Category Archives: บ่นวรรณเวร

ปุจฉา…วิสัชนา…ประสาคอ ‘วรรณะ’ ยังไมมี ‘กรรม’

บ่นวรรณเวร : ยี่เกลาโรง

เช้าวันอาทิตย์สวัสดิ์ขอรับสหายท่านป๋า

เห็นชื่อตอนคงทราบแล้วว่าข้าพเจ้ามาลา
ข้าพเจ้าเป็นมนุษย์ลาไม่เป็นขอรับ
พวกสหายเมรัยคุ้นเคย หากข้าพเจ้าแว่บหายไป แสดงว่า ‘มันไปแล้ว!’
แรก ๆ ก็โดนด่าขอรับ “มึงทำอย่างงี้ได้ไง? จะไปก็บอกกันให้รู้สักหิ้ด?”
มันว่าเป็นภาษาคำเมืองสำเนียงคล้าย ๆ ท่านคุณนายของท่าน
ข้าพเจ้าหาใช่คนไร้เหตุผล
มันว่าก็ถูกของมัน เกิดออกไปฉี่ แต่ดันไปสลบไสล เพื่อน ๆ จะได้ช่วยดู
เล่นหายแล้วกลับเลย! ทำให้พวกที่เหลือเป็นห่วง

ข้าพเจ้ารับปากพวกมัน
แต่สุดท้ายก็เอ้าหล่าว! (แปลว่าเอาอีกแย้ววว!)
คิดจะกลับก็กลับเลย! เกรงใจน่ะขอรับ ไม่อยากลา
คำลามันเศร้า ๆ อย่างไรก็ไม่รู้ อีกอย่างขี้เกรงใจ หากมีใครสักคนบอกให้อยู่ต่อ
ข้าพเจ้าก็หย่อนก้นคว้าแก้วต่อ เกรงใจน่ะขอรับ อุ อุ
ที่เกรงใจอีกอย่างก็คือ หลายครั้งสหายเลิฟถึงกับขับตามหลังมาส่งปากทางเข้ากระท่อม
ด้วยมันเห็นอาการแล้วข้าพเจ้าน่าจะลากเกียร์ไม่ถึงกระท่อมเสียเป็นแน่
อย่ากระนั้นเลย ข้าพเจ้าจึงเผ่นกลับไม่บอกไม่กล่าวต่อไป

สุดท้ายพวกสหายเมรัยก็รับรู้ว่า หากข้าพเจ้าหายไป คือ กลับแล้ว!
ไม่ค่อยดีเท่าไร แต่คนเราก็อย่างนี้ล่ะขอรับ มีดีบ้าง ไม่ดีบ้างในตัว
ขอเพียงหมั่นตรวจตราอย่าเผลอเอาส่วนไม่ดีไปทำให้ชาวบ้านเขาเดือดร้อน เป็นพอ!
จริงไหมขอรับพระคุณ?

คิดถึงตอนลาครั้งยกแรกข้าพเจ้าอาศัยจังหวะท่านขึ้นดอย
แว่บตอนท่านเผลอ เออะ เออะ

เที่ยวนี้ทำไม่ได้ ได้แต่มาก้มหน้า (ไม่กล้าสบตา) เอ่ยคำลา

เหลียวกลับไปดู ‘บ่นฯ’ ยกนี้เดินทางมายี่สิบตอน
ใช้ระยะทางไปประมาณหนึ่งเดือน
นับว่าผิดหวังตัวเองเอาแรง ด้วยเคยคิดจะทำเซ็นจูรี่เบรค
ไล่บี้ Liveฯ ของพี่ท่านอานันท์ที่ยืนโรงมาสองปีอย่างยากจะลบสถิติ อิ อิ

อุปสรรคมีอยู่หลากหลาย !

อย่างหนึ่งที่พบเป็นอุปสรรคเดียวกันกับเจ้ากระรอก
นั่นคือเผลออยากทำให้ดี
ทั้งเจตนาแรกที่เริ่มบ่นฯ แค่คิดอะไรก็เขียนออกไป
ตอนข้าพเจ้านั่งคลำหาข้อมูลจะเอามาใส่บ่นฯ ในหัวเรื่อง Post Modern ที่เคยแจ้งไว้
แล้วคว้าน้ำเหลว ทำให้สะดุดคิดว่า เอ็งเจอตอเดียวกับเจ้ากระรอกอีกแล้ว
เขียนง่าย ๆ ไม่เอาดันทะลึ่งมีการหาข้อมูล แล้วเป็นไง ไมได้ข้อมูลก็ไม่ได้เขียน! ไปต่อไม่ได้!

ขอรับ! เป็นบทเรียนเล็ก ๆ ในการเดินทาง

แต่ที่ต้องมาก้มหน้าบอกลา ก็ด้วยอยากเอาเวลาทั้งหมดจัดการเจ้ากระรอกให้เสร็จเสียที
จะพยายามให้จบโดยไม่เกินเดือนหน้า (มีนาฯ) เพราะลากมันมานานเกินสมควรแล้ว
ลากนานหากได้จำนวนหน้าก็หาเป็นไรไม่ แต่อย่างนี้ต้องเรียกดอง ฮา ฮา ฮา

ขอบพระคุณท่านสุดหัวใจเจียวขอรับ

เหมือนอย่างที่เรียนตอนยกแรก หากนั่งบ่นอยู่คนเดียว
ดูจะกระไรอยู่ โชคดีที่ท่านให้ความกรุณาบ่นด้วย
ทำให้ข้าพเจ้าได้ฝึกคิด ฝึกมือมาจนบัดนี้

บ่นฯ เป็นเหมือนหลักกิโลของการเดินทางขอรับ
การเดินทางที่เริ่มขึ้นในบ้านหนอน

ข้าพเจ้าเป็นหนี้เหล่าสหายสี่ท่าน!

ท่านอ้ายฯ พี่ท่านคนดี อันเป็นเสมือนกระจกเงาใสกระจ่างในบ้านหนอน
ฉายสะท้อนตัวอักษรในกล่องคอหอแต่ละทียาวเหยียด เต็มไปด้วยลูกเล่น สำเนียงภาษา ลูกฮา
แง่คิด และประสบการณ์ที่แลกเปลี่ยน ข้าพเจ้าได้แต่คันไม้คันมือทำไมเราทำอย่างนั้นไม่ได้บ้าง?

จากนั้นก็หัดเขียนตามก้นพี่ท่านทั้งสอง
แต่ท่านป๋าขอรับ กว่าข้าพเจ้าจะได้คอหอสั้น ๆ สี่ห้าบรรทัด ข้าพเจ้าลบแล้วลบอีก
บางครั้งอ่านแล้วตีความได้สองแง่สองง่าม(แง่ดีและแง่ร้าย) ต้องลบ
หลายครั้งอ่านทวนแล้วไม่แน่ใจ แค่ไม่แน่ใจก็ต้องลบ!
กว่าจะได้แต่ละคอหอ มันลำบากยากเย็น

ในใจท่านอาจสงสัย ไม่เห็นจะมีอะไรยากลำบาก!

สำหรับผู้ที่ปฏิบัติจนคุ้นเคยย่อมไม่มีอะไรให้กังวล
แต่ที่ข้าพเจ้าปฏิบัติจนคุ้นเคยก็คือปากเสียแล้วเผ่น
มาเจอสังคมอย่างบ้านหนอน(ในตอนนั้น)เข้าข้าพเจ้าถึงกับตัวลีบ
พยายามปรับเปลี่ยนตัวเอง มันมีรังสีอำมหิตชนิดหนึ่งแผ่เข้ามา
เป็นรังสีที่ทำให้รู้สึกว่าเหล่าหนอนเป็นผู้ใหญ่ เจริญแล้วซึ่งวุฒิภาวะ

ข้าพเจ้าพยายามหาจังหวะสำเนียง จังหวะคำ-ความหมาย ที่พอดี
ไม่ทำตัวก่อมลภาวะขึ้นในสถานที่อันเหล่าปราชญ์เขาเขียนเขาคุยกัน

จากกล่องคอหอ ค่อยหาญกล้าขึ้น แปลงกายเป็นเห็บกระโดดเกาะ
Live in a Week ของพี่ท่านอานันท์ กะจะอาศัยความต่อเนื่อง คงเส้นคงวาของพี่ท่านอานันท์
เป็นที่ฝึก ข้าพเจ้าเกาะหลัง Liveฯ น่าจะสักสามหรือสี่เดือน
ตอนนี้นเป็นความสุขเหมือนเขียนบ่นฯ นี่แหละขอรับ
หลายครั้งพกพาเจ้าไมเคิลออกไปริมทะเล นั่งพิงเรือเล็กของชาวบ้านที่ลากขึ้นมาพักบนหาด
เขียน Reliveฯ ตอบ Liveฯ เขียนไปลบไป บางทีออกทะเลกู่ไม่กลับ ต้องมาเริ่มที่ฝั่งกันใหม่
ได้ความเรียงสักสิบสิบห้าบรรทัดใช้เวลาเป็นชั่วโมงสองชั่วโมงเชียวขอรับ

มาถึงช่วงที่ปีกกล้าขาแข็งขึ้น

จากไล่ตามประเด็นของพี่ท่านอานันท์
ข้าพเจ้าลองฝึกเปิดประเด็นบ้าง จึงกลายมาเป็น บ่นฯ นี่ล่ะขอรับพระคุณ
ได้พระคุณช่วยส่งเสริมเป็นท่านที่สี่ในเหล่าสหายหนอนที่ข้าพเจ้าเห็นที่ต้อง
นำรายชื่อแปะทองขึ้นไว้บนหิ้งกระทำการคารวะด้วยสุราป่าอย่างดีวันละสี่เพลา ฮา ฮา

แต่ความไม่มั่นใจ ไม่กล้ายังคงมีอยู่ จึงได้หลบมุดอยู่ในกล่องคอหอของพระคุณ
อีกทั้งไม่มั่นใจว่า ชื่อ ‘บ่นวรรณเวร’ มันจะไปกระทบกระทั่งท่านปรมาจารย์สิงฯ อันเป็นเจ้าของ
‘บ่นวรรณกรรม’ หรือไม่อย่างไร?

จึงได้หลบมุดอยู่ในกล่องคอหอของท่าน คอยเงี่ยหูฟังเสียงสะท้อน

เมื่อย้งไม่มีเสียงทักท้วง ก็ค่อยเบาใจ
อาจหาญชาญชัยเอาขึ้นมาโชว์หราบนหน้า cafe’ ด้วยประการฉะนี้ล่ะขอรับพระคุณ

ไม่มันใจ ไม่กล้าในเรื่องอันใด?
ดังได้ร่ายกลบทไว้ในบ่นฯ ยกแรก การวิ่งเล่นในลู่สาธารณะ! (ไม่มีลิ้งค์เพราะหาไม่เจอ อิ อิ)

งานเขียนเป็นการชะล้างคราบคิดของผู้เขียน

ท่านเจ้าสำนักเขียนปลาฯ เพื่อตอบคำถามต่าง ๆ เกี่ยวกับความเชื่อ สิ่งเหนือธรรมชาติที่ค้างอยู่ในใจ
จากนั้นมีใครถามเรื่องนี้กับท่าน ท่านจะบอกว่าตอบไว้หมดแล้วในปลาฯ

บ่นฯ เป็นเหมือนก้อนหิน

ก้อนหินที่ข้าพเจ้าโยนลงไปในสระน้ำ
โยนด้วยความระมัดระวังเป็นที่ยิ่ง ด้วยเกรงว่าหากก้อนหินลูกใหญ่เกินไป
น้ำอาจกระเซ็นมาโดนเสื้อผ้า หรือกระทั่งใบหน้า

หากลูกเล็กเกินไป อาจก่อคลื่นแต่เพียงน้อยนิดวับเดียวหาย
ข้าพเจ้าหวังเห็นคลื่นกระเพื่อมในระดับที่ไล่เรียงต่อเนื่องมาถึงฝั่ง
ให้ข้าพเจ้าได้มีเวลานั่งชม นั่งคิด ตรึกตรอง มองทิวคลื่นเคลื่อนตามกัน

การเลือกขนาดก้อนหิน จังหวะการโยน จึงเป็นเรื่องที่ข้าพเจ้าเฝ้าระลึกถึง
ถูกบ้างผิดบ้าง ทั้งหมดล้วนให้คุณในแง่การศึกษาฝึกฝนงานเขียน

บ่นฯ หาใช่จดหมายส่วนตัว
บ่นฯ เป็นงานเขียนขอรับ

งานเขียนที่เตือนตัวเองว่า กำลังคุยกับคนแปลกหน้า! จงรักษาสำรวมวาจามรรยาท และอย่าให้เขาต้องเสียเวลาเปล่า!

คำ เกล้ากระผม, ข้าพเจ้า, กระผม, ในบ่นฯ หาใช่ตัวข้าพเจ้าอันเป็นผู้เขียน (ลิ้งค์ความทรงจำไปยัง พลังของสรรพนามบุรุษที่หนึ่ง) หลังผ่านอักษรสุดท้ายยังนั่งทบทวนไม่ต่างจากช่างปั้นเก็บรายละเอียดงานปั้นครั้งแล้วครั้งเล่าก้ม ๆ เงย ๆ อยู่อย่างนั้นก่อนพยักหน้าแล้วยิ้ม

ทั้งหมดเป็นงานเขียน เป็นก้อนหินก้อนหนึ่งที่คนเขียนโยนลงไปเพือรอคอยฟังเสียงกระทบน้ำ
ดูริ้วคลื่นที่ไล่เรียง อันเป็นแง่คิดมุมมองของสหายที่ได้นำมาฝากไว้ ให้ผู้เขียนได้ทำความเข้าใจในความเห็นที่แตกต่าง
ในมุมคิดที่หลากหลาย และสุดท้ายเพื่อชะล้างคราบคิดในกระโหลกเปล่ากลวงของผู้เขียนให้สะอาดขึ้น

คราบคิดหาได้หมดไป !

เพียงจำต้องหยุดบ่นฯ ไว้เพื่อนำพลังงานอันน้อยนิดที่มีทุ่มเทให้เจ้ากระรอกน้อย
ไม่ได้มาบ่นฯ ทุกวันอย่างเก่าก่อน ก็หาได้หายหน้าหายอักษรไปไหน
ยังคงวิ่งเล่นชอนไชไปตามบ้านสหายตามแต่กำลังวังชาจะอำนวยเช่นเดิม

ข้าพเจ้าได้รับทั้งทักษะ ทั้งแง่คิด มุมมอง อย่างมากมายจากการแลกเปลียนกันด้วยบ่นฯ
นั่นล้วนต้องขอบพระคุณสหายท่านป๋า
ยังหวังอยากเห็นการแลกเปลี่ยนเช่นนี้เกิดขึ้นที่บ้านหนอน

ไม่แน่สักวันเราอาจชักชวนกันย้ายโรงยี่เก หอบเสื่อหอบปี่พาทย์ ไปออกแขกกันที่บ้านหนอนสักครา

เพียงแต่วันนี้แขกต้องขอลา
จบบ่นวรรณเวรยกสองไว้เพียงเท่านี้
หากการแสดงมีส่วนใดขาดตกบกพร่อง ขอให้พ่อแม่พี่น้องปรบมือ
หากมีส่วนใดสนุกสนานเป็นที่ถูกใจ ขอให้พ่อแม่พี่น้องปรบมือ
อ้าว! อย่าได้นั่งสลืมสลือ
ลิเกจบแล้ว ลุกขึ้นพากันจูงมือ
กลับบ้านช่องโดยปลอดภัย
ค่ำคืนนี้แขกขอลาไปก่อนแล้วเอย…ฮัชเช้ยยยย!!!

ด้วยความเคารพรัก
นายดิน ร้านกาแฟท้ายซอย

โฆษณา