Category Archives: Little Hut

ขนำปลายนา : มะละกอ (ต่อ)

สมชายเลี้ยวรถพ่วงข้างอันมีข้าพเจ้าเป็นผู้โดยสารเข้าไปลานบ้านตา  พวกเป็ดไก่ถลาหนีกันอลหม่าน  สมชายลงไปลากรถเข็นคันเล็กออกจากช่องเก็บข้างรถพ่วง  จากนั้นเดินไปทักทายตา  ข้าพเจ้าสวมรอยยกมือไหว้ทันใด

“สวัสดีดีครับตา” ข้าพเจ้าพูดขอรับไม่ได้กลัวตาจะเผ่นหนี  เดี๋ยวไม่เป็นอันได้คุยกัน  ตารับไหว้ส่งยิ้มแบบงง ๆ ไอ้หน้าจืดนี่เป็นใครกันละหวา  ตาคงคิด

“ผมตามสมชายมาดูสวนของตาครับ  อยากทำสวนอย่างนี้ล่ะครับแต่ทำอะไรไม่เป็นสักอย่าง  เลยกะว่าจะมาถามตา”  ตาพยักหน้างง ๆ (รวมของเก่าเป็นสี่งง) “อยู่แถวไหนล่ะ?” ตาถามมือก็เงื้อง่าพร้าด้ามยาวฟันวัชพืชไป  “อยู่ท่าบอนครับตา” 

“เลี้ยงกุ้งเรอะ?” ตาคงรู้ดีว่าตำบลอันข้าพเจ้าเอ่ยนามนั่นเป็นดงบ่อกุ้ง 

“เลี้ยงแบบพอมีพอกินน่ะครับตา” บางทีก็ไม่พอขะรับ แต่ข้าพเจ้าไม่ได้บอกไป “กะว่าจะเก็บน้ำจืดไว้สักบ่อเลี้ยงปลาปลูกต้นไม้อย่างสวนของตานี่ล่ะครับ” ข้าพเจ้ามองสวนแล้วให้ครึ้มใจ  เราได้อย่างนี้บ้างก็คงดีสินะ  มีต้นมะพร้าวเตี้ย ๆ (แต่ลูกดกชะมัด) ยืนเรียงรายเป็นกองกำลังรอบนอก  แนวคันดินเต็มไปด้วยมะละกอ  มีร่องน้ำโค้งผ่าน  ร่มรื่นเหลือประมาณ  ลืมบอกไป..ส่วนนายสมชายซีอีโอส้มตำโคลิมิเต็ดหลังทักทายตา  พระคุณก็เข็นรถเข้าดงมะละกอทันที “ผมเก็บเลยนะตา” “เออ..หายไปไหนเสียตั้งนาน” ตาถาม

“มีคนเอาไปส่งครับตา  ผมเลยไม่ค่อยได้ออกมา”  สมชายตอบพลางเดินพลาง

“เดี๋ยวนี้สบายครับเป็นเถ้าแก่แล้ว” ข้าพเจ้าเสีอกปากตามปกตินิสัย  สมชายหัวเราะกิ๊กกั๊ก  คว้าไม้เกี่ยวมะละกอ  ข้าพเจ้าลงมือสัมภาษณ์ตา 

ปรากฏว่าการมาครานี้ให้ผลเกินคาด  นอกจากนั่งรถเล่นกินลมชมวิว (อย่างสมชายว่า) แล้วยังได้ถูมิรู้เล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ชาวบ้านเขาคงรู้กันเป็นเรื่องพื้น ๆ แต่ข้าพเจ้าหาได้กระดิกแม้สักกระดุก  ได้รู้ว่าต้องใช้มะละกอพันธุ์แขกดำจึงจะได้ลูกใหญ่เนื้อเยอะ  (มะละกอของตาลูกทั้งใหญ่ทั้งดก)  ต้องปักไม้หลักผูกไว้ที่โคนกันโค่นล้มยามต้องลมแรง  มะละกอจะตายหากได้น้ำเยอะเกินไป  ตาบอกว่าเพาะจากเมล็ดสด ๆ เลย  ตาเล่าความสาระพัดสาระพันกระทั่งเป็ดคู่เดียวที่มีอยู่กำลังฟักไข่..ข้าพเจ้าคิดในใจ..เออนะมีเป็ดว่ายน้ำในบ่อคงเพลินดี..ทั้งยังมีไข่สด ๆ ไว้เจียวไว้ดาว..ช้าพเจ้ายิ้มกริ่มจินตะเห็นเจ้าก๊าบน้อยว่ายน้ำเตอะแตะอยู่ในบ่อ..แต่เอ..ถ้าเป็ดของตูข้าทะลึ่งไปรับทานกุ้งบ่ออื่นเข้า  ค่าขายไข่ของมันคงไม่พอราคากุ้งที่มันกินเข้าไปเสียเป็นแน่..คิดได้เช่นนั้นเจ้าเป็ดน้อยที่กำลังว่ายน้ำส่งเสียงร้องก๊าบก๊าบเพลินอยู่ในกะโหลกข้าพเจ้าพลันถูกไอ้เข้งับหายไป!     

ตาสอบถามถึงวงศาคณาญาติข้าพเจ้า  แกคงสงสัยบอกเป็นคนถิ่นนี้แต่ทะลึ่งพูดภาษากลาง  คนที่นี่โดยมากผิวคล้ำข้าพเจ้าไพล่ไปข้างซองจีฮุน  สอบไปสอบมาตายังคงทำหน้างง ๆ (หกงงแล้ว) สมชายได้มะละกอเต็มตะกร้าเข็นรถกลับออกมาจัดแจงหยิบมะละกอวางเรียงตาหันไปคุยกับสมชาย 

ข้าพเจ้าเหลียวมองโดยรอบความร่มรื่นแผ่คลุมเข้าในกระดองใจ  วิญญาณเกษตรกรมือใหม่ลุกโพลง อา..เราก็ต้องทำได้สินา  ชีวิตที่เรียบ ๆ ง่าย ๆ กินอยู่กับพืชผลที่ปลูกเอง  มีปลาในร่องน้ำ  มีผลไม้บนคันดิน  มีผักบริโภคตามแนวรั้ว ผักสวนครัวอยู่ข้างกระท่อม  เมื่อเหลือจึงค่อยขายเปลี่ยนเป็นสะตุ้งสะตางค์ไว้รักษาตัวยามป่วยไข้  ชีวิตเช่นนี้สิจึงเป็นชีวิตเต็มชีวิต  เป็นชีวิตที่ไช้ความสุขนำทาง  ไม่ปล่อยให้เงินมามีอำนาจเหนือจิตใจ  คืนหัวใจที่ถูกค่านิยมครอบงำมาเสียนานกลับสู่ผืนดินผืนน้ำ 

ข้าพเจ้าสูดหายใจลึกนึกฝันถึงอภิมหาโครงการในน้ำมีปลาบนคันนามีผักของตน  อืมม์  เราจะลงมะละกอก่อนแล้วค่อยตามด้วยกล้วย..มะพร้าว..พอฝนมาน้ำก็จะเต็มบ่อจากนั้น่คอยหาพันธุ์ปลามาปล่อยบาง ๆ เย็น ๆ แดดร่มลมอ่อนก็คว้าจอบขึ้นแปลงผัก  ปลูกพริก ปลูกตะไคร้เสียหน่อย เอาไว้ต้มยำกุ้ง อุ อุ

ทันใดนั้นฝันข้าพเจ้าพลันแตกกระเจิง

“โลห้าบาท  แปดโลสี่สิบบาท”  ตาว่า สมชายควักตังค์ส่งให้ตา

“หา..โลห้าบาท!?”  ข้าพเจ้าตาเหลือก  มะละกอเต็มตะกล้าตารับเงินจากสมชายสี่สิบบาททั้งยังออกปากยกมะละกอสุกให้พวกเราโดยไม่คิดตังค์  บอกว่าข้าพเจ้าจะได้เอาเม็ดไปปลูก

ขากลับสมชายไปอีกทางบอกว่าจะขี่รถเที่ยว  ข้าพเจ้านั่งงง(เป็นงงสุดท้าย) อยู่ข้างหลังสมชาย  เอาละวา..มะละกอแปดโลสี่สิบบาท  ได้ค่าป๋องเขียวป๋องเดียว  ข้าพเจ้ากลืนน้ำลายเอื๊อก!  นั่งรำพึง..สี่สิบบาท..สี่สิบบาท..บ้าจริง! ค่าของมันไม่ยอมโผล่ออกมาในจิตสำนึก..เป็นอะไรไปล่ะเนี่ย!?

ความวุ่นวายสับสนเวียนวนอยู่ในหัว..

มีคราบสนิมบางอย่างที่ยังเคาะขูดออกไม่หมด  ข้าพเจ้าคงต้องตั้งหน้าตั้งตาขูดต่อไป  ขูดหัวใจจนกว่าสำนึกที่ใช้ความสุขนำชีวิตจะฉายวาวออกมาโดยไม่มีคราบสนิมเงินตราที่ห่อหุ้มหลงเหลือให้สะดุ้งใจหากหนึ่งวัน..วันหนึ่ง..เกิดมีรายได้สี่สิบบาท

เมล็ดมะละกอจากน้ำใจตา  นอนรออยู่ในกะละมังเพาะกล้าเป็นที่เรียบร้อย  วันใดต้นอ่อนชูใบเลี้ยงออกมาดูโลก  ผู้น้อยจะกลับมาโม้สนองพระเดชพระคุณอีกครา

k r a t o m t u l e e Din : My Writing Life,