Category Archives: โลกใบเล็ก

โลกใบเล็ก : Blook

ข้าพเจ้าหวุดหวิดจะหน้าแตกไปหนหนึ่ง

ช่วงที่กำลังปั่นวรรณเวรวิวาทะกับบรรดาสหายผู้คร่ำกรำอักษรส
ยามนั้นแต่ละเช้าแหกขี้ตาตื่นข้าพเจ้าไม่เป็นอันทำอันใดนอกเสียจากสอดส่ายสายตามองหาประเด็นหาหัวข้อที่เจ๋งพอหยิบยกขึ้นมาโยนแหมะลงบนโต๊ะกาแฟให้บรรดาสหายที่ใบหน้าแก่ชราด้วยริ้วรอยขีดเขียนแทนร่องตีนกาได้กัดแทะชำแหละแบกบาลออกมาแลกเปลี่ยนกัน (แหะ แหะ ไม่เว้นวรรคเลยเป็นไง หายใจหายคอทันไหม? อิ อิ อิ)

ครั้งหนึ่งข้าพเจ้าเกิดปิ๊งไอเดีย

เอ่…ดูเหมือนว่าบรรดาสหายที่เคารพรักล้วนเสพติดตัวอักษรเสียยังกะติดฝิ่น ความฝันเหล่าท่านล้วนหันจานรับสัญญาณไปหาหนังสือของตัวเองสักเล่ม ซึ่งหากจะตีความกันจริง ๆ คงหาได้หมายถึงผลงานของตนได้รับการตีพิมพ์แล้วนำมานอนกกกอดอมยิ้มฝันดีดอก แต่น่าจะเป็นงานคิดงานเขียนของตนได้รับการเผยแพร่ ได้ทำหน้าที่สื่อสารสมบูรณ์คือมีผู้ส่งสารมีผู้รับสาร

ไม่ใช่วิธีคิดผิดพลาดในเมื่อยุคหนึ่งการเผยแพร่งานคือการพิมพ์ตัวอักษรบนกระดาษ เย็บรวมเล่มออกเผยแพร่โดยการจำหน่าย งานที่จะได้รับการเผยแพร่ต้องไปกระจุกกันอยู่ในคอขวดผ่านผู้ทำหน้าที่เรียกว่าบรรณาธิการ เป็นคนตัดสินใจว่างานใดควรเผยแพร่

วิธีคิดจึงถูกใส่กรอบให้เป็นเช่นนั้น (ส่งผลให้นักคิดนักเขียนหลายต่อหลายท่านหอบงานดี ๆ เดินทางสุ่ปรโลก)

แต่หากมองย้อนไปอีกหลายรอบวงปีของต้นสักทองใหญ่ที่ไอ้เสี่ยรัฐมนตรีหมายตาไว้ ก็จะพบว่า การเผยแพร่งานคิดงานเขียนยุคนั้นเป็นอีกรูปแบบหนึ่ง บรมครูเอกกวีศรีสุนทรท่านหาได้มีบรรณาธิการ ใช่ไหม? ค้านไหม? ค้านว่าอย่างไร?
(ข้าพเจ้าเคยร่ายบรรเลงลำตัดน้ำท่วมทุ่งผักบุ้งโหลงเหลงไว้ใน ‘บ่นวรรณเวร’ ตอน ‘นักเขียนอายลอน’ หากว่างเชิญทัศนา)

โลกยังคงหมุนรอบตัวเอง หมุนเวียนกลับไปกลับมา

เรากลับไปหายุคนั้นอีกครั้งยุคที่ใครใคร่เขียนเขียนใครใคร่เผยแพร่เผยแพร่
การตัดสินใจว่าควรอ่านอะไรอยู่ในมือผู้ทำหน้าที่บรรณาธิการเสียนาน
ถึงยามนี้อำนาจตัดสินใจนั้นกลับมาอยู่ในมือผู้อ่าน

สารที่ผุ้ส่งกระทำการถ่ายทอดออกมาจะดี-ร้ายผู้อ่านเป็นคนตัดสินใจ (ส่วนเรื่องรับสารผิดประเภท วุฒิภาวะไม่เพียงพอคงต้องเป็นอีกเรื่องหนึ่ง)

เป็นยุคที่มีการเกิดขึ้นของ ‘บล็อก’

เช้าวันนั้นข้าพเจ้าอุทาน “อา..”
ก็แล้วไยเราไม่สร้างหนังสือของเราขึ้นมาเองสักเล่ม
เป็นหนังสือน่ารักอวบอ้วนด้วยไขมันอักษรจากปลายนิ้วของเราเอง
เป็นหนังสือที่เติบโตขึ้นตลอดเวลา เพิ่มเติมปรับปรุงแก้ไขได้ตลอดเวลา
เนื้อหามีครบเท่าที่กำลังความคิดสร้างสรรค์จะสรรสร้าง
อีกทั้งยังสามารถจัดแต่งรูปเล่มตามแต่อารมณ์ใจ กระทั้งตามแต่เทศกาล เทศฤทัย

แล้วเรียกมันว่า Blook!

เท่านั้นแหละข้าพเจ้าลงมือจิ้มนิ้วอันมู่ทู่บรรเลงผักบุ้งโหลงเหลง โดยตั้งชื่อตอนว่า Blook อันเป็นการนำ Book กับ Blog มารวมกัน อุเหม่! ยามนั้นภาคภูมิในชื่อที่ตั้งนักโม้ลงไปด้วยว่าชอบใจชื่อนี้เสียจริง! โชคดีวันนั้นฝืดโม้ไปโม้มาออกทะเลหาที่ลงไม่เจอเลยต้องค้างเติ่งไว้

ไม่งั้น..เป็นอันหน้าแตกยับเยิน!

เพราะวันหลังอ่านเจอใน Guardian พบว่าฝรั่งใช้คำนี้แล้ว
มีการให้รางวัลกันเป็นเรื่องเป็นราวสำหรับบล็อกที่นำมารวมเล่ม

Blook จึงไม่ใช่ของใหม่!
เก่า-ใหม่ ก็หาใช่ประเด็น!

ประเด็นคือ เรามีหนังสือส่วนตัวแล้ว
เราเดินทางมาถึงปลายฝันแล้ว (โดยขี้โกงนิดหน่อย ช่วยไม่ได้เทคโนโลยี่ให้มา)
ที่เหลือก็แค่ ‘ดูแลความฝัน’ ของเราด้วยดี
ทำให้เป็นฝันดี (เอ่…หรือจะเป็นฝันร้ายก็ได้สำหรับใครที่ชมชอบหนังประเภท Nightmare ศุกร์ 13 ฝันหวาน)

ข้าพเจ้าดีใจทุกครั้งที่สหายเปิดบลุ้คขึ้น
เพราะข้าพเจ้าจะได้มีหนังสืออีกเล่มให้ละเลียด
เป็นหนังสือที่ไม่ต้องจ่ายค่าสายส่ง ไม่ต้องจ่ายค่าภาษีกระดาษบ้าเลือด
เป็นหนังสือที่ได้รับการต่อเติมเนื้อหาตลอดเวลา
เป็นหนังสือที่ทำให้นักเขียนกับนักอ่านไม่ได้อยู่ห่างกันสุดขอบโลกอีกต่อไป
เราอยู่ข้าง ๆ ใจกันนี่เอง

ยินดีกับหนังสืออีกหนึ่งเล่มที่กาลก่อนเคยแต่ทำหน้าที่สอดแทรกอยู่ในหน้ากระดาษ ยามนี้ข้าพเจ้ากลับพบว่า ‘ที่คั่นหนังสือ’ ก็เป็นหนังสือเล่มหนึ่ง

คารวะ

โฆษณา