โต๊ะกาแฟ

coftable.jpg

ตั้งโต๊ะใหม่ขอรับพี่สอง
หมู่นี้เหลือมาถึงหน้าร้านแค่ใบบัว
ท่านซัดข้าวผัดเสียหมดเกลี้ยงฤาขอรับ?

โฆษณา

About ธุลีดิน

just wanna write and live simple life am I a dreamer ?

Posted on มีนาคม 29, 2007, in โต๊ะกาแฟ. Bookmark the permalink. 51 ความเห็น.

  1. สะวีดัด สวัสดีค่ะ เหล่าสหายทุกท่าน ..

    ไม่เจอกันนาน คิดถึงจังเล้ยยยยย (( เอิง เอย !!.. โอ้ เย .. !!))
    เพลงนี้ข้าพเจ้าเกิดไม่ทันหรอกนะคะ โปรดอย่าเข้าใจผิด .. อิอิ

    อ่านโลกใบเล็กของท่านดินแล้วทำให้นึกถึง วรรคทองที่ว่า
    “เมื่อผู้ใดรู้จักรัก ผู้นั้นจักรู้จักการเขียน”

    มันก็จริงนะคะ ..

    บางคนเขียนถึงดอกไม้ ก็คงเพราะคนนั้นรักดอกไม้
    บางคนเขียนถึงสัตว์เลี้ยง ก็คงเพราะคนนั้นรักในสัตว์เลี้ยง
    บางคนเขียนถึงสรรพสิ่งบนโลกกว้าง ก็คงเพราะคนนั้นรักสรรพสิ่งเหล่านั้นเช่นกัน

    .
    .
    .

    ข้าพเจ้าเองก็ยังเขียนนะคะท่าน นี่ก็ดันทะลึ่งไปรับปากเพื่อน ๆ ที่เวปโน้นเอาไว้ว่าจะเขียนเล่าเรื่องราว(ลาว)ให้จบ .. ก็ต้องให้จบเนอะ .. มะกึ่งมะก๋างก็จะไดอยู่ มันบ่ดี มันบ่ดี ..

    แต่ไหนแต่ไร ถนัดบ่นเรื่องปัจจุบัน คิดอะไรก็ปั่นออกมาอย่างนั้น ตอนนี้ข้าพเจ้าซึ้งใจเลยว่า การเขียนเรื่องเก่า ๆ นี่มันยากไม่เบาเลยนะคะเหล่าท่าน เวลาไปนั่งแปะลงหน้าจอ นึกจะพิมพ์อะไรมันยากเสียยิ่งกว่าตอนทำยาไลโปโซมอีกอ่ะ ^^”

    ใครพอช่วยได้ โปรดชี้แนะทีเถอะค่ะ จะเป็นพระคุณอย่างยิ่งยวด

    .
    .

    การเว้นช่องไฟ ก็ยังต้องเว้นให้พอดี
    ข้อเขียนจึงจะออกมาพองาม ..

    บางช่วง บางเวลาในชีวิตเราก็ต้องเว้นวรรคจากบางสิ่ง บางเรื่อง บางคนด้วยเช่นกัน
    ชีวิตนั้นจึงจะปกติสุข และงดงาม ..

    -มารดำเจี๊ยบ เจี๊ยบ-

    .
    .

    ปล. เหลือแต่ใบบัว !! ทั่นพี่เค้าคงหิวจัด ไม่เช่นนั้นข้าวผัดคงอร่อยเกินห้ามใจน่ะค่ะท่านดิน .. อิอิ

  2. สวรรค์เสก

    เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม พุทธศักราช 2522
    พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
    เสด็จเยี่ยมหลวงปู่เป็นการส่วนพระองค์

    เมื่อทั้งสองพระองค์ทรงถามถึงสุขภาพอนามัย และการอยู่สำราญแห่งอริยาบถของหลวงปู่ ตลอดถึงสนทนาธรรมกับหลวงปู่แล้ว

    พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชปุจฉาว่า
    “หลวงปู่ การละกิเลสนั้น ควรละกิเลสอะไรก่อน?”

    หลวงปู่ถวายวิสัชนาว่า
    “กิเลสทั้งหมดเกิดรวมอยู่ที่จิต ให้เพ่งมองดูที่จิต อันไหนเกิดก่อน ให้ละอันนั้นก่อน”

    (ธรรมะปฏิสันถาร โดย หลวงปู่ดูลย์ อตุโล วัดบูรพาราม จังหวัดสุรินทร์)

    .
    .

    “ยาแต่ละอย่างมีคุณอยู่ก็จริง แต่ต้องวางยาให้ถูกกับโรคนั้นๆ โรคถึงจะหาย ธรรมะก็เช่นกัน”

    (วางยา โดย หลวงปู่หล้า เขมปัตโต วัดป่าบรรพตคีรี(ภูจ้อก้อ) จ.มุกดาหาร)

    .
    .

    ปุจฉา : หลวงปู่ครับ ทำกรรมฐานอย่างไรถึงจะถูกครับ?
    วิสัชชนา : ทำอย่างไหนก็ได้ ทำแล้วกิเลสระงับดับลงไป ไม่กำเริบนั่นแหละถูก
    ทำแล้วข่มกิเลสได้ ฆ่ากิเลสตาย คายกิเลสหลุด ถูกทั้งนั้นแหละ

    ปุจฉา : หลวงปู่พอจะรู้ภาษาของสัตว์ในป่าไหมครับ?
    วิสัชชนา : ทำไมจะไม่รู้ ก็ไก่มันยังเข้ามาหาได้ กระต่ายกระแตก็ยังเข้ามาหาได้ ก็รู้กันทางจิตนะซี!

    ปุจฉา : หลวงปู่รู้ไหมครับ ว่ามันคุยอะไรกันครับ?
    วิสัชชนา : รู้ว่ามันคุยกันจะกินอาหารนะซี!

    ปุจฉา : พวกสัตว์ต่างๆ มีธรรมไหมครับ?
    วิสัชชนา : มนุษย์ก็มีธรรม เทวธรรมก็มีธรรม พรหมธรรมก็มีธรรม
    โลกุตตรธรรมก็มีธรรม เดรัจฉานก็มีธรรมอย่างเดรัจฉาน
    เปรตก็มีธรรมอย่างเปรต ธรรมของเปรตมี
    อสุรกายก็มีธรรม
    อบายภูมิก็มีธรรมะเหมือนกัน แต่ว่าเป็นธรรมะเสวยทุกข์

    (หลวงปู่บุดดา ถาวโร วัดกลางชูศรีเจริญสุข จ.สิงห์บุรี)

    .
    .

    “จิตของเรานี้เมื่อไม่มีใครตามรักษา
    มันก็เหมือนคนที่ปราศจากพ่อแม่ที่จะดูแล
    เป็นคนอนาถา เป็นคนที่ขาดที่พึ่ง

    คนที่ขาดที่พึ่งก็เป็นทุกข์

    จิตนี้ก็เหมือนกัน
    ถ้าหากขาดการอบรมบ่มนิสัย ทำความเห็นให้ถูกต้องแล้ว
    จิตนี้ก็ลำบากมาก”

    (อนาถา โดย หลวงปู่ชา สุภัทโท วัดหนองป่าพง จ.อุบลฯ)

    .
    .
    .
    .

    “A real book is not one that we read, but one that read us.” (W.H. Auden, 1907-1973)

    “หนังสือที่แท้จริงไม่ใช่หนังสือที่เราอ่าน แต่เป็นหนังสือที่อ่านเรา (คือสะท้อนให้เรามองเห็นตัวเอง)” (ดับบลิว เอช ออเดน)

    กวีชาวอังกฤษ จบการศึกษาทางด้านวรรณกรรมจากมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด บทกวีของเขาซึ่งกล่าวถึงปัญหาสังคมและปัญหาส่วนตัว สะท้อนให้เห็นถึงสภาพทางวัฒนธรรมที่เป็นปัญหาในยุโรป ซึ่งจะนำไปสู่สงครามโลกครั้งที่สอง ในปี 1936 เช่นเดียวกับนักเขียนเสรีนิยมก้าวหน้าในตะวันตกหลายคน เขาเดินทางไปสเปนเพื่อช่วยเหลือฝ่ายก้าวหน้าสู้กับเผด็จการฝ่ายขวา ในสงครามกลางเมืองสเปน (1936-1939) ปี 1939 เขาอพยพไปอยู่สหรัฐฯ โดยเป็นอาจารย์สอนในมหาวิทยาลัยหลายแห่ง

    (จากหนังสือ “คำคมคนรักหนังสือ” โดย วิทยากร เชียงกูล)

    .
    .

    “We have to learn to be our own best friends because we fail too easily into the trap of being our worst enemies” (Roderick Thorp)

    “เราต้องเรียนรู้ที่จะเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของตัวเอง
    เพราะเราตกอยู่ในกับดักการเป็นศัตรูตัวร้ายกาจที่สุด
    ของเราเองได้อย่างง่ายดาย” (โรเดอริค โธรป)

    .
    .

    “Try not to become a man of success, but rather a man of value.” (Albert Einstein)

    “อย่าพยายามเป็นบุคคลที่มุ่งแต่ผลสำเร็จ
    แต่จงเป็นบุคคลที่มุ่งเน้นในเรื่องคุณค่า” (อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์)

    .
    .

    “การพูดอยู่คนเดียว เป็นที่หวาดเสียวเหลือเกินว่าคนผู้นั้นจวนจะเป็นบ้า” (สอสอ)

    “การไม่มีคนมาพูดด้วย ให้สังเกตดูตัวเองได้แล้วว่า กำลังทำอะไรผิดปรกติอยู่หรือเปล่า” (สอ ใส่สะเก็ต)

    “การพูดกับตัวเอง ดีกว่าพยายามอธิบายเหตุผลกับคนบ้า” (สวรรค์เสก)

    “การไม่พูด ดีกว่าพูด เพราะหุบเขาแห่งจิตวิญญาณจะไม่สะท้อนเสียงกลับมาหาผู้ไม่กระซิบ” (สรรพสิทธิ์)

    “ก้อชวนเค้าพูดบ้างดิตะเองก้อ ให้เขาโม้อยู่ตัวเดียวอยู่ได้
    แมวนะจ๊ะ ไม่ใช่ดอกลำโพง
    เหอะน่า พูดกันเถอะนะจ๊ะ โลกนี้จะได้สดชื่นด้วยรอยยิ้มไง” (กาฟิวส์ จอมทะลึ่ง)

  3. สวรรค์เสก

    อ่ะ เกล้ากระผมว่าจะออกกระบวนท่ายึดหัวโต๊ะกาแฟแห่งนี้ก่อน

    ทว่า…

    ช้าไปแล้ว ผู้เยาว์ช้าไปแล้วจริงๆ

    แม่นางมารดำ เจี๊ยบ เจี๊ยบ ตีลังกาติดเกลียวสามตลบด้วยสุดยอดวิชา “แตะกลีบกุหลาบข้ามทะเลน้ำลาย” ร่อนลงแผล่ว ยึดหัวโต๊ะกาแฟได้ก่อนซะแร้วววว

    ไม่ธรรมดา!

    นับว่าวรยุทธ์ของแม่นางยิ่งมายิ่งไม่ธรรมดาแล้วจริงๆ

    ฮึ! งั้น เตรียมตัวรับพิษ “ฉี่ละลายโลกันต์” ของศิษย์น้องกาฟิวส์ด้วย

    ปี้ด!
    ปี้ด!
    ปี้ด!

  4. ศิษย์ทวดที่เคารพ

    ที่จริงไม่มีความจำเป็นอันใดที่ผมจะต้องเข้าร้านเน็ตกลางดึกในวันนี้ หากแต่เมื่อตอนหัวค่ำสายตาของผมไปสะดุดอยู่ที่หนังสือเล่มหนึ่ง ผมหลบกล้องวงจรปิดแล้วเปิดอ่าน มันเป็นหนังสือการ์ตูน มีเรื่องราวบรรยาย เนื้อเรื่องเกี่ยวกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ชื่อหนังสือเล่มนี้คือ “พระราชาผู้เป็นที่หนึ่งในโลก” เทิดพระเกียรติ 60 ปี ครองสิริราชสมบัติ

    เรื่องโดย : สนธิญาณ-เวทิน

    ภาพโดย : ธุลีดิน

    สำนักพิมพ์ร่วมด้วยช่วยกัน

    คำถาม…ท่านวาดภาพประกอบหนังสือเล่มนี้หรือครับ?

    +
    +
    +

    ได้อ่านคำตอบจดหมายของท่านแล้ว

    ขอบพระคุณขอรับ

    ศิษย์เหลน

  5. โอ่ พระเจ้าช่วยกล้วยทอด มันร้อนมาก เอ้ย!!! มันยอดมาก

    ให้ทายขอรับว่ายามนี้ข้าพเจ้าอยู่ที่ใด

    “อยู่หน้าคอม…”

    “ช่ายยยยย…..”

    เฮ้ย!! ไม่ใช่อย่างงั้น อยู่บ้านที่นครสวรรค์แล้วครับพี่น้อง เดินทางแต่หกโมงถึงนี่สามทุ่ม สิ่งที่ข้าพเจ้าคาดไม่ถึงกับการกลับบ้านครั้งนี้(หลังจากครั้งสุดท้ายก็ ปีหนึ่งเต็มๆ) บ้านเมืองยามนี้เหมือนเมืองผีเหงาเลยละขอรับ ข้าพเจ้าลงรถมากะว่านั่งรถสองแถวเวียนเข้าเมืองตามแต่ที่เคยทำทุกครั้ง ก็หวังว่าจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลง

    เปลี่ยนจริงๆขอรับเปลี่ยนแปลงจนใจหาย หลายปีก่อนอืม..น่าจะสิบกว่าปีได้มั้ง สมัยที่ข้าพเจ้ายังเป็นนักเรียนเทคนิคอยู่นั้นจำได้ว่า สามทุ่มนี่เป็นเวลาที่คนกำลังคึกคักเลย ตามแถวเขือนริมน้ำก็จะมีแผงขายของโต๊ะร้านอาหารหอยทอดผักไทย ขนมหวานกรอบนานา มาวันนี้เงียบเหงาวิเวกวังเวงชอบกล

    เมื่อลงรถเมลแตะเท้าแรกหน้าวัดหลวงประจำตัวเมือง ในใจก็หวังจะต่อรถสองแถวเข้าบ้าน ค่ารถเมลก็แพงน่าใจหาย ตลอดสาย 9 บาท นึกถึงตอนโน้นถ้าเป็นนักเรียนนะค่ารถข้าพเจ้าไปกลับต้องมีวันละ 36 บาทแน่ๆ เมื่อก่อนกี่บาทนะเหรอ ตลอดสาย 2 บาทขอรับพี่น้อง ก็ด้วยที่มันแพงน่าใจหายนี่ละขอรับ รถเมล์ที่เดิมทีวิ่งกันขวักจนแทบจะชนกันตายเพื่อแย่งผู้โดยสาร เดี้ยวนี้คนยืนรอรถเหมือนหมาหงอยเลยทีเดียว

    ข้าพเจ้ายืนรอรถเมล์(สองแถว) ครึ่งชั่วโมงไม่มีสักคันเดียว “แม่เฮ้ยยย…”(คำอุทาน) ก็เลยเดินไปถามวินมอไซค์สามล้อ (แบบถีบไม่มีแล้ว)

    “วันนี้เขาทรายต่อยเหรอพี่ เขาถึงไม่วิ่งรถกัน”

    เด็กวินมองหน้า “ไม่มีแล้วไอ้น้องสองแถวนะ สามทุ่มรถหมดแล้ว”

    “สามทุ่มเนี้ยนะรถหมด” ข้าพเจ้าเลยถามต่อ ” แล้วพี่ไปเท่าไหรละ”
    “ไปไหนละ”

    “เขาขาด”
    “ถึงโรงเรียนพล(ตำรวจ)รึเปล่า”

    “ฮื้อ!.. เลยสนามกีฬาไปหน่อย ไม่ถึงโรงเรียนพล(ตำรวจ)”

    “70 ”

    “…” (ในใจคิด)แม่งแพงกว่าแท๊กซี่มิเตอร์ที่กรุงเทพอีก

    “น้ำมันมันแพงน้อง” (ในใจคิด)” รถมึงใช้แก๊ซชัดๆ

    ไม่ใช่ว่าไม่มีตังจ่ายนะขอรับแต่ทำใจจ่ายไม่ได้ขอรับ ก็เลยนั่งรอรถมอเตอร์ไซค์รับจ่างผ่านมา เอาวะสามล้อ 70 สองล้อมันน่าจะ 50 (คิดตามสัดส่วนล้อ) เออแหะ สองล้อถูกกว่าครึ่ง 30 .. ไม่ใช่ว่าเขาเห็นว่าข้าพเจ้าเป็นพวกเพิ่งมาถึงหรอกนะขอรับ นี่เป็นราคาปกติในเมืองเลยละ(มารดาข้าพเจ้ายืนยันในขณะนั่งกินข้าว)

    ได้คุยกับท่านแม่จึงรู้ว่าช่วงนี้มันปิดเทอมเด็กๆเขาก็กลับบ้านกันหมด เมืองก็เลยเงียบ (แต่เงียบไปรึเปล่า) แม่แกก็ว่า ก็ตั้งแต่มีบิ๊กซีนี่ละ เมืองมันเลยเงียบเอ้า เงียบเอา ร้านค้าขายปลีกใตวเมืองปิดกันแทบไม่ทัน ไอ้ที่ยังอยู่เป็นที่เชิดหน้าชูตาก็คงจะเป็นตลาดสดนั่นละครับ ที่เป็นที่พึ่งยามยากของคนระดับล่างๆ ทั้งพ่อค้าระดับล่าง และลูกค้าระดับล่าง

    ส่วนพ่อค้าแม่ค้าระดับกลางนั้นเหรอ เจ้ามือ(บิ๊กซี) กินเรียบเมืองมันเงียบเพราะลูกๆพ่อค้าแม่ขายมันก็ต้องไปหางานทำที่กรุงเทพ ไอ้จะกลับมารับช่วงต่อร้านพ่อแม่งั้นเหรอ ก็มีแต่เจ๊งเอาละไม่ว่า คิดแล้วมันน่าจับผู้ว่ามาดีดไข่ให้หายแค้น

    เขียนเพราะแค้นนะเนี้ย ไม่ได้เขียนเพราะรักท่านสหายธุดอกขอรับ (เอารถเมล์ตูคืนมา) อากาศก็ร้อนสลัดยิ่งกว่าอยู่กรุงเทพเสียอีก ตอนนี้อาศัยพัดลม หายใจเข้านึกถึงห้องแอร์ หายใจออกนึกถึงน้ำตก(ซกเล็กลาบเลือด) ไปก่อน

    ก็นะ นครสวรรค์มันก็ร้อนพอกับจังหวัดตากนั่นละขอรับ ถึงแม้ว่าชื่อมันจะดูสูงส่งเมืองแมนปานนั้นแต่ก็เป็นได้แค่สวรรค์บนดินก็แค่นั้น พรุ่งนี้คงเย็นขึ้นขอรับ เพราะจะได้ไปเข้าวัดเข้าวา นอนเล่นที่วัดสักคืน ก็ว่าจะไปนอนเป็นเพื่อนสหายข้าพเจ้านั่นละขอรับ ไหนๆแกก็จะไปแล้ว นึกถึงสมัยตอนเรียนตอนทำงานก็ไปนอนห้องสตูดิโอที่คณะทำงานยันพระอาทิตย์โผ่ลหัว

    ระหว่างเดินทางในความเงียบข้าพเจ้าคิดอะไรได้หลายอย่าง ท่านเจี๊ยบไม่ต้องเป็นห่วงข้าพเจ้าปกติดีเหมือนเดิม(เหมือนเดิมก็คือไม่ปกติ 555 )

    ไม่ได้ทักทายท่านย่าพี่หนิงที่เวป เดี้ยวข้าเจ้ากลับจากวัดค่อยเข้าไปทักทายขอรับ

    ท่านพี่อนันท์เห็นว่าไปขายหนังสือที่งานหนังสือหรือขอรับ ขอให้ขาดดิบขายดีขอรับข้าพเจ้าที่ไปหอบมาเมื่อเดือนตุลายังอ่านไม่หมดเลย สงสัยจะขอบายช่วงเดือนนี้ไปก่อน

    พี่สองขอรับนี่มันเมดเลย์คำคมหรืออะรายครับเนี้ย เหลือแต่เอาของจีนมาผนวกก็รอบโลกแล้วขอรับจำไม่ได้ว่าพี่เคยบ่นไว้แถวไหนว่าจะอ่านจะเขียนไปทำไม มันไม่ทำให้เข้าถึงมรรค หรือ หรืออะไรต่อจำมิได้ พี่เถ้าก็ทิ้งปุจฉาที่สำนักข้าเจ้าไว้อีก น้องสามก็เลยเอามาปุจฉาทิ้งให้ท่านพี่ช่วยชี้แนะหน่อยขอรับ

    ปุจฉา : เมื่อไหรจึงรู้ได้ว่าเข้าถึงมรรคแล้ว? จำเป็นต้องรู้ว่าบรรลุถึงมรรคด้วยหรือขอรับ มรรคนี่มีได้เสื่อมได้รึเปล่าขอรับ? แล้วเรามีมรรคเพื่ออะไรขอรับ?

    ข้าพเจ้าเขาวัดเข้าวาก็จะลองไปปุจฉาพระแถวนั้นดูเหมือนกันขอรับ
    ไว้ได้เรื่องยังไงจะกลับมาเล่าให้ฟังขอรับ

    วันนี้จรลาไปเข้าพระบรรทมก่อน

    ด้วยมิตราภาพ

    คารวะจอกสาม ส่งแขก…

  6. ค่ำคืนที่ซึมเซาสวัสดิ์ขอรับสหายพี่สามพี่สองท่านเจี๊ยบเจี๊ยบท่านศิษย์เหลน

    ขอบคุณสำหรับบรรยากาศเมืองนครสวรรค์ยุคน้ำมันราคาดี และการยกพลขึ้นบกของห้างข้ามชาติ ยึดหัวหาดโลกที่สาม เขาเลิกล่าอาณานิคมกันด้วยกองเรือปืนแล้วหันมาใช้การค้าขยายอาณาจักร สยาม ณ เวลานี้หาได้แตกต่างกับเมื่อ หลายร้อยปีก่อนหน้า เพียงเปลี่ยนอาวุธนิดหน่อย เจ้าพระยาวิชาเยนตร์ยังเดินดุ่มอยู่แถว ๆ สาธร ออกยาเสนาภิมุขกยังไปพักผ่อนกายาที่ธนิยะยามค่ำคืน แลชาวกรุงศรีฯยังคงแก่งแย่งแตกแยก ประนีประนอมผลประโยชน์ อา…สยามประเทศ

    ท่านศิษย์เหลนขอรับ

    ขออย่าได้ขังขาเลย ว่าตัวข้าพเจ้าจะมีฝีไม้ลายมือในระดับที่พอจะเชิดหน้าชูตาทำมารับประทาน
    ด้วยงานศิลปะ ชาตินี้ทั้งชาติเรื่องเช่นนี้คงไม่บังเกิดกับข้าพเจ้าดอกขอรับ ดัวยด้อยในศิลปาการทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นดีดสีตีเป่า หรือปั้นเขียนวาด ล้วนทำได้เช่นเป็ดน้อยที่บินก็ไม่สูง ว่ายน้ำก็หาได้คล่องดังปลา

    ฉะนั้นยามใดที่ท่านเจอ ‘ธุลีดิน’ ในสื่อสาธารณะ ข้าพเจ้าย่อมมีความอิ่มเอิบใจในอันที่ทำให้ท่านหวนรำลึกถึงศิษย์น้องอย่างข้าพเจ้า เท่านั้นข้าพเจ้าก็ปิติยิ่งแล้วขอรับ

    ท่านพี่สองที่เคารพ

    อันข้าพเจ้านั้นตื่นเช้าขึ้นมาก็เปิดดูสักหน่อยสิว่าพี่สองคุยอะไรไว้ แทบไม่ต่างจากยุคหนึ่งแหกขี้ตาก็เจอหน้าสรยุทธ กระทำจนเป็นกิจวัตรขอรับ ไม่ทราบท่านเห็นบ้างไหม ข้าพเจ้าอ่านไปก็พยักหน้าหงึก ๆ ไป ซดกาแฟไป

    ไม่ต้องกังวลขอรับหากคราใดมีข้อปุจฉาขอเพียงท่านโยนลงบนโต๊ะ รับรองวิสัชนาจะกระโจนตามลงมาทันที

    สหายท่านเจี๊ยบเจี๊ยบ

    ความเข้าใจในการรู้จักรัก รู้จักงานเขียน ของท่านล้ำลึกนัก
    วรรคทองของท่านคุรุท่านใดเป็นผู้กล่าวไว้ไม่ทราบขอรับ?

    เรื่องราว(ลาว)ของท่านนั้นบรรเลงอยู่ที่ใด? ไม่คิดจะแบ่งปันกันบ้างฤาขอรับ?

    คารวะ

  7. สวรรค์เสก

    อุบาสกผู้คงแก่เรียนคนหนึ่ง สนทนากับหลวงปู่ว่า

    “กระผมเชื่อว่า แม้ในปัจจุบันพระผู้ปฏิบัติถึงขั้นได้บรรลุมรรคผลนิพพานก็คงมีอยู่ไม่น้อย เหตุใดท่านเหล่านั้นจึงไม่แสดงตนให้ปรากฏ เพื่อให้ผู้สนใจปฏิบัติทราบว่าท่านได้บรรลุถึงคุณธรรมนั้นๆ แล้ว เขาจะได้มีกำลังใจและมีความหวัง เพื่อเป็นพลังเร่งความเพียรในทางปฏิบัติให้เต็มที่”

    หลวงปู่กล่าวว่า

    “ผู้ที่เขาตรัสรู้แล้ว เขาไม่พูดว่าเขารู้แล้วซึ่งอะไร เพราะสิ่งนั้นมันอยู่เหนือคำพูดทั้งหมด”

    (สิ่งที่อยู่เหนือคำพูด โดย หลวงปู่ดูลย์ อตุโล วัดบูรพาราม จ.สุรินทร์)

    .
    .

    “เจี๊ยะ…มีอะไรก็ถามมา ท่านนี่ยุ่งไม่เข้าเรื่อง” ท่าน(หลวงปู่มั่น)เปรยขึ้นเพียงเท่านั้นเราก็ปอดแหกแล้ว

    “ครูบาจารย์ เทวดาหน้าตามันเป็นยังไง อยากเห็นบ้าง?” เราก็เสือกถามท่านทั้งที่กลัวแทบจะตาย

    “ฮื้อ!…มันไม่ใช่เรื่องอะไรของเรา เราจะรู้ไปทำไม ท่านนี่ชอบถามอะไรซอกแซก กวนใจ ทำความดีให้มันถึงสิ ปัญญามันอยู่ที่เรา ไม่ได้อยู่กับเทวบุตรเทวดาที่ไหน ดูหน้าเรา ดูหนังเราให้เห็นชัดด้วยปัญญานั่นสิ

    พระพุทธเจ้าเห็นพระองค์เองก่อน ตรัสรู้เรื่องตัวตน ละตัวตนก่อน ค่อยมาสอนคนอื่น หรือเทวดาทีหลัง ยังไม่ทันไร ยังไม่ไปไหนมาไหน อยากเห็นนั่นเห็นนี่ มันไม่ถูก
    ทั้งที่ตาบอดแต่อยากเห็นนั่นเห็นนี่ เดี๋ยวก็เดินชนตอ ลูกกะตาแตกหรอก” ท่าน(หลวงปู่มั่น)ตอบด้วยวาทะแห่งบุคคลผู้ชาญฉลาด

    “ก็ผมอยากรู้นิ…ครูบาจารย์ ก็ผมไม่เคยเห็น ก็อยากเห็น อยากรู้บ้าง” เรานิ่งเงียบไปพักหนึ่ง แล้วท่านก็พูดขึ้นต่อไปตามอัธยาศัยว่า

    “ศาสนานี้เรียนให้ดีล้ำลึกที่สุด ผมไปเที่ยวภาวนาอยู่ในป่า มีสหธรรมมิกของผมรูปหนึ่งอยู่ในป่าโน่นน่ะ–โอ๊ย!…เจี๊ยะเอ้ย…แม้รูเท่านิ้วก้อยนี่ ท่านยังมุดเข้าไปได้ หายตัวไปเลย ทะลุฟ้า ทะลุดิน แผ่นดิน แผ่นน้ำ ทะลุได้หมด จะไปไหนเพียงแค่ลัดนิ้วมือเดียว ตอนนี้ท่านตายอยู่ในป่าไปแล้ว”

    “โอ้!…ขนาดนั้นหรือครูบาจารย์…ถ้าไปอยู่ในเมืองหลวง เมืองไทยปานนี้ดังระเบิดเถิดเทิงไปแล้ว เสียดายไม่น่าตายไปเปล่าๆ อยากเห็นบ้างแบบนี้” กราบเรียนท่านด้วยความตื่นเต้น

    “ก็มีแต่อย่างนี้แหละ…พวกตาบอด…เจี๊ยะเอ๊ย!…ใครไม่ได้รู้ไม่ได้เห็น เสียชาติเกิดทีเดียว” ถามท่านเรื่องนี้โดนท่านดุทุกที (หัวเราะ)

    จากนั้นท่านก็เล่าเรื่องไปถึงมูเซอ ตอนท่านไปอยู่ที่นั่นมีเทวดามาฟังเทศน์กันเยอะ มาเป็นพันๆ หมื่นๆ พวกเทวดาเยอรมันก็มาฟัง ทีนี้พวกมูเซอมันเห็นแสงสว่างบนภูเขาทั้งลูก อยู่ดีๆ สว่างเข้ามาเรื่อยๆ แสงสว่างเต็มไปหมด มันก็ว่าตอนกลางคืนท่านนั่งภาวนาอยู่แสงสว่างจ้าหมดบนเขา

    พอตอนท่านเข้าไปบิณฑบาต พวกมูเซอมันก็ถาม

    “ตุ๊เจ้า…ตุ๊เจ้า จุดตะเกียงเจ้าพายุรึ เมื่อคืนนี้สว่างหมดทั้งเขา ตุ๊เจ้า…ใช้ตะเกียงเจ้าพายุรุ่นไหน สว่างคักแท้”

    “ไอ้ห่า…กูมีตะเกียงเจ้าพายุซะที่ไหน”

    “ทำไมที่บนเขามันสว่างขาวเกลี้ยงหมดทั้งลูกล่ะ…ตุ๊หลวง”

    “ไม่รู้โว้ย…” ท่านปิดไม่บอก แล้วทีหลังท่านมาพูดให้เราฟังว่า

    “เทวดามาเป็นแสนๆ นะ มาฟังเทศน์ท่านที่ดอยมูเซอ เทวดาจากเยอรมันก็มี ทำบุญดีตายไปได้ขึ้นสวรรค์ ครูบาอาจารย์องค์ไหนมีญาณดีๆ เมื่อเราตายไปแล้วกลับมาเกิดเป็นมนุษย์ใหม่ก็จะได้เป็นลูกศิษย์ท่าน เป็นมนุษย์มันมีแต่ห่วงบ้าน เดี๋ยวตายไปเป็นเปรต ฟังซิ

    ต้องถือเป็นคติพระ อย่าไปห่วงมันเยอะ ข้าวของเงินทองตายแล้วเอาไปไม่ได้หรอก ไปหัดภาวนาให้เป็น ไม่ต้องเอาอะไรมาก เพียงแต่ให้ใจ “พุทโธ” อันเดียวก็พอแล้ว ใจอยู่กับพุทโธ โธๆๆๆ เราก็ได้ไปสู่สวรรค์ ไปสู่สุคติใจสบาย…”

    (หลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท–พระผู้เป็นดั่งผ้าขี้ริ้วห่อทอง วัดป่าภูริทัตตปฏิปทาราม สามโคก ปทุมธานี จากหนังสือ ชีวประวัติฉบับสมบูรณ์)

    หมายเหตุ–ในบรรดาพระเถระซึ่งเป็นลูกศิษย์สายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต จะมีก็แต่หลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท(ท่านเคยเป็นพระอุปัฏฐากใกล้ชิดองค์หลวงปู่มั่นอยู่หลายปี) กับ หลวงปู่ตื้อ อจลธัมโม ที่เทศน์สอนด้วย”ภาษาโล่งโจ้ง”ที่สุด ขอให้อ่านด้วยจิตพิจารณา

    .
    .

    นักถาม : หลวงปู่ตอบคำถามได้หมดทุกอย่างไหมครับ?
    หลวงปู่ : ตอบได้หมดซี่!
    นักถาม : ผมขอถามว่า ปู่พระพุทธเจ้าอายุเท่าไหร่ครับ?
    หลวงปู่ : ไม่รู้
    นักถาม : เอ้า! ไหนหลวงปู่บอกว่าตอบได้หมดนี่ครับ!
    หลวงปู่ : ก็ตอบแล้วไงว่า “ไม่รู้” คนตายสิมันตอบไม่ได้ นอนเฉยอยู่ตอบได้ไง? อันนี้ตอบได้ คนเป็นตอบได้ ตอบไปแล้วว่าไม่รู้ไง!

    ปุจฉา : หลวงปู่ค่ะ หนูเกลี๊ยดเกลียดคนที่ชอบทะเลาะวิวาทกัน!
    วิสัชชนา : จะไปเอาเรื่องคนอื่นของเขาทำไมล่ะ? เรื่องของเราก็มีอยู่ที่กายกับจิตของเราเท่านั้นแหละ แก้ที่ตัวเราซี่! คนอื่นก็ให้เขาแก้ของเขาเองซี่! เมืองใครเมืองมัน บ้านใครใครอยู่ อู่ใครใครนอน ไม่ก้าวก่ายกันหร็อก!

    ปุจฉา : หลวงปู่ครับ พระสูบบุรี่เป็นพระอรหันต์ได้ไหมครับ?
    วิสัชชนา : เป็นหรือไม่เป็น มันไม่ใช่เรื่องของคนถามคนบอกหรอก! มันจะเป็นของมันเอง มันจะไม่เป็น ก็ไม่เป็นของมันเองต่างหากล่ะ!

    อริยมรรคสี่ อริยผลสี่ มันบอกเอง

    คนบอกได้หรือ?

    ของใครของมันต่างหากล่ะ!

    (หลวงปู่บุดดา ถาวโร วัดกลางชูศรีเจริญสุข จ.สิงห์บุรี)

    .
    .

    “ทำไมปัญหาในโลกจึงมีมากแท้ เพราะกิเลสมีมาก ปัญหาก็มาก
    เพราะมากออกมาจากใจ จากธรรมฝ่ายสังขารและกองทุกข์
    ดินน้ำลมไฟภายนอกก็ดี ดินน้ำลมไฟภายในที่สมมุติว่าเราๆ เขาๆ ท่านๆ ก็ดี
    ดินน้ำลมไฟทั้งหลายเหล่านี้ ก็มิได้สำคัญตัวว่าเป็นดินน้ำลมไฟอะไรเลยหนา
    ไม่รับ ไม่ปัด ไม่เฉยกับใครๆ ทั้งนั้น
    เป็นเรื่องของจิตตะสังขารไปใส่ชื่อลือนาม
    เพื่อให้รู้จักความหมายตามสมมุติ
    จริงตามสมมุติ ใช้กันในโลกเฉยๆ
    มิได้หวังว่าจะเอาใส่รถไฟไปขาย
    และถวายให้พระนิพพานใดๆ เลย”

    (หลวงปู่หล้า เขมปัตโต วัดป่าบรรพตคีรี(ภูจ้อก้อ) จ.มุกดาหาร)

    .
    .

    “เมื่อทุกข์เกิดขึ้นมาก็รู้ว่ามันทุกข์ ทุกข์นี่มันเกิดขึ้นมาเพราะอะไร
    มันจะเห็นอะไรไหม ถ้าเราเห็นตามธรรมดามันก็ไม่ทุกข์

    เช่นว่าเราอยู่อย่างนี้ เราก็สบาย
    อีกวาระหนึ่ง เราอยากได้กระโถนใบนี้ เรายกมันขึ้นมา
    ต่างแล้ว ต่างกว่าแต่ก่อนที่ยังไม่ได้ยกกระโถน
    ถ้าไปยกกระโถนขึ้นมา มีความรู้สึกว่ามันหนักเพิ่มขึ้นมา

    มันมีเหตุ หนักมันจะเกิดมาเพราะอะไร ถ้าไม่ใช่เพราะเราไปยกมัน
    ถ้าเราไม่ยกมัน มันก็ไม่มีอะไร ถ้าไม่ยกมันก็เบา
    อะไรเป็นเหตุผล ดูเท่านี้ก็เข้าใจแล้ว ไม่ต้องไปเรียนที่ไหน

    ถ้าเราไป “ยึด” อะไร นั่นแหละเป็นเหตุให้ทุกข์เกิด
    ถ้าเรา “ปล่อย” มันก็ไม่มีทุกข์เท่านั้นเอง
    นี่ เรียนธรรมะ เท่านี้พอแล้ว”

    (ยกแล้วหนัก โดย หลวงปู่ชา สุภัทโท วัดหนองป่าพง จ.อุบลฯ)

    .
    .
    .
    .

    “Reading furnishes the mind only with materials of knowledge ; it is thinking makes what we read ours.” (John Locke, 1632-1704)

    “การอ่าน ช่วยประดับข้อมูลความรู้ให้แก่จิตใจของเรา , การคิด ทำให้สิ่งที่เราอ่าน กลายเป็นของของเรา.” (จอห์น ล็อค)

    นักปรัชญาชาวอังกฤษ ผู้เสนอปรัชญาการเมืองว่ารัฐบาลได้สิทธิอำนาจมาจากความเห็นของประชาชน และประชาชนมิสิทธิที่จะโค่นล้มรัฐบาลที่ทำลายสิทธิพื้นฐานของพวกเขา หนังสือของเขามีอิทธิพลต่อการปฏิวัติทั้งในสหรัฐอเมริกาและฝรั่งเศส

    (จากหนังสือ “คำคมคนรักหนังสือ” โดย วิทยากร เชียงกูล)

    .
    .

    “A ship in harbor is safe, but that is not what ships are built for.” (John Shedd)

    “เรือที่จอดอยู่ในอ่าวปลอดภัยก็จริงอยู่ แต่มันไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อวัตถุประสงค์นั้น” (จอห์น เชด)

    .
    .
    .
    .

    ปุจฉา : (จากพี่สาม) เมื่อไหรจึงรู้ได้ว่าเข้าถึงมรรคแล้ว? จำเป็นต้องรู้ว่าบรรลุถึงมรรคด้วยหรือขอรับ มรรคนี่มีได้เสื่อมได้รึเปล่าขอรับ? แล้วเรามีมรรคเพื่ออะไรขอรับ?

    วิสัชชนา : (โดยน้องสอง) ผมขอทำความเข้าใจเกี่ยวกับคำว่ามรรคก่อนนิดหนึ่งนะครับ

    “มรรค” แปลว่า “หนทางที่จะนำไปสู่สุคติ ทุคติ และนิพพาน” เป็นคำกลางๆ ไม่ได้แปลว่าทางแห่งดีหรือทางแห่งความเลว เหมือนกับคำว่า “กรรม” ซึ่งต้องแยกเหมือนกันว่าเป็นกรรมดี หรือกรรมชั่ว

    เอาละครับ พอรู้โดยสังเขปอย่างนี้ ก็มาวกเข้าปัญหา “มรรค” ของท่านพี่ ซึ่งผู้น้องเข้าใจเอาเองว่า ท่านพี่หมายถึง “อริยมรรค” คือหนทางสู่ความหลุดพ้นทางพระพุทธศาสนา

    ดังนั้น ผมขอตอบคำถามข้อแรกของท่านพี่สามว่า…

    1. หากมีสติย่อมหมายถึงมีผู้รู้ เมื่อผู้รู้พัฒนามากขึ้นกระทั่งสามารถควบคุมกาย-ใจของตัวเองได้ รู้ๆๆๆ รู้ว่าอะไรผิด อะไรถูก อะไรควรทำ ไม่ควรทำนั่นแหละ เราจะรู้ด้วยตัวเองว่าได้ใช้ชีวิตอยู่ในครรลองของอริยมรรคแปดประการแล้ว

    2. หากไม่เข้าถึงอริยมรรค มันก็เหมือนคนเดินวนอยู่ในป่า ยังไม่เจอหนทาง เมื่อไม่เจอทางเดิน จะลุถึงเป้าหมายได้ไหม? (คนทำชั่วยังต้องมีเป้าหมายก่อน แล้วพยายามทำตามวิธีการชั่วๆ นั้นๆ (มรรคฝ่ายดำ)เพื่อให้บรรลุผลที่ตนปรารถนา) หรือเรากระโดดไปคว้าเอาผลได้เลยโดยไม่ต้องสร้างเหตุ? บรรลุถึงนครสวรรค์ได้เลยโดยไม่ต้องขี่รถไปตามทาง? (แม้ท่านพี่ไปตามทางยังต้องเลือกว่าจะใช้ยานพาหนะประเภทไหน–กรรมฐานประเภทใดที่เหมาะกับจริตของตนนั่นเอง)

    3. มรรคไม่เสื่อมหรอกครับ ตราบใดที่ปวงสัตว์เวียนวายตายเกิดอยู่ในสังสารวัฏฏ์ ในรูปภพ อรูปภพนี้ หากมีแฮปปี้นั่นคือมีเหตุที่ทำให้แฮปปี้ หากมีแซด-เศร้า-เหงาหงอย นั่นก็มีเหตุที่ทำให้แซด-เศร้า-เหงาหงอย มรรคคือทางเดินของจิต จิตมันก็เดินตามวงโคจรของมันไปเรื่อยเปื่อยตามอารมณ์ ไม่เสื่อม ไม่สาย ไม่เลือกเช้า เลือกบ่าย แต่อย่างใดด้วย…เทอญ

    4. อ้าว จะมีมรรคเพื่ออะไรอีกละพระคุณพี่ ก็มีเพื่อจะเดินทางไปให้ถึงเป้าหมายนะซี เพียงแต่ว่ามรรคของชาวโลกแบบเราๆ ท่านๆ ที่วนเวียนหาอยู่หากินกันเนี่ย มันเป็นฝ่ายสมุทัยสัจ มันไม่จบ มันวนมันเวียนในปฏิจจสมุปบาท

    หากเป็นอริยมรรค จะเป็นมรรคทางฝ่ายที่นำไปสู่นิโรธ คือความดับทุกข์ หรือว่าดับสังขารที่จะปรุงแต่งทั้งหลายทั้งปวง ทั้งที่เป็นส่วนรูป และนาม

    ………….

    วกมาเข้าเรื่องที่เกล้ากระผมเคยบ่นว่า “แล้วตูจะขยันอ่าน ขยันเขียนไปทำไมว่ะ มันไม่ใช่หนทางที่จะนำไปสู่มรรค สู่ผลจั๊กหน่อย” นั้น เกล้าผู้น้องหมายเอาอริยมรรคนั่นเทียว เพราะถ้าหากผมหมายเอารางวัลซีไรท์ รางวัลศรีบูรพา หรือการได้เป็นศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์แล้ว จำเป็นเหลือเกิน จำเป็นมาก ที่ผมจะต้องขยันอ่าน ขยันเขียนให้มากกว่านี้ (เพราะเป็นมรรค เป็นผล ฝ่ายโลก)

    คือว่า…เอ่อ…(วุ้ย เห็นไหมล่ะ ชวนเกล้าคุยเรื่องธรรมะ เกล้ากระผมเลยลากเลื้อยเป็นโรนัลดิโญ่ ทว่าหน้าตาช่างคล้ายกับ เดวิด แบคแฮม เหลือเกิน–อีกแล้วครับทั่น)

    เพราะว่า “การเขียนคือการรับใช้ความคิดตัวเอง” เหมือนพี่ท่านอานันท์กล่าวไว้เปี๊ยบเชียวล่ะพระคุณพี่สาม ป๋าชาติ กอบจิตติ–นักเขียนใหญ่ผู้ฟาดรางวัลโนเบล เอ๊ย ซีไรท์สองสมัยก็เคยเตือนเอาไว้ว่า “นักเขียนคือมนุษย์พันธุ์พิเศษที่ใช้ความคิดโบยตีตัวเอง”

    เห็นไหมครับ ไม่ว่ามันผู้ใด หรือว่าใครหน้าไหนก็ตาม ที่ใช้สังขาร-การปรุงแต่ง-ความคิด-ความนึก-จินตนาการ-สัญญา-ความจำ หรือท่านจะเรียกมันว่าอะไรก็ตามเถอะ มาเขียนหนังสืออยู่ยังงี้ มันไม่จบ ไม่สิ้น (ยกเอาท่านผู้ถึงแล้ว แต่เขียนด้วยความเมตตาสงสารโลกเอาไว้ก่อนล่ะ) มันไม่ใช่หนทางของอริยมรรค แต่เป็นหนทางของมรรคฝ่ายสมุทัย ซึ่งมันจะพาเราท่าน วนอยู่ในป่าอวิชาแห่งนี้ไม่จบ

    ตายทิ้งเปล่าๆ
    น่าเสียดายชีวิตที่เกิดมาด้วย

    เกล้าผู้น้องถึงได้บ่นไปตามเรื่อง

    เรื่องการปฏิบัติตามแนวสติปัฏฐานสี่ หรือว่าตามหลักอริยมรรคที่แท้จริงเนี่ย ไม่ใช่ขี้ๆ นะครับพี่สาม ไม่ใช่ยังวนเวียนอยู่กับการกิน ขี้ ปี้ นอน ไปวันๆ แล้วก็จะเข้าใจได้ง่ายๆ แม้ว่าเข้าใจหรือว่าเห็นหนทางแล้วก็เถอะ แต่การจะดั้นด้นไปตามทางเส้นนั้นเพื่อเอา “แหวนแห่งอวิชา” ไปโยนทำลายทิ้งได้นั้น ยังต้องฝ่าด่านของพ่อมดฝ่ายดำและเหล่าบริวารอีกร้อยแปด ไม่นับว่าเราๆ ท่านๆ ยังกระเตงเอา “ไอ้กอลั่ม” เกลอสนิทติดใจอยู่ตลอดไปด้วยอีกต่างหาก ไอ้ตัวนี้ก็ใช่ย่อย เผลอเรอขาดสติลืมตัวเมื่อไหร่ มันได้โดดฉกเอาแหวนแห่งใจไปขยี้เล่นต่อหน้าต่อตาเลยเทียวพระคุณพี่

    หากการทำลายแหวนแห่งอวิชาเป็นเรื่องง่าย
    พระพุทธเจ้าคงไม่สลบถึงสามหน
    พระจักขุบาลคงไม่อดนอนจนตาแตก
    พระโสนโกฬิวิสะ??คงไม่เดินจงกรมจนเท้าแตก
    หลวงปู่มั่นคงไม่ต้องนั่งสมาธิทั้งวันทั้งคืน
    หลวงปู่มหาบัวคงไม่ต้องนั่งสมาธิจนตูดแตก
    หลวงปู่ชาคงไม่ต้องแก้ผ้าเดินจงกรม(วิธีดัดราคะเฉพาะองค์ท่าน)ทั้งวัน บางครั้งเดินจนเท้าแตก
    หลวงปู่เกษมคงไม่ต้องนั่งตากแดดตากฝนทั้งพรรษา
    อาจารย์ของเกล้าคงไม่ต้องดัดกิเลสด้วยการอดฉันข้าวทั้งพรรษา และไม่นอนสิบกว่าปี
    (เอาไว้จะพาไปกราบท่านสักวันจนได้แหละน่า)

    ไม่ง่ายๆๆๆ
    โปรดฟังอีกครั้งหนึ่ง “ไม่ง่าย!”

    อย่า!
    อย่าได้คิดว่าการไปอยู่ในป่า อ่านพระไตรปิฎกจนแตกฉาน ประพฤติตนดูประหนึ่งเหมือนจะรู้แจ้งธรรม คือการเข้าถึงธรรมะที่แท้จริง

    ปราชญ์ที่แท้จริงย่อมรู้ในเชิงปราชญ์ที่แท้จริงด้วยกัน
    คงมีแต่นักวิชาการที่หากินกับความคิดของตัวเองเท่านั้น
    ที่ยกย่องและนับถือต่อบุคคลที่ขุดหลุมความคิดได้ใหญ่กว่า

    ใช่แล้วครับ
    แม้การอ่านการเขียนแบบนั้น จะดูยิ่งใหญ่ในโลกจอมปลอมใบนี้
    ทว่าปราชญ์ที่รู้แจ้งใจ ท่านเคยพูดถึงบุคคลเช่นนี้ว่า

    “นั่นน่ะ ช้างตัวใหญ่กำลังตกเหวแห่งความคิดอันลุ่มลึกของตนอยู่”

  8. มอร์นิ่งสวัสดิ์ขอรับสหายพี่สอง

    อ่านเสร็จเพิ่งคิดขึ้นได้
    เออสิ! ข้าพเจ้าตกหล่นข้อปุจฉาแลกเปลี่ยนวิสัชนาของสหายพี่สามไป
    มัวแต่หงุดหงิดนั่งแขวะพวกทุนนิยมจังไร อิ อิ อิ

    อ่า…เดี๋ยวกลับไปดูปุจฉาก่อน

    ปุจฉา : เมื่อไหรจึงรู้ได้ว่าเข้าถึงมรรคแล้ว? จำเป็นต้องรู้ว่าบรรลุถึงมรรคด้วยหรือขอรับ มรรคนี่มีได้เสื่อมได้รึเปล่าขอรับ? แล้วเรามีมรรคเพื่ออะไรขอรับ?

    วิสัชนา : อา…สามเครื่องหมายคำถาม ตรงตามฉายาเปี๊ยบ
    ข้าพเจ้ามีเพียงคำตอบเดียว
    กับสหายพี่สามคงต้องตอบแบบกวน teen ว่า “กลับเข้าออฟฟิซ” อิ อิ อิ

    กาแฟอุ่น ๆ รับแสงตาวันอ่อน ๆ สักแก้วไหมขอรับพี่สอง
    คารวะ

  9. เปิดขวดโซดา…

    เปิดฝาวอดก้า…

    เอาแก้วมาๆ

    ร่ำสุราในวาระ………….เชงเม้ง เห่อๆๆๆ

    —-

    วอดก้า-โซดาสวัสดิ์ขะรับผู้พี่

    ไม่ต้องแปลกใจ ไม่ได้พบเรื่องเลวร้ายอันใด ถึงได้มานั่งร่ำวอดก้า-โซดาแต่ผู้เดียวหน้าคอมฯ ก้แค่ทดสอบรสชาติวอดก้าที่พึ่งได้มาจากด่านมาเลย์

    พอดีอาทิตย์ที่ผ่านมาต้องเข้าไปซ่อมคอมฯ แถวด่านชายแดนมาเลย์ก้เลยแวะ duty free กะว่าจะหาวอดก้าเก็บไว้ดื่มยามครึ้มอกครึ้มใจซักขวด โชคดีหรือโชคร้ายก้มิทราบได้ ยี่ห้อที่หมายตาไว้ดันไม่มี ไอ้ที่มีอยู่แม้จะลือชื่อไม่น้อยแต่ดันเป็นวอดก้าแต่งกลิ่น มีทั้งกลิ่น kurant, mandrin, vanila ครั้นจะซื้อมาก้ไม่แน่ใจว่าจะถูกปากรึไม่ เกิดกลิ่นที่แต่งมาดันพิเรนไม่เข้ากับสุราจะพาให้เสียดายตังค์เปล่า

    ดีว่ามันมีขวดเล็ก(มาก)ขายด้วย บรรจุน้ำเมาไว้ 50 ml ผู้น้องเลยซื้อมาลองดูมันหมดทุกกลิ่นเลย เห่อๆๆ แต่ก้พึ่งได้ฤกษ์ลองเมื่อกลับมาถึงพัทลุงแล้วนี่แล

    ชิมดูก้เป็นอย่างที่เกรงไว้จริงๆ กลิ่นส้ม(mandrin) กับรสเหล้านั้นหาเข้ากันไม่ ส่วนอีก 2 กลิ่นที่เหลือคงต้องรอโอกาสหน้า เพราะแค่ขวดแรกผู้น้องก้ทำท่าจะไม่ไหวซะแล้ว ก้คนมันคออ่อนนี่นา เห่อๆๆๆ แถมพรุ่งนี้ยังต้องตื่นแต่เช้ามาช่วยเด็จแม่เตรียมของเชงเม้งด้วย

    เออ…..ใช่เลย! เชงเม้ง มันก้ต้องมีหมู เห็ด เป็ด ไก่ น่ะซี่ ฮ่าๆๆๆๆ อย่างงี้พรุ่งนี้ก้มีกลับแกล้มแล้วซิเรา

    อ่า….งั้นพรุ่งนี้ค่อยมาร่ำสุราต่อละกานโพ้เพ่ วานเน้ปายนอนก่อนหล่า ฮ่าๆๆๆๆ

  10. ป๊าดดดธ่อ!
    นึกว่าเอามาเชงเม้ง
    ซดเองซะนี่!

    ขอบพระคุณที่ผู้น้อนร่ำเมรัยแล้วยังไม่ลืมระลึกถึงผู้พี่
    ยังกรุณาบรรยายเสียพยาธิในท้องผู้พี่กระดุ๊กกระดิ๊ก น้ำลายไหลออกมากองข้างปาก

    วอดสะก้าจำพวกนั้นเขาคงเอาไว้ผสมค็อกเทลน่ะผู้น้อง

    วันนี้เชงเม้งเสร็จผู้น้องลอง เอาน้ำแข็งหลอดเล็กมาเหยือก น้ำหวานครึ่งแก้ว มะนาวสักสองลูก
    เทใส่เครืองปั่น รินวอดสะก้ากลิ่นวนิลาสักเป๊ก รินโซดาตามลงไป กดปุ่มปั่น
    เทเกลือป่นลงบนจานแบน เอาแก้วคว่ำลงไปให้เกลือป่นติดปากแก้ว
    จากนั้น ยกโถปั่นรินลงในแก้ว

    ผู้น้องก็จะได้ ‘มากาเร็ตต้า’ กลิ่นวนิลา จะให้ดีล่ะก็แจกจ่ายให้ทั่ว
    รับรองเมาสะบัดช่อ
    เมากันถ้วนหน้าเชียวล่ะผู้น้อง ฮา ฮา ฮา

    -น้ำลายไหย-

    อ้อ…ขอให้มีความสุขอบอุ่นในวันครอบครัวขอรับผู้น้อง

  11. ยามนภามีหมู่นกระเริงฟ้อน
    ยามดอกไม้สีอ่อนระบายร่ำ
    ยามบทเพลงใบไม้ไหวระบำ
    เฝ้าดิ่งดำคะนึงซึ้งถึงขวัญตา

    เมื่อต้องไกลหัวใจพะวงห่วง
    เห็นภมรซบทรวงช่อบุปผา
    ก็กลัวพ่อซบพักตร์ตักกานดา
    แม่สร้อยฟ้าศศิเมืองวิไลซ์

    นางคิ้วโก่งดั่งวาดจากคันศร
    แลเนื้ออ่อนสรรพางค์ต่างสดใส
    แฉล้มแย้มแก้มอิ่มยิ้มตรึงใจ
    จนพ่อลืมบ้านไพรไม่หวนเยือน

    สิ้นรอยรักอาลัยในลอมฟาง
    กระท่อมทางดอกหญ้าริมท่าเถื่อน
    ทิ้งทุ้งร้างห่างเหินเมินแสงเดือน
    สายไยเชือนสิ้นสวาทมาขาดกัน

    ปล่อยคนไกลให้เก้อเพ้อครวญคร่ำ
    เฝ้าอ่านคำสัญญาว่ารักมั่น
    หวานเรื่องราวสองเราคราวเหมันต์
    พอคิมหันต์ก็หวาดไหวในรอคอย

    คำสัญญาจากใจชายคนหนึ่ง
    เชื่อได้ครึ่งหรือไม่ในทุกถ้อย
    กลัวเหลือเกินกับคำอ้างต่างเลือนลอย
    ใจคงร้าวจนโศกสร้อยแสนอาดูร

    แวะมาส่งกลอนให้ท่านปู่ธุลีดินเจ้าค่ะ บ้านนี้ยังคึกนักเทียว

  12. ฮ่าๆๆๆๆ ที่แท้ก้อย่างงี้นี้เอง เหมือนไวน์แดงไว้กินกะเนื้อ ไวน์ขาวไว้กินกะหมิว เอ๊ย! กินกะปลา วอดก้าแต่งกลิ่นก้ต้องไว้กินกะค็อกเทลล์…ชิมิๆ

    นอกจากจะให้ความรู้แล้วยังบอกสูตรคอกเทลล์ให้ได้ท้องเสีย เอ๊ย! ให้ได้ลองชิมอีก ต้องขอบคุณผู้พี่อีหลี แต่ไม่รุจะมีโอกาสได้ลองเมื่อไหร่อะดิ

    ก้นะ….ผู้น้องมันคนมักง่าย ไอ้ของที่กรรมวิธีเยอะๆ อย่างงี้ลองให้ทำเองคงไม่ได้กินเป็นแน่ สงสัยต้องเก็บวอดก้าผลไม้พวกนี้ไว้ให้ผู้อื่นโซ้ยซะแล้ว ส่วนผู้น้องคงขอแบบเดิมๆ เพิ่มโซดา-น้ำแข็งดีกว่า พอดีว่าวันที่ไปส่งเครื่องคอมฯ ให้ที่ด่านฯ ผู้น้องลองแวะ duty free อีกรอบ แล้วก้ได้พบกับ smirnoff จนได้ แม้จะได้ ฉลากน้ำเงินที่แรงกว่าฉลากแดงมาก้ตาม แต่ก้โอขะรับพี่ท่าน เพราะกว่าจะหมดขวดคงอีกนานโขทีเดียว ฮ่าๆๆๆ

  13. แม่พลอยเอาจดหมายมาคืนให้พ่อเปรมค่ะ
    …………..

    พลิ้วเพลงกลอนผ่านมาเพลาค่ำ
    ว่าหวานล้ำถ้อยคำในจดหมาย
    โอ้ใจหนอ…เจ็บแปลบแทบละลาย
    เขาเป็นใครมีจดหมายถึงแม่พลอย

    เรียวโค้งรุ้งข้ามฟ้าคงมาส่ง
    แล้วบรรจงมอบจดหมายคลายเศร้าหงอย
    กระไรหนอหวิวไหวใจคนคอย
    คงล่องลอยเรื่อยไปในสายลม

    เห็นแม่พลอยพริ้มยิ้มก็อิ่มชื่น
    ด้วยใจรื่นชื่นใจให้สุขสม
    ร้อยอักษรกวีกานต์สานอารมณ์
    ร่วมพลิ้วพรมเพลงพิณจินตกวี

    จากพ่อเปรม
    ………………..

    อ่านคำกลอนอิ่มใจใครมาเยี่ยม
    แม่พลอยเตรียมกล้วยไข่ไว้สองหวี
    ต้อนรับแขกมาเลย์คงเท่ห์ดี
    เรือนไม่มีเบียร์เหล้าเหมือนเข้าบาร์

    ตอบจดหมายชายชื่อนิรนาม
    เขาเขียนยามแม่พลอยละห้อยหา
    กำลังใจมีให้ตลอดมา
    ส่งมาจากขอบฟ้ายามสายัณห์

    จากแม่พลอย

  14. ขอแปะโคลงไว้ก่อน……….พี่เอย
    หัว บ่ แล่นเสียเลย…………แต่เช้า
    วันนี้ยุ่งกว่าเคย…………….อย่าว่า กันนา
    คิดฮอดหลายเด้อเจ้า………สิเว้า ความจริง

    เพิ่งเช็คเมล์เจ้าค่ะ คาดว่าท่านคงยังไม่ได้อ่าน (และคงไม่เข้าไปอ่านอีกนาน) คุณ Plin ฝากเรื่องถามดังนี้เจ้าค่ะ

    “เห็นที่กระทู้ก้าวรอก้าว ที่ไป post ไว้ที่ winbookclub นี้ ท่านหนุงหนิงได้บอกว่า อาจให้เอา content ไป post ตามที่ต่าง ๆ ได้เลย ก็เลยจะขอถามว่า มี plan ไหมขอรับว่าเป็นที่ไหนบ้าง เพราะข้าพเจ้ารู้จัก webboard เพียงไม่กี่ที่ แล้วบาง web ก็ไม่สามารถ post code HTML ได้ด้วย เช่น pantip.com เป็นต้น

    อ้อ… แต่ว่า ข้าพเจ้าถือวิสาสะ post เล่นที่ blog ข้าพเจ้าแล้วล่ะ แต่ post เฉพาะปก กับ สารบัญ แล้วก็ link ไปที่ บ้านหนอก กับ kaawrowkaw.wordpress.com แล้วก็เขียนแนะนำนิดหน่อย กะให้คนที่เข้า blog ข้าพเจ้าได้รู้จักกับ ก้าวรอก้าวบ้าง

    ให้ดูตัวอย่างนะ

    http://www.oknation.net/blog/plin/2007/04/01/entry-1

    http://plin.exteen.com/20070401/entry-1

    http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=plin&month=04-2007&date=01&group=4&gblog=15

    ข้าพเจ้าเขียนแนะนำนิดหน่อยด้วย แต่ว่า… เขียนในเชิงว่า ไปพบกับ บ้านหนอนได้อย่างไร เพราะสารภาพว่า ข้าพเจ้ายังใหม่อยู่แล้วก็ยังไม่รู้จักบ้านหนอน กับ ก้าวรอก้าวมากพอ ยังไม่รู้เลยว่าพวกท่านมารวมตัวกันได้อย่างไร ที่เขียนแนะนำลงใน blog ก็เขียนแบบกลาง ๆ แบบไม่ได้รู้จักมักจี่กันพอ

    ก็เสนอว่า.. ถ้ามี plan จะเอาไป post ที่ webboard อื่น ๆ จริง รบกวนบอก link webboard เหล่านั้นให้ด้วย ข้าพเจ้าจะลองเอาไปแปะดู

    ส่วนที่ blog ส่วนตัว ข้าพเจ้า plan เองว่า ปกต่อไป ก็ตง post เฉพาะปกกับสารบัญ ที่ blog ข้าพเจ้าอีก แล้วทำ link ไป winbookclub และ ก้าวรอก้าว

    พวกท่านเห็นอย่างไรบ้างขอรับ”

    รบกวนตอบหน่อยนะท่าน ข้าพเจ้านอกจากเว็บบ้านหนอนแล้ว ก็ไม่เคยไปเยี่ยมชมเว็บไหนเลย ไม่มีไอเดียเจ้าค่ะ

    ราตรีสวัสดิ์เจ้าค่ะ

    ป.ล. เสาร์อาทิตย์หน้าไม่อยู่ ไปต่างจังหวัด ไม่ต้องเขียนมาทวงกลอนนะท่าน คนอะไร้…โลภมากเสียจริง แม่พลอยก็เขียนฝากไว้แล้วตั้งหลายบท ยังไม่พออีก

  15. อ้อ ลืมไปหลานกวิสราอีกคน เขียนมาฝากตั้งหลายบท

    หวัดดีจ้ะหลานกวิสรา ไม่ได้คุยกันนาน หวังว่าคงสบายดีนะจ้ะ

    ย่าเองสุขภาพทรุดโทรม ไม่ค่อยได้แวะเข้ามา ฝากดูแลปู่ด้วยล่ะ

  16. โอสองหวีเห็นทีกินไม่หมด
    พอมีน้ำให้ซดสักหน่อยไหม?
    มันติดคอพิกลชักจนใจ
    จะเก็บไว้กินที่บ้านร้านกาแฟ แฮ่ แฮ่!

    อา…ท่านกวิสรา
    ขอบพระคุณขอรับ
    นั่งโพสท์ก้าวฯเสียลิ้นห้อย
    เล่นเอาหวานไม่ออกเลย

    เจอ ‘คำหยาด’ เช่นนี้เห็นทีต้องขอหลับสักตื่นก่อนขอรับ
    แล้วจะขานขับเสภามากล่อมนวล

    ….
    ท่านย่าฯ ขอรับ
    สุขภาพทรุด
    ก็ขออย่าได้โทรม
    หวังให้ท่านหายวันหายคืน
    กลับฟื้นฟิตปั๊ง
    ดังเยาวเรศ แรกรุ่นเจริญศรี

    คารวะ

  17. วิสัชชนา(สหายพี่เถ้าขอรับ) : อ่า…กลับถึงออฟฟิชแล้วขอรับ เรียบร้อยปลอดภัยไร้ริ้วรอย โย่ว!!

    วิสัชชนา(สหายพี่สองขอรับ) : โอ่… คารวะด้วยใจจริงๆขอรับท่านพี่ ข้าวผัดห่อไข่ เอ้ย!! ใบบัวครานี้รสดียิ่งนัก คล้ายปรุงพิเศษเพื่อเกล้าน้องสามโดยเฉพาะ

    อ่า กาแฟดำยามเช้าที่เมืองหลวงขอรับเหล่าสหายทุกท่าน

    ข้าเจ้าลาไปรับหน้าวันจันทรแห่งชาติก่อน

  18. สิ่งที่ฝันคลับคล้าย………….เมฆลอย
    มือไขว่คว้าเกินสอย……………จับได้
    ดุจความรักดังดอย-……………ปุยนั่น
    สูงสุดเพียงจองไว้……….ยากแท้เอื้อมถึง

    สายธาราหลากล้น…………..ยามไหล
    เงาเลื่อมสะท้อนไหว……….อร่ามเรื้อง
    ใครหาญแหวกข้ามไป………..เคียงฝั่ง
    ดังรูปฉายเงาเยื้อง………..ยึดไว้ยังสูญ

    ดึกดื่นสวัสดิ์ค่ะพ่อเปรม

  19. สวรรค์เสก

    “หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต แม่ทัพใหญ่แห่งกองทัพธรรมยุคกึ่งพุทธกาล”

    .
    .

    “ท่านสมบุกสมบันมากนะหลวงปู่มั่น สมชื่อลือนามว่าเป็นโรงงานใหญ่
    โรงงานใหญ่นั่นคือโรงงานผลิตครูบาอาจารย์ทั้งหลาย ออกมาจากท่านทั้งนั้นนะ
    อย่างท่านอาจารย์สิม(หลวงปู่สิม พุทธาจาโร วัดถ้ำผาบ่อง)ก็เหมือนกัน ก็ลูกศิษย์ของท่าน

    ครูบาอาจารย์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังทั่วประเทศของเรานี้มีอยู่ทั่วๆ ไป ที่ออกไปจากหลวงปู่มั่น นี้ละโรงงานใหญ่ ออกจากนี้ทั้งนั้นเลย องค์ไหนที่มีชื่อเสียงกิตติศัพท์กิตติคุณ ฟังแล้วชื่นหูชื่นใจนี้ มีแต่ลูกศิษย์หลวงปู่มั่นทั้งนั้น

    ฟังสิ อย่างหลวงปู่แหวน หลวงปู่พรหม หลวงปู่ขาว

    หลวงปู่แหวนเท่าที่เราจำได้นะ ล้วนแล้วที่ผ่านมานั้นเป็นเพชรน้ำหนึ่ง ออกมาจากเชียงใหม่นี่ก็ 4 องค์แล้ว จากนั้นก็ลำดับลำดาไป ไม่ทราบองค์ไหนอยู่ที่ไหนๆ บ้าง ก็ล้วนแล้วแต่ออกจากโรงงานใหญ่ที่ท่านแนะนำสั่งสอนไปแล้วทั้งนั้น จึงว่า โรงงานใหญ่ๆ

    ชื่อเสียงท่านมาดังเอาตอนเราเขียนประวัติท่านนี่ละ แต่ก่อนไม่ดัง ท่านอยู่ใต้ดินเงียบๆ ท่านไม่สนใจกับใครนะ ประชาชนญาติโยมเข้าหาท่านไม่ถึงเพราะท่านอยู่ในป่าในเขา ท่านไม่ออกมานอกๆ ทีนี้พออายุขัยของท่านจวนๆ แล้ว ท่านจึงออกมาแถวนี้ อย่างบ้านหนองผืออะไรเหล่านี้นะ แต่ก่อนท่านอยู่ลึกๆ นี่ละโรงงานใหญ่ของสายกัมมัฏฐาน ลูกศิษย์ลูกหาของท่านมีมาก เพชรน้ำหนึ่งทั้งนั้นนะ ไม่ใช่ธรรมดา ที่ออกชื่อมานี้ประเภทเพชรน้ำหนึ่งๆ ทั้งนั้น หลายองค์

    (หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโณ วัดป่าบ้านตาด จ.อุดรฯ)

    .
    .

    “แน่ะ ท่านดูลย์มาแล้ว ท่านดูลย์มาแล้ว” ภิกษุชรารูปหนึ่งกล่าวขึ้นท่ามกลางประชุมสงฆ์ซึ่งนั่งรายล้อมท่านอยู่ ขณะเห็นพระภิกษุรูปหนึ่งสะพายบาตรแบกกลดตรงเข้ามา หลังจากพระหนุ่มรูปนั้นกราบนมัสการท่านแล้ว พูดคุยไต่ถามถึงความเป็นมาตามสมควร แล้วกราบเรียนท่านอาจารย์ใหญ่ขึ้นว่า

    “เดี๋ยวนี้กระผมเข้าใจแล้วครับ กระผมทำความรู้จักกับกิเลสของกระผมได้ดีแล้ว คือถ้ารวมกันทั้งหมดแล้วแบ่งเป็น 4 ส่วน ส่วนที่ 1 นั้นกระผมละได้เด็ดขาดแล้ว ส่วนที่ 2 กระผมละได้ครึ่งหนึ่ง ยังเหลืออีกครึ่งหนึ่ง ส่วนที่ 3 และส่วนที่ 4 กระผมยังละไม่ได้”

    “เก่งมาก ฉลาดมาก ที่สามารถรู้จักกิเลสของตนเองและการปฏิบัติที่ผ่านมา ที่เล่าบอกนั้นก็เป็นการถูกต้องดีแล้ว ต่อไปนี้ให้พิจารณา สัพเพ สังขารา สัพพสัญญา อนัตตา”

    พระภิกษุหนุ่มรูปนั้นน้อมรับหัวข้อธรรมที่ผู้เป็นอาจารย์ใหญ่ประสิทธิ์ประสาทให้ นำมาพิจารณาตริตรองอย่างต่อเนื่อง กระทั่งเกิดความสว่างไสวในใจ รู้แจ้งชัดขึ้นว่า…เมื่อสังขารดับไปแล้ว ความเป็นตัวตนจักมีไม่ได้ เพราะไม่ได้เข้าไปปรุงแต่ง ครั้นเมื่อความปรุงแต่งขาดไป ความทุกข์จะเกิดขึ้นได้อย่างไร…พระหนุ่มรูปนี้ได้จับใจความแห่งอริยสัจจ์แห่งจิตได้ว่า

    1. จิตที่ส่งออกนอกเพื่อรับสนองอารมณ์ทั้งสิ้น…….เป็นสมุทัย
    2. ผลอันเกิดจากจิตที่ส่งออกนอกแล้วหวั่นไหว……เป็นทุกข์
    3. จิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้ง……………………….เป็นมรรค
    4. ผลอันเกิดจากจิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้ง…………เป็นนิโรธ

    ครั้นล่วงเข้าวัยชรา พระภิกษุรูปนี้เคยกล่าวถึงพระอาจารย์ใหญ่ของท่านว่า
    “ท่านพระอาจารย์ใหญ่มั่น เป็นผู้มีญาณใหญ่ไม่มีใครเทียบเท่าได้”(ในสมัยนี้)

    (หลวงปู่ดูลย์ อตุโล วัดบูรพาราม จ.สุรินทร์)

    .
    .

    ณ บ้านป่าเมี่ยง หมู่บ้านชาวเขาเล็กๆ ในป่าลึกบนเทือกเขาดอยแม่ปั๋ง เวลาประมาณบ่าย 4 โมง เย็นวันนี้ พระภิกษุชรารูปหนึ่งกำลังเดินจงกรมด้วยอาการสงบ อย่างบุคคลผู้ครองสติอย่างเต็มเปี่ยม

    พระภิกษุหนุ่มรูปหนึ่งอายุ 32 ปี 12 พรรษา สะพายบาตรแบกกลดเดินดงรอนแรมติดตามหาท่านมานานหลายเดือน ครั้นพบพระอาจารย์ใหญ่ดั่งใจปรารถนา จึงตรงรี่เข้าไป ก้มกราบแทบฝ่าเท้าด้วยความเคารพอย่างสูงสุด กราบเล่าถวายถึงความเป็นมาแล้ว จึงขอโอกาสถามปัญหาที่ค้างคาในอกเป็นแรมปีขึ้นว่า

    “ที่เกล้ากระผมต้องตามหาท่านพระอาจารย์ในครั้งนี้ คืออยากจะขอความกรุณาให้ท่านพระอาจารย์ได้ช่วยแก้อุบายภาวนาให้ เพราะกระผมได้คิดและได้ศึกษากับหมู่คณะมามากแล้ว เห็นว่านอกจากท่านอาจารย์แล้ว คงไม่มีใครแก้อุบายนี้ให้กระผมได้แน่…”

    เมื่อรับฟังปัญหาจบ ภิกษุชรา รูปร่างสันทัด ค่อนไปทางผอมบาง นิ่งอยู่ครู่หนึ่ง แล้วกล่าวขึ้นด้วยเสียงอันสดใสกังวานไปในราวไพรว่า

    “ถ้าองค์ไหนดำเนินตามรอยของผมจนชำนิชำนาญมั่นคง องค์นั้นย่อมเจริญก้าวหน้า อย่างน้อยก็คงตัวอยู่ได้ตลอดรอดฝั่ง ถ้าองค์ไหนไม่ดำเนินตามรอยของผม องค์นั้นย่อมอยู่ไม่ทนทาน ต้องเสื่อมหรือสึกไป ผมเองหากมีภาระมากยุ่งกับหมู่คณะ ประกอบความเพียรไม่สม่ำเสมอ เพ่งพิจารณาในกายคตาไม่ละเอียด จิตใจก็ไม่ค่อยจะปลอดโปร่ง

    การพิจารณาอย่าให้จิตหนีออกจากกาย อันนี้จะชัดเจนแจ่มแจ้งหรือไม่ก็อย่าได้ท้อถอย เพ่งพิจารณาอยู่ ณ ที่นี้ละ จะพิจารณาให้เป็นอสุภะหรือให้เป็นธาตุก็ได้ หรือจะพิจารณาให้เป็นขันธ์ หรือให้เป็นไตรลักษณ์ก็ได้ทั้งนั้น แต่ให้พิจารณาเพ่งลงในเฉพาะเรื่องนั้นจริงๆ ตลอดอริยาบททั้งสี่ แล้วก็มิใช่ว่าเห็นแล้วจะหยุดเสียเมื่อไหร่ จะเห็นชัดหรือไม่ชัด ก็พิจารณาอยู่อย่างนั้นแหละ เมื่อพิจารณาอันใดชัดเจนแจ่มแจ้งด้วยใจตนเองแล้ว สิ่งอื่นนอกจากนี้จะมาปรากฏชัดในที่เดียวกันดอก”

    พระภิกษุหนุ่มรูปนั้นได้นำอุบายภาวนาบทนี้มาพิจารณาจนแจ่มชัด กระทั่งเข้าใจและรู้แจ้งเรื่องธาตุสี่ ขันธ์ห้า อายตนะสิบสอง หรือรูปนามของตนเอง ภายหลังเมื่อล่วงเข้าวัยชรา ท่านมักจะพูดอาจารย์ใหญ่ของท่านให้ลูกศิษย์รุ่นหลังฟังด้วยความเคารพอย่างสุดประมาณว่า

    “ท่านพระอาจารย์ใหญ่มั่น มีความสงบเยือกเย็นเป็นที่สุด อยู่ด้วยกันมากๆ นี้ ต่างคนต่างทำ ไม่พูดไม่คุยกัน คือลักษณะของท่านผู้สงบ มีแต่เร่งทำความเพียรอย่างเดียว นั่นปฏิปทาของท่านพระอาจารย์ใหญ่มั่น ท่านมีรูปร่างเล็ก แต่เทศน์เสียงดังชัดเจน ไม่มีสะทกสะท้าน กล้าหาญสมเป็นนักปฏิบัติจริงๆ ไม่มีความสะทกสะท้าน ไม่มีความหวั่นไหว”

    (หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี วัดหินหมากเป้ง ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย)

    .
    .

    เย็นวันหนึ่งภิกษุรูปร่างผอม สูงโปร่ง และอีกรูปหนึ่ง ค่อนข้างเตี้ย หุ่นเล็กๆ ดำคล้ำ ทั้งสองรูปห่มจีวรสีกรักเข้ม เก่าคร่ำคร่า ผ่านการปะผุมานับรอยไม่ถ้วน กลดที่แบกมาด้วยก็ขาดหวิ่นจนแทบไม่เหลือสภาพเดิม เดินเข้ามาในสำนักป่าบ้านหนองผือนาใน ภิกษุชราก็รับรู้ได้ถึงการมาของทั้งสอง จึงบอกพระหนุ่มเณรน้อยที่อยู่บริเวณนั้นขึ้นว่า

    “นั่นๆ ท่านขาว ท่านชอบ มาแล้ว ไป…ไปต้อนรับท่าน” ภิกษุหนุ่มเณรน้อยเหล่านั้น เคยได้ฟังอาจารย์ใหญ่เล่าถึงความฉกาจฉกรรจ์ด้านจิตภาวนา ของ “พี่ชายใหญ่” ทั้งสองรูปนี้มานานแล้ว จึงกุลีกุจอออกไปต้อนรับทันที

    เย็นวันนี้ พระภิกษุและสามเณรในสำนักป่าบ้านหนองผือ ต่างกระหยิ่มยินดีต่อการมาของพระมหาเถระทั้งสอง ทุกรูปล้วนทราบดีว่า คราใดที่พระผู้ใหญ่กลับจากธุดงค์ มักจะมี “ของจริง” มากราบเรียนถวายให้ท่านพระอาจาย์มั่นทราบ มิพักจะพูดถึงท่านทั้งสองที่เพิ่งกลับมาในวันนี้ ต่างเป็นผู้ได้รับคำพยากรณ์จากพระอาจารย์ใหญ่มั่นแล้ว การมาถึงของท่านทั้งสองนั้น ประดุจพญาช้างสารที่กลับออกมาจากการตระเวนไพรก็ไม่ปาน

    ‘สงสัยคืนนี้จะมีธรรมสากัจฉาโต้รุ่ง’ สามเณรบุญเพ็งคิด (ทุกวันนี้คือ หลวงปู่บุญเพ็ง เจ้าอาวาสวัดถ้ำกองเพล ต่อจากหลวงปู่ขาว)

    “บุญเพ็งไปปูเสื่อ” หลวงปู่มั่นสั่งสามเณรบุญเพ็ง “จัดไกลๆ หมู่เลยนะ ท่านชอบ ท่านขาว ท่านชอบป่านะ จัดให้อยู่ในป่าเลย”

    สามเณรบุญเพ็งในครั้งนั้นยังจำความประทับใจที่ได้ต้อนรับ “ศิษย์พี่ใหญ่” ทั้งสองรูปได้เป็นอย่างดี สามเณรได้ไปปูเสื่อและกางกลดให้อาจารย์ขาวใต้ต้นมะไฟป่า ส่วนอาจารย์ชอบอยู่ใต้ต้นหมากเม่าห่างกันออกไป

    ตกค่ำ เมื่อพระสงฆ์สามเณรมานั่งบนลานดินพร้อมหน้า พ่อแม่ครูอาจารย์มั่น (พระป่าจะเรียกอาจารย์ของตนว่า พ่อ-แม่-ครู-อาจารย์ เพราะว่าท่านเป็นมากกว่าพระอาจารย์ธรรมดา) ก็ “ประหน้า” ศิษย์เอกทั้งคู่ ด้วยเทศนากัณฑ์ใหญ่ขึ้นก่อนว่า

    “กลัวแต่คนอื่นจะเห็นตับไตไส้พุงของตัว แต่ตัวเองไม่สนใจดูตับไตไส้พุงและจิตใจของตัวเองว่ามีอะไรอยู่ในนั้น มัวเพลินดู เพลินฝัน เพลินคิดแต่เรื่องคนอื่น กลัวเขาจะมาเห็นตับไตไส้พุงของเรา คิดส่งออกไปนอก ไม่สนใจคิดเข้ามาภายใน นักปฏิบัติเราไม่สนใจดูกายดูใจของตัวเอง จะหาความฉลาดรอบรู้มาจากไหน” หลวงปู่มั่นกราดสายตาอันคมกริบใส่หลวงปู่ขาว แล้วก็นิ่งอยู่ด้วยความสำรวม

    เรื่องของเรื่องคือ ระหว่างทางก่อนที่จะมาถึงสำนักบ้านหนองผือนั้น คืนหนึ่งท่านทั้งสองตั้งใจพิจารณากายคตานุสติปัฏฐาน ถวายบูชาท่านพระอาจารย์มั่นเป็นพิเศษ ทว่าหลวงปู่ขาว ได้หลุดปากปรารภกับหลวงปู่ชอบว่า

    “เราพิจารณากายกันอยู่ทางนี้ ที่โน่น…ป่านนี้ ท่านพระอาจารย์มั่นคงนั่งภาวนามองดูตับไตไส้พุงของพวกเราทะลุปรุโปร่งหมดแล้วก่อนที่เราจะไปถึงท่าน เครื่องในตับไตไส้พุงของเราคงไม่มีอะไรเหลือ ท่านคงขยี้คลี่คลายดูแหลกลาญเป็นจุณไปหมดแล้วด้วยญาณของท่าน” คิดเพลิน…เพลินคิดกันไปเพียงเล็กน้อย ยังไม่วายถูกเตือน!!

    ช่วงที่หลวงปู่ชอบมาอยู่กับหลวงปู่มั่นในสำนักป่าบ้านหนองผือนี้ หลวงปู่มั่นจะวางใจให้ท่านช่วยงาน 3 อย่างคือ

    1. จับขโมย–พระหนุ่มเณรน้อยรูปใดขโมยคิดนอกลู่นอกทาง หลวงปู่ชอบ จะทำหน้าที่ตักเตือนแทนหลวงปู่มั่น
    2. ต้อนรับแขก–แขกที่มาขอฟังธรรมหลวงปู่มั่นนั้น บางคืนจะมามาก มาพร้อมกันหลายภพหลายภูมิ ท่านจะบอกให้เทพเหล่านั้นแยกกลุ่มมาฟังธรรมหลวงปู่ชอบด้วย
    3. ช่วยดูแลพระเณร–เป็นที่รู้กันในหมู่ศิษย์ของหลวงปู่มั่นว่า ในเรื่องปรจิตตวิชา คือการล่วงรู้ใจของผู้อื่นแล้ว หลวงปู่ชอบก็ว่องไวไม่แพ้หลวงปู่มั่น ท่านจึงมีส่วนช่วยหลวงปู่มั่นมาก ในเรื่องช่วยอบรมพระเณรให้อยู่ในร่องในรอย

    เคยมีผู้กราบเรียนถามหลวงปู่ชอบว่า โดยมากพระมักจะ “ขโมยคิด” ในเรื่องใด
    หลวงปู่จะตอบยิ้มๆ ด้วยเมตตาว่า “ส่วนมากจะคิดฮอดผู้สาว บางทีก็คิดประมาทธรรม ประมาทครูบาอาจารย์ เป็นบาปอย่างยิ่ง ต้องทักท้วง”

    (หลวงปู่ชอบ ฐานสโม วัดป่าสัมมานุสรณ์ วังสะพุง จ.เลย)

    .
    .

    ปี พ.ศ. 2450 ณ อุโบสถวัดบ้านสร้างถ่อ อ.หัวตะพาน จ.อุบลฯ
    พระภิกษุใหม่รูปหนึ่งได้ตั้งสัจจาธิษฐานว่า

    “ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ข้าพเจ้าขออุทิศชีวิตพรหมจรรย์ของข้าพเจ้าแด่พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ด้วยอำนาจของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ก็ดี ด้วยอำนาจบุญบารมีของข้าพเจ้าที่ได้อบรมสั่งสมมาก็ดี ขอให้ข้าพเจ้าได้พบหรือได้ข่าวครูบาอาจารย์ผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ผู้สามารถแนะนำสั่งสอนข้าพเจ้าได้ แม้ท่านจะอยู่ ณ ที่ใดๆ ก็ตาม ขอให้ข้าพเจ้าได้พบหรือได้ยินข่าวของท่านในเร็ววัน เมื่อข้าพเจ้าออกปฏิบัติแล้ว อุปสรรคใดๆ จงอย่าได้มีแก่ข้าพเจ้าเลย”

    เมื่อตั้งสัจจาธิษฐานแล้วทำให้ขนลุกซู่เย็นซาบซ่านไปทั่วทั้งตัว เบากายเบาใจ จิตใจปลอดโปร่งตลอดคืน

    ไม่กี่วันต่อมา พระหนุ่มทราบว่าท่านพระอาจารย์จวง บ้านธาตุเทิง เพิ่งกลับมาจากการไปกราบพระอาจารย์มั่น พระหนุ่มน้อยรูปนั้นจึงเดินทางไปหาเพื่อสืบข่าว ซึ่งท่านพระอาจารย์จวงเล่าให้พระหนุ่มฟังว่า

    “บรรดาครูบาอาจารย์ที่ออกปฏิบัติเวลานี้ คงจะไม่มีใครเกิน “ญาครูมั่น” ไป ครั้งแรกผมก็ได้ยินแต่กิตติศัพท์ที่มีผู้เล่าให้ฟังว่า ท่านเทศน์เก่ง รู้ใจคนฟัง มีผู้คนไปฟังธรรมจากท่านมากมาย ครั้งแรกผมเชื่อบ้างไม่เชื่อบ้าง ต่อมาผมมีโอกาสเดินทางไปอุดร ผมจึงไปกราบนมัสการฟังธรรมจากท่าน

    พอผมไปถึง ผมยังไม่ได้พูดอะไรเลย ท่านพูดอย่างนั้นอย่างนี้ จนผมไม่กล้าพูดอะไร ผมกลัวท่านมาก ท่านรู้ใจเราจริงๆ

    เมื่อผมได้กราบนมัสการฟังธรรมจากท่านแล้ว ผมก็ลาท่านกลับมาถึงวัดได้ไม่กี่วันนี้เอง ไม่กล้าอยู่กับท่านนานวัน เพราะท่าทางคำพูดของท่านน่ากลัว ถ้าท่านจะไปศึกษาอยู่กับท่านอาจารย์มั่นก็ไปเถิด ผมยังมองไม่เห็นใครเวลานี้นอกจาก “ญาครูมั่น” องค์เดียว ท่านปฏิบัติได้เด็ดเดี่ยวจริงๆ ท่านชอบไปองค์เดียว ไม่ชอบไปเป็นหมู่คณะ มีนิสัยหลีกเร้น ปรารภความเพียรไม่ท้อถอย มีพระภิกษุสามเณรและประชาชนจำนวนมาก ไปกราบนมัสการและฟังธรรมจากท่านเสมอไม่ได้ขาด”

    เมื่อได้ฟังดังนั้น พระหนุ่มเกิดศรัทธาจับจิต จึงกราบลาพระอาจารย์จวงกลับวัด แล้วเก็บบริขารเท่าที่จำเป็นใส่ย่าม ออกเดินทางจากบ้านธาตุเทิง มุ่งตรงไป ม่วงสามสิบ คำเขื่อนแก้ว ยโสธร เลิงนกทา มุกดาหาร คำชะอี นาแก สกลนคร พรรณานิคม สว่างแดนดิน หนองหาร อุดร ฝ่าภัยนานาประการ กระทั่งลุถึง บ้านผือ

    มันเป็นการเดินทางออกจากบ้านครั้งแรก ที่ยาวไกล ฝ่าความลำบาก ผจญความกันดารของพระหนุ่มผู้นี้ ท่านพยายามสืบเสาะหาพระอาจารย์มั่นไปเรื่อย กระทั่งรู้ว่า ตอนนี้หลวงปู่มั่นพำนักอยู่ที่ป่าดงมะไฟ บ้านค้อ นี่เอง

    บ่ายวันนั้น เมื่อเตรียมตัวเตรียมใจดีแล้ว พระหนุ่มจึงมุ่งสู่ดงมะไฟ พอเข้าไปในเขตป่าที่สงบ สะอาด ก็เจอพระภิกษุชรารูปหนึ่ง เกิดความรู้สึกแปลกประหลาด เพราะท่านเป็นพระรูปร่างเล็กๆ ผอมบาง แต่การเคลื่อนไหวคล่องแคล่ว นุ่มนวล พอเห็นพระหนุ่มท่านก็ทักขึ้นด้วยน้ำเสียงกังวานว่า

    “มาจากไหน เออ ต่อไปนี้ให้ภาวนา ความรู้ที่เรียนมาให้เอาใส่ตู้ไว้ก่อน”

    เพียงแค่คำว่า “ต่อไปนี้ให้ภาวนา” เท่านั้น เป็นเหมือนน้ำเย็นชโลมใจให้พระหนุ่มมุ่งมั่นต่อการภาวนาอย่างเอาจริงเอาจัง ซึ่งหลางปู่มั่นจะเน้นย้ำว่า

    “ให้ตั้งใจภาวนาอย่าได้ประมาท ให้มีสติอยู่ทุกเมื่อ อย่าเห็นแก่การพักผ่อนหลับนอนมากนัก การปลีกตัวไปภาวนาอยู่ตามสถานที่ที่น่าเกลียดน่ากลัวนั้น จะทำให้จิตรวมตัวเร็ว สติก็มั่นคงประจำอิริยาบถ มีสติเป็นเพื่อนในการเคลื่อนไหวไปมา เพราะในที่ที่มีอันตรายอยู่เฉพาะหน้าเช่นนั้น สติสัมปชัญญะจะเป็นเพื่อนไปด้วยเสมอ”

    ศึกษาหลักธรรมอยู่พอสมควรแล้ว พระหนุ่มจึงออกธุดงค์เดี่ยวข้ามโขงไปฝั่งลาว ณ หมู่บ้านแห่งหนึ่ง พระหนุ่มรูปนี้ไปเจอสตรีนางหนึ่งเข้า นางทำให้ท่านต้องปั่นป่วน จนต้องหนีกระเซอะกระเซิงกลับฝั่งไทย แล้วดั้นด้นตามหาหลวงปู่มั่นอีกครั้ง จนมาเจอท่านที่ป่าเมี่ยงห้วยทราย อำเภอพร้าว เชียงใหม่

    ณ จังหวัดเชียงใหม่นี่เอง ที่เจ้าแห่งอวิชา มหาอาสวะหลวง ได้ขาดสะบั้นบรรลัยลงจากใจของพระหนุ่มรูปนี้

    (หลวงปู่แหวน สุจิณโณ วัดดอยแม่ปั๋ง จ.เชียงใหม่)

    .
    .
    .
    .

    โฮ้ยยยยยยย เหนื่อยยยยยย แต่ก็อยากเล่าให้ฟังอีกหลายองค์ หลายรูปขอรับท่านพี่เถ้า พี่สาม เป็นต้นว่า

    หลวงปู่ขาว อนาลโย
    หลวงปู่ฝั้น อาจาโร
    หลวงปู่สิม พุทธาจาโร
    หลวงปู่ตื้อ อจลธัมโม
    หลวงปู่จวน กุลเชฏโฐ
    หลวงปู่ชา สุภัทโท
    หลวงปู่หล้า เขมปัตโต
    หลวงปู่เหรีญ วรลาโภ
    หลวงปู่มหาบัว ญาณสัมปันโน
    หลวงปู่สมชาย ฐิตวิริโย (วัดเขาสุกิม)
    หลวงปู่คำพอง ติสโส
    หลวงปู่ท่อน ญาณธโร
    ฯลฯๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

    แต่ละองค์แต่ละท่าน ตอนที่เข้าไปศึกษาอบรมกับหลวงปู่มั่นนั้น
    เกล้ากระผมอ่านแล้วให้รู้สึกซาบซึ้งเหลือเกิน (มีรวมอยู่ในหนังสือ “บูรพาจารย์”)
    อันแสดงให้เห็นว่า แนวทางการสอนแบบเถื่อนๆ ตรงๆ ของหลวงปู่มั่นนั้น ทรงประสิทธิผล และสร้างพระแท้ได้ดีกว่าหลักสูตรของมหามงกุฏฯ มหาจุฬาฯ เป็นไหนๆ

  20. โอว โอว โอว คารวะสวัสดิ์ขอรับสหายท่านพี่สอง

    นำคำลงท้ายมาขึ้นต้นเพราะเป็นคำขึ้นต้นขอรับ
    สมควรขึ้นต้นด้วยคารวะเสียจริง ๆ

    คารวะในอุตสาหะการที่สหายพี่สองให้ความกรุณาสละเวลาโม่พุทธธรรมอักษราจนได้หัวกะทิธรรมออกมาให้เราท่านสหธรรมิกได้นำมาละลายเจือจางผสมโน่นปรุงนี่ไปตามแต่จะลงมือแกงอะไร

    ขอสหายที่สองอย่าได้สงสัยใจว่าข้าพเจ้านี้ช่างย้ำคิดย้ำธรรม เอ้ย ทำ เสียอย่างกับอะไรดีเชียวนะพระคุณ หากผู้น้อยคงใคร่จะสอบความพี่ท่านอีกทีและอีกหลาย ๆ ทีว่า การนี้สหายท่านพี่สองได้สละคราบเวลาไปสักกี่มากน้อย เพราะดูแล้วช่างยาวเหยียดสาสมใจเสียเหลือกำลัง เกล้ากระผมได้แต่มองตาปริบ ๆ ครุ่นคิดว่า หากตัวเองเขียนได้เช่นนี้บ้าง วันละพรืดเช่นนี้ ไอ้กระรอกน้อยมันคงเป็นฝั่งเป็นฝาไปเสียแต่ปีมะโว้แล้ว ผิดแต่เกล้ากระผมขยิกไปได้ทีละดึ๊บ ละดึ๊บ เห็นแล้วมันน่าแค้นใจตัวเองนัก

    ผ่านตาลงมาเรื่อย ๆ อย่างคล่องคลองจักษุ
    จนลุถึงท่อนจบล่ะขอรับสหายท่านพี่สอง
    ผู้น้อยจึงได้เกิดอาการโพล่ง ‘ฉงน’ ขึ้นมา

    ลองเหลีอบมองข้างบน ที่สองบรรทัดสุดท้ายขอรับ

    ๑.ยามมองด้วยตาเนื้อของเราคงต้องสำรวจใจอีกสักหลายตลบ
    “แน่ใจหรือขอรับว่า ‘พระแท้’?”
    ..
    ..
    ..

    ท่านอาจจะพ้นจากความเป็น ‘พระ’ ไปแล้วก็ได้กระมังขอรับ !

    ๒. หากจิตยังวนเวียนอยู่กับ ‘เราดีกว่าท่าน’ คงต้องเวียนวนอยู่กับการเปรียบเทียบ ยกตนข่มท่านร่ำไป วันใดกันเล่าจักก้าวพ้นวัฏฏะ?

    น้อมคารวะ

  21. สวรรค์เสก

    1. ปุจฉา (โดยพี่เถ้าธุลีดิน) : ยามมองด้วยตาเนื้อของเราคงต้องสำรวจใจอีกสักหลายตลบ “แน่ใจหรือขอรับว่า ‘พระแท้’?”

    วิสัชชนา (โดยน้องสอ) : ยากขอรับพี่เถ้า
    หากเพียงแค่มองด้วยตาเนื้อ
    หากเพียงฟังแค่เสียงกระทบโสต
    หากเพียงอ่านแค่ตัวอักษร และแม้…
    หากเพียงคิดตามหลักการและเหตุผล

    ยากนัก ยากที่จะบอกได้ว่าอะไรแท้ อะไรปลอม
    เกล้ากระผมก็ไม่รู้ด้วยท่านดอก ว่าท่านเหล่านั้นเป็นพระแท้หรือเปล่า
    แต่ก็พูด ก็เขียนไปด้วยความเขลาของตัวเท่านั้น

    ขอพี่เถ้าได้โปรดพิจารณา

    2. ปุจฉา (โดยพี่เถ้าคนเดิม ใจเดียว) : หากจิตยังวนเวียนอยู่กับ ‘เราดีกว่าท่าน’ คงต้องเวียนวนอยู่กับการเปรียบเทียบ ยกตนข่มท่านร่ำไป วันใดกันเล่าจักก้าวพ้นวัฏฏะ?

    วิสัชชนา (โดยน้องสอง รูปหล่อ) : นี่สิ ถึงจะเรียกว่ารักกันจริง!
    เห็นผู้น้องแสดงอากัปกิริยาใด ที่ผงาดอัตตา “โชว์เหนือ” แบบสุ่มสี่สุ่มห้า
    พี่ท่านก็อาศัยเมตตาจิต สะกิดเตือนนิ่มๆ ด้วยหวังดี
    พอให้เกล้ากระผมได้มีสติตรึกตรอง

    ครับ! ก็ในเมื่อ…
    สุ่ม-เป็นภาชนะจับปลาชนิดหนึ่ง
    สุ่มสี่สุ่มห้า-เป็นกิริยาที่บ่งบอกว่าบุคคลผู้นั้นกำลังทำอะไรมั่วๆ ด้วยความไม่รู้จริง
    โชว์เหนือ-คือกิริยาที่อวดโอ่ อันเป็นที่น่ารังเกียจของประชุมชนทุกชนชั้น
    โชว์เหนือแบบสุ่มสี่สุ่มห้า-คือกิริยาที่นายสอ-นักธรรมะจอมปลอม ชอบกระทำ
    วันใดเล่าจักก้าวพ้นจากวัฏฏะ?-คือคำเตือนของท่านพี่ที่ตรงใจผู้น้องยิ่งนัก

    ขอบคุณขอรับพี่ท่าน เกล้ากระผมจะระมัดระวังให้มากกว่านี้

    3. ปุจฉา (อีกแล้วครับทั่น) : ใช้เวลาในการโม้ไปมากเท่าใด?

    วิสัชชนา (ก็ว่ากันไปตามเพรง) : ประมาณ 3 ชั่วโมงได้ละกระมังครับกระผม
    แต่กระผมไม่ได้เขียนเองทั้งหมดดอกนะขอรับ นั่งสะแกนอ่านจากหนังสือ “บูรพาจารย์” แล้วก็คัดลอกพิมพ์แปะออกมาเอาทีเดียวเชียว
    ผมจะเขียนเรียบเรียงบ้างนิดๆ หน่อยๆ ตอนตัดเนื้อเรื่องมาเชื่อมกัน

    การณ์ก็เป็นด้วยประการะฉะนี้แล.

  22. เกียจคร้านสวัสดิ์ขอรับสหายพี่สอง

    ข้าพเจ้าคร้านมาสองวันเต็ม ๆ เข้าให้แล้ว
    คร้านจะเขียน!
    ด้วยเหตุอันมีน้ำหนักพอให้เชื่อได้ว่า ลังเลไม่รู้จะดำเนินเรื่องต่ออย่างไรดี เขียนไม่ออก ไม่มีอารมณ์ คอเคล็ดปวดมากรบกวนสมาธิ พายุลมแรงกลับมาเยี่ยมเยือนมาเขย่าขนำเสียไม่เป็นอันทำอะไร ครั่นเนื้อครั้นตัว

    เอาล่ะแค่นี้คงพอจะช่วยให้เกิดความชอบธรรมกับผลที่ตามมาอันคือ คร้านเขียน ได้ละกระมัง

    มันเป็นความรู้สึกขัดแย้งในใจแปลก ๆ อยู่นะขอรับสหายท่านพี่สอง
    ไม่ได้มีใครมาบังคับให้เขียนสักหน่อย
    แต่ทำไมต้องรู้สึกผิดเวลาเกิดขี้เกียจเขียน
    หากต้องทำในสิ่งที่ไม่ชอบก็ไปอย่าง
    แต่นี้เป็นสิ่งที่รักที่ชอบ แล้วทำไมยังมีขี้เกียจ

    หรือข้าพเจ้าหาได้รักจริง ชอบจริง ๆ ขอรับ ?

    เอ…รัก…ไม่รัก…รัก…ไม่รัก…รัก….ไม่รัก…

    OOO

    สหายพี่สองขอรับ ปุจฉาข้อแรก ข้าพเจ้าเย้าท่านน่ะขอรับ ท่านเห็นบรรทัดบนแล้วไยจึงมองผ่าน บรรทัดล่างไปเสียเล่า

    คำ ‘ท่านอาจจะพ้นจากความเป็น ‘พระ’ ไปแล้วก็ได้กระมังขอรับ !’

    ตีความได้สองแง่สองง่าม
    คิดออกยัง?
    ออกยัง?
    ออกยัง?

    OOO

    ขอบพระคุณสำหรับความกรุณามุทิตาอุเบกขาที่ได้ช่วยบอกกล่าวเวลาที่ใช้ในการขึ้นธรรมาสน์ของท่าน ขออย่าได้สงสัยใจเลยนะขอรับว่า ‘มันจะถามไปทำตะบักตะบวยอะไร?’
    ข้าพเจ้าหวังนำมาเป็นกระจกเงามองหางอึ่งตนเอง ว่ามันกระดิ๊กเชื่องช้าเพิ่มขึ้นหรือลดลงประการใด

    อีกทั้งยังรำลึกเสมอแทนที่ท่านจะเอาเวลาไปนั่งแลกเปลี่ยนภาษาเชิงสังวาสกับแม่แหม่มหน้าแฉล่มสักนาง กลับนำมาจิ้มนิ้วทักทายเหล่าสหายร่วมแนว ข้าพเจ้าเสียอีกยามนี้ชักรู้สึกตัวเองว่าเห็นแก่ตัว!
    ข้าพเจ้าไม่ไปทักทายป๋าไอซ์ ไม่เขียนตอบยาว ๆ สหายที่บ้านหนอน หวังเอาเวลาทั้งหมดที่มีเขียนงานที่ตั้งใจไว้

    อา…โม้ไปโม้มา…คิดขึ้นได้!

    บางทีหากสามารถเอา ‘งานที่ตั้งใจจะเขียน’ กับ ‘แวะทักทายสหาย’ มารวมเป็นเรื่องเดียวกันได้ก็น่าจะดีนะขอรับ ยิงสหายนัดเดียวได้สหายสองงาน ฮ้า ฮ้า ฮ้า

    เห็นทีต้องกลับเข้ากิจวัตรประจำวันแล้วล่ะขอรับ
    งานเกษตรเป็นงานที่ไม่เคยก่อความขี้เกียจเลย
    เป็นงานที่ออกกำลังกายไปด้วยทำงานไปด้วย
    ทั้งยังได้อยู่กับแดดกับลม
    ความขี้เกียจห่างหายไปจากข้าพเจ้าเสียเป็นนาน
    กลับมาเยี่ยมกันอีกทีก็อีตอนริเขียนหนังสือนี่ล่ะขอรับสหายพี่สอง มันยังไงกันนะ?

    คารวะ

  23. สวรรค์เสก

    เดิมเด็กชายผู้นี้ชื่อ “วอ”
    แต่พอเข้าโรงเรียนแล้วมีนัสัยซักถามเหมือนผู้เคยเป็น “ครูบา”
    จึงถูกเรียกชื่อใหม่ว่า “บา”

    บิดาเสียชีวิตเมื่อเขาอายุ 7 ขวบ
    การตายของบิดาได้เกิดปัญหาธรรมข้อหนึ่งผุดขึ้นว่า

    “ชีวิตมนุษย์ดุจกระแสน้ำ ไหลไปไม่หวนคืน”

    เด็กชายบามักจะปลีกตัวมานั่งคนเดียวริมลำธารหลังบ้าน
    มองดูกระแสน้ำที่ไหลไปเรื่อยเป็นอารมณ์ กระทั่งอายุ 9 ขวบ จิตตกภวังค์เกิดนิมิตมีแสงสว่างสีสันคล้ายรุ้ง เกิดความรู้สึกขึ้นในใจว่า “ต่อไปจะต้องบวชเป็นพระกัมมัฏฐาน” ทั้งๆ ที่ตอนนั้นยังไม่รู้จักการทำกัมมัฏฐานมาก่อน

    เด็กชายบาต้องเรียนหนังสือ
    ด้วยเหตุที่ไปโรงเรียนศาสนาคริสต์ (ท่านเป็นบุตรของผู้มีอันจะกินในสมัยนั้น บิดาท่านเป็นลูกชายเจ้าเมืองแก่นท้าว แขวงไชยบุรี ประเทศลาว มารดาของท่านคือ เจ้าแม่นางกวย ธิดาของผู้มีฐานะ เขตเมืองเลย)

    เด็กชายบาชอบสวดมนต์
    จึงนับถือศาสนาคริสต์ด้วยเหตุผลเพียงว่า ได้เข้าโบสถ์สวดมนต์แล้วสงบดี
    ล่วงเข้าวัยรุ่น ลุงจึงตั้งชื่อให้ใหม่ว่า “เซนต์หลุย” กระทั่งเรียกกันจนเพี้ยนมาเป็น “หลุย” เฉยๆ

    ช่วงที่นับถือศานาคริสต์อยู่ห้าปี
    หนุ่มน้อยผู้นี้มีหน้าที่เสิร์ฟอาหารในโรงเรียน
    การคลุกคลีอยู่กับการจัดงานเลี้ยงบ่อยๆ เขาจึงเห็นการฆ่าสัตว์ตัดชีวิตมากมาย จนบังเกิดความสลดสังเวช จึงเลิกนับถือศาสนาคริสต์ แล้วอุปสมบทเป็นพระภิกษุเมื่ออายุ 22 ปี

    ในช่วงคาบ พ.ศ 2470 นั้น
    เสียงลือเสียงเล่าอ้างเกี่ยวกับกิตติศัพท์กิตติคุณของพระอาจารย์มั่น ดังสะท้านสะเทือนภาคอีสาน พระหนุ่มรูปนี้จึงกราบลาอาจารย์บุญ ซึ่งเป็นอาจารย์ของตน ออกดั้นด้นหาท่านผู้ถูกกล่าวอ้างว่าบรรลุเป็นอรหันต์แล้ว กระทั่งตามมาเจอท่านที่บ้านโนนนิเวศน์

    ณ ที่นี้เอง
    จิตดวงที่เคยตกอยู่ในทะเลทราย กระหายน้ำมาช้านาน
    ได้มาพบบ่อน้ำวิเศษเข้า ก็ดื่มกินโสรจสรงอมฤตธรรมอย่างเต็มที่
    ชนิดที่ว่า “ยั้งไม่หยุด ฉุดไม่อยู่”

    กระนั้นยังมิวายถูก “กระบองเด็ด” หวดเอาจนแทบจะปลิวไป
    ด้วยท่านพระอาจารย์มั่นรู้ดีว่า พระหนุ่มผู้นี้เป็นผู้มีมานะกล้า ถือดี ติดดี เวลาเทศน์ท่านจึงแฉลบมาว่า

    “ท่านอาจารย์บุญเอาตัวรอดได้ แต่ลูกศิษย์ไม่ได้สักคน และไม่ได้นิสัยด้วย”

    ว่าพลางมองชำเลืองมาทางพระหลุย ซึ่งเป็นลูกศิษย์ที่มาจากสำนักอาจารย์บุญองค์เดียว นัยตาของท่านพระอาจารย์มั่นคมปราบราวกับแสงเพชร พระหลุยเองก็ใช่ว่าจะเป็นพระที่ไม่มีดีซะเมื่อไหร่ แต่ในเมื่อมีดีแล้วติดดีนี่แหละ จึงโดนท่านพระอาจารย์มั่นเข่นต่อไปอีกว่า

    “แก้ติดดีนี้แก้ยาก แก้ไม่ดีนั้นแก้ง่าย เพราะเห็นว่ามันไม่ดีอยู่แล้ว ผู้ที่ติดดีต้องพยายามแก้หลายอย่าง เพราะมันเป็นชั้นปัญญาที่เกิดขึ้นภายใน มีพร้อมทั้งเหตุทั้งผลจนทำให้เชื่อ จนได้วิปัสสนาไปสู่อริยสัจจ์อยู่แล้ว แต่ดำเนินไปไม่มีความรู้รอบพอ ก็เลยเป็นวิปัสสนูไป

    ผู้ที่จะพ้นทุกข์ได้จริงแล้วต้องไม่หลงญาณ คือความรู้วิเศษที่เกิดขึ้นจากสมาธิสงบจนระลึกชาติได้ 1, ญาณรู้เหตุการณ์ในอดีต 1, ญาณรู้อนาคต 1, รู้จักความคิดความนึกของคนอื่น 1, เหล่านี้เป็นวิชาที่อัศจรรย์ทั้งนั้น

    เมื่อติดอยู่ในสิ่งเหล่านี้ จะทำให้ล่าช้าในการเข้าสู่อริยสัจธรรม ฌาณเหล่านี้เป็นอุปกรณ์วิเศษ เห็นไหม สมัยนั้นเทวทัตติดยังเสื่อมได้ เกิดทิฏฐิมานะแข่งขันสู้กับพระพุทธเจ้า ฌานเหล่านี้มันน่าติดจริงๆ วิเศษได้ทางโลกีย์ ฉะนั้นฤาษีทั้งหลายติดอยู่ในฌานอันนี้ ท่านหนูใหญ่ติดในฌานอันนี้เอง เสื่อมแล้วก็สึกไปเท่านั้น”

    ยิ่งพระหนุ่มรูปนี้อยู่ศึกษากับท่านพระอาจารย์มั่นนานเท่าใด
    ยิ่งเห็นความละเอียดแหลมคมของสติปัญญาของผู้เป็นอาจารย์
    ถึงกับบันทึกไว้ในสมุดส่วนตัวว่า

    “จิตของท่านพระอาจารย์มั่น ผ่าอันตรายลงไปตั้งอยู่ด้วยอมตธรรม
    บริบูรณ์ด้วยมหาสติ มหาปัญญา มิได้กระทำความชั่วในที่ลับและที่แจ้ง
    และมีญาณแจ่มแจ้ง รู้ทั้งเหตุผลพร้อมกัน
    เพราะฉะนั้น จึงแสดงธรรมมีน้ำหนักมาก พ้นวิสัยคนที่จะตามรู้ตามเห็น
    เว้นแต่บุคคลผู้บริบูรณ์ด้วยศีลและสมาธิแล้ว
    อาจฟังเทศนาของท่านเข้าใจแจ่มแจ้งดี หากบุคคลผู้นั้นทำปัญญาสืบสมาธิต่อ”

    และยังกล่าวถึงผู้เป็นอาจารย์อันเคารพสูงสุดต่อไปอีกว่า

    “ธาตุของท่านพระอาจารย์มั่นเป็นธาตุนักรู้ เป็นธาตุทีตื่นเต้นในทางธรรมะ
    เป็นผู้ที่รู้ยิ่งเห็นจริงในอริยสัจธรรม ท่านดัดแปลงนิสัยให้เป็นบรรพชิต
    ไม่ให้มีนิสัยหินเพศติดสันดาน
    ท่านประพฤติตนของท่านให้เทวดาและมนุษย์เคารพ
    ท่านจะระวังรักษาเทวาดมากกว่ามนุษย์ เพราะมนุษย์ประมาทธรรมท่าน
    แต่ท่านไม่ประมาทในข้อวัตรน้อยใหญ่ ละเอียดยิบแม้เรื่องเล็กๆ น้อยๆ”

    ยัง ยังไม่หมด ยังมีอีกว่า

    “ท่านพระอาจารย์ใหญ่มั่นเป็นปราชญ์แปดเหลี่ยม แปดคม คมยิ่งนัก!
    ธรรมชาติจิตบริสุทธิ์ของท่านนั้น กลิ้งไปได้ทุกอย่างและไม่ติดในสิ่งนั้นด้วย ดุจน้ำอยู่บนใบบัวกลิ้งไปไม่ติดกับสิ่งอื่นๆ เพราะฉะนั้น จิตของท่านถึงผลที่สุดแล้ว มิอาจจะกระทำความชั่วในที่ลับและในที่แจ้ง เพราะสติกับปัญญารัดจิตบริสุทธิ์ให้มั่นคง ใช้ไหวพริบเป็นอาชาไนยอยู่เนืองนิตย์”

    แต่ดูเหมือนเหตุการ์ที่ประทับใจในองค์พระอาจารย์มั่นมากที่สุด เห็นจะเป็นคราวนั้น…

    (หากเคยได้อ่านประวัติหลวงปู่มั่น ที่เขียนโดยหลวงปู่มหาบัว ญาณสัมปันโน แล้ว จะรู้ว่าช่วง พ.ศ 2485 เป็นต้นมา ท่านจะเทศน์เตือนลูกศิษย์ให้เร่งภาวนากันให้มาก พร้อมกับนับนิ้วมือให้ดูว่า อีกแค่ 7 ปี ซึ่งคือ พ.ศ 2492 ท่านจะละสังขารแล้ว หากท่านตายไป พระรูปไหนที่ติดขัดด้านภาวนา จะหาครูบาอาจารย์ช่วยแก้ไขได้ยาก)

    ประมาณปี พ.ศ 2490 ที่วัดป่าบ้านหนองผือ
    วันนั้นเกิดเหตุการ์ประหลาดขึ้น คือ พระมหาเถระชั้นผู้ใหญ่ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของหลวงปู่มั่น เดินทางมาจากสถานที่ต่างๆ เพื่อมาศึกษาหารือธรรมะกับหลวงปู่มั่นโดยพร้อมเพรียงกัน พระเถระที่มาในวันนั้นมี

    ท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ จากจังหวัดอุดร
    พระอาจารย์สิงห์ ขันตยาคโม จ.โคราช
    เจ้าคุณอริยเวที (เขียน) จ.กาฬสินธุ์
    หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ วัดป่าหนองโดก พรรณานิคม จ.สกลฯ
    หลวงปู่ฝั้น อาจาโร วัดธาตุนาเวง จ.สกลฯ
    พระอาจารย์มหาทองสุก สุจิตโต วัดป่าสุทธาวาส
    พระอาจารย์กงมา จิรปุญโญ วัดดอยธรรมเจดีย์

    นี่ว่าเฉพาะครูบาอาจารย์ชั้นผู้ใหญ่ในสมัยนั้น ที่มาประชุมพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย ทำให้พระอาจารย์หลุยประหวัดไปถึงเหตุการณ์ครั้งหนึ่งในสมัยพุทธกาล

    ค่ำวันนั้น
    เสียงระฆังแทรกไปในราวไพรแห่งห้วงรัตติกาล
    สมณะทุกรูปในอารามแห่งนี้ นุ่งห่มครองผ้าอย่างภิกษุวิสัย แล้วเดินออกจากที่เพิงพักเล็กๆ ตามราวป่า มุ่งตรงไปยังศาลาที่มีตะเกียงเจ้าพายุดวงใหญ่จุดส่องแสงสว่างไสวอยู่

    เมื่อทุกรูปมาพร้อม ก็ก้มกราบท่านพระอาจารย์มั่นโดยพร้อมเพรียงกัน แล้วนั่งสงบเสงี่ยมพับเพียบโดยมิได้กล่าวอันใด รอสดับคำของท่านผู้เป็นบูรพาจารย์ใหญ่อย่างสงบสงัด
    .
    .
    หลวงปู่หลุย จันทสาโร ในวันนี้ ยังจำเหตุการณ์ในวันนั้นได้ไม่ลืม ทำให้ท่านระลึกถึงอยู่ตลอดว่า วิถีแห่ง “ปราชญ์ที่แท้จริง” นั้น ท่านปฏิบัติต่อกันอย่างไร
    .
    .
    เมื่อทุกรูปนั่งนิ่งอยู่ ท่านพระอาจารย์ใหญ่มั่น ได้กล่าวอารัมภกถาขึ้นในทำนองนี้ว่า

    “เออ…วันนี้เป็นการสมควรแล้วที่ผมจะได้ศึกษากับพวกท่าน
    จะผิดถูกประการใด อยากให้พวกท่านปรารภได้ เตือนได้ ไม่ต้องเกรงใจ
    เพราะผมได้ศึกษาน้อย เรียนน้อย…”

    แค่ขึ้นต้นอารัมภบทมาเท่านี้ น้ำตาของพระหลุยแทบจะปริ่มออกมา…
    ไหลรื้นออกมาขอบตา ทั้งซาบซึ้งและตื้นตันใจเป็นที่สุด

    ดูทีรึ ท่านเป็นครูบาอาจารย์
    เคยขู่เข็ญ กำราบ คำราม
    ดัดนิสัยศิษย์มาต่างๆ นานา
    ศิษย์ทุกคนสยบยอมรับแทบบารมีท่าน

    แทบเท้าท่าน
    เคารพท่าน

    ทั้งถือท่านเป็นพ่อเป็นแม่ เป็นครูเป็นอาจารย์
    ท่านสั่งให้ไปตายก็ตายได้
    ท่านจะฆ่าก็ยอมทุกอย่าง
    ท่านตีก็ไม่หลบ ท่านทุบก็ไม่หนี
    แต่แทนที่ท่านจะเริ่มต้นว่า

    “วันนี้จะสอนเช่นนั้น…เช่นนี้
    เราได้เห็นเป็นอย่างนั้น…อย่างนี้”

    ท่านกลับกล่าวอย่างแสนที่จะสงบเยือกเย็นเป็นทำนองยกย่องศิษย์
    ในขณะเดียวกันก็แสนจะถ่อมองค์ว่า
    ท่านได้ศึกษาน้อย เรียนน้อย
    ขอให้ท่านได้ศึกษากับพวกศิษย์บ้าง
    ขอว่า ถ้าผิดถูกประการใด ขอให้พวกศิษย์ได้ปรารภได้ ไม่ต้องเกรงใจ

    นี่แหละปราชญ์แท้!!!

    (หลวงปู่หลุย จันทสาโร วัดถ้ำผาบิ้ง บ้านนาแก วังสะพุง จังหวัดเลย)

  24. สวรรค์เสก

    อ่ะๆๆๆๆ นั่นๆ ดอดลาบุญ แล้วไหมล่ะท่านพี่เถ้า

    ทีอีวันก่อนนั่นล่ะ ท่านพี่สามของเกล้ากระผม ดอดเข้าวัดเพื่อศึกษา “มรรค” ที่แท้หน่อยเดียว ท่านพี่เถ้ารึก็วิสัชชนาตอบไปว่า “ให้รีบกลับออฟฟิสๆๆ”

    หน่อยรึนี่ อีคราวนี้ตัวเองโดดจากกระท่อมไปศึกษาธรรมะเสียเอง

    รีบๆ กลับกระท่อมล่ะท่านพี่
    ช่วงนี้เกล้าผู้น้องจะขอเข้ามาปัดกวาดกระท่อมแทน

    เอ…แล้วอีพี่สามแกจะไม่คุยอะไรกับเกล้ากระผมบ้างรึนี่
    อีตาป๋าไอซ์นั่นก็อีก หายซวบเป็นปลาไหลลงเลนเชียวพระคุณ

    คุยกันบ้างน้าๆๆๆๆ ตะเองก้อ

  25. โอ๋โอ๋…ไม่มีใครคุยด้วยเลยเรอะขอรับ?
    แต่…แต่…
    ..
    ..
    ..
    ธรรมปาถกรุ่นนี้พี่สองกะจะ ‘ประชุมเกจิฯ’ หรือไรมิทราบขอรับ?
    ผู้น้อยคิดเห็นว่าพี่สองบรรเลงครบกระบวนความเมื่อไร
    เห็นทีจะต้องนำไปเสนอนิตยสาร ‘โลกทิพย์’ เสียละกระมังขอรับพี่สองที่เคารพ

    ขอตัวปัดกวาดร้านเสียหน่อยขอรับ

    คารวะ

  26. อ้อ!…
    ที่ตอบพี่สามไปเช่นนั้น เพราะผู้น้อยคิดว่า…
    ‘มรรค’ ของผองชนล้วนอยู่ในชีวิตประจำวันของตน
    ‘มรรค’ ของพี่สามก็คงซ่อนตัวอยู่ใน ‘ออฟฟิซ’ นั่นล่ะขอรับ
    ลองไปด้อม ๆ มอง ๆ หาซอกโต๊ะ ใต้เก้าอี้ ข้างแก้วกาแฟ ฯลฯ
    น่าจะเจอ อุ อุ อุ

  27. แม่พลอยเดินทางไปหามรรค แถวเขื่อนรัชชประภาเจ้าค่ะ เขาพาไปปล่อยเกาะ ไร้สัญญาณจากโลกภายนอก หาเท่าไหร่ก็ไม่เจอ กลับมาก็เจอที่บ้านซ่อนอยู่แถวคีย์บอร์ดนี่เองเจ้าค่ะ หากแม่พลอยเอาคีย์บอร์ดไปทิ้งเมื่อไหร่ ก็คงหลุดพ้นเมื่อนั้น

  28. อา…โยน ‘มรรค’ ทิ้งก็จะพบ ‘มรรค’
    ลึกล้ำ..
    ลึกล้ำ..
    ..
    ..
    แต่มีสักกี่คนที่ยอมโยนทิ้ง!
    เป็นไปได้ไหมขอรับว่า ที่เราพยายามค้นหาจริง ๆ
    ไม่ใช่ต้องการพบหนทางหลุดพ้น
    เราเพียงต้องการหนทางประณีประนอม
    ใช้ชีวิตอยู่กับ ‘มรรค’ อย่างสันติ
    ..
    ..
    ขอบพระคุณการเยียมเยือนของแม่พลอย
    คงกลับมาจากเขาสกแล้ว
    ขออนุญาตนำประเด็นฝากลองปั่นเป็นโลกฯดูนะขอรับ

    คารวะ

  29. ท่านดินคะ..

    รบกวนเช็คเมลล์ ด่วน!!! ที่ kratomtuleedin@yahoo.com
    สหายที่รักและเคารพท่านหนึ่ง ฝากวาจาให้ข้าพเจ้า ส่งถึงท่านค่ะ ..

    ขอบคุณมากค่ะ 🙂

  30. มึนๆ สวัสดิ์ขะรับผู้พี่

    เมื่อวานมีโอกาสได้ออกทัวร์รับซองผ้าป่า เอ๊ย! ซองสอบราคาครุภัณฑ์แถวสงขลา ตั้งแต่เกาะแต้วไปยันต.ท่าบอนเลยทีเดียว

    เห็นสภาพภูมิประเทศแถวนั้นแล้วอิจฉานักเรียนแถวนั้นยิ่ง โรงเรียนที่ผู้น้องเข้าไปหลายแห่งอยู่ห่างจากทะเลเพียงแค่ไม่กี่ก้าว

    วิวก้สวย ลมก้โชย น้ำทะเลก้ใส ดูไปน่าอยู่ยิ่งนัก

    จะติดอยู่ก็แต่ หันมองไปทางไหนก้เห็นแต่นากุ้ง ดูแล้วก้รู้สึกขัดตาขัดใจยิ่งนัก เพราะได้ยินมาว่า นากุ้งทำให้ดินเสีย ทำให้น้ำเสีย ผู้น้องเลยออกจะรู้สึกไม่ดีกับนากุ้งอยู่บ้าง

    น่าเสียดายที่ไม่ได้รู้ตัวก่อนล่วงนหน้าว่าจะไป ไม่งั้นคงได้นัดพี่ท่านออกจากกระท่อมมาสังสรรค์กันซักเล็กน้อยแล้ว

    หวังว่าโอกาสหน้า คงมีโอกาสได้เจอกัน

    คาราวะ

  31. ท่าน ขอรับ บับนี้ โจนาธาน ติดพายุขอรับ มาไม่ได้

  32. ผมส่งเรื่องสั้น กวีหมี่เป็ดให้แล้ว โดยไม่ปรู๊ฟ เพราะนักเขียนคงทำงานมาแล้ว

  33. อา…ผู้น้องคงจะกล่าวโดยผ่อนเบาถนอมใบหน้าผู้พี่ไม่ให้โดนเต็ม ๆ เบ้าตา
    ก็ได้แต่น้อมรับความกรุณา

    สำหรับผู้พี่นั้นเกลียดเข้ากระดูกดำเลยเชียวล่ะผู้น้อง
    อาชีพนี้เร้าความโลภของผู้คน
    ทำลายสมดุลธรรมชาติ

    ยามเย็นผู้พี่นั่งกินข้าวมองอาทิตย์อัสดงคราใด
    ให้สะท้อนใจนัก !
    ผืนฟ้าตะวันตกมีแสงสีสนธยาเป็นแบ็คกราวด์
    โฟร์กราวด์เป็นเงาตาลที่ไม่มียอดขอรับผุ้น้อง
    ต้นตาลโด่เด่เหลือแต่ลำต้น

    นากุ้งไปถึงไหน ต้นตาลตายหมด !

    อันที่จริงก็ใช่จะทำลายสมดุลเสมอไป
    สามารถทำนากุ้งที่ไม่เลวร้ายได้โดยปล่อยกุ้งคราวละน้อย ๆ
    แต่มันไม่รวยขอรับ เลยไม่มีใครยอมทำ

    บรรยากาศที่ผู้น้องบรรยายนั่นมันแหล่งกบดานของผู้พี่เลยเจียว
    ผ่านมาอีกคราใดล่ะก็ทิ้งข้อความไว้ที่ร้านกาแฟสักเล็กน้อยนะขอรับ
    ผู้พี่จะมุดกะลาออกไปคารวะให้สาสมใจเชียว

    OOO

    พี่ท่านขอรับ

    รับทราบ ค่ำนี้จะทะยอยอัพก้าวฯ
    ว่าแต่ ท่านโจฯ ติดพายุ บักธุฯ เขียนไม่ออก เอ…เอาล่ะสิ!

  34. ท่านนารินทร์ ก็ขอวางมือขอรับ

  35. สวรรค์เสก

    ว้าววว…

  36. สวรรค์เสก

    แล้วเอ็งจะว้าวไปทำไมหือ? ไอ้สอ

    ไร้เหตุผลสิ้นดีเลยพับผ่า!

    ฮ่วย!!!

  37. พี่สองท่านหายไปไหนมา?
    ทางโน้นเป็นไงมั่ง?

  38. ต้นฉบับบทบรรณาธิการ กระผมจะเขียนให้เมือนเดิมขอรับ

  39. ผมส่งต้นฉบับทบ.ก. กับ ท่านโจนาธานให้แล้ว

  40. อิ่มท้องสวัสดิ์ขะรับ ผู้พี่

    พึ่งไปแอ่วแถวบ้านพี่ท่านไม่ทันไร ก้มีเหตุให้ได้ไปอีกแล้วล่ะขะรับ เพราะพรุ่งนี้เป็นวันสุดท้ายที่จะยื่นซองสอบราคาฯ แล้ว วันนี้เลยยุ่งกับการเตรียมเอกสารกันน่าดูทีเดียวเชียว

    ตอนแรกก้กะจะนัดพี่ท่านออกมาสังสรรค์อยู่แล้วเชียว เพราะเข้าใจว่าเอกสารฯ ของทุกโรงเรียนนั้นไปยื่นที่สำนักงานเขตการศึกษาจังหวัดที่เดียวเลย ดีที่ท่านปู่(ญาติที่ผู้น้องไปฝึกวิชาอยู่) ผู้น้องทักไว้ เลยกลับไปดูใหม่ กลับกลายเป็นว่ารับซองจากที่ไหน ก้ต้องไปยื่นซองที่นั่น แล้วค่อยไปเปิดซองกันที่สนง.เขตฯ พร้อมกันทุกโรงเรียน

    เกือบได้เสียงานแล้วเชียว เพราะอ่านไม่ละเอียดแท้ๆ

    ก้เลยกลายเป็นว่าคงต้องใช้เวลาเกือบทั้งวันในการขับรถตระเวนตามโรงเรียนต่างๆ อีกเช่นเคย ตั้งแต่อำเภอเมือง สทิงพระ สิงหนคร และปิดท้ายที่ระโนด

    ที่จริงก้คงไม่ถึงกลับต้องรีบกลับ ถ้าวันรุ่งขึ้นไม่ใช่วันหยุดสงกรานต์ ช่างอีกคนที่ไปด้วยเค้าต้องรีบกลับบ้าน ผู้น้องเองก้คงไม่ต่างกัน ด้วยวันศุกร์นี้ต้องไปงานรวมญาติที่ตะเครียะ(ช่วงนี้วนเวียนแต่แถวๆ สงขลาซะจริงเชียว)

    เอาเป็นว่าคงต้องไว้โอกาสหน้าอีกแล้วล่ะขะรับ….ฮ่าๆๆๆ

    คาราวะ

  41. มีสมาธิกับงานน่ะดีแล้วขะรับผู้น้อง
    ผ่านมาทำงานแวะเจอผู้พี่ล่ะก็รับรอง งานเละ ฮา ฮา ฮา

    มาห้วงยามนี้ล่ะก็ ผู้น้องเจอแน่ !
    ผู้พี่กำลังเครื่องติดดับไม่ลงแล้วขะรับ
    ต้นเดือนทำบุญรวมญาติ
    วานซืนรดน้ำผู้สูงอายุในตำบล
    วันนี้ทอดผ้าป่า ค่ำนี้สังสรรค์
    สิบสามสงกรานต์
    สิบห้าเพื่อนบวช

    นี่ผู้พี่กำลังคิดว่า สั่งเบียร์สดมันซะสักลังแล้วแช่ไว้ท้ายกะบะเลยผู้น้องเห็นเป็นไงขะรับ?

    อ้อ ! ตะเครียะก็ไปได้นะผู้น้อง
    นามบัตรผู้พี่ระบุชัดเจน “รับกินเหล้าฟรีทั่วราชอาณาจักร” แต่เหล้าป่าไม่เอาแย้ว เข็ด !! ฮา ฮา ฮา

    คาระขะรับ

  42. อานันท์ ประทีฯ

    เมื่อวานเครื่องโดนวายร้ายเข้ามาแฝงตัว ข้ากระผมจึงจัดการล้างเครื่องด้วยนำสีอำพันไปหนึ่งขวด

    งวยงุนงงงวยกับการลงตัวขับเคลื่อนอยู๋หลายเพลา

    ไอ้บ้ารายหนึ่งตะโกนบอกว่า

    “สมน้ำหน้ามึง บอกแล้วว่าเว็บโป๊อย่าดูคนเดียว”

    ป๊าด ไม่ได้ดูเว้ย แค่พิจารณา ปลงอาสมบัติพัสถาน

    ด้วยความเคารพ

    – สุขสันต์วันสงครามต์ –

  43. ฮา ฮา ฮา ท่าจะยังล้างไม่หมด อิ อิ อิ เอิ๊ก!

  44. ถนนหน้าบ้านอาบตะวันเสียจนระอุ ข้าพเจ้าลากรองเท้าแตะเดินเรื่อยเปื่อยจนถึงบ้านท่านปู่
    แวะดื่มน้ำสักกระบวยนะท่าน เพิ่งได้อ่านจดหมายน้อยจากท่านย่าหนุงหนิง ท่านย่าเขียนไว้
    เสียแต่ต้นเดือน ข้าพเจ้ามาถึงเกือบสิ้นเดือน บางทีข้าพเจ้าก็มักไม่เข้าใจในเหตุผลของเวลา
    และการเดินทางเท่าไหร่

    อย่างไรขอให้ท่านย่าหนุงหนิงสบายดีในเร็ววัน ตัวหลานเองก็สบายดีตามอัตภาพน่ะท่านย่า
    พักนี้แรงฝนทำต้นไม้ในกระถางบนรั้วกระจุยไปหลายต้นเทียว ข้าพเจ้าเลยใช้เวลาเก็บกวาด
    และจัดเรียงใหม่ ข้าพเจ้าก็ไม่เข้าใจในเหตุผลของต้นไม้ กับความใจเย็นได้นักหรอก
    มันน่าพิศวง

    ท่านปู่ล่ะท่าน ฝนชะมะม่วงเสียจนหมดต้นกระมัง นี่ข้าพเจ้าเก็บมะม่วงหล่นเสียจนเต็มย่าม
    หอมกลิ่นยางมะม่วง เสียจนเปรี้ยวปาก นึกถึงวัยเด็กยังไงยังงั้น

    แถวนี้มีกระปิกะเกลือไหมท่านปู่ อิอิอิ

    เป็นวันเสาร์ที่อบอ้าว หนอใจรอสายฝนยามแลง
    อย่างไรท่านปู่รักษาตัวด้วย ฝากความระลึกถึงท่านย่าอย่าลืมดองมะม่วงไว้กินนานๆ

    ข้าพเจ้าจรไปที่ก้าวรอก้าวแวะอ่านนั่นนี่ ก็สนุกนักเชียว

  45. อันเชิญ

    เข้าโต๊ะเล็ก บ่ายสองโมง ขอรับ

    จึงเรียนมาเพื่อทราบ

  46. ดีใจจังสวัสดิ์ขอรับท่านกวิสรา

    ขอบพระคุณที่อนุญาตให้ร้านโกปี้ซอมซ่อได้มีโอกาสเก็บตัวอักษรสวยของท่านไว้ประดับร้าน
    ข้าพเจ้าอ่านระบำอักษรระบายบรรยากาศหลังฝนกับโลกของเจ้าพวกเต่าทองที่ลานอักษรท่าน
    แล้วอมยิ้มแก้มตุ่ย ได้แต่รำพึงว่าภาษาสวยจัง!

    สำหรับจดหมายของท่านย่าฯ ท่านคงไม่ต้องทำความเข้าใจเรื่องเวลาแลการเดินทางดอกขอรับ
    ผู้สูงอายุย่อมมีความงก ๆ เงิ่น ๆ เป็นเครื่องประดับอันพะรุงพะรังอยู่บ้างไม่มากก็น้อย ท่านย่าฯ ที่เคารพก็หาได้รับการยกเว้นแต่ประการใด ท่านยังคงเมื่อยหลัง ล้าไหล่ เคล็ดเอวอยู่เป็นเนือง
    จดหมายก็คงหาได้ต่างจากท่านผู้ส่งสักเท่าไร ทำให้ต้องใช้เวลาเดินทางยาวนานสักเล็กน้อย(ถึงปานกลาง)

    เสน่ห์ประการหนึ่งของจดหมายจ่าหน้าซองก็อยู่ที่การเดินทางนี่ล่ะขอรับ
    เพียงเสน่ห์ท่านย่าฯ ดูท่าจะมีมากไปสักหน่อย อิ อิ อิ

    เพิ่งทราบว่าท่านทั้งสองมีจดหมายถึงกัน นับว่าน่ายินดี…น่ายินดี…

    ส่วน -น้ำปลาหวาน- เอาไว้เมื่อไรมีโอกาสเดินทางขึ้นเหนือจะแวะทำให้ทานขอรับ

    -ดิน-

  47. คนเหนือชมชอบฝีมือปรุงรสน้ำปลาหวานคนสงขลาหรือเจ้าคะพ่อเปรม

    อย่าลืมพกกะปิสงขลาไปด้วยนะเจ้าคะ

  48. เรียนท่าน ธุลีดิน

    ข้าพเจ้า จัดทำหนังสือ more avenue แจกฟรี ที่เดอะมอลล์โคราช เดือนละ 10,000 ฉบับ เนื้อหาหนังสือส่วนหนึ่ง เกาะติดเรื่องในหลวงมาตลอดทุกเล่ม

    ข้าพเจ้าได้เคยอ่านหนังสือที่วาดภาพโดยท่านเรื่อง “พระราชาผู้เป็นหนึ่งในโลก ฉบับการ์ตูน” อยากจะนำมาลงในหนังสือของข้าพเจ้า ไม่แน่ใจว่า ถูกสงวนลิขสิทธิ์ไว้หรือเปล่า

    รบกวนท่านช่วยให้ข้อมูลด้วยครับ

  49. ท่านอนาวินขอรับ

    ธุลีดินผู้เขียนหนังสือภาพหาใช่ตัวผู้น้อยดอกขอรับ
    ลองติดต่อตามที่อยู่สำนักพิมพ์ดูขอรับ

    คารวะ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: