ชักม้าชมเมือง : ว่าวของพ่อ

KITE0406

๏ พ่อวางมีดหยิบผ้ามาพันนิ้ว
วนรอบลิ่วทบรอยแล้วร้อยทับ
ลองดึงผ้าหาเคลื่อนเขยื้อนขยับ
ใช้ปากงับขบกัดทะมัดทะแมง

แล้วพาดไผ่เรียวอันบนพันผ้า
พ้นสากสาบ่าเบียนเสี้ยนแสยง
เผลอเป็นเหตุเศษลิ่มคอยทิ่มแทง
พ่อจัดแจงผูกกันอย่างบรรจง

ตาขยิบหยิบมีดพร้าขึ้นมาเหลา
เหลียวมองเจ้าลูกชายชะม้ายส่ง
มือเหลาไผ่เลื่อนแผ่วแล้วเลยลง
ขุยไผ่คงม่วนคาตรงตาไม้

พ่อขึงแรงดันพร้าไผ่อ้าออก
ผจงปอกเปลือกปลดขนดไย่
ไม้กลมกลึงเกลี้ยงกลิ้งไม่ทิ้งใย
พ่อเรียงไว้วางลงตรงข้างมือ

หยิบม้วนเชือกเลือกมุมกุมคันไม้
ร้อยพันด้ายพาดปรับกระชับถือ
พลางฮัมเพลงฮืออื้ออื้อฮือฮือ
ยักคิ้วยื้อหลิ่วตาหาลูกชาย

ค่อยขึ้นเค้าขึงโยงเป็นโครงว่าว
ยกเล็งแล้วแลเล่าเฝ้ามองหมาย
จับหมุนซ้ายย้ายขวาหันมาซ้าย
ขลิบปลายด้ายดัดโครงนั่งโยงเยง

ได้โครงว่าวดังใจตัวใหญ่ยักษ์
พ่อหยุดพักยืดกายสบายเขลง
ปัดขุยไผ่ผัดผางติดกางเกง
แล้วฮัมเพลงสุรพลสมบัติเจริญ

ยกโครงว่าวเข้าวางขวางบนนิ้ว
ทำหน้านิ่วคิ้วปัดชักขัดเขิน
ว่าวโยกเยกยักย้ายคล้ายขาดเกิน
พ่อหน้าเยินหยิบมีดมากรีดเกลา

จนสมใจใช้กระดาษวางพาดปิด
เติมพู่นิดกรีดริ้วปลิวเฉลา
สอดเชือกผูกคันชงชักส่งเอา
แอกคันใหญ่สวมเข้าเป็นว่าวนก

แล้วหันมายักคิ้วหิ้วว่าวเดิน
อย่ามัวเพลินมองหน้าทำตาตก
ลองหาที่ลมพาหญ้าไม่รก
เอาว่าวนกว่ายฟ้าคว้าเมฆกัน

สองพ่อลูกเดินดั้นบนคันนา
พ่อเดินหน้าลูกหนุนอยู่ผลุนผลัน
โรยลมบ่ายชายเฉื่อยเรื่อยกระชั้น
ดวงตะวันอ้อมข้าวดูขาวโพลน

พ่อเดินนำแหงนหน้าหันมายิ้ม
ชี้ที่ริมคันนาฟากกระโน้น
แล้วกำชับปล่อยช้าช้าอย่าได้โยน
ถอยถึงโคนต้นข่อยค่อยปล่อยนา

เจ้าลูกชายยื่นรับกระชับมือ
ว่าวที่ถือยักษ์ใหญ่ให้ผวา
ยิ่งลมผลักหนักแรงแข็งใจพา
ลมก็ถาแทบเทเหตามลม

ชะแง้หันง้างขาละล้าละลัง
เดินถอยหลังตั้งว่าวก้าวขย่ม
แซดแซดเป๋เซซวนเสียจวนล้ม
กำว่าวก้มก้าวถอยค่อยประคอง

พ่อผ่อนสายส่ายหลามมาตามว่าว
เสียงเร่าเร่าลั่นโผนตะโกนก้อง
อีก! อีก! อีก! อีกหน่อยพ่อคอยมอง
เชือกตึงสายสุดกองพ่อร้อง..พอ!

รอแรงลมพัดพามาผล็อยผล็อย
เจ้าตัวน้อยคอยเพียงฟังเสียงพ่อ
ยินว่า ปล่อย! ปละมือที่ถือรอ
ว่าวก็ปร๋อร่อนปรื๋อกระพือลม

โยกโยกย้ายย้ายโอนอยู่โยนยัก
วกวกวักวักวงแทบวนล่ม
แอกร้องดังลั่นฟ้าร่าระงม
พ่อผ่อนสายส่ายลมยื้อแรงดึง

ว่าววนคว้างคว้าวงวกลงต่ำ
ดิ่งหัวคว่ำปักปังเสียงดังผึง
พ่อโยนเชือกยาบดินสิ้นแรงตึง
ลิ่วหาว่าวนอนผึ่งตะลึงลาน

เจ้าลูกชายไม่ช้าเร่งมาดู
พ่อหน้ายู่นั่งงงน่าสงสาร
มือลูบริ้วรุ่งริ่งอยู่นิ่งนาน
แอกใบลานเอียงเอ้กระเท่เร่

ดันโครงแอกเคลื่อนเข้าหัวว่าวนก
พ่อลองยกเลื่อนจับรับลมเห
โยกคันชงแล้วชักว่าวยักเย
พ่อหน้าเบ้นั่งเบื้อซับเหงื่อพรู

ค่อยปักปรับจับกลจนเข้าที่
ไม่รอรีลุกยืนเหงื่อลื่นหู
ส่งว่าวให้เจ้าไข่น้อยซึ่งคอยดู
ลมพัดอู้ เอ้า! มาชักอีกสักที

พ่อจ้ำอ้าวย้อนลมก้มคว้าเชือก
รอลมเลือกแรงลัดถนัดถนี่
ได้จังหวะจ้วงสาวเร้ารี่รี่
ว่าวก็ปรี่ว่ายฟ้าคว้าตะวัน

เจ้าลูกชายลิงโลดกระโดดเหยง
ร้องตะเบ็งปรบมือฮือฮือลั่น
เงยมองฟ้าเมฆลอยร้อยเรียงกัน
ว่าวพ่อฉันว่อนวัดเสียงพัดพือ

วกวกวักควักควะอยู่คว้าคว้าง
พ่อผ่อนบ้างสาวบ้างเสียงครางหือ
บางครั้งทึ้งบางคราถอยค่อยร้องอือ
บางครั้งยื้อบางคราหย่อนคอยผ่อนตาม 

ว่าวส่ายโยนยึกยักวักวักว่าย
เจ้าลูกชายยืนมองกู่ร้องถาม
อยากลองบ้างคว้างคว้าว่ายฟ้าคราม
แล้วโดดข้ามคันนามายืนเมียง

พ่อส่งเชือกสั่นไหวมาให้จับ
เจ้าขยับรับไว้ใจหวิวเหวี่ยง
ว่าวดึงแรงแข็งหนักชักตัวเอียง
พ่อยืนเลี่ยงยิ้มหัวจนตัวงอ

สายว่าวโค้งโยงวนขึ้นบนฟ้า
แลสุดตาลับหายจนใจหงอ
สูงเทียมเมฆเฉกฝันตะครั่นตะครอ
มองว่าวพ่อล้อลอยร้อยตะวัน

ภาพพร่าเลือนเบือนห่างจนจางออก
ริ้วระลอกเลื่อนรางในพรางฝัน
ว่าวพ่อลอยผ่านวารม่านฟุ้งควัน
จากทุ่งนาอาบตะวันมาม่านเมือง

หลายขวบปีรี่พ้นลมวนพัด
ล่วงหลัดหลัดเลยผ่านหลากธารเรื่อง
ลอยควักคว้างหวังคว้าขอบฟ้าเรือง
ไกลสุดเบื้องสุริยนยุคนธร

ฝ่าพายุแรงลัดแทบพลัดร่วง
ผ่านลมลวงเล่ห์ร้ายคล้ายภาพหลอน
กรำชะตายังชะลอยังต่อกร
ฝ่าแดดร้อนเพลิงกิเลสวิเศษมาร

เงายิ้มพ่อยังเมียงอยู่เคียงข้าง
ยามลอยค้างคว้างคว่ำยินคำขาน
พ่อสร้างมาด้วยเชิงช่ำชำนาญการ
ว่าวของพ่อต้องทนทานต้องอดทน

ล่วงลอยผ่านวารวันดุจฝันตื่น
เพียงชั่วคืนผันผลัดแค่พลัดฝน
รู้ว่าเมฆเวี่ยลอยอยู่ลมบน
เพียงเพื่อยลใช้ย้ายหมายครอบครอง

ส่งสายว่าวส่ายโยนยักโอนต่อ
ว่าวของพ่อคล้อยคลอล้อลมต้อง
พ้นวันเดือนเคลื่อนผ่านม่านครรลอง
กว่าวันล่องร่วงดินสิ้นแรงลม ฯ


Technorati Tags:

About ธุลีดิน

just wanna write and live simple life am I a dreamer ?

Posted on มีนาคม 8, 2010, in ชักม้าชมเมือง, poem. Bookmark the permalink. ใส่ความเห็น.

การแสดงความเห็นถูกปิด

%d bloggers like this: