โต๊ะกาแฟ

ccoftable.jpg ลากเก้าอี้…
หยิบแก้ว…
รินกาแฟ…
ตามสบายขอรับ ข้าพเจ้ามุดศีรษะเขียนหนังสืออยู่หลังร้าน
ดื่มเสร็จแล้วเซ็นบิลล์ไว้ ทิปไม่ต้อง!

น้อมคารวะ
-เด็กเฝ้าร้าน-

About ธุลีดิน

just wanna write and live simple life am I a dreamer ?

Posted on มีนาคม 12, 2007, in โต๊ะกาแฟ. Bookmark the permalink. 62 ความเห็น.

  1. เขียนนิยายไม่ออกมาหลายวัน!
    วันนี้ต้องปั่นออกมาให้ได้….เจ็บใจ!

    เจ็บใจ!

    เจ็บใจ!

  2. คงยากหน่อยนะผู้พี่

    เพราะวันนี้-ต้อง-จะปลูกต้นไม้

    -ต้อง-คงไปปั่นนิยายไม่ได้หรอก…..หุๆๆๆ
    .
    .
    .
    ส่วนใจที่เจ็บ

    แนะนำให้ส่งไปรักษากะ-หมอประกิตเผ่า-

    เห่อๆๆๆๆ

  3. ฮ้า ฮ้า ท่านผู้น้อง มุก -ต้อง- ของท่านเห็นจะมีก็แต่ตะละแม่ย่าหนุงฯล่ะขอรับที่จะ -ก๊ากกกก- ฮ้า ฮ้า
    แต่ -หมอประกิตเผ่า- เหยอ…..???
    ขอเป็น -เปมิกา- ได้เปล่า? หือ หือขอรับท่านผู้น้อง?

    หุๆๆๆๆ

  4. http://beebook.wordpress.com/

    อ้ะ

    เอาไป

    เพิ่งมีเวลาทำ หลังจากที่เปิดบ้านไว้นาน

    เลยแวะมาฝากลิงค์

  5. สวัสดีค่ะ ท่านเด็กเฝ้าร้าน ..

    วันนี้ไม่รับกาแฟละค่ะ ไม่ไหว ๆ กินกาแฟหลังเที่ยงเมื่อไร มีปัญหากับการนอนของข้าพเจ้าทุกที เฮ้อ !! ขอโอวัลตินร้อนแทนละกันนะเจ้าคะ ((มีเมนูนี้ไหมนิ หากไม่มีก็ไม่เป็นไรนะคะ))

    อ่า .. ประเด็นเรื่องอันดับนี่น่าสนใจค่ะ
    ข้าพเจ้าอ่านแล้วก็เอาไปนั่งคิดนอนคิด ตั้งแต่ย่องไปอ่านที่บ้านท่าน (…) โน่นแล้วล่ะค่ะ และที่ท่านพูดถึงกรณีที่มีคนเค้าอยากขึ้นไปอยู่ในตารางนั้น ทั้งพยายามดั้นด้นเพื่อที่จะไปอยู่ ข้าพเจ้าก็เคยได้ยิน และได้ดูมากับตาตัวเองแล้วเช่นกัน

    ประเด็นเด็ดที่ว่าการเขียนเพื่อบอกว่า “ฉันอยู่นี่นะ” ต้องพูดอีกยาว ขอติดไว้ก่อนค่ะ เพราะตอนนี้ข้าพเจ้าก็ยังคิดไม่ตกว่า จะทำอย่างไรกับที่ mBlog โน่นดี .. แหย่ไปสักนิดละกันค่ะว่า อันดับอาจทำให้การเขียนเปลี่ยนไปได้ แต่มันก็แค่ -อาจ- นะคะ บางทีก็น่าคิดว่า เราจะเขียนต่อไปอย่างไร โดยไม่ให้คำว่า “อันดับ” มีผลกับงานของเรา

    .
    .
    .

    ข้าพเจ้าต้องไปแล้วค่ะ วันนี้กว่าคนไข้ภาคเช้าจะหมดก็เอาเสียเกือบบ่าย นี่ไม่ทันไรก็มากับพรึบแล้วล่ะค่ะ เฮ้อ !! ควันไฟที่ปกคลุมท้องฟ้านี่ทำให้คนไข้เพิ่มอีกเยอะเลยจริง ๆ

    ขอให้สุขภาพดีโดยทั่วกันนะเจ้าคะ
    ไปละค่ะ แว๊บบบบบบ !!

  6. แดดร่มลมตกสวัสดิ์ขอรับสหายท่านเจี๊ยบเจี๊ยบ

    ท่านทำเอาข้าพเจ้าคิดถึงท่าน simply แห่ง mblog
    เน็ตข้าพเจ้าอาการหนักอย่างนี้คงไปได้ไปทักทายอีกนาน
    เน็ตช้ากว่าจะเปิดได้แต่ละหน้าน่ะขอรับ
    ตอนนี้แค่อัพ cafe’ ก็หมดเรี่ยวหมดแรงแล้ว

    อา…มาช่วยต่อประเด็น
    แล้วจะลองนั่งคิดต่อดูขอรับ

    คารวะ

  7. ท่านขอรับ
    รบกวนไปเช็คจดหมายที่กล่องกองบก.ด้วยขอรับ
    ขอบคุณครับ

    คารวะ
    ไอซ์

  8. ดีครับท่าน

    แวะเข้ามาส่งใจช่วยเด็กโพสต์ ไม่ไหวยังไงบอกเขาพักได้นะครับ

    อ้อ เปิดกล่องจ.ม.ด้วยขอรับ

    ขอนอนครับ

    ราตรีสวัสดิ์

  9. อา…พี่ท่านขอรับ เปิด hotmail ช้ามาก
    แม้แต่หน้าส่งข้อความ
    ก็ยังค้างเป็นหน้าขาวอยู่อย่างนั้น
    จนข้าพเจ้าถอดใจมาฝากข้อความถึงท่านที่โต๊ะกาแฟ

    เอา งานพี่ท่านวนิดา(นปก.) ลง ผู้ร่วมเดินทาง นะขอรับ
    มีฉบับบรู้ฟหรือไม่?

    ข้าพเจ้าเห็นท่าจะต้องเลิกลากับ ais เสียทีแล้วขอรับ
    อาการหนักลงเรื่อย ๆ จนตอนนี้ ยิ่งกว่าแย่แล้วขอรับ!

  10. อา…พี่ท่านขอรับ
    ข้าพเจ้าเปิด hotmail ช้ามาก
    ตอนนี้แม้แต่หน้าส่งข้อความถึงท่าน
    ก็ยังค้างเป็นหน้าขาวอยู่อย่างนั้น
    จนข้าพเจ้าถอดใจมาฝากข้อความที่โต๊ะกาแฟ

    เอา งานพี่ท่านวนิดา(นปก.) ลง ผู้ร่วมเดินทาง นะขอรับ
    มีฉบับบรู้ฟหรือไม่?

    ข้าพเจ้าเห็นท่าจะต้องเลิกลากับ ais เสียทีแล้วขอรับ
    อาการหนักลงเรื่อย ๆ จนตอนนี้ ยิ่งกว่าแย่แล้วขอรับ!

  11. – จดหมายถึงไอซ์ ฝากถึงท่าน-

    ขณะนี้กระผมไม่ทราบว่าเด็กโพสต์ทำงานไปถึงไหน–

    บทกวี..ท่านขอเจ้าของเรื่องแล้วยังไม่จำเป็นต้องรีบร้อนเอาลงขอรับ ผมว่า เอาให้พร้อมสรรพหลังปิดเล่มแล้วหารือกันอีกที

    ส่วนเรื่องสั้น การหาเรื่องของท่านสามารถทำได้ล่วงหน้าขอรับ ขอไว้ก่อน เมื่อเลือกลงแล้วก็ติดต่อบอกเจ้าของงานให้ทราบ..ก็เรียบร้อย

    เรื่องเขียนแนะนำ ท่านทาจเขียนชื่อเจ้าของงาน และเคยลงตีพิมพ์ที่ไหน เท่านั้นก็ได้ ง่ายแต่ไม่ลวก ๆ ขอรับ ต่อไปท่านอาจมั่นใจมากขึ้นในการกำกับดูแลพื้นที่นี้

    เอาละ… ตอนนี้ส่งใจไปช่วยเด็กโพสต์ก่อน

    อานันท์ ประทีฯ

    ป.ล.

    งวดหน้ากระผมจะส่งเรื่องไปให้ท่านพิจารณาขอรับ

  12. อุแหม่! ดีนะเข้ามาเช็คก่อนโพสท์บ้านหนอน เออะ เออะ
    โอเชขอรับ บทกวี save draft ไว้แล้ว

    เอาลงบ้านหนอนล่ะ!
    “ใจ” ไม่ต้องขอรับ
    แต่หากเป็นป๋องเขียวขอให้โยนมา อิ อิ อิ

    คารวะ

  13. โห ท่านเยี่ยมยอด เล่นเอาโฆษณาที่นี่เลย เยี่ยม

    หมดพลังไปเยอะมั้ยท่าน

    ด้วยมิตรฯ

  14. เกลี้ยงเลยขอรับ!
    เน็ตมันช้า
    ยิ่งใช้เวลาต่อเนื่องยาวนาน
    ตายิ่งล้า…
    ความสัพเพร่ายิ่งลุกลามเหมือนผื่นคันในร่มผ้า
    โพสท์บ้านหนอนเป็นขั้นตอนสุดท้าย
    แล้ว…มันก็สำแดงเดช!
    สำเพร่าอย่างน่าเบิร์ดกะโหลกเป็นหนที่สอง

    ประทานโทษ…ประทานโทษ…
    ….

  15. มิเป็นไรดอกท่าน–

    เท่านี้ก็เยี่ยมยอดแล้ว, รบกวนเวลาเขียนนิยายท่านไปเยอะ

    คาราวะ

  16. โอ…เรื่องเขียนนิยาย เป็นยาขมยาดำของข้าพเจ้าเชียวขอรับพี่ท่าน
    พยายามทุกรูปแบบแล้ว ยังต่อยากต่อเย็น
    พอหลุดไปแล้วกลับเข้าอารมณ์เรื่องไม่ได้

    ปลายเดือนที่ไปแต่งงานเพื่อน
    ไปงานแต่งสามวัน
    นิยายหายไปสิบวันเชียวขอรับ มันไปต่อไม่ได้

    ตอนนี้ตั้งสมมุติฐานใหม่

    “การเขียนนิยาย อาจเหมือนการปวดห้องน้ำตอนเช้า ๆ ก็เป็นได้”

    ประมาณว่าหากเราฝึกเขียนให้ตรงเวลาทุกวัน
    พอถึงเวลาร่างกายก็จะปรับโหมดเข้าเนื้อหาเอง ฮา ฮา (เป็นไปได้ไหม?)

    ตอนนี้เอาใหม่ขอรับ
    พยายามเขียนให้ตรงเวลาเป็นกิจวัตร
    แล้วรอดูผลอีกที อิ อิ อิ

    คารวะ

  17. ผมเห็นด้วยครับ ที่ควรจะเขียนเป็นประจำ และเป็นเวลาเดียวกัน

    หะแรกผมเองก็ว่าไม่จำเป็นหรอก อาศัยอารมณ์ลูกเดียว– อยากเขียนก็เขียน, ไม่มีอารมณ์ก็ไม่เขียน

    จนกระทั่งมานั่งเขียนเรื่องสั้นขนาดยาว (กว่าเคย) แนวโลกียนิยมนั่นแหละ จึงเห็นความจริงข้อนี้ เขียนติดกันได้3-4 วัน ลื่นไหลมาก ตั้งใจเขียนวันละตอน (ตอนละประมาณสองหน้า) ครั้นพอห่างเหินไปต้องมานั่งอ่านเรื่องทั้งหมดเพื่อสร้างอารมณ์

    ถึงตอนนี้เหลือตอนจบครับ ซึ่งยังจบไม่ลง… และนั่นคือเหตุผลที่กระผทยังไม่เอาตอนใหม่ลงที่บ้าน (เพราะกลัวลงแล้วมันไล่มาเอาตอนจบ)

    ฉะนั้น ผมยกมือเห็นด้วยครับ ที่ควรเขียนทุกวัน และ เวลาเดียวกัน… เขียนได้สักหนึ่งย่อหน้าก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว (เพราะหนึ่งย่อหน้าหมายถึงการเค้นอกมาจากหัวอย่างหนึ่งอย่างหนักหน่วง)

    คารวะขอรับ

  18. เรียนท่านดิน

    กระผมเพิ่งมีโอกาสได้อ่านงานของท่าน นปก.

    พิจารณาแล้วว่า เป็น Book Review

    ท่านนปก.เขียนมานั้นโอ.เค.แล้ว เพียงแต่ส่งมาทางหน้าเมล์ซึ่งทำให้ย่อหน้า วรรคตอน กระโดดไปมาเหมือนเด็กแรด เอ๊ย แร็พ ขอรับ

    กระผมจะจัดระเบียบ จัดแถวให้ใหม่ แล้วจะให้มันนั่งฟัง แจ๊ซ อย่างเรียบร้อย…

    แล้วจะจัดส่งให้ทันทีเมื่อเรียบร้อยขอรับ

    ราตรีสวัสดิ์

    อานันท์ ประทีฯ

  19. confirm

    พรุ่งนี้เข้าประชุมบ่ายสอง ขอรับ

  20. อา… ‘ได้ย่อหน้าเดียวก็ยังดี’ ช่างเป็นวาทะที่ชุ่มชื่นใจโดยแท้
    ข้าพเจ้ามัวแต่มองหาจังหวะที่จะร่ายบรรเลง ให้ได้สักหนึ่งหรือสองหน้า
    ปรากฏว่า ไม่ได้สักตัวอักษรไปเป็นเวลาสี่ห้าวัน

    มาคิดขึ้นได้

    อย่างน้อยหากได้วันละย่อหน้า
    สี่ห้าวันทีผ่านมา ไม่ได้ไปสี่ซ้าห้าย่อหน้าแล้วรึ?

    ขอบคุณขอรับ…ขอบคุณ…!

    จักการให้พี่ท่าน (น.ป.ก.) นั่งพับเพียบฟังแจ็ซ เกรงท่านจะเลือดกำเดาหลั่งไหลน่ะสิขอรับ (ดูท่าทีออกจะเย้ว ๆ เสียปานนั้น อิ อิ อิ)

    ยืนยันบ่านสองวันพรุ่งขอรับ รับทราบ!

    อีกอย่าง พี่ท่านเข้าบ้านหนอนได้เป็นปกติเปล่า?
    ข้าพเจ้าเปิดไม่ออกมาแต่วันวานแล้ว! ???

    ทิวาสวัสดิ์ขอรับ

  21. ตามมาเยี่ยม..ตามกลิ่นกาแฟมาค่ะ…

  22. แวบมารายงานตนขอรับ ยังอยู่แต่ยุ่งนิสสสหน่อย มาบ่อยบ่อด้ายยย

    พี่สองอ่านหนังสืออยู่หรือขอรับ อืมๆ ข้าเจ้าก็อ่าน กลับถึงห้องอ่านหนังตาตัวเองทั้งคืนเลย(แหะๆ)

    บ่ายๆสวัสดิ์ขอรับทุกท่าน

    คารวะแวบๆ…

  23. สวัสดิขอรับท่านกาแฟดำ

    เข้าไปที่บล็อกแล้ว กล่องคอมเม้นท์ไม่ทำงานขอรับ ฝากข้อความไว้ไม่ได้
    เสียดายข้าพเจ้าอยู่ชนบท
    ไม่ได้เข้าร่วมกิจกรรมก๊วนฯ

    ยังคิดถึงสีน้ำใส ๆ อยู่เสมอ
    แล้วจะแวะไปเที่ยวขอรับ

    คารวะ

    OOO

    พี่สามขอรับ
    อ่านจบแล้วอย่าลืมเอามารีวิวให้อ่านกันบ้างนะขอรับ

    คารวะ
    ดิน

  24. “พระพุทธเจ้าคือธรรมะ
    ธรรมะก็คือพระพุทธเจ้าเป็นอย่างนี้
    ตรัสรู้นี่ท่านไม่เอาไปหรอก ท่านก็ทิ้งไว้นี่แหละ

    ถ้าพูดง่ายๆ อย่างพวกครูเราน่ะ
    ครูในโรงเรียนไม่ได้เป็นครูมาแต่กำเนิดหรอก
    มาเรียนวิชาครูถึงได้เป็นครูกัน ได้สอนในโรงเรียน ได้เงินเดือนกับเขา
    อยู่ไปนานๆ ก็เลยตายซะ ตายจากครูไปซะ
    ถ้าหากพูดอย่างหนึ่งก็ว่า ครูนั้นยังไม่ตาย
    คือคุณธรรมที่ทำให้เป็นครูนั้นยังอยู่

    อย่างพระพุทธเจ้าของเราน่ะ
    สัจธรรมที่ทำให้คนๆ นั้นเป็นพระพุทธเจ้านี่ยังอยู่ ไม่หนีไปไหน

    (วิชาไม่หาย โดย หลวงปู่ชา สุภัทโท)

    .
    .

    “ความยุติธรรมคือกระแสลมอุ่นของโลก
    บางคนอาจไม่เคยเจอมัน เพียงแต่รู้ว่ามันมี
    อ่อนไหวและเบาหวิวดุจเงาที่ติดตามไปทุกหนทุกแห่ง
    น่าแค้นตรงที่มีความรู้สึกเหมือนอยู่ใกล้ แต่ทำไมสัมผัสไม่ได้”

    “การทำตัวให้เคร่งขรึมของบางคน แท้จริงแล้วคือกับดักคำสรรเสริญ”

    (พ่ออาว์ รงค์ วงษ์สวรรค์)

    .
    .

    อ่ะ ไม่เป็นไรขอรับพี่สาม แค่โผล่หนวดมาแค่นี้

    พี่เถ้า
    ผม
    แอนด์
    คุณน้องกาฟิวส์

    ก็ดีใจจมหูจมหางแล้ว

    ผมก็อ่านไปตามเรื่องนั่นแหละครับ จะเอาจริงเอาจังอะไรนักหนากับผมคงไม่ได้ ที่มีภาษาอังกฤษมาผลุบๆ โผล่ๆ ล่อๆ หลอกๆ พวกท่านได้นี่ สารภาพว่าไม่ได้คัดเอามาจากหนังสือต้นฉบับเขาหรอก ฉกมาจากมติชนสุดฯ เสียส่วนใหญ่ จากเวบ จากหนังสือสารคดี และหนังสืออื่นๆ บ้าง อาศัยว่าพอเจอแล้วจะรีบบันทึกไว้เท่านั้นเอง จึงพอได้เอามาให้เพื่อนพ้อง น้องพี่ แถวนี้ได้อ่านกันด้วย เผื่อจะเป็นประกายปัญญาให้ใครเอาไปต่อยอดงานของตนต่อไป

    ผมไม่ได้ให้อ่านฟรีนะครับ
    ผมคิดเป็นมูลค่าบุญไว้ในใจเรียบร้อยแล้วล่ะ

    หากผมเผลอทะลึ่งตายเล่นๆ อีกเมื่อไหร่ ชาติหน้าคงจะสบายกว่าชาตินี้บ้างกระมัง?

    บางทีก็เผลอเรอขาดสตินั่งคิดอยู่คนเดียวเหมือนกันนะครับว่า
    เอ ท่าจะบ้ามากไปหรือเปล่านี่ตู หือ–ไอ้สอ–พ่อรูปหล่อลึกๆ
    จะอยากอ่าน อยากเขียนไปทำไมหว่า มันไม่ใช่ทางให้เกิดมรรค เกิดผลนะโว้ย
    แต่ก็อย่างว่านั่นแหละครับพี่สาม ในเมื่อผมยังทะลึ่งหลงอยู่ ไอ้ความทะเล้นเรียบมันจึงโผล่ออกมาชวนให้อ่าน ชวนให้เขียนอยู่ร่ำไป จะได้อาศัยก็แต่เวลานอนเท่านั้น ที่พยายามกำหนดให้ร่างกายเป็นซากศพที่ถูกทิ้งไว้ในป่า (เข้าตำรา “นอนเหมือนจะไม่ตื่นอีก” ที่สหายเที่ยงแท้ของพี่ท่านอานันท์แนะนำนั่นแหละครับ) ดูความไร้แก่นสารของร่างกาย ซึ่งเป็นเครื่องมือให้จิตใจตัวไม่ยอมแก่ ยอมตาย นี้ ได้ใช้ตา หู จมูก ลิ้น และกายนี้ เป็นเครื่องมือหากินเศษผัสสะ และอารมณ์

    พอมีสติได้คิดว่า ก็ในเมื่อตา หู จมูก ฯ เหล่านี้ล้วนไร้แก่นสาร อารมณ์ที่มากระทบสัมผัสจะเป็นสาระได้อย่างไร ใจตัวผงาดอัตตาก็พอได้สงบเย็นบ้างเป็นครั้งคราวไป แต่มันน่าเจ็บใจตรงที่ว่า ผมควบคุมตัวเองไม่ได้ทุกวันทุกคืนนี่แหละครับ เกล้ากระผมจึงพลอยทุกข์ทุกครั้งที่ขาดสติ

    เฮ้ยยยย เวรกรรม

    เอาเถิดครับ ปล่อยให้มันทุกข์เสียให้เข็ด

    ผมเคยนั่งวิจารณ์เรื่องบัวสี่เหล่าอยู่คนเดียว(ไม่)เงียบๆ เหมือนกันว่า
    เออ หนอ อะไรที่ทำให้คนแตกต่างกัน?
    ตัวสติที่ส่องแสงริบหรี่ก็บอกตัวเองขึ้นมาว่า “ปัญญา” ทำให้คนต่างกัน
    แล้วคนเราจะพัฒนาปัญญาได้อย่างไร?
    “ความทุกข์” สิสอเอ้ย ที่จะเป็นปุ๋ยให้คนมีปัญญาออกจากทุกข์
    ออกทางไหน? ยังไง?
    อ้าว ไอ้นี่ ก็ทุกข์เป็นอริยสัจข้อแรกใช่ไหมล่ะ สาเหตุที่ทำให้คนเราทุกข์เพราะหลงกาย หลงใจนี้ หลงว่ามันเที่ยง มันเป็นตัวกู ของกู ครั้นพอใช้มันไปสักพักหนึ่ง ไอ้ตัวกู ของกู ก็เริ่มแก่ แล้วตกตายไปในที่สุด อีตอนแก่ ตอนตายนี่แหละ ประสาสัตว์ที่ยึดมาก ก็จะทุกข์มาก ยึดน้อย ก็ทุกข์น้อย ไม่ยึดก็ไม่ทุกข์

    เอาเถิดน่า ไอ้มันผู้ใดหรือใครก็ตามที่คิดว่าตัวเองมีความคิด มีสติปัญญาเจ๋งๆ นั่นก็เถอะ พอธาตุสี่มันจะแตกออกจากกัน จะเกิดเวทนาก่อนตายที่รุนแรงมาก มันบีบเค้นดวงจิตนั้นๆ มันใช่ของเล่นนะสอ คอยดูเถอะ เดี๋ยวเป็นได้นอนน้ำตาไหลพรากทุกคนไป เวียนเกิดเวียนตายแบบนี้สักแสนโกฏชาติ ใจดวงนั้นจะไม่มองเห็นทุกข์บ้างเจียวหรือ

    ข้าเคยได้ยินว่า เราไปปรับจิตให้ยอมรับเอาอีตอนนั้นก็ยังทันไม่ใช่หรือ?

    ก็เอาสิสอ หากเอ็งไม่เคยฝึก “ตายก่อนตาย” แบบที่หลวงพ่อพุทธทาสบอกไว้จนชำนาญ จะไปหักดิบเอาอีตอนนั้นได้ก็ลองดู จิตที่มีภูมิแค่เด็กอนุบาลอย่างเอ็ง แต่ไปตกอยู่ในชั้นเรียนของผู้มีภูมิระดับด็อกเตอร์แบบนั้น หากเอ็งยังคิดว่าตัวเองจะเรียนวิชานั้นเข้าใจได้ปุ๊บปั๊บ ก็ลองดู ข้าไม่ห้ามเอ็งหรอก

    แต่ถ้าเอ็งหมั่น “ตายก่อนตาย” หมั่นมองเห็นทุกข์เพราะความไม่เที่ยงของกาย ใจ อารมณ์ และความรู้สึกต่างๆ ที่สลับหน้ากันมาตีกลางใจอยู่อย่างนี้ มันจะทำให้เอ็งเบื่อหน่าย คำว่าเบื่อหน่ายนี่ ไม่ใช่ว่าเอ็งเซ็งกะชีวิต อยากจะหนีผู้หนีคนเข้ารกเข้าพงนะโว้ย

    เบื่อหน่าย คือ คลาย นั่นแหละ คลายจากการยึดมั่นถือมั่น ต่อร่างกายจิตใจ ต่อโลก ต่ออะไรอีกสารพัดสารเพที่ชีวิตเอ็งมีส่วนเข้าไปเกี่ยวข้อง อีคราวนี้ละสอเอ้ย เอ็งจะมองเห็นรากเหง้าของทุกสิ่งเลยเชียวว่า เฮ้ย ไอ้นี่ไม่เที่ยงนี่หว่า ไอ้นั่นก็อีก อีคนนั้นด้วย อีตัวนั้นก็ไม่เว้น การมองเห็นความไม่เที่ยงของทุกสิ่งทุกอย่างนี่แหละ ที่เขาเรียกว่ารู้แจ้งโลก คือรู้แจ้งยังงี้ รู้ว่ามันไม่เที่ยงยังงี้ ถ้าจะให้ข้าทะลึ่งพูดแบบเซน ข้าก็จะบอกเอ็งว่า

    “ทุกสิ่งทุกอย่างไม่เที่ยง
    มีเที่ยงอยู่อย่างเดียว
    นั่นคือตัวมันเอง”

    อือ สวยดี
    อะไรสวยดี?
    ผู้หญิงน่ะ นู้น คนโน้น เห็นไหม?

    เฮ้ยยยยยยยยยยยยยยยย ไอ้สออออออออออออออออ เอ้ยยยยยยยยยยยยยยยยยย

    .
    .

    “True love is like ghosts which everybody talks about, but few have seen.” (La Roche Foucauld)

    “รักแท้นะรึ หึๆ มันก็เหมือนผีนั่นแหละ
    ชอบพูดถึงกันจัง ถามหน่อยเหอะ ใครเคยเห็นมันมั่ง”
    (สอ สวมสะเก็ตวิ่งแปล)

  25. นักล่า (โดย สิญจน์ สวรรค์เสก)

    .
    .

    จุดเริ่มต้นของทุกชีวิตคือการเกิด หลายคนอาจไม่รู้ว่านั่นคือจุดเริ่มต้นของความตายเช่นกัน ว่าไปแล้วเราทุกคนคือนักโทษ ที่กำลังถูกตามล่าจากพญามัจจุราช ท้าวเธอจะกรีฑาทัพย่ำยีสิ้น ไม่ว่าสิ่งมีชีวิตนั้นจะเป็นคนหรือสัตว์ ยากดีมีจน ยาจกหรือมหาราช ความตายจะย่างกรายเข้าไปหาอย่างเสมอหน้าและเท่าเทียม

    หมีควายตัวนี้กำลังเดินเข้าไปหาความตายอย่างไม่รู้ตัว เพราะบนต้นไม้เลยดงระกำป่าไป มีคนกลุ่มหนึ่งนั่งอยู่บนห้างไม้รอการไปถึงของมันอยู่

    วันนี้ป่าเพิ่งหมาดฝน ละอองไอน้ำลอยอ้อยอิ่งคล้ายดังอาลัยไม่อยากระเหยหายไปจากป่าดง ป่าผืนนี้เป็นป่าดิบที่ยืนต้นเต็มไปด้วยไม้ใหญ่ ต่างสยายกิ่งใบแผ่เป็นร่มเงาหนาทึบ ประมาณว่าละมุนแสงแดดไม่มีโอกาสได้แยงถึงดิน

    ใต้ผืนป่ามีลำธารที่เกิดจากน้ำซับไหลซึมอยู่ เอื้อให้เกิดดงระกำป่า ซึ่งหลายต้นกำลังตกลูกเต็มงวง ผลสีแสดเข้มที่เต็มไปด้วยขนของมันไม่น่าภิรมย์ หนามแหลมคมที่งอกเต็มก้านใบนั้นก็ไม่น่าชมชื่น รสชาติของมันก็เปรี้ยวจนหนอนเมิน มีบางต้นที่ปนหวานพอกินได้ แต่กลิ่นของมันนี่สิ หอมฟุ้งยังกับช่อปาริชาต ยั่วน้ำลายหมีควายตัวนี้จนแตกฟอง

    “เตรียมพร้อมนะครับสารวัตร มันมาแล้ว” จ่าวัชระ กระซิบบอกชายหนุ่มผู้เป็นหัวหน้าที่นั่งอยู่บนห้างไม้ด้วยกัน

    “อือ รู้แล้ว” พ.ต.ท. ปวัตย์ ตอบรับเบาๆ พลางปลดเซฟปืนไรเฟิลวินเชสเตอร์ โมเดล 70 ยกขึ้นประทับไหล่เล็งไปทางดงระกำที่วูบไหวตรงมา

    จ่าวัชระมองไปที่ห้างไม้อีกที่หนึ่งข้างๆ กัน ทำสัญญาณมือบอกใบ้ให้ชาวบ้านทั้ง 3 คนเงียบๆ และใบ้เป็นเชิงว่าให้สารวัตรเป็นคนยิงหมีตัวนี้ก่อน

    ครั้นพอหมีพ้นกอระกำออกมาและอยู่ในพิสัยปืน สารวัตรหนุ่มก็เหนี่ยวไกปืนทันที

    ก้องกัมปนาทแผดขึ้นในความเงียบ หัวกระสุนขนาด 7.65 แม็กนั่ม พุ่งเข้าหน้าอกตีควงสว่านทะลุหลังหมีตัวนั้นทันที มันผงะถอยหลังไปชนกอระกำโครมใหญ่ จนน้ำค้างตามก้านใบหล่นพร่างพรู ดุจน้ำมนต์ธรรมชาติที่พรมลงสู่ซากไร้วิญญาณนั้น

    “แม๊! เด็ดขาดจริงๆ สารวัตร นัดเดียวจอดเลย” จ่าวัชระกล่าวยกย่องหัวหน้า

    “หึๆ ไป ไปดูกัน” สารวัตรหนุ่มชวนลูกน้องลงจากห้างไม้ ชาวบ้านอีก 3 คนที่นั่งอยู่บนห้างถัดไปก็ลงจากต้นไม้ตามไปด้วย

    มันเป็นหมีควายตัวใหญ่น้ำหนักประมาณ 100 กิโลกรัม สภาพของมันสมบูรณ์มาก

    “อ้วนดีจริงๆ เล็บย๊าวยาว เขี้ยวก็ขาวดีแท้” ชาวบ้านเหล่านั้นชิงกันชม “เอ็งดูอุ้งตีนมันบ้างปะไร อวบอูมดีนัก นี่ถ้าตัดมาย่างไฟให้หอม ดองกับเหล้าป่าดีกรีแรงแล้วละก้อ เรี่ยมเร้อย่าบอกใครเชียวเอ็ง…บอกไม่เชื่อ” อีกคนเสริม

    “อย่ากินมันเลยนะหมีตัวนี้” สารวัตรพูดขึ้นบ้าง “ตัวมันใหญ่และสวยเหลือเกิน ผมจะเอาไปสตัฟฟ์” ครั้นพอเห็นสีหน้าลูกทีมส่อแววผิดหวัง จึงพูดต่อ “เหอะน่า เดี๋ยวผมซื้อหมูมาแลกตัวหนึ่งเลยเอ๊า!”

    “จะเป็นไรไปสารวัตร” จ่าวัชระพูดพลางลูบคางครุ่นคิด “อยากสตัฟฟ์ก็เอาแค่หัว หนัง กะขาของมันไว้ เนื้อตัวของมันก็ค่อยๆ เลาะออกมา แค่นี้ก็ได้ทั้งซากหมีสตัฟฟ์ ได้ทั้งเนื้อของมันมาทำแกล้ม พูดก็พูดเถอะ ผมละเบื่อเนื้อหมูเต็มทน ไม่งั้นคงไม่ลงทุนตามสารวัตรเข้ามาล่าหมีถึงในป่าขนาดนี้”

    “เอางั้นหรือ? ถ้างั้นก็ตามใจจ่าก็แล้วกัน แต่ตอนเลาะหนังมันก็ระมัดระวังหน่อย อย่าให้ขาดแม้เพียงนิดเชียวล่ะ” สิ้นคำพูดของสารวัตร สีหน้าของทุกคนก็แช่มชื่นขึ้นทันใด

    จากนั้นชาวบ้านจึงไปตัดไม้มาทำคานหาม ต้องทำเป็นคานหามแบบ 4 คน จึงนำหมีตัวนี้ออกจากป่าได้

    คืนนั้น สารวัตรสั่งให้จัดงานศพฉลองการตายของหมี เขาได้สั่งเหล้า-เบียร์มาเลี้ยงลูกน้องมากมาย มาตรว่าเอาเทใส่อ่างก็คงลงไปอาบได้ ประมาณนั้นเทียว

    วันต่อมาซากหมีตัวนี้ก็ถูกบรรทุกเข้าไปในเมือง ตรงไปยังหน่วยงานแห่งหนึ่ง เพื่อเอาซากของมันไปสตัฟฟ์ แน่นอนว่าการกระทำเช่นนี้ผิดกฎหมาย แต่ในเมื่อกฎหมายนั้นอยู่ในมือของผู้พิทักษ์ มันจึงกลายเป็นเรื่องที่ถูกต้องไปโดยปริยาย

    หลายวันต่อมา หลังจากสตัฟฟ์ซากหมีตัวนี้เสร็จแล้ว มันก็ถูกนำกลับมาที่บ้านของ พ.ต.ท.ปวัตย์ ที่กรุงเทพฯ ว่าไปแล้วบ้านหลังนี้มีสภาพไม่ต่างกับพิพิธภัณฑ์ซากสัตว์ขนาดย่อม เพราะเต็มไปด้วยซากสัตว์น้อยใหญ่ โดยเฉพาะที่ห้องรับแขกที่เป็นห้องโถงใหญ่นั้น มีทั้งซากกวาง ซากเลียงผา และสัตว์ป่าหายากอีกหลายชนิด ถูกสตัฟฟ์ยืนเป็นบริวารคอยช่วยเจ้าของบ้านต้อนรับแขก

    บนผนังและตามต้นเสาก็จะมีพวกหัวและเขาของกระทิง ควายป่า วัวแดง และพวกเขาเก้ง-กวาง ติดอยู่ ดวงตาปลอมของพวกมัน ที่สารวัตรสั่งทำให้เหมือนจริงมากที่สุดนั้น มองไปข้างหน้าอย่างวางอุเบกขาและเลื่อนลอย เหมือนว่าไม่ยินดีที่ได้เป็นส่วนหนึ่ง ของเครื่องประดับอันทรงเกียรติแห่งคฤหาสน์หลังนี้ จะมีก็แต่พรมหนังเสือติดหัวนั่นกระมัง ที่แม้จะใส่ตาปลอมให้ มันก็แยกเขี้ยวส่อแววอาฆาตอยู่ ซากและเขาสัตว์เหล่านี้ถูกเก็บสะสมมาตั้งแต่รุ่นพ่อของ พ.ต.ท.ปวัตย์แล้ว

    แม่และน้องสาวพยายามเตือนให้เขาเลิกล่าสัตว์เสียที เพราะกลัวว่าจะไปติดเชื้อไข้ป่าตายเหมือนกับพ่อ พอถูกขอร้องบ่อยเข้า เขาก็มีทีท่าว่าจะหยุด แต่ครั้นได้หวนกลับไปประจำอยู่ สน.ตามต่างจังหวัด ได้เห็นป่าใหญ่ๆ แล้วจับปืนไรเฟิลมาเช็ดถูทำความสะอาดคราใด เลือดนักล่าในกายของเขาก็เดือดพล่าน วิญญาณปืนได้พาเขาโจนทะยานเข้าป่าดงดิบทุกครั้งไป

    ในห้วงประมาณปี พ.ศ. 2539 นั้น แม้ว่ากฎหมายควบคุมการล่าสัตว์ป่าจะเริ่มเข้มงวดขึ้นมาก กระนั้นตามผืนป่าอนุรักษ์ใหญ่ๆ ก็ยังมีสัตว์ป่าอยู่เยอะ แต่ใช่ว่าอยู่ดีๆ คว้าปืนได้ก็เข้าป่าไปยิงพวกมันเลย ทุกครั้งก่อนที่สารวัตรจะออกล่า ทริปนั้นจะถูกเตรียมการและวางแผนเป็นอย่างดี โดยจะว่าจ้างนายพรานชาวบ้าน ที่อาศัยอยู่ตามหมู่บ้านชายป่าเป็นผู้นำทาง และแบกเสบียงสัมภาระให้

    พรานเหล่านี้มิเพียงชำนาญต่อทางคน แต่จะรู้ถึงถิ่นฐานและทางเดินของสัตว์ต่างๆ เป็นอย่างดี เช่นว่าหากสารวัตรอยากจะยิงกระทิงหรือควายป่า พวกเขาก็จะพาเข้าป่าแถบที่มีทุ่งหญ้าและดินโป่ง ถ้าหากอยากจะยิงเลียงผา กวางผา นั่นก็ต้องปีนเขา บ่อยครั้งที่ต้องไปซุ่มอยู่ในป่าตั้งหลายวันกว่าจะยิงสัตว์ที่ต้องการได้ พรานป่าเหล่านี้ก็ยินดีที่จะอยู่คอยช่วยเหลือ

    ทำไมนะหรือ?

    เพราะพวกเขารู้ดีว่า หากสารวัตรยิงสัตว์ที่ต้องการได้ พวกเขาจะได้บำเหน็จเป็นเงินก้อนโต แต่ถ้าสัตว์ตัวนั้นไม่สวยงาม มันก็จะกลายเป็นกับแกล้มตอนออกจากป่า ซึ่งสารวัตรจะให้จัดงานปาร์ตี้ฉลองกันอย่างที่ว่าเพียบแประ แทบว่าเรอออกมาเป็นเหล้าเป็นเนื้อไปหลายวัน

    พรานเหล่านี้จึงแปรตัวเองจากเดิมที่เคยล่าสัตว์ขาย เปลี่ยนมาเป็นนายพรานนักสืบ คอยค้นหาร่องรอยสัตว์ที่สารวัตรต้องการ เมื่อทราบเบาะแสและรู้เส้นทางหากินที่แน่นอนของมันแล้ว ก็จะกลับไปชักนำนักฆ่าตัวจริงเข้ามาอีกครั้ง

    มันจึงกลายเป็นว่านายพรานล่าเงิน นายตำรวจล่าสัตว์ พวกสัตว์ถูกล่าด้วยเงิน

    ดูเหมือนว่าหากเงินวางอำนาจไปถึงไหน มันจะนำความเดือนร้อนไปถึงที่นั่น ไม่เว้นแม้แต่กับสัตว์เดรัจฉานที่ซ่อนตัวเร้นกายในป่าลึก

    กระนั้น ก็มิใช่เพราะอำนาจเงินนี่หรอกหรือ ที่ทำให้สัตว์ประเสริฐทั้งหลาย เดือดร้อนวุ่นวายอยู่ในป่าคอนกรีตทุกวันนี้

    ในวัย 37 ปีของเขา แต่มียศระดับ พ.ต.ท. ถือว่าเป็นนายตำรวจที่เจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงานมาก ซ้ำยังมีข่าวแพลมออกมาว่า ปีหน้าเขาจะได้เลื่อนยศเป็น พ.ต.อ. ไม่น่าเชื่อว่าทำไมเขาถึงโชคดีปานนั้น

    โชคร้ายของเขาเห็นจะมีอยู่อย่างเดียว คือเพิ่งหย่าร้างกับภรรยา เธอทนไม่ได้ที่เขาทิ้งให้อยู่บ้านคนเดียวเป็นเวลานาน มันดูเหมือนว่าเขาเห็นการล่าสัตว์สำคัญกว่าเธอ

    อาจเป็นด้วยบารมีของพ่อที่เป็นนายตำรวจระดับสูงมาก่อน ทำให้มีเส้นสายในแวดวงราชการ มันเป็นเรื่องง่ายมาก ถ้าหากเขาอยากจะเข้ามาประจำการตามสถานีตำรวจใหญ่ๆ ในกรุงเทพฯ ตามที่แม่และน้องสาวขอร้อง แต่เขาจะอ้างว่าผู้บังคับบัญชามอบหมายให้อยู่สืบราชการลับ ทั้งที่จริงความคึกคะนองที่อยากเข้าป่าล่าสัตว์นั้นต่างหาก ที่เป็นโซ่ล่ามอารมณ์ของเขาไว้

    หลายเดือนต่อมาเขารู้สึกเจ็บและจุกหน่วงในช่องท้อง จึงไปตรวจที่โรงพยาบาลประจำจังหวัด หมอบอกว่ายังไม่ทราบสาเหตุที่แน่นอน แต่มีความเป็นไปได้ว่าเขาอาจเป็นโรคตับ แล้วแนะนำให้เขาเลิกดื่มเหล้าอย่างเด็ดขาด

    พ.ต.ท.ปวัตย์ กลับไม่เชื่อคำแนะนำนั้น เขายังคงดื่มเหล้าหนักและเข้าป่าล่าสัตว์ทุกครั้งที่มีโอกาส หลายเดือนต่อมาอาการเจ็บช่องท้องของเขากำเริบหนัก ถึงกับต้องรีบหามส่งโรงพยาบาลกลางดึก โรงพยาบาลประจำจังหวัดไม่สามารถรักษาได้ จึงแนะนำให้ส่งต่อมายังโรงพยาบาลใหญ่ๆ ในกรุงเทพฯ ที่มีเครื่องมือทันสมัย

    พอแม่และน้องสาวของเขาทราบข่าว ก็นำเข้ารักษาที่โรงพยาบาลตำรวจทันที ผลจากการตรวจเช็คอย่างถี่ถ้วน คุณหมอก็เดินออกมาจากห้องไอซียู กล่าวกับญาติด้วยน้ำเสียงเศร้าๆ ว่า

    “ผมเสียใจด้วยนะครับคุณป้า ลูกชายของคุณเป็นมะเร็งตับระยะสุดท้าย คิดว่าคงมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน”

    คำพูดนี้เป็นดังคำพิพากษาของพญามัจจุราช ที่ไม่เปิดโอกาสให้ผู้เป็นแม่และน้องสาวได้ยื่นอุทธรณ์ ฎีกา ขอผัดเพี้ยนหรือลดโทษได้

    อาทิตย์ถัดมาอาการป่วยของ พ.ต.ท.ปวัตย์ ดีขึ้น หมอจึงให้ออกมาอยู่ที่ห้องพิเศษ ไม่กี่วันต่อมาอาการป่วยก็ทรุดหนักลงอีก จึงต้องเข้าห้องไอซียูอีกครั้ง ในเดือนนี้ทั้งเดือนเขาต้องเข้าๆ ออกๆ ระหว่างห้องพิเศษกับห้องไอซียูเป็นว่าเล่น

    คืนวันหนึ่ง ขณะที่เขานอนอยู่ในห้องพิเศษ แม่และน้องสาวที่มานอนเฝ้าไข้ต้องสะดุ้งตื่นขึ้นมาดูอาการของเขา เพราะเขาดิ้นทุรนทุรายด้วยพิษไข้ พอแม่และน้องสาวมาจับตามแขนและลำตัว เขาก็เพ้อออกมาว่า

    “ไป! ออกไป! อย่าเข้ามาใกล้กูนะ อย่า! อย่า! กูกลัวแล้ว!”

    “วัตย์! เป็นอะไรไปลูก นี่แม่เองนะ”

    “พวกมึง! พวกมึง! อย่าเข้ามานะ ปืนอยู่ไหน ปืนกูอยู่ไหน เอาปืนมาที กูจะยิงไอ้สัตว์พวกนี้!…”

    แม่และน้องสาวพยายามจับแขนขาของเขาไว้ไม่ให้ดิ้นรนมาก เพราะกลัวว่าจะตกเตียง เขาพยายามขัดขืนอย่างสุดขีด และร้องโหยหวนอย่างเจ็บปวด

    “โอ๊ย! มันกัดกูแล้ว พวกมันกัดกูแล้ว ช่วยด้วย! ช่วยฆ่ามัน มัน มัน ฆ่ามันที!…”

    “จิต! กดสัญญาณฉุกเฉินเรียกหมอทีลูก” ผู้เป็นแม่ละล่ำละลักบอกลูกสาว ระคนเป็นห่วงและทุกข์ใจกับสภาพของลูกชาย

    พอหมอและพยาบาลมาถึง พ.ต.ท.ปวัตย์ ยิ่งร้องคราญครางหนักกว่าเดิม เพราะเขามองเห็นหมอและพยาบาลเหล่านั้น เป็นฝูงสัตว์ที่รุมล้อมเข้ามาแทะตามเนื้อตัวของเขา พยาบาลต้องช่วยกันจับแขนขาของเขาไว้ แล้วเอาเข็มขัดรัดแนบไว้กับเตียง ฉีดมอร์ฟีนระงับปวดให้เขา จากนั้นก็รีบเข็นเข้าห้องไอซียูทันที เขานอนรักษาตัวอยู่ในนั้นหลายวัน พออาการเริ่มดีขึ้นหมอจึงอนุญาตให้ออกมาอยู่ห้องพิเศษตามเดิม

    ช่วงที่นอนป่วยอยู่ห้องพิเศษนี้ เขายังพอมีสติดีอยู่บ้าง แม่ของเขาได้นิมนต์หลวงพ่อรูปหนึ่ง จากจังหวัดนนทบุรี ซึ่งเป็นที่เคารพศรัทธาของคนในบ้านมาเยี่ยมไข้ แม้เขาจะชอบทำบาปแต่ใช่ว่าจะไม่มีสำนึกบุญติดใจ

    ผู้เป็นแม่ได้เตรียมเครื่องสังฆทานให้เขาได้ถวายทำบุญ พอหลวงพ่อรับแล้วท่านก็ให้พร จากนั้นท่านก็สอนให้เขากำหนดจิตบริกรรมภาวนา น้ำเสียงของท่านนุ่มนวลและเยือกเย็น เป็นดังกระแสธารอันใสบริสุทธิ์ ที่ไหลออกจากใจอันเปี่ยมด้วยเมตตาธรรมว่า

    “…ทำใจให้สบายนะโยม หายใจเข้าภาวนาว่าพุท หายใจออกภาวนาว่าโธ ตัดละเรื่องราวต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอดีต อนาคตออกให้หมด แม้แต่ร่างกายตัวตนก็ไม่ให้นึกถึง ว่าเป็นเรา เป็นของเรา เราเจ็บ เราไข้ ไม่ต้องนึกถึงทั้งนั้น ทำใจให้รู้ตื่นเบิกบานอยู่ในบุญกุศลที่ได้กระทำไปเมื่อครู่ น้อมเอาคุณพระรัตนตรัย คือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มาไว้ในใจ จิตใจจะได้เย็นสบาย…”

    คราใดที่หลวงพ่อมารับสังฆทาน และสอนให้เขาฝึกทำสมาธิแบบนี้ เขาจะรู้สึกเบาสบาย จนนอนหลับได้อย่างประหลาด และหลับสนิทจนกรนออกมา หลวงพ่อท่านเห็นเช่นนั้น ก็จะลาโยมแม่ของเขากลับวัด แต่พอท่านกลับไปแล้ว เวลาโรคร้ายของเขากำเริบอีก เขาก็จะเจ็บปวดทุรนทุรายเหมือนเดิม

    อาทิตย์ต่อมา แม่ของเขาจึงนิมนต์ท่านมาเยี่ยมอีกครั้ง พอเห็นหน้าท่านเขาถึงกับร้องไห้โฮออกมา แล้วพูดว่า

    “ผมเสียใจครับหลวงพ่อ มันไม่ทันเสียแล้วครับ ผมฝึกสมาธิตอนนี้ไม่ทันเสียแล้ว ทำไมเมื่อก่อนผมถึงไม่รู้ว่า การทำสมาธิมันดีมากขนาดนี้…” เขาร้องไห้ฟุมฟายจนน้ำตาไหลนองแก้มตอบ และใบหน้าอันผอมกร้านนั้น

    “…ตอนหลวงพ่อมาสอนให้กำหนด ผมจะทำได้ มันสงบ มันทำให้ผมรู้สึกสบายมากจริงๆ แต่พอหลวงพ่อกลับไปแล้วซิครับ มันปวดเหลือเกิน ปวดจนผมจะทนไม่ไหวแล้วครับหลวงพ่อ” เขาจะพร่ำรำพันและครางฮือๆ อย่างผู้สำนึกผิด

    ท่านก็สอนให้ปล่อยวาง และให้กำลังใจพยายามทำต่อไปว่า “…ไม่เป็นไรหรอกโยม ยังทันถ้าทำจริงๆ กำหนดสติให้ต่อเนื่องไปอย่าได้ขาด ถ้าจิตใจเข้าถึงสมาธิความสงบแล้ว ย่อมทำให้ข้ามเวทนาความเจ็บปวดทางร่างกายได้…” เขาก็เชื่อและพยายามทำ แต่ก็เหมือนเดิม คือมันจะเกิดผลเฉพาะตอนท่านนั่งสอนอยู่ตรงนั้น แล้วจะไม่มีผลอะไรตอนเขาพยายามทำด้วยตัวเอง

    บ่ายวันหนึ่ง อาการของโรคกำเริบขึ้นอีกครั้ง เขาดิ้นรนอย่างเจ็บปวดและร้องโวยวายว่าพวกสัตว์ต่างๆ กำลังมารุมไล่กัดเขาเหมือนเดิม ในมโนภาพนั้น เขาดิ้นรนต่อสู้กับพวกสัตว์จนถึงกับกระอักเลือดสดๆ ออกมา หมอและพยาบาลต้องรีบเข้ามาช่วยฉีดมอร์ฟีนให้ แล้วรีบนำเข้าห้องไอซียู

    แม่และน้องสาวเห็นเขาอาการหนักเช่นนั้น ก็มีความเห็นตรงกันว่า เจ้ากรรมนายเวรได้มาทวงถามหนี้ชีวิตกับเขาแล้ว จึงคิดว่าควรเอาซากสัตว์ทั้งหลายในบ้านไปถวายหลวงพ่อที่วัด จะได้ถือโอกาสทำบุญใหญ่ให้พวกมัน ขอให้พวกมันอโหสิกรรมต่อเขาด้วย

    วันถัดมาขณะที่ผู้เป็นแม่เดินทางมาถึงวัด และกำลังให้คนรับใช้ขนซากสัตว์ลงจากรถนั้น แกคงไม่รู้ว่าอาการของลูกชายได้กำเริบหนักอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน มีโอกาสสิ้นลมได้ทุกวินาที

    เมื่อถวายสังฆทานและรับพรเสร็จ ขณะที่แกจะเอาน้ำที่กรวดแล้ว ไปรดลงดินอุทิศให้พวกสัตว์อีกครั้งนั้น พอเดินออกมาถึงหน้ากุฎิ โทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น แกรีบรับสาย เสียงลูกสาวที่ปลายสายสะอื้นอยู่ครู่หนึ่ง แล้วพูดว่า

    “แม่…พี่วัตย์เสียแล้วนะ…”

    ที่กรวดน้ำทองเหลืองที่กำลังจะเอาไปรินลงดิน หล่นเคร๊งลงบนลานซีเมนต์ แล้วกระจายหายวาบไปบนลานปูนที่ร้อนระอุ น้ำอโหสิกรรมไม่มีโอกาสตกถึงดิน

    น้ำที่เกิดจากการทำบุญคงไม่ช่วยล้างบาปให้ใครได้

    หนี้ชีวิตของสัตว์ถูกทวงถามด้วยชีวิตของเขา

    หรือนี่คือจุดจบของนักล่าที่ถูกฆ่าด้ายบาป.

  26. อาว.ซซซซ

    เยี่ยมหน้าเข้ามาพบท่าน ส.ส. จนได้

    ท่านดินทราบมั้ยว่า ร้านกาแฟของท่านนั้นยอดนิยมขนาดไหน

    เอ้า- เก็บมาฝากขอรับ

    * * *

    Top Posts from around WordPress.com

    Shiinamachi Diary: 7) เสียงเบาเบา

    Bape Roadsta City Series Pack

    Queen of Part Time ตอน บุปผาราตรีและอิสตรีชาวจับกัง 6

    โต๊ะกาแฟ

    เสียบไมค์ ร้องเพลง กับเสก โลโซ “14 อีกครั้ง”

    Med Hin Håle som regissör… del II

    YouTube Blocked in…Thailand

    0056: the twister experience

    50ปี มัณฑนศิลป์ รากฐานของสังคมการออกแบบของไทย

    เฮ้อ..เข้าบล็อกจากคอมที่บ้านไม่ได้ – pattaya music festival 2007

  27. อรุณสวัสดิ์ขอรับพี่ท่าน
    โต๊ะกาแฟเหรอ
    ไม่ใช่ใครอื่นที่ไหนดอกขอรับ
    แฟนพันธุ์แท้ที่เข้ามาอ่านโต๊ะกาแฟ ก็ข้าพเจ้าเองนี่แหละ ฮ้า ฮ้า ฮ้า

    คารวะ

  28. สวัสดีค่ะทุกท่าน ..

    อ่าน “นักล่า” ของท่านสวรรค์เสกแล้ว ..

    อื้อ ฮือ ..
    เหมือนถูกมนต์ ..
    ทุกตัวอักษรสะกดสายตาให้ไล่อ่านอย่างไม่ลดละ

    ความรู้สึกแรกอ่านนั้น ทำเอานึกไปถึงฉากไล่ล่าสัตว์ป่าใน “เพชรพระอุมา” ภาค ๑ นั่นก็ไม่ปาน
    การเดินเรื่องกระชับ ฉับไว .. ชอบ ๆ

    ว่าแต่ .. เรื่องใหม่ขอแบบหวาน ๆ มั่งได้ป่าวคะ ..
    เอาใจคนอ่านสาว ๆ เสียหน่อยเป็นไร .. อิอิ

    – – –

    ไล่สายตาไปยังเมนู “นินทาน้องสาว” ของท่านดิน แล้วสะดุ้ง !!

    แม่หญิง กับเรื่องน้ำหนักนี่ เป็นเรื่องจริง ๆ นะคะ

    ข้าพเจ้าเอง ก็ยังหนักใจอยู่นะนี่ ..
    อยากลดความอวบอั๋นให้มันลงไปมากกว่านี้ ..
    แต่ต้องขัดใจกับแม่เสียทุกที .. ร่ำไป ..
    แม่เรียกกินข้าวแล้วลูกสาวไม่สนทีไร .. เป็นงอนทุ๊กกกกทีสิน่า ..

    แต่หยุกยาลดความอ้วนนี่ ไม่เคยอยู่ในความคิดเลย
    ยิ่งอ่านที่ท่านเล่ามาแล้ว ยิ่งรู้สึกว่า มันน่าหวาดหวั่นไม่ใช่น้อย
    แล้วจะมาติดตามอ่านตอนต่อไปค่ะ
    เป็นกำลังใจให้คุณน้องสาวท่านด้วยนะคะ .. สู้ ๆ ^ ^v

    .
    .
    .

    เฮ้อ .. กว่าจะได้อ่าน .. กว่าจะพิมพ์
    พิมพ์ไปทำงานไป วิ่งรอกซะลิ้นห้อยเชียวค่ะพระเดชพระคุณท่าน ..

    ไปก่อนละกันนะคะ
    คารวะหนึ่งจอกค่ะ

    อะฮ้อย อะฮ้อย !!

  29. “In the begining we hurry to go forward,
    or we hurry to go back, or hurry to stop.
    We practise like that until we start to see
    that going forward is not it, going back is not it,
    and stopping is not it either! It’s finished.
    If we practice consistently and consider things thoroughly, we will eventually reach this point.”

    “ในตอนเริ่มปฏิบัติทีแรกนั้น พวกเรามันรีบเกินไป ช้าเกินไป หรือไม่ก็หยุดนานเกินไป พอเราปฏิบัติไปเรื่อยจะเข้าใจว่า เดินไปข้างหน้าก็ไม่ใช่ ถอยหลังก็ไม่ใช่ หยุดอยู่ก็ไม่ใช่ นั่น ธรรมะเป็นยังงั้น

    ถ้าเราหมั่นปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ พิจารณาสิ่งทั้งหลายอย่างละเอียดตามความเป็นจริงอยู่อย่างนี้ เดี๋ยวเราก็เข้าใจธรรมะเองนั่นแหละ”

    (หลวงปู่ชา สุภัทโท (กราบขออภัยหากผมแปลคลาดเคลื่นด้วยความเขลา)

    .
    .

    “ความโกรธเป็นลม พัดไฟในตะเกียงความคิดดับ”

    “ปาก(ของเขา)คมเหมือนมีดฆ่าควาย”

    (พ่ออาว์ รงค์ วงษ์สวรรค์)

    .
    .

    ต้นหญ้าน้อยกับเจ้าชายสายลม
    .
    .
    ครั้งหนึ่ง..

    มีต้นหญ้าเล็กๆ ต้นหนึ่ง ที่แอบหลงรักเจ้าชายสายลม ทุกครั้งที่เจ้าชายสายลมพัดผ่าน ต้นหญ้าน้อยจะพลิ้วไหวไปตามแรงลมปากของเจ้าชายที่กระซิบแผ่วข้างใบหูหล่อน ดูราวกลับว่าต้นหญ้าน้อยนั้น กำลังเต้นระบำด้วยความยินดีที่เจ้าชายสายลมแวะมาทักทาย

    แต่เจ้าชายสายลมไม่เคยหยุดอยู่กับที่

    เขาพัดผ่านมาแล้วก็พัดผ่านไป ปล่อยให้ต้นหญ้าน้อยรอคอยอย่างสงบอยู่ที่เดิม

    วันหนึ่ง เจ้าชายสายลมพัดมาบริเวณนั้นอีกครั้ง ต้นหญ้าได้เอ่ยถามขึ้นว่า

    “สายลมเจ้าเอย เหตุใดเลยท่านจึงไม่เคยหยุดนิ่ง?”

    สายลมตอบกลับไปว่า “ข้าสนุกสนานที่ได้พัดผ่านสถานที่อันหลากหลาย ได้พบเจอผู้คนและเรื่องราวมากมาย แล้วเหตุใดเจ้าจึงไม่ออกผจญภัยบ้างล่ะ?”

    ต้นหญ้าต้นน้อยตอบสายลมกลับไปว่า “ฉันทำไม่ได้เหมือนท่านหรอก ฉันได้แต่รอคอยท่าน…วันที่ท่านพัดผ่านมาแถวนี้ แม้เพียงไม่นาน แต่ฉันก็สุขใจมากแล้วล่ะ”

    สายลมกล่าวต่อไปว่า “แต่ข้าคงหยุดอยู่ที่เจ้าไม่ได้หรอกนะ เพราะฉะนั้นเจ้าอย่าปักใจ อย่าหวังอะไรในตัวข้าเลย”

    ต้นหญ้าน้อยยิ้มรับแล้วเอ่ยตอบว่า “ฉันไม่หวังให้ท่านหยุดอยู่ที่นี่หรอกคะ ฉันขอเพียงแค่มีความหวัง-หวังว่าท่านจะพัดผ่านมาเยี่ยมเยียนบ้าง การที่ได้มีความหวัง ได้เฝ้ารอคอยท่านเช่นนี้ ฉันก็สุขใจ-สุขใจที่ได้รู้ว่าทุกครั้งที่ท่านพัดผ่านมา ท่านยังสบายดี ยังเป็นเจ้าชายผู้ร่าเริงและอ่อนโยนต่อต้นหญ้าเช่นฉัน ความปรารถนาของฉันมีเพียงเท่านี้จริงๆ ค่ะ”

    .
    .

    อะแฮ่ม แฮ่ม เรื่องข้างบนนั้นมาจากเมล์ฟอร์เวิร์ดที่ผมได้รับน่ะขอรับท่านพี่ แอนด์ คุณน้อง (ผมมั่วให้มันเนียนขึ้นอีกนิดน่ะ)

    เกล้ารึก็เกิดคันไม้คันมือขึ้นมา อีกทั้งคุณน้องมารดำเจี๊ยบ เจี๊ยบ ออกปากขอว่าหากจะเข้ามาโม้ครั้งต่อไป ให้แต่งเรื่องรักๆ หวานๆ กุ๊กกิ๊กๆ มาให้อ่านบ้าง

    ตัวเกล้ากระผมนี้ก้อต้องบอกตามตรงนะครับว่า ไม่ค่อยถนัดเรื่องโรแมนติกแต่อย่างใด ต่อมโรแมนติกของผมตายด้านไปตั้งแต่ตอนที่ยังไม่นุ่งผ้า แล้วคลานไปนั่งเล่นขายหม้อข้าวหม้อแกงกับสาวๆ บนพื้นดินแต่ปางโน้นแล้วละครับ

    แฮ่ม! ใช่แล้ว ผมกระเถิบจนต่อมโรแมนติกด้านหมดเลย

    เอ๊า ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว นายสอขอใส่สะเก็ตแต่งเล่นๆ ต่อไปหนุกๆ ก็แล้วกันนะครับ…

    .
    .

    กาลเคลื่อน คืนผ่าน วันคล้อย…
    ต้นหญ้าน้อยยังยืนสงบนิ่งชะเง้อคอรอเจ้าชายสายลมอยู่ที่เดิม

    ในความนิ่งและความอ่อนไหวของเธอนั้น ต้นหญ้าน้อยเติบใหญ่ขึ้นตามกาลเวลา หล่อนยืนทะนงอวดความงามชนิดที่ว่าต้นหญ้าใหญ่แถวนั้นยังต้องลู่ลมโน้มลงมาดู แล้วยิ้มชื่นชมต่อความงามของหล่อน ในฐานะญาติผู้ใหญ่ในสายพันธุ์เดียวกัน

    บริเวณข้างๆ ต้นหญ้าน้อยนั้น มีต้นกุหลายที่กำลังออกดอกสีแดงสดบานสะพรั่งอยู่ต้นหนึ่ง

    เช้าวันนี้ มีนกกระจิบน้อยขนขาวปุกปุยตัวหนึ่ง บินร่อนลงมาเกาะบนกลีบดอกกุหลาบสีแดงดอกใหญ่เท่าดวงใจของไดโนเสานั้น ไม่แน่นะว่า…ดอกกุหลาบแสนสวยนั้น อาจจะใหญ่เท่าดวงใจของกระต่ายน้อยที่อยู่บนดวงจันทร์ก้อด้าย

    “เธอหายไปไหนมาหลายวันหือ? เจ้ากระจิบ!” ดอกกุหลาบแดงส่งเสียงสดใสทัก แล้วสะบัดช่อถามต่อว่า “ฉันแค่วานให้เธอบินไปตามหาเจ้าชายสายลม แล้วช่วยบอกให้เขาพัดผ่านมาทางนี้ เพื่อเยี่ยมเยียนต้นหญ้าน้อยเพื่อนของเราบ้าง ทำไมเธอไปหายนานจัง เธอเจอเขาไหม? แล้วเขาจะพัดผ่านมาทางนี้อีกหรือเปล่า?”

    “นี่! นี่! อย่าเพิ่งถามอะไรฉันมากนักเลยแม่ดอกกุหลาบแดง ต้นหญ้าน้อยน่ะ เธอคิดถึงเจ้าชายสายลมมากกว่าหล่อนอีกนะยะ เธอยังไม่ซักถามอะไรฉันสักคำ ขอฉันกินน้ำค้างเย็นๆ ดับกระหายก่อนเถอะ แล้วจะเล่าให้ฟังทีหลัง” กระจิบน้อยก้มดูดน้ำค้างที่เกาะอยู่บนกลีบกุหลาบแดงด้วยความกระหาย

    ถูกเจ้ากระจิบน้อยพูดจี้ใจดำเช่นนี้ ต้นหญ้าน้อยเอียงอาย ใบสีเขียวสดของเธอจึงเปล่งประกายแวววาวขึ้นด้วยความเขิน

    “เฮ้ยยยย ค่อยยังชั่วหน่อยยย” กระจิบน้อยสะบัดขนฟูฟ่องเหมือนปุยสำลีด้วยความกระชุ่มกระชวย

    “เอ๊า เล่าได้หรือยังล่ะพ่อคุ้น วางท่าจริงๆ นะเธอ มีเรื่องอะไรมาเล่าให้พวกฉันฟังก้อรีบๆ เล่ามาเลย หนอยแนะ! คอยดูนะ ถ้าไม่ได้เรื่องอะไรติดขนกลับมาเลย คราวหน้าฉันจะไม่เก็บหยดน้ำค้างเอาไว้ให้เธอกินอีกหรอก” ดอกกุหลาบแดงโยนช่อไปมาด้วยเริ่มหงุดหงิดกับการวางท่าของเจ้ากระจิบ

    “อะแฮ่ม แต่น แต้น แต๊น” กระจิบน้อยเอาปีกขาวเท้าสะเอว แอ่นอกพูดเหมือนกับนกโกกิลา หรือว่าพวกนกดุเหว่า ตระกูลนกทอล์กโชว์ฝีปากเอก

    “หลายวันก่อนตอนที่ฉันบินตามเจ้าชายสายลมไปนั้น เขาพัดผ่านกอไผ่ที่เต็มไปด้วยหนามแหลมคม!” เจ้ากระจิบเน้นเสียง ทำเอาต้นหญ้าน้อยและดอกกุหลาบแดงตกกะใจ เผลอยกใบขึ้นปิดหน้าอกพร้อมกัน

    “เขาพัดผ่านต่อไปจนถึงลานกว้างที่เต็มไปด้วยฝุ่น บรรดาฝุ่นเหล่านั้นไม่ชอบขี้หน้าเขา หากฉันเดาไม่ผิด ฝุ่นผงพวกนั้นคงจะอิจฉาเจ้าชายสายลมด้วยแหละว่า ทำไมเขาถึงสดชื่นบริสุทธิ์และเต็มไปด้วยอ๊อกซิเจนเอาปานนั้น พวกฝุ่นผงจึงพากันฟุ้งขึ้นมาจากพื้นดิน ทำเอาเจ้าชายสายลมที่ใสซื่อกลายเป็นสายลมที่มอมแมมและเต็มไปด้วยฝุ่น…”

    ใบหน้าสีเขียวสดใสของต้นหญ้าน้อย กับสีแดงสดของดอกกุหลาบ หมองวูบด้วยความสงสารเจ้าชายสายลม………….

    .

    เอาไว้อ่านต่อคราวหน้านะจ๊ะ วันนี้ขี้เกียจโม้แล้ว

    .
    .

    “A woman cries before the wedding, the man afterwards.” (Polish Proverb)

    “ผู้หญิงมักจะบีบน้ำตาอีตอนแต่งงาน ทุกค๊น ทุกคนสิน่า
    หลังจากนั้น ถึงคราวของผู้ชายบ้างล่ะที่ต้องน้ำตาตก”
    (นายสอ แปลมั่วๆ อีกแล้วครับทั่น)

  30. เอ่อ…ไม่ได้เข้ามาเสียหลายวัน เหลือเก้าอี้ว่างให้ข้าพเจ้านั่งสักตัวไหมท่าน

    อย่า! อย่าหลงดีใจว่าข้าพเจ้าเข้ามาทายทัก ข้าพเจ้าแวะผ่านมาทวงต้นฉบับเจ้าค่ะ คนอื่นไม่ชอบให้ทวง ข้าพเจ้าก็ไม่คิดจะทวง

    แต่กับท่าน… ข้าพเจ้าจะทวงให้ตายกันไปข้างหนึ่ง ฮ่า ฮ่า

    ส่งต้นฉบับด้วยนะเจ้าคะ

  31. ดีครับ ไม่รับกาแฟครับ รีบมาแล้วจะรีบไป มีธุระขอรับ

    เอ้า เอาข่าวมาฝากขอรับ พื้นที่ใหม่ที่สำนักงานของกระผม–

    ไปก่อนครับ- พี่น้อง

    เส้นทางนักเขียน

  32. โธ่ !!.. หยังมาเล่าปุ๊ดกึ่งปุ๊ดก๋างจะอี้น้ออออออ ..

    คนอะไร .. ท่ามากจริงเชียว ..
    ขะใจ๋มาเล่าต่อหื้อเวย ๆ เลยค่ะท่านสวรรค์เสก ..

    ไม่เห็นแก่ผู้อ่านตาดำ ๆ อย่างข้าน้อย
    ก็เห็นแก่ ต้นหญ้าน้อยกลอยใจเค้าน่ะนะคะ .. นะ นะ

    \\(*0*)//

  33. ภาษาคำเมืองนี่…น่ารักดีแฮะพับเผื่อยสิขอรับ

    อาไรของเค้านะ…ปุ๊ดกึ้งปุ๊ดก๋าง !!
    โอ้ย! อี๊จ้อยอี๊จ๋ายจะอี๊ อี่ อี๊ อ่า ฮ้อย !!

    ป๋าสอเปลี่ยน ! (ว่าแต่ลีลาเล่าเรื่องของท่านยียวนสมยี่ห้อสอสะเก็ตจริงเจียวพระคุณ)

    พี่ท่านอานันท์รับทราบขอรับ
    วันนี้ยังส่งต้นฉบับทันไหมท่านย่าฯฯฯฯฯฯฯฯฯฯฯฯฯฯฯฯฯฯฯฯฯฯฯฯฯฯฯฯฯฯฯฯฯฯฯฯฯฯฯฯฯฯฯฯฯฯฯฯ

    จะเขียนเดี๋ยวนี้แหละ

  34. หากท่านเปิดตูด เอ๊ย ตู้ดิเรก เอ๊ย ไปรษณีย์จ๋าณัฐาวีรนุชไม่ได้เจง ๆ จะทำจะได…

    มาว…ขอรับ กระผมแมว เบียร์ แรด

  35. สวรรค์เสก

    “My way of training people involves some suffering,
    because suffering is the Buddha’s path to enlightenment.
    He wanted us to see suffering, its cause, its end, and the path leading to that end.

    This is the way taken by all the Awakened Ones.
    If you don’t go this way there is no way.”

    (Venerable Ajhan Chah)

    “วิธีกำหนดอารมณ์ จับอารมณ์ ให้รู้จักใจของตน ให้รู้จักอารมณ์ของตน
    เปรียบโดยวิธีที่บุรุษทั้งหลายจับเหี้ย เหี้ยตัวหนึ่งเข้าไปในโพลงจอมปลวกที่มีรูอยู่หกรู ก็ปิดรูนั้นๆ เสียห้ารู เหลือรูเดียวให้เหี้ยออกแล้วนั่งจ้องมองที่รูเดียวนั้น เหี้ยออกมาก็จับได้ฉันใด การกำหนดจิตก็ฉันนั้น ปิดตา ปิดหู ปิดจมูก ปิดลิ้น ปิดกาย เหลือแต่จิตอันเดียวเปิดไว้ คือการสำรวมสังวรกำหนดจิตอย่างเดียว

    การภาวนาก็เหมือนกับบุรุษจับเหี้ย คือ กำหนดจิตให้อยู่กับลมหายใจ มีสติ ระมัดระวังรู้อยู่แล้ว กำลังทำอะไร มีสัมปชัญญะ คือรู้ตัวว่ากำลังทำสิ่งนั้น ความรู้สึกที่เกิดขึ้นในจิตขณะนั้นคือรู้ตัวว่ากำลังทำสิ่งนั้น ความรู้สึกที่เกิดขึ้นในจิตขณะนั้น ทำให้รู้จัก”

    (บุรุษจับเหี้ย โดย หลวงปู่ชา สุภัทโท จากหนังสือรวบรวมคำอุปมา “เหมือนกับกาย คล้ายกับจิต”)

    (ไม่เกี่ยวกับภาคภาษาอังกฤษข้างบนนะครับ บทนั้นผมจิ๊กเอามาจากปฏิทินของวัดอมราวดี แฮมเมอร์แฮมสเต็ด ลอนดอน เดี๋ยวจะหาว่าทำไมผมถึงมั่วได้เด็ดสะระตี่ขนาดนี้ ผมไม่อยากแปลธรรมะท่านแล้ว กลัวจะผิดไปจากความหมายแท้ของท่าน)

    .
    .

    “นี่แน่ะแม่ต้นหญ้าน้อย ฉันกลับมาแล้วนะ ก็จะมาเล่าเรื่องเจ้าชายสายลมของหล่อนต่อนะแหละ สัญญากะหล่อนไว้แล้วนี่ เอ…แล้วคราวที่แล้วฉันเล่าไปถึงตรงไหนแล้วละเนี่ย?” เจ้ากระจิบน้อยยกปีกขึ้นเกาเฮดด้วยความงง

    “ก็ถึงตอนที่เธอเล่าว่า เจ้าชายสายสมพัดไปถึงลานกว้างที่มีพวกนังเลงฝุ่นฟุ้งขึ้นมานั่งไงล่ะ” ดอกกุหลาบแดงทวนความจำให้เจ้ากระจิบ “ฝุ่นนั้นทำให้เจ้าชายสายลมตัวเปื้อนมะล่อกมะแลกหมดเลยไงเล่า” หล่อนโยนช่อสีแดงสดเบาๆ ด้วยรำคาญท่าทางอันยียวนของเจ้ากระจิบ “เอ๊าๆๆ จะเล่าต่อได้หรือยังพ่อคุ๊นนนน ต้นหญ้าน้อยน่ะเธอรอฟังอยู่นะ อย่าต้องให้เธอคิดถึงเจ้าชายสายลมจนตรอมใจตายเลยนะพ่อกระจิบ พ่อคุ้นนน พ่อรูปหล่อไม่เสร็จสักที”

    ต้นหญ้าน้อยหน้าแดงวูบเมื่อถูกจี้จั๊กแร้ เอ๊ย! ไม่ใช่ ถูกจี้จุดอ่อน หล่อนเอียงอายเหมือนตอนแรกรุ่น ตอนถูกต้นหญ้าหนุ่มเกี้ยวในเชิงชู้สาวก็ไม่ปาน

    ว่าไปแล้ว ตอนที่หล่อนเป็น“ละอ่อน”สาวเต็มวัย ครั้งยังเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัยดอกหญ้านั้น ด้วยหุ่นระหงของเรียวหญ้าระดับดาวมหาลัย ทำให้หนุ่มน้อยใหญ่ต่างหมายปองเธอ พวกหนุ่มเหล่านั้นซึ่งมี“พ่อดอกดิน”เป็นหัวหน้าแก้งค์ มักจะกันมานั่งรอเธออยู่ตรงสี่แยกปากหวาน แล้วเป่าลมปากใส่เธอจนหน้าร้อนผ่าวทุกครั้งไป ทุกวันนี้ แม้เธอจะผ่านด่านจนหน้าเริ่มหนาขึ้นแล้วก็ตาม แต่ถ้าพูดถึงเจ้าชายสายลม-ผู้เป็นเจ้าของดวงใจสีเขียวเมื่อใด ใบอันสวยสดใสเต็มวัยของเธอก็ยังร้อนผ่าวอยู่ดี

    “อ้อ…ถึงตรงนั้นเองหรอกรึ” เจ้ากระจิบรับคำ แล้วสตาร์ทเครื่องโม้ต่อทันใด

    ฝุ่นพวกนั้นน่ะ ตามราวีเจ้าชายสายลมไปตั้งไกลแน่ะพวกเธอรู้ไหม เจ้าฝุ่นมันพูดกับเจ้าชายสายลมว่า

    “หน่อยแน่ะแก ไอ้เจ้าชายสายลม นี่เจ้าไม่รู้หรือว่า ข้าน่ะ รักกันกะต้นหญ้าน้อยมาตั้งนานแล้วรู้ไว้ซะด้วย เรารักกันมาตั้งแต่สมัยที่เราเรียนอยู่ด้วยกันโน่นแล้ว เธอสัญญากะข้าว่า เมื่อเราเรียนจบและมีงานทำแล้ว เราจะแต่งงานกันด้วยล่ะ”

    “จริงเหรอ?” เจ้าชายสายลมหมองวูบ (เอ..ด้วยความเสียใจหรือว่าด้วยฝุ่นทำให้หมองก็ไม่รู้) แล้วถามเจ้าฝุ่นว่า “ทำไมต้นหญ้าน้อยไม่เห็นเล่าเรื่องนี้ให้ฉันฟังบ้างล่ะ?”

    “ปั๊ดโธ่! เธอปิดบังเจ้าอยู่นะสิ แต่ด้วยเหตุผลอะไรนั้น ข้าก็ไม่รู้หรอก ข้ารู้แต่เพียงว่าดวงใจของหล่อนน่ะ เป็นของข้ามาตั้งนานแล้วเฟ้ยย” เจ้าฝุ่นย้ำ

    ขณะนั้นเจ้าชายสายลมโชยเข้าไปในป่าละเมาะพอดี ต้นหญ้าแก่ในนั้นจึงพูดขึ้นว่า

    “เจ้าจะหลงตัวเองมากไปแล้วนะเจ้าฝุ่น ข้านะเป็นสายพันธุ์เดียวกันกับต้นหญ้าน้อย ข้ารู้จิตใจของเธอดี ในนั้นน่ะมีแต่เจ้าชายสายลมผู้เดียว ไอ้ที่หล่อนพูดดีและทำดีกับแกนั้น มันเป็นมรรยาทที่เรียบร้อยของหล่อนต่างหาก แกจะเข้าข้างตัวเองมากไปแล้วนะ”

    “ฮีโธ่ ลุงต้นหญ้า ลุงน่ะแก่แล้ว จะไปรู้จิตใจของต้นหญ้าน้อยได้ไง ลุงเองก็เดาเอาทั้งเพละไม่ว่า” เจ้าฝุ่นกล่าวฉุนๆ

    ลุงต้นหญ้าคร้านที่จะเถียงกะเจ้าฝุ่น จึงหันไปพูดกับเจ้าชายสายลมแทนว่า

    “เจ้าชายอย่าวิตกกังวลไปเลยนะขอรับพระเดชพระคุณ ต้นหญ้าน้อยรักเจ้าชายมากเลยรู้ไหม เป็นความรักจากก้นบึ้งของหัวใจที่เธอเก็บเอาไว้อย่างมิดชิด ยาวนาน และข้าเชื่อเหลือเกินว่า ไม่มีใครอีกแล้วที่จะมาแย่งตำแหน่งรักแท้อันนั้น จากดวงใจอันเขียวสดใสของเธอที่มีต่อเจ้าชายได้”

    เจ้ากระจิบพูดมาถึงตรงนี้ก็หยุด มองซ้ายมองขวาหาหยดน้ำค้างบนกลีบกุหลาบแดง แล้วกระโดดย๊อกๆ ไปจิบเบาๆ ดับกระหาย

    ดอกกุหลาบแดงก็สีสดมากขึ้นกว่าเดิม ด้วยอารมณ์โรแมนติกที่ฟังเจ้ากระจิบโม้ มิพักจะพูดถึงต้นหญ้าน้อย ที่เขิลล์ม่วนต้วนแทบจะซบลงทบดิน…….

    .

    เฮ้ยยยยยยย เหนื่อยอีกแระ เอาไว้วันหลังๆๆๆๆๆ

    .
    .

    ***
    “How many a man has dated a new era in his life from the reading of a book.” (Henry David Thoreau, Walden)

    “มีคนจำนวนมากเท่าไหร่แล้วที่ตั้งต้นยุคใหม่ในชีวิตของเขาหลังจากที่ได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่ง”

    เฮนรี่ เดวิด ธอโร่ (1817-1862)
    นักเขียน นักปรัชญา และนักธรรมชาติวิทยาชาวอเมริกัน ซึ่งงานเขียนเรื่อง “วอลเดน” (Walden) และงานอื่นๆ เกี่ยวกับปรัชญาและธรรมชาติของเขา สะท้อนความเข้าใจเรื่องระบบนิเวศของธรรมชาติก่อนใครๆ เขามีความคิดเสรีนิยมก้าวหน้า ต่อต้านระบบทาสในสหรัฐฯ ปฏิเสธไม่ยอมเสียภาษีรายหัวให้รัฐบาลในปี 1845

    หนังสือเรื่องการไม่เชื่อฟังของพลเมือง-Civil Disobedience (1849) ของเขาเสนอว่า พลเมืองมีสิทธิ์ไม่เชื่อฟังรัฐที่ไม่ให้ความเป็นธรรม เป็นหนังสือที่มีอิทธิพลต่อคานธี, ตอลสตอย และผู้นำสำนักสิทธิพลเมืองคนอื่นๆ

    ***
    หมายเหตุ–จากสมุดบันทึกกึ่งหนังสือ “คำคมคนรักหนังสือ” (Quotations for the book lovers) โดย วิทยากร เชียงกูล

  36. ฝนพรำเช้าวันอาทิตย์สวัสดิ์ขอรับ

    พี่สองขอรับ
    วอลเดน เป็นชื่อสถานที่ที่ท่านผู้รจนาไปใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติ
    ข้าพเจ้าสงสัยใคร่รู้มานานนักหนาแล้วว่า ในหนังสือเล่มนั้นมีอันใดซ่อนซุกอยู่บ้าง
    ไม่ทราบพอจะรบกวนพี่สองช่วยหยิบยกมาขานไขพอเป็นสาธกจะได้หรือไม่ขอรับ?

    OOO
    พี่ท่านอานันท์ขอรับ
    อาการเมล์เป็นแบบผีเข้าผีออกน่ะขอรับ
    คุ้มดีคุ้มร้าย! พลอยทำเอาข้าพเจ้าผู้ต้องกี่ยวข้องพลอยเป็นไปด้วย (ตอนนี้เริ่มมีอาการตาขวาง)
    ดีหน่อยก็คือเปิดช้า
    แย่หน่อยก็เปิดไม่ออกไปเลย

    โบราณท่านจึงว่า คนคนพาล พาลพาไปหาผิด
    คบเน็ตติด (บ้างไม่ติดบ้าง) เน็ตพาไปหาหงุดหงิด

    ก่อน ๆ ข้าพเจ้าใช้วิธีไปทำที่บ้านเพื่อนขอรับ
    เจอไฮสปีดของมันเข้าเหมือนขึ้นสวรรค์เจียวพระคุณพี่
    ข้าพเจ้าคลิกเปิดทีก็ละสายตาตามนิสัยคุ้นเคย เพราะปกติช้ากว่าจะเปิดได้แต่ละหน้า
    ข้าพเจ้าใช้เวลานั้น ๆ พักสายตา

    คอยอยู่ตั้งนาน สงสัยทำไมหน้ายังไม่เปลี่ยน
    ดูอีกที!
    ที่ไหนได้!
    มันเปิดตั้งแต่พริบตาที่คลิกน่ะขอรับ

    โอ…แม่เจ้า ราวฟ้ากับสะดือทะเล

    แต่ปัญหาเรื่องนี้รู้แต่แรกแล้วล่ะขอรับ (เรียนท่านย่าหนุงฯไว้แล้ว)
    คิดว่าพอเราอยู่ตัวค่อยหาทางออกทางแก้
    ค่อยคุยกันไปขอรับ

    คารวะ

  37. เ ข้ า บ้ า น ห น อ น ไ ม่ ไ ด้ ! ! !

    พ่อแม่พี่น้องขอร้าบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบ
    พวกท่านเข้าได้ปล่าวววววววววววววววววววววววววว???????????????????????

  38. สวัสดีค่ะท่านดิน :

    ข้าพเจ้าเข้าเนตแต่ละทีก็มีอาการลิ้นห้อยเหมือนกันค่ะ ก็นะ ที่บ้านใช้เนตโลโซน่ะค่ะ ครั้นจะให้ไฮโซด้วยการต่อ ADSL รึ ก็ดูจะไม่คุ้มค่ากับราคาที่ต้องเสียไปสักเท่าไร วัน ๆ ก็ขลุกอยู่แต่ที่ทำงาน ได้อยู่บ้านเสียเท่าไรกันเชียว

    สุดท้ายทำอะไรไม่ได้ก็ต้องทำใจค่ะ
    ทำใจ ..

    .
    .
    .

    กำเมืองวันนี้ขอเสนอคำว่า

    “ปุ๊ดกึ่งปุ๊ดก๋าง” แปลได้ดังนี้

    1. ปุ๊ด หมายถึง ขาด แยกออกจากกันอย่างสิ้นเชิง
    2. กึ่ง หมายถึง ครึ่ง หรือ หนึ่งในสองส่วน
    3. ก๋าง หมายถึง ครึ่ง ตรงกลาง หรือหมายถึงอาการขยายกว้างออกไป เช่นการ ก๋างจ้อง หมายถึงกางร่มนั่นเอง

    ฉะนั้น “ปุ๊ดกึ่งปุ๊ดก๋าง” หมายถึงครึ่ง ๆ กลาง ๆ ยังค้างคานั่นเอง

    – ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษากำเมืองศาสตร์เจี๊ยบ เจี๊ยบ-

    .
    .
    .

    ท่านสวรรค์เสกอ่ะ ใจร้ายยยยยยยยย !!
    “เล่าปุ๊ดกึ่งปุ๊ดก๋างแห๋มแล้ว” นะ โปรดอ่านอีกครั้งหนึ่ง”เล่าปุ๊ดกึ่งปุ๊ดก๋างแห๋มแล้ว”

    ขะใจ๋มาเล่าต่อนะคะ ข้า’เจ้ารอ ((อ่าน)) อยู่
    \(*0*)/

  39. ถึงเจ้าของบ้าน

    เราเขียนเรื่องเสร็จ ๓ ตอนแล้วนะ

    ท่านอ่านไม่เห็นเหรอ

    ช่วยตรวจสอบหน่อยสิ

    http://beebook.wordpress.com/

  40. ถึงท่านผู้มีแสงในตัวเอง

    แหะ แหะ เห็นสิขอรับ

    แต่ลิ้งค์คอมเม้นท์มันเป๋ ๆ ชอบกล (พี่ท่านเห็น บ่ ฮับ?)

    ลองตรวจสอบดูสักหน่อยสิ อิ อิ อิ อิ

    http://tuleebook.underworldpress.com(ic)/

  41. โอ..แม่เจ้า!
    พิมพ์มั่ว ๆ ระบบยังใส่ลิ้งค์ให้ !
    อย่าได้คลิกเข้าไปเชียวนะขอรับ
    หลุดไปดาวพลูโตไม่รู้ด้วย!

  42. เข้าไม่ได้เช่นกันครับผม -_- สงสัยโดนไวลัสกินทั้งเวปแหงมๆ
    วันนี้ข้าเจ้าอุสาฝืนกฏวันอาทิตย์ไม่เข้าเนตแล้วทีเดียว

    เข้ามาเขียนหนังสือหนังหาจนจบ ว่าพรุ่งนี้จะลุยงานเต็มที่เสียหน่อย เลยอัพได้แค่ที่สำนักตัวเองกับ mblog เท่านั้น ส่วนบ้านหนอนต้องรอดูอาการไปก่อน

    บ่ายร้อนสลัดเลยละขอรับพี่น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าอยู่ห้องไม่ได้เลยต้องกระเดียดนิ้วตัวเองออกมานอกเคหะสถาน มาหาแอร์เย็นๆ อากาศรื่นรมณ์แถวสวนหลวง ร๙ อาศัยเงาไม้ได้ความสงบเย็นใจ ก็ลากเจ้าไวโอ้วว น้องชายเจ้าโตชิ มาร้านเนตนี่ละขอรับ มาอัพข้อมูลหน่อย เดี้ยวพรุ่งนี้ที่ออฟฟิต จะมีการทุบกันอีกเฮือก

    ก็เจ้านายไม่อยู่นะครับ ไปต่างประเทศเลยสั่งให้ทำออฟฟิตต่อให้เสร็จ คราวก่อนทำขยักไว้ เพราะหุ้นส่วนเกาหลีดันเดินทางมาเร็ว เตรียมงานกันไม่ทัน เลยเผาๆ จัดฉากขายผ้าเอาหน้ารอดไปก่อน คราวนี้ก็น่าจะเรียบร้อยเสียที

    ว่าแต่สำเนียงโรมาสติกติดสะเก๊ตของพี่สองนี่ อ่อนแล้วแปลกตาไปเลยขอรับท่านพี่ บรรยากาศเปลี่ยนไป แต่กลิ่นน้ำลายยังเหมือนเดิม ฮ่าๆๆ (คิดว่างั้นนะท่านพี่) แม่นางเจี๊ยบๆ อาจซึมซับสำเนียงไปติดสะเก๊ตให้มะแขวงก็เป็นได้ ฮ่า… เออใช่คราก่อนข้าเจ้าบ่นถึงเรื่องนักเลงโกเมนเล่มแรก ข้าเจ้าอ่านจบแล้ว แต่ไม่รู้เป็นไง พออ่านเล่มสองแล้วรู้สึกหนืดๆยังไงไม่ทราบ ข้าเจ้ากำลังลุ้นและสะท้อนใจไปกับตะละพ่อนิลวิหก แต่ท้ายเล่มก็จบซะกระจากใจเหลือเกิน สงสัยเล่มสองคงอีกนานกว่าจะอ่านจบแหะท่านพี่

    โอ้ว.. ข้าพเจ้าซื้อเวลาชั่วโมงเนตไว้สองชั่วโมงดูดิเหลือไม่กี่นาทีแล้วเวลานี่เร็วจริงๆเวลาที่มันต้องเสียเงินเนี้ย อิทีของฟรีนี่ใช่เอาใช้เอาไม่ยักกะต้องไปพะวงเรื่องเวลา ((ดูสิท่านพี่ทั้งหลาย สาวๆในร้านนะขาวๆจ๋วยๆน่ารักๆทั้งง้านนนน ไม่อยากให้หมดเวลาเลย ))

    วันนี้แค่นี้ก่อนดีกาขอรับอาทิตย์หน้าเปิดทำงานมาถ้าว่างๆข้าเจ้าค่อยมาทักทายใหม่วันนี้

    คาราวะแวบๆละครับทุกท่าน มีความสุขหลายๆ

  43. ง่า..พิมพ์ผิดบาน สงสัยรีบจริงๆ

    ไปละแวบๆ

  44. @ วันวานนอนตื่นพร้อม……………..นกกา
    เดินเล่นขยับแข้งขา…………………แต่เช้า
    สวนลุมฯ หนุ่มร่างหนา………………ขวักไขว่ พี่เอย
    เผื่อเจอะเนื้อคู่เข้า…………………..จักได้ สมปอง (อิอิ)

    @ ดอกนนทรีหล่นคว้าง…………….ทางเดิน
    เหลืองพร่างแต้มเขียวเนิน…………..ยอดหญ้า
    งดงามกว่าใดเกิน……………………บอกเล่า พรรณนา
    เปรียบดั่งพรมเมืองฟ้า……………….จากแคว้น แดนสวรรค์

    @ กลางวันอากาศร้อน……………..ดังไฟ
    แทบ บ่ อยากออกไป………………จากเหย้า
    หมกตัวอยู่แต่ใน…………………….คฤหาสน์
    หวังเมฆฝนตั้งเค้า…………………..ไล่ร้อน นอนเย็น

    @ เสาร์อาทิตย์สั้นนัก………………พี่เอย
    ยัง บ่ หายเหนื่อยเลย………………เมื่อยแท้
    นึกอยากหยุดงานเฉย……………….วันพรุ่ง
    เกรงแต่เจ้านายแล้…………………..หักเบี้ย เงินเดือน

  45. แล้วต้องแก้ยังไงง่ะ

    ทำให้หน่อยจิ

    ว่างอยู่ปะ

    นะ นะ นะ

  46. หาได้ว่างดอกขอรับ
    แต่สำหรับพี่ทั่นล่ะก็…ว่างซำเหมอ อิ อิ
    ..
    ..
    บอกไว้แล้วไง
    ว่าย้าย theme ไป theme อื่นก่อน
    แล้วค่อยย้ายกลับอีกที

    แค่นี้ก็ได้ theme เก่าที่ไม่เหลาเหย่แล้วล่ะขอรับเสด็จพี่ท่าน

    ลองดูขอรับลองดู

    OOO
    ท่านย่าฯ
    ฝากไว้ก่อนขอรับ
    OOO
    พี่สาม
    เน็ตเสียตังค์มันดีอย่างนี้นี่เอง
    มินา เน็ตข้าพเจ้ามันจึ่งได้ซังกาบ๊วยนัก
    ขาวเหยออออออออออออออออออออ
    พี่ท่านท่าจะติดเชื้อพี่สองไปไม่เบา อุ อุ อุ

    เขียนหนังสือล่ะ

    คารวะ

  47. สวรรค์เสก

    “The ways of this world are merely conventions of our own making. Having established them we get lost in them and refuse to let to clinging to our personal views and opinions.

    This is samsara, endlessly flowing on without completion. But if we truly know concentional reality, we will also know liberation. Here we find completion.

    (Venerable Ajhan Chah)

    “เรื่องปฏิบัติก็เช่นกัน เมื่อเราดูจิตของเราอยู่ ผู้รู้ดูจิตเจ้าของ ผู้ใดตามดูจิตผู้นั้นจะพ้นจากบ่วงของมาร

    เปรียบเหมือนกับเราเลี้ยงควาย หนึ่งต้นข้าว สองควาย สามเจ้าของควาย
    ควายจะกินต้นข้าว ต้นข้าวเป็นของที่ควายจะกิน

    จิตของเราก็เหมือนควาย อารมณ์คือต้นข้าว ผู้รู้คือเจ้าของควาย

    เวลาเลี้ยงควายก็คอยตามดูไม่ให้มันกินต้นข้าว ปล่อยควายไป แต่ก็พยายามดูมัน ถ้ามันเดินไปใกล้ต้นข้าว เราก็ตวาดมัน ควายได้ยินก็จะถอยออก แต่เราอย่าเผลอนะ อย่าไปนอนหลับกลางวันก็แล้วกัน ถ้าขืนนอนหลับ ต้นข้าวหมดแน่ๆ”

    (การเลี้ยงควาย โดย หลวงปู่ชา สุภัทโท จากหนังสือรวบรวมคำอุปมา “เหมือนกับใจ คล้ายกับจิต”)

    .
    .

    “อะแฮ่มๆๆ” นกกระจิบน้อยกระแอมแล้วเล่าต่อว่า

    “ในขณะที่เจ้าชายสายลมโชยไปในป่าละเมาะนั้น เรี่ยวแรงของเจ้าชายอ่อนลงไปมาก เจ้าฝุ่นก็หล่นหายไม่เป็นท่าตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ เหล่าอ๊อกซิเจนที่ระเหยออกมาจากใบไม้ในป่าละเมาะ ซักฟอกเจ้าชายสายลมจนสะอาดบริสุทธิ์ผุดผ่องคืนมาอีกครั้ง ขณะที่อ่อนล้าลงเรื่อยๆ นั้น ก่อนจะสลายร่างกลายเป็นอากาศ เจ้าชายสายลมได้ฝากความไว้กับลุงต้นหญ้าว่า

    “ลุงครับ ลุงช่วยฝากละอองเกษรของของดอกหญ้า ที่จะปลิวไปเกิดใหม่บริเวณที่ต้นหญ้าน้อยอยู่ด้วยนะครับว่า ผมรักต้นหญ้าน้อยผู้เดียวเท่านั้น แม้ผมจะระเหยหายกลายเป็นอากาศ แต่ขอให้ต้นหญ้าน้อยรู้ไว้เถิดว่า ความรักของผมที่มีต่อเธอนั้นบริสุทธิ์สูงส่ง และยิ่งใหญ่เกินกว่าที่จะกล่าวออกมาเป็นคำพูดได้ เป็นความรักที่คงอยู่ในรูปของอ๊อกซิเจนในอากาศ ที่จะล่องลอยไปทุกหนทุกแห่ง แม้ผมจะไม่ปรากฏร่างเป็นเจ้าชายสายลมเหมือนแต่ก่อน แต่ความรัก ความห่วงใย ความอาทร และความสิเนหาของผมนั้น จะโอบกอดต้นหญ้าน้อยไว้ตลอด ไม่ว่ากลางวันหรือกลางคืน ทั้งยามที่หล่อนตื่นและหลับ

    ไม่นานหรอกครับลุงต้นหญ้า ผมสัญญาว่า ผมจะก่อร่างขึ้นมาใหม่ในรูปของเจ้าชายสายลมอีกครั้ง เพื่อแสดงตัวตนที่แท้จริงของผมให้เธอเห็น และเป็นการยืนยันว่าความจริงแล้วผมไม่เคยโชยไปไกลจากเธอเลย

    จริงอยู่ครับลุง เมื่อใดที่ผมก่อร่างเป็นเจ้าชายสายลมนั้น มันเป็นความจำเป็นของพวกเราชาวลม ไม่ว่าจะเป็นลมพายุ ลมเฮอริเคนที่ยิ่งใหญ่ หรือแม้แต่ลมบ้าหมูเล็กๆ น้อยๆ ในตัวคน มันจำเป็นที่ว่าพวกเราจะต้องโชยไป เพื่ออะไรงั้นหรือครับลุง บ้างเพื่อนำฝนไปตก บ้างเพื่อน้ำความเย็นไปให้ผู้คน บ้างเพื่อนำละอองเกษรของต้นไม้บางชนิดไปผสมพันธุ์กัน หรือแม้แต่ทำให้คนเป็นลมเล่นๆ นั่นก็เป็นหน้าที่ของพวกเราชาวลมน่ะครับ

    แต่ในที่สุดพวกเราก็จะระเหยหายกลายเป็นอากาศ บางทีต้นหญ้าน้อยอาจลืมความจริงขอนี้ ผมก็ลืมบอกเธอไป ผมฝากลุงด้วยแล้วกันนะครับ” เล่ามาถึงตรงนี้ ก่อนที่จะถึงจุดอวสานของเจ้าชายสายลม เจ้ากระจิบก้มมองดูต้นหญ้าน้อยแล้วกล่าวเบาๆ ว่า

    “พอสั่งความเช่นนั้นเจ้าชายสายลมก็ค่อยๆ เลือนหายไปในป่าละเมาะ…..”

    “งั้นก็แสดงว่าเจ้าชายสายลมก็กลายเป็นอากาศที่อยู่รอบๆ ตัวพวกเรานี้ละซิ” กุหลาบแดงช้อนกลีบขึ้นถาม

    “ชัวร์ป๊าด! แอบโซลูตลี่ (absolutely = อย่างแน่นอน,เต็มที่) วัน ฮันเดรด เปอร์เซ็นต์” เจ้ากระจิบเดาะพูดศัพท์อังกฤษ “ไม่แน่นะว่า ตอนนี้ความรักของเจ้าชายสายลมที่แปรสภาพเป็นอากาศ อาจกำลังโอบกอดต้นหญ้าน้อยด้วยความสิเนหาอยู่ก้อด้ายยย ใครจะรู้ๆๆๆ” เจ้ากระจิบลากเสียงยาวแหย่ต้นหญ้าน้อยให้อายม่วนต่วน

    นับแต่นั้นมา ต้นหญ้าน้อยก็ไม่เคยรู้สึกเหงาหรืออ้างว้างอีกต่อไป ด้วยหล่อนรู้แล้วว่าความรักที่แท้จริงของเจ้าชายสายลมนั้น ได้โอบกอดหล่อนอยู่ตลอดเวลาในสภาพของอากาศ หล่อนจึงพร้อมแล้วที่จะเติบโตเป็นต้นหญ้าใหญ่ และพร้อมเผชิญกับปัญหานานาประการ ที่ต้องประสบในการดำรงชีวิต

    โอ้! ใช่แล้ว ด้วยอุปสรรคเหล่านั้นเอง ที่หล่อหลอมหล่อนขึ้นมาจนกลายเป็นนางสาวต้นหญ้าที่เรียวระหงและสวยงาม และแข็งแกร่งในวันนี้.

    เฮ้ยยยยย จบเถอะน๊อ
    ขอให้มีความสุขในการอ่านนะจ๊ะ ทุกค๊น ทุกคน แอนด์ ทุกตัว มีคุณน้องกาฟิวส์เป็นปฐม

    อ่ะ หนังสือเรื่องวอลเดน งั้นหรือครับพี่เถ้า
    ถ้าหากมันซึมเข้าหัวผมได้ คิดว่าผมคงรู้เรื่องไปนานแล้วล่ะ
    ซื้อมารึก็นานแล้ว มานั่งอ่าน นอนอ่าน เข้าห้องน้ำอ่าน กระทั่งบางครั้งก็เผลอเอามาหนุนหัว แต่ไม่ยักจะรู้โครงสร้างโดยรวมของหนังสือเล่มนี้เลย มันรู้แบบเป็นวรรคๆ เป็นเสี่ยงๆ ยังไงไม่รู้

    ผมเพียงแต่เคยอ่านเจอวรรคทอง(ที่แปลเป็นภาษาไทย)จากหนังสือเล่มนี้บ่อยๆ และเห็นว่าแต่ละวรรคนั้น “โดน” จริงๆ ไม่ใช่วรรคทองชุบ ทองเก๊แต่อย่างใด

    เอาไว้ให้ผมอ่านจนเข้าใจก่อนแล้วจะมาเล่าให้ฟังทีหลังนะครับ
    เหอะน่า ท่านพี่ วิญญูชนคอยสักสิบปีไม่สายหรอก
    ดูอย่างป๋าโจเซ่ ซารามาโก นั่นปะไรครับ แกเริ่มเขียนหนังสือจริงๆ จังๆ เอาอีตอนอายุ 60 ปี เผลอเขียนเล่นๆ ไม่กี่เล่ม ป๋าแกก็ส่ง เดอะทินดรัม (The Tin Drum) ขึ้นนั่งแท่นบัลลังก์โนเบลปี 1998 เฉยเลย

    ไม่สายๆๆๆ นับว่าไม่มีอะไรสายเลยจริงๆ ในโลกนี้ ขึ้นอยู่กับว่าจะทำจริงๆ หรือเปล่าเท่านั้น

    อ่ะ เดียวตามไปอ่านบทความอีโรติกของคุณน้องหิ่งห้อยสักหน่อยเป็นไร เผื่อจะได้ศึกษากระบวนท่าใหม่ๆ มาบันทึกไว้ในสมอง หากถึงคราที่นายสอออกวิชา “เก้ากระบี่กระป๋วยโตกโอ้ววว” จะได้แสดงกระบวนท่าได้อย่างเลิศภพจบแดนเหมือนอย่างศิษย์พี่เล่งฮูชง จอมยุทธ์ผู้นั่งอยู่กลางใจของกระผม ที่ใช้วิชา “กระบี่เก้าต๊กโกว” อาละวาดอย่างรื่นเริงจนยุทธภพแทบปั่นป่วน

    (อิ อิ อิ แล้วงี้จะไม่ให้พี่สามของเกล้ากระผม ติดเชื้อบ้าด้วยไงไหว พี่แกรึก็แอบจิตบ้าลึกๆ มานานแล้ว ติดแต่พี่เถ้าเท่านั้นเอง ที่ทำตัวเป็นวิญญูชนจอมปลอมเหมือนอาจารย์งักปุกคุ้ง แสร้งรับฟังเรื่องราวสัปดี้โสโดกแบบนี้ไม่ไหว ไม่ชวนพี่สามของเกล้ากระผ๊ม คุยถึงเรื่องอันน่าภิรมย์โลกีย์แบบนี้บ้างเลย เอาน่าท่านพี่ นี่น่ะ เป็นภาคหฤหรรษ์ของสัจธรรมแห่งการเกิดเลยเจียวนาพระคุณ หิ หิ หึ หึ)

    .
    .

    “We need the books that affect us like a disaster, that grieve us deeply, like the death of someone we loved more than ourselves, like being banished into forests far from everyone, like suicide. A book must be the axe for the frozen sea inside us.” (Franz Kafka, 1883-1924)

    “เราต้องการหนังสือที่จะส่งผลกระทบต่อเราประดุจภัยพิบัติ
    หนังสือที่จะทำให้เราเศร้าอย่างลึกๆ เหมือนความตายของคนที่เรารักมากกว่าตัวเอง เหมือนกับถูกเนรเทศให้เข้าไปอยู่ในป่าที่ห่างไกลผู้คน เหมือนกับการฆ่าตัวตาย

    หนังสือที่เป็นเหมือนขวานซึ่งจะใช้ทุบทะเลน้ำแข็งอันอยู่ภายในตัวเรา”

    ฟรานซ์ คาฟค้า
    นักเขียนนวนิยาย และเรื่องสั้นชาวเชคโกสโลวาเกีย เชื้อสายยิวเยอรมัน ผู้เขียนงานเชิงสัญลักษณ์เกี่ยวกับสถานการณ์แบบฝันร้าย ความแปลกแยก การเก็บกดและจุดอ่อนของมนุษย์

    (จากสมุดบันทึกกึ่งหนังสือ “คำคมคนรักหนังสือ” โดย วิทยากร เชียงกูล)

  48. ศิษย์เหลน

    ศิษย์ทวดขอรับ

    มีเวลาเหลือหนึ่งนาที แวะมาทักทาย วังว่าคงสบายดี

    คารวะ

  49. วันนี้เน็ตความเร็วปานกลางแม่พลอยล่มค่ะ ทำให้คิดถึงใครบางคนในอดีตที่ชื่อโมเด็ม เขาคงน้อยใจที่แม่พลอยลืมเขาเสียสนิทเลย วันหลังแม่พลอยจะไม่ลืมอะไรง่าย ๆ อีกแล้ว ถึงยังไงแม่พลอยก็ยังรักโมเด็มอยู่ค่ะ ยังไงเขาก็มาก่อนอีตาเอดีเอสแอลนั่น

    กาแฟหมดหรือยังคะ หากแม่พลอยได้ดื่มคาปูชิโน่ร้อนๆ สักถ้วยคงหลับสบาย ฝันถึงเจ้าชายโมเด็มทั้งคืน
    เห็น คห.ข้างบน พ่อเปรมบ่นอะไรเป็นหมีกินผึ้งเลย

  50. Fastest Growing WordPress.com blogs

    มนต์รักนักเรียนนอก

    ประทีป จิตติ

    Jatukam Ramathep Photos { รูปจตุคาม }

    subsidiary secondclass informatika

    typhoon days

    mitthai in pai +

    ก้าวรอก้าว

  51. ศิษย์เหลนที่เคารพ
    ก็แล้วไยพระคุณท่านไม่ปันเอาหนึ่งชั่วโมงก่อนหน้าที่โอลัลล้าอยู่กับแม่สาวมาทักทายผู้น้อยอีกสักหนึ่งนาทีเล่า ผู้น้อยจะได้รับรสอักษรจากท่านสักสองนาที หือขอรับ?

    OO

    แม่พลอยขอรับ
    แม่พลอยคงเห็นสิว่า ข้าพเจ้าใช้คำ ‘พลอย’ ซ้ำแล้วซ้ำอีก อิ อิ อิ

    OO

    ฮา ฮา พี่ท่านกะปิตันผู้โผบิน บินไป โลด ด ด ด ด ด ด ด ! ! !

    คารวะ

  52. ต้นฉบับบบบบบบบบส่งได้แล้วพ่อคู้ณ!!!

    กะจะส่งไปชิงซีไรท์หรือเจ้าคะ เกลาแล้วเกลาอีกอยู่นั่นแหละ

    เมล์น่ะมีไว้ก็หัดเปิดเสียบ้าง จะดองจดหมายไปถึงไหน

    ศิษย์เหลนท่านเขาไม่ได้โอ้ลัลล้าทักทายสาวน้อยที่ไหนหรอก เขาปั่นต้นฉบับมาส่ง
    ไม่อายสหายท่านอื่นก็อายศิษย์เหลนเสียบ้างเถอะ รายนั้นทั้งงานประจำ งานพาร์ทไทม์ ไหนจะเรียนอีก ท่านเองแค่เสียเวลาไปทำฟันปลอม อย่าโยกโย้โยเยเจ้าค่ะ

  53. โอ๊ะโอ่! จะไปส่งเดี๋ยวนี้ล่ะขอรับ
    อา…ท่านศิษย์เหลนที่เคารพ
    เห็นทีท่านจะต้องขอบใจข้าพเจ้าไว้ให้มากมากสักหน่อย
    หากไม่มีข้าพเจ้าเสียแล้ว
    ถึงท่านจะมีความสามารถสูงส่งเพียงใด
    ท่านไม่มีทางรอดที่บ๊วยดอก อิ อิ อิ

    จะไปส่งเดี๋ยวนี้ล่ะขอร้าบบบบบบบบบบบแม่คู้ณ!!!~

  54. ฝากเสียงเพลงเพรียกหามาเห่กล่อม
    เอารักล้อมเรือนไว้อย่าได้หมาง
    ผกากรุ่นกลิ่นเจ้ามาเคล้าจาง
    คิดถึงบ้างหรือไม่หนอใจเธอ

    เดือนจะลาลับแล้วแม่แก้วเอ๋ย
    กระไรเลยหาฟังคำพร่ำเสนอ
    ดาวร่วงหล่นจากฟ้ามาบำเรอ
    ฝันละเมอคงลอยคล้อยดั่งเดือน

    พ่อเปรม
    ………..

    ยินเสียงเพลงใครหนอมาคลอขับ
    กระท่อมทับชายป่าพนาเถื่อน
    อยู่ที่นี่มีดาวและดวงเดือน
    พ่อเปรมเยือนคืนนี้ย่อมดีใจ

    จะส่งพ่อถึงชานถิ่นบ้านหนอน
    ใช่ตัดรอนตัดรักหรือผลักไส
    แต่ที่นี่บ้านนอกหนาวกระไร
    ยามดึกดื่นเป็นไข้ไม่มียา

    แม่พลอยมาส่งถึงที่เลยเจ้าค่ะ กลัวพ่อเปรมจะกลับเรือนไม่ถูก

  55. แม้นเป็นไข้ล้มหมอนถึงนอนเสื่อ
    จนหน็บเนื้อหนาวจิตไม่คิดหา
    จะยังง้อไปไยใช้หยูกยา
    ในเมื่อมีแม่มาเป็นยาใจ

  56. สวรรค์เสก

    “เหมือนกับญาติโยมทั้งหลาย ออกไปจากบ้านเป็นต้น แล้วกระเป๋าสตางค์หาย มันหล่นอยู่กลางทางโน่น ยังไม่ทันรู้จักก็พากันสบายอยู่ สบายเพราะยังไม่รู้จักว่าสบายนี้เพื่ออะไร สบายเพื่อจะไม่สบายอีกต่อไป

    เมื่อต่อไปเราได้เห็นว่าเงินได้เสียไปแล้วจริงๆ ก็เกิดความไม่สบายขึ้น คือมันเกิดขึ้นมาเมื่อเรารู้จักต่อหน้า

    บาป บุญ คุณ โทษนี้ก็เหมือนกัน พระพุทธเจ้าท่านจึงทรงสอนให้เรารู้จัก ถ้ามันไม่รู้จัก มันก็ไม่รู้จักผิด ไม่รู้จักถูก ไม่รู้จักดี ไม่รู้จักชั่ว

    (สตังหาย โดย หลวงปู่ชา สุภัทโท)

    .
    .

    “We know that books are not a way of letting someone else think in our place : on the contrary. They are machines that provoke further thought.” (Umberto Eco, 1932–)

    “เรารู้ว่าหนังสือไม่ใช่วิธีการที่จะให้คนอื่นมาคิดแทนเรา

    ในทางตรงกันข้าม

    มันคือเครื่องมือที่กระตุ้นให้เราคิดได้ไกลมากยิ่งขึ้น”

    อัมเบอร์โต อีโค
    นักเขียนนวนิยาย และนักวิจารณ์ศิลปะวรรณคดีชาวอิตาลี
    ผู้เขียนนวนิยายตื่นเต้นเชิงปรัชญาเรื่อง The name of the rose (แปลเป็นไทยแล้วชื่อหนังสือเรื่อง “สัญญาดอกกุหลาบ”?)

    (จากหนังสือ “คำคมคนรักหนังสือ” โดย วิทยากร เชียงกูล)

  57. ยามมืดค่ำสวัสดิ์ขอรับ

    เข้ามานั่งกระดิกขาที่โต๊ะ 4 มองท่านและเด็กโพสต์ทำงานหลังร้านขอรับ

    สำหรับอันดับการเจริญเติบโตจริงดังท่านว่า มันตกหาย ตกหาย เชื่อถือบ่ได้

    มิตรภาพ

  58. สวรรค์เสก

    “วัฏฏะก็เหมือนกับล้อเกวียน
    โคลากเกวียนไป ล้อเกวียนมันไม่ยาว
    ถ้าโคตัวนั้นมันลากไปไม่หยุด รอยเกวียนมันก็ทับรอยโคไปไม่หยุด

    มันกลมแต่ว่ามันยาว จะว่ามันยาวก็ได้แต่ว่ามันกลม

    เราเห็นความกลมเช่นนี้ก็ไม่เห็นความยาว
    ในวงเกวียนอันนั้นเมื่อโคลากไปไม่หยุด ล้อเกวียนก็หมุนไปไม่หยุด

    อีกวันหนึ่งโคมันหยุด มันเหนื่อย สลัดแอกออกไปเสีย
    โคไปโค เกวียนไปเกวียน ล้อเกวียนก็หยุดเอง
    ทิ้งอยู่นาน พอนานไปมันก็กลายเป็นธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ
    ถมทับเป็นดินหญ้าอย่างเดิม

    คนทำกรรมก็เหมือนกัน มันไม่จบ
    คนพูดความจริงก็ไม่จบ
    คนมิจฉาทิฏฐิก็ไม่จบ

    (ล้อเกวียน-รอยเกวียน โดย หลวงปู่ชา สุภัทโท จากหนังสือ “เหมือนกับใจ คล้ายกับจิต”)

    .
    .

    “A good books are alike in that they are truer than if they had really happened.” (Ernest Hemingway, 1898-1961)

    “หนังสือดีทั้งหลายมีข้อที่เหมือนกันอยู่อย่างหนึ่ง คือ มันจริงจังเสียยิ่งกว่าถ้าหากมันเป็นเรื่องที่เคยเกิดขึ้นจริงเสียอีก” (เออเนสต์ เฮมิงเวย์)

    นักเขียนนิยายและเรื่องสั้นชาวอเมริกัน ผู้ชอบการล่าสัตว์และผจญภัย
    เป็นนักหนังสือพิมพ์ เป็นอาสาสมัครรถพยาบาลที่อิตาลี่ในสงครามโลกครั้งที่ 1
    เดินทางอย่างกว้างขวางในยุโรปและแอฟริกา เข้าร่วมสงครามกลางเมืองสเปน
    เขียนเรื่องจากประสบการณ์และฉากในยุโรปหลายเรื่อง มีท่วงทำนองการเขียนเฉพาะตัว นิยมใช้ประโยคสั้นๆ ง่ายๆ มีอิทธิพลต่อนักเขียนรุ่นหลังมาก ได้รับรางวัลโนเบลปี 1954

    (จากหนังสือ “คำคมคนรักหนังสือ” โดย วิทยากร เชียงกูล)

  59. – ยามเช้าที่วุ่น ๆ ของการปิดต้นฉบับ –

    เนื่องจากกระผมส่งงานให้ท่าน Plin โดยการล็อคชื่อเมล์ของท่านเข้าไปด้วย ทำให้เกิดการส่งต้นฉบับถึงท่านซ้อนซ้ำ

    ฉะนั้น ท่านไม่ต้องสนในเมล์ต้นฉบับที่ส่งมาซ้ำนี้ขอรับ เพราะเหมือนเดิมทุกประการ

    ที่ต้องคั่นรายการเมล์แจ้งด่วนนี้ เพราะว่าจะต้องส่ง งานจากผู้อ่านที่เหลือให้ท่าน Plin ขอรับ

    และต้นฉบับที่เหลือนี้จะไม่มาถึงท่านอีก

    ขออภัยขอรับกระผม

    อานันท์ ประทีฯ

    หมายเหตุ :-
    กระผมส่งสำเนานี้ไปที่เมล์ของท่านเช่นกัน หากอ่านที่ร้านแล้ว ก็ไม่ต้องอ่านในเมล์ขอรับ

  60. เราพยายามทำตามคำแนะนำ
    (อันแสนสั้น และต้องอาศัยจินตนการในการตีความอย่างมั่กกก) แล้ว ได้ผลออกมา ไม่ค่อยนjาพอใจ

    แต่ก็ดีที่ อ่านได้ครบจนจบแล้ว

    ยากจัง กับการเขียนบนกระดาษไฟฟ้าด้วยการจิ้ม จิ้ม จิ้ม

    เขียนด้วยน้ำหมึกและปากกา….ดูคุ้นเคยกว่ามากกก

    ถึงคุณสวรรค์เสก

    หนังสือที่ อุมแบร์โต อีโค เขียนคือ The Name of The Rose ชื่อไทยคือ

    สมัญญาดอกกุหลาบ ค่ะ

    เอามาทำเป็นหนังแล้วด้วย

    เป็นหนังที่เราโปรดปรานมากหนึ่งเรื่อง

    แม้จะเก่าแล้วก็ตาม

    อยากเชิญชวนทุกท่าน

    ลองเข้าไปที่ youtube แล้ว search คำว่า Free Hugs Campaign

    ท่านจะพบว่า น้ำตามอาจซึมขึ้นมาที่บ่อโดยไม่รู้ตัว

    เป็นการรณรงค์ที่น่ารัก ลงทุนน้อย แต่ ได้ใจมาก

    แวะมาบอกเท่านี้แหละว่า

    ไปอ่านต่อได้แล้วนะ

    เซ็กส์ครั้งแรก น่ะ

    🙂

  61. เย็นนี้เข้าบ้านหนอนไม่ได้อีกแล้วท่าน เซ็งจริงๆ

  62. สวรรค์เสก

    “เมื่อเราเกิดมาแล้วโยม ก็คือเราตายแล้วนั่นเอง
    ความแก่กับความตายมันก็คืออันเดียวกันนั่นแหละ

    เหมือนกับต้นไม้ อันหนึ่งต้น อันหนึ่งปลาย
    เมื่อมีโคนมันก็มีปลาย เมื่อมีปลายมันก็มีโคน
    ไม่มีโคน ปลายก็ไม่มี มีปลายก็ต้องมีโคน
    มีแต่ปลาย โคนไม่มีก็ไม่ได้ มันเป็นอย่างนั้น

    เพราะฉะนั้น ก็นึกขำเหมือนกันนะ มนุษย์เราทั้งหลาย เมื่อจะตายแล้วก็โศกเศร้าวุ่นวาย นั่งร้องไห้เสียใจสารพัดสารพันอย่าง

    หลงไปสิ โยมมันหลงนะ

    พอคนตายก็ร้องไห้พิไรรำพัน แต่ไหนแต่ไรมาไม่ค่อยได้พิจารณาให้ชัดแจ้งนะ

    ความเป็นจริงแล้ว อาตมาขอโทษด้วยนะ อาตมาเห็นว่า ถ้าจะร้องไห้กับคนตายน่ะ ร้องไห้กับคนที่เกิดมาดีกว่า แต่มันกลับกันเสีย ถ้าคนเกิดมาแล้วโยมทั้งหลายก็หัวเราะดีอกดีใจกันชื่นบาน

    ความเป็นจริงเกิดนั่นแหละคือตาย ตายนั่นล่ะก็คือเกิด
    ต้นก็คือปลาย ปลายก็คือต้น

    (ต้นคือปลาย โดย หลวงปู่ชา สุภัทโท จากหนังสือ “เหมือนกับใจ คล้ายกับจิต”)

    .
    .

    “สมัญญาดอกกุหลาบ”
    อา ใช่แล้วแม่นางหิ่งห้อย กระผมจำผิดไปแล้วจริงๆ
    ขอบคุณนะครับที่มาช่วยอัฟเดทข้อมูลให้สมบูรณ์ ถูกต้อง

    ผมยังไม่เคยดูหนังเรื่องนี้เลยครับ
    เคยเห็นโฆษณาผ่านตาแว๊บๆ รู้สึกว่าป๋าฌอน คอนเนอรี่ ละกระมังครับ ที่รับบทเป็นพระนักสืบ ไขปริศนาฆาตกรรมในอารามแห่งนั้น

    ว้าววว “Free Hugs Campaign”
    เอาสิครับ เอ๊า ผมอนุญาตให้กอดฟรีเหมือนกัน
    แล้วเดี๋ยวจะแวะเข้าไปดูครับ–ขอบคุณ

    ไปอ่านมาเรียบร้อยแล้วครับ สำหรับเซ็กส์ครั้งแรก ทั้งเวอชั่นเก่าและใหม่
    สำนวนการเขียนของแม่นางไม่ใช่แมวๆ เลยนะครับ
    เสือทั้งตัวเลยเชียว คม เข้ม แรง ขบทั้งเขี้ยว ข่วนทั้งเล็บ

    .
    .

    “The man who does not read good books has no advantage over the man who can’t read them” (Mark Twain, 1835-1910)

    “คนที่ไม่รู้จักอ่านหนังสือดีๆ ไม่ได้มีข้อได้เปรียบคนที่อ่านหนังสือไม่ออกแต่อย่างใด” (มาร์ค ทะเวน)

    นักเขียนนิยายเสียดสีล้อเลียนชาวอเมริกัน ผู้เขียนเรื่องการผจญภัยของ ทอม ซอเยอร์ (1870) และการผจญภัยของ ฮัคเกิล เบอรี่ฟินน์ (1885) ที่มีชื่อเสียง งานชิ้นหลังถือเป็นงานชิ้นเยี่ยมที่สุดของเขา เขามีทัศนะเสรีนิยมในเรื่องเกี่ยวกับชนผิวดำและเรื่องอื่นๆ

    (จากหนังสือ “คำคมคนรักหนังสือ” โดย วิทยากร เชียงกูล)

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: