใช้แบทเทิลสูทระเบิดไอ้ปราสาทเนี่ยให้เป็นจุล แต่ก็กลัวว่าผลีผลามไปเกิดใช้พลังงานเจ้าไมเคิลหมดยังหาไม้เท้าไม่เจอะจะยุ่ง ได้แต่ใจเย็นไว้อย่างน้อยรู้แล้วว่าไม้เท้าอยู่ข้างหน้านี่เอง อะไรนะ เขาวงกตของเซ็ททอร์ เหอะ เหอะ เล่นเป็นเด็ก

ผมปลดแบ็คแพ็คดึงไมเคิลออกมา

“ไมค์! สแกน” สักครู่ภาพผังข้างหน้าก็ปรากฏเป็นช่องทางเดินแบบเขาวงกต เหอะ เหอะ หมู ๆ ผมมาร์คบริเวณศูนย์กลาง แล้วสั่งไมเคิลสแกน อา..ไม้เท้าอยู่นั่นจริง ๆ

“สแกนสิ่งมีชีวิต” มีจุดสีแดงเคลื่อนไหวอยู่ในเขาวงกตคงเป็นเซ็ททอร์ที่เจ้ามอร์เตร็ตว่า

ผมสั่งไมเคิลเมมฯเส้นทางไปยังไม้เท้า แผนง่าย ๆ ก็คือให้เจ้าไมเคิลส่งเสียงบอกเส้นทางหลบหลีกเจ้าจุดแดง ๆ นั่นแล้ววิเคราะห์เส้นทางไปยังไม้เท้า เป็นอันเรียบร้อย ผมยัดไมเคิลกลับเข้าแบ็คแพ็คสะพายแนบหลัง ดึงให้กระชับ แล้วออกวิ่งตามเสียงรายงานของเจ้าไมเคิล ฮา ฮา ง่ายยิ่งกว่าเล่นเกมมาริโอเสียอีก..ขอบอก

แต่แฮปปี้ได้ไม่นาน

เพราะไม่ว่าจะเลี้ยวไปทางใด เจ้าสิ่งมีชีวิตนั่นเป็นขวางทาง ไมเคิลต้องหาเส้นทางใหม่อยู่นั่นแล้ว เล่นเอาผมวิ่งจนหอบแฮ่ก ไม่มีทางเลือก ผมวิ่งตรงเข้าในช่องทางที่เจ้าตัวนั่นดักรออยู่ให้รู้แล้วรู้รอด

แล้วก็ได้เผชิญหน้า

ดวงตาสีแดงเจิดจ้าอยู่ในความมืด มันค่อย ๆ เดินเข้ามาหาผม กลิ่นสาบรุนแรงโชยมาก่อน ครั้นได้เห็นชัด ๆ

แว็ก!!

ไอ้ตัวข้างบนนั่นเอง นี่น่ะเรอะเซ็ททอร์

ผมก้าวถอยหลัง ตั้งหลักทำใจก่อน มันก้าวตามเข้ามา ถ้าไม่ใช่อุปาทาน ผมว่าพื้นหินที่เท้าสะเทือนตามจังหวะก้าวของมันนะหรือขาผมสั่นไปเอง!

sword

8

ไอ้ตัวประหลาดส่งเสียงฮึมในลำคอ ส่วนหัวเป็นวัวกระทิงมีเขาคู่ใหญ่ รูจมูกบานเบ้อเร่อพ่นไอฟืดฟาด ดวงตาแดงก่ำ ลำตัวเป็นมนุษย์แต่ใหญ่โตผิดมนุษย์มะนา มันยืนจ้องมองผมแล้วก้มหน้าพุ่งเขาเข้ามา

ผมตั้งท่าเตรียมพร้อมเหมือนบรู้ซลี ตะแคงข้างเพื่อทำให้เป้าเล็กลง พื้นหินสะเทือนเลื่อนลั่น จังหวะที่มันถึงตัวผมเบี่ยงหลบแล้วเตะซ้ายขวางเข้าลำตัวดัง ป้าบ! เต็มเหนี่ยว

ผลหรือครับ?

เหมือนผมเตะอัดเสาหินยังไงยังงั้น ขาสั่นสะท้านชาไปทั้งแข้ง

ไอ้ตัวนั่นหันกลับมาในระยะประชิดสะบัดหัวฟาดเขา ผมก้มหลบ เขาใหญ่ของมันกระแทกกำแพงหินดังสนั่นเศษหินร่วงกราว ผมล่ะเสียวว๊าบบ!! นี่ถ้าตูโดนเข้าล่ะก็…จะอยู่ทำไม มันเปิดทางให้แล้ว เผ่นสิ!!

ผมวิ่งหน้าตั้ง เสียงฝีเท้ากุบกับ ๆ ไล่ตามมาข้างหลัง

วิ่งไม่ทันจะถึงไหนตัวผมก็ลอยละลิ่วกระเด็นไปชนกำแพงหินร่วงลงมากองกับพื้นชาไปทั้งตัว คงโดนมันขวิดเข้าอย่างแรง ดีนะมีเจ้าไมเคิลช่วยรับแรงกระแทกด้านหลังไม่งั้นคงได้มีหลังหัก

ตัวประหลาดนั่นก้าวเข้ามาช้า ๆ เสียงลมหายใจฟืดฟาดน้ำลายไหลย้อยตลอดเวลา วัวบ้าอะไรไม่กินหญ้าริกินคน เดี๋ยวเถอะ..เดี๋ยวเจอดี!

‘ไมค์!”

“ฮับ”

“พี ก า ซั ส แ บ ท เ ทิ ล สู ท ! ! !”

แสงรุ้งพุ่งวาบออกจากเจ้าไมเคิล สว่างจ้าทั้งอุโมงหิน จากนั้นม้วนวนเข้าห่อหุ้มตัวผม เกราะพีกาซัสแบทเทิลสูทที่เต็มไปด้วยอาวุธเข้าประกบร่าง แสงสว่างวาบหายคืนสู่ความมืดสลัวอีกครั้ง

ไอ้ตัวนั่นยืนนิ่งคงตาลายไม่เคยเจอแสงมานาน

ผมกระโดดถีบไซด์คิกแบบไรเดอร์ริวคิคราวนี้ได้ผล วัวบ้านั่นกระเด็นกระดอนไปไกล ผมตามติดทันที เตะซ้าย ชกขวา ม้วนตัวลอยข้ามเขาคู่ใหญ่ของมันแล้วถึบจากด้านหลัง มันเซถลา หันมาทำหน้างง คงไม่เคยเจอคู่ต่อสู้มานานสิท่า

ผมรอช้าไม่ได้ ตัดสินใจเผด็จศึก

“พีกาซัสซุปเปอร์โนวาวัลแคน”

แต่ไม่ทันมันเร็วอย่างนี้นี่เองถึงขวิดผมกระเด็น พริบตาที่ขยับตัวก็มายืนตรงหน้าผมแล้ว มันพุ่งเขาชนท้อง ดีที่แบทเทิลสูทป้องกันไว้ มันขวิดผมลอยขึ้นแล้วตั้งเขา
รอรับ ร่างผมร่วงลงหาปลายเขา ผมใช้สองมือจับเขาไว้ม้วนตัวเตะกลับลงมาเข้าปากครึ่งจมูกครึ่งของมันเต็มแรง มันล้มลงดังโครม

คราวนี้ล่ะ

“พีกาซัสซุปเปอร์โนวาวัลแคน….ยิง!!!”

ผมปล่อยพลังแสงแบบอ่อนออกไปเพื่อถนอมพลังงานไว้ เจ้าวัวนั่นโดนเข้าเต็ม ๆ กระเด็นไปชนข้างฝาร่วงลงมากอง

ผมไม่รอช้า “วิงสูท!!” เป็นคำสั่งปรับแรงโน้มถ่วงเป็นศูนย์ ผมพุ่งไปข้างหน้าราวเหินบิน เลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวา ตามเสียงร้องบอกทางของเจ้าไมเคิล ยิ่งเข้าไปลึกกับดักยิ่งมาก กรงล้อใบมีดบ้าง ไฟบ้าง พื้นศิลากลายเป็นหลุมกับดักบ้าง ผมไม่สนใจ ขณะลอยตัวพุ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วผมยิงซุปเปอร์โนวาใส่พังวินาศสันตะโล

สุดทางเป็นโถงใหญ่ มีแสงสว่างเรืองเจิดจ้าอยู่กลางห้อง

ไม้เท้าอยู่นั่นเอง! ปักอยู่บนแท่งหิน

ผมโผเข้าไปทันที มี**ลูกดอกพุ่งจากผนัง ผมม้วนตัวกลางอากาศปล่อยซุปเปอร์โนวาเป็นวงทำลายผนังทั้งสองข้าง นายมอร์เตร็ตมาเห็นเข้าเป็นได้ร้องให้โฮล่ะทีนี้ขอดี ๆ ไม่ยอมให้ จุดไหนปล่อยอาวุธออกมาผมยิงทำลายไม่ยั้งจนไมเคิลร้องเตือนระดับพลังงาน

ผมหยุดลงตรงหน้าไม้เท้า มีพวกโครงกระดูกควงดาบเข้าจู่โจม ผมใช้เกราะอ่อนท่อนแขนรับดาบเตะซ้ายเตะขวา ม้วนตัวกวาดด้านล่างพวกมันล้มระเนนระนาด

คิดจะอัดซุปเปอร์โนวาออกรอบตัวแต่กลัวโดนไม้เท้า ยิงทีละตัวก็เปลืองพลังงาน ผมไม่ยอมเสียเวลา ลอยตัวขึ้นบนแท่งหินดึงไม้เท้าออกมา เสียงครางคลืนดังลั่นพื้นห้องสั่นสะเทือน ปริมาณน้ำมหาศาลทะลักเข้ามาในห้องโถง

ผมดีดตัวพุ่งกลับไปทางเก่าพบว่าน้ำกำลังไหลอัดเข้ามา

“ไมค์เส้นทาง”

ไมเคิลสแกนเส้นทางแล้วรายงาน ผมพุ่งตัวตามเสียงเจ้าไมเคิลอย่างรวดเร็ว

ไม้เท้าวิเศษของลุงเมอร์ลินอยู่ในมือชวนให้สงสัยว่าจะทำอะไรได้บ้างนะ แต่ไม่มีเวลาเล่น ต้องรีบออกไปจากเขาวงกตนี่ไห้ได้ก่อน

น้ำทะลักตามผมมาติด ๆ ไมเคิลนำทางจนเจอปล่องขึ้นด้านบน ผมเร่งพลังงานพุ่งตัวขึ้นสุดกำลัง ขณะร่างพุ่งฉิวผ่านผนังศิลา เดี๋ยวก่อน! มีอะไรบางอย่าง!
ผมก้มมองคลื่นน้ำปั่นป่วนกำลังทะลักขึ้นมา

ทันนา!!

ผมพุ่งกลับลงไป เห็นลูกกรงเหล็ก ข้างในมีมังกรตัวสีแดงนั่งตาละห้อย

อยากช่วยแต่ไฟเตือนพลังงานซุปเปอร์โนวาแดงแล้ว ขืนใช้อีกก็หมดกัน

น้ำทะลักมาถึงผมกำลังจะพุ่งกลับขึ้นไป เจ้ามังกรส่งเสียงร้อง ผมตกใจหันกลับมามองเห็นตาละห้อยของมันแล้ว เฮ้อ..ผมน่ะรักสัตว์นะจะบอกให้ แต่..ซุปเปอร์โนวา..ของผม..เฮ้อ!

ช่วยก็ช่วย !

ผมยิงซุปเปอร์โนวาที่ลูกกรงในจังหวะเดียวกับน้ำทะลักถึง ผมพุ่งตัวขึ้นไป ได้แต่หวังว่าเจ้ามังกรจะหนีออกมาทัน พุ่งขึ้นจนสุดปลายปล่อง แรงส่งยังส่งร่างผมลอยสูงไปบนอากาศ ดวงดาวบนฟ้ากะพริบพราวแทบเอื้อมมือหยิบได้ ผมม้วนตัวลงยืนหันมองรอบด้าน

เป็นดาดฟ้าของปราสาท แต่ไม่ได้มีผมคนเดียวยังมีนักรบชุดเกราะยืนเต็มไปหมด

มอร์เตร็ตเดินปรบมือออกมา

“เก่งมาก เก่งมากเจ้าเด็กน้อย เจ้าทำให้ข้าแปลกใจ” เขาเข้ามาใกล้กวาดสายตาสำรวจผม “อย่าบอกนะว่าเจ้าไม่ใช่เมอร์ลิน”

ผมได้ไม้เท้าแล้ว ไม่มีเวลาเจรจา ลุงพ่อมดเป็นอย่างบ้างก็ไม่รู้ ผมรีบขอตัว

“ขอโทษนะขอรับ คือว่า..กระผมต้องรีบไปแล้วล่ะไว้วันหลังจะมาคุยด้วยนะขอรับ” ผมตั้งท่าจะกระโจนลงจากดาดฟ้า

“จับมันไว้!” พวกทหารกรูเข้ามา ผมพุ่งตัวขึ้น

“ไมค์ กลับจุดสตาร์ท!” เป็นคำสั่งให้เจ้าไมเคิลเชื่อมต่อแบทเทิลสูทนำไปยังจุดที่มาร์คไว้เมื่อตอนมาถึง

แต่ขาผมถูกรวบร่วงลงพื้นดาดฟ้า พวกมันคว้างบ่วงบาศรวบขาผมกลางอากาศเลย แม่นซะ!

ผมร่วงกองพิ้น พวกทหารกรูเข้ามา ผมยิงซุปเปอร์โนวาขีดสุดท้าย พวกทหารกระเด็นไปไกล บางคนตกลงไปจากดาดฟ้า เสียงต๊อด ต๊อด ร้องเตือนจากเจ้าไมเคิล

“พี่พี พลังงานหมด!”

“เออ รู้แล้ว!!”

นายมอร์เตร็ตชักดาบเดินเข้ามา
ผมกระชับไม้เท้าลุงเมอร์ลิน

“ทุกคนถอยไป ข้าเอง” เขาบอกลูกน้อง

ผมตั้งท่ารับการโจมตี ในใจนึกสงสัยว่าไม้เท้าวิเศษนี่จะทำอะไรได้บ้างนะ เอ่..อยู่ในมือแท้ ๆ แต่กลับใช้ไม่เป็น

มอร์เตร็ตเหวียงดาบเข้ามา ผมยกไม้เท้าขึ้นรับ วิชาดาบเหมือนกับพวกทหารลิ่วล้อที่ผมประมือมาแล้ว ผมใช้ไม้เท้าโจมตีกลับด้วยวิชากระบองเส้าหลินที่หนักหน่วงแต่อ่อนโยน ผมพลิกตัวหมุนวนไปตามกระแสดาบของมอร์เตร็ต ควบคุมไม้เท้า ปัด ป่าย ดึง ดัน อยู่รอบ ๆ ดาบใหญ่ของเขา

ผ่านไปหลายกระบวนท่า มอร์เตร็ตได้แต่ฟันใส่ความว่างเปล่า ไม่นานวิชากระบองเส้าหลินก็แผลงฤทธิ์ ผมกระแทกหัวไม้เท้าเข้าหน้าอกมอร์เตร็ตแล้วเหวี่ยงปลายเข้าใบหน้า มอร์เตร็ดเลือดกบปาก
เขาเดือดดาลใหญ่ ควงดาบฟันอย่างคลุ้มคลั่ง

เสียงสัญญาณไมเคิลร้องถี่กระชัน ผมไม่มีเวลาแล้ว แต่ไม่สามารถหลบออกจากพายุดาบต่อเนื่องของมอร์เตร็ต

สัญญาณสุดท้ายเตือนก่อนที่แสงสีรุ้งจะสว่างวาบขึ้น แบทเทิลสูทหายวับ มอร์เตร็ตยังควงดาบใส่ไม่ยั้ง ผมตั้งรับถอยร่นไปเรื่อย ๆ เมื่อไร้พลังจากแบทเทิลสูทไม่นานผมก็เริ่มอ่อนแรง มอร์เตร็ตโดนไม้เท้าฟาดเข้าจุดสำคัญหลายต่อหลายครั้งแต่เกราะช่วยไว้

ผมเหงื่อแตกหอบแฮ่ก ไม่มีแบทเทิลสูทบินไม่ได้ต้องวิ่งกลับลงไป ไม่มีทางอื่น คิดได้อย่างนั้นผมเร่งเพลงกระบอกเส้าหลินโจมตีเปิดทางหนี

แต่สิ่งไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น!

มอร์เตร็ตฟันดาบใหญ่ขวางมาสุดแรง ผมยกไม้เท้าขึ้นรับ ไม้เท้าในมือหักสะบั้น ผมเซถลาไปตามแรงแล้วล้มลง ใจหายวาบงงงันทำอะไรไม่ถูก

พวกทหารกรูเข้าจับตัวผม

“ทีนี้เมอร์ลินก็ช่วยอะไรเจ้าไม่ได้แล้ว” มอร์เตร็ตถลึงตา

ผมงงสุดขีด คิดอะไรไมออก ไม้เท้าลุงพ่อมดหัก! บื้อไปเลย ไม่รู้จะเอาไงดี ไม้เท้าวิเศษของเมอร์ลินหักในมือผมหรือนี่!!

“แกมาถึงนาทีสุดท้ายแล้วไม่คิดร้องขอชีวิตสักหน่อยหรือเจ้าหนู?” นายมอร์เตร็ตยื่นหน้าใกล้จนน้ำลายกระเซ็นใส่ผม พวกทหารจับผมไว้แน่น

“อย่าเก๊กให้มากไปเลยขอรับ อีกเดี๋ยวเดียวท่านก็เดี้ยงแล้ว” เขาทำหน้างง คงไม่เข้าใจภาษาโจ๋ ผมจำได้มอร์เตร็ตม่องเท่งตอนทำศึกกับอาร์เธอร์

“โยนมันลงไป!”

พวกทหารโยนผมจากดาดฟ้า ร่วงคว้างในความว่างเปล่า

อากาศเย็นกระทบใบหน้าจนชา เสียงลมหวีดหวิวผ่านหูแก้วหูแทบระเบิด
ใจหาย!
คิดว่าเท่งทึงแน่แล้วพีกาซัส

แล้วก็ได้ยินเสียงลม พึบ! พึบ! ใกล้เข้ามา ผมหันไปดู เจ้ามังกรนั่นเอง
มันร่อนเข้ามารับผมไว้บนหลังแล้วทะยานไปในท้องฟ้าเต็มด้วยดวงดาวพราวพร่าง

อยากบรรยายความสวยงามของท้องฟ้าราตรีในค่ำคืนเหนือปราสาทโบราณให้ฟังเหลือเกินแต่ผมไม่มีเวลาชื่นชม ต้องรีบไปรายงานลุงพ่อมด (ยังไม่รู้แกจะว่าไง) เจ้ามังกรแดงส่งเสียงร้องเบิกบานใจถลาไปบนท้องฟ้า

ผมเคาะหลังเจ้ามังกรแดงมันหันมอง ถ้าตาไม่ฝาดหรือผมคิดมากไปเอง ผมว่ามันส่งตาหวานแล้วยิ้มให้ผมนะ (เป็นตัวเมียรึเปล่าก็ไม่รู้!)

ผมชี้ไปที่เงาไม้ใหญ่ตะคุ่มข้างล่าง เจ้ามังกรส่งเสียงร้องก้องแล้วร่อนลง

มันตั้งลำทำองศาทะแยงตรงไปยังต้นไม้ยักษ์แล้วค่อย ๆ เร็วขึ้น..เร็วขึ้น..เร็วขึ้น..

ผมร้องเสียงหลง “เฮ้ย! เฮ้ย! ช้า ๆ ช้า ๆ”

ดูท่ามันไม่ฟังเสียง ยังคงพุ่งหาต้นไม้อย่างรวดเร็ว ผมยึดเกร็ดบนหลังมันไว้แน่นหลับตาปี๋

sword

9

ผมกลับมาก้นจ้ำเบ้าอยู่ในวงแหวนแห่งยักษ์สโตนเฮนจ์ ท้องฟ้ายังพราวหมู่ดาวทั่วทุ่งกว้างมืดมิด

ใจกลางสโตนเฮนจ์แสงสีรุ้งยังคงสว่างจ้าแต่สภาพต่างจากตอนผมไปเสียแล้ว

ลุงพ่อมดทรุดกายชันเข่าอยู่กับพื้นเลือดไหลออกปากเป็นทาง ใบหน้าซีดจาง แสงหลากสีจากปลายคทาของเทพธิดาแห่งทะเลสาบห้อมล้อมจอมพ่อมดผู้ยิ่งใหญ่ในตำนาน พื้นเบื้องหน้าลุงพ่อมด เต็มด้วยคราบเลือด

ไม่เข้าใจจริง ๆ ดูเหมือนเป็นคนรักกันแท้ ๆ คิดเล่นกันถึงตายเลยหรือไร?

เทพธิดานีมูแสยะยิ้มสาสมใจ กำลังก้าวเท้าช้า ๆ จะเป็นอย่างไรหากผมแทรกเข้าไป แต่คงต้องบอกลุงพ่อมดสักคำ ผมขยับจะคลานเข้าไป มีเสียงร้องแก้วหูแทบแตก “อย่าเข้ามา!!” อา…ลืมไป วิชาเปล่งเสียงด้วยลมปราณ ผมละล่ำละลัก

“คือว่า..คือว่า..ลุง..” กลืนน้ำลายเอื๊อก “ผมทำไม้เท้าลุงหักอ่ะขอรับ” สำนึกผิดจนไม่รู้จะบอกว่าไง

“ขอบใจมากเจ้าหนู” ไม่ได้พิมพ์ผิดนะครับ แกบอกอย่างนั้นจริง ๆ ลุงพ่อมดกล่าวจบชูแขนขึ้นอย่างลำบากยากเย็น

เทพธิดานีมูแหงนมองท้องฟ้าใบหน้าถอดสี ผมมองตาม เจ้ามังกรแดงนั่นเอง มันร่อนลงมาอย่างรวดเร็วจนเป็นสำแสงสีแดงพุ่งตรงหาลุงพ่อมด ลุงพ่อมดตวัดมือปรากฏไม้เท้าแดงเปล่งประกายเจิดจ้าต้านแสงรุ้งหลากสีจากคทา

ลุงพ่อมดใช้ไม้เท้ายันพื้นยืนขึ้นช้า ๆ ท่องคาถาดังก้องรัวจนไม่เป็นศัพท์ เทพธิดานีมูก็ท่องคาถาดังขึ้นเสียงก้องไปทั่วบริเวณ ท้องฟ้าปั่นป่วน แสงรุ้งถูกลำแสงจากไม้เท้ายันกลับไปช้า ๆ เทพธิดาแห่งทะเลสาบขมวดคิ้วนิ่วหน้า

แล้วได้ยินเสียงระเบิดดังสนั่นแสงสว่างเจิดจ้า

ผมเอามือปิดหูปิดตา พอลืมตาขึ้นก็เห็นเทพธิดานีมูระทวยอยู่บนพื้นคทางาช้างสลักหักร่วงอยู่ข้าง ๆ ลุงพ่อมดทรุดนั่ง

ความมืดความเงียบกลับมาห้อมล้อมอีกครั้ง ผมลุกเดินไปหาลุงพ่อมดประคองแกขึ้น แกก้าวเท้าอย่างลำบากยากเย็นเดินไปหาเทพธิดานีมู

ร่างสวยในชุดขาวนั่งนิ่งอยู่กับพื้น ลุงพ่อมดยืนจ้องอยู่นานก่อนถอนหายใจส่ายหน้าแล้วพูด

“ข้าไม่เคยคิดทำร้ายเจ้า จะอย่างไรข้าก็ยังรักเจ้า”

“ท่านไม่ต้องเพ้อเจ้อ!” เทพธิดาเงยหน้าจ้องเขม็ง “ความรักของท่านไม่ใช่อย่างที่ข้าต้องการ ข้ามีแต่เกลียดท่าน!!”

“ข้ายังหวังให้เจ้ากลับตัวกลับใจ เลิกเอาแต่ใจ เลิกเรียกร้องไม่สิ้นสุด รู้จักมอบความรักให้ผู้คนรอบข้าง ไม่ใช่คอยเรียกร้องหาความรักที่ไม่เคยเต็ม”

“พอที!” เทพธิดานีมูถลึงจ้องตาลุงพ่อมด ลุงพ่อมดส่ายหน้า ผมกลายเป็นตัวเสร่ออยู่ตรงกลางอีกแล้ว

“ข้ามีเรื่องขอร้อง” ลุงหยุดพูดมองขึ้นบนฟ้าแล้วถอนใจ “คงเป็นชะตาลิขิตที่ข้าไม่อาจฝืน” ถอนใจอีก

สายลมเย็นของค่ำคืนเริ่มแผ่วมา เคราขาวของลุงพ่อมดพลิ้วไปตามลม คนทั้งสองจ้องตากันอยู่นานจนลุงพ่อมดพูดออกมา

“อาร์เธอร์จะบาดเจ็บสาหัสในสนามรบ ข้าวานให้เจ้าไปรับอาร์เธอร์ พาไปยังเกาะอเวลอน ให้เขาได้อยู่อย่างสงบที่นั่น“

“คำก็อาร์เธอร์สองคำก็อาร์เธอร์” เทพธิดานีมูกระชากเสียง “ทำไมข้าจะต้องไปช่วยอาร์เธอร์!”

“เพราะข้าจะขังตัวเองในต้นโอ๊คเพื่อเจ้า ข้าจะไม่ไปไหนอีกแล้ว เพียงคำขอรัองสุดท้ายช่วยพาอาร์เธอร์ไปเกาะอเวลอน” ลุงพ่อมดจ้องเทพธิดาแน่วนิ่ง ผมทองของเธอพลิ้วสยายในสายลมดวงตาเป็นประกาย เธองดงามน่าลุ่มหลงจริง ๆ แต่จิตใจน่ากลัวชะมัด

เทพธิดานิ่งคิดอยู่นาน

“ได้!” ที่สุดก็พูดออกมา “ข้าจะทำตามท่านขอ เพียงท่านไม่ผิดคำ”

“ข้าไม่เคยผิดคำพูด เจ้าก็รู้”

เทพธิดาก้มหน้านิ่ง ลุงพ่อมดกล่าวต่อว่า “เจ้าไปเถอะ ข้าจะคอยเจ้าอยู่ในต้นโอ๊ค คอยวันที่เจ้าคิดได้มากกว่านี้ เข้าใจอะไรมากกว่านี้” เทพธิดาเงยหน้ามองลุงพ่อมดดวงตาคมใสของนางเต้นรัว ผมไม่รู้ว่ามีความหมายอย่างไร คงรู้ได้เพียงสองคนที่เคยใช้เวลาชีวิตร่วมกันมา ร่างนางค่อย ๆ เลือนหายไป เหลือแต่ผมกับเมอร์ลินพ่อมดในตำนาน

“ขอบใจเจ้ามากเด็กน้อย” ลุงแตะไหล่ผม ผมสงสัยจริง ๆ ทำไมไปตกลงอย่างนั้นได้เปรียบอยู่แล้วชัด ๆ ยอมขังตัวเองแล้วได้อะไรขึ้นมา

“ข้าบาดเจ็บสาหัส ไปช่วยอาร์เธอร์ไม่ได้” แว็ก!! ลืมไปว่าแค่คิดก็ได้ยิน “นี่คงเป็นฟ้าลิขิต ไม่มีอาร์เธอร์ข้าก็ไม่มีอะไรให้ต้องห่วง อยู่ในต้นโอ๊คหรืออยู่ที่ไหน ๆ ไม่มีอะไรแตกต่างสำหรับข้า”

“ทำไมลุงถึงยอมนาง..ร้ายกาจปานนั้น” ผมข้องใจ

ลุงพ่อมดนิ่งอึ้งชั่วครู่ค่อยกล่าว

“รอให้เจ้ามีความรักแล้วเจ้าจะเข้าใจ กับคนที่เจ้ารักไม่ว่านางจะเป็นอย่างไรเจ้าก็ยังรักยังมีความหวังเชื่อมั่นในตัวคนที่เจ้ารักเสมอ นั่นเพราะเจ้ามั่นใจว่าไม่ได้รักคนผิด ข้าเองเป็นเพียงคนโง่เขลา ข้าเป็นคนสอนเวทมนต์ให้นางหวังจะเอาใจนาง นางกลับใช้เวททำร้ายข้า ที่ทำร้ายข้าไม่ใช่นางแต่เป็นตัวข้าเอง ถึงตอนนี้หวังว่ายังไม่สาย” ลุงหยุดแล้วถอนใจ “ที่สุดข้าก็กักตัวอยู่ในต้นโอ๊คอย่างเจ้าว่า แต่จงรู้ไว้ ไม่มีใครขังข้าได้หรอกนอกจากตัวข้าเอง”

ผมฟังไม่ค่อยเข้าใจ(แต่สักวันอาจเข้าใจ) เสียงลุงพ่อมดอ่อนแรงลงทุกทีแกยืนอยู่ได้เพราะใช้ไม้เท้าช่วยค้ำ

“ขอบใจเจ้ามาก วันใดเจ้าต้องการความช่วยเหลือจงไปหาข้าที่ป่านิรันดร์” มือลุงที่สัมผัสไหล่ผมค่อย ๆ เลือน

“ครับลุง ดีใจที่ได้รู้จักกันครับ” ผมโบกมือลาลุงเมอร์ลิน แกยิ้มอ่อนโยนก่อนลับหาย ผมเพิ่งคิดขึ้นได้รีบตะโกนลั่น

“ลุง!! ลุงลืมอะไรไปอย่าง!”

“ข้าพบแม่หนูนั่นตอนข้าไปเยือนดาวทะเลทรายอาร์รอน รีบตามไปเถอะ หวังว่านางยังอยู่ที่นั่น ฮา ฮา” เสียงหัวเราะโรยแรงของลุงพ่อมดค่อย ๆ แผ่วหาย ตอนนั้นผมยังไม่เอะใจลุงหัวเราะทำไม

“ขอบคุณครับลุง ลาก่อนครับ” ผมโบกมือตะโกนกับความมืด

เสียงลุงพ่อมดแผ่วหายแสงสว่างวาบขึ้นทั่วบริเวณ ที่ผมยืนกลับเป็นป่าโปร่งครั้งหนึ่งเคยเป็นกระท่อมของหญิงสาวผู้มีดวงตาสีม่วง ผมใจหาย ทุกอย่างผ่านมาแล้วผ่านไปอย่างรวดเร็วไม่ทันตั้งตัว
ลุงพ่อมดจากไปแล้ว ทิ้งความงุงงงไว้ในหัวผม คนที่รักกันเขาเป็นอย่างนี้หรือ? แล้วจะรักกันทำไมยิ่งคิดยิ่งไม่เข้าใจ ได้แต่หวังวันหนึ่งหากต้องเจอกับตัวเอง แม่เทพียูโรปาจะไม่ดุร้ายเหมือนแม่เทพธิดาแห่งทะเลสาบ ไม่งั้นล่ะพีกาซัสเอ๋ย

ผมเรียกหอยทากมารับ ชาร์ตแบตฯให้ไมเคิล ตั้งพิกัดดาวอาร์รอน เปิดเพลงแซทเทิลริงค์ของวงไนท์พัวร์ริ่งแล้วเอนหลัง เจ้าหอยทากทะยานออกจากชั้นบรรยากาศของดาวพิสเซล

“ลาก่อนครับเมอร์ลินพ่อมดจอมเวท”

ผมมองออกไปในห้วงอวกาศ ดวงตาสีม่วงของแม่เทพียูโรปาส่องประกายอยู่สุดขอบจักรวาล

merlin4

จบตอน

Advertisements
%d bloggers like this: