Category Archives: Your Words

สหายมาเยือน : จดหมายถึงเถ้าดิลล์ ณ ปลายนาเมืองระโนด

สวัสดีท่านดิลล์ที่เคารพรัก

ปกติบทเริ่มต้นของจดหมายสักฉบับ คงหนีไม่พ้นคำถามที่ว่า “เป็นไงบ้าง สบายดีมั้ย” แต่ข้าพเจ้าจะไม่ถามแบบนั้นหรอกนะ เพราะการได้เห็นตัวอักษรของท่านเริงร่าอยู่เบื้องหน้า หรือขนำที่ได้รับการดูแลเอาใจใส่ ข้าพเจ้าก็คงไม่คิดเป็นอื่นนอกจากสรุปได้เพียงอย่างเดียวว่า ‘ท่านสบายดี’ หรืออย่างน้อยท่านก็ยังพอมีแรงกายแรงใจดำเนินชีวิตไปได้ปกติสุขดีอยู่

และข้าพเจ้าก็จะไม่บอกท่านหรอกนะว่าชีวิตช่วงนี้ของข้าพเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง ก็เหมือนกันนั่นแหละ แค่ท่านเห็นตัวอักษรของข้าพเจ้าเดินหน้า เชื่อว่าท่านคงสบายใจแล้ว

ข้าพเจ้าเชื่อเสมอมา ไม่ว่าชีวิตจะต้องพบเจอกับอะไร หากสิ่งที่รักยังอยู่กับเรา ทุกอย่างก็ไม่มีอะไรหนักหนาสาหัสสากัลย์ไปได้เลย มันก็แค่อุปสรรคขี้ปะติ๋วที่ไม่นาน เราก็ผ่านมันไป

เมื่อคืนดูรายการทีวีรายการหนึ่ง เป็นรายการแนวตลก พิธีการชายกล่าวแซวแขกรับเชิญสาวนางหนึ่งขณะที่เธอกำลังแสดงละครร่วมกับทีมงานของรายการว่า

“คุณเป็นผู้หญิงยิงเรือนะ ทำอย่างนั้นได้ยังไง”
(ประโยคอาจไม่เหมือนอย่างนี้เด๊ะ แต่ความหมายคงไม่ต่างกันเท่าไหร่)

คำว่า ‘ผู้หญิงยิงเรือ’ ในประโยคนี้ถ้าเอามาคิดให้ดี ข้าพเจ้าว่ามันให้ความหมายไปในแง่ดีนะ อาจหมายความว่า เรียบร้อย สงบเสงี่ยม เป็นกุลสตรี (หรืออะไรอีกมากมาย)

อย่างเช่น ‘เป็นผู้หญิงยิงเรือนะ ก็ต้องเรียบร้อยสิ ทำอย่างนั้นได้ยังไง’

ข้าพเจ้าว่ามันดูจะขัดแย้งกับความหมายเดิมที่ท่านหนุ่มฯ บอกมานะ หรือท่านว่าไง?

ข้าพเจ้าเคยสงสัยความหมายของ ‘ผู้หญิงยิงเรือ’ กับ ‘ผู้ชายพายเรือ’ สองคำนี้มานานแล้ว คงเป็นตั้งแต่สมัย ม.ปลาย (คิดดูสิ ความสงสัยของข้าพเจ้ายาวนานขนาดไหน) เคยสอบถามจากเพื่อนหรือคนรู้จักที่พอจะสอบถามได้ ทุกคนต่างทำตาปริบๆ แล้วเมินหน้าหนี นานๆ ไปข้าพเจ้าก็ไม่ใส่ใจที่จะหาคำตอบอีก ได้ยินคำนี้ทีไรก็กล้อมแกล้มตีความหมายไปตามประสา คล้ายๆ จะเข้าใจ แต่ลึกลงข้างใน เหมือนมีบางอย่างคอยสะกิดย้ำเตือน

สองสามวันก่อนนึกอะไรขึ้นมาไม่รู้ เลยลองถามท่านดู ที่ไหนได้ ท่านก็เป็นหนึ่งในผู้ทำตาปริบๆไปซะงั้น(แล้วยังมีหน้ามากลบเกลื่อน ขอเปลี่ยนคำถามอีกนะ คนเรา ไม่รู้ก็บอกไม่รู้สิ) ดีนะที่ท่านหนุ่มเป็นพระเอกขี่ม้าขาวพราวเฉิดฉายมาช่วยไว้ได้ทัน ไม่งั้นข้าพเจ้าคงนั่งหน้ามุ่ยไม่รู้ความหมายอยู่เช่นเดิม

แต่นี่แน่ะท่าน ฟังคำของพิธีกรหนุ่มเมื่อคืน ข้าพเจ้าก็พานคิดไปถึงคำอื่นๆ ที่พอได้สำเหนียกปลายติ่งหูมาบ้าง อย่าง

“เราเป็นผู้หญิงยิงเรือนะ อย่าเที่ยวไปไว้ใจผู้ชายพายเรือสุ่มสี่สุ่มห้า มันไม่ดี”
“เป็นผู้หญิงยิงเรือ ทำตัวอย่างนั้นใช้ได้ที่ไหน”
“เขาเป็นผู้ชายพายเรือไว้ใจเขาได้หรือ”

ประโยคเหล่านี้ มันสมองเท่าเสี้ยวฝุ่นผงที่มีอยู่ในหัวสวยๆ ของข้าพเจ้าพอจะวิเคราะห์ได้ว่ามันห่างไกลจากความหมายที่ท่านหนุ่มฯ ชี้แจงแถลงไขอย่างกะฝ่ามือนุ่มนิ่มกับฝ่าteenหยาบด้านเชียวแหละ ก็คิดดูสิ ผู้ชายพายเรือจะไปฝั่งนิพพานนะท่าน คนจะไปนิพพาน แล้วไยถึงไว้ใจไม่ได้? กล่าวมาถึงตรงนี้ก็ต้องสงสัยไปอีกว่า คนที่ยกสองคำนี้มาพูดกัน เขาเข้าใจความหมายที่แท้จริงหรือเปล่า หรือสักแต่พูดไปเพราะฟังตามๆ กันมา พูดไปเพราะมันเป็นคำติดปาก หรือเก้าลอเก้า

ถ้าเป็นเมื่อก่อน ได้ฟังที่พิธีกรหนุ่มหน้าตาดีพูดไปเมื่อคืน ข้าพเจ้าคงนั่งงงเต็ก คิดในใจ

“ผู้หญิงยิงเรือมันเป็นยังไงฟะ ทำไมจะทำอย่างนั้นไม่ได้ แล้วต้องเป็นผู้หญิงยังไงถึงจะทำอย่างนั้นได้”

แต่ตอนนี้ข้าพเจ้าไม่สงสัยอะไรแล้วล่ะ มันอาจไม่ใช่แค่คำนี้หรอกที่เราใช้กันพร่ำเพรื่อโดยไม่รู้ความหมาย อย่างข้าพเจ้าเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าใช้คำใดผิดความหมายไปบ้าง แต่ต่อไปก็จะพยายามใช้ให้ผิดน้อยสุดล่ะ

คุยกับท่านมาก็นานพอควรแล้ว คงต้องขอตัวไปสวีวี่วีก่อนแล้วล่ะ
(เข้าใจมั้ยสวีวี่วี แปลว่าอะไร?)(ถ้าทั่นไม่เข้าใจอยากจะบอกว่าข้าพเจ้าก็ไม่เข้าใจเหมือนกัลล์ ฮา)

มีความสุขกับทุกเวลานะทั่น

เคารพรัก
สาวกรุง ดินแดง

8 กันยายน 2009, 16:04 น.

OOO

ฟ้ามืดแล้วสวัสดิ์ขอรับ

เห็นตัวอักษรอ้วนท้วนก็ใช่ว่าร่างกายสุขสมบูรณ์ดอกขอรับ วิบากกรรมข้าพเจ้าสำหรับปีนี้ดูเหมือนต่อเนื่องไม่ยินยอมสุดสิ้นจนล่วงเข้าเดือนที่เก้าและบุญเดือนสิบเข้าให้แล้ว

ช่วงตะลุยเขียน ‘อหังการ์ฯ’ ประลองกระบี่กับท่านหวัง ข้าพเจ้ากระเตงเจ้าไมเคิล ย้ายที่ไปโน่นที นี่ที บางครั้งบางดึกพายุมาซัดเต็นท์แทบปลิว น้ำไหลเข้าในด้วยความที่สภาพโทรมจัด ถุงนอนเปียกใช้งานไม่ได้ รอจนฝนหยุด ซับน้ำในเต็นท์ออกแล้วก็นั่งหลับไปทั้งทนหนาว

กระทั่ง ‘เจ้าเบี้ยว’ ตอนล่าสุด ข้าพเจ้ายกโต๊ะ (พับ) เก้าอี้ ย้ายไปย้ายมาหลบแดดอยู่ใต้เงาตาลอ่อน (ต้นยังเล็กใบบังเงาสูงพอดีหัว) ไม่มีไฟฟ้าใช้ เขียนด้วยดินสอบนสมุดนักเรียน นั่งเขียนไปก็ขำไป (มิต้องสงกา ข้าพเจ้าเส้นตื้น)

หากใครมาเห็นสภาพก็น่าทุลักทุเรศ แต่ข้าพเจ้าหารู้สึกรู้สม ใจจดจ่ออยู่แต่เขียนหนังสือ เรื่องอื่นรอบกายจะเป็นเช่นไร จะร้อนไอแดดจนผิวเกรียม นายช่างซ่อมขนำที่รับปากกันไว้จะมาวันใด? จะเบี้ยวไปรับงานอื่นเสียหรือไม? ก็มิได้นำมาวิตกเพราะใจไปจดจ่อเสียกับว่าจะปั่นตัวหนังสือตรงหน้านี้ออกมาอย่างไรดี

เรา–คนเขียนหนังสืออาจเป็นนักพรตลัทธิหนึ่ง

นักพรตที่ปฎิบัติธรรมด้วยบำเพ็ญอักขระบริกรรม ผ่านโลกหนาว-ร้อน ทุกข์-สุขด้วยอักษรภาวนา มิใช่จะไม่รู้สึกรู้สาหรืออดทนต่อร้อนหนาว นิวรต่าง ๆ ที่ตกกระทบก็หาไม่ ยังคงเป็นไปตามธรรมดาโลก เพียงเราผ่านวันเวลาที่หากมองด้วยสายตาปุถุชนอาจเห็นว่าเป็นเวทนามาด้วยหัวใจรื่นรมย์ ผ่านมาด้วยปกติสุข

ถึงวันนี้นายช่างจำเป็นกลับจากหว่านข้าวมาซ่อมขนำต่อ ข้าพเจ้าสวมบทลูกมือจำเป็นช่วยจับโน่นนี่ วันนี้ขนำซอมซ่อมีหลังคา, ประตู, หน้าต่างเรียบร้อย มีสะพานท่าน้ำสำหรับปฎิบัติโยคะยามเช้า ใช้ล้างจานโยนอาหารให้ปลา มีไฟฟ้าสำหรับต่อสายออกสู่ภายนอก (วันพรุ่งจะพยายามหาท่อเก่าต่อน้ำประปาอบต. ยังไม่รู้จะทำสำเร็จหรือไม่)

จากนี้นับว่ามีแหล่งอาศัยเป็นที่เป็นทาง ไม่ต้องผจญแดดฝนเหมือนเก่า เหลือเวลาอีกสามเดือนกว่า ๆ ก็จะสิ้นปี หากมองย้อนก็จะเห็นว่าปีนี้ข้าพเจ้าร่อนเร่ผจญวิบากกรรมเสียแปดเดือนกว่า เหลือเพียงสามเดือนกว่า ๆ ที่ชีวิตดูน่าจะปกติสุข สรุปทั้งปีแล้วข้าพเจ้าคงจมทุกข์เทวษเสียมากกว่ายินดีปรีดา แต่เปล่าเลย มองจากตัวอักษรก็จะเห็นดังที่ท่านเห็น

จิตใจข้าพเจ้าอ้วนท้วนสมบูรณ์ดีมาแต่ต้นปี ตัวอักษรยังคงเดินหน้า (แม้จะกะพร่องกะแพร่ง) และแน่นอนไม่มีทีท่าอ่อนล้าประการใด จิตใจข้าพเจ้าก็เป็นเช่นลายอักษร ถึงเดือนเก้าย่างเดือนสิบ ยังอิ่มเต็มเป็นปกติ ด้วยทราบดีว่าตลอดมาไม่เคยเลยละปลายนิ้วไปจากสระพยัญชนะ หรือย้ายมโนนึกไปจากเนื้อหาที่ครุ่นคิดจะเขียน ยังเหลือความตั้งใจอยู่อีกประการคือจบนิยายของปีนี้ให้ได้สักเรื่อง หากทำสำเร็จก็นับว่าผ่านปีอย่างน่ารื่นรมย์

คงเป็นเยี่ยงพระพุทธองค์ตรัส ‘ธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม’ สำหรับลัทธิญาณลิขิตอย่างเหล่าเราคงกล่าวเป็นว่า ‘อักษรกรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติอักษรกรรม’

หวังท่านเองก็เช่นกัน

คารวะ

ป.ล. ยินดีที่ท่านกล่าวถึงนายพิธีกรสุดหล่อคนนั้นด้วยท่าทีเป็นกลาง ไม่ตำหนิติหยัน สำหรับสำนวนไทยนั้น ชั่วชีวิตสั้น ๆ ของเราคงเรียนไม่รู้จบสิ้นเนื่องเพราะระยะเวลาสั่งสมยาวนานเหลือเกิน อีกทั้งที่มาก็ใช่จะชัดเจนมั่นคง สำนวนเดียวกันบางครั้งมีหลากหลายที่มายากบ่งชัด และความที่ภาษาเป็นสิ่งเลื่อนไหล ทำให้ความหมายเดิมเปลี่ยนไปก็มาก (อย่างเช่น ‘ห่อน’ เคยหมายถึง ‘เคย’ กลับกลายเป็น ‘ไม่เคย’ ในเวลาต่อมา) (และที่มาของคำพิเคราะห์นี้ก็ใช่จะสมควรนำมายืนยันมั่นคง เราเพียงสดับและรับรู้)

การที่เราเรียนรู้และนำมาใช้ให้ตรงความ ก็ใช่อะไรอื่น เป็นการกระทำคารวะบูรพาจารย์ผู้สืบทอดสืบสานภูมิปัญญาอักขระไทยมาแต่ครั้งอดีต

เราน้อมรับผิดเมื่อยังไม่รู้ความด้วยตั้งใจเรียนรู้และปรับแก้ใช้ให้ตรงอย่างบุราณนิยม

มั่นใจว่าตราบใดเรายังใช้ภาษาไทย เราก็ยังมีที่ใช้ผิดอยู่เนือง ๆ นั่นมิใช่เรื่องประหลาดเลย หากจะประหลาดก็คือไม่เคยคิดแลกเปลี่ยน-เรียนรู้ คะนองมือหมิ่นของเก่าโดยเจตนา ซึ่งนั่นไม่มีอยู่ในสหายข้าพเจ้าเลยแม้น้อย

ป.ล.๒ ก็แล้ว ‘สวีวี่วี’ มีความเป็นมาอย่างไรเล่าขะรับ เกี่ยวกับสาวบ้านแต้เปล่า? (เห็นทีต้องรบกวนท่านหนุ่มฯ อีกสักครากระมัง..)