โต๊ะกาแฟ

coftable.jpg

ลากเก้าอี้…
หยิบแก้ว…
รินกาแฟ…

ตามสบายขอรับ ข้าพเจ้ามุดศีรษะเขียนหนังสืออยู่หลังร้าน
ดื่มเสร็จแล้วเซ็นบิลล์ไว้ ทิปไม่ต้อง!

น้อมคารวะ
-เด็กเฝ้าร้าน-

โฆษณา

About ธุลีดิน

just wanna write and live simple life am I a dreamer ?

Posted on มีนาคม 4, 2007, in โต๊ะกาแฟ. Bookmark the permalink. 38 ความเห็น.

  1. หลังมื้อเที่ยงสวัสดิ์ค่ะ

    แม๊ แหม แม๋ .. ตกแต่งคาเฟ่ใหม่เสียเรี่ยมเลยนะคะท่าน ท่าทางกาแฟจะขายดีเป็นเทน้ำเทท่า จนคืนกำไรทางสายตาให้เพื่อนพ้อง ดีค่ะ ดี ๆๆ เอสเปรสโซ่ร้อนที่นึงนะคะ

    สองเฟื้องเหมือนเคยใช่ไหมท่าน ? นี่เจ้าค่ะ คราวนี้ห่อพกมาแล้วเรียบร้อย ก็นะ ถึงท่านใจกว้างกว่าฟ้า แต่จะมาลงบัญชีไว้ตั้งกะเปิดโต๊ะก็เกินไปจั๊กน่อย ธรรมเนียมของคนค้าขายนี่ ก็พอเข้าใจอยู่นิด ๆ ค่ะ อุอิ อุอิ

    พูดถึงการกินกาแฟนี่ บางทีมันก็ต้องกินที่บรรยากาศร่วมไปด้วยนะคะท่าน บางคนอ่านแล้วเบ้ปากไม่พอ ยังส่ายหน้าอีกตะหาก อ่ะ ๆๆ อย่าหาว่าอย่างนั้น อย่างนี้เลยนะคะ ข้าพเจ้าพูดเรื่องจริงล้วน ๆ เลยนา

    เอาตั้งแต่เด็ก ๆ เมื่อครั้งเดินตามแม่ไปเที่ยวในตลาดนั่นเลยทีเดียว แม่ไปขายผัก ซื้อปลา ส่วนข้าพเจ้าไปเที่ยว อิอิ ส่วนพ่อนั้นแยกตัวออกไปตั้งแต่ส่งเราถึงที่หมายนั่นเลยทีเดียว บอกแต่ว่า จะไปกินกาแฟหน้าตลาด แล้วก็นั่งแช่ ((สำนวนของแม่)) อยู่ที่เดิมนั่นจนพวกเราจะกลับ ถึงยอมลุกอย่างอาลัยอาวรณ์ บรรยากาศร้านกาแฟที่จำได้เมื่อตอนเด็กนั้น เพิ่งได้กลับไปเห็นอีกครั้งก็เมื่อคราวไปพักที่วังเวียง เมืองลาวโน่นแหนะค่ะ บ้านเรา เอ้ย !! ไม่ใช่สิ บ้านข้าพเจ้านี ไม่ได้เห็นนานแล้วเพราะไม่ได้ไปเดินตลาดตอนเช้าน่ะค่ะ ไม่ใช่บรรยากาศมันไม่มี อิอิ

    ว่าจะโม้ต่อเรื่องบรรยากาศร้านกาแฟอีกสักสองหน้ากระดาษ แต่ก็คงไม่ได้แล้วค่ะท่าน งานยังเต็มโต๊ะข้าพเจ้าเลยอ่ะ หากไม่รีบจัดการคาดว่าพรุ่งนี้คงจะเบ่งบานเสียยิ่งกว่าดอกเห็ด !!

    สองเฟื้องอยู่นี่ค่ะ .. ไปนะคะ .. แว๊บบบบบ !!

  2. หลังมื้อค่ำสวัสดิ์ขอรับสหายท่านเจี๊ยบเจี๊ยบ

    เอสเปรสโซ่เหรอขอรับ?
    ได้เลย!

    ค่ำคืนนี้หงอยเหงาอย่างไรชอบกล
    เสียงจิ้งหรีดที่เคยระงม ค่ำนี้ฟังดูเหมือนมันร้องครางอยู่ตัวเดียว
    ราวกับโดนแฟนทิ้ง !

    พลอยทำเอาข้าพเจ้าเซี่องซึมไปด้วย

    ร้านกาแฟเหรอ???

    เอ่…น่าหยิบมาบรรเลงเป็นเพลงเถาดูสักยก…ร้านกาแฟ….

    อ่า….คุยไม่ออก…

    ซึม…

    เซา…

    ซึม…

    เซา…

    …..

    เก็บเห็ดไปจิ้มน้ำพริกดีกว่า….

  3. เป็นอารายคะ เป็นอาราย .. ?

    ไม่เอาน่า !!
    ซึมทำไม ?
    เซาทำไม๊ ?

    เสียงไม่ระงมเช่นเคย ? เหมือนจิ้งหรีดร้องอยู่ตัวเดียวหรือคะ ?
    อืม ๆ สงสัยตัวอื่นจะไม่สบายน่ะค่ะ คุณไม่ลองร้องคู่กะเค้าดูหรือล่ะ แต่ก็นะ ท่านไม่ใช่จิ้งหรีดเรไรนี่นา ครางไปเสียงคงไม่เหมือนพวกเค้าอยู่ดี !! ว่าแต่จะเหมือนเสียงอะไรนี่ ขอไม่เดาละกันนะคะ เกรงใจอ่ะ อิอิ

    .
    .

    เห็ดนางฟ้านึ่งจิ้มน้ำพริกนี่ อร่อยเด็ดอย่าบอกใครเชียวนะคะ อ้าว !! โอ้วว !! นี่มันเห็ดจากกองงานข้าพเจ้าเองนี่นา ทำไมมันบานเร็วอย่างนี้ละคะนี่ ตายแล้ว ตาย ตาย ตาย!! คุณพระ คุณเจ้าช่วยลูกมะแขว่นตาดำ ๆ คนนี้ด้วยทีเถอะเจ้าค่ะ

    ไปก่อนนะคะทั่น หายซึม หายเซาเด้อค่า เพี้ยง !!
    แว๊บบบบ !!

  4. จิ้งหรีดกรีดปีกร้อง…………….ส่งเสียง
    หูเงี่ยฟังสำเนียง……………….กู่ก้อง
    ซึมเซาไร้คนเคียง……………..ฤาพี่
    แนะพี่หานวลน้อง……………..รื่นเร้า สำราญ

  5. คาปูนิโน่ร้อน……………คงดี
    ก่อนหลับขอชิมฟรี…..สักถ้วย
    ขนมปังกรอบพอมี….แบ่งบ้าง
    คอฟฟี่ชอปเต็มด้วย..ลูกค้าเงินถึง

    ไปแล้วค่ะ มาดูคนกินน้ำพริกกับเห็ดลวก

  6. แก้เป็น “คาปูชิโน่” ค่ะ

  7. สวรรค์เสก

    “A man can not be said to succeed in this life,
    who does not satify one friend.

    ไม่อาจกล่าวได้ว่าคนหนึ่งประสบความสำเร็จในชีวิต
    ถ้าเขาไม่สามารถทำให้เพื่อนสักคนหนึ่งพอใจได้”

    (Henry David Thoreau)

    .
    .

    เฮ้ยยย กาฟิวส์เอ๊ย เอ็งกะข้านี่ท่าจะแย่แล้วเหวย
    ชีวิตนี้ของเราสองคงไม่มีทางประสบความสำเร็จแหง๋มๆ
    ก็ดูทีรึ เอ็งกะข้าทั้งแลบลิ้นปลิ้นตา หามุข หาอุบายหื่นๆ มาตลบแตลงแสร้งตลกกันเสียมากมาย เพื่อเป็นยาถ่ายอารมณ์บูด แต่คนแถวนี้ก็ยังมีอาการซึมเซา
    เราทำให้คนแถวนี้พอใจไม่ได้แม้เพียงนิดเลยละกาฟิวส์เอ๊ย

    อาทิตย์ก่อนนั่นก็อีก เราสองหรือก็สู้อุตส่าห์สวมสะเก็ต ไปเรียนเชิญพี่ทิดสวรรค์เสกมาขึ้นธรรมมาสน์ อาราธนาพรหมาจะโลกากันไม่ช้าที่ พี่ทิดท่านรึก็โปรยวจีปนพุทธวจนะ เสกอักขระบาลีกำกับเสร็จสรรพ นั่นก็เพื่อดับไฟนรกให้เราสองและผองเพื่อน แต่ก็ไม่ได้มีทีท่าว่าสถานการณ์ของสามจังหวัดชายแดนภาคใต้จิตสำนึก จะสงบร่มเย็น หรือรื่นเริงบันเทิงธรรมกันเลย

    ข้าว่า ชีวิตนี้ของเราสอง คงต้องล้มเหลวเหมือนคำของป๋าเฮนรี่ เดวิด ทอโร กล่าวเอาไว้นั่นกระมังกาฟิวส์เอ๊ย

    ว่าไปแล้ว วิถีของพี่เถ้านั่นรึก็ช่างคล้ายของป๋าเฮนรี่ฯ แกซะเหลือเกิน

    กาฟิวส์เอ๊ย แกรู้ป่าว ป๋าเฮนรี่นี่ก็ได้ชื่อว่าเป็นนักธรรมชาตินิยมเลยที่เดียวเชียวนะ
    แกไปซุ่มโป่งใช้ชีวิตในกระท่อมหลังน้อยริมลำธารวอลเดนเสียหลายปี
    ยืน เดิน นั่ง นอน กิน อยู่ หลับ ตื่น อยู่กับธรรมชาติแบบเรียบง่าย
    กระทั่งตกผลึกความคิดเกี่ยวกับการใช้ชีวิตออกมาเป็นหนังสือเล่มหนึ่ง ซ้ำยังโด่งดังมาก ตีพิมพ์ไปซะหลายภาษา หลายประเทศ รวมทั้งเมืองไทยของเราด้วย

    ก้อหนังสือเรื่อง วอลเดน (Walden) นั่นไงล่ะ แกก็รู้ไม่ใช่หรือ หือ กาฟิวส์?

    นี่ข้าเองก็คิดว่าพี่เถ้าของพวกเรานั้น แกคงจะเข้าใจปรัชญาอันสูงส่งอันใดของชีวิตแน่ๆ ถึงได้มีวิถีความเป็นอยู่เหมือนกับปราชญ์ชาวอเมริกันท่านนั้น รึแกว่าไงหือกาฟิวส์ ลองแถลงการณ์ออกมาดูถีเพื่อนเลิฟฟ์

    “เมียว เมียว (แต่ข้าไม่คิดว่ะสอเอ๊ย)”

    “ไหง๋เป็นงั้นเพื่อน?”

    “เมียว เมียว (ข้าไม่กล้าพูดว่ะ เดี๋ยวโดนเฮียเถ้าเตะ)

    “เฮ้ย พูดมาเทอะ เป็นไรไป สะเก็ตก็มี ยังไงก็หนีทันอยู่แล้ว ทีอีวันก่อน ร็อตไวเลอร์กะโดเบอร์แมนไล่เรายังหนีทันเลย”

    “เมียว เมียว (ข้า เอ่อ คือ..ข้าเห็นด้วยกะท่านย่าวะไอ้สอ คือปัญหาของเฮียเถ้านั้น แก้ง่ายนิดเดี๋ยว แค่เฮียแกหานางรจนามาเคียงคู่ ข้ารับประกันว่า ชีวิตของเฮียจะไม่หงอยเหงา หรือซึมเซาอีกต่อไป)”

    “แต่ว่า ป๋าแกยังไม่แจ้งเกิดบนถนนนักเขียนดีเลยนะซี คงจะกลัวว่านางรจนาจะมาลำบากลำบนด้วย เอ็งไม่เคยได้ยินรึกาฟิวส์ อาชีพชาวสวนอักษรนี่เป็นอาชีพที่ใส้แห้งนะโว้ย”

    “เมียว เมียว (ชิชะเอ็ง ไอ้สอ ไม่รู้ไรซะแร้วว เอ็งก็เข้ามาป้วนเปี้ยนแถวนี้รึก็นาน ไม่เห็นหรอกรึ คารมคมความในการเขียนของเฮียเถ้านั้น คมยังกะสันขวาน หน่อยเหอะเอ็ง เป็นดังเปรี้ยงปร้างยังกะฟ้าผ่า

    เอ็งอย่าได้คิดไปเชียวว่านวลน้องผู้นั้นจะได้มาตกระกำลำบากกะป๋าเถ้า

    อีกกะเดี๋ยวเฮียแกปั่นงานออกมาขายสักเล่มสองเล่ม ขี้คร้านจะรำจะรวยมีเงินซื้อทองมาเลี่ยมกระท่อมก็ยังไหว เจียดเศษเงินสักสี่ซ้าห้าเฟื้องซื้อสีสร้อยให้นางสวม ผ้าถุงผ้านุ่งนั่นก็เอาผ้าไหมมาตัดเลยปะไร ชุดชั้นในก็ว่ากันไปถึงแบบเส้นใยในล่อนอย่างดี…จะไม่วี่เศษไปเลยรึสอ?”

    “อือ ที่เอ็งว่ามาก็ใช่ ข้าก็เห็นดีเห็นงามด้วย อายุอานามของป๋าแกก็ไม่ใช่น้อยๆ แล้ว มิปาเข้าไปสี่ซ้าห้าสิบแล้วรึนั่น แต่ก็อย่างว่าแหละวะ เฮียคงกลัวว่าเธอผู้นั้น จะมาทำให้เสียเวลาในการเขียนหนังสือ ทำให้ไม่ประสบผลสำเร็จในงานเขียนกระมัง”

    “เมี๊ยว เมี๊ยว (ป้าดโธ๊! บักสอ เอาหัวแม่ตีนตรองดูหน่อยปะไรเอ็ง ลองคิดดูถีว่า นี่ถ้าหากเฮียแกมีนวลน้องมาร่วมกระท่อม คอยเอาอกเอาใจ เก็บเห็ดตำพริกจิ้มกันสองคน มันจะเจริญอาหารขนาดไหน

    ทำงานดึกๆ อีตอนง่วงหงาวหาวนอนขึ้นมา ก็จะมีคนคอยชงน้ำชากาแฟให้ ผ้าร้อนผ้าเย็นอันใดก็มีให้ไม่ขัดเขิน

    กับข้าวกับปลาของหวานของคาวนั่นก็อย่าได้คิดว่าจะอด หล่อนจะคอยปรนนิบัติไม่เว้นวัน ไม่ว่าจะเป็นแกงไตปลา คั่วกลิ้ง ข้าวยำน้ำบูดู น้ำปู๋ ถั่วเน่า ปลาเจ่า ปลาร้า ทุกรส ทุกภาคทีเดียวเชียวสอเอ๊ย

    ของหวานนั่นก็อีก หล่อนจะกระเกรียมไม่ได้ขาด ข้าวเหนียวหัวหงอก ขนมรา อีกทั้งขนมครกถาดใหญ่ๆ ขี้คร้านจะยกครกขึ้นช่วยกันแคะกันไม่หวาดไม่ไหว…วี่เศษไหมเอ็ง เอาหัวเหน่ากรองดูทีรึสอ

    พอมีคนคอยดูแลยังงี้ ข้าว่า ขี้คร้านเฮียแกจะมีเวลาทุ่มเทให้กะงานเขียนมากขึ้น มันจะไม่ทำให้การทำงานเขียนของแก พุ่งพรวดๆ เป็นบั้งไฟแสนของยโสธรนั่นหรอกรึ?”

    “เฮ้ย! แกคิดออกขนาดนี้ได้ไงวะนี่ไอ้กาฟิวส์ นึกว่าในสมองของเอ็งจะมีแต่เรื่องลามกจกปรตเท่านั้น”

    “เมียว เมียว (หน้อยแน๊ะเอ็ง ไอ้สอ เดี๋ยวปั๋ดข่วนปากเลือด)”

    “เออ ว่าแต่ว่า พรุ่งนี้พวกเราจะไปสอบกันไม่ใช่เหรอ เอ็งกะข้ามานั่งโม้กันงี้ คงสอบผ่านพิลึกล่ะ ไปกันเถอะวะกาฟิวส์ ไปอ่านหนังสือกันบ้างดีก่า”

    .

    อ้อ พี่เถ้าครับ รับเอาคำไอ้กาฟิวส์ไปตรองดูหน่อยเป็นไรพระคุณพี่

    ………….

    คุณน้องมารดำ เจี๊ยบ เจี๊ยบ ที่เคารพรัก
    วันหลังค่อยคุยกันนะจ๊ะ เพราะวันนี้ไอ้กาฟิวส์มันบอกว่าคุยมากแล้ว–เหนื่อย
    โน่นแนะ ตอนนี้มันหนีไปนอนผึ่งพุงเปิดทีวีดูอยู่โน่นแล้ว

    ………….

    อา ท่านย่า ยังไงก็ยังเป็นท่านย่า
    กลิ่นน้ำหมากของท่านยังหอมหวนและกลมกล่อมเหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยน

    สงสัยยังงี้เกล้ากระผมคงต้องบอกให้พี่เถ้าแกล้งเบื่อบ่อยๆ ถึงจะได้อ่านโคลงเพราะๆ ยังงี้

    .
    .

    “Meet success like gentleman
    and disater like a man

    จงพบกับความสำเร็จอย่างสุภาพบุรุษ
    และเผชิญหน้ากับความวิบัติเยี่ยงชาย”

    (Lord Birkenhead)

    และ แฮ่ม! จงผจญกับความซึมเซาเหมือนนกเขาที่ไม่ยอมขัน

    (แน๊ สอ นะ สอ ยังอุตส่าห์แถมอีก)

    ปล. อวยพรในการสอบของผมกะไอ้กาฟิวส์ในวันพรุ่งนี้ด้วยนะคร๊าบบบ พี่น้อง

  8. สวรรค์เสก

    อ้อ แถม

    อาจารย์ของเกล้ากระผมท่านหนึ่ง เคยขึ้นไปอยู่กะ “คนดอย” มา ท่านเล่าเรื่องผีๆ นี้ให้ฟังว่า มีคนผูกคอตายในหมู่บ้านห้วยปูลิง ท่านได้ไปร่วมงานเผาศพและได้ชักบังสุกุลเอาผ้าของคนตายมาซักใช้ทำเป็นผ้าขี้ริ้ว

    ตอนท่านไม่อยู่ จึงได้เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นในกระต๊อบหลังนั้น

    เกล้าจึงหยิบเอาพล็อตมาเขียนเป็นเรื่องสั้นผีๆ หากินซะเลย อิอุอะ อิอุอะ (เสร็จโจร) ว่าไปแล้ว อีตอนเป็นเณรเถื่อน เกล้าก็เคยไปพักที่กระต๊อบหลังนี้มาหลายคืนเหมือนกันแหละขอรับ

    กลัวผีไหม?

    เหอะๆ ลองดูสิเจ้าประคุณเอ๊ย ไม่ต้องถึงกับว่ากระต๊อบหลังนั้นเคยมีตำนานสยองขวัญหรอก เอาแค่บรรยากาศของกระต๊อบมุงหญ้าคา ที่อยู่ในป่าใหญ่ ระหว่างร่องหุบเขาดิบชื้น (บนดอยจังหวัดแม่ฮ่องสอนนี่ หน้าฝนกะหน้าหนาวมันชื้นแฉะและเย็นพิลึกเชียวล่ะพระคุณพี่) อยู่ห่างจากหมู่บ้านกะเหรี่ยงที่มีอยู่ประมาณยี่สิบหลังคาเรือนออกไป 2-3 กิโลเมตร มันเงียบสงบ และสงัดจากเสียงใดๆ ที่มีต้นกำเนิดมาจากคน เลยล่ะพระคุณพี่

    ไอ้นกที่อยู่ในเรื่องนี่ มันเคยบินมาเกาะที่หน้าต่างกระต๊อบ ทำเอาเกล้าเกือบหัวใจวายเจียวพระคุณพี่ ก็แหม ตัวมันยังกะเป็ดเทศ ตาก็น่ากลัวพิลึก

    หากมีโอกาสและไม่ตายกันเสียก่อน (เออ คือ หมายถึงว่า ตอนที่ท่านพี่เป็นนักเขียนดังแล้ว และอยาก “เดินป่าเสาะหาชีวิตจริง” บ้าง) เกล้ากระผมคิดว่าจะชวนพี่ท่าน ไปเดินเล่นบนดอยกันสักเดือนสองเดือนเหมือนกันแหละพระคุณพี่

    ไปเดินเก็บผักสดๆ มาลวก ต้ม
    ขอพริกกระเหรี่ยงเม็ดเล็กๆ มาตำน้ำพริกจิ้ม ขี้คร้านหูตาจะสว่างไสว
    เดี๋ยวผู้น้องจะโชว์ลีลาการหุงข้าวสวยจากกระบอกไม่ไผ่ให้ท่านพี่ชิม ได้ทั้งความหอมของข้าวไหม้ ความดิบของข้าวสาร และความนุ่มของเยื่อไม้ไผ่ ทนๆ ฝืนเคี้ยวกินกันหน่อย ขี้คร้านจะตดปู้ดป้าดให้กันดมไม่หวาดไม่ไหว ข้าวสง ข้าวสาร ก็ไม่ต้องแบกไปให้หนักแต่อย่างใดหรอกพระคุณพี่ เพราะเครือข่ายอัลกอร์อิดะบนดอยของเกล้าผู้น้องยังแน่นปึ๊ก แค่ แฮ่ม! พกตังค์ไปก็พอ

    จำชื่อพวกเขาและพวกหล่อนในเรื่องสั้นสองเรื่องถัดไปนี้ไว้เถอะขอรับ ไม่นานหรอกท่านพี่จะได้ไปนอนในกระท่อมของพวกเขา และได้ไปขอข้าวของพวกเขากินด้วยกันกะเกล้าแน่นอน (อีกกี่ปีหว่า) แม้ท่านพี่ไม่อยากไป แต่เกล้าสัญญาว่าจะไปลากคอท่านออกจากกระท่อมไปเดินป่าด้วยกันให้ได้เลยล่ะขอรับ

    มีรึ ริจะเป็นนักเขียน ไม่คิดจะเดินทางท่องเที่ยวกันบ้าง

  9. สวรรค์เสก

    ของกู (โดย สิญจน์ สวรรค์เสก)

    .
    .

    ว่ากันว่าวิญญาณของคนตายที่มีความโลภ หรือหลงมากๆ มักจะยึดติดในสิ่งของที่เคยเป็นสมบัติของตัวเอง บ่อยครั้งที่ภูตผีหรือว่าดวงวิญญาณเหล่านั้น มาตามทวงเอาสมบัติคืนจากคนที่ยึดเอาไปไว้ครอบครอง บางครั้งจะมาในรูปของการเข้าฝัน บางครั้งจะสำแดงเดชปรากฏกายขึ้นทวงเอาเลยทีเดียว

    ต่อเรื่องทำนองนี้ ข้าพเจ้ามีเรื่องจริงอยู่เรื่องหนึ่งมาเล่าให้ท่านทั้งหลายฟัง โปรดเตรียมใจให้ดี หากพร้อมแล้ว ตามข้าพเจ้ามา พวกเราจะขึ้นดอย ย้อนรอยไปหาตำนานระทึกขวัญเรื่องนั้น

    เช้าวันนี้อากาศที่บนดอยแห่งหนึ่งของจังหวัดแม่ฮ่องสอนแจ่มใสยิ่งนัก แต่อารมณ์ของพะโข่โหล่นั้นเขม็งเกลียวขึ้นเรื่อยๆ ตามดีกรีของอาการปวดท้องถ่าย ที่ก่อตัวขึ้นมาดั่งเกลียวคลื่น รอเวลาแค่หาสถานที่เหมาะๆ ได้ ก็จะกระฉอกออกมาจากฝั่ง เขาจ้ำอ้าวเข้าป่าท้ายหมู่บ้านอย่างรีบเร่ง เพื่อหา “ที่ทิ้งทุกข์” ซึ่งเคลื่อนพลออกมาถึงปากอ่าวแล้วนั้น

    เผอิญว่าทิศที่เขากำลังมุ่งหน้าไปนั้น มีหน่อพะแฮกับลูกชายกำลังผ่าไม้เก็บฟืนอยู่ เขาจึงเบนเข็มมุ่งลงไปทางหุบเขา แม้ป่าแถบนั้นจะรก แต่อาการปวดท้องหนักนั้น มันมีอำนาจเหนือกว่าการกลัวหนามเกี่ยว

    ครั้นหาที่เหมาะใต้ต้นไม้ใหญ่แห่งหนึ่งได้ ภารกิจทิ้งบอมบ์จึงเริ่มขึ้น แล้วเสร็จสิ้นในลำดับต่อมาโดยใช้เวลาไม่นาน พอถ่ายทุกข์เสร็จสมองของเขาเริ่มแจ่มใสคล้ายอากาศ จึงทำให้ได้กลิ่นเหม็นตุๆ จะว่ากลิ่น “ของเก่า” ของตัวเองก็ไม่ใช่ เพราะมันเหม็นสาบคาวเหมือนซากสัตว์ตาย เขามองซ้ายมองขวาเพื่อหาอุปกรณ์มาชำระ ทว่าได้ยินเสียงหึ่งๆ เหมือนแมลงวันตอมอะไรสักอย่างบนต้นไม้ จึงแหงะหน้าขึ้นดู

    ภาพที่ปรากฏทำให้พะโข่โหล่ขนลุกซู่ ตกตะลึงอ้าปากค้าง เขามีความรู้สึกเหมือนกับคนป่วยตัวร้อนจัด แล้วกระโจนลงอาบน้ำที่เพิ่งละลายมาจากน้ำแข็ง

    สิ่งที่เขาเห็นคือ ร่างของมนุษย์ผู้หนึ่งแขวนโตงเตงอยู่บนต้นไม้ แรงรัดของผ้าขาวม้าทำให้ศีรษะของศพนั้นคว่ำหน้าลงมา ลิ้นจุกปาก ตาเหลือกถลนราวกับกำลังเพ่งดูเขาด้วยความโกรธแค้น

    รวดเร็วดุจความคิด เขาทะลึ่งลุกขึ้นยืนพรวดโดยอัตโนมัติ รวบกางเกงได้โดยไม่ได้นุ่งให้เรียบร้อย ก็โกยอ้าวออกจากบริเวณนั้น ปากก็ตะโกนโหวกเหวกว่ามีคนตายๆๆ ไปตลอดเวลา

    ครั้นพอชาวบ้านในหมู่บ้านห้วยปูลิงทราบเรื่อง จึงชวนกันย้อนกลับมาเอาศพของผู้ตายลงจากต้นไม้ เพื่อเอาไปเผา พอมาถึงต้นไม้ใหญ่นั้น จึงรู้ว่าศพนั้นคือศพของพะตี่พอ ที่หายออกไปจากหมู่บ้านเมื่อสองวันก่อน หน่อพะดีผู้เป็นภรรยาของผู้ตาย กอดลูกชายคนเล็กวัยยังไม่ถึงขวบ ซึ่งกำลังป่วยหนักไว้กับอก ร้องไห้ฟุมฟายอยู่ตลอดเวลาว่า

    “ฮือๆๆ พะตี่พอ ทำไมพี่ถึงมาคิดสั้นแบบนี้ ฉันไม่น่าดุด่าพี่เลย ฮือๆๆ”

    ชาวบ้านที่มาช่วยกันเอาศพลงจากต้นไม้ ต่างสงสารนางจับจิต หน่อพะแฮเพื่อนร่วมหมู่บ้านผู้มีอาวุโสกว่า เดินเข้ามาตบไหล่นางเบาๆ พลางกล่าวขึ้นว่า

    “ทำใจเสียเถอะหน่อพะดีเอ๊ย ไหนๆ คนมันก็ตายไปแล้ว อย่าไปเศร้าโศกเสียใจให้มากนัก เอ็งยังมีลูกอีกสองคนให้ดูแลนะ ยังไม่ได้สิ้นญาติขาดมิตรไปซะทีเดียว” ทั้งพูดปลอบ ทั้งยกเอาลูกขึ้นมาเรียกสติของนางคืนตามแต่จะคิดได้

    “ฮือๆๆ ไม่น่าเลย ข้าไม่น่าไปด่าพี่แรงเกินไปเลย เงินแค่ 2500 ที่พี่ทำหายไปแท้ๆ ทำให้ข้าโมโห ดุด่าขับไล่ให้ออกจากบ้านให้ไปหาเงินคืนมาให้ได้ แต่ทำไมพี่ถึงมาคิดสั้นแบบนี้ ฮือๆๆ…”

    ใช่ เงินแค่ 2500 มันไม่มากพอที่จะทำให้คนตายได้หรอก แต่ความเสียใจที่ถูกเมียด่าเปรียบเทียบเหมือนหมูเหมือนหมานั่นเอง ที่ทำให้พะตี่พอคิดสั้น เขาเป็นลูกจ้างชั่วคราวของโครงการไทย-เยอรมัน ที่ขึ้นไปพัฒนาวิถีชีวิตของคนบนดอยในช่วง พ.ศ.2537 หน้าที่ของเขาคือช่วยงานทุกอย่างของโครงการตามแต่เจ้านายจะสั่ง บำเหน็จที่ได้เป็นค่าเหนื่อยคือ 2500 บาทต่อเดือน

    เมื่อสองวันที่แล้วเป็นวันเงินเดือนออก พวกเพื่อนๆ ที่ทำงานด้วยกันได้ซื้อเหล้าป่ามาเลี้ยงฉลองเรียกพลังที่สูญหายไปกับหยาดเหงื่อคืน เย็นนั้นจึงดื่มกันมากจนเมา พะตี่พอไม่สามารถเดินกลับหมู่บ้านของตนได้ จึงนอนค้างคืนที่บ้านเพื่อนนั่นเอง

    ตื่นเช้าขึ้นมาเงินของเขาได้อันตรธานหายไปจากกระเป๋ากางเกงอย่างไม่น่าเชื่อ สอบถามเพื่อนๆ ก็ไม่มีใครรู้เห็น เขายืนยันว่าได้เก็บมันไว้ในกระเป๋ากางเกง แสดงว่าต้องมีคนใดคนหนึ่งในบ้านขโมยไป แต่พวกเพื่อนๆ ที่รู้นิสัยของพะตี่พอดีว่า เขาเป็นคนจับจด ได้หน้าลืมหลัง ขี้หลงขี้ลืม จึงแย้งกลับไปว่า ไม่ใช่เขาเอาไปทำลืมหล่นไว้ที่อื่นหรอกหรือ นั่นยิ่งทำให้เขาคิดวกวนและสับสนในตัวเองเพิ่มขึ้น

    ยิ่งเงินจำนวนนั้นมันมีความสำคัญกับตัวเขาและลูกเมียอีกสามชีวิต มันคือข้าว มันคือเกลือ ที่จะต้องกินเพื่อมีชีวิตอยู่ในเดือนหน้าทั้งเดือน แล้วไหนลูกคนเล็กที่กำลังป่วยไข้นั่นอีกล่ะ อาจจะต้องอุ้มมันเข้าไปหาหมอในเมือง แล้วเงินค่ารักษาพยาบาลล่ะ? จะเอามาจากไหน

    พอกลับมาถึงบ้านก็มาถูกเมียดุด่าเข้าให้อีก ทั้งเจ็บแค้นที่ถูกเมียด่า ทั้งมั่นใจว่าถูกเพื่อนหักหลังขโมยเงิน ทั้งเศร้าเสียใจที่ไม่มีเงินมารักษาพยาบาลลูก เขานั่งน้ำตาตกถอนรันทดในโชคชะตาอยู่คนเดียวเงียบๆ จิตใจมันสับสนเหมือนคนที่ว่ายน้ำไม่เป็น แต่กำลังนั่งอยู่บนเรือรั่วกลางบึงใหญ่ พลันนั้นเหมือนมีเสียงกระซิบจากใครบางคน ให้เขาฉวยเอาผ้าขาวม้าเดินออกจากบ้าน หายไปในป่าอย่างเงียบๆ คนเดียว ของยามเย็นวันนั้น

    เขาปีนขึ้นไปต้นไม้ใหญ่ต้นนั้น นั่งเหม่อมองดูพระอาทิตย์ที่กำลังจะลับเหลี่ยมเขาอย่างเลื่อนลอย กระทั่งลำแสงสุดท้ายของดวงอาทิตย์กำลังจะกลืนหายไปจากพนา ความมืดเริ่มแผ่ขึ้นมาจากพื้นดินเงียบๆ จนครอบคลุมจิตใจของเขา ในบันดลนั้น เหมือนเขาเข้าใจปรัชญาอะไรบางอย่าง ว่าหน้าที่ของพระอาทิตย์คือการให้แสงสว่างแก่โลก ในเมื่อหมดหน้าที่ของมัน มันจะลับขอบฟ้าหายไปเป็นธรรมดา แต่หน้าที่ความเป็นสามีและเป็นพ่อของเขาได้มาถึงทางตันอันมืดมิด คงจะดีไม่น้อยหากเขาได้เป็นส่วนหนึ่งกับความมืดอันยิ่งใหญ่

    คิดดังนั้นแล้วจึงบรรจงผูกผ้าขาวม้ากับกิ่งไม้ มัดมันเข้ากับลำคอของตัวเองอย่างช้าๆ ก่อนจะปล่อยลำตัวให้ลื่นไหลลงไปหาความมืดเบื้องล่าง!

    **********************

    บ่ายวันนั้น ชาวบ้านห้วยปูลิงก็เตรียมกองฟอนสำหรับเผาพะตี่พอเสร็จ ผู้ใหญ่บ้านได้ไปนิมนต์พระภิกษุรูปหนึ่ง ซึ่งได้ไปพักจำพรรษาอยู่ในหมู่บ้านแห่งนี้ โดยสร้างกระต๊อบเล็กๆ พักภาวนาในป่าอีกแถบหนึ่งของหมู่บ้าน พอท่านเดินทางมาถึงแล้ว ผู้ใหญ่บ้านจึงนิมนต์ท่านเข้าไปชักผ้าบังสุกุลหน้าศพ เพื่อว่าหากบุญกุศลใดๆ อันจะพึงเกิดพึงมีจากการทำเช่นนี้บ้าง จะได้อุทิศบุญนั้นให้พะตี่พอเป็นครั้งสุดท้าย

    พระอาจารย์รูปนั้นท่านได้สวดชักบังสุกุลดึงเอาผ้าขาวทอมือแล้ว จึงเอื้อมไปหยิบเอาผ้าขาวม้าทูตมรณะผืนนั้นขึ้นมาด้วย จุดประสงค์ของท่านคือ จะเอาไปซักทำผ้าขี้ริ้วเช็ดพื้น

    ชาวบ้านมองดูผ้าขาวม้าในมือท่านแบบหวาดๆ ต่างคนต่างคิดไปต่างๆ นานา ว่าท่านจะเอามันไปทำอะไร แต่สำหรับท่านแล้ว ดูเหมือนว่ามันก็เป็นเหมือนผ้าผืนอื่นๆ ที่สามารถเอาไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นได้ ดีกว่าจะเผามันทิ้งเฉยๆ จากนั้นผู้ใหญ่บ้านจึงนิมนต์ท่านให้เป็นผู้จุดไฟเผาศพพะตี่พอ

    ไม่กี่วันต่อมา พระอาจารย์รูปนั้นมีธุระที่ต้องลงไปทำในตัวเมือง และจะต้องไปหลายวัน ก่อนที่ท่านจะลงไปจากดอย ก็ได้แวะไปบอกผู้ใหญ่บ้านให้ทราบ เพื่อจะได้บอกลูกบ้านว่าไม่ต้องเตรียมอาหารไว้ใส่บาตรพระในวันต่อไป

    เย็นวันนั้น หลังเสร็จจากงานไร่ พะนอได้เดินตามทางเท้าสายน้อยกลับเข้าหมู่บ้าน วันนี้เขารู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัวเหมือนจะเป็นไข้ จึงคิดว่าตอนผ่านกระต๊อบของตุ๊เจ้า จะแวะขอยาพาราเซตามอลจากท่านไปกินแก้ไข้สักหน่อย เขาไม่รู้ว่าตุ๊เจ้าได้เดินลงไปตัวเมืองตั้งแต่เช้าแล้ว

    กระต๊อบน้อยนั้นอยู่ในดงไผ่และมีต้นอื่นๆ ขึ้นแซมอยู่หลายต้น ตรงชายคาที่ยื่นออกมาจะมีแคร่ไม้ไผ่ต่ำๆ อยู่ข้างกองไฟ โดยปรกติในยามเย็นเช่นนี้ ตุ๊เจ้าจะก่อไฟต้มน้ำร้อนฉันเป็นประจำทุกวัน ซึ่งหากคราวใดที่เขาแวะเข้าไปหาท่านในยามนี้ มักจะได้ดื่มอะไรร้อนๆ ด้วยเป็นประจำ พอนึกถึงผงโกโก้หอมๆ ชงกับน้ำตาลหวานๆ แล้ว เขารู้สึกวาบหวามในปากคอเหลือเกิน

    ครั้นมาถึงทางแยกเข้ากระต๊อบ ซึ่งอยู่ลึกเข้าไปประมาณห้าสิบเมตร เขามองเห็นคนนั่งตะคุ่มอยู่บนแคร่ไม้ไผ่ พลันคิดในใจว่า

    ‘เอ…ทำไมตุ๊เจ้าไม่จุดเทียนหรือก่อไฟต้มน้ำเหมือนทุกวันหนอ ท่านคงกำลังนั่งสมาธิอยู่กระมัง’ คิดได้ดังนั้น เขาเกิดความลังเลที่จะเข้าไปขอยาจากท่าน เกรงว่าจะเป็นการรบกวน ครั้นพอหันหลังจะเดินกลับ อาการปวดศีรษะก็กำเริบขึ้นหนึบๆ จึงนึกถึงคำที่พระอาจารย์เคยบอกว่า หากมีธุระเดือนร้อนเรื่องหยูกยาที่ท่านพอจะช่วยได้ ขอให้ชาวบ้านทั้งหลายอย่าได้เกรงใจ สามารถมาขอยาแก้ปวดแก้ไข้จากท่านได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะค่ำคืนหรือดึกดื่นเพียงใดก็ตาม

    เขาจึงหันหลังกลับไปมองที่กระต๊อบอีกครั้ง เห็นเงาดำทะมึนนั้นยังนั่งอยู่ที่เดิม จึงตัดสินใจเดินเข้าไปที่กระต๊อบ

    ย่ำเย็นในป่าดิบชื้นเช่นนี้ พวกหริ่งเรไรต่างๆ จะออกทำงานตั้งแต่ป่ายังไม่มืดสนิท ขณะที่พะนอสาวเท้าเข้าไปใกล้กระต๊อบนั้น แมลงตัวหนึ่งได้เริ่มร้องขึ้นก่อนแล้วตัวอื่นๆ ก็ทยอยกรีดปีกร้องตามจนดังก้องไปทั้งราวไพร คลื่นเสียงของพวกมันยิ่งมายิ่งกระชั้นถี่ เหมือนกำลังร้องเตือนพะนอ ที่กำลังเดินเข้าไปใกล้กระต๊อบทุกขณะว่า “ตุ๊เจ้าไม่อยู่!ๆๆๆ”

    พลันนั้นนกทึดทือใหญ่ตัวหนึ่งโฉบผ่านศีรษะพะนอไป ทำให้พวกหริ่งเรไรหยุดกรีดร้องพร้อมกันราวกับนัดแนะกันไว้ พะนอมองตามนกใหญ่ตัวนั้นไปด้วยความทึ่งในขนาดของลำตัวอันใหญ่มหึมาของมัน ครั้นพอหันกลับมาที่กระต๊อบอีกครั้ง ร่างตะคุ่มๆ ของคนผู้นั้นก็หายไปเสียแล้ว

    “อ้าว ตุ๊เจ้าไปไหนแล้ว” เขาพูดกับตัวเองเบาๆ และรู้สึกหวาดๆ ขึ้นอย่างพิกล “ก็เมื่อกี้ยังนั่งอยู่บนแคร่นี้นี่นา” ให้นึกฉงนฉงายเมื่อเดินมาถึงชายคาแล้ว ซึ่งไม่ปรากฏวี่แววว่าท่านจะอยู่ มองลึกเข้าไปในกุฏิของท่านก็ไม่เห็น ตรงก้อนเส้าที่ท่านจะก่อไฟทุกวันก็ไม่มีลักษณะว่าไฟถูกก่อ บนแคร่ไม้ไผ่ที่ว่านั้น ก็ไม่มีกาน้ำ อาสนะที่นั่ง ของใช้ประจำวันทั้งหลายและพวกกระปุกยาตั้งอยู่เหมือนเดิม ราวกับว่าสิ่งของทุกอย่างถูกเก็บไปหมดแล้ว จะมีก็แต่กองผ้าขี้ริ้ววางอยู่บนแคร่ ซึ่งหากว่าเขาสังเกตให้ดี ก็จะรู้ว่าผ้าผืนนั้นเป็นผ้าขาวม้าที่พะตี่พอใช้ผูกคอตายนั่นเอง

    “ตุ๊! ตุ๊ครับ!” เขาร้องเรียกขึ้น “ตุ๊อยู่ไหมครับ?!?”

    เงียบ…เหมือนว่าคำตอบอยู่ในสายลม

    “ฮือๆๆๆ” เสียงนกทึดทือตัวเมื่อครู่ครางขึ้นเหมือนคนเจ็บ “ไอ้นกเวรนี่ อย่าให้พ่อได้สะพายปืนมาด้วยเชียว ปั๊ดยิงไปแกงกินเสียให้เข็ด” เขาหาเรื่องพูดไปเรื่อยเปื่อย

    ‘เอ…หรือว่าตุ๊จะลงไปตักน้ำที่แอ่ง’ เขานึกถึงแอ่งน้ำเล็กๆ ในหุบห้วยด้านหลังกระต๊อบ อันเป็นแหล่งน้ำใช้น้ำฉันของพระอาจารย์ท่านนี้ นึกได้ดังนั้นจึงเดินอ้อมไปดู แต่ก็ไม่เห็นท่าน จึงหันกลับมาที่กระต๊อบเหมือนเดิม

    “เฮ้ย!……..” ไม่มีคำพูดใดหลุดตามออกมา เพราะสิ่งที่เขาเห็นคือ เงาดำทะมึนของผู้ชายคนหนึ่งนั่งนิ่งอยู่ในกระต๊อบที่เขาเพิ่งเดินผ่านมาเมื่อครู่ มันทำให้เขาปะติปะต่อเรื่องราวอะไรขึ้นมาได้แล้ว ‘ฉิบหายแล้วกู’ เร็วเท่าความคิดที่โพลงขึ้นมา พะนอโกยอ้าวออกจากบริเวณกระต๊อบนั้นอย่างไม่คิดชีวิต

    “ฮือๆๆๆ” เสียงนกทึดทือที่ครางขึ้นมาอีก ช่างคล้ายเสียงคนที่กำลังครางอย่างพึงพอใจ ที่ได้เห็นเขาวิ่งหูตูบออกไปยังงั้น เสียงหริ่งเรไรก็กรีดร้องขึ้นอีก เหมือนจะสมน้ำหน้าที่ร้องเตือนบอกเขาไม่ให้เดินเข้าไปแล้วแต่ไม่ยอมเชื่อ

    ครั้นพอมาถึงหมู่บ้านเขาจึงเล่าเรื่องนั้นให้คนอื่นๆ ฟัง พะโข่โหล่จึงพูดขึ้นว่า “พะนอเอ้ย โดนเข้าให้แล้วเอ็ง ตุ๊เจ้าลงไปในเมืองตั้งแต่เมื่อเช้าแล้ว ไอ้ที่เอ็งเห็นนั้นต้องผีไอ้พะตี่พอแน่ๆ มันคงไปตามเอาผ้าขาวม้าของมันคืนจากตุ๊เจ้าละมั้ง”

    “กูก็ว่างั้น มันละเฮี้ยนจริงๆ พับผ่า” พะนอรับคำ พลางยกเหล้าป่าขึ้นซดให้หายหนาวทั้งที่มือยังสั่นๆ “แล้วนี่ข้าจะเดินผ่านไปทำไร่ได้ไงละนี่ ตุ๊เจ้านี่ก็แปลกคนเสียจริง อยู่ไปได้ยังไงยังงั้น หรือท่านจะคุยกะผีรู้เรื่อง? สงสัยมันคงจะมาเฝ้ากระต๊อบให้ท่านหรือเปล่าก็ไม่รู้? วุ้ย! คิดแล้วยังเสียวสันหลังไม่หาย”

    “หึๆ จะเป็นไรไป แต่ไหนแต่ไรเอ็งกะพะตี่พอก็เป็นเพื่อนกันอยู่ไม่ใช่รึ?” ผู้ใหญ่บ้านกล่าวขึ้นแบบขันๆ “ก็ถือซะว่ามันมาเยี่ยมเยียน ทักทายถามทุกข์-สุขเอ็งปะไร”

    “โธ่! ผู้ใหญ่ ไอ้ตอนนั้นมันเป็นคน ไอ้ตอนนี้มันเป็นผี เป็นเพื่อนกะผีก็บ้าแล้ว!”

    เหตุการณ์ลักษณะเดียวกันนี้ ไม่ใช่เฉพาะพะนอเท่านั้นที่เห็น แม้แต่กลางวันแสกๆ ตอนที่ตุ๊เจ้าไม่อยู่ ชาวบ้านคนอื่นที่มีความจำเป็นต้องใช้ทางเท้าเส้นนั้นเดินไปทำไร่ มีหลายคนที่เคยเห็นเช่นกัน บางคนเห็นว่าร่างดำๆ ของชายผู้นั้นนั่งอยู่เฉยๆ บางทีก็ยืนนิ่งๆ ไม่เคลื่อนไหว บางคนก็เห็นมันเดินไปมา จนชาวบ้านหวาดกลัวกันไปต่างๆ นานา

    ครั้นพระอาจารย์ท่านนั้นกลับขึ้นไปจำพรรษาอยู่ที่เดิม ก็ไม่เห็นว่าจะมีเหตุการณ์ผิดปรกติอันใดเกิดขึ้น พอท่านกลับมาอยู่ที่กระต๊อบนั้นแล้ว ชาวบ้านจึงค่อยใจชื้นขึ้นบ้างเวลาเดินผ่านไป แต่เมื่อใดที่ท่านไม่อยู่ บริเวณนั้นจะกลายเป็นแดนอาถรรพ์ไปทันที

    ดูเหมือนว่าคงจะมีแต่พระเท่านั้นที่อยู่กับผีได้ ผีกลัวพระ-พระปราบผี ความคิดทำนองนี้คงมีอยู่อีกนานเท่านาน ตราบที่ยังมีการเกิดการตายในโลกนี้.

  10. ขอบคุณนะตะละแม่ หนุงหนิง
    แนะนำได้แจ่มจริง โอ้แจ๋ว!
    มีนวลน้องสักนางอิง เอียงแอบ เจ้าเอย
    คงไม่ต้องซึมเซาแซ่ว เป็นซาก อาวรณ์

    แต่ก็อย่างงพี่สองว่า ไว้นา
    นวลนางใดจะมา หมายด้วย
    กัดกินฝันวิญญา ยากไร้
    ไม่นานก็คงม้วย ด้วยขาด สารอาหาร

    ดูไปดั่งยอดหญ้า ไหวโยน
    รอหยาดน้ำค้างโอน อิ่มเอื้อ
    ยามต้องสุรีย์โชน ฉายส่อง
    กลับแห้งหายหมดเชื้อ ยิ่งช้ำ อาลัย

    ก็บอกตัวเองว่า ต้องทน
    ด้วยหวังฝากชื่อบน ผิวน้ำ
    สลักอักษรผจญ ฟันฝ่า
    ดื่มฝันอยู่เช้าค่ำ หวังข้าม อนันตกาล ฯ

    ….

    แม่พลอยขอรับ ช่วงนี้หากทางหมู่บ้านยังซ่อมแซมไม่แล้ว
    ขอเชิญแม่พลอยแวะฝากรุจีอักษรที่ร้านโกปี้ซอมซ่อพลางก่อน
    ก็จะเป็นที่ยินดียิ่งแล้วขอรับ

    -พ่อเปรม-

  11. สวรรค์เสก

    ย่างสด (โดย สิญจน์ สวรรค์เสก)

    .
    .

    ความหิวนั้นสอนให้คนเป็นนักล่า ไม่ว่าในสังคมเมืองหรือชุมชนป่า เหยื่อหรือเป้าหมายของการล่าอาจจะแตกต่างกันไป แต่ผลลัพธ์นั้นเหมือนกันคือเพื่อให้ท้องอิ่มและหายหิว กระนั้นก็ยังมีคนบางประเภท ที่ใช้เล่ห์เหลี่ยมหลอกล่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน เพียงเพื่อสนองความอยากหรือตัณหาภายในใจ โดยไม่เกี่ยวกับความหิวของร่างกายแต่อย่างใดเลย

    แต่…ไม่ใช่เขาผู้นี้!

    พะจอ หนุ่มกะเหรี่ยงวัยเกือบสามสิบ หมอบติดอยู่กับโขดหินราวกับว่าเป็นส่วนหนึ่งของมัน ลมหายใจจากจมูกคมสันของเขายาวหน่วง ตาดำขลับใต้คิวเข้มเพ่งมองต่อเสือตัวนั้นเหมือนกลัวว่ามันจะดำน้ำหนี เขาภาวนาให้เจ้าป่าเจ้าเขาดลบันดาลให้มันเห็นชิ้นเนื้อหนูที่วางอยู่ริมตลิ่ง เพื่อมันจะได้คาบบินกลับไปเลี้ยงลูกๆ ที่รูของมัน และพวกลูกๆ ของมันนั่นแหละจะกลายเป็นอาหารให้ลูก-เมียของเขาได้หลายมื้อ

    หลังจากก้มดูดน้ำด้วยอารามกระหายแล้ว ต่อหนุ่มไซร้แข้งขาของตัวเองเพื่อทำความสะอาด หรือเพื่อให้หายเมื่อยขบก็ยากที่คนจะล่วงรู้ความคิดมัน มันได้กลิ่นคาวของเนื้อหนูชิ้นนั้น จึงไต่ไปซ้ายทีขวาทีหนวดชี้ไปมาเหมือนเรด้าห์ค้นหาเป้าหมาย จนในที่สุดมันก็เจอ

    มันไต่เข้าไปหาชิ้นเนื้อเท่าปลายนิ้วนั้นด้วยความดีใจ ใช้สองขาหน้าจับพลิกไปมา ก่อนฝังเขี้ยวที่เหมือนคีมทั้งคู่ลงในก้อนเนื้อ กระพือปีกบินขึ้นมุ่งหน้ากลับรู โดยที่ไม่รู้ว่ากำลังนำเภทภัยกลับไปสู่พวกพ้อง เพราะเชือกเส้นเล็กที่มัดติดกับก้อนเนื้อนั้น ปลายอีกข้างหนึ่งของมันผูกเศษถุงพลาสติกสีแดงอยู่

    “หึ! หึ! เสร็จกูละคราวนี้” เสียงครางเบาๆ หลุดออกมาจากริมฝีปากบางๆ ของพะจอ เขาออกจากที่ซ่อนวิ่งสะกดรอยตามต่อตัวนั้นไป แม้จะไม่สวมรองเท้า แต่ฝ่าเท้าที่หนาเหมือนหนังควายนั้น กลับทำให้เขาเคลื่อนไหวได้คล่องแคล่วมาก ไม่ว่าจะเป็นการกระโดดไต่โขดหินข้ามลำห้วย หรือวิ่งลุยป่าที่เต็มไปด้วยหนามเขาก็ไม่กลัว ใช่สิ! ความหิวต่างหากที่เขากลัว

    เศษถุงพลาสติกสีแดงเท่าฝ่ามือนั้น ตัดกับความเขียวของผืนป่าริมลำห้วย หลังจากนั้นก็ลอยลิ่วขึ้นสู่ไร่ร้างที่ปกคลุมไปด้วยหญ้าคาและวัชพืชแห้ง พะจอเร่งฝีเท้าขึ้นเพื่อไม่ให้พลาดจากการสะกดรอย เขาเริ่มรู้สึกเหนื่อยและผิดหวังนิดๆ ที่หั่นชิ้นเนื้อพลาด

    การเลือกชิ้นเนื้อมาทำเหยื่อและขนาดของการหั่น ถือเป็นศาสตร์ชนิดหนึ่งของการล่าต่อ ชิ้นเนื้อนั้นต้องคาวจัดและหั่นให้พอเหมาะ ถ้าใหญ่เกินต่อจะแทะเอาเท่าที่พอจะคาบได้ แต่ถ้าหั่นเล็กไปต่อก็จะบินได้เร็วทำให้วิ่งตามไม่ทัน กลอุบายในการล่าเช่นนี้ไม่มีสอนในตำรา กาลเวลาและประสบการณ์ในป่านั้นต่างหากที่เป็นตัวสอนเขา

    พอนึกถึงหน้าลูก-เมียทั้งสามปาก ที่รอการป้อนอาหารจากเขา พะจอจึงเร่งฝีเท้าขึ้น

    การบินและวิ่งไล่ตามกันของต่อกับคน ผ่านสามลำห้วยสองไร่ร้าง ต่อตัวนั้นก็ผลุบลงที่พื้นดินแห่งหนึ่ง พะจอไม่ผลีผลามตามเข้าไป เพราะรู้ฤทธิ์เดชจากเหล็กในของต่อที่แม้จะอันเล็กๆ แต่ทรงอานุภาพราวการฟาดของค้อนปอนด์เลยทีเดียว

    บริเวณนั้นเป็นป่าชื้นแต่ไม่แฉะ พื้นดินจึงปลอดภัยจากการลามเลียของไฟป่า ต่อจึงมาทำหลุมอยู่ ตามพื้นดินมีต้นไม้เล็กๆ ขึ้นอยู่ประปราย จึงไม่เป็นการยากเลยที่จะมองหารูต่อ หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า“รังต่อหลุม”

    เมื่อทราบตำแหน่งแน่นอนและทำสัญลักษณ์ไว้กันลืมแล้ว พะจอก็เดินตัดป่าหาทางกลับหมู่บ้าน เขาเดินมาพักหนึ่งก็ถึงไร่ร้างของพะก๋วยโค้ะ ซึ่งเต็มไปด้วยดงหญ้าคาและป่าสาบเสือแห้ง ทำให้เขานึกถึงเรื่องที่พะก๋วยโค้ะเล่าว่าเคยถูกต่อไล่ต่อยแถวไร่ร้างนี้

    ‘ชะรอยจะเป็นต่อหลุมนั้น’ พะจอคิด

    ‘ดีนะนี่พะก๋วยโค้ะไม่เห็นต่อหลุมนั้นก่อน ไม่งั้นคงเสร็จแกไปแล้ว’ เขายิ้มกริ่มขณะเดินฝ่าไร่ร้างไป ในใจนั้นนึกถึงตอนนับเงินจากการขายลูกต่อ ที่พ่อค้าในเมืองแม่ฮ่องสอนรับซื้อในราคาขีดละ 300 บาท คำนวนจากลักษณะรูต่อรังนี้แล้ว มันต้องเป็นรังใหญ่ และขายได้หลายเงินทีเดียว

    หลังจากนั้นสามวัน แผนการตีต่อหลุมของพะจอก็ลงตัว เขานัดแนะกับเพื่อนวัยไล่เลี่ยกันสองคน คือพะชิกับพะโท้ะให้ไปด้วย เมื่อเตรียมอุปกรณ์ทั้งมีด จอบ กระสอบ ฟางแห้ง และของใช้ที่จำเป็นครบแล้ว สามสหายก็จุดคบไฟไม้เกี๊ยะ(ไม้สนที่ชุ่มด้วยน้ำมัน)เดินออกจากหมู่บ้านไปที่ต่อหลุมรังนั้นทันที

    “ครั้งนี้พระจันทร์เข้าข้างพวกเราโว้ย คืนนี้คืนเดือนมืด ขี้คร้านต่อจะบินเข้ากองไฟตายหมด” พะจอพูด

    “เออจริงด้วย ต่อหลุมนี้คงจะตีง่ายกว่าหลุมที่แล้วเยอะ” พะโท้ะกล่าวรับ แล้วดีดก้นยาฉุนที่ดูดเสร็จลงบนหญ้าแห้งในไร่ร้าง

    “ไอ้โท๊ะ! ไอ้เวรตะไล! เดี๋ยวได้เกิดไฟป่าคลอกพวกเราตายก่อนจะทันได้ตีต่อ” พะชิตวาดขึ้นขณะเหยียบขยี้ไฟจากก้นมวนยาฉุนให้ดับ “ได้กินจากน้ำต้องรักษาน้ำ ได้กินจากป่าต้องรักษาป่า ภาษิตประจำเผ่าเราที่ผู้เฒ่าผู้แก่สอน เอ็งนี่ไม่จำเลยนะ”

    “โธ่! ไฟนิดเดียว มันไม่ไหม้หรอกไอ้ชิ ทำเป็นกลัวไปได้นะเอ็ง” พะโท้ะหันกลับไปพูดกับเพื่อนที่เดินอยู่ข้างหลัง แล้ววกกลับมาถามพะจอว่า “เออ ว่าแต่ว่าไอ้ต่อหลุมนี้มันอยู่อีกไกลไหมวะไอ้จอ?”

    “ข้ามไร่ร้างนี่ เดินอ้อมลงไปทางหุบเขาโน่นก็เจอ” พะจอตอบขณะเดินสวบสาบฝ่าดงหญ้าคาแห้งไป

    คบไฟไม้เกี๊ยะในมือของพะจอพลิ้วเปลววูบวาบ เงาดำทั้งสามก็วูบไหวเดินตัดไร่ร้างไป เดินเลาะตามไหล่เขามาอีกครู่ก็ถึงรังต่อหลุมเป้าหมาย

    พะจอบอกให้เพื่อนทั้งสองยืนอยู่ห่างๆ รูต่อก่อน เขาเดินถือคบไฟไปที่ต้นไม้ข้างๆ เอาเชือกมัดคบไฟติดกับต้นไม้เพื่อเป็นเป้าลวงกันพลาด เพราะขณะตีต่อ อาจจะมีต่อที่แข็งแรงบินฝ่ากองไฟออกมาได้ ซึ่งมันจะบินตรงเข้าหาแสงไฟทันที ถ้าบินชนอะไรก็ตามมันจะต่อยดะไม่เลือกหน้า เขาจึงไม่เสี่ยงที่จะถือคบไฟเอาไว้ จากนั้นจึงใช้ลำไม้ไผ่จิ้มมัดฟางและมัดหญ้าแห้งขึ้นจุดไฟ 3-4 มัด แล้วโยนเข้าไปตรงรูต่อนั้น

    ครั้นพอรู้ว่ารังถูกบุกรุก ต่อรังนั้นก็กรูกันออกมา แต่มันไม่สามารถบินฝ่ากองไฟที่โหมไหม้อยู่เหนือหลุมออกมาได้ เพราะปีกบางๆ ของมันแค่โดนไฟหน่อยก็ไหม้หมดแล้ว

    สามสหายยืนหลบอยู่หลังต้นไม้ห่างออกไป มองดูความกล้าหาญของต่อเหล่านั้นด้วยความระทึก เพราะขณะที่ไฟเริ่มลาเปลว มีต่อบางตัวที่บินออกมาทีหลัง พอมันเห็นกองไฟหรืออีกนัยหนึ่งคือศัตรูที่บุกรุกรังของมัน ต่อเหล่านั้นจะพุ่งเข้าใส่อย่างไม่เกรงกลัวความตาย ดุจทหารหาญในสมรภูมิรบนั่นเทียว

    ครู่หนึ่งต่อมา การสู้รบของตัวต่อกับไฟก็สงบลง มีเพียงเสียงดังซี่ซ่าของซากต่อไหม้ ทั้งสามเห็นว่าปลอดภัยดีแล้วจึงออกจากที่ซ่อน มัดฟางอีกมัดหนึ่งถูกจุดขึ้นก่อเป็นกองไฟขนาดย่อม พะชิคว้าจอบได้ก็เดินตรงไปที่หลุมต่อ เขาเขี่ยเศษขี้เถ้าและซากต่อออกมารวมกันที่มุมหนึ่ง แล้วเหวี่ยงจอบเปิดหน้าดินลงไปไม่ชักช้า ยังไม่ทันที่จะลงจอบที่สี่เขาก็ร้องลั่นขึ้นด้วยความเจ็บปวด

    “ห่_เอ๊ย! ตายยากจริงนะมึง!” พะชิใช้คมจอบสับต่อตัวหนึ่งอย่างคลั่งแค้น แม้ปีกทั้งคู่จะมอดไหม้ แม้ลำตัวบางส่วนจะไหม้เกรียม แต่มันก็สู้อุตส่าห์ไต่ขึ้นมาบนหลังเท้าของพะชิ แล้วฝังเหล็กในลงในเนื้อของเขาอย่างโกรธแค้น ถึงมันจะถูกจอบสับตาย แต่วิญญาณของมันคงสาแก่ใจ ที่ได้เอาคืนศัตรูตัวจริงของมันบ้าง

    “หึ! หึ! พลาดแล้วเอ็งไอ้ชิ เอามานี่ข้าขุดเอง” พะโท้ะรับจอบมาแล้วขุดเปิดหน้าดินลงไป ไม่นานก็เจอรังต่อซึ่งมีลักษณะเป็นก้อนเหมือนรังปลวก พะจอเอามีดค่อยๆ แซะมันออกมาใส่กระสอบ เมื่อตรวจดูว่าเก็บเกลี้ยงรังแล้ว จึงมัดปากกระสอบ ตัดไม้ทำคานหามเดินกลับเข้าหมู่บ้าน

    “โฮ่! หนักอึ๊กเลย ยังงี้คงขายได้หลายเงิน” พะโท้ะที่แบกคานอีกด้านหนึ่งกล่าว

    “เออซิวะ คงพอได้ซื้อข้าวซื้อเกลือกินกันบ้าง” พะชิกะเผลกเดินตามหลังพูดรับ

    ไม่มีคำพูดหลุดจากปากพะจอ เขาถือคบไฟเดินแบกคานนำหน้า ทว่าในความวูบไหวของแสงไฟ เขาเดินยิ้มอยู่คนเดียว

    เดินตัดป่ามาครู่ใหญ่ก็ทะลุถึงไร่ร้างของพะก๋วยโค้ะ พะชิก็พูดขึ้นว่า “นี่มันผิดทางแล้วนี่หว่าไอ้จอ อีตอนขามาทางไม่รกยังงี้”

    “เออ เออ ท่าจะตัดป่าผิด ไม่เป็นไร ทนเดินลุยดงสาบเสือกันหน่อย ทะลุออกไปก็เจอทางเดินแล้วละวะ”

    ขณะเดินโครมครามลุยดงสาบเสือแห้งไปทางทิศใต้นั้น พลันพะจอที่ถือคบไฟเดินนำหน้าก็สะดุ้งสุดตัว เพราะมีเสียงหึ่งเหมือนฝูงแมลงแตกรังพุ่งเข้าใส่คบไฟที่เขาถืออยู่ กว่าจะรู้ว่าเดินลุยป่ามาชนรังต่อ เหล็กในแท่งหนึ่งก็ทิ่มเข้าลูกตาของพะจออย่างถนัดถนี่

    สามสหายแตกกระจายกันไปคนละทิศละทาง พะชิกับพะโท้ะวิ่งปัดต่อลุยป่าโครมครามออกไปทางลำห้วยทิศตะวันตก ส่วนพะจอที่แทบจะตกอยู่ในโลกมืดและลืมสลัดคบไฟทิ้ง จึงตกเป็นเป้าให้ฝูงต่อบินเข้าโจมตี การสะเปสะปะหนีของเขากลายเป็นการพาตัวเข้าสู่จุดอับ เพราะแทนที่จะหนีออกมาทางที่โล่งกลับกลายเป็นลุยเข้าสู่ดงทึบ

    อนิจจา! เขาล้ม!

    คบไฟในมือที่หล่นลงในดงสาบเสือแห้งนั้น ได้กระพือเพลิงโหมขึ้น พะจอดิ้นรน คลาน กระเสือกกระสนพยายามลุกขึ้นวิ่งหนีทั้งต่อและไฟ ด้วยดวงตาพร่าเลือนที่เหลืออยู่ข้างเดียว บวกกับธาตุทรหดที่เคยต่อสู้ดิ้นรนใช้ชีวิตในป่า เขาจึงไม่สยบยอมต่อความตายง่ายๆ เสียงร้องโหยหวนขอความช่วยเหลือของเขา ไม่ทำให้เพื่อนทั้งสองแม้เพียงหยุดหรือหันมอง ต่างวิ่งหนีเอาตัวรอดอย่างไม่คิดชีวิต

    ป่าหญ้าคาและดงสาบเสือแห้งกลายเป็นดงเพลิงในไม่ช้า พะชิกับพะโท้ะที่วิ่งหนีออกมาจนปลอดภัยแล้ว จึงหยุดแล้วหันกลับไปมองพะจอ ซึ่งกำลังวิ่งร้องโหยหวนออกไปที่ชายป่าทางทิศตะวันออก ทั้งสองวิ่งอ้อมไปหาเขาเพื่อช่วยเหลือ แต่ทว่ากว่าจะช่วยเขาออกมาและดับไฟให้เขาได้ พะจอก็กลายเป็นคนครึ่งดิบครึ่งสุก เขาร้องคลุ้มคลั่งครวญครางแล้วหมดสติไป

    พะชิกับพะโท้ะช่วยกันหามเขากลับหมู่บ้าน พวกผู้เฒ่าผู้แก่ต่างช่วยกันหาสมุนไพรที่มีสรรพคุณรักษาแผลไฟไหม้มาเยียวยาเขา แต่แผลฉกรรจ์เกินกว่าภูมิปัญญาของคนดอยจะรักษาได้ จึงปรึกษากันว่ารอให้ฟ้าสางแล้วค่อยแบกเขาลงไปรักษาในตัวเมือง

    พอไก่โห่ ชาวบ้านก็เอาผ้าห่มมัดเป็นเปลแบกพะจอเดินข้ามภูเขาเข้าสู่เมือง ผ่านภูลูกเล็กมาสองลูกจนมาถึงดอยน้ำริน ซึ่งเป็นเขาสูงที่สุดที่ต้องเดินข้าม ที่ตีนดอยมีลำธารสายน้อยไหลรินอยู่ ชาวบ้านจึงหยุดพักเพื่อดื่มน้ำให้หายเหนื่อย

    ครั้นพอวางเปลที่แบกพะจอลง จึงรู้ว่าลมหายใจอันรวยรินของเขา ได้รินไหลไปกับสายน้ำแล้ว

    โอ้ชีวิตในป่า ถึงแม้ว่าความบริสุทธิ์ของสายน้ำ ป่าเขียว และแสงแดดอ่อนนั้นสวยงาม แต่ใช่ว่าสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ในนั้น จะมีความสุขที่บริสุทธิ์เฉกเช่นธรรมชาติรอบตัว เพราะไม่ว่าคนและสัตว์ที่เกิดมา ล้วนมีรูปร่างกายที่เป็นเหตุแห่งทุกข์เหมือนกันทุกชาติพันธุ์

    เราคงไม่ปฏิเสธว่าต่อทั้งสองรังที่ถูกไฟเผาทั้งโคตรนั้นก็ทุกข์

    พะจอก็เช่นกัน แม้การหาสัตว์ป่าขายของเขาจะทำไปเพื่อความอยู่รอดของครอบครัว แต่มันก็เป็นบาปกรรม ช่วงที่ตกอยู่ในกองเพลิงและตอนที่นอนหายใจรวยรินนั้น เขาคงรู้แล้วว่ารสชาติของการถูกเผาตายนั้นสาหัสแค่ไหน

    คนบางกลุ่มและสัตว์บางประเภท การฆ่าสัตว์อื่นนั้นหมายถึงความอยู่รอด ชีวิตของพะจอนั้น ไม่เปิดโอกาสให้เขาแม้เพียงจะคิดถึงเรื่องศีลธรรม ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น คงไม่มีใครให้คำตอบเชิงอภิปรัชญาเช่นนี้ได้ นอกจากพระพุทธเจ้า บรมครูผู้รู้แจ้งโลก

    ในมงคลสูตร มีอยู่วรรคหนึ่งที่พระองค์ทรงตรัสเอาไว้ว่า

    “การอยู่ในประเทศอันสมควร การเป็นผู้มีบุญอันทำแล้วในกาลก่อน การตั้งตนไว้ชอบ ข้อนี้เป็นมงคลอันสูงสุด”

    มงคลทั้งสามประการนี้พะจอไม่รู้จัก เพราะภูมิประเทศที่เขาเกิดไม่มีพระพุทธศาสนา และถึงแม้ว่ามี สภาพความเป็นอยู่ก็ไม่เอื้อให้เขารักษาศีลหรือปฏิบัติธรรมได้

    การเป็นผู้มีบุญอันทำแล้วในกาลก่อนนั้นมิพักที่จะพูดถึง เพราะหากเคยสร้างบุญหนุนนำมาบ้าง เขาคงไม่ตกฟากไปเกิดในภาวะที่แร้นแค้นเช่นนั้น

    การตั้งตนไว้ชอบ ก็อย่างที่พูดว่าการฆ่าของเขานั้นหมายถึงการมีชีวิตอยู่ จึงแทบจะเป็นไปไม่ได้ที่จะให้คนเช่นเขาเข้าวัดปฏิบัติธรรม

    ชีวิตของเขาจึงหมดไปชาติหนึ่งโดยไม่ก้าวหน้าทางจิตวิญญาณ

    แล้วเราท่านทั้งหลายล่ะ?

    เรามีเชื้อของมงคลทั้งสามประการนั้นในตนหรือเปล่า คาดว่าเรา-ท่านย่อมตอบตัวเองได้ดีกว่าใครอื่น แล้วเราจะเอาเชื้อนั้นมาก่อให้เกิดคุณงามความดีในตนต่อไปอีกไหม นั่นเป็นเรื่องที่เราต้องสำเหนียกรู้ ใคร่ครวญตรวจสอบถึงการกระทำของตัวเอง ว่าควรจะดำเนินชีวิตต่อไปอย่างไร ถึงจะได้ความสุขที่แท้จริงแบบที่ใจปรารถนา

    พะจอถูกไฟเผาจนตายไปแล้ว หรือว่าเราท่านไม่ร้อนเพราะเพลิงกิเลสเผาใจกันบ้างหรือ?

  12. สายสวัสดิ์ขอรับ เหล่าสหายทุกท่าน

    วันนี้แอร์เย็นฉ่ำ น้ำร้อนในกา ต้มรอท่ากาแฟแลชาร้อน

    เข้ามาขอบคุณคำชี้แนะที่ท่านสหายเถ้าทิ้งเอาไว้ ภาษิตจีนที่ว่า “ผู้มองจากภายนอกย่อมเห็นอะไรชัดเจนกว่าผู้อยู่ภายใน” เป็นเช่นนี้เอง “ภาพของซามูเอล” จะเสริมปรับแต่งให้ลงตัวกว่านี้แน่นอนขอรับ (โปรดรออ่านงานRe write ของข้าพเจ้าอีกหน)

    ส่วนวันนี้เข้ามาแอบจิ๊กงานพี่สองไปนั่งอ่านเพลินที่ห้องขอรับ มาคราก่อน เอามาจาก”โต๊ะกาแฟ2″ อ่านจบไปแล้ว อ่านจบก็เลยเกิดแรงประหลาดให้ผุดลุกมาเขียนเรื่องสั้น แต่อาจเป็นเพราะเขียนไป ลบไป อ่านเองมึนเอง(ขนาดท่านเจี๊ยบมาอ่านยังขอตอนต่อไป ข้าพเจ้ายิ่งงงไปใหญ่ ) แสดงว่ายังมีจุดบกพร่องที่ต้องแก้ไขอีกมาก ส่วนรวมเรื่องสั้นนั้นข้าพเจ้าว่าพี่สองนี่ ตะแกท่าจะรวมได้สองเล่มแล้วเชียวขอรับ แถมอีดิชั่นพิเศษ เป็นคอมเมนต์ข้าวผัดห่อใบบัวอีกเล่ม

    งาน”หนังสือหนังหา” ตอนนี้ข้าพเจ้าเริ่มไปแกะห่อเก็บหนังสือเก่ามานั่งอ่านทวนอีกรอบ เรื่องราวเกี่ยวกับ”เซน”นั้น ข้าพเจ้ามีไม่กี่เล่ม เห็นท่านเอามาลงไว้ของท่าน พลันนึกถึงเรื่องราวตอนสมัยเรียน ช่วงนั้นอยู่ปีหนึ่งเทอมสองกระมัง

    ข้าพเจ้าเป็นนักศึกษาประเภทที่เขาเรียกว่า”เด็กต่อเนื่อง” นั่นก็คือเด็กที่จบสายอาชีพ(ปวส.) แล้วมาต่อป.ตรีอีกสองปี จบมาได้ คอบ. การได้มาเรียนมหาลัยทำให้มีวิชาเลือกอยู่อันหนึ่งที่เราจะได้เลือกเรียนรวมกับพวกเด็กสายสามัญ ตอนนั้นจำได้ว่าข้าพเจ้าเลือกลงวิชาปรัชญาเพราะฟังดูฉลาดดี แหมเหมาะกับหน้าตาแบบตาสีตาสาอย่างข้าเจ้าเหลือเกิน แต่แล้วแค่ชั่วโมงแรกที่เรียนข้าพเจ้าก็ต้องเผ่นออกนอกห้องด้วยด้วยอาการเซ็งกะบาน ด้วยอาการกระเพาะบ้านนอกอย่างเราๆมันไม่รับกับสะเต๊กไข่ดาวฮ๊อทดอก

    ยังมีเวลาให้เลือกวิชาใหม่ ข้าพเจ้าเลยไปถอนวิชาออกแล้วลงใหม่ อ่า… ข้าพเจ้าแลพรรคพวกก็มาเจอวิชา สุทรียศาสตร์ วุ้ยพี่เอ๋ย สาวตรึม..เอ๊ย! แบบว่ามันฟังดูไม่เครียดนะขอรับ ข้าพเจ้าเลยเลือกลง วิชานี้ได้อาจารย์ที่จบมาจากอินเดียเป็นคนบรรยาย มีสอบไปไม่กี่หน การเรียนเป็นการพูดคุยมากกว่า มาลองคิดดูตอนหลังอีกทีวิชานี้ อาจารย์ท่านสอนเกี่ยวกับปรัชญา ล้วนๆเลย (กลายเป็นหนีเสือปะโปเกมอน) ที่ออกจะงงที่สุดในสมัยนั้นเห็นจะเป็นเรื่องเซนนี่ละขอรับ

    สระเก่าๆ
    กบกระโดด
    จ๋อม!

    ข้างบนสามบรรทัดนั้นเป็นกลอนไฮกุ (เหล่าท่านคงทราบดีอยู่แล้ว) ท่านอาจารย์ลั่นกลอนออกจากปากพร้อมทำหน้าอิ่มเอมกับรสกลอนสามบรรทัด ตาสาตาสีเยี่ยงข้าพเจ้านี้ตาใส อุทานในใจ “อะไรวะ” ยิ่งตอนหลังท่านอาจารย์แกบอกว่า

    “ก่อนศึกษาเซนพระจันทร์คือพระจันทร์ แต่พอเริ่มศึกษาเซน พระจันทร์ไม่ใช่พระจันทร์ แต่หลังจากเข้าใจเซนพระจันทร์ก็คือพระจันทร์”

    “แล้วจะเรียนทำไมวะ?”

    นั้นเป็นไรขอรับ เหล่าตาสีตาสานั่งเป็นไก่ตายบาท “อะไรวะ? อะไรวะ? อะไรวะ?” ถามกันเองไม่กล้าถามอาจารย์กลัวชาวบ้านหาว่าโง่ “อะไรวะแค่นี้ก็ไม่เข้าใจ” จะเอาอะไรกับพวกอ่านน้อยเช่นพวกข้าพเจ้าเล่าขอรับ หนังสือปรัชญาธรรมะแทบไม่ได้แตะกับ เอ่ยถึงพระคุณเจ้าท่านไหนใบหูไม่เคยกระดิก ขนาดท่านพระพุทธทาส พระดังระดับยูเนสโก ยังไม่เคยผ่านหัวเลย แหมถ้าถามว่าน้องคนนั้นเรียนคณะอะไรละก็พอไหว

    ข้าพเจ้าเลยได้เป็นตัวแทนโง่เขลาทีมก้มตัวต่ำคลานเข้าไปถามปุจฉาเรื่องพระจันทร์เซนนี่ละ อาจารย์ท่านก็ใจดียิ่งนัก ภายใต้ร่มไม้ใกล้ตึกเรียนสามัญ ข้าพเจ้านั่งฟังเรื่องราวต่างๆ นิทานเซน กลอนเซน ภาพวาดที่ท่านอาจารย์นำเสนอ ล้วนเสร็จสิ้นกระบวนความ คล้ายเข้าใจขึ้นมาบ้าง แต่ก็หนักใจไม่รู้ว่าจะไปอธิบายต่อเพื่อนๆอย่างไร (ตอนคลานกลับมามือข้างหนึ่งยังเกากะบานอยู่เลย)

    คนอื่นเห็นข้าพเจ้าเข้าไปถามอาจารย์นัยหนึ่งอาจคิดว่า ถามเอาหน้าทำหน้าที่นักศึกษาเกินความจำเป็น แทนที่จะเรียนๆ ทำข้อสอบจบๆกันไป แต่ให้จบๆไปแบบไม่ค่อยเข้าใจ แล้วมายืนเกาหัวว่าเกรดมันออกมาได้ไงแบบนี้ข้าพเจ้าออกจะเห็นว่า ข้าพเจ้าขาดทุนทางการศึกษาอย่างแรง ข้าพเจ้าถือคติอย่างหนึ่ง “การถามคือยาแก้โง่ชนิดหนึ่ง”

    เอาเป็นว่าตอนนั้นข้าพเจ้าเข้าใจความหมายของพระจันทร์ก่อนเรียนเซนกับหลังเรียนเซนมันเหมือนกันหรือแตกต่างกันอย่างไรแล้วซึ่งความจริงแล้วอาจารย์น่าจะบอกว่าพระจันทร์ที่เราเห็นหลังจากศึกษาเซนแล้วมันเป็นจันทร์ดวงเดียวกันแต่เราต่างหากที่มองเห็นมันชัดเจนขึ้น ข้าพเจ้าก็เลยตั้งโจทย์ง่ายๆเพื่ออธิบายเองดวงจันทร์ให้ข้าพเจ้าฟัง

    ผัดกระเพา
    หลังกระทะ
    ผัดกระเพา

    ข้างบนนั้นเป็นไฮกุที่ข้าพเจ้าเขียนให้เหล่าเพื่อนๆอ่านก่อนที่จะเริ่มอธิบาย การเรียนเซนก็เหมือนกับการที่เราหัดทำผัดกระเพา เมื่อตอนแรกเรากินผัดกระเพาที่คนอื่นทำให้ เมื่อมองเห็นผัดกระเพาจานนั้นเป็นผัดกระเพาหนึ่งจาน แต่พอเราศึกษาเซนเอ๊ย!! ลงมือเข้าครับเคาะตะหลิวหัดทำผัดกระเพาะด้วยตนเอง เมื่อครั้งต่อมาไม่ว่าจะเป็นผัดกระเพาที่ใครทำหรือที่ตัวเองทำ ผัดกระเพาที่เราเห็นย่อมไม่เหมือนผัดกระเพาจานก่อนนั้นแน่นอน เหล่านั้นเป็นแค่การวิสัชนาแค่เรื่อง “พระจันทร์” เท่านั้น

    หากแต่แก่นแท้ของเซนเป็นเช่นไรตอนนั้น ข้าพเจ้าเองก็ยังไม่รู้แจ้งแทงตลอด เดาๆเอาว่า ต้องปฏิบัติเองถึงรู้เอง ที่ว่าคนที่ไม่รู้หนังสือจะเข้าใจเซนได้ง่ายนั้น ข้าพเจ้าคิดว่าคงเป็นเพราะ ความรู้คือสิ่งปรุงแต่งที่ทำให้เราไปยึดติดกับมัน บางคนอาจตีความหมายแบบสุดโต่งว่างั้นเราไม่ต้องเรียนหนังสือหรอกหรือไง การศึกษาเซนคงไม่ได้หมายถึงอย่างนั้น แต่เป็นการปฏิบัติเพื่อที่จะมองความรู้เหล่านั้นให้เท่าทัน เหมือนกับการที่เราเดินพกมีดยาวเดินผ่านฝูงชน มีดมันมีคม ถ้าไม่โดนคนอื่นก็ต้องโดนเราเจ็บตัว เซนก็คงเหมือนกับปลอกมีดป้องกันความคมไม่ให้โดนคนอื่นหรือแม้แต่ตัวเอง

    ไม่พกมีดได้มั้ย?

    ถ้าไม่มีมีดก็จะไม่มีใครเดือดร้อนจากความคม แต่ก็ตองมองในมุมที่ว่า มีมันก็มีทั้งด้านประโยชน์ด้านอันตราย ผู้ใช้ต่างหากที่เป็นคนควบคุม หลังจากนั้นข้อสอบวิชาสุนทรียศาสตร์ ปลายภาค มีให้อธิบายเรื่อง”พระจันทร์”ที่ว่าด้วย เพื่อนข้าพเจ้าทั้งหมดตอบเปรียบเทียบเป็นผัดกระเพา ส่วนข้าพเจ้าโชคดีหน่อยที่เปลี่ยนจากผัดกระเพาเป็น เจียวไข่ ( อิอิ )

    อาจทั้งหมดนี้เป็นปฐมบทเรื่องราวการเดินทางเพื่อเรียนรู้การผัดกระเพา เอ๊ย!! เรียนรู้เซนเอาไว้คราหน้าข้าพเจ้าจะค่อยๆ เรียบเรียงความเข้าใจของข้าพเจ้าที่มีต่อ “เซน” หลังจากเรียนจบและเริ่มหาหนังสืออ่านอย่างจริงจังเสียทีวันนี้กะจะเข้ามาแวบๆกลับโม้เสียยืดยาว คราวนี้แวบๆไปก่อนแล้วกัน

    ด้วยมิตราภาพ คารวะสหายทุกท่าน

  13. อ้อ.. ลืมอวยพรให้พี่สองสอบผ่านขอรับ

    สอบผ่านจะได้มีอาวุธไว้จีบแหม่มสาวๆเสียที(คริคริ)

    กล้าๆหน่อยแล้วจะรุ่งขอรับท่านพี่

    ไปละแวบๆ

  14. อ่า…ร่ำเรียนสุนทรียะศาสตร์มาท่านต้องเป็นศิษย์น้องไม่ก็ศิษย์หลานท่านมหาสล่านักเขียนรูป แห่งล้านนาเป็นแน่แท้ นับถือ นับถือ

    ข้าพเจ้าเอา รีวิวกุญแจเซ็น ไปโพสท์ที่บ้านหนอน หวังสอดเข้าหิ้งหนังสือหนังหา อันท่านพี่สามได้กระทำการริเริ่มไว้เป็นปฐม โดยจะคิดเห็นเป็นอื่นใดไปมากกว่านั้นก็หาไม่

    แต่หลังจากโพสท์ไปแล้วนี่สิ พลันฉุกคิดว่า
    “หวิดไปแล้วตูข้า”
    ดีนะไม่ได้วางท่าเป็นมหากูรูแห่งการไม่ยอมจ่ายสด อิ อิ อิ

    ได้ฟังปาถกฐาของพี่สามครานี้เป็นอันหมดข้อสงสัยใคร่รู้
    ว่ามีที่มาที่ไปด้วยเหตุอันใด
    สหายพี่สามจึงได้มองโลกพลิกแพลงเหมือนจับโลกมาพลิกหงายพลิกคว่ำ
    ปลิ้นนอกออกในดังใจเสียปานนั้น

    การได้ผ่านความรู้จัก ทำความเข้าใจมาแต่เนิ่นวัยนี่เอง
    ทำให้ได้ครุ่นคิดแตกหน่อต่อยอดออกไปอีกสารพัดสารพันตามแต่รอยหยักสร้างสรรค์จะผันไป

    โอ…หันมองตัวเองแล้วช่างอัตคัดขัดสนนัก
    ไม่เคยพบกูรู
    หาได้เรียนรู้อันใด

    ยังคงเบิ่งตาโต
    หูขยับสั้นไหว ยามได้ยินเรื่องราวที่ท่านพี่สามกรุณาบอกเล่าสู่ให้ฟัง

    รอฟัง….รอฟัง….

    เสียงกบกระโดดน้ำ
    จ๋อม!!

    ว่ายด้วยท่ากรรเชียง สลับฟรีไตล์
    ข้าพเจ้าถามมันว่า “เป็นกบทำไมไม่ว่ายท่ากบฮึ?”
    มันตะโกนบอกว่า “มันกำลังว่ายท่ากบ!”
    เอากับมันสิขอรับพี่สาม!

    คารวะ

  15. สวรรค์เสก

    “English is a language not accessible even to Englishmen”

    ภาษาอังกฤษยากต่อการเข้าถึง แม้แต่กับคนอังกฤษเอง”

    (จอร์จ เบอร์นาร์ด ชอว์)

    .
    .

    ท่าจะแย่ละขอรับพี่เถ้า พี่สาม แอนด์คุณพี่และคุณน้องทั้งหลาย
    เพิ่งไปสอบมาขอรับ ยากส์บรมสมกัลป์จริงๆ (สำหรับผมกะไอ้กาฟิวส์เพื่อนเลิฟฟ์)
    เวลาชั่วโมงหนึ่งเกล้ากาไปได้แค่ 35 ข้อ อีก 5 ข้อสุดท้ายต้องใช้วิชา “เก้าท่าเท้า สะเก็ตเทพยดา” ที่ซุ่มฝึกอยู่กับไอ้กาฟิวส์สองตัว นั่นก็คือ “กามั่วๆ” ไปแบบน้ำขุ่นๆ ทั้งๆ ที่ยังลืมตาใสๆ อยู่นี่แหละขอรับพระคุณ

    ลองเข้าไปดูตัวอย่างข้อสอบของเกล้าหน่อยไหมล่ะพระคุณพี่

    ไปที่ google
    คี move on เข้าไปแล้ว search
    เปิดเวบลำดับที่สาม หรือสี่ ที่มีเฉพาะคำว่า move on
    คลิ๊กที่ free resources and materials : for teaching ; for training
    คลิ๊กที่ login here (ไม่ต้องไปกรอกข้อความดอก เดี๋ยวใช้อีเมล์ของผมเลย)
    จากนั้นป้อน buggy_aku2000@yahoo.com เข้าไป แล้ว login
    เลื่อนลงมาช่วงกลางๆ คลิ๊กตรง practice tests
    คลิ๊กในบล๊อก L2 literacy แล้วคลิ๊ก show results
    ท่านพี่จะเจอแบบฝึกหัด A-K จากนั้นคลิ๊กตรง on screen version ขึ้นมาดูเล่นๆ สักบท สองบท หรือจะลองฝึกทำดูก็ไม่มีใครว่าแต่อย่างใดขอรับ โปรแกรมมันจะจับเวลาให้เสร็จสรรพยังกะสอบจริงๆ และมีคำเฉลยเอาไว้ให้ดู ให้เช็คด้วยตัวเองได้ด้วย

    เกล้าทั้งสองตัวรึก็สู้อุตส่าห์ปริ้นท์มันออกมาทั้งหมดนั่นแหละ นั่งฝึก นั่งอ่าน กันจนคิดว่ามั่นอกมั่นใจดีแล้ว แต่พอไปสอบจริง เจอข้อสอบจากส่วนกลางที่ส่งมาใหม่ๆ แกะกล่องควันฉุยออกมาเชียว

    พระคุณพี่เอ๊ย คนละเรื่องกะไอ้ที่ฝึกทำนี่เลย

    ไม่เป็นไรครับไม่เป็นไร ไอ้กาฟิวส์มันเอาตีนคล้องคอเกล้าแล้วปลอบใจว่า

    “สอบได้เป็นเรื่องตลก สอบตกเป็นเรื่องธรรมดาว่ะสอเอ๊ย!”

    ครับ เห็นที่ต้องเชื่อมันล่ะ มันรึก็ฉลาดปราดเปรื่องใช่เล่น ดูทีรึนั่น วันนี้มันไปอึรดต้นดอกไม้หน้าบ้าน ยังมีหน้าป้ายความผิดให้คนอื่นอีก มันช่างเป็นแมวที่ดี ที่น่ารักมากจริงๆ พับผ่า!…ซาตานเป็นพยานทีสิเอ๊า

    ไหนๆ ดูทีรึ วันนี้พี่สามของเกล้ายกเรื่องอันใดขึ้นกระทู้บ้าง
    เซน?
    งั้นรึ?
    ขอรับ
    เกล้าก็ไม่รู้จักเหมือนกันท่านพี่
    แฮ่ม ถ้าเป็น เซ็นของ หรือว่าแปะโป้งละก้อ ถนัดนักเชียวพระคุณพี่

    .

    “ก่อนศึกษาเซนพระจันทร์คือพระจันทร์ แต่พอเริ่มศึกษาเซน พระจันทร์ไม่ใช่พระจันทร์ แต่หลังจากเข้าใจเซนพระจันทร์ก็คือพระจันทร์”

    .

    อ่านเซนบทนี้ที่ท่านพี่ยกมา ทำให้เกล้านึกถึงคำของหลวงปู่ชาที่ว่า

    “คนเราทุกข์เพราะมีความเห็นผิด พระพุทธเจ้าท่านบอกว่าโลกนี้ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และเป็นอนัตตา แต่เรากลับเห็นว่ามันเที่ยง มันเป็นสุข เป็นอัตตา เป็นเราเป็นเขาขึ้นมา พอเห็นผิดจากหลักธรรมะ จากหลักความเป็นจริงเช่นนี้ มันก็ทุกข์เท่านั้นเอง”

    ถ้าอนุญาตให้ผมมั่วเอาหลักเซนของท่านพี่มาใส่หลักธรรมอันนี้ ผมจะบอกว่า

    “ก่อนศึกษาเซนพระจันทร์คือพระจันทร์..”
    พระจันทร์ในที่นี้หมายถึงธรรมะ หรือว่าสัจธรรม
    เราจะศึกษามันรึไม่ มันก็เป็นสัจธรรมอยู่วันยังค่ำ ไม่แปรเปลี่ยนตามกาลเวลา

    “..ครั้นพอเริ่มศึกษาเซนพระจันทร์ไม่ใช่พระจันทร์..”

    อันนี้คือเราเริ่มเข้าใจแล้วว่า โลกนี้มันเป็นสมมุติ ที่เราเรียกมันว่าพระจันทร์นั้นเพราะเราบัญญัตินามมันขึ้นมา ทั้งที่จริงแล้วมันเป็นเพียงก้อนดินก้อนหนึ่งเท่านั้นเอง

    การศึกษาธรรมะ หรือว่าเซนนั้น จะทำให้เราเข้าใจกระบวนการของสิ่งทั้งหลายทั้งปวงตามความเป็นจริง ข้ามพ้นจากกรอบสมมุติ หรือว่าความเชื่อเดิมๆ ไปได้ ทำให้เราเข้าใจว่า หากผู้คนในโลกนี้รวมหัวกัน เอาชื่อดาวพลูโตที่เพิ่งถูกปลดออกจากระบบสุริยะจักรวาลมาแทนชื่อดวงจันทร์ แล้วเรียกดวงจันทร์ใหม่ว่าพลูโต

    ลบชื่อพระจันทร์ทิ้งไป

    ต่อไปอีกสักสี่ซ้าห้าพันปี หรืออาจจะไม่นานขนาดนั้นก็ได้ มนุษย์ก็จะรู้จักพระพลูโต แทนพระจันทร์ อาจจะไม่มีใครคิดนึกไปได้เลยว่า พระพูลโตนั้นเคยมีชื่อว่าพระจันทร์มาก่อน

    นั่น เห็นไหมพระคุณพี่ พระจันทร์ไม่ใช่พระจันทร์ซะแล้ว มันเป็นอีเดือน เป็นอีเกิ้ง เป็นMoon เป็นอะไรอีกมากมายที่คนเราจะเสกสรรค์ชื่อให้มันได้ในโลกแห่งสมมุติ

    หากเข้าใจหลักสัจธรรม หรือว่าวิมุติ หรือว่าเซนที่แท้จริง (ชื่อเหล่านี้ก็เป็นสมมุติอันหนึ่งเหมือนกัน) พระจันทร์ที่เห็นจะไม่ใช่พระจันทร์แบบที่เราเคยคิดอีกต่อไป และไม่ใช่อะไรทั้งนั้นแหละ เป็นสักแต่ว่าธาตุที่ประกอบกันอยู่เท่านั้น (เอาละซีพระคุณ ยุ่งเป็นฝอยขัดหม้อแล้วไหมล่ะ)

    “..แต่หลังจากเข้าใจเซนพระจันทร์ก็คือพระจันทร์”

    ก็แหง๋ละพระคุณพี่ ผู้นั้นจะรู้จักพระจันทร์ดีทีเดียวว่า ไอ้พระจันทร์ที่แท้จริงที่เราเรียกขานกันนี่ มันคืออะไร จะสลับชื่อให้มันกะพระอาทิตย์ก็ยังได้ หรือจะเรียกมันว่าไอ้ดวงพระหมา ดวงพระแมว ก็ไม่ผิดต่อหลักสมมุติแต่อย่างใด แต่มันขัดต่อกติกาของโลกเท่านั้น

    เพราะฉะนั้น พระจันทร์ในดวงใจของผู้เข้าใจเซน หรือว่าเข้าใจธรรมะ มันจึงเป็นพระจันทร์ที่ถูกต้องตามความหมายแท้ ไม่ได้ผูกติดอยู่กับสมมุติบัญญัติใดๆ ของชาวโลกหรือว่าตามความคิดของคนหมู่มากอีกต่อไป

    วุ้ย เอาละซีพระคุณ งงกันใหญ่

    ผมเคยบอกกะพี่เถ้าไว้แล้วนะครับพี่สาม ว่าผมไม่ชอบธรรมะแบบเซนหรอก มันเป็นธรรมะแบบฟุ้งๆ ชวนให้คิด ซึ่งผิดกับธรรมะที่แท้จริง ที่ต้องสงบเย็น ไม่คิด ไม่ฟุ้ง

    ตามความเห็นของผม ไอ้ธรรมะแบบพระจันทร์ทั้งสามดวงของท่านพี่นี่ มันเหมือนคนฉลาดพูดธรรมะแบบศรีธนญชัยนั่นแหละขอรับ ต่อให้คุณฉลาดคิด ฉลาดพูดแทบตาย แต่มันไม่ช่วยให้คุณมองเห็นความไม่เที่ยงในตัวเองได้หรอก ต่างจากครูบาอาจารย์หรือนักปฏิบัติที่ไม่ต้องรู้อะไรพวกนี้เลย แต่ลงมือปฏิบัติสืบค้นในตัวเอง แบบง่ายๆ ด้วยสิพระคุณพี่ (ง่ายแต่ทฤษฎีนะครับ)

    เอาอริยสัจสี่แบบเซนของหลวงปู่ดุลย์ อตุโล ไปหน่อยไหมละครับ ท่านบอกว่า

    “จิตที่ส่งออกนอก……………….เป็นสมุทัย (เหตุให้เกิดทุกข์)
    ผลอันเกิดจากจิตที่ส่งออกนอก….เป็นทุกข์ (ก็น่าจะรู้จักกันดีแล้วนี่)
    จิตเห็นจิต………………………เป็นมรรค (ทางดับทุกข์)
    ผลอันเกิดจากจิตเห็นจิต………..เป็นนิโรธ (ความดับทุกข์)”

    นี่แหละครับ หัวใจศาสนาที่พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้
    ท่านพี่ไม่จำเป็นต้องไปรู้ โพธิปักขิยะธรรมทั้ง 37 ประการ ซึ่งมี…
    มรรคองค์แปด
    โพชฌงค์เจ็ด
    พละห้า
    อินทรีย์ห้า
    อิทธิบาทสี่
    สติปัฏฐานสี่
    สมัปปทานสี่

    หมวดธรรมเหล่านี้ยกไว้ก่อน

    อาจารย์ใหญ่ของผม มีหลักการสอนลูกศิษย์บวชใหม่คือ ท่านไม่อนุญาตให้อ่านหนังสือหรอกครับ เก็บให้หมด เพราะการอ่านหนังสือจะทำให้เราฉลาดคิด ฉลาดนึก ซึ่งมันผิดสำหรับผู้ฝึกใหม่ ที่ยังไม่เท่าทันความคิดของตัวเอง

    จากนั้นท่านจะบอกว่า

    อยากสงบก็อย่าคิด!

    ยืน เดิน นั่ง นอน ดูกายใจของตัวเองเฉยๆ
    ความสงบคือการรู้ตื่น แต่ไม่ใช่การคิด
    แล้วเอาจิตที่รู้ตื่นของตัวเองมาพิจารณาแยกแยะร่างกายดูสิว่า
    ตัวเรามันคืออะไร ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เส้นเอ็น โครงร่างโครงกระดูก
    ตับ ไต ไส้ ปอด อาหารเก่า อาหารใหม่ น้ำเลือด น้ำเสลด น้ำลาย น้ำมันสมอง น้ำมันไขข้อ ฯลฯ นี่เป็นการรื้อถอนตัวตน หรือว่าความยึดมั่นของคนเรา เพราะหากเข้าใจกระบวนการของธาตุสี่ ดิน น้ำ ลม ไฟ ภายในตนแล้ว นั่นก็คือการรู้แจ้งโลก แจ้งจักรวาล

    เห็นไหมครับพี่สาม
    ไม่ต้องพูดถึงพระจันทร์หรอก
    ไม่ต้องบินขึ้นไปตักเอาดินบนนั้นมาพิสูจน์ในห้องแลปด้วย
    เพราะหากเข้าใจดินอันลึกลับในกายตนเสียได้ ประสาอะไรจะไม่รู้จักฝุ่นผงในจักรวาลพวกนั้น

    ก่อนฝึกธรรมะ ตัวเราก็เป็นธรรมะอยู่นั่นแหละ
    ตอนฝึกธรรมะ ไอ้ตัวเราเองนี่แหละชักไม่เป็นเราแบบที่เคยคิดเสียแล้วซี
    แต่ถ้ารู้ธรรมะที่แท้จริง มันก็เป็นความจริงของตัวเรานี่เอง

    ฮ่วย! เซน อีกแล้วเหรอสอเอ๊ย

    เอาเถอะครับ หากจะเอาธรรมะศรีธนญชัยแบบนี้มาคุยกัน ผมสู้ใจขาดดิ้น
    แต่ถ้าจะชวนไปนั่งสมาธิ เดินจงกรม ไม่นอนซะสิบกว่าปี ไม่พูดกะใครซะสามปี ทรมานกิเลสตัวองอาจหยิ่งผยองเป็นคราวๆไป ด้วยการไม่ฉันข้าวสักสิบห้าวันหรือเดือนหนึ่ง เพื่อขุดค้นหาธรรมะที่แท้จริงในตัวเอง เหมือนที่อาจารย์ใหญ่ของกระผมเคยทำมาแล้วละก้อ ผมยกธงขาวยอมแพ้กิเลสของตัวเองไปนานแล้วครับ

    ตอนนี้ขอเป็นนายสอ ใส่สะเก็ต ซิ่งเล่นๆ กะไอ้กาฟิวส์ไปก่อน

    ได้แต่หวังลึกๆ ในใจว่า ก่อนตาย เกล้ากระผมคงจะได้มีโอกาสลุกขึ้นกระโดดเตะก้านคอตัวเองอีกซักตั้งหนึ่ง (เกล้ากระผมนี่ เข้าข่ายบุคคลที่มีชีวิตอยู่ด้วยความประมาทเปี๊ยบเชียวล่ะพระคุณพี่)

    เอ๊า แถมด้วย ไฮกุ ก่อนจาก

    ทะลึ่ง!
    ทะเล้น!
    ทะลัก!

    .
    .

    “การถามคือยาแก้โง่ชนิดหนึ่ง”

    (พี่สาม)

  16. สวรรค์เสก

    ถิ่นอาถรรพ์ (สิญจน์ สวรรค์เสก)

    .
    .

    ความรักที่สมหวัง สามารถผลักดันให้คนเราทำในบางสิ่ง ที่แม้แต่ตนเองและคนอื่นก็คาดคิดไม่ถึง ในด้านกลับกัน คนบางคนที่ผิดหวังในความรัก ก็สามารถทำในสิ่งที่คนรอบข้างคาดคิดไม่ถึงได้เช่นกัน

    ย้อนไปเมื่อประมาณ 20 ปีก่อน ระบบคลุมถุงชน คือการจัดให้ลูกสาวแต่งงานกับคนที่พ่อแม่พึงพอใจยังมีอยู่ในบางแห่ง ลูกสาวบางคนอาจจะรับคนที่พ่อแม่เลือกให้ได้ แต่บางคนที่มีคนรักอยู่แล้วจะไม่ยอมรับ และฝืนคำสั่งของบุพการี ซึ่งถือเป็นเรื่องที่รุนแรงมากในสังคมไทย เพราะจะถูกตราหน้าว่าเป็นลูกอกตัญญู

    เมื่อชั่งน้ำหนักของความรักซึ่งเป็นเรื่องของหัวใจ และความกตัญญูซึ่งเป็นเรื่องของบุญคุณที่สูงสุดแล้ว หญิงสาวหลายคนจึงเลือกทางออกอีกทางหนึ่งคือความตาย บัว หญิงสาวผู้แสนสวยแห่งหมู่บ้านวังโตก ชนบทแห่งหนึ่งที่ห่างไกลความเจริญของจังหวัดชัยภูมิ คือหนึ่งในคนที่เลือกทางออกนั้น

    สายวันหนึ่งในปลายหน้าฝน มีคนไปพบบัวนอนฟุบอยู่ในร่องไร่ฝ้าย ข้างๆ ร่างของเธอมีขวดยาฆ่าหญ้าชนิดรุนแรงวางอยู่ด้วย ภายในขวดยานั้นว่างเปล่า เฉกเช่นกับร่างของบัวที่ไร้วิญญาณครองแล้วเหมือนกัน

    หลังจากจัดงานศพของหล่อนได้ไม่นาน ข่าวคราวที่พิลึกพิลั่นสั่นสะเทือนขวัญ มักจะถูกลือออกมาในแวดวงชาวไร่อยู่เสมอ

    ที่เพิงยาดองกลางหมู่บ้านเย็นวันหนึ่ง หลังจากกรึ๊บช้างกระทืบโรงไป 2 เป๊ก ทิดเชยก็เผยประเด็นขึ้นมาก่อนว่า

    “ข้าละฟังไม่ผิดหู ดูไม่ผิดตาเอ็งเอ๊ย!”

    เขาหยุดแค่นั้นเพื่อส่งมะขามเปียกจิ้มเกลือเข้าปาก และเพื่อเรียกความสนใจของเพื่อนร่วมวง ก่อนสาธกถึงประเด็นที่ยกขึ้นมาต่อไปว่า

    “เย็นวันนั้นข้าเดินไปเก็บมะกอกสุกจะเอามาใส่น้ำพริก อีตอนก่อนที่ข้าจะเดินผ่านดงสาบเสือไปนั้น ก็ได้ยินเสียงสะอื้นของผู้หญิงเบาๆ อยู่ก่อนแล้ว พอพ้นออกมาข้าจึงมองดูให้มันหายสงสัยในหัวอก ข้าละตกกะใจเกือบจะเป็นลม…เอ็งเอ๊ย! ผมยาวยันบั้นเอวแบบนั้นเป็นใครไปไม่ได้นอกจากผีอีบัว มันเดินหรือมันลอยข้าก็บอกได้ไม่ถนัดปากนัก เพราะต้นฝ้ายมันสูง แต่ข้าเห็นว่ามันเอ้อระเหยลอยหายไปทางต้นประดู่ใหญ่ที่มันตายนั่นแหละว่ะ”

    “หึๆ” เสียงครางในคอของลุงช้าง แล้วแกก็ออกความเห็นว่า “ก็เอ็งเพิ่งวางมือจากด้ามจอบนี่หว่าไอ้ทิด คงจะหิวข้าวเย็นจนหูอื้อตาลายละสิ ถึงได้มอง ได้ฟังอะไรมันผิดฝาผิดตัวได้ขนาดนั้น” ผู้อาวุโสสุดในกลุ่มกล่าวขึ้นด้วยความมากประสบการณ์ชีวิต

    “บ๊ะ! ลุงช้างนี่ ข้าไม่ได้พูดเล่นพูดหลอกนา ได้ยินมาทั้งสองหู ดูมาทั้งสองตาจริงๆ” ทิดเชยยืนยันด้วยภาษาพูดที่เป็นเอกลักษณ์ของตน และเริ่มหงุดหงิดขึ้นบ้างแล้ว

    “ท่าจะจริงเหมือนมันว่านะลุง” ไอ้ถึกที่นั่งขรึมอยู่นานพูดขึ้นบ้าง “เมื่อตอนเช้ามืดหลายวันก่อน ไอ้ปลามันถีบรถจักรยานไปไร่ มันก็ว่าเห็นผู้หญิงผมยาวเดินหายไปทางต้นประดู่ใหญ่นั่นเหมือนกัน มันรีบปั่นจักรยานหนีมาจนรองเท้าหลุดหายเมื่อไหร่ไม่รู้ตัว ข้าฟังไอ้ปลามันเล่าวันก่อนก็ให้นึกหวาดๆ อยู่ พอมาฟังไอ้ทิดเชยแบบนี้อีก มันก็ชักจะจริงอยู่เหมือนกันนาลุง”

    ลุงช้างกระดกเหล้าเข้าปาก ทำหน้าเหย่เกเหมือนกับเพิ่งกินอะไรที่ขยะแขยงลงลำคอ แล้วส่ายหน้าช้าๆ ด้วยคร้านที่จะเถียงกับเพื่อนร่วมวงรุ่นลูก สังสรรค์กันอีกเป๊กสองเป๊กก็แยกย้ายกันไป

    ชีวิตความเป็นอยู่ของคนในบ้านป่า พอตกตอนค่ำผู้ที่เป็นผู้นำครอบครัวและพวกหนุ่มๆ มักจะออกไปส่องสัตว์กัน ถ้าไม่ลงทุ่งไปหากบหาปลา ก็จะเข้าป่าไปส่องนกส่องหนู ลุงช้างเองก็เช่นกัน แม้วัยของแกจะเลย 50 แล้ว แต่ถ้าว่ากันในเชิงปืนละก้อ ไม่ว่าหนุ่มเหน้าหน้าไหนก็ยากที่จะกินแกลง

    ค่ำวันหนึ่ง หลังจากกินข้าวกับน้ำพริกผักต้มเสร็จ ลุงช้างนึกอยากกินแกงคั่วบ่างขึ้นมา จึงเอาปืนแก๊ปคู่ชีพออกมาเช็ด ตรวจดูดินปืน ลูกตะกั่ว และแก๊ปว่ายังมีพร้อมไม่ขาดย่าม แกจึงฉวยเอาไฟส่องสัตว์เดินลงเรือนไป

    มันเป็นคืนเดือนมืดในหน้าหนาว ลมโชยไอเย็นไล้ผิวกายที่เริ่มจะเหี่ยวย่นของลุงช้าง แกรู้สึกหนาวสะท้านเหมือนกัน จึงหยุดล้วงใบตองแห้งออกมามวนยาฉุนเดินดูดไล่หนาวไปพลางๆ ด้วย แกเดินส่องสัตว์ไปในป่าเรื่อยๆ ยิงนกขาบที่ขึ้นคอนบนยอดไม้ได้ 2 ตัว แต่เป้าหมายที่แท้จริงของแกคือต้นกระบกสุกที่อยู่หัวไร่ของทิดเชย เพราะหน้านี้พวกบ่างมันจะเข้ากินลูกกระบกสุกต้นนั้น

    แล้วแกก็ไม่ผิดหวังที่มา เพราะบ่างเข้ากินลูกกระบกสุกเยอะมาก อาจเป็นเพราะว่าพวกนายพรานหน้าใหม่กลัวความเฮี้ยนของผีอีบัวจึงไม่กล้ามายิงบ่างที่นี่ จึงทำให้บ่างชุม แกซุ่มยิงมันอย่างใจเย็น คราใดที่เสียงกัมปนาทดุจการตวาดไพรของปืนดังขึ้น เป็นต้องมีซากบ่างที่เคราะห์ร้ายปลิวลงมาทุกครั้งไป

    ลุงช้างซุ่มยิงบ่างอยู่จนดึก ได้บ่างมาสิบกว่าตัว ยิ่งอยู่ดึกลมหนาวก็ยิ่งกรีดลึก แกจึงออกจากที่ซุ่มเดินตัดไร่ฝ้ายของตาจันทร์พ่อของอีบัวไป ขณะที่แกเดินไปและสาดแสงไฟไปตามร่องฝ้ายนั้น แกเห็นตาสีเขียวเป็นวาวของสัตว์กินเนื้อขนาดใหญ่ 2 ดวง

    “อ๊ะ! อีเห็นนี่หว่า” แกหลุดอุทานออกมา ด้วยประสบการณ์อันช่ำชองของแก มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นตาอะไร จึงรีบปลดปืนแก๊ปลงจากไหล่ ใช้ก้านปืนมวนเอาซังมะพร้าวในลำกล้องออก แล้วบรรจุกระสุนสำหรับยิงสัตว์ใหญ่ลงไปแทนที่ อากัปกิริยาในการเปลี่ยนลูกปืนของแกนั้นเร็วมาก เพียงชั่วขยับมือไม่กี่ครั้งก็เสร็จ แล้วย่องตามไปในระดับการย่างของแมวที่กำลังจะเข้าตะครุบเหยื่อ

    พอได้ระยะปืน แกก็ยกปืนขึ้นประทับไหล่สับนกใส่รังเพลิงในฉับพลัน

    สิ้นเสียงปืนที่สะท้านสะเทือนป่าในคืนเดือนมืด แกก็เดินยิ้มกริ่มเข้าไปด้วยคิดว่าอีเห็นคงจะฟุบนิ่งอยู่ตรงนั้น พอเดินไปถึงกลับไม่เห็นอะไร พยายามส่องไฟหาหยดเลือดมันก็ไม่เจอสักหยด แกส่องไฟหาไปทั่วแม้แต่บนต้นมะค่าข้างๆ นั้น

    “เอ๊า! ชะตาขาดแล้วมึง”

    แกหลุดอุทานอีกครั้ง เพราะเห็นตาสีเขียววาวคู่นั้นอยู่บนต้นมะค่า “คราวนี้ล่ะ พ่อจะเอาให้ร่วงตุ๊บเลยเอ็ง” แกบรรจุกระสุนเข้าไปใหม่ กลัวไม่หนำใจและกลัวว่าจะยิงอีเห็นตัวนั้นไม่อยู่อีก จึงบรรจุดินปืนมากกว่าครั้งที่แล้วถึงสามเท่า ลูกตะกั่วก็คัดเอาเม็ดที่โตที่สุด ใช้ก้านปืนกระทุ้งกาบมะพร้าวอัดลงไปให้แน่นอีกครั้ง แล้วเดินย่างเข้าหาต้นมะค่าใหญ่นั้นอย่างใจเย็น

    ครั้นอีเห็นใหญ่ตัวนั้นเข้าทางปืนอีกเที่ยว แกก็เหนี่ยวไกสับนกลง

    “เปรี้ยง!” ก้องกัมปนาทดุจฟ้าผ่าในคืนหน้าหนาว พอสิ้นเสียงนั้นทุกสิ่งทุกอย่างก็ตกอยู่ในความเงียบ…และ…มืด

    เช้าวันถัดมา ตาจันทร์ออกมาดูไร่ฝ้ายตามปรกติ มาเห็นศพลุงช้างนอนตายอย่างอุจาดใต้ต้นประดู่ใหญ่แห่งนั้น เห็นสภาพศพทีแรกแกแทบจะจำไม่ได้ว่าเป็นศพใคร เพราะหน้าตาของศพถูกแรงระเบิดของลำกล้องปืนฉีกเละไปหมด พอรู้ว่าเป็นศพลุงช้างแกก็รีบกลับเข้าหมู่บ้าน ไปบอกญาติๆ ของลุงช้างและเกณฑ์ชาวบ้านออกมาช่วยกันเอาศพแกไปเผา

    เย็นวันนั้น ณ เพิงยาดองกลางหมู่บ้านที่เก่า สมาชิกสภายาดองชุดเดิมก็มาประชุมกันพร้อมพรรค หลังจากหยอดน้ำเมาหล่อลื่นไปคนละเป๊กสองเป๊กแล้ว ทิดเชยก็เปิดประเด็นขึ้นด้วยน้ำเสียงเศร้าสลดปนเวทนาว่า

    “โธ่! ลุงช้างน้อลุงช้าง พวกลูกพวกหลานเตือนแล้วน้าาา ที่จะฟังกันบ้างนั้นไม่มี เป็นไงละทีนี้ ไม่ใช่เพราะผีอีบัวนั่นหรอกรึ ที่ทำให้แกต้องไปตายแบบนั้น” เขาหยุดถอนหายใจอีกฟืดใหญ่ แล้วหันไปทางเพื่อนร่วมวงถามขึ้นว่า “หรือแกว่าไงรึไอ้ถึก? ลองแถลงความออกมาทีซิเพื่อน”

    “เฮ้ยยย อย่าพูดถึงแกอีกเลยวะ เห็นจอกที่แกเคยกินเหล้าด้วยกันแล้ว ข้าล่ะให้ละเหี่ยใจนัก แกไปสบายแล้วโว้ย ดีไม่ดีปานนี้แกไม่เอาผีอีบัวเป็นเมียแล้วรึ” ตลกขื่นของไอ้ถึก เรียกเสียงครางหึๆ ในคอของเพื่อนร่วมวงได้เท่านั้น แล้วเขาก็ตบท้ายว่า “ว่าแต่เอ็งเถอะไอ้เชย ถ้ายังขืนไปทำไร่แถวนั้นอยู่ เดี๋ยวได้ไปเป็นผัวน้อยของผีอีบัวกันพอดี”

    “ปากเหรอนั่นไอ้ถึก! เดี๋ยวปั๊ดถีบให้กินน้ำพริกไม่ได้ไอ้นี่”

    คำพูดในสภายาดองทำนองนี้ คือวจีที่ออกมาจากใจอย่างไร้มารยาทางภาษาของชาวไร่ และนับแต่นั้นมา ทิดเชยก็ไม่ไปทำไร่แห่งนั้นอีกเลย เพราะกลัวอาถรรพ์คูณสองของผีอีบัวและผีลุงช้าง.

  17. โอ๊ะ โอ สวัสดิ์ค่ะสหายพี่น้อง

    แว๊บไป แว๊บมา ..
    สายตาข้าพเจ้ามันคงมีปัญหาแน่ๆ เลยแฮะ ทำไม๊ ทำไม เห็นอักษรใหม่ ๆ ไม่ได้ผ่านตาเยอะ ปะล้ำปะเหลือจะอี้น๊อออออ !!

    ไว้เย็นย่ำ ค่ำคืน ฉ่ำชื่นแสงพระพลูโต เอ้ย !! แสงพระจันทร์จะมาละเลียดใหม่อีกคราเจ้าค่ะ

    แวะมาทักทาย ให้หาย จุด จุด จุด ก่อนค่ะแล้วจะเอาเห็ดมาฝากทุกท่านนะคะ
    ไปละค่ะ แว๊บ ๆ

  18. “พับผ่า!…ซาตานเป็นพยานทีสิเอ๊า”

    ข้าพเจ้าอ่านประโยคนี้แล้วโดนใจขอรับ เพราะเมื่อวานเพิ่งอ่านเรื่องของ เรืองโกเมน ของปู่อ้าว ก่อนนอนนี้เอง(ประโยคนี้ใครพูดหว่า)

    อุ้ยพี่สองขอรับ เกล้าไม่กล้าหรอกขอรับ ข้าพเจ้าเองนานๆจะเอ่ยภาษาธรรมกับชาวโลกเสียสักหน มีอยู่ช่วงหนึ่งหลังจากคลั่งตำราบาลีไปพักหนึ่ง พูดอะไรๆก็ต้องออกภาษาธรรมะธรรมโม้ ไปเรื่อย ยิ่งอ่านก็ยิ่งงงกับศัพท์แสงแสลงธรรม ข้าพเจ้าเลยกลับมาตั้งหลักใหม่ โดยการลืมทั้งหมดเลยขอรับ แล้วเริ่มกระทำเริ่มปฏิบัติ

    วุ้ย..ท่านพี่ เหมือนซีดีที่เพิ่งเปิดฟังดูแต่ปกมันจะรับรสสุนทรียภาพได้อย่างไร จากนั้นมาพูดน้อยๆ ทำเยอะๆ ยิ่งทำยิ่งเห็นผลด้วยตัวเอง รับรู้ถึง ความสว่าง สะอาด สงบ ธรรมะมิได้มีไว้ท่องอย่างที่ท่านพุทธทาสว่าไว้นั่นละขอรับ อ่า… ว่าด้วยเรื่องเซนขอรับ

    เซนจะเป็นธรรมะศรีธนญชัย ตามที่พี่สองว่าหรือจะเป็นสายด่วนบรรลุธรรมอย่างที่ใครเข้าใจนั้น น้องสามก็ไม่สนใจดอกขอรับ “เซน”ก็เป็นเหมือน “เรือลำหนึ่ง”ขอรับ

    เรือที่จะพาเราข้ามฝั่งไปอีกฝั่ง เหมือนกับท่าน ติช นัท ฮันห์ว่าไงขอรับ

    “เชิญลงมาในเรือของข้าพเจ้าซิ”

    พี่สองอาจจะมีเรือของตัวเองอยู่แล้ว หรืออาจจะยังสนุกกับการว่ายน้ำเล่นอยู่ริมหนองคลองกิเลสนั่นก็แล้วแต่ น้องสามก็เช่นกัน น้องสามก็ยังอยู่อีกฝั่งเดียวกับพี่สองนี่ละขอรับ ยังไม่ได้ไปใหน หากแต่เมื่อมีคนมาถามทางไปท่าเรือข้ามฟาก เกล้าเองก็ได้แต่ชี้ทางให้พวกเขาเลือกกันเอาเอง ก็แหมพี่สองขอรับ ท่าเรือมีตั้งหลายท่า มีทั้งท่าฝรั่ง ท่าแขก ท่าเปอร์เซีย ท่าจีน จุดหมายก็คือข้ามไปยังฝั่งเหมือนกัน เรือบางลำพายช้าพายเร็ว วนเวียนไปมาเวียนหัว การเกิดพุทธะในใจของแต่ละคนย่อมแตกต่างกันออกไปขอรับ

    เล่าจื้อกล่าวว่า “เต๋าที่สามารอธิบายได้มิใช่เต๋า” วลีนี้ใครฟังก็ต้องหัวหมุนข้าพเจ้าเพิ่งจะมาเข้าใจก็ตอนมาอ่านงานของท่านพุทธทาสที่เอ่ยถึง”เต๋า” ที่ท่านจาระไนประโยคนี้ไว้ทำให้เห็นอะไรชัดเจนขึ้น ปริศนาธรรมนี้กำลังบอกให้เรา “วาง” วลีวจีนานา ลงแล้วจงกระทำตามมรรคที่ท่านวางไว้ ทิ้งลู่ทางไว้ให้เราเดิน

    เราท่านทั้งหลายอาจจะกำลังต่อเรือของตัวเองอยู่ก็เป็นได้ โดยอาศัยพิมพ์เขียวของ พระพุทธ พระคริสต์ พระอัลลอฮ์ ที่ท่านเหล่านี้ได้ทิ้งไว้ แบบร่างอาจผิดเพี้ยนไปบ้างเพราะกาลเวลากระทำ หรือบางคนนำไปทำให้ผิดเพี้ยนเพื่อหวังผลประโยชน์ เราท่านก็ต้องคอยดูคอยบอกตามแรงที่พอกระทำได้

    มีน้องสาวคนหนึ่งเคยถามว่า ถ้าข้าพเจ้าได้เป็นนักเขียนข้าพเจ้าอยากเขียนอะไร ข้าพเจ้าตอบว่า

    “ข้าพเจ้าอยากเขียน เรื่องเกี่ยวกับธรรมมะลงในหนังสือโป๋”

    “พี่นี่ท่าจะบ้า”

    ข้าพเจ้ายิ้มๆ ในใจก็คิดว่า ถ้าไอ้หนังสือที่ว่ามันยอมให้ข้าพเจ้าเขียนมันคงบ้ากว่าข้าพเจ้าแน่ๆ และมันก็เป็นโจทย์ที่ท้าทายเช่นกัน “หากเราไม่ลงนรก แล้วใครจะลงนรก” เมื่อก่อนข้าพเจ้าเจอประโยคนี้แล้วไม่ค่อยเข้าใจ เพิ่งมาเข้าใจก็เมื่อตอนที่อ่าน”ยอดคนในมังกรคู่สู้สิบทิศ” ในตอนที่ซือเฟยเซวียนตั้งวาทะกับฉีจื่อหลิงจึงเริ่ม อ้อ…

    เพราะไม่มีใครชอบลงนรกนะสิขอรับ เลยมีคนเพิ่มในนรกเยอะขึ้น

    “ศาสนาจะมิใช่ศาสนา หากมันไม่ช่วยแก้ปัญหาของโลกนี้ได้ที่นี่และเดี้ยวนี้ หากศาสนานำตัวเราให้ห่างไปจากชีวิตนี้และสังคมนี้แล้ว นั่นก็จะเป็นเพียงคำสอนให้หนีเอาตัวรอดเท่านั้นเอง”

    -คานธี-

    เมื่อความเชื่อความเชื่อหนึ่งไม่สามารถนำเราไปพบกับความสว่างของข้าสงสัยได้ เมื่อนั้นเราจะเข้าใจว่า ทำไมพระพุทธเจ้าจึงเลิกอดอาหาร

    วันนี้เอาแค่นี้ดีก่า ข้าพเจ้ามุดหัวเขียนเรื่องสั้นกับ”หนังสือหนังหา”ต่อ

    ด้วยมิตราภาพขอรับ

    คารวะ

  19. จากโลกใบเล็ก : หนึ่งวันเดียวกัน

    ผมเคยอ่านคำสอนของเซ็น ไม่แน่ใจจากมติชนหรือไม่ แต่พอจะเรียบเรียงได้ดังนี้

    – ก่อนนอนแต่ละคืนขอให้เราสำนึกว่าเราจะไม่ตื่นอีก ขอจงคิดทบทวนการกระทำที่ผ่านมาขอวันว่าเราได้ทำอะไรไว้บ้าง…

    เพราะเราจะหลับแล้วไม่ตื่นอีก นอนหลับเป็นนิรันดร์…

    ไม่ทราบว่าผมมั่วมากไปไหม แต่อ่านแล้วเหมือนกับว่า ให้เรามีสติตลอดเวลา

    มิตรสหายผู้เคยบวชเรียนมาหลายพรรษากล่าว ว่า แม้ขณะที่เราหลับนั้นก็ควรจะมีสติ…

    ด้วยมิตรภาพขอรับ

  20. มาแว้ววววว !!
    กระจองงอง กระจองงอง เจ้าข้าเอ้ย !!
    .
    .
    .

    ตะทีแรก กะว่า จะเบี้ยว
    หนีไปเที่ยว เล่นโกะ ตามประสา
    ที่สุด สุดท้าย ก็ต้องมา
    ด้วยสัญญา ว่าจะมา ก็ต้องมาจริง ๆ
    .
    .
    .

    อะฮุ้ย !! เขียนแล้วก็หมั่นไส้ตัวเองไม่น้อยเลยค่ะเหล่าท่านทั้งหลาย จะมีใครเค้าอยากเห็นหน้ารึก็เปล่า จริง ๆ แล้วก็อยากเข้ามาบ่น มาคุยกะคนอื่นเค้าเองสิไม่ว่า อิอิ

    อะแฮ่ม !!

    เรียน ท่าน(…) ที่เคารพ

    ข้าพเจ้าทัก “ภาพของซามูเอล” ผิดพลาดหรอกหรือเจ้าคะ ถึงได้ทำทั่นอึ้ง ทึ่ง เสียว ได้ขนาดนั้น ขออำภัยอย่างแรงเลยเจ้าค่ะ ข้าน้อยอ่านรอบเดียวแล้วก็บอกความรู้สึกออกไปทันควัน (หากบอกช้าอีกนิดก็จะเป็นทันเปลว(ไฟ)) เอาเป็นว่าขอแก้ตัวใหม่เมื่อท่านทำการ “รีไรท์” ก็แล้วกันนะคะ แต่จากประสบการณ์ที่ได้ติดตามงานของท่านมานับปี บอกตัวเองได้เลยว่ากว่าจะได้อ่านเห็นทีว่าจะอีกนานโข เฮ่อ !! ((ไม่อยากบ่นละ งึมงำ งึมงำ))

    .
    .
    .

    อ่า ท่านสวรรค์เสก ที่นับถือ

    หวังว่าผลการสอบของท่านจะออกมาเป็นที่น่าพึงพอใจนะคะ เพี้ยง !!

    อ่าน “ถิ่นอาถรรพ์” ของท่านแล้วเชื่อค่ะ !! ให้ความรู้สึกถึง ชนบท เรื่องเล่าของชาวบ้าน ที่มักมีเรื่องราวที่บอกเล่ากันปากต่อปาก ผูกเรื่องราวจากที่เค้ารับรู้ แล้วเล่าสู่กันฟ้ง อ่านไปอ่านมาข้าน้อยชักรู้สึกว่าเป็นจริงเป็นจัง ยังกะเป็นเรื่องราวที่ท่านไปร่วมบอกเล่าในวงข้าวนั่นเจียว

    ตกลงเป็นเรื่องเล่า หรือว่า เล่าเรื่องจริงคะนี่ อิอิ

    .
    .
    .

    to .. กล่อมใจ : คือดิน

    “เมล็ดพันธุ์ที่ดีต้องปลูกในดินที่อุดมสมบูรณ์ จึ่งเป็นต้นกล้าได้เดิบใหญ่ แข็งแรง”

    ท่านดินเจ้าคะ วันนี้มีเห็ดเหลือเฟือเลย เอามาแลกแกงส้มเจ้าค่ะ ท่านลองทำเมนูใหม่ “เห็ดชุบแป้งทอด” ดูนะคะ รับรองว่าอร่อยอย่าบอกใครเลยล่ะค่ะ อิอิ

    .
    .
    .

    ก่อนจากไปพักชมแสงจันทร์ข้างแรมคืนนี้ ข้าน้อยได้พบว่า

    “กะเพราไก่” ย่อมเป็น “กะเพราไก่”
    “เจียวไข่” สุดท้ายย่อมได้ “ไข่เจียว”
    ข้าวเหนียวต้องแช่ก่อนนึ่ง
    จะศึกษาเรื่องใดให้ลึกซึ้ง ต้องใช้เวลา ..

    คารวะ ฟุบ ๆ

    .
    .
    .

    “กินน้อย นอนน้อย พูดน้อย ทำความเพียรมาก”
    (คติกรรมฐาน-หลวงพ่อจรัญ ฐิตะมฺโม)

  21. แก้คำผิดเป็น (หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม) นะเจ้าคะ

    สงกะสัยจะง่วงจัดอ่า .. แหะ ๆ
    ขออภัย ๆ ๆ -/\-

  22. สวรรค์เสก

    “The cost of a thing that amout of life which must be exchanged for it

    ต้นทุนของสิ่งหนึ่ง คือส่วนหนึ่งของชีวิต
    ที่ต้องเอาไปแลกเพื่อให้ได้สิ่งนั้นมา”

    (Henry David Thoreau)

    .
    .

    ถุ ถุ ถู ถู ถูก ถูก…ถูกต้องแล้วคร๊าบบบบ พี่สาม
    เกล้ากระผมดัดจริตซ่อน ซุ่มจำคำของพ่ออาว์รงค์มาใช้ต่อครับ
    ก็อย่างที่ผมเคยบอกนั่นแหละครับ เรื่องการใช้สำนวนภาษานี่ ผมล่ะศรัทธาต่อตัวหนังสือของพ่ออาว์รงค์แกจริงๆ เฉพาะการใช้ภาษานะครับ ส่วนงานเขียนชิ้นนั้นๆ จะให้อะไรบ้าง รวมถึงแนวทางการใช้ชีวิตของพ่ออาว์นั้น ก็คงต้องว่ากันไปอีกเป็นแต่ละประเด็นไป

    อ่ะ “นักเลงโกเมน” ล่ะสิครับ คือหนังสือที่พี่สามเพิ่งนอนอ่านก่อนนอนเมื่อวาน เกล้ากระผมก็อ่านจบทั้งสามเล่มแล้วครับ ได้สำนวนดิบๆ เถื่อนๆ มาประดับสมองอันแสนดีของผมอีกเพียบเชียวพระคุณพี่ เป็นต้นว่า……อ่า วุ้ย อย่าให้พูดเลยครับ เดี๋ยวคุณน้องกะคุณย่า ที่มาด้อมๆ มองๆ แถวนี้จะใจแตกป่นปี้ปี้ปี้ปี้ กันหมด (หะแนะ ยังมีแถมอีกวุ้ย)

    “เซน–ทางสายด่วนบรรลุธรรม” เชียวหรือท่านพี่
    หากมองกันให้ลึกถึงราก ย้อนไปถึงสมัยพุทธกาล บ่อยครั้งเหมือนกันครับ ที่พระพุทธเจ้าหรือแม้แต่พระสาวกเช่นพระอัสสชิ ที่บอกหัวใจของศาสนาสั้นๆ หรือว่าเซนที่แท้จริง ให้มาณพหนุ่มนาม อุปติสสะ (คือพระสารีบุตรในกาลต่อมา) ฟัง แล้วได้บรรลุธรรม

    ทว่า ช้าก่อน ท่านผู้เจริญ
    เหตุว่าพระพุทธองค์และพระมหาสาวกในครั้งนั้น ท่านมีญาณหยั่งรู้อุปนิสัยบุคคลผู้นั้น ว่าควรจะหยอดธรรมบทไหนถึงจะได้ผลสำเร็จ ทำให้ผู้นั้นบรรลุธรรมได้ อีกทั้งท่านเหล่านั้น ล้วนผ่านกระบวนการไถ่กลบ-ไถ่พรวนของศีล ผ่านการคราดเกลี่ยจากสมาธิจนพร้อมมูลแล้ว เมล็ดพันธุ์แห่งปัญญาที่หยอดลงไปนั้น จึงมั่นใจได้ว่าจะแตกหน่อต่อยอดได้แน่นอน

    ผมศรัทธาท่านติช นัท ฮันท์ มาก หนังสือทุกเล่มของท่าน ถ้าหากผ่านตาแล้วยังไม่เคยอ่าน ผมเป็นต้องคว้ามาอ่านทุกครั้งไป ผมจะดีใจทุกครั้ง ที่แวะเวียนไปชั้นหนังสือหมวดศาสนาในร้าน Water Stone Book Shop และร้าน Borders เพราะผมจะเห็นหนังสือของท่านผู้นี้นับสิบเล่มวางเรียงกันอยู่ ไม่เคยตกชั้น เพราะนั่นเป็นเครื่องยืนยันว่า ชาวตะวันตกได้มีโอกาสอ่านหนังสือดีๆ ของพุทธศาสนาเหมือนกัน

    ตามที่ได้อ่านแนวทางปฏิบัติของท่านนั้น นั่นน่ะ มหาสติปัฏฐานสี่เผ๋งเลยล่ะพระคุณพี่ ผมคงไม่ต้องท้าวความไปถึงปฐมบทของการบวชของท่านกระมังว่า ท่านผ่านการเคี่ยวกรำการฝึกสติมาตั้งแต่ครั้งยังอยู่เวียดนามมากเพียงใด กระทั่งหนีภัยสงครามจนได้มาสร้าง “พลัมวิลเลจ” เพื่อเป็นที่พักพิงทางกาย และจิตวิญญาณ ขึ้นในประเทศฝรั่งเศส แม้จะเคยผ่านการเจริญสติมามากแล้ว ทว่าปัจจุบันนี้ ท่านก็ยังต้องมีเวลาให้กับการเจริญสติของตัวเองในแต่ละวันมิได้ขาด

    มหาสติปัฏฐานสี่ คือสติที่ตั้งอยู่ใน กาย เวทนา จิต ธรรม ของตัวเองเท่านั้นแหละครับ

    ถึงจะเป็นทางลัด
    ถึงจะเป็นทางตรง
    ถึงจะเป็นทางสายกลาง
    ถึงจะเป็นทางสายเอก

    นอกจากทางนี้แล้วผมยังไม่เคยอ่านเจอพุทธพจน์บทอื่น ว่ายังมีทางลัด ทางตรงสายอื่นเส้นไหน จากพระไตรปิฎกที่เคยอ่านมาบ้าง และแม้แต่จากในหนังสือของครูบาอาจารย์รูปใดก็ตาม ใช่ครับ รวมถึงหนังสือของท่านติช นัทฯ ด้วย

    ตามที่เกล้าเคยหยั่งเท้าเข้าสู่เส้นทางของการฝึกสติมาบ้าง จึงพอรู้ว่า เมื่อใดที่เรากำหนดสติได้ต่อเนื่อง มันจะรู้ตื่นเบิกบานอยู่กับปัจจุบัน ซึ่งสภาวะที่ทรงสติเต็มเปี่ยมหรือว่าสติปัฎฐานสี่นั้น จะเป็นสติที่ตามรู้ความจริงสี่อย่างภายในตน คือ

    1 กาย รู้ตัวเองว่ากำลังยืน เดิน นั่ง นอน รู้ลึกลงไปถึงความเป็นจริงของกายตน
    2 เวทนา สุข ทุกข์ ไม่สุข ไม่ทุกข์ เฉยๆ ก็รู้อีก
    3 จิต จิตผ่องใส เศร้าหมอง เบิกบาน ก็รู้ตัวเองอยู่
    4 ธรรม มีนิวรณ์เกิดขึ้นไหม หรือจิตกำลังยกหมวดธรรม หรือสภาวะธรรมใดขึ้นพิจารณา

    หากผู้ใดที่กำลังภาวนา (ภาวนา ตามความหมายเดิม คือการพัฒนาขึ้นนะครับ) เจริญสติได้เช่นนี้ ท่านจะเอาหมวดธรรมอันใดมาเทียบมันก็จะเข้ากันได้ทั้งหมด เช่นว่า

    ขณะนั้นมันเป็นศีล เพราะกาย วาจา ใจ มันปรกติ รู้ตื่นเบิกบาน
    เป็นสมาธิ เพราะมันแน่นอน มั่นคง อ่อนโยน ควรแก่การงาน
    เป็นปัญญา เพราะมันตื่น พร้อมที่จะรู้อะไรๆ ตามความเป็นจริง

    นี่คือเทียบกับหลักของ ศีล สมาธิ ปัญญา
    จะว่าไปแล้วมันเป็นตัวเดียวกัน

    หากเอามรรคองค์แปดมาเทียบขณะที่เรามีสติตื่นรู้เต็มเปี่ยมนั้น ก็จะเป็น

    1 เห็นชอบ ก็แหง๋ละครับ รู้ตัวว่าอะไรควร ไม่ควร
    2 ดำริชอบ ในสภาวะนั้นๆ มันจะดำริแต่เรื่องดีๆ
    3 วาจาชอบ ไม่ฟุ้งซ่าน ตลกคะนอง พูดแต่สิ่งที่เป็นสาระ
    4 การงานชอบ อยากภาวนาให้ยิ่งๆ ขึ้นไป หากต้องทำงานอย่างอื่นก็จะทำแบบผู้มีความรับผิดชอบในงานนั้นๆ อย่างถูกต้อง
    5 เลี้ยงชีวิตชอบ การใช้ชีวิต ไม่ว่าจะเป็น ยืน เดิน นั่ง นอน ดื่ม ทำ พูด คิด แม้แต่ขับถ่าย ก็จะไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น
    6 เพียรชอบ การพยายามทำงานใดๆ ก็แล้วแต่ จะไม่เป็นไปเพื่อสนองความโกรธ ความโลภ ความหลงของตน
    7 ระลึกชอบ สติที่ตั้งมั่น จะโน้มเอียงไปแต่หนทางที่เป็นกุศล
    8 ตั้งใจชอบ สมาธิก็จะจดจ่ออยู่กับการงานที่สติเป็นตัวคัดกรองมาให้อย่างมั่นคง สม่ำเสมอ

    (มรรคแปดพร้อมคำแปลตามสไตล์กระผม ที่ไม่ต้องมีภาษาบาลีมารุงรังครับ)

    เห็นไหมขอรับท่านพี่ หากมีสติ หรือว่าความไม่ประมาทนี้ บทเดียวแท้ๆ จะดึงธรรมหมวดอื่นๆ มารวมลงที่นี่หมดเลยเลยละพระคุณ

    บางที พระพุทธองค์ก็จะตรัสว่า สติเป็นบิดาแห่งธรรมทั้งปวงบ้าง เป็นธรรมที่มีอุปการะมากบ้าง เป็นรอยเท้าช้างที่เหยียบครอบรอยเท้าสัตว์อื่นๆบ้าง (หมายถึงว่าเหนือกว่าธรรมทั้งปวง)

    เอาล่ะ ย้อนมาเข้าเรื่องปัญญาแบบเซนต่อ

    หากผู้ใดก็ตามปูพื้นฐานสติของตัวเองมาได้ขนาดนี้ อบรมตัวเองจนเข้าหลักสติปัฏฐานสี่ดีแล้ว ย่อมเป็นที่แน่นอนเหลือเกินว่า สติปัญญาของท่านผู้นั้น ย่อมเข้าถึงความสมบูรณ์ บริสุทธิ์ บริบูรณ์ ได้แน่นอน (หากประคองการเจริญสติในกาย เวทนา จิต ธรรม ของตัวเองได้ตลอดไปเรื่อยๆ ไม่สะดุดหกล้ม หลงไปกับความรัก ความชัง–เช่นเกล้ากระผมเป็นต้น)

    แต่มันมีทางลัดให้เข้าถึงความบริสุทธ์ บริบูรณ์นั้น นั่นก็คือ หากมีท่านผู้รู้ที่เหนือกว่าตน รู้ว่าบุคคลผู้นั้นกำลังติดข้อง ไม่เข้าใจ หรือกำลังพิจารณาอันใดอยู่ ท่านก็จะมาหยอดประกายปัญญาให้ ทำให้สติปัญญาของผู้นั้นข้ามพ้นปัญหานั้นๆ เกิดความเข้าใจต่อ กาย เวทนา จิต ธรรม ของตัวเองอย่างแจ่มแจ้ง แดงแจ๋เข้าไปอีก กระทั่งเข้าใจสภาวะธรรมเหล่านี้ได้หมด

    นี่แหละครับ ประกายปัญญาแบบเซน จะมาทำงานได้ตอนนี้เท่านั้น

    ปัญหาโลกแตกของนักธรรมะทุกวันนี้คือ ศีลก็ยังด่าง สมาธิก็ยังพร่อง ปัญญาก็ยังมืดตื้อ แต่ตะพึดตะพือจุดประกายเซน หรือประกายปัญญาของท่านผู้รู้กันเข้าไป ประเทศไทยจึงได้นักธรรมะที่เอะอะก็ “ตถตาๆๆๆ (มันเป็นเช่นนั้นเองๆๆๆ)” แต่ซุ่มโกงกินประเทศกันอย่างหน้าด้าน และไร้ยางอาย

    อ้าว นี่ผมยังไม่ได้พูดถึงการลงมือฝึกสติของนักธรรมะผู้ชาญฉลาดนั่นดอกหรือ?

    ที่หมู่บ้านพลัมวิลเลจของท่านติช นัทฯ นั้น ใครไปหาท่าน ท่านจะพาฝึกสติ เดินจงกรม นั่งเจริญสติ (ผมขอเลี่ยงคำว่า “นั่งสมาธิ” ก็แล้วกัน เพราะสังคมไทยทุกวันนี้ ตีความคำว่า “นั่งสมาธิ” เพี้ยนไปจากความหมายเดิมมากแล้ว) ท่านจะสอนการล้างแก้ว การเก็บผัก ตักน้ำ ต้มน้ำชงชา แบบที่มันควรจะเป็นในวิถีทางที่ถูกต้อง ซึ่งนั่นล่ะคือเซนที่ถูก คือวิถีแห่งการเข้าถึงเซนที่แท้จริง

    หากจะไปทางลัดนอกจากนี้ เห่อๆๆ ก็ลองดู

    “ศาสนาจะมิใช่ศาสนา หากมันไม่ช่วยแก้ปัญหาของโลกนี้ได้ที่นี่และเดี้ยวนี้ หากศาสนานำตัวเราให้ห่างไปจากชีวิตนี้และสังคมนี้แล้ว นั่นก็จะเป็นเพียงคำสอนให้หนีเอาตัวรอดเท่านั้นเอง”

    -คานธี-

    หากคานธียังไม่ตาย ผมอยากจะถามแกว่า
    อะไรคือโลกที่แท้จริง?
    อะไรคือปัญหาของโลก?
    เท่าไหร่ถึงจะเรียกว่าบุคคลผู้นั้นกำลังหนีเอาตัวรอดผู้เดียว?
    ทำอย่างไรถึงจะเข้าใจชีวิตของตัวเองได้อย่างแท้จริง?
    ทำอย่างไรถึงจะสามารถช่วยสังคมที่เราได้พึ่งพาอาศัยได้อย่างเต็มที่?

    หากเจ้าชายสิทธัตถะไม่หนีเอาตัวรอดแต่ผู้เดียว โลกนี้คงไม่มีพระพุทธเจ้า
    หากท่านไม่เข้าใจกระบวนการของกาย-ใจของตัวเอง ท่านคงไม่เข้าใจโลกที่แท้จริง
    หากท่านไม่เข้าใจโลกที่แท้จริง ท่านคงไม่สามารถช่วยเหลือผู้อื่นได้มากมายเพียงนี้

    หนีจากโลกที่แท้จริง?
    อืม น่าคิด ทำไมเราต้องหนีจากโลกที่แท้จริงกันด้วยนะ?

    หลวงพ่อสุเมโธ พระภิกษุชาวอเมริกัน เจ้าอาวาสวัดอมราวดี ประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของหลวงปู่ชา ท่านเคยพูดประโยคหนึ่งเอาไว้ หลังจากถูกฝรั่งถาม(อยู่บ่อยๆ)ว่า

    “ทำไมศาสนาพุทธถึงสอนให้คนออกจากบ้านเรือน ออกจากสังคม ทำไมต้องหนีจากโลกที่แท้จริงกันด้วย?”

    ท่านจะหัวเราะน้อยๆ (ผมฟังในซีดี) แล้วถามกลับไปว่า
    “อะไรคือโลกที่แท้จริง?
    อย่างไรคือการอยู่ในสังคมที่ดี?
    ใครกันแน่ที่หนีจากโลกที่แท้จริง?
    ทำไมต้องหนีกันด้วยนะ?”

    เออ แฮะ ช่วยเกล้ากระผมคิดหน่อยเป็นไรพระคุณพี่

    วุ้ย ยิ่งคิดยิ่งปวดหัว
    พอแล้วละขอรับ คิดมาก ทุกข์มากจริงๆ นั่นแหละ
    หนีกลับเข้ามาอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริงกันดีกว่า…ไหม?

    .
    .

    “สิ่งทั้งหลายทั้งปวงมันเป็นของมันอยู่อย่างนั้น มันมิได้ให้ทุกข์แก่เรา
    เช่นเดียวกับหนาม หนามที่แหลมๆ มันให้ทุกข์แก่เราไหม?
    เปล่า มันเป็นหนามอยู่อย่างนั้น มิได้ให้ทุกข์แก่ผู้ใด
    แต่ถ้าเราไปเหยียบมันเข้าก็ทุกข์ทันที
    ทำไมจึงเป็นทุกข์? เพราะเราไปเหยียบมัน จึงว่าเป็นเพราะเรา

    (หลวงปู่ชา สุภัทโท)

  23. สวรรค์เสก

    แว๊ก! ลืมขอบคุณพี่ท่านอานันท์ที่นำเอาสุดยอดวิชา
    “การนอนหลับด้วยความตื่น” มาฝาก

    อย่างนี้สิถึงจะเรียกว่ารักกันจริง

    ขอบคุณครับท่านพี่ ขอบคุณๆ

    ………….

    น้องๆ เห้ย!
    เอ๊ย! คุณน้อง กะเพราไก่ไข่เจียว ที่หนึ่ง
    อ้อ ข้าวเหนียวด้วยนะ แช่ก่อนนึ่งด้วยล่ะ
    แค่นี้ยังต้องให้บอกทุกวัน จะศึกษาให้ลึกซึ้งไปทำไมก็ไม่รู้ รู้ๆ อยู่ว่าถ้าไม่แช่ก่อนมันนึ่งไม่ได้

    ต้องใช้เวลา …
    หา ไรนะ ยังนึ่งข้าวเหนียวตอนนี้ไม่ได้ ต้องใช้เวลาแช่อีกหรือ
    งั้นไม่เอาแระ
    เอาคั่วแมงจีนูน แมงกุดจี่มากินแทนแล้วกัน

    โอ้ววว นั่น หลวงพ่อจรัญมา
    กราบนมัสการครับหลวงพ่อ
    (ท่านเป็นพระแท้อีกรูปหนึ่งที่ผมศรัทธามาก เว้ากันซื่อๆ พูดกันตรงๆ ฟาดธรรมะลงมาทีนี่ โดนกะบาลเกล้าเผ๋งเชียวขอรับ)

    ทำไมเรื่องสั้นเรื่อง “ถิ่นอาถรรพ์” ถึงสมจริงงั้นหรือครับ?

    อ้อ แน่นอนล่ะแม่นาง เพราะต้นมะค่าใหญ่ในไร่ฝ้ายนั่น มันเป็นไร่ของผมเอง และตามบ้านนอกนั้น ก็เคยมีเหตุการณ์ที่ผู้สาวกินยาตายในไร่บ่อยๆ

    การไปซุ่มยิงบ่างกะอีเห็น ผมก็เคยไปล่าพวกมันกับพี่ชายมาแล้ว

    สภาพซุ้มยาดองของบ้านนอกนั้น ก็แหง๋ละสิ เคยผ่านไปนั่งแอบกินกับแกล้มของพวกขี้เมาบ่อยๆ (ผมไม่กินเหล้าตั้งแต่เด็กแล้วละครับ ไม่ใช่ว่าตั้งใจเป็นคนดีแต่อย่างใด แต่เผลอไปสาบานว่าจะไม่กินเหล้ากับแม่เข้า–ก็เท่านั้นเอง แต่ก็แปลกนะครับ พอมีงานแต่ง งานบวช หรือมีงานกินเลี้ยงใดๆ ไอ้พวกเพื่อนๆ มันมักจะชวนผมไปด้วย มันบอกว่าเอาผมไปเล่าเรื่องตลกในวงเหล้า และเป็นตัวช่วยกินกับแกล้ม (อันหลังนี่พวกมันไม่ได้พูดหรอกครับ แต่ผมสมัครใจ ผูกปากกินเองแหละ)

    แต่ก็มีอีกหลายส่วนที่ผมโม้มั่วๆ เข้าไป ทำให้มันเป็นเรื่องเป็นลาว เอ้ย ราว ขึ้นมา

    พี่ท่านอานันท์เคยพูดว่า เรื่องสั้นแบบนี้เขาเรียกว่าแนว….เออ แนวอะไรหว่า? ดันลืม
    เรื่องจริงเสมือนแต่ง
    เรื่องจริงในเรื่องแต่ง
    เรื่องแต่งในเรื่องจริง
    เรื่องแต่งเสมือนจริง
    เรื่องแต่งแต่ไม่ได้แต่ง
    เรื่องอยากแต่งแต่ไม่มีคนมาแต่งด้วย
    (อือ รู้สึกว่าสองอันนี้พี่เถ้าจะเป็นคนพูดเอาไว้นา)

    พี่ท่านอา

    นั

    ท์

    แถลงไขพลันท่านพี่!

  24. อ่า.. นี่เองที่เขาว่า”คุยกับผู้รู้หนึ่งวัน ไม่เท่ากับอ่านเองสิบปี” เอาเรื่องนักเลงโกเมนก่อนดีก่า

    ตะคืนนี้อ่านได้หน่อยเดียวเองขอรับท่านพี่กลับไปถึงห้องก็เพลียมากๆ เพิ่งอ่านถึงแค่ตะเคนแกกำลังกระเดือกไอ้เบียร์ดำผสมไข่ดิบ (แหวะ) แค่คิดก็ขนลุกแล้วขอรับ เอ่ยถึงภาษาของพ่ออ้าวแล้วเนี้ย ตะก่อนข้าพเจ้าเคยอ่านผ่านๆในงานที่เขารวมเล่มเฉพาะกิจของสำนักพิมพ์.. อะไรหว่า ไม่โอเพน ก็ใต้ฝุ่นนี่ละขอรับ อ่านไม่รู้เรื่องเลยขอรับให้ตาย(ห่า)สิซาตานเท่านั้นที่รู้จริงๆ

    นั่นทำให้ข้าเจ้ากลับมาแลเห็นว่า การอ่านหนังสือนี่มันก็ต้องมีลำดับชั้น อะแหม่ ข้าเจ้ายังมิทันได้ผ่านป.1 ของประถมอ้าวเลย ริจะอ่านงานประถม 6 นั่นเองขอรับทำให้เกล้าละทิ้งงานของพ่ออ้าวหายไปหลายปีเพราะเกิดอคติกับงานเขียนนั่นเอง ล่วงมาหลายปีขอรับ จนมาเจอใครก็ไม่รู้ คำก็พ่ออ้าว สองคำก็พญาอินทรี ฮ๊วย!!ข้าเจ้าเลยเริ่มสำเนียกว่า เฮ่หรือว่าเราเองที่ตาไม่ถึง…

    หลายเดือนก่อนไปเดินร้านหนังสือดวงกมลขอรับ ได้”บาลีนิสทัดดอกลั่นทม”ของตะละพ่อแกนี่ละขอรับ อ่านเพลินภาษาสัปดนชวนท้องแข็งพลิกแพลงพลิ้วไหว ภาษาลื่นไหลมันเป็นอย่างนี้นี่เอง บาลีนิสตาแกเขียนจาระไนถึงวัฒนธรรม ภาษา อาหาร เสียส่วนใหญ่ ในขณะที่ฉากหลังอบอวลไปด้วยกลิ่นสุรา อาหารกับแกล้มแอลกอฮอลลิเดย์ ง่า.. อ่านไปน้ำลายไหล บรรยายได้กระแทกแดกใจ(กินใจ)เหลือเกิน แต่ก็แฝงคติข้อคิดเกี่ยวกับชีวิตไม่น้อยเลย สำนวนเพรียวลมที่ผู้คนยกให้ตะแกนั้นไม่ได้เป็นการยกอ้างเกินจริงแต่อย่างใด

    ต่อเรื่องเซนขอรับ

    บะ!! เหมือนฟ้าดลใจใครลิขิต ตะคืนนี้ขอรับ รายการเจาะใจเพิ่งเอาเรื่อง”หมู่บ้านพลัม”ของท่านติชมาออกอากาศ เล่าเรื่องราวด้วยชาวไทยที่ได้ไปใช้ชีวิตศึกษาที่นั่น เห็นแล้วอยากหลบเมืองไปเดินเล่นแถวโน้นเสียจริงให้ตาย

    ประเด็นที่ท่านพี่สองหงุดหงิดใจคงหมายถึงความฉาบฉวยหรือการเอาแต่พูดให้ดูฉลาดของเซน(บางจำพวก)กระมังของรับ จะว่าไปแล้วก็มิใช่ว่ามีแต่วงการธรรมดอกขอรับ วงการสถาปนิกนี่ก็มีการพ่นคำถึง”เซน” จนเป็นสไตล์ๆหนึ่ง เป็นแฟชั่น เซนจึงถูกยกมาเป็นหน้ากากฉลากการขาย ไม่ต่างอะไรกับคนที่เอาแต่พูดเรื่อง”พอเพียง” แต่ถามว่าเข้าใจแก่นของแนวคิดหรือไม่ ปรากฏผลมันเกิดขึ้นกับตัวเองให้เห็นอยู่แล้วละขอรับคือคนที่รับเอาไป”ปฏิบัติ”เท่านั่นละขอรับที่จะได้เข้าถึงหลักของปรัชญา

    สายด่วนทางลัด.. อ่าข้าเจ้าก็พูดตามที่เห็นมานั่นแลขอรับ หนังสือที่เอ่ยถึงเรื่องเซนนั้นมีเยอะ บ้างเป็นพระเขียน บ้างคนทั่วไปก็เขียน

    ๑ – นิทาน
    ๒ – กลอน
    ๓ – กระบวนการปฏิบัติ(วิธีหรือวิถีที่จะเข้าถึงเซน)
    ๔ – ข้อมูลเชิงประวัติศาสตร์(ที่มาที่ไปการริเริ่ม)

    ข้าพเจ้าลองแบ่งออกเป็น ๔ อย่างนี้ขอรับ(หากท่านพี่เห็นว่าควรมีมากกว่านี้โปรดชี้แจงขอรับ)พอถึงตอนนี้ข้าพเจ้าเลยต้องย้อนไปถึง “เรื่องประถมอ้าว” ที่เกริ่นไว้ตอนแรกขอรับ หากให้ท่านพี่เรียงใหม่ท่านพี่จะวางเรื่องอะไรเป็น ป.๑ >> ป.๔ ขอรับอะไรเป็นลำดับขั้นตอนที่ควรศึกษาก่อน

    ทีนี้เรามาลองดูพฤติกรรมของคนขอรับ หากคนเรายอมที่จะแลกความสำเร็จกับความลำบากของการฝึกฝนปฏิบัติแล้วละก็ ธูปเทียนก็คงไม่ขายดีดอกขอรับท่านพี่ นอกจากจะขี้เกียจแล้วยังงกอีก ธูปเทียนไม่กี่บาท ตะแกเล่นขอพรยาวกว่าหางว่าวเสียอีก

    เกล้าเองสังเกตุมาหลายเพลาแล้วขอรับว่าการเข้าถึงเซนนั้นต้องมีอาจารย์คอยชี้ทางเหมือนท่านอิคคิวซังไงขอรับ ภาพที่เราเห็นในนิทานเซนส่วนใหญ่องค์ประกอบที่จะอยู่คู่กันเสมอคือ อาจารย์และศิษย์ศิษย์ถามอาจารย์ตอบตั้งปุจฉาวิสชนา ส่วนขั้นตอนในการชงชา ล้างแก้ว เจริญสติ สมาธิ ที่ว่านั้นแทบไม่ได้เอ่ยถึง คนอ่านคนรับเข้าไปบางที่ก็เข้าใจสรูปเออเองว่า นั้นละคือการตื่นรู้แล้ว ในหนังสือ”สูตรของเว่ยหล่าง” ท่านพุทธทาสได้แจ้งไว้ในคำนำว่า

    “หนังสือเล่มนี้จะไม่เป็นที่เข้าใจได้สำหรับผู้อ่านที่ยังไม่เคยศึกษาพุทธศาสนามาก่อนเลย มันมิใช่หนังสือเล่มแรกสำหรับผู้ริเริ่มการศึกษาพุทธศาสนา อย่างน้อยที่สุดผู้ที่”จะ”อ่านหนังสือเล่มนี้ แม้จะไม่เคยอ่านหนังสือของทางมหายานมาบ้างแล้ว ก็ควรได้ศึกษาหลักแห่งพุทธศาสนาฝ่านเถรวาทมาบ้างพอสมควร จนถึงกับจับใจความได้อย่างใดอย่างหนึ่งว่า พุทธศาสนาที่ตนเองศึกษานั้นมีหลักอย่างไร หรือวิธีปฏิบัติอย่างไรจึงพ้นทุกข์ได้โดยเฉพาะ”

    นั่นก็ไม่ต่างอะไรกับการอ่านหนังสือข้ามหน้าละขอรับ คืออ่านยังไม่ทันพ้นหน้าแรกก็ข้ามไปอ่านตอนจบเสียซะงั้น มีแต่ความล้มเหลวเท่านั้นละกระมังครับที่ได้มาโดยไม่ต้องลงแรง บางทีทางลัดก็พาหลงได้เหมือนกันขอรับท่านพี่ หลงแล้วทำอย่างไร อ่า… ซาตานเท่านั้นที่รู้((..ฮา..))

    คานธี .. ปล่อยตะแกหลับเถอะครับอย่าปลูกแกขึ้นมาถามเลยพี่สอง ประเดี้ยวเราจะแห่ไปขอหวยซะเปล่า

    “ปัญหาของโลก” หรือขอรับอืมๆ คิดก่อน((ใช้หมอ๋งนั่งมาทิ..โป้กๆ))

    ฟี่……ครอก……ฟี่…..

    “อ่าเผลอหลับตอนใหนเนี้ย” เอาเป็นว่าเกล้าขอเอาองค์ความรู้เรื่อง”เลขหนึ่งที่หายไป” มาบวกกับ การเกิดศาสนามาผนวกมั่วนิ่มก็แล้วกันขอรับ เลขหนึ่งที่หายไปมันก็เหมือนจิ๊กซอที่ไม่ครบนั่นละขอรับ

    ทำไมโลกจึงเกิดปัญหา (โดยเฉพาะมนุษย์) เพราะว่ามนุษย์นั้นตั้งคำถามกับธรรมชาติ ตั้งคำถามแล้วใครตอบละขอรับ นอกจากตอบเอง จิ๊กซอที่หายไปจึงแทนที่ด้วยคำตอบที่มนุษย์สร้างขึ้นเองเป็นจิ๊กซอตัวที่หายไป คำตอบนั้นก็ย่อมแตกต่างกันไปตามพื้นที่สภาวะทางกายภาพ นั่นจึงมีศาสนาที่หลากหลาย หากมองโลกเป็นแผ่นจิ๊กซอขนาดใหญ่ ช่องที่หายไปมันก็คงมีมากกว่า ๑ รูปแบบของจิ๊กซอย่อมแตกต่าง

    ปัญหาของโลกคืออะไร มันก็คือช่องว่างที่หายไปของจิ๊กซอนั่นละขอรับ (หากเกล้าเข้าใจผิดพี่ท่านโปรดชี้นำด้วยขอรับ)

    ศาสนาจึงเป็นเครื่องมือที่ใช้ตอบคำถามที่มนุษย์โบราณสงสัย ความสงสัยมันก็เหมือนกับหนามของหลวงปู่ชานั่นแลขอรับ ไม่ไปเหยียบก็ไม่เจ็บ คนเราจึงต้องหาวิธีขึ้นมาเพื่อป้องกันหนาม ซึ้งความจริงก็คืออย่างที่ท่านหลวงปู่ว่าอีกนั่นละขอรับ ไม่ไปเหยียบก็ไม่เจ็บ แต่คนโบราณคิดได้เพียงการเอาอะไรมาครอบหนามนั่นไว้ ความสงสัยในธรรมชาติเลยกลายร่างเป็นทวยเทพต่างๆ ให้คนกราบไหว้บูชาเพราะกลัวว่าหนามที่ครอบไว้จะออกมาสำแดงเดชไล่แทงไล่ทิ่มผู้คน

    ในขณะที่ผู้คนกราบไหว้หนามอยู่นั้น เจ้าชายสิทธัตถะคงรู้สึกสำลักควัน อดไม่ใหวก็เลยควบม้าอาชาหลบกลิ่นธูปควันที่ฟุ้งมัว ออกค้นหาเหตุของโลก จนท่านค้นพบชายผ้าที่คลุมหนามนั้นไว้ หากแต่ผ้าคลุมนั้นใหญ่เหลือเกิน ท่านจึงได้เรียกให้ผู้คนเข้ามาช่วยกันถลกผ้านี้ขึ้น เพื่อเผยให้เห็นอะไรที่อยู่ใต้ผ้าคลุม

    แน่นอนว่าอีกฝากหนึ่งของหนาม มีผู้คนนั่งหมอบกราบบูชาฟืนไฟ “ศาสนาที่ไม่แก้ปัญหาของโลก”ที่ท่านคานธีหมายถึงคงเป็นฟากที่นั่งกราบไหว้บูชาควันเสียมากกว่าขอรับ (เกล้าเข้าใจเช่นนั้นละขอรับ) ท่านเองคงไม่ได้หมายความถึงเจ้าชายที่ขี้ม้าออกไปดอกขอรับ

    มาถึงเรื่องโลกขอรับ “โลกที่แท้จริง” หรือขอรับ อะนะ.. ข้าเจ้าคิดว่าตะฝรั่งแกก็ถามตามความสงสัยนั่นละขอรับ ด้วยความที่เกิดมาจากรากฐานที่แตกต่างกัน ใช้จิ๊กซอคนละตัวในการตอบคำถาม คำถามไม่มีถูกผิดหรอกขอรับเพราะเกิดจากความไม่รู้ ลองตะแกเดินตามหลังพระหิ้วอาหารใส่บาตรแต่เด็กคำถามนี้ก็คงไม่เกิดดอกขอรับ

    มีโลกจริงหรือโลกลวงรึเปล่าเกล้าไม่ทราบหรอกขอรับ นึกถึงเรื่องเดอะแมททริกทีไรก็ต้องเกากระบานทุกที มันจะแท้จริงหรือมันจะไม่แท้เราก็ต้องอยู่ตรงนั้นกับมันละขอรับ มันหนีไม่พ้นพอๆกับความตายนั่นละขอรับ

    การที่จะอยู่กับมันอย่างไรนี่สิเป็นประเด็นที่ควรมาขบคิดมากกว่า หากท่านรู้ตัวว่ากำลังฝันอยู่ท่านจะกระทำเรื่องที่ไม่ดีงั้นหรือเพราะเหตุที่ว่ามันไม่ใช่เป็นโลกความจริง ยิ่งคิดยิ่งทุกข์จริงละขอรับพี่ท่านเกล้าชงกาแฟกินดีก่า

    ว่าแต่กาแฟที่ชงเนี้ยมันจริงหรือลวงหว่า
    ฮ๊วย!!…ซาตานเท่านั้นที่รู้

  25. สวรรค์เสก

    “Physical bravery is an animal instinct.
    Moral bravery is a much higher and true accutate

    ความกล้าหาญทางกายภาพเป็นสัญชาตญาณของสัตว์
    แต่ความกล้าหาญทางจริยธรรมสูงส่งและจริงแท้กว่า”

    (Wendell Phillips)

    .
    .

    “มันยากที่จะหาคำพูดมาอธิบายความเป็นเขา เพราะเหมือนคนหลายคนอยู่ในอวัยวะชุดเดียวกัน คนเหล่านั้นเป็นทั้งซาตาน นักบุญ ปราชญ์และไอ้งั่ง” (รงค์ฯ)

    “หล่อนเป็นผู้หญิงที่รูปสลักวีนัสจะเอี้ยวกายมองฉงน…
    เขาเป็นผู้ชายที่รูปปั้นของเดวิดจะต้องหล่นตามองหากเขาเดินผ่าน” (รงค์ฯ)

    “สำหรับเขา หล่อนเป็นรอยแผลที่มีลมหายใจ” (รงค์ วงษ์สวรรค์)

    .

    “เมียว เมียว (เห็นไหมสอ?)”

    “เห็นไรของเอ็งหือ ไอ้ฟิวส์?”

    “เมียว เมียว (อ้าว ไอ้นี่ ถามงี้ เดี๋ยวปั๊ดข่วนปากเลือด นี่เอ็งยังไม่รู้ตัวหรอกรึ ข้าบอกกี่ครั้งกี่หนแล้วว่าอย่าคุยธรรมะ ไม่มีใครสักกี่คนหรอกที่ชอบฟังเอ็งโม้ จะมีก็แต่เฮียเฒ่าเจ้าของกระท่อมกระมังที่แกหนีไม่ทัน กะไอ้เฮียพี่สามเท่านั้นแหละ)”

    “อือ ท่าจะเป็นเหมือนเอ็งว่านั่นแหละฟิวส์เอ๊ย พวกคุณน้อง คุณย่าทั้งหลาย หนีหมดเลย พวกเขาไม่ค่อยชอบธรรมะกันเท่าไหร่ เอาเป็นว่าต่อไปนี้ข้าจะไม่คุยธรรมะอีกแล้ว”

    “เมียว เมียว เมียว (อือ รู้ตัวก็ดีแล้ว พวกน้องๆ หนูๆ ทั้งหลายน่ะ เขาชอบแมวที่ทะลึ่ง ทะเล้นเหมือนข้ามากกว่าว่ะสอเอ๊ย นี่ไม่ใช่คุยนะเอ็ง วันก่อนเอ็งก็เห็นไม่ใช่รึ? ไอ้สอ แม้แต่คุณน้องหมาพุดเดิ้ลยังหลงเสน่ห์ข้าเลย)”

    “เออ ว่ะ เอ็งมันเจ๋งโคตร หล่อไม่เป็นผู้เป็นคนจริงๆ”

    “เมียว เมียว เมียว (ขอบใจโว้ยเพื่อนที่ชม ว่าแต่ว่า ทำไมวันนี้เอ็งดูหง๋อยๆ ล่ะ รึว่านกเขาของเอ็งติดไข้หวัดนก)”

    “หน่อยเหอะเอ็ง เดี๋ยวปั๊ด!
    เฮ้ยยยย ฟิวส์เอ๊ย ก็เมื่อกี้ไง อีตอนเดินผ่านสวนสาธารณะ เอ็งก็เห็นไม่ใช่รึ ฝรั่งหนุ่มสาวสองคนนั่น มันข่มเหงน้ำใจข้านัก”

    “เมียว เมียว (สองคนไหนว่ะ? บอกข้ามาเลยเพื่อน เดี๋ยวปั๊ดตามไปขี้สวนใส่หน้าบ้าน)

    “เฮ้ย เฮ้ย ไม่ต้องขนาดนั้น เย็นไว้ก่อนโว้ยฟิวส์
    ก็ ไอ้สองคนที่นั่งอยู่บนม้านั่งนั่นไง พอเห็นข้ากะเอ็งเดินผ่าน มันเหนี่ยวคอกันมาดูดปากต่อหน้าต่อตา นั่นน่ะ ยังกะถูกเหยียบใจเชียวนะเอ็ง”

    “เมี๊ยว เมี๊ยว (ป้าดโธ๊! นึกว่าเรื่องอะไร เอ็งก็หาบ้างสักคนสองคนเป็นไรไป หนาวๆ ยังงี้ ข้าว่ามีแฟนก็ดีเหมือนกัน หาไอ้ที่รูปร่างท้วมๆ สักหน่อย ขี้คร้านจะกอดอุ่น กอดเสียวกว่าแบบผอมๆ)

    “เฮ้ย พอๆๆๆ เอ็งไม่ต้องมาแนะนำเลย ข้ายังไม่อยากมีแฟนโว้ย”

    “เมียว (งั้นก็อย่าเหงา)”

    “ก็มันเศร้า”

    “เมียว เมียว (เอางี้แล้วกัน เดี๋ยวข้าจะร้องเพลงให้ฟัง เอาไหม?)”

    “ตามตะใจเอ็ง”

    เท่านั้นเองครับ ท่านพี่ แอนด์ คุณน้องทั้งหลาย ไอ้กาฟิวส์มันยืนสองขา ทำท่าหยิบไวโอลีนขึ้นมาหนีบเข้าซอกคอซ้าย เอาเท้าขวาสีไปมา โยกย้ายส่ายพุงกะทิ แล้วหอนโหยหวนขึ้นเป็นท่วงทำนองเพลง “เคยรักฉันบ้างไหม” ของ “พี่เสก โลโซ” ว่า

    “เมียว เมียว เมียวๆๆๆๆๆๆๆๆ……

    และแล้วก็มาถึงวัน วันที่เธอต้องไป
    ใจปวดร้าวแทบแตกสลาย
    ก็รู้ยังรักเธออยู่ แต่ไม่รู้จะห้ามยังไง
    ต้องปล่อยไป เพราะใจสุดจะรั้ง

    ก็เธอเข้ามาเปลี่ยน เปลี่ยนความเป็นฉันแล้วทุกสิ่ง
    มันไม่จริงที่เธอจะจากไป
    หัวใจเจ็บปวดแค่ไหนไม่มีใครรู้
    ต้องเก็บไว้อยู่ลึกข้างไหน
    อีกนานไหม อีกเมื่อไร ถึงจะลืมเธออออออ เออ เออ

    จะผ่านคืนนี้ยังไง ข้างกายไม่มีเธออยู่
    อยากบอกให้รู้ฉานนนน คงต้องตายถ้าขาดเธอ เออ เออ
    อยากกอดเธอไว้นานๆ อีกสักครั้งก่อนจะจาก
    มันทรมานแทบจะขาดใจจจจจจ อะ โอ้ยยยยยยย

    (มาถึงท่อนนี้ มันลืมตัวหนักขึ้นกว่าเดิม ลดมือลงมาเป็นท่าลีดส์กีต้าร์ แล้วกระแทกเสียงหนักๆใส่หน้าผมว่า “เมี๊ยว เมี๊ยว เมี๊ยวๆๆๆๆๆๆ” แปลเป็นภาษาคนคือ…)

    บอกฉันหน่อยได้ไหม
    ก่อนที่เธอจะจากไป
    ก่อนที่ลมหายใจฉันจะสิ้นสุดวันนี้
    เคยรักฉันบ้างไหม อยากจะถามครั้งสุดท้าย
    ก่อนคืนวันอันโหดร้ายจะมาถึงงงงง อะ โอย

    บอกฉันหน่อยได้ไหม
    ว่าทำไมต้องหลอกฉ้าน
    ถ้าไม่รักก็บอกกานนน ตั้งแต่วันน้านนนน เอ้ยยยย
    อย่าหวังจะได้หัวใจจจจจจจไอ ไอ

    ฮะ เอ้ย เย้ เย้)”

    ……………..

    ให้อภัยมันด้วยเถอะครับพี่น้อง แมวจิตป่วนก็เป็นยังงี้แหละ

    อ่ะ พี่สาม เดี๋ยวค่อยมาถกปัญหา เซน กันต่ออีกนิดนะครับ

    เดี๋ยวผมขอตัวเอาไอ้กาฟิวส์ไปกินนมนอนก่อน มีมันอยู่ด้วยผมคงคุยธรรมะไม่ถนัดปากหรอก ไอ้ตัวนี้มันรู้ใส้รู้พุงผมดี แค่ผมทำท่าจะขึ้นธรรมาสน์ มันก็นั่งหัวเราะท้องคัดท้องแข็งแล้วครับ

    .
    .

    “การเขียนหนังสือคือต้องต่อสู้กับตัวเอง
    เมื่อใดที่คุณชนะอารมณ์ สามารถสะกดมันให้นิ่งราบคาบ
    เมื่อนั้นคุณจะสามารถเชื่อมโยงเรื่องราวและถ้อยคำได้ปราณีตบรรจง”

    (สุชาติ สวัสดิ์ศรี)

  26. โอ๊ะโอ…ธรรมาสน์สะท้านสะเทือนกันก็คราวนี้ละขอรับ!

    นำเสนอแง่มุมของตนเอง
    ด้วยลีลาท่าทีเป็นมิตร

    ส่งกระบี่ออกจากมุมที่ต่างกลับพลิ้วท่าร่างสัมพันธ์
    สถาวะกระบี่ปะทะกันแล้ว !
    แต่กระบี่หาได้สัมผัส
    บุบผาร่วงพรู กิ่งหลิวลู่ด้วยรังสีกระบี่ที่กระจายออก

    สองท่านช่างเป็นคู่ทัดเทียมยากหาในใต้หล้า
    ผู้ชมอย่างข้าพเจ้านอกจากได้ศึกษากระบวนท่า
    ยังสามารถนำไปครุ่นคิดคำนึง แตกกอต่อยอด
    แก้ไขจุดอ่อนช่องโหว่ของวิชาเก้ากระบี่ดุ๊กดุ๋ยที่ผู้น้อยเอามาทำจุ๊ยอยู่เป็นนิจ

    กระบวนท่าต่อไปจะเป็นเช่นไร???

    รอชม ด้วยความระทึกในดวงหทัยพลัน!

  27. สวรรค์เสก

    “คำสอนของพระ ตรง ง่าย แต่ยากกับคนที่จะปฏิบัติเพราะรู้ไม่ถึง
    เหมือนกับรู คนตั้งร้อยคนพันคนโทษว่ารูมันลึก เพราะล้วงเข้าไปไม่ถึง
    ที่จะโทษว่าแขนของตนสั้นไม่มี

    พระพุทธเจ้าท่านทรงสอนไม่ให้ทำบาปทั้งปวง เราข้ามไป
    พากันไปทำบุญ แต่ไม่พากันละบาป
    ก็เท่ากับว่ารูมันลึก ที่จะโทษว่าแขนของตนสั้นนั้นไม่มี

    (หลวงปู่ชา สุภัทโท)

    .
    .

    ปัญหาของโลกคือช่องว่างที่หายไปของจิ๊กซอ งั้นรึขอรับท่านพี่สาม

    ใช่แล้วขอรับ นั่นละปัญหาใหญ่ ปัญหาที่แท้จริงของมนุษยโลก เปรต อสุรกาย เดรัจฉานภูมิ เทวโลก กระทั่งพรหมโลกเลยล่ะ

    ผมไม่ปฏิเสธว่าทุกศาสนาสอนให้คนเป็นคนดี ถ้าหากคุณยึดมั่นตามหลักคำสอนนั้นๆ ก็สามารถเข้าถึงสุคติภูมิโลกสวรรค์ ในบางศาสนามีการเจริญฌานสมาธิ (เช่นฮินดูเป็นต้น) ถ้าหากใครก็ตามเข้าถึงความปภัสสรแห่งจิต เมื่อถึงคราตกตายเพราะกายแตก ย่อมเข้าถึงพรหมโลกได้อย่างแน่นอนเหมือนกัน

    เหล่านี้เองทำให้มีพระพรหม และเทวดามิจฉาทิฏฐิ ที่มาต่อกรกับพระพุทธเจ้าอยู่บ่อยๆ

    แต่ว่านั่นยังไม่ใช่คำตอบสุดท้าย ตัวจิ๊กซอของท่านเหล่านั้นยังไม่ถูกเติมเต็ม เพราะจิ๊กซอตัวสุดท้ายไม่มีใครตามหาได้แน่นอน…เพราะว่ามันไม่มี!!! ผู้ที่เข้าถึงความไม่มีเท่านั้น ถึงจะรู้ว่าแท้จริงแล้วโครงสร้างทั้งหมดของกระดานจิ๊กซอคืออะไร

    ถ้าท่านพี่ชวนคุยเรื่องชีวิต (ผมหมายถึงการมีอยู่ของจิตวิญญาณทุกดวง) เห็นทีผมต้องยกเอาปฏิจจสมุปบาทขึ้นมาหมุนกันดูสักรอบ

    อวิชา เป็นปัจจัยให้เกิด สังขาร (ความไม่รู้เป็นเหตุให้เกิดการปรุงแต่ง)
    สังขาร เป็นปัจจัยให้เกิด วิญญาณ (การปรุงแต่งเป็นเหตุให้เกิดการรับรู้)
    วิญญาณ เป็นปัจจัยให้เกิด นามรูป (การรับรู้เป็นเหตุให้เกิดกายใจ)
    นามรูป เป็นปัจจัยให้เกิด สฬายตนะ (กายใจเป็นเหตุให้เกิดตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ)
    สฬายตนะ เป็นปัจจัยให้เกิด ผัสสะ (ตา หู จมูก ลิ้น ฯลฯ ทำให้เกิด การกระทบสัมผัส)
    ผัสสะ เป็นปัจจัยให้เกิด เวทนา (การกระทบสัมผัส ทำให้เกิด สุข ทุกข์)
    เวทนา เป็นปัจจัยให้เกิด ตัญหา (สุข ทุกข์ ทำให้เกิด ชอบ-ไม่ชอบ บางครั้งเฉยๆ)
    ตัญหา เป็นปัจจัยให้เกิด อุปาทาน (ชอบ-ไม่ชอบ และเฉยๆ ทำให้เกิด การยึดมั่น)
    อุปาทาน เป็นปัจจัยให้เกิด กรรม (การยึดถือตัวตน ทำให้เกิดการกระทำต่างๆ ขึ้น)
    กรรม เป็นปัจจัยให้เกิด ภพ (การกระทำต่างๆ ทำให้เกิด ผลที่จะต้องไปเสวย)
    ภพ เป็นปัจจัยให้เกิด ชาติ (ผลที่ได้รับ ทำให้ต้อง ตกไปในภพภูมิภาวะนั้นๆ)
    ชาติ เป็นปัจจัยให้เกิด โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายา สารพัดสารเพที่จะเกิดจะมีขึ้นมาได้ต่อชีวิตหนึ่งๆ ไม่ว่าภพชาติของสัตว์ คน เทพ มาร พรหม ยมยักษ์ตนใดก็ตาม

    ที่เรามี โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ ฯลฯ นี่ เพราะมีอวิชา
    นี่แหละครับ มันเป็นวงกลม เป็นวงจรอยู่ยังงี้
    การพยายามใช้ความรู้สึกนึกคิด คาดการณ์ ด้นเดา ซึ่งเป็นอุปกรณ์ในวงจรปฏิจจสมุปบาทนี้ มาทำลายมัน เพื่อให้เข้าใจธรรมะอันแท้จริง ย่อมเป็นไปไม่ได้ เหมือนกับการพยายามวิดน้ำทะเลในทะเลให้แห้ง จึงไม่มีทางที่จะเป็นไปได้ ไม่มีทางที่จะเห็นความจริงใต้ท้องทะเลได้แน่นอน

    พูดถึงปฏิจจสมุปบาททีไร ผมละคันปากยิกๆ ทุกที เรื่องของเรื่องคือ ผมเคยเข้าไปอ่านบทสัมภาษณ์ของป๋าวินทร์ ป๋าแกพูดถึงเรื่องศาสนาว่า “หากพูดกันให้ถึงที่สุด เราคงต้องมาคิดว่าศาสนาของเชื้ออะมีบ้า อะต่อม ที่มีชีวิตทั้งหลายนั้น มีไหม?”

    ตอบว่าไม่มี แต่พวกเชื้อเหล่านั้นล้วนตกอยู่ในกฏเกณฑ์ของธรรมะ หรือว่าธรรมชาติ

    โธ่ๆๆๆ พ่อคุณ อย่าว่าแต่ไอ้เชื้อหยาบๆ ที่มนุษย์มองเห็นตัวพวกนี้เลยครับ แม้แต่เทวดา มาร พรหม ยม ยักษ์ ก็ตกอยู่ภายใต้ กฏของอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา หลักปฏิจจสมุปบาท และอริยสัจสี่ของพุทธศาสนาทั้งนั้น

    ย้ำว่าเฉพาะพระพุทธศาสนา!!!

    เพราะว่าคำสอนของศาสนาอื่น คุณสามารถเข้าถึงสุคติได้ ถ้าเชื่อมั่นในพระเจ้า กระทั่งเข้าถึงพรหมโลกได้ หากบำเพ็ญฌานจนสำเร็จ พรหมโลกบางภูมิพระพุทธองค์เรียกว่า พรหมลูกฟัก หรือว่านิพพานพรหมนั้น มันละเอียด ลึกซึ้งมาก และมีอายุยืนนานราวกับจะเป็นนิจนิรันดร์ แต่ไม่ว่าสิ่งใดก็แล้วแต่ที่ขึ้นชื่อว่ามีอายุ มันย่อมหมดอายุเข้าสักวัน ไม่ว่าเราจะเรียกภาวะนั้นๆ ว่า พระเจ้า หรือว่า มหาพรหม หรือว่าภาวะอันใดก็แล้วแต่ มันยังไม่ใช่ที่สุด เพราะมันยังมี

    ใช่ เพราะมันยังมี!!! ยังไม่ว่าง ยังไม่ไร้ตัวตน ยังไม่ใช่นิพพานหรือว่าสุญญตานั่นเอง

    แล้วบางลัทธิที่มาจากเมืองจีนละ นั่นก็ดี ถ้าหากปฏิบัติตามย่อมได้รับความสุขในชีวิตแน่นอน สามารถเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ได้ หรือทำให้บรรลุฌานสมาธิได้

    แต่ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย
    เพราะไม่มีสติปัฏฐานสี่
    ไม่มีอริยสัจสี่
    ไม่มีเครื่องมือทำลายวงจรปฏิจจสมุปบาท

    คันปากเรื่องป๋าวินทร์หน่อยเดียว ยาวมาถึงนี่เฉยเลย เรื่องการเขียนวรรณกรรมนั้นผมไม่เถียงท่านหรอกครับ แต่หากจะมาคุยกันเรื่องศาสนาละก้อ ผมบอกแล้ว ไม่ว่าใครก็ใครเถอะ นายสอ เป็นเถียงใจขาดดิ้นสิน่า (เอาจริงๆ แล้ว ผมไม่เถียงหรอกครับ ขี้เกียจพูด นี่หากไม่ใช่พี่ท่านสงสัยใคร่รู้ กระผมก็คงไม่ต้องเปลื้องเวลา มาอธิบายให้เสียน้ำลายบนปลายนิ้วแต่อย่างใด เพราะเรื่องเหล่านี้เป็นอจินไตย เถียงกันแทบตายก็ไม่มีอะไรดีขึ้น นอกจากว่า บุคคลนั้นจะเคยปฏิบัติตามแนวสติปัฏฐานสี่มาบ้าง ถึงจะคุยกันรู้เรื่อง ยิ่งถ้าไปเถียงกะศาสนาอื่น เป็นได้โดดชกปากกันเล่นๆ เลยละครับ)

    การอธิบายปฏิจจสมุปบาทให้เข้าใจง่ายนี่ ผมอ่านมาก็หลายท่าน (ยกพระไตรปิฎกไว้ เพราะเป็นทฤษฎีล้วน) ต้องยอมรับหลวงปู่ชาว่า อธิบายได้รวบรัด แจ่มแจ้งที่สุด ท่านว่า

    .

    “ปฏิจจสมุปบาทธรรมก็เหมือนกัน อวิชาเป็นปัจจัยให้เกิดสังขาร สังขารเป็นปัจจัยให้เกิดวิญญาณ วิญญาณเป็นปัจจัยให้เกิดนามรูป ฯลฯ เราเคยเล่าเรียนมาศึกษามา ก็เป็นจริง คือท่านแยกเป็นส่วนๆ ไป เพื่อให้นักศึกษารู้ แต่เวลามันเกิดมาจริงๆ แล้ว นับไม่ทันหรอก

    อุปมาเหมือนคนตกจากยอดไม้ก็ตุ๊บถึงดินโน่น ไม่รู้ว่ามันผ่านกิ่งไหนมาบ้าง

    จิตเมื่อถูกอารมณ์ปุ๊บขึ้นมา ถ้าชอบใจก็ถึงดีโน่น อันที่ติดต่อกันเราไม่รู้ มันไปตามที่ปริยัติรู้นั่นเอง แต่มันก็ไปนอกปริยัติด้วย มันไม่บอกว่าตรงนี้เป็นอวิชา ตรงนี้เป็นสังขาร ตรงนี้เป็นวิญญาณ ตรงนี้เป็นนามรูป มันไม่ได้ให้ท่านมหาอ่านยังงั้นหรอก เหมือนกับการตกจากต้นไม้ ท่านพูดถึงขณะจิตอย่างเต็มที่ของมันจริงๆ อาตมาจึงมีหลักเทียบว่า เหมือนกับการตกจากต้นไม้ เมื่อมันพลาดจากต้นไม้ไปปุ๊บ มิได้คณนาว่ามันกี่นิ้วกี่ฟุต เห็นแต่มันตูมถึงดิน เจ็บแล้ว”

    .

    เห็นไหมขอรับท่านพี่ สังเกตดูเถอะ ดีใจปุ๊บ เสียใจปั๊บ นั่นน่ะ ปฏิจจสมุปบาทมันโคจรมาตั้งแต่อวิชา ยันโสกะ ปริเทวะ หรือว่า แฮปปี้เอนดิ้งกันแล้ว

    การเจริญสติจนกระทั่งเข้าถึงมหาสติปัฏฐานสี่ได้เท่านั้น ถึงจะมองเห็นกลโกง เล่ห์เหลี่ยมอันแพรวพราวของกิเลสตัวพาเกิด พาตาย ของตัวเองได้ และนั่นถึงจะเป็นการรื้อถอนภพชาติ ทำลายวงจรของปฏิจจสมุปบาทในใจได้

    จิ๊กซอชีวิตหาย???

    มันไม่หายไปไหนหรอกครับ แต่เราไม่รู้ เพราะมองไม่เห็น

    ไอ้ที่ต่อเสร็จแล้วนั่นก็อีก บูดๆ เบี้ยวๆ พิลึกล่ะ ผิดที่ ผิดทาง

    ทำอย่างไรถึงจะชำระมลทินในดวงตาออกได้ ทำให้มองเห็น แล้วรื้อภาพจิ๊กซอนั้นต่อใหม่ นั่นต่างหากถึงจะได้ภาพชีวิตที่สมบูรณ์

    แค่คิดว่ารื้อใหม่ ผมก็ท้อแล้วล่ะครับท่านพี่สาม

    .
    .

    “หยุด เอาความรู้ปริยัติใส่หีบห่อไว้เสีย อย่าเอามาพูด
    ไม่ใช่ความรู้พวกนั้นจะเข้ามาอยู่ในนี่หรอก มันพวกใหม่
    เวลาเป็นขึ้นมา มันไม่เป็นอย่างนั้น

    เหมือนกับเราเขียนตัวหนังสือว่า “ความโลภ”
    เวลามันเกิดขึ้นในใจไม่เหมือนตัวหนังสือ
    เวลาโกรธก็เหมือนกัน เขียนใส่กระดานดำเป็นอย่างหนึ่ง มันเป็นตัวอักษร
    เวลามันเกิดในใจ อ่านอะไรไม่ทันหรอก มันเป็นขึ้นมาที่ใจเลย

    สำคัญนัก สำคัญมาก”

    (หลวงปู่ชา สุภัทโท)

  28. สวรรค์เสก

    เอาๆๆๆ ท่านพี่ แอนด์ คุณน้องทั้งหลาย

    เอาของหวานแนวผีๆ

    ที่มีกลิ่นตุๆ

    เป็นของแถมไปอ่านเล่นๆ

    อีกเรื่องนะจ๊ะๆ

  29. สวรรค์เสก

    ภูตพฤกษา (โดย สิญจน์ สวรรค์เสก)

    .
    .

    ณ หมู่บ้านโป่งนางแมว อำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี เย็นวันหนึ่ง แดดผีตากผ้าอ้อมสาดแสงหม่นทั่วทิวป่า เฉกเช่นกับจิตใจของผู้คนทั้งขบวน ที่หม่นหมองด้วยความอาลัยต่อการตายทั้งกลมของอีเขียว หญิงสาวชาวบ้านป่าผู้เป็นภรรยาของไอ้จอน

    ไอ้เฉียบ พี่ชายของอีเขียวทำหน้าที่แบกคานหามศพด้านหน้า เดินหนักอึ้งด้วยความรู้สึกภายในจิต ที่วนเวียนผุดขึ้นถามตัวเองซ้ำๆ ซากๆ ว่า ‘อีเขียวมันเพิ่งจะอายุ 20 ปี ทำไมมันต้องมาตายตั้งแต่ยังสาวเช่นนี้ ทำไมชะตากรรมของมันช่างอาภัพและโหดร้ายกับมันเหลือเกิน’

    ขบวนศพยังคงมุ่งหน้าต่อไปตามทางเกวียนสายนั้น โดยมีจุดหมายอยู่ที่ป่าช้าของวัดเขาถ้ำหมี เพื่อนำศพของอีเขียวไปเผาที่นั่น

    สองข้างทางเป็นป่าเต็ง-รังที่เพิ่งระบัดใบเขียวจากการได้รับฝนห่าใหญ่เมื่อหลายวันก่อน เป็นสัญญาณบ่งบอกว่าหมดหน้าแล้งในปีนี้แล้ว จักจั่นในป่าที่กำลังกรีดปีกร้องระงมจะเงียบเสียงเป็นพักๆ ในคราวที่ขบวนศพเดินผ่าน และต้นไม้ในป่าที่ปลอดลมต่างยืนนิ่ง ราวกับเป็นการยืนไว้อาลัยต่อการจากไปของอีเขียว

    ขบวนศพเคลื่อนไปจนถึงต้นเลียบใหญ่ ที่ยืนสยายใบแผ่กิ่งก้านร่มครึ้มอยู่ริมทางฝั่งขวามือ พลันก็เกิดเหตุการณ์ที่ไม่มีใครคาดคิดขึ้น

    “โพล๊ะ!” เสียงคานไม้ไผ่ที่แบกศพของอีเขียวหัก ร่างไร้วิญญาณที่ใช้ผ้าห่มและเสื่อกกห่อหล่นฟาดพื้นดังตุ๊บใหญ่ ตรงโคนต้นเลียบพอดี

    “ฉิบหายแล้วคราวนี้!” ลุงเพา สัปเหร่อใหญ่ที่เดินนำหน้าพูดขึ้น “กูบอกแล้วน๊า ให้เปลี่ยนไม้คานก็ไม่เชื่อ ไอ้ไม้สีสุกเก็บข้ามปีพรรค์นี้มันทนน้ำหนักผีได้ที่ไหน” ขณะพูดแกจ้องหน้าไอ้โจนอย่างคาดคั้นให้ยอมรับผิด

    “โธ่ ลุง ไม้ไผ่ออกลำเบ่อเร่อขนาดนี้ ฉันก็นึกว่ามันคงจะทน ใครจะนึกว่าจะเปราะ อีกอย่างศพอีเขียวนี่ก็หนักยังกะกระสอบข้าวสาร”

    “นั่นปะไรไอ้นี่ เถียงคำไม่ตกฟาก ไป! ไปตัดคานหามมาใหม่!” ลุงเพาตวาดเสียงขุ่น ไอ้โจนกับไอ้เฉียบเดินไปรับเอามีดอีโต้จากผู้ใหญ่จงแล้วเดินเข้าป่าไปตัดไม้

    หลังจากแผ่นหลังของทั้งสองกลืนหายเข้าไปในป่า ผู้ใหญ่จงก็หันไปทางลุงเพากล่าวขึ้นเรียบๆ ว่า

    “ข้าเคยได้ยินคนโบร่ำโบราณพูดไว้ ว่าคานหามผีหักตรงไหนวิญญาณมันจะสิงอยู่แถวๆ นั้นไม่ใช่รึตาเพา?”

    สัปเหร่อใหญ่ถอนหายใจฟืด แหงนหน้าขึ้นมองต้นเลียบใหญ่แล้วกล่าวเบาๆ ว่า “ข้าก็ได้ยินมาแบบนั้นเหมือนกัน”

    ระหว่างรอคานแบกศพอันใหม่ ชาวบ้านทั้งสิบกว่าคนกระจายกันอยู่เป็นกลุ่มๆ บ้างยืน บ้างนั่ง ต่างพูดคุยกันเบาๆ ด้วยเรื่องราวที่เกี่ยวกับเรือกสวนไร่นา ที่กำลังเริ่มลงมือหว่านไถในปีนี้ ไอ้จ้อนที่เพิ่งสูญเสียเมียรักและว่าที่ลูกคนแรกไป ปลีกตัวเดินออกมาที่ศพอีเขียว เขานั่งลงมองฝ่าเท้าอันหยาบกร้านแต่ซีดเซียวของศพ ริมฝีปากสั่นระริกเหมือนกำลังจะหลุดคำพูดใดออกมา แต่ทว่าความอาลัยอาวรณ์ที่ท่วมท้นในหัวอกนั้น ได้ท่วมทับคำพูดจนเกินจะกล่าว ในกระแสธารอันเชี่ยวกรากของความเศร้าโศก ที่เอ่อล้นออกมาเป็นหยดน้ำตาสองสายไหลอาบแก้มนั้น เขาเฝ้าพร่ำรำพันกับร่างไร้วิญญาณว่า

    ‘โธ่ อีเขียวเอ๊ย เอ็งกะข้าได้ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาปีกว่าๆ บุกป่าฝ่าดงถากถางไร่พอจะมีที่ทำกินกับเขาแล้ว แต่นี่เอ็งกลับมาด่วนตายจากข้าไป ตอนท้องใหม่ๆ เอ็งเฝ้าเพ้อว่าอยากจะได้ลูกคนหัวปีเป็นผู้ชาย จะได้เป็นเรี่ยวแรงช่วยงานไร่ นี่เอ็งกำลังจะคลอดมันออกมาแล้ว ทำไมมันต้องมาลงเอยแบบนี้ด้วย ทำไม?’

    ผู้ใหญ่จงที่กำลังยืนคุยอยู่ในกลุ่มคนแก่เฝ้าสังเกตมันอยู่ เห็นใบหน้าอันกร้านเกรียมของมัน ที่ยิ่งหมองคล้ำมากขึ้นจากไฟของการพลัดพรากเผาผลาญ แกจึงเดินเข้ามาตบบ่ามันเบาๆ พูดให้กำลังใจขึ้นว่า

    “ทำใจเสียเถอะวะไอ้จอน คนเราเกิดมามันต้องตายทั้งนั้นแหละวะ อีเขียวมันไปดีแล้ว เอ็งอย่าไปอาลัยอาวรณ์มันให้มากนักเลย” ผู้อาวุโสกว่าทั้งวัยวุฒิและคุณวุฒิพูดพลางหน่วงบีบไหล่ให้เขาได้สติ

    คล้อยอีกครู่ ไอ้เฉียบก็เดินออกมาจากป่า โดยมีไอ้โจนแบกไม้มะเกลือที่ขึ้นชื่อเรื่องความทน ความเหนียว ต้นเท่าขาเดินตามหลังมา

    ขณะมัดศพของอีเขียวติดกับคานไม้มะเกลือนั้น แดดผีตากผ้าอ้อมอ่อนแสงหม่นลงไปมาก อากาศนิ่งอบอ้าวราวจะมีฝน พอมัดศพเสร็จ ไอ้เฉียบกับไอ้โจนก็รับหน้าที่แบกศพเหมือนเดิม ครั้นพอยกศพขึ้นบ่าและกำลังจะก้าวขาเดินนั้น ต้นเลียบใหญ่ก็สั่นซู่ๆ ราวกับถูกลมกรรโชก

    “เฮ้ย!!” เสียงอุทานดังขึ้นแทบจะพร้อมกัน ทุกคนต่างแหงนคอตั้งบ่ามองขึ้นไปบนต้นไม้ ทว่าทุกสิ่งล้วนสงบนิ่งดุจเดิม ถ้าไม่มีใบไม้สด 4-5 ใบที่กำลังปลิวลงมา ชาวบ้านคงนึกว่าพวกตนหูแว่วไปเอง

    “ไป ไป ไอ้เฉียบ ไอ้โจน เดินทางต่อได้แล้วโว้ย” เสียงลุงเพาผ่าขึ้นในความเงียบ ขบวนศพจึงเดินออกไปจากบริเวณนั้น ไกลออกไป ไกลออกไปจนลับตา ทว่าบนต้นเลียบใหญ่นั้นเหมือนมีมวลความรู้สึกลึกลับชนิดหนึ่งสิงสถิตอยู่อย่างว้าเหว่…และ…เงียบเหงา

    คืนแล้ว…วันเล่า…

    หลังจากเผาศพอีเขียวได้ 7 วัน ไอ้จอนและบรรดาญาติพี่น้องจึงจัดงานทำบุญกระดูกขึ้น โดยตอนเช้าได้นิมนต์ท่านพระครูฯ กับพระรวม 4 รูปจากด่านช้าง มาฉันที่บ้าน ชักบังสุกุลและถวายสังฆทานเสร็จท่านก็ลาญาติโยมกลับ

    เมื่อเสร็จงานบุญ การฉลองบาปก็เริ่มขึ้น เหล้าป่าหลายขวดถูกลำเลียงออกมา และไก่อีกหลายตัวถูกเชือดทำต้มข่าไก่เป็นแกล้ม ในถิ่นกันดารงานรื่นเริงเช่นนี้ เพียงแค่เคาะขวดเคาะถ้วยคลอกับการแหกปากร้องเพลงลูกทุ่ง ก็กลายเป็นวงมโหฬีขับกล่อมชีวิต ที่ไม่เคยแห้งแล้งสุนทรียะของบ้านป่าได้แล้ว การดื่มกินมาหยุดเอาก็ตอนเย็นมากแล้ว จึงต่างแยกย้ายกันกลับบ้านของตน

    หลายวันต่อมาไอ้โจนเดินทางมาธุระที่บ้านญาติในหมู่บ้านเขาถ้ำหมี ครั้นจะพูดคุยกันธรรมดาชีวิตมันก็จะขาดรสชาติ เหล้าป่าดีกรีแรงจึงเป็นตัวเร่งให้การสนทนาออกรส พูดคุยกันเพลินไปหน่อยตั้งแต่บ่ายจนคล้อยค่ำ ไอ้โจนจึงขอตัวกลับไปบ้านที่หมู่บ้านโป่งนางแมว

    เขาถีบรถจักรยานมาตามทางเกวียนเส้นนั้น เดินทางมาจนถึงต้นเลียบใหญ่ ภาพที่คานแบกศพอีเขียวหักก็เด่นชัดขึ้นมาในมโนภาพของเขา แต่ใจที่กึ่มด้วยน้ำเมาทำให้คนกล้า แม้แต่ช้างยังตัวเท่ามด ประสาอะไรกับผีที่ไม่มีตัวตน อีกอย่าง ปืนลูกซองแฝดที่สะพายอยู่บนไหล่นั้น เป็นองค์ประกอบสำคัญของความกล้าด้วย

    ขณะถีบจักรยานและผิวปากเพลงสาวสวนแตงไปนั้น มีเสียงพรึบพรับขึ้นในป่าซ้ายมือ ไอ้โจนหยุดรถชะเง้อมองตามเสียงนั้น เพราะถ้าหากเป็นสัตว์ป่าจะได้ยิงไปทำกับข้าว ทว่าเสียงนั้นกลับเงียบไปเสียเฉยๆ ไม่มีอะไรเคลื่อนไหวให้เห็น

    “แหม จิบไม่กี่จอก ทำเอาหูแว่วไปได้เหมือนกันนี่กู” พูดกับตัวเองเบาๆ แล้วหันกลับมาถีบจักรยานเดินทางต่อไป พอจักรยานวิ่งผ่านต้นเลียบใหญ่ไปเท่านั้น ไอ้โจนรู้สึกหนักอึ้งขึ้นที่อานหลัง จึงเอี้ยวตัวกลับไปมองให้หายสงสัย

    “อ้าว เฮ้ย! อีเขียว!” เร็วเท่าความคิด เขากระโดดทิ้งรถจักรยานไปทันที พอตั้งหลักได้ก็มองหาผีอีเขียว ซึ่งตอนนี้มันไปปรากฏกายยืนทะมึนอยู่ใต้ต้นเลียบใหญ่ ปืนลูกซองแฝดถูกปลดลงจากไหล่ในทันใด ยกขึ้นได้ก็สับไกใส่ทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาเล็ง

    แรงระเบิดของดินกำมะถันจากลำลูกซองทั้งสองสะท้านสะเทือนป่า แต่ไม่สามารถทำอะไรร่างดำทะมึนของอีเขียวได้ มันแสยะยิ้มยะเยือกมองดูการเปลี่ยนลูกปืนของไอ้โจน อย่างไม่เกรงกลัวต่ออานุภาพอันทรงพลังของลูกปืน พลันร่างนั้นก็วิ่งขึ้นต้นเลียบใหญ่ แล้วห้อยหัวลงมาช้าๆ

    พอเปลี่ยนลูกปืนเสร็จ ไอ้โจนก็ตวัดปลายปืนขึ้น สาดลูกตะกั่วทั้งสิบแปดเม็ดใส่ทันที แทนที่ภูตนั้นจะหยุดหลอกหลอนกลับห้อยหัวลงมาเรื่อยๆ ผมยาวสยายลงมาลากดิน ลิ้นก็ปลิ้น ตาก็เหลือก

    ไอ้โจนหายเมาเป็นปลิดทิ้ง ที่พึ่งของเขาคือปืนลูกซองที่อยู่ในมือ ด้วยปืนนี้เขาเคยล้มสัตว์น้อยใหญ่มามากต่อมาก จึงหวังว่ามันจะสำแดงเดชปราบผีร้ายได้ แต่ยิงจนลูกกระสุนหมดสายเข็มขัดรอบเอวแล้ว เขาจึงรู้ว่าตัวเองคิดผิด

    “ผีหลอกโว้ย! ผีหลอกกูโว้ย!” เขาวิ่งตะโกนก้องป่าไปที่หมู่บ้านโป่งนางแมว วิ่งเตลิดเปิดเปิงไปจนถึงบ้านลุงเพา ที่เขาคิดว่าจะเป็นที่พึ่งให้เขาได้

    ตอนนั้นพระอาทิตย์ตกดินไปแล้ว โพล้เพล้จวนมืดเต็มแก่ ชาวบ้านจึงอยู่กับบ้านกับเรือนกันแล้ว พอได้ยินเสียงไอ้โจนวิ่งตะโกนโหวกเหวกมาเช่นนี้ จึงพากันเดินมาดูที่บ้านลุงเพาว่าเกิดอะไรขึ้น กว่าจะพูดเกลี้ยกล่อมให้ไอ้โจนสงบสติอารมณ์ และเล่าเรื่องราวออกมาได้ก็ใช้เวลานาน พอรู้ว่ามันถูกผีหลอกที่ต้นเลียบใหญ่ จึงมีความเห็นพ้องกันว่า ผีตนนั้นต้องเป็นผีอีเขียวที่คานแบกศพของมันไปหักที่ตรงนั้นแน่นอน

    พอผ่านเหตุการณ์นั้นมา ในช่วงพลบค่ำทางเกวียนสายนั้นจะเป็นเส้นทางสู่แดนสนธยาทันที กระนั้นแม้แต่กลางวันแสกๆ ก็ยังเคยมีคนเจอเหตุการณ์สยองเหมือนไอ้โจน คือว่าระหว่างที่เขาถีบจักรยานผ่านไปแถวต้นเลียบใหญ่นั้น รู้สึกหนักที่อานหลัง พอหันกลับไปมองก็เห็นร่างดำๆ ของผู้หญิงซ้อนท้ายรถจักรยานมาด้วย แม้ไม่เห็นชัดตาว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร แต่มันก็เพียงพอแล้วสำหรับการวิ่ง

    กาลต่อมา ได้เกิดภัยแล้งขึ้นในเขตอำเภอด่านช้าง เกิดไฟป่าเผาไหม้ป่าไม้เสียหายเป็นอย่างมาก ต้นเลียบใหญ่ต้นนั้นก็ถูกไฟเผาไปด้วย และนั่นคือบทอวสานของวิญญาณผีอีเขียว

    ปัจจุบันนี้ หากใครผ่านไปแถวหมู่บ้านโป่งนางแมว และหมู่บ้านเขาถ้ำหมี เขตอำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรีแล้ว ลองถามชาวบ้านที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป รับรองว่าหลายคนยังคงจำตำนานของผีอีเขียว และต้นเลียบใหญ่ต้นนั้นได้ เพราะมันยังคงยืนทะมึนอย่างลึกลับ และวังเวงในความรู้สึกของผู้คนในย่านนั้น มาตราบเท่าทุกวันนี้.

  30. อิ่มท้องสวัสดิ์ขะร้าบบบบบบ…..เอร่ออๆๆ อุ๊บ! ขออำภัย กินเยอะไปหน่อย หุๆๆ

    ช่วงนี้ผู้น้องเริ่มเหนื่อยใจกับ wordpress ซะแล้วซิขะรับพี่ท่าน

    เพราะก่อนหน้านี้เข้าไม่ได้เลยเกือบสองอาทิตย์เห็นจะได้ แต่พี่อานันท์ท่านบอกของท่านยังเข้าได้ดีไม่มีปัญหา ส่วน bloggang ก้อยู่ในช่วงปรับปรุงระบบ ที่เข้าไปโพสได้อยู่ก้เหลือแต่ multiply เท่านั้น

    นี่ก้เลยกะลังคิดอยู่ว่า จะหาบ้านใหม่อีกซักหลังดีหรือไม่ เห่อๆๆ

    วันก่อนพึ่งไปเห็น -บ้าน- แถวๆ oknation.net นิเวศน์มา ท่าทางน่าสนใจไม่หยอกทีเดียวขะรับพี่ท่าน เจ้าของหมู่บ้านก้ใช่ใครที่ไหน ก้ท่าน-หยุ่น-ผู้พ่ออันเยี่ยมยุทธด้านวิเคราะห์ข่าวสารนี่เอง ส่วนหน้าตาบ้านนั่นก้เรียบๆ เน้นการใช้งานอย่างที่ผู้พี่สนซะด้วย หากสนใจลองไปแวะชมดูก่อนมะขะรับ

    http://www.oknation.net/blog

    ส่วนอันนี้เป็น-บ้าน-ของเจ้าของหมู่บ้านเค้าขะรับ

    http://www.oknation.net/blog/black

    คาราวะ

  31. อา…ขอบพระคุณขอรับท่านผู้น้อง
    นำข่าวคราวมาบอกกล่าวเช่นนี้ผู้พี่ได้พลอยถ่างหูเบิกตา
    ก็เพราะว่าวัน ๆ ผู้พี่มุดอยู่แต่ในกะลา

    ใคร ๆ มักพูดว่าไม่ได้เห็นเดือนเห็นตะวัน
    ผู้พี่เห็นแต่เดือนแต่ตะวันขอรับผู้น้อง

    วันก่อนออกไปตลาดเพิ่งพบว่าสยามประเทศมีเหรียญสองบาทแล้ว
    แม่ค้าถามว่าไปอยู่ไหนมา ? ฮา ฮา ฮา

    ส่วนเรื่องปัญหา wordpress ผู้น้องเพียงเปลี่ยน theme ก็เป็นอันเรียบร้อยขอรับ
    หากยังพิสมัย theme เดิมก็แค่เปลี่ยนกลับ เพื่อใช้ theme เดิม(แต่เป็นอันใหม่)

    คาราฮับ

  32. ผมดื่มข้ามวันคืนมาหลายเพลาแล้ว เอ๊ก!!!!

    หวังว่าผ่านพ้นอาทิตย์นี้ไป จะกลับสู่สภาวะเดิม

    ด้วยมิตรภาพครับผม

    ป.ล.ขอกาแฟสักแก้วขอรับ มึนนนนนน

  33. อา…อย่างนี้ต้องหนักหน่อย เอาเป็นเอสเพรสโซ่ ก็แล้วกัลล์ขอรับ

  34. Thank

    พรุ่งนี้ ขอรับ คาปู ครับ

    บ่านสอง 555

  35. อา…ได้เลยพี่ท่าน เจอกัลล์

  36. โอ๊ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย

    ไม่ได้เข้าบ้านท่านนานนักหนาแล้ว
    จะว่าไปจะใช้คำว่า ไม่ได้เข้าก็จะไม่ถูก ต้องบอกว่า เข้าไม่ได้มากกว่า กระผมค่อนข้างจะแน่ใจว่า เป็นเพราะระบบอินเตอร์เน็ทที่กระผมใช้ของบริษัท TT&T เป็นปราการสำคัญที่ทำให้กระผมเข้ามาในหมู่บ้าน WORDPRESS ได้ อย่าว่าแต่บ้านท่านเลยขอรับ บ้านที่พี่สาม บ้านท่านพี่อานันท์ บ้านท่านหญิงเจี๊ยบ กระผมไม่สามารถเยี่ยมกรายมาเคาะประตูหน้าบ้านได้อย่างใจหมายได้ ออกจะอึดอัดอย่างไรก็บอกไม่ได้ นับจาก บ่นฯ ได้ลาจอไปสักระยะที่ผ่านมา บางครั้งกระผมไม่สามารถแหวกผ่านม่านใยแก้ว เข้ามาในชุมนุมของเรานี้นานมากกว่าเป็นสัปดาห์เป็นสองสัปดาห์ บางครั้งฉิวเฉียดเดือน แต่เมื่อได้ผ่านประตูเข้าบ้านได้กระผมก็ไม่ได้หล่นความฝากไว้กับสหายท่านใดเลย ด้วยระยะเวลาอันจำกักจำเขี่ยในการใช้อินเตอร์เน็ทของกระผมเอง ปัจจุบันนี้กระผมต้องมีภาระในการเลี้ยงลูกมากกว่าเก่า ภาระรับผิดชอบที่ยากจะเลี่ยงและส่งไม้ต่อให้ ปู่ หรือ ย่า รับภาระนี้แทน

    ผมได้ค้นพบความสุขประหลาดอย่างนึงขอรับท่าน การได้ใกล้ชิดลูก การจับขวดนมลูกและฮัมเพลงตามแต่สมองจะจินตนาการถึงท่วงทำนอง ออกแรงไกวเปลผ้าใบ บางครั้งนั่งอ่านหนังสือนิทานที่ ป้าๆ ลุงๆ อาๆ ร่วมใจกันซื้อส่งมาให้หลังจากจบทริปเมรัยสัญจร ตะลอนขึ้นมาพิดโลกครานั้น ไม่รู้กระผมคิดมากไปเองหรือไม่ ลูกสาวเริ่มใกล้ชิดกับกระผมมากขึ้น ความสัมพันธ์ของเรากระชับขึ้นมาอีกระดับ

    เมื่อเช้าพ่อของกระผมขยันรื้อกองหนังสือเก่าๆสมัยพระเจ้าเหายังครองราช ลูกสาวไปร่วมอยู่ในเหตุการณ์นั้นด้วย แล้วเธอก็เจอหนังสือนิทานเล่มหนึ่ง ครั้นพอหยิบติดมือมาได้ เธอก็เดินตรงรี่อ้อมบ้านมาหากระผมตรงใต้ร่มมะม่วง อาการตื้นตันเล็กๆ มันมาจุกอยู่ตรงคอหอย กระผมยิ้มและถามตัวเองว่า เมื่อ 8-9 เดือนก่อน กระผมมัวทำอะไรอยู่?

    ใช่แล้วขอรับกระผมมุ่งมั่นอยู่หน้าจอคอม มุ่งมั่นเดินทางไปบนถนนอักษร
    กระผมรู้สึกว่าตัวเองเป็นพ่อภาษาอะไรวะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า

    กระผมได้คิดว่า แม้ลูกสาวจะทำให้กระผมเดินไปบนถนนสายนี้ช้าลงหน่อย แต่กระผมกลับค้นพบความสุขมากมาย ที่กระผมละเลยมานานแสนนาน

    คิดถึงท่าน คิดถึงป๋า คิดถึงสหายทุกคน

    คารวะ
    บักไอซ์ ไซเลนเซอร์ (ลูกน้องคิด ไซเลนเซอร์ จาก มือปืน โลก/พระ/จัน) เอิ๊กๆ

  37. อา…ภาพที่หนูอีฟถือหนังสือวิ่งมายื่นให้ท่าน
    หนังฮอลลีวู้ดเลยขอรับท่านป๋า

    หาได้ทำให้ท่านเดินช้าลงดอกขอรับ ข้าพเจ้ามั่นใจ

    เจ เค โรลลิ่ง เลี้ยงลูก เขียนแฮรี่เล่มแรก ๕ ปี
    พระอาจารย์สตีวี่ คิงก์ บอกว่า ต่อให้ไปอยู่ในหมู่บ้านนักเขียน เขียนหนังสืออย่างเดียว ถึงเวลามื้ออาหาร ก็จะมีคนย่องเอาอาหารมาวางให้เบา ๆ ค่ำลงนำเรื่องที่เขียนมานั่งลงอ่าน แลกเปลี่ยนคำวิพากษ์วิจารณ์ กลับหาได้ดีต่ออนาคตการเป็นนักเขียนไปกว่าที่แกนั่งเขียนอยู่ในซอกเล็ก ๆ หลังกลับจากสอนวิชาภาษาอังกฤษเพื่อหาเลี้ยงปากท้อง

    ตรงข้ามกลับทำให้ท่านเดินอมยิ้มไปบนถนนสายนี้อย่างอบอุ่นเสียด้วยซ้ำ จริงไหมขอรับสหายท่านป๋า?

    ต้องรายงานทั่นว่า เดือนที่แล้วล้มเหลวขอรับ !
    ๒๘ วัน ข้าพเจ้าได้นิยาย ๑๖ ตอน แสดงว่าเขียน ๑๖ วัน หายไปครึ่งเดือน

    น่าละอาย
    น่าละอาย

    เดือนนี้เอาอีกแล้วขอรับ
    คิดว่าจะต้องจบเดือนนี้ให้ได้
    ปาเข้ามาวันที่สิบแล้ว !

    เหลืออีก ๒๐ วัน ข้าพเจ้าจะจบได้ไหม?
    ต้องปลุกปล้ำกันสักตั้งขอรับ

    คารวะ

  38. ขอแนะนำ ระบบบริหารจัดการผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ต Win Hotspot
    ไม่ต้องลงทุนติดตั้ง SERVER , ไม่ต้องจ่ายส่วนแบ่งรายได้, Block Bit ได้ 100%

    คุณสมบัติหลักของระบบ
    1.ลงทุนต่ำ ได้ผลตอบแทนกลับคืนเร็ว
    2.สามารถใช้ร่วมกับอินเตอร์เน็ต ทุกเครือข่าย
    3.ไม่ต้องลงทุนติดตั้ง Server
    4.ลดปัญหายุ่งยากในเรื่องการจัดการดูแลระบบ
    5.กำหนดปริมาณการรับส่งข้อมูลของแต่ละ Package ได้
    6.โดยกำหนดให้ลูกค้าป้อนรหัสก่อนใช้งาน
    7.เรียกเก็บค่าบริการจากลูกค้าได้ถูกต้องแม่นยำ และ
    8.สามารถตรวจสอบรายการย้อนหลังได้
    9.สามารถคิดค่าบริการได้ทั้งแบบรายชั่วโมง,รายวัน รายสัปดาห์ หรือกำหนดราคาได้เองตามความเหมาะสม
    10. ระบบจัดเก็บข้อมูลจารจรทางคอมพิวเตอร์ การใช้งานของลูกค้า รองรับ พรบ.คอมพิวเตอร์ ปี 2550

    รายละเอียดเพิ่มเติม http://www.winhotspot.net
    หรือโทร.081-8818008

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: