โต๊ะกาแฟ ๒.

coftable.jpg

ลากเก้าอี้…
หยิบแก้ว…
รินกาแฟ…

ตามสบายขอรับ ข้าพเจ้ามุดศีรษะเขียนหนังสืออยู่หลังร้าน
ดื่มเสร็จแล้วเซ็นบิลล์ไว้ ทิปไม่ต้อง!

น้อมคารวะ
-เด็กเฝ้าร้าน-

Advertisements

About ธุลีดิน

just wanna write and live simple life am I a dreamer ?

Posted on กุมภาพันธ์ 20, 2007, in โต๊ะกาแฟ. Bookmark the permalink. 82 ความเห็น.

  1. ฮ้า ฮ้า สหายพี่สองพี่สาม
    ในที่สุดข้าพเจ้าก็คิดออก(เสียที) ว่าจะจัดการกับเจ้าโต๊ะกาแฟอย่างไร
    หลังจากไม่อาจสนองเสียงเรียกร้องของพี่สองได้
    ด้วยการเพิ่มใว้ด้านบน จะต้องคอยย้ายเข้าย้ายออก
    เรี่ยวแรงอันหาแทบไม่เห็นของผู้น้อยคงต้องเป็นอันหมดสิ้นกันพอดี

    ข้าพเจ้าได้เอาโต๊ะกาแฟไปแปะไว้ด้านข้าง
    เพื่อจะได้ต่อเติมเพิ่มโต๊ะได้โดยสะดวก
    ติดอยู่แต่อยากให้โต๊ะโดดเด่นมองเห็นได้โดยง่าย

    ครุ่นคิดอยู่เป็นนานทำอย่างไรให้โต๊ะขึ้นมาอยู่บนสุด
    ก็ระบบเล่นเรียงตามตัวอักษร
    ครั้นจะเพี้ยนเรียกเป็น ‘โก๊ะกาแฟ’ ก็ดูจะกระไรอยู่
    ลองไปลองมา หลายเที่ยว
    พอลองใส่ดอกจันท์

    โป๊ะเชะ!

    ฮ้า ฮ้า ฮ้า

    นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ‘การนอน ทำให้สมองปลอดโปร่ง’
    ฮ้า ฮ้า อีกสักประเดี๋ยวเสร็จมื้อเที่ยงเห็นทีจะต้องหลับกลางวันอีกสักงีบ ฮ้า ฮ้า

    คารวะ
    เศษดิน

  2. น้องคะ .. น้อง ๆ !!
    ขอคาปูชิโนเย็น ๆ สักที่ .. พี่จะละเลียดรอน้ำท่วมเสียหน่อยอ่ะค่ะ

    อ้อ !! มีตะกร้า มีกระบุงก็ขอด้วยค่ะ
    คะ ?
    เอาไว้ทำไมนะหรือคะ ?
    กาแฟหมดแก้วเมื่อไร ก็จะได้เก็บผักบุ้งกลับบ้านน่ะค่ะ .. อุอิ อุอิ

    -มารดำ เจี๊ยบ เจี๊ยบ-

  3. อานันท์ ประทีฯ

    อะ ทำอะไรหลังร้านหรือท่าน?

    ฟืนหมด?

    กระผมขออนุญาตเอา สะพานขาด ไปลงที่บ้านกระผมได้ไหมครับ

    ยามเที่ยงกว่าสวัสดิ์

  4. จวงจื้อท่านว่าไว้…
    ‘ฟืนหมดแต่ไฟยัง’ ขอรับพี่ท่าน

    อีกสักประเดี๋ยวทำลิ้งค์ Book Review หากัน
    เราจะได้เป็นเครือข่ายบุ๊ครีวิวใหญ่ที่สุดในสยามประเทศ ฮ้า ฮ้า

    ที่ว่าอีกสักประเดี๋ยวก็เพราะว่า Bookฯ ของข้าพเจ้าคลานวันละสองสามบรรทัด
    ไม่รู้เมื่อไรจะได้สักเล่มเลยน่ะขอรับพี่ท่าน หุ หุ หุ

    สหายท่านเจี๊ยบ
    ผักบุ้งอุดมด้วยวิตามินและไฟเบอร์
    เพื่อเป็นการใช้คูสวนครัวให้เป็นประโยชน์
    คิดว่าทางร้านน่าจะเพิ่มเมนูเย็นเตาโฟ
    จะดีไหมขอรับ? เออะ เออะ เออะ

    -มะโข่ง-

  5. อานันท์ ประทีฯ

    ปราชว่าไว้…

    อาหารจะอร่อยต้องค่อย ๆ ปรุง

    555

    ปราชญ์ไหนหว่า

    กระผมว่าเอง

    อิอิ

  6. “ในอุตสาหกรรมที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ คุณภาพจึงสำคัญกว่าปริมาณ
    และการควบคุมคุณภาพนี่เอง จะช่วยให้ผลการดำเนินการดีกว่าเน้นปริมาณ และการผลิตอย่างรวดเร็ว”

    (สตีฟ จ๊อบส์–บุรุษผู้มีส่วนผสมระหว่างศิลปะ เทคโนโลยี และความคิดสร้างสรรค์
    ผู้ก่อตั้งบริษัทแมคอินทอชคอมพิวเตอร์ เครื่องเสียงไอพอต บริษัทพิกซ่าร์เอนิเมชั่น ฯลฯ)

    .
    .

    เห็นชอบเขียนงานแนวเพื่อชีวิตหนักๆ แต่ครั้นพอพี่ท่านอานันท์ยิงมุข เล่นเอาเกล้าฮาเอวเคล็ด อุจจาระแตกอุจจาระแตนเชียวพระคุณ

    หึๆ “กะลาโต้—กำลังต้ม” คิดได้ไงเนี่ยท่านพี่
    ใช้หัวแม่ตีนหรือหัวแม่มือข้างไหนคิดหรือขอรับ? 55

    เกล้าก็มีเรื่องทำนองนี้เหมือนกัน เท้าความไปเมื่อตอนเป็นเณรเถื่อน ไปเดินบิณฑบาตในหมู่บ้าน “คนดอย” นั่นแหละขอรับ อีนางแต่งชุดขาว (น่าจะเรียกชุดมอมมากกว่า) ที่แสดงว่ายังเป็นสาวพรหมจารีอยู่ โผล่หน้าออกมาจากกระท่อม แล้วพูดขึ้นว่า

    “เนง เนง เข้ายังไม่สุดเลย!”

    เกล้ารึก็เดินงงสงสัยในหัวอก พาลกลุ้มรุมสุมเร้าขึ้นมายังกะโดนไฟเผาในดวงวิญญาณ “เข้ายังไม่สุด?” อะไรเข้าหว่า? แล้วเข้าไปในอะไร? เอ..หรือว่าเจ้าหล่อนจะส่งความนัยเป็นระหัสลับมากับคำพูดนั้น? วุ้ย เดินละเมอเพ้อพกกระทั่งเหยียบขี้หมูยังไม่รู้ตัว ครั้นคล้อยมาไกลจึงถอดระหัสมอสประโยคนั้นได้ว่า

    “เณร เณร ข้าวยังไม่สุกเลย!”

    เวรแล้วไหมล่ะ เผลอคิดไปเองคนเดียว นึกว่าช้างเผือกเชือกนั้นจะอ่อยเหยื่อตัวเอง

    เอาละครับ ฮ่าหื่นๆ กันพอประมาณ พอไม่ให้ต่อมหัวเราะผูก ฮาไม่ออก

    การเขียนหนังสือจัดเป็นอุตสาหกรรมที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์หรือเปล่าขอรับท่านพี่?

    หากใช่..เกล้าว่าบางทีการผลิตงานออกมามากๆ แต่ไม่เด่น ไม่โดน อาจไม่เป็นผลดีต่อตัวนักเขียนที่ต้องใช้ชื่อของตัวเองเป็นจุดขาย หรือเป็นแบรนด์ล่ะกระมัง

    อาจไม่ใช่..เพราะมีนักเขียนเลื่องชื่อหลายท่านที่มีงานออกมาวางเต็มแผง แต่งานเหล่านั้นไม่เห็นจะสร้างสรรค์อะไรสังคมสักเท่าไหร่เลย

    อาจใช่..เพราะนักเขียนบางท่านมีงานไม่กี่เล่มบนบรรณพิภพนี้ แต่งานแต่ละชิ้นนั้น น่าอ่านแทบจะทั้งสิ้น

    โดยส่วนตัวแล้วเกล้าเห็นด้วยกับสตีฟล้านเปอร์เซ็นต์ ไม่เฉพาะเกล้านะครับ แม้แต่อาจารย์ศิลป์ พีระศรี ก็พูดอยู่บ่อยๆ จนกลายเป็นประโยคนิคเนมคู่กับชื่อของท่านไปแล้วว่า “ชีวิตสั้น ศิลปะยืนยาว” แต่ศิลปะชิ้นนั้นจะยั่งยืนได้ เราคงไม่ปฏิเสธว่ามันผ่านการเจียระไนยขึ้นมาจากความคิดสร้างสรรค์ และความละเอียดอ่อนปราณีตของผู้สร้าง กระทั่งเสร็จเป็นงานศิลป์ชิ้นหนึ่งๆ ไม่ว่าจะเป็นปติมากรรม ศิลปะกรรม และงานวรรณศิลป์ดีๆ ทั้งหลาย

    แต่หากมือใหม่อย่างเราๆ ท่านๆ มัวผูกมัดตัวเองอยู่กับความละเอียดจนเกินไป อยากจะเก็บแง่มุมรายละเอียดให้ดีที่สุด เกล้าว่ามันจะทำให้เราทำงานไม่ออกหรือเปล่าขอรับ

    เกล้าไม่เถียงหรอกว่า การตั้งใจทำงานให้ออกมาดีที่สุดนั้นเป็นสิ่งที่ควรกระทำ แต่หากกังวลกับความละเอียดจนเกินงาม กระทั่งทำงานไม่ออก คงไม่ใช่เรื่องที่ดีนัก ไม่แน่ว่ามั่วๆ ไปก่อนสักเล่มสองเล่ม เล่มหลังๆ อาจจะโป๊ะเช๊ะก็ได้

    ครับ ผมก็โม้มั่วๆ ไปเรื่อยเปื่อยตามสไตล์

    เอ..ว่าแต่ว่า พี่สาม กะ ป๋าไอซ์ ไปไหนกันหมดละเนี่ย
    ไข่ดันบวม?
    รีดสีดวงงอกในสมอง?
    เล็บขบ?
    ฝีมะขามเข้าฝัก?
    ผีเข้า?
    พระเสาร์แทรก?
    ถูกราหูอม..ขอ..ไ..ขา?

    เฮ้ยยยย จะเป็นอะไรก็ตามแต่ ยังไงก็โผล่หน้าโผล่หนวดมาทักทายกันบ้างนะพระคุณพี่ขา

    .
    .

    “การอ่านที่จะช่วยให้สมองเราพัฒนานั้นจะต้องอ่านอย่างพินิจพิเคราะห์
    อ่านแล้วต้องจับประเด็น อ่านหนังสือต้องอ่านให้แตก
    เพราะสิ่งเหล่านี้จะเป็นพื้นฐานของผู้ที่จะเป็นนักเขียนในอนาคต
    การเป็นนักเขียนที่ดีต้องฝากผลงานไว้กับแผ่นดิน
    วรรณกรรมที่ดีคือวรรณกรรมที่มีชีวิต อ่านแล้วต้องรู้สึกประทับใจ”

    (ลาว คำหอม หรือ คำสิงห์ ศรีนอก)

  7. มอร์นิ่งสวัสดิ์ขอรับสหายพี่สอง

    วันนี้ข้าพเจ้าหลับเต็มตา
    ตื่นแต่เช้ามืดพร้อมพระออกบิณฑบาต
    สายลมยามเช้าพัดเอื่อยเย็นสบาย
    อา…วันที่ดีขอรับ…วันที่ดี

    พี่สองมาเที่ยวนี้ทิ้งคราบคาปูชิโน่ไว้หลายคราบเชียวขอรับ
    – การผลิตแบบแมสโปรดักชั่น
    – ควอลิตี้คอนโทรล กับ ควอนติตี้คอนโทรล
    – อุตสาหกรรมที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์?
    – งานเขียนไม่เด่นไม่โดน
    – งานเขียนไม่สร้างสรรค์สังคม
    – งานหลายชิ้นกับงานน้อยชิ้น
    – ชีวิตสั้นศิลปะยืนยาว
    – ละเอียดมากเขียนงานไม่ออก?
    – มั่ว ๆ อาจมีโป๊ะเชะ!
    – อ่านหนังสือให้แตก!
    – วรรณกรรมที่มีชีวิต?

    อ่าพี่สองขอรับ
    หากผู้น้อยคิดใคร่ไล่ตามเช็ดคราบคาปูชิโนของพี่สองเที่ยวนี้
    สักวันละคราบคงได้นั่งโม้เป็นสัปดาห์เชียวขอรับพระคุณพี่

    นี่ยังไม่รวมปริศนาธรรมกระดาษทรายเบอร์สอง ที่สามเณรพี่สองได้กรุณาหยิบยกขึ้นเป็นธรรมขัน

    วุ้ย!

    เวลารึก็ไม่ค่อยจะมีให้ใช้!
    เจ็ดโมงแล้วเห็นทีต้องเข้าสู่กิจวัตรประจำวัน

    แดดสีทองสวัสดิ์ขอรับ
    ดิน

    พี่ท่านอานันท์ขอรับ วันนี้ข้าพเจ้าต้องหาจังหวะเขียนระเบียงฯ (ให้ได้!) รับรอง รับรอง

  8. GOODDDDDDDDDD MORNINGGGGGGGGGGGGGGGGGG

    VIETNAMMMMMMMMMMMMMMMMMMMMMMMMMMMmM!!

    ฮ่าๆๆๆๆๆๆ

    อย่าตกใจกระผมไม่ใช่ โรบิน วิลเลี่ยม เมื่อครั้งรับบทเป็นดีเจปากจัดในสมรภูมิอัปยศครั้งนั้นดอกขอรับ กระผมบักไอซ์เอง ห่างหายไปนานด้วยหัวใจอันเปราะบางดวงนี้ถูกกระทบจากแรงมหาศาลจากนอกโลก ทำเอากระผมห้อเหี่ยวไปหลายพัก

    คิดถึงท่านแท้ขอรับ

    เมื่อวานนั่งทำตาปริบๆอยู่หน้าคอมพ์ราวครึ่งชั่วโมง ตั้งใจว่าจะเอาเรื่องสั้นออกจากหัวให้ได้สักเรื่อง กระผมได้แต่นั่งทำตาปริบ ๆ อยู่อย่างนั้นจนอ่อนใจ แล้วจึงเลิกออกจากโปรแกรมเกมส์แทงสนุ้ก147 เดก่า โอ้ ตอนนี้กระผมเป็นมือระดับเทพแล้ว รู้เหลี่ยมรู้มุม สนุกสนานดีแท้ขอรับ สบายใจแล้วก็คิดว่าจะกลับมาเขียนหนังสือต่อ กลับยังไม่พบทางสว่างฮ่าๆๆ ช่วงนี้จึงเน้นไปที่ บทกวี

    มาคราวนี้แม้จะไม่ใช่คอกาแฟ เพราะกระผมไม่นิยมการดื่มกาแฟอยู่แล้ว แต่ก็มานั่งปั้นจิ้มปั้นเจ๋อ คุยกับท่านที่หลังร้ายเลี้ยวกาน

    กระผมเป็นคนที่สะสมหนังสือขอรับ ผมรักหนังสือของกระผมทุกเล่ม แม้มันจะเป็นงานที่จุกจิก อ่านเสร็จต้องเคยเก็บลงกล่องให้ดี ไหนจะต้องหาซื้อไอ้เม็ดกันชื้นมาใส่ไว้ แต่เผลอแป๊บเดียวหนังสือเก่าลงอีกแล้ว

    กระผมก็หวังว่ามันจะมีอายุยืนยาวจนลูกของกระผมจะมีวุฒิภาวะพอจะเปิดอ่านหนังสือของกระผมได้อย่างเข้าใจ

    ใช่แว้วขอรับกระผมพยายามเสาะหาหนังสือดีๆ หลากหลายแนว ทั้งบำเรอความอยากอ่านของกระผมเอง และทั้งยังเก็บเอาไว้ให้ลูกด้วย โดยอย่างหลังกระผมเองก็ยังไม่แน่ใจว่าลูกของกระผมมันจะรักการอ่านอ่ะป่าว แต่ของอย่างนี้มันปลูกฝั่งกันได้ใช่ไหมขอรับ วันไหนโอกาสเหมาะจะจับภาพบักอีฟมันนั่งจิ้มนิ้วอยู่บนหน้าหนังสือเทพนิยายตะวันตกมาให้ดู มันทำเหมือนตูอ่านหนังสือได้ วางท่าได้น่าเตะจริงๆ

    กระผมหวังว่าวันนึงเมื่อวันโตขึ้นมันจะอ่าน วรรณกรรมไทย

    ฮ่าๆๆๆๆๆ

    กวนเวลาท่านเขียนหนังสือนานพอดูแล้ว ต้องขอลี้ไปร้อยลี้แล้วล่ะขอรับ

    คารวะและสวัสดี

  9. น่านประไร… มิน่าเมื่อเช้าตื่นมาตาขวากระตุก ไข่ซ้ายกระดิก(ดิ๊กๆ)
    พี่สองเล่นแช่งชักหักไข่ถึงเพียงนี้ให้ผู้น้องนอนเล่นอยู่ได้อย่างไร

    ว่าด้วยเรื่องสวนหนังสือของท่านเจ้าของร้านก่อนขอรับ

    ไอ้หนอนแว่นตัวนั้นที่พี่ท่านว่าสงสัยจะเป็นข้าพเจ้าเองละขอรับแหะๆ..(เอิ๊กๆ)

    แต่ข้าเจ้ามิได้ไว้ผมบ๊อบผมป๊อบอะไรนั่นดอกขอรับ อ้อ.. ข้าพเจ้าจะบอกให้ขอรับ บางคราข้าพเจ้าเห็นหนอนไฮเทค ใช้โทรศัพท์มือถือ(เอ๋..แต่หนอนจะเอาอะไรถือหว่า) ถ่ายเก็บภาพดอกไม้ด้วยละขอรับ ไอ้ที่นั่งจดข้าพเจ้าก็ไม่ว่าดอกขอรับเพราะถือว่าใช้ความพยายามและออกแรงบ้าง ทำไงได้ก็ดอกไม้บางดอกมันหอมเป็นส่วนๆนี่สิขอรับ จะรับกลับไปจัดเข้าแจกันเสียทั้งหมดก็ไม่รู้จะเอาไปทำอันใด (ฮ๊วย!! ใช้ศัพท์หนอนนี่มันยากจังเชียวขอปรับโหมดขอรับ)

    ปิ๊บ!!!

    อ่า…(ถอนหายใจก่อน) ล่วงเข้าปลายเดือนอย่างรวดเร็วขอรับ เร็วจนใจหายเลยละขอรับท่านเจ้าของร้าน ว่ากันด้วยร้านหนังสือแลหนังสือที่เราๆท่านๆอ่านกันแล้ว คล้ายโดนจี้สะเก็ดแผลความสงสัยในกระบานที่มันยังส่งความคันไปที่ขมองน้อยๆของข้าเจ้าตลอดเวลา ท่านเคยสงสัยมั้ยขอรับ?

    “สงสัยอะไรวะ?”

    สงสัยว่าไอ้การจัดอันดับหนังสือหน้าร้านเนี้ยมันเป็นอันดับที่แท้จริงรึเปล่า อ่า… ท่านอาจจะตอบว่า

    “แล้วเขาจะหลอกมึงทำไม”

    นั่นสิขอรับเขาจะหลอกชาวบ้านอย่างข้าเจ้าทำไมเพราะไอ้ที่เขาจัดอันดับนั้นมันเป็นหนังสือขายดี คนซื้อเยอะก็ได้ขึ้นอันดับ มันก็ถูกต้องแล้วข้าพเจ้าจะไปสงสัยทำไม อะ.. เอาเป็นว่าข้าพเจ้าเชื่อ(ซะงั้น)ก็แล้วกันว่าผู้ขายไม่ได้หลอกด้วยเหตุผลที่ว่าไม่รู้จะหลอกทำไม หลอกแล้วได้อะไร หากท่านเจ้าของร้านคิดต่างหรือไม่เห็นด้วยก็ตอกนิ้วท้วงกลับมาก็แล้วกันขอรับ

    ข้าพเจ้าเคยถามเจ้าของร้านขายหนังสือท่านหนึ่ง เอาเป็นประมาณว่าเจอหน้ากันก็รู้แล้วว่าข้าพเจ้าจะอ่านหนังสืออะไร ข้าพเจ้าก็ถามโต้งๆไปอย่างนั้นละขอรับ ว่าไอ้อันดับเนี้ยมันจัดตามยอดขายจริงๆเหรอ คือตอนนั้นสงสัยว่าจัด”เพื่อเพิ่มยอดขายหรือจัดตามยอดขาย” ท่านเจ้าของร้านก็ใจดียิ้มหวานกลับพยักหน้าแทนคำตอบ ข้าพเจ้าก็เลยถามต่อ

    “แล้วอันดับพวกนี้เนี้ยเป็นอันดับของร้านหนังสือของที่นี่หรือว่าเป็นอันดับที่ส่งมาจากส่วนกลาง”

    อ่าเอาละขอรับครานี้เริ่มจี้ใส่เข้าประชิด เจ้าของร้านคงคิดว่าข้าพเจ้ามันจะสงสัย(ห่า)อะไรนักหนา(จ๊ะ) คำตอบที่ได้คือ เป็นอันดับของร้านใครร้านมัน แต่ละที่ก็มีอันดับไม่เหมือนกัน อ่า… แน่นอนด้วยความเชื่อคนยาก ข้าพเจ้าก็ตอกเท้าเดินมันทั่วห้างเข้าร้านโน้นออกร้านนี้ ชมดูแผงจัดอันดับของร้านต่างๆอย่างเมามันส์ (ไม่เชื่อท่านลองดู) ทำยังกับตัวเองเป็นนักการตลาดหาข้อมูลส่งเสริมการขายซะงั้น แต่ไม่เลยขอรับ มันเป็นข้อสงสัยเล็กในขมองเท่านั้น และก็เป็นเช่นนี้จริงขอรับ ร้านแต่ละร้านมีอันดับไม่เหมือนกันจริงๆ บีทูเอส ซีเอ็ด ดอกหญ้า นายอินทร์ ดวงกมล แต่ละที่มีอันดับตรงที่จัดแฝงไว้ไม่เหมือนกัน

    หากท่านได้อ่านหนังสือเรื่อง(ขอนอกเรื่องหน่อยขอรับ)

    ยอดคนในมังกรคู่สู้สิบทิศ : ดร.สุวินัย ภรณวลัย(เรียบเรียง)
    ผลึกความคิดจากการวิเคราะห์ยอดคนในมหากาพย์ยุทธนิยายแห่งทศวรรษ

    ที่ข้าพเจ้าวางไว้บนแผงอันดับหนังสือส่วนตัวของข้าพเจ้าแล้วละก็ ท่านจะพบทฤษฎีบทหนึ่งในหนังสือว่าด้วย “เลขหนึ่งที่หายไป” ในทฤษฎีบทนี้นั้นเอ่ยถึงถ้าความสมบูรณ์ของมนุษย์ประกอบไปด้วยเลขตั้งแต่ ๑-๕๐ เราทั้งหลายจะโดนธรรมชาติกลั่นแกล้งโดยเอาเลขใดเลขหนึ่งใน๕๐ เลขไปซ่อน แล้วไอ้ความทะลึ่งของคนเรานี่ละที่พยายามค้นหาเลขตัวใดตัวหนึ่งที่หายไป บางคนก็หาพบแต่ก็พบเลขที่ไม่ใช่เลขที่หายไป บางคนก็คิดว่าเลขที่เจอนั้นใช่ก็เอามาแทนที่เลขที่หายไปกลายเป็นว่าได้เลขส่วนเกินเข้ามา

    เราทุกคนต่างเดินทางตามหายตัวเลขหนึ่งตัวที่หายไป (ท่านละตัวเลขตัวไหนหายไป) พระเอกในเรื่องกลับค้นพบวิธีคลี่คลายโจทย์โดยบอกว่า หลักนี้ง่ายดายนิดเดียว สมมุติเป็นว่าท่านเล่นเก้าอี้ดนตรีมีเก้าอี้๕๐ ตัว คนเล่น๕๐ คนแต่ละคนนั่งที่เดิมห้ามเปลี่ยนที่นั่งทุกคนก็จะอยู่ที่เดิมไม่มีการเปลี่ยนแปลง หากเราเอาคนออกหนึ่งคน เป็นเหลือ ๔๙ คน ความพลิกแพลงในการนั่งเก้าอี้ก็จะหลากหลายขึ้น นั่นคือรูปแบบของชีวิต คนเราทุกคนต้องมีสิ่งที่ขาด เพื่อที่จะได้พลิกแพลงชีวิตตัวเองได้ หากเรามีเก้าอี้มีคนนั่งเต็มแล้วเราก็พลิกแพลงไม่ได้

    กลับมาที่ร้านหนังสือขอรับ

    เวลาท่านเดินหาหนังสือนั้นท่านเดินหาสิ่งที่ขาดไปรึเปล่า หรือว่าเราท่านต่างเดินไปโดยไม่รู้ว่าอะไรที่หายไป อะไรที่ควรค้นหา หรือว่าเราไม่ได้ไปดูหนังสือแต่ไปเดินดูหนอนสาวๆขาวๆอึ๊มๆกัลลแน่ (แฮ..)

    เข้าประเด็นขอรับ ถ้าอันดับหนังสือที่ถูกจัดอันดับในหน้าร้านนั้นเป็นอันดับโดยแท้จริงและปรับเปลี่ยนเวียนไปแต่ละสัปดาห์ แต่ละเดือนแล้วละก็ เราได้อะไรจากความเปลี่ยนไปบนแผงจัดอันดับขอรับ แผงจัดอันดับเหล่านั้นกำลังบอกความนัยเราโดยอ้อมๆว่า คนในโซนนั้น คนที่เข้าไปซื้อหนังสือไม่ว่าจะร้านใดก็ตาม เขากำลังหาอะไร ขาดอะไร

    หลายปี,ก่อน,ช่วงพิษเศรษฐกิจขาลง หนังสือที่ขาดดิบขายดีเป็นหนังสือที่ว่าด้วยทำอย่างไรให้”รวย” แต่พอฟองสบู่แตกโพล่!! หนังสือขายดีคือทำอย่างไรให้”รอด” ไอ้ที่ทำให้รอดนี่มีทั้งทางใจและทางกาย หลังสือธรรมมะกลับมาเฉิดฉายบนแผงจัดอันดับอย่างติดต่อกันหลายเดือน ย่างเข้ามาอีกยุคหนึ่ง ดูเหมือนว่าคนเริ่มชินชาหรือว่าดื้อยากับพิษเศรษฐกิจ คนเราก็หันมาทำอะไรให้รวยๆกันตามๆกันอีก หนังสือธรรมมะก็ต้องลงจากแผงหดหายไปตามหลักอนิจจังสังคังนะมามิ (สาธุ) พอมาถึงยุคการเมืองน้ำเน่า ท่านก็จะเห็นอะไรๆก็ขึ้นหน้าปกกว่า”แฉ” วางเต็มแผงไปหมด คนก็แห่อยากจะรู้อะไรๆที่ตนเองไม่เคยสนใจขึ้นมาทันที

    คำว่า”ตกข่าว” ดูเหมือนเป็นคำดูถูกไปเสียแล้วสำหรับคนในยุคนี้ กลับกลายเป็นยุคของความบ้าคลั่งข่าวขึ้นสมอง โพลต่างๆสำนักต่างระดดมพลกันหาข้อมูล นำเสนอผลโพล ห่าเหวอะไรก็ไม่รู้ออกมาเกลื่อนเมือง คนหันมาเสพข้อมูลมากขึ้น ด้วยความที่ไม่อยาก”ตกข่าว”และ”อยากขาว”ไปพร้อมๆกัน(โฆษณาที่อยู่ในสัดส่วนของทีวีมากที่สุดคือ ครีมผิวขาวอะไรที่ขาวต่างๆ) จนกลายเป็นคนเราเดี้ยวนี้อยู่ในสภาวะคลั่งข่าวและคลั่งขาวไปในตัว

    ฝ่ายการตลาดอาศํยอาการข้างต้นโดยการจัดให้มีคนมานั่งอ่านข่าวให้ชาวบ้านฟัง อ่า… ดีแหะมีคนมาอ่านข่าวให้ฟัง จะได้มีเวลาไปทำอย่างอื่นไม่ต้องเสียเวลาเอาตามาไล้อักษรอ่านตัวหนังสืออย่างเราท่านที่กกระทำกันจะเป็นกิจวัตร จึงไม่เคยคิดเลยว่ามันเป็นการเสียเวลาแต่อย่างใดที่จะมานั่งอ่านข่าวหรือนั่งขบคิดตัวหนังสือที่พรมอยู่ในจอใยแก้วแห่งนี้

    นิสัยฟังผ่านๆ จึงเกิดขึ้นแลดูจะรุนแรงขึ้นเรื่อย นั่นเพราะคนส่วนใหญ่ฟังอะไรแค่ผิวแต่ขาดข้อมูลเชิงลึก อีกทั้งยังคงมีความไว้ใจในสื่อที่เสนอข่าว มันก็จะไปเข้ากับคำถามข้างต้นละขอรับ

    “แล้วเขาจะหลอกมึงทำไม”

    นั่นสิขอรับเขาจะมาหลอกเราทำไมให้เจ็บไข่เล่น คนบางคนถึงกับฟืดฟัดเมื่อผู้เล่าข่าวบางคนเอ่ยถึงอีกฝ่ายในด้านที่ไม่ดี โดยที่ยังไม่รู้ข้อมูลเสียด้วยซ้ำว่าไม่ดีอย่างไร ทั้งๆที่ข่าวที่เอามาเล่านั้นอาจจะกำลังอยู่ในกระบวนการการสอบสวนสืบสวนหาความจริง แต่เพราะความที่ต้อง”ทันเหตุการณ์” ไม่ว่าข่าวนั้นจะเป็นจริงหรือไม่เป็นจริงก็ตาม ผู้เล่าข่าวจึงมักใช้ถ้อยคำที่ว่า “คาดว่า” … “คิดว่าน่าจะ” … “อาจมีนัยว่า”

    คำข้างต้นเป็นการคาดการณ์ของผู้เล่าข่าว ซึ่งแน่นอนว่าหากผู้เล่ามีภูมิความรู้ในด้านมิติประวัติศาสตร์มากพอ การคาดการณ์นั้นมักจะมีน้ำหนักและมองเห็นผลที่น่าจะเกิดได้ แน่นอนว่าท่านกำลังเห็นข้าพเจ้านอกเรื่องใช่มั้ยขอรับ

    ใช่ขอรับข้าพเจ้านอกเรื่อง…เพี่ยย!! ((ฮ๊วย!!… ตบหัวหนึ่งที))

    อ่า…กลับมาที่เรื่องหนังสืออีกเป็นหนที่สามขอรับ

    ข้าพนึกถึงวันงานหนังสือแห่งชาติ วันนั้นข้าพเจ้าเดินฝ่าฝูงหนอนหนังสือกับเขาเหมือนกัน ผู้คนแห่กันไปซื้อหาหนังสือที่ต้องการ ไม่ว่าจะเหตุผลที่ว่า ราคาถูกกว่าเวลาทั่วไปหรือจะด้วยเหตุที่ว่าหาตามร้านหนังสือทั่วไปไม่ได้ สำหรับข้าพเจ้าแล้วเป็นเหตุผลข้อที่สองมากกว่า

    ในงานแบ่งโซนหนังสือตามสำนักพิมพ์ คนที่เป็นหนอนนักอ่านย่อมรู้อยู่แล้วว่าสำนักพิมพ์ไหนหนักการพิมพ์หนังสือในแนวไหน นักเขียนคนไหนสังกัดสำนักพิมพ์อะไร บรรยากาศงานหนังสือครั้งนั้นคึกคักมากขอรับ นักเขียนใหม่ๆเยอะแยะมากมายจำหน้าไม่หมด(เรื่องชื่ออย่าพูดเลยขอรับ.. จำไม่ได้)

    เดี้ยวนี้การทำหนังสือหรือว่าการจะเป็นเจ้าของสำนักพิมพ์นั้นง่ายมากกว่าการคิดจะเขียนหนังสืออีกขอรับ จึงไม่แปลกว่าเราจะพบเห็นงานเขียนนักเขียนหน้าใหม่เยอะเยอะมากมาย นึกถึงบรรยากาศสมัยที่ว่าดาราแห่กันออกเทปนะครับ ต่อให้รู้ตัวเองว่าหลอดเสียงแย่ขนาดไหนก็ยังดันทุรังแผดเสียงเหล่านั้นให้ชาวบ้านได้ฟังกัน งานเขียนหนังสือคล้ายกับการออกเทปสมัยนั้นมั้ย อาจคล้ายและอาจแตกต่างกันนิดหน่อย …

    มองในแง่ดีเรามีทางเลือกที่จะอ่านอะไรที่เยอะขึ้น ไม่ต้องรอว่าสำนักพิมพ์ใหญ่ๆจะเห็นชอบหรือประเมินว่าหนังสือของนักเขียนแต่ละคนจะ”ขายได้” ในเมื่อต้นทุนของเทคโนโลยีต่ำลง หากแต่มองในอีกแง่หนึ่งที่ออกจะร้ายไปสักหน่อย เรามีกองกระดาษกองโตที่หลากนักเขียนหน้าใหม่ขยันเขียนกันออกมา ดีบ้างไม่ดีบ้างตามแต่จะจับฉลากถูกหวย (ซึ่งส่วนใหญ่ถูกแดกเจ้ามือกินเรียบ)

    ประเด็นนี้เราท่านเคยเสวนาไปแล้วรอบหนึ่งในบ่นฯ หากแต่ครานี้ข้าพเจ้าวกกลับมาแจ้งอาการต่อเนื้องว่า ข้าพเจ้ารู้สึกตะหงิดๆกับการเดินเลือกซื้อหนังสือของข้าพเจ้าในช่วงหลังๆแหะ มันฝืดๆหนืดๆยังไงไม่ทราบ หรือว่าเลขหนึ่งที่หายไปของข้าพเจ้ามันไม่มีที่วางเสียแล้ว ข้าพเจ้าเองยังไม่รู้เลยว่าเลขอะไรในตัวข้าพเจ้ามันหายไป นั่นประไรขอรับ ย้อนกลับมาเรื่องตัวเลขเสียแล้ว ก็มาเข้าเรื่องที่

    นักเขียนเขียนอะไร เขียนเลขหนึ่งที่หายไปของสังคมรึเปล่า ตัวเลขอะไรในสังคมหายไปดูจากไหน แผงหนังสือจัดอันดับวัดได้มั้ย หรือผลโพลจากสำนักต่างๆเล่าวัดได้มั้ย

    “ชีวิตสั้น ศิลปะยืนยาว” อ่าอันนี้เป็นจริงอย่างยิ่งเลยขอรับพี่สอง ให้นึกถึงบทความตอนหนึ่งของท่านอาจารย์ดร.สุวินัย ซามุไรแห่งท่าพระจันทร์ ที่ออกกระบี่ไม่เมามันส์เหมือนสภาท่าพระอาทิตย์(เย่…)แต่สุขุมลุ่มลึกกว่าเยอะ

    งานเขียนที่ดีไม่จำเป็นต้องได้รับความนิยมในช่วงเวลานั้น นั่นเพราะด้วยสภาพแวดล้อมและปัจจัยที่ทำให้คนสนใจนั้นมีเยอะพอที่จะบดบังคุณค่าของตัวหนังสือ แต่หากว่ามันยังอยู่บนโลกนี้แล้วละก็ สักวันเมื่อสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงไม่บ่อย วันนั้นคนก็จะเริ่มหันมามองอะไรที่เราเขียนเอง คนทั่วไปกินข้าวตอนหิว หนังสือก็เช่นกันถ้าไม่หิวก็ไม่กินขอรับ

    แต่อย่างเราๆท่านๆนี้เรียกว่าตะกละหนังสือก็คงไม่เกินไป

    อ่า…มามุขตลกแบบพู่ม่าชะซะแว้วว เอาบ้างดิ

    แถวออฟฟิตข้าพเจ้าก็มีพม่าเป็นคนงานเดินกัลลให้เต็มไปหมดเลยขอรับ ยามเย็นนี้เวลาข้าพเจ้าเดินไปซื้อขนมนมเนยมาทานเล่น ให้นึกว่าอยู่ในนครตองอู ตูท่านแต่ละคนเล่นออกสำเนียงพม่ากัลล์ยกแก๊ง มีวันหนึ่งไปทานข้าวอาหารตามสั่ง ป้าในร้านแกก็จ้างคนงานพม่ามาเป็นลูกมือ คนทำก็เยอะแหะ ไม่รู้จะมีทำไมหลายคนกะทะก็มีอันเดียว ลูกค้าบางคนก็ชอบเหลือเกิน ไปยืนคุมอยู่หน้ากะทะ คนผ่านไปมาก็ก็ไม่สะดวก ตาน้องพม่าท่านนี้แกก็จาเข้าจะออก แกก็ต้องร้องว่า

    “ขอข้าวก่อง” ขอไปไม่รู้กี่กล่องไม่ทราบขอรับเพราะ”ข้าวหลายก่อง” ป้าแกก็ตักข้าวก่องเต็มเลย ยังๆนี่ยังมีอีก ผัดเผ็ดปลาดุก พี่แกพูดที กอไก่หายเล่นเอาฮากันทั้งร้าน กลายเป็นได้กินผัดเผ็ด”ปลาดุ” แต่ข้าพเจ้าว่ามันคงไม่ดุเท่าไหรหรอกเพราะมันไปนอนตัวแหวงอยู่ในจานเข้าแล้ว

    เห็นข้าพเจ้าพิมพ์ยืดยาวขนาดนี้ไม่ต้องตกใจหรอกขอรับว่าพิม์เร็วขนาดไหน เมื่อวานข้าพเจ้าจาเข้ามาทักพวกท่านแล้วเพียงแต่ระบบใยแก้วมันเพี้ยนๆพิมพ์ไปกำลังจะส่ง อ่า… พระเจ้าช่วยดีที่ใช้คลิกขวาก๊อบบี้ไว้ก่อน แต่วันนี้ช่วงเช้ารอวิศวกรมาคุยงานตอนสายๆ ไม่มีอะไรทำก็เลยเข้ามาตอกต่อนิดหน่อย

    อาวละน้ำท่วมทุ่งพอละใครจะเอาผักบุ่งมาปลูกก็เชิญขอรับ
    ข้าพเจ้าแวบไปทำงานก่อน

    คารวะสหายทุกท่านด้วยมิตรภาพเช่นเคย

  10. ฮ้า ฮ้า ฮ้า สหายพี่สองขอรับ
    คาถาท่านคงขลังเอาแรง
    อะไรบ้างนะ?

    ไข่ดันบวม?
    ริสสีดวงขึ้นสมอง? ฮ้า ฮ้า ฮ้า

    ว่าง ๆ ขอคาถาเต็มรูปแบบสักทีเป็นไรเผื่อเอาไว้ติดหน้าร้านเรียกลูกค้า (แต่ขอเวอร์ชั่นเรียกแม่หญิงนะขอรับ) การบำเพ็ญตบะของทั่นเมื่อครั้งบวชเรียนเห็นทีจะต้องกล้าแกร่งไม่แพ้สามเณรพลายแก้วเป็นแน่แท้ แฮ่ แฮ่ !!

    สหายท่านป๋าท่านกลับมาแล้ว ฮ้า ฮ้า

    กลับมาในที่นี้หาได้หมายถึงกลับมาร้านน้ำชาท้ายซอยดอกนะขอรับ
    หากแต่สำเนียงท่านบอกว่าความห่อเหี่ยวที่เกาะกุมหัวใจท่านได้ทุเลาเบาบาง
    แน่ล่ะหาได้หมดไปโดยง่าย หรือรวดเร็ว
    แต่การมีไว้บ้างไม่มากไม่มายจนถึงกับทำลายอารมณ์ดี ๆ
    ระบายสีเมฆขาวที่ลอยไปมาบนท้องฟ้าให้กลายเป็นขุ่นมัวเสียได้
    มีไว้บ้างพอเป็นกระสาย
    เหมือนดังสหายพี่สามกล่าวถึงตัวเลขที่หายไปขอรับ

    ไม่ว่าตัวเลขนั้นจะเป็นอะไรที่เราค้นหา
    หรือเป็นเรื่องวุ่นวายจากรอบข้าง

    ล้วนเป็นอะไรที่ทำให้เราเล่นสนุกไปกับชีวิต คิดพลิกแพลง(ในทางสร้างสรรค์)อย่างไม่รู้เบื่อหน่าย
    (ขอบพระคุณของฝากจากพี่สาม)

    ข้าพเจ้าลองแล้วขอรับ
    ชีวิตเรียบง่าย เงียบสงบวิเวก
    ปฏิบัติโยคะ
    บริโภคแต่พืชผัก

    จีดสนิทขอรับ
    เลยต้องหาเรื่องเติมกะปิน้ำปลาพอให้ได้รสกล่อมแกล้ม ฮ้า ฮ้า ฮ้า

    อา…ว่าจะเปิดเครื่องเขียนระเบียงฯ ส่งพี่ท่านอานันท์นะเนีย
    เจอพวกท่านเข้าก็อดมือคันไม่ได้

    ขอทำการสกรูประเด็นรัวเป็นชุดของพี่สองไปหลบไว้หลังดำ
    กระแทกอันดับหนังสือในร้านของพี่สามไปแอบไว้ข้างฉิ้ง

    จากนั้นสตีเฟ่นดิน ขอมุดเขียนระเบียงฯสักหลายบรรทัดก่อน
    แล้วจะกลับมาว่ากล่าว

    น้อมคารวะ

    อ้อ…สหายท่านป๋าขอรับขอบพระคุณที่แนะนำ
    เม็ดดูดความชื้นไม่เวิร์คกับกระท่อมข้าพเจ้าขอรับ
    พายุมาทีละอองฝนฟุ้งไปทั่ว

    อ่า…หากคิดไม่ออกลองคิดถึงขนำไม่มีประตูหน้าต่าง ข้างฝาฟากไม้ไผ่เป็นร่อง ๆ พื้นกระดานห่าง ๆ
    อากาศถ่ายเทสุด ๆ มันเป็นที่พักตากอากาศฤดูร้อนของข้าพเจ้านะขอรับ เสียแต่ว่าฤดูฝนข้าพเจ้าก็หาได้บินไปนิวซีแลนด์ยังคงมุดหัวอยู่ในขนำ ยังดีที่ไม่ขึ้นราไปด้วย ฮา ฮา เอ๊ะ! หรือว่าขึ้น! เดี๋ยวสำรวจก่อน อิ อิ

    เขียนระเบียงฯล่ะ! ชแว็บบบ!!!

  11. -รา- ขึ้นที่ไหนก้ขึ้นไป
    .
    .
    .
    แต่อย่าให้มันเข้าไปในร่มผ้าได้นะขะรับพี่ท่าน เห่อๆๆ

    ด้วยความเป็นห่วง หุๆๆ

  12. เราได้อ่านเรื่องการตัดใจ ยกหนังสือที่มีให้กลายเป็นสมบัติของผู้อื่น แล้ว

    ขอสรรเสริญ

    เรากำลังคิดแบบนี้อยู่เหมือนกัน

    เพราะนี่จะเป็นบทพิสูจน์ตัวเองอย่างแท้จริงว่า เรา ละ โลก นี้ได้จริงเพียงใด

    ………………..

    มีใครอยากมาขนหนังสือบ้านเราไปเป็นสมบัติของตนเองมั่งไหมหนอ

  13. โอ…พี่สอง!
    คาถาท่านแรงจริง ๆ แหละ
    ขนาดพี่ท่านหิ่งฯที่เคารพรักยังแวะมาทักทายเลย

    ขออย่าได้สรรเสริญเลยขอรับพี่ท่าน
    เพราะจวบจนกาลปัจจุบันนี้ยังครุ่นคิดถึงอยู่มิรู้วายวางเชียวขอรับ
    บางครั้งบางอารมณ์อยากเอื้อมหยิบขึ้นมาพลิกดูพลิกอ่าน กลับทำไม่ได้เสียแล้ว แฮ แฮ แฮ

    อยากโละหนังสือล่ะบอกนะขอรับ ข้าพเจ้าจะเผ่นไปรับคนแรก
    แบบว่าจะเก็บไว้ให้หลานอีฟน่ะขอรับ อิ อิ อิ

    OOO
    ท่านไม้ตีแมลงวัน
    ตรวจดูแล้วขอรับ
    มิต้องห่วง! เหอะ เหอะ เหอะ

  14. “น้ำตา..ถ้าหยดลงในมหาสมุทรมันลอยขึ้นไปเป็นเมฆ

    เมฆนี่ก็ตกลงมาเป็นฝน

    ดีไม่ดีมาเข้าดวงตาเป็นน้ำตาตามเดิม มันหมุนเวียนเป็นวงกลม

    ความรัก..คือความรู้สึกของหัวใจที่เดินเป็นเส้นวงกลม

    มันจะไปไหน?

    สุดท้ายมันก็เดินเป็นเส้นวงกลมมาที่หัวใจตามเดิม”

    (อังคาร กัลยาณพงศ์)

    .
    .

    วาว! ดูจินตนาการของจินตกวีผู้เข้าถึงเส้นประสาทของจักรวาล–ผู้สามารถบรรยายกลิ่นหอมของดอกจันทร์กะพ้อว่าเป็นกลิ่นหอมแห่งสุโขทัยสิครับพระคุณ ท่านบรรยายเรื่องของความรักให้เข้ากับหยดน้ำค้างอันบริสุทธิ์ ท้ายที่สุดก็ยังวกมาลงที่ดวงตา และหยดน้ำตาที่กลั่นออกมาจากใจอันพิสุทธิ์ได้อย่างสวยงาม และลึกซึ้ง

    เดี๋ยวๆ ปูผ้าก่อน

    เอ๊า! เกล้าจะกราบคารวะครูกวีท่านนี้นะสิพระคุณพี่

    ป๋า ส.ศิวรักษ์ ผู้ซึ่งเป็นอาจารย์ทางความคิดสายวิชาการอีกท่านหนึ่งของเกล้า–นายสอ ศิวลึงค์(เว้นวรรคถอดสะเก็ตชั่วคราว) กล่าวยกย่องกวีท่านนี้เอาไว้ซะสุดสวยว่า

    “(อังคาร กัลยาณพงศ์ คือ..) กวีวิเศษสุดในสมัยของเรา เขาอาบกลืนกินกวีวัจนะแต่สมัยสุโขทัย อยุธยา และรัตนโกสินทร์ มาโลมไล้เป็นหยาดเหงื่อเลือดเนื้อ ทั้งเขายังรับรู้ทางด้านจิตรกรรมได้อย่างยากที่คนอื่นจะเข้าถึง..”

    ครับ เกล้าชูจั๊กแร้สนับสนุนเต็มเหนี่ยว ยังไงเสียชมกันไว้ก็ยังดีกว่าด่ากัน แม่นบ่ออ้าย?

    ว่าแต่ว่า ท่านพี่เถ้าน่ะ บ้าหรือเปล่า?
    เกล้าละเมอเพ้อพกเล่นๆ ลมๆ แล้งๆ ไปคนเดียว ท่านพี่กลับเอาเศษลมปากพวกนั้นไปตกผลึกเป็นพลอยประดับโพลงสมองได้ตั้งมากมายหลายหัวข้อขนาดนั้น หากพี่ท่านและผู้น้อง หมั่นตรองหมั่นสนทนาด้วยภาษาหัวขั้วกันอย่างนี้ ชะรอย–รอยหยักบนสมองเหนือหัวเหน่า คงจะแพรวพราวด้วยแง่มุมของปัญญา ที่ตอนนี้ยังอยู่ลึกเหลือประมาณ ให้ทะลึ่งพรวดขึ้นมาลืมตาอ้าปากอวดแวววะวูบไหวคล้ายดังแสงหิ่งห้อยได้บ้างกระมัง–แม่นบ่อ?–ใช่ไหม?

    …………….

    อ่ะ ป๋าไอซ์ นี่ก็ช่างกะไรรึพ่อคุณ ไอ้เรื่องการตีนง ตีนุ๊กนี่ เกล้ารึก็ใช่ว่าจะน้อยหน้าท่านพี่เหมือนกันนา เรื่องรูเรี้ยวนี่ขอให้บอกเกล้ากระผมเชียวพระคุณ แม่นไปหมดทุกสีทุกอย่าง ต่อให้หลับตาแทงหรือปิดไฟแทง เกล้ากล้ารับประกันว่าไม่มีพลาด

    แฮ่ม! เอาไม้แทงรูนะครับ ไม่ใช่แทงลูกแดงลูกสีลงหลุมแต่อย่างใด

    เรื่องน้องอีฟ?
    เหอะน่าท่านพี่ ลูกเสือมีที่ไหนที่จะทิ้งลาย บักอีฟรึก็เป็นลูกนักเขียน(ที่เกล้าคิดว่าอีกหน่อยคง)ดังระดับประเทศขนาดนั้น โตขึ้นมาหน่อย ขี้คร้านจะตามอ่านงานของพ่อตัวเองไม่หวาดไม่ไหว เพราะไม่มีให้อ่าน เอ๊ย! ไม่ใช่ ไม่ช่าย เพราะมีหลายสิบปกต่างหาก

    เอาอย่างพี่เถ้าสิครับ ท่านไม่เห็นจะเดือดร้อนกับพวกลูกๆ ของท่านเลย วันๆ เห็นเอาแต่นอนเล่นใต้ต้นโพธิ์ทะเลเฒ่า ว่างๆ ก็กระดกหัวขึ้นหันไปแลบลิ้นแผลบๆ ทักทายพวกลูกๆ ที่คลานต้วมเตี้ยมมาขโมยกินกุ้งซะทีหนึ่ง มะรงแมลงบินผ่านนี่ อย่าได้คิดว่าจะรอดพ้นปลายลิ้นท่านเชียวพระคุณ

    ……………….

    “เฮ้ย! ลืมทวง”
    “ทวงอะไรของแกวะสอ? หือ?”
    “อ้าว ก็ป๋าไอซ์นะดี้ เคยบอกว่าจะเอา “มาตานุสติ” มาฝาก นี่ก็นานนมถมถืดแล้วนา คิดว่าป๋าแกคงไม่ลืม ยังไงเสียทวงป๋าแกไปเลยแล้วกัน”
    “แต่เอ็งเอาไข่ปลามาคั่นแล้วนี่หว่าสอเอ๊ย นั่นแสดงว่าเอ็งหมดเรื่องสนทนากะป๋าไอซ์แล้ว และกำลังจะข้ามไปคุยกะพี่สามแล้วนี่”
    “ช่างปะไรทวงก่อนแล้วค่อยคั่นใหม่ ข้ามไปสนทนากับพี่สามทีหลังก็ยังได้”
    “เออๆ ตามตะใจเอ็งเถอะวะ ข้าละเซ็งกะชีวิตเอ็งจริงๆ”

    นายสอรีบใส่สะเก็ตวิ่งตะกวดตามชายหนุ่มผู้นั้นไปติดๆ ครั้นพอเห็นหลังไหวๆ และได้กลิ่นตดจางๆ ที่เขาทิ้งเอาไว้ในสายหนาวอันอ้อยอิ่ง จึงละล่ำละลักตะโกนขึ้นว่า “ป๋า! ป๋าไอซ์! เดี๋ยวๆ ป๋าฟังผมก่อน เอ่อ คือ มาคราวหน้าเอามาตานุสติมาฝากผมด้วยนะครับ!”

    บุรุษผู้นั้นหันใบหน้าอันคมคายเหมือนทอม ครูส กลับมาช้าๆ เผยอปากเข้มใต้สันจมูกคมขึ้น แล้วพูดว่า “เออๆ แล้วจะเอามาโพสต์วันหลัง–ตอนนี้ไปแล้วโว้ย หิวนมแม่ไอ้อีฟ เอ๊ย! ไอ้อีฟมันหิวนม” (วอนอีกแล้วไหมล่ะสอเอ๊ย)

    …………………

    อ่า พี่สาม อืม ยังไงก็ยังเป็นพี่สาม “อักษรกระบี่จู่โจมออกมาจากความว่าง” เหมือนที่พี่เถ้ากล่าวเอาไว้เปี๊ยบ

    ไม่มีทีท่าว่าท่านพี่จะมา
    ฟ้าใสไร้เมฆ
    ฝนไม่ตั้งเค้า
    อากาศไม่อบอ้าว
    และ แฮ่ม!…
    หมาไม่หอน

    ทว่าอักษรกระบี่ของท่านพี่ก็จู่โจมออกมา เป็นอักษรกระบี่ที่…
    รวดเร็วดุจวาตะ
    เชื่องช้าดุจแมกไม้
    รุกรานราวอัคคี
    สงบนิ่งเหมือนขุนเขาคีรี
    ยากหยั่งคำนวนเหมือนเมฆครึ้มปกคลุมฟ้า
    แต่ถึงคราเคลื่อนไหวปานประหนึ่งอสนีบาตฟาดทำลาย

    (แฮ่ๆ จำขี้ปาก “หวงอี้” ที่บรรยายถึงเพลงดาบ “จันทร์ในบ่อ” ของโควจงมาน่ะครับ)

    วิเคราะห์ วิจารณ์ แจกแจง แยกแยะ ถึงหนังสือและตลาดหนังสือในปีต่างๆ อย่างแจ่มแจ้ง ประหนึ่งว่าซาตานที่รู้เล่ห์กลอันซับซ้อนแห่งบาป!

    อีกทั้งตอนที่ท่านพี่พูดถึงไข่ซ้ายของตัวเองกระดิกดิ๊กๆ นั้นก็ช่างน่ารักและสดใสเหมือนตูดเด็กเกิดใหม่ ผสมกลมกลืนกับสุดยอดวิชาซามูไรของอาจารย์ดร.สุวินัย ผู้เคร่งขรึมแล้ว เรื่องตลกบัดสีบรรดามี พลอยกลายเป็นเรื่องราวที่ไพเราะน่าฟัง และน่านับถือ ราวกับถ้อยวจีเหล่านี้ออกมาจากปากของสมณะพราหมณ์ผู้เคร่งขรึม ที่กำลังสาธยายมนต์สู่หนทางแห่งความหลุดพ้นก็ไม่ปาน

    นับถือๆ ผู้น้องได้แต่นับถือท่านแล้ว

    ……………….

    อ่ะ พี่ท่าน flyฯ อย่าได้แปกใจขอรับท่านพี่ หากเข้ามาแล้วเห็นหนุ่มๆ แถวนี้ วางท่าเต๊ะจุ้ยเอามือล้วงกระเป๋าสะโร่งอยู่ นั่นนะกำลังเกา..พาน..แหวน..งู..กระเป๋ง อยู่ขอรับ
    (อะไรหว่า พาน แหวน งู ติ๊กต๊อกๆ
    อ่ะ คิดได้แล้วหรือขอรับ
    ถ้างั้นเกล้ากราบขออภัยด้วยที่ทะลึ่งด้วยทั้งที่ไม่รู้จักกัน เอ..ว่าแต่ว่า ท่านพี่ “ปัญยารชุน” ละกระมังนี่)

    ………………..

    พี่ท่านหิ่งห้อยนี่ ใจบุญเหลือเกินน๊อขอรับ
    โมทนาด้วยนะพี่ท่าน อานิสงส์ใดที่จะเกิดจะมีจากการบริจาคหนังสือนั้น
    จงย้อนไปหาท่านพี่ด้วยเถิด
    ขอให้มีสติปัญญาสว่างไสวเหมือนแสงของตัวเอง เอ๊ย! แสงพระอาทิตย์เลยนะขอรับ

    ……………….

    ผมบ้าอะไรขึ้นมานี่วันนี้ วิ่งวุ่นยังกะหมาบ้าเชียว

    วุ้ย พอแระ

    เกล้าไปล่ะพระคุณพี่ทั้งหลาย

    .
    .

    “เทคนิคหรือกลวิธีการเขียนทั้งหมด เป็นเพียงวิธีการหรือพื้นฐานหนึ่ง
    หากยังมีอีกหลายกลวิธีที่ต้องศึกษาค้นคว้าและทดลองด้วยตัวเอง
    ศิลปะทุกอย่างพลิกแพลงได้ แม้แต่ศิลปะของการใช้ชีวิต”

    (ประชาคม ลุนาชัย)

  15. พาน…แหวน….งู แหม่! ช่างคิดนะท่านสส.
    .
    .
    .
    พี่สส. เดาผิดแล้วขอรับ
    ข้าเจ้าบ่ใจ้ท่านพี่อานันท์หรอกขอรับ เห่อๆๆ
    ข้าเจ้า -ทุศ๊ล- ตะหาก

  16. สังวร

    ทุนทุกข์เสมอในคำถาม
    ว่าความงามนั้นเป็นเช่นดอกไม้
    จึงเจ็บปวดรวดร้าวอยู่ร่ำไป
    กลีบดอกใดที่หยัดได้อยู่เพื่อนาน
    เป็นอยู่เสมอในความจริง
    บางสิ่งเคลื่อนไหลและไหวผ่าน
    ไม่อาจหยัดท้าต่อห้วงกาล
    ให้ร้าวรานนานเป็นอยู่เช่นไร
    ในเมื่อความงามที่มีเป็น
    เผยเห็นเป็นดอกไม้ที่สดใหม่
    ขณะหนึ่งซึ่งผลร่วงลาลับไป
    สะท้อนอกสะเทือนใจอยู่ในตน

    (กวี-กระวาด_มติชนรายสัปดาห์)

    ~~ ของฝาก..คารแวะเจ้าค่ะ~~~

  17. อยากยกหนังสือให้เป็นสมบัติคนอื่นจริงๆ

    ถ้าท่านสามารถขับรถกระบะมา กทม. เมื่อไหร่

    ก็แวะไปขนหนังสือพร้อมชั้นวาง ด้ายและกานนน

    ให้ไวล่ะ

    เดี๋ยวเปลี่ยนใจให้ คนที่หล่อกว่า….แล้วจะมานั่งซบไหล่ เช็ดน้ำตา ต่อว่า ไม่ได้นะ

    🙂

  18. อ๊ะ! รู้ได้ไงว่าเราหล่อ!

    ท่านนานี่ขอรับ ท่านผู้แปรเสียงกระซิบแห่งสายลมท่านใดเขียนอ่า?

  19. ความสวย ความหล่อ

    หามีไม้บรรทัดวัดได้ไม่

    ก็ถ้าเราส่องกระจก ยังเห็นว่าตัวเองสวย

    จะยากอะไรที่จะมองคุณว่า หล่อ

    เหอ เหอ

    🙂

  20. ฮ้า ฮ้า ฮ้า
    คารมพี่ท่านช่างร้ายกาจนัก นับถือ นับถือ
    พี่ท่านไปไหนมาสามวาสองศอก
    วันนี้จึ่งได้มีอารมณ์และคารมมากำนัลผู้น้อยได้พลอยชื่นบาน (และหน้าบาน)

    ห้วงยามนี้ ‘บทกวี’ ของพี่ท่าน
    ประจำอยู่ ณ ตำแหน่งแห่งหนใด
    ขอได้ชี้แจงแถลงไขสักหน่อยเป็นไร?

    นับถือ
    นับถือ

  21. “ผมศรัทธาในวิถีของมูซาชิ
    ในชีวิตที่เหลือของผม มีความปรารถนาอยู่อย่างหนึ่งคือ
    ต้องการบรรลุความเป็นเลิศในด้านการเขียนหนังสือ

    เมื่อผมเขียน
    ผมอยากให้ความลึก ความงาม และความดี ล้วนผนึกแน่นอยู่ในงานของตนเอง
    แต่..จนป่านนี้ ผมก็ยังทำไม่ได้
    ผมไม่รู้ว่าอีกนานเท่าใดจึงจะสามารถก้าวไปถึงจุดที่ตัวเองปรารถนา…

    …การเขียนที่ล้นเกิน นำมาสู่สภาวะที่ไม่ได้เขียน “อะไร” เลย”

    (เสกสรรค์ ประเสริฐกุล)

    .
    .

    วุ้ย ฮาจริงๆ ฮาไม่มีเหตุผลอีกแล้วสอเอ๊ย
    อุ้ย มีสิพระคุณ ไหนๆ จะฮาทั้งที มีเหตุผลที่ทำให้เกล้าฮาแน่นอน

    ก้อ ไอ้กาฟิวส์จอมทะลึ่งนั่นแหละขอรับท่านพี่ เมื่อวานมันฟาดนกไปเป็นๆ แต่แสร้งยืนผิวปากฉุยทำเป็นทองไม่รู้ร้อน มาวันนี้มันแหงนหน้าตั้งทำปากจู๋กำลังจะดูดเครื่องบินลงมากิน พลางพร่ำเพ้อไปว่า “กู กู กู อะไรๆ ในโลกนี้ล้วนของกู” เอากะมันดิครับท่านพี่ นอกจากขี้เกียจ จอมเจ้าเล่ห์ แล้วยังทะลึ่งอีก

    ว่าไปแล้วโทษสมบัติใดๆ ที่มันมี ล้วนคือคุณสมบัติทุกประการในตัวเกล้า เหตุนั้น หากเห็นเกล้าทำอะไรเพี้ยนๆ แถวนี้แล้วล่ะก้อ ไม่ต้องสงสัยหรือแปลกใจแต่อย่างใดนะพระคุณ ก้อ คือว่า เกล้าก็ติดเชื้อบ้ามาจากมันนั่นแหละขอรับ หน่อยเหอะ เดี๋ยวได้ชวนกันไปถ้ำมองแมวสาวๆ ตอนเปลื้องขนอาบน้ำกันบ้างล่ะ วุ้ย แค่คิดก็เลือดกำเดาสอแล้วพระคุณ

    ………

    เอ๊า ท่าน flyฯ นี่ คิดว่าเป็นใครซุ่มโป่งมา ที่แท้ก็พี่ทิดทุศีลนี่เอง
    ครับ ไหนๆ ก็เป็นคนกันเองแล้ว
    ถ้างั้น เกล้าขอคารวะด้วย “แหวนบนพานและงูอีกหนึ่งพวง” นะขอรับ
    (อิ อิ อิ ไอ้กาฟิวส์มันกระซิบให้เขียนไปยางง้าน)

    ……….

    อ่ะ คุณน้องนีน่าแวะเข้าคาเฟ่มาพร้อมกับกวีบทงาม
    จะเป็นใครแต่งก็ช่างเถิด ข้าน้อยขอคารวะก่อนสักสามจอก

    ก็แหม ลีลาภาษาระดับเซียนเหยียบเมฆขนาดนั้น
    ซ่อนความ ซุ่มคม ในรูปคำได้อย่างแพรวพราว
    ตีแผ่ความทุกข์ในหัวใจที่ไม่เดียงสาต่อความเปลี่ยนแปลง
    ผ่านความงามอันลี้ลับที่มีอยู่อย่างลวงๆ ของมวลบุปผา..
    ..ครา..ร่วงโรย..
    ..แล้วใจ…จะไม่สะท้านสะเทือนยังไงไหว

    ช่างคล้ายลีลากวีของเจ๊ “ละไมมาด คำฉวี”
    ที่เกล้าแสร้งนับถืออย่างเต็มเปี่ยมซะเหลือเกิน
    แม่นบ่อ?..ใช่ไหม?..ขอนวลน้องแถลงไขพลัน!

    (เคยเรียกท่านแล้วถูกต่อว่า งั้น เรียกน้อง–ได้ไหม?)

    ………..

    “ถ้าเราส่องกระจก ยังเห็นว่าตัวเองสวย
    จะยากอะไรที่จะมองคุณว่า หล่อ”

    ร้าย!

    นับว่าวิชาซัด “กระสวยกระชากวิญญาณ” ของแม่นางร้ายกาจนัก! (ซัด กะ สวย?)

    ตอนเข้ามาอ่านทีแรกผู้เยาว์กะว่าจะตอบโต้แม่นางหิ่งห้อยไปสักสองสามกระบวนท่าแล้วล่ะ แต่ตอนนั้นไม่มีเวลามาก กลัวว่าจะเป็นการ “วาดพยัคฆ์ไม่ละม้ายจะกลายเป็นสุนัข” ไปเสีย จึงรอกระทั่งเย็นที่โน่น ดึกที่นี่ ถึงได้ปลีกเวลามาออกกระบี่

    แม้แม่นางจะชมท่านพี่เถ้าของเกล้า ไม่ได้กล่าวกับผู้เยาว์แต่อย่างใด แต่ก็อดดีใจกับท่านพี่เถ้าไม่ได้

    นานเหลือเกินแล้วล่ะแม่นาง นับว่านานเหลือเกินแล้ว ที่ไม่เคยมีใครเอ่ยประโยคนี้ให้ท่านพี่ของเกล้าฟัง ทั้งที่จริงแล้ว พี่เถ้าของเกล้านั้น ท่านหล่อลึกๆ มาตั้งแต่ยังไม่เกิดด้วยซ้ำ แม้ตัวจะดำผมหยิกไปบ้าง นั่นเป็นเพราะท่านเพิ่งหนีขึ้นมาจากการถูกไฟนรกเผา เท่านั้นเองแหละแม่นาง

    ทำไมพี่เถ้าชอบเอาดอกไม้แดงทัดหู?

    อ้อ อันนี้เกล้าก็ไม่ทราบเหมือนกัน รู้แต่ว่า หากอยากจะให้พี่เถ้าของเกล้าออกจากรูแล้ว แค่เอาดอกไม้แดงมาปั่นล่อ ท่านก็วิ่งตาเหลือกไล่ตามออกมาแล้วละครับ

    ไม่แปลกใจ แม้ไม่เห็นหน้าแม่นางหิ่งห้อย แต่ผู้เยาว์ไม่แปลกใจต่อความสวย และจิตใจที่สุดแสนจะงดงามของแม่นางแต่อย่างใด เพราะต้องเป็นคนที่ความงามและใจดีเหมือนดังนางรจนาเท่านั้น ถึงจะมองเห็นความหล่อของพี่เถ้าของเกล้าได้

    โอ้ววว ขอคารวะต่อมุขของแม่นางด้วยสามจอก

    ………….

    ฤทธิ์มีดสั้น, เซี่ยวลี้ปวยตอ, ลี้คิมฮวง, อาฮุย, ลิ่มเซียนยี่, เซียงฮัวกิมฮง ฯลฯ
    พี่เถ้าขอรับ ชื่อเหล่านี้ไม่เคยตายจากความจำของเกล้าเลยขอรับท่านพี่ เพราะหากพูดถึงนิยายกำลังภายในแล้ว ชื่อแรกที่โดดเข้ามาในสมองของเกล้าคือ ลี้คิมฮวง ตามมาด้วย เล่งหูชง เซี่ยงเส้าหลง เล็กเซี่ยวหงษ์ ชอลิ่วเฮียง แล้วชื่ออื่นๆ ถึงจะทยอยตามมา

    อา..ลี้คิมฮวง ยอดคนผู้เมามาย

    ที่มันเมามายเพราะมันมีความรัก
    ไม่สิ เพราะมัน “เคย” มีความรักต่างหาก
    ความรักที่เป็นเหมือนม้าพยศที่ไร้บังเหียน
    …มิอาจควบคุม
    …มิอาจบังคับ
    …มิว่าผู้ใดก็อับจนปัญญา

    แม้แต่กับมัน จอมยุทธ์อันดับหนึ่งในใต้หล้า
    ผู้ที่ได้รับฉายาเซี่ยวลี้ปวยตอตามชื่อมีดน้อยเล่มนั้น

    มีด! เป็นมีดที่ลี้ลับราวกับมีดวงตางอกเงยอยู่บนปลายก็ไม่ปาน
    คราใดที่มันหลุดออกจากปลายมืออันเรียวงามดุจสลักจากหยกคู่นั้น
    มัน! ใช่ มันไม่เคยพลาดเป้าแม้สักครั้งเดียว!

    แต่ทว่าใจ!
    ใจ! ที่ใช้ควบคุมมีดบินที่ไม่เคยพลาดเป้านั้น
    กลับผิดพลาดในเรื่องความรัก!..อย่างรุนแรง

    หรือว่านี่คือโศกนาฏกรรมอันดับหนึ่งของมนุษยชาติ
    ที่ไม่ว่าปราชญ์ หรือไพร่ แม้แต่นักพรตล้วนอับจนปัญญา
    คราเมื่อความรักเกิดขึ้นกับตน

    .
    .

    “ว่ากันว่า อิสตรีมีอาวุธประจำกายอยู่ห้าชนิด

    ยิ้ม…เป็นอาวุธชนิดแรกของนางที่ใช้รับมือบุรุษเพศ

    ทำตัวให้ว่าง่าย…เป็นอาวุธชนิดที่สอง
    เนื่องเพราะนางทราบ บุรุษพอใจอิสตรีที่อยู่ในโอวาทยิ่งนัก
    แต่หากบุรุษเริ่มพอใจอิสตรีนางใด
    จะกลับกลายเป็นคนโง่เง่า ที่เชื่อฟังวาจาของนางโดยไม่รู้ตัว

    ประจบสอพลอ…เป็นอาวุธชนิดที่สาม
    ก่อนจะประจบสอพลอบุรุษใด นางต้องเรียนรู้มัน
    ต้องประจบโดยไม่น่าขนลุกจนเกินไป และไม่เกินความจริง
    ต้องพอดีเกาถูกที่คันของบุรุษนั้น

    ความวิตกกังวล…เป็นอาวุธชนิดที่สี่
    หากนางต้องการให้ผู้อื่นกังวลสนใจ
    นางต้องทำให้มันรู้ตัวก่อนว่า นางกำลังกังวลสนใจมัน

    ความเป็นอิสตรี…เป็นอาวุธชนิดที่ห้า
    บางครั้งสตรีสามารถพิชิตบุรุษได้เพราะนางมีอาวุธชนิดนี้”

    (โกวเล้ง จาก ฤทธิ์มีดสั้น)
    ปล. เนื้อความใช่ แต่เนื้อคำอาจจะเพี้ยนหน่อยๆ นะครับ
    เพราะเกล้าติดเชื้อมั่วมาจากไอ้แมวกาฟิวส์

  22. เจริญพร เอ๊ย!

  23. โกปี้สวัสดิ์ขอรับสหายพีสองที่น่าเคารพรัก

    ไอ้ร้านกาแฟในจอสี่เหลี่ยมเนี่ยนับวันจะกลายเป็นร้านกาแฟกับข้าพเจ้าเข้าจริง ๆ เสียแล้วขอรับพี่สอง
    ชงกาแฟเสร็จเยี่ยมหน้าเข้าร้าน

    อ้าว! เจอพี่สองกำลังซดคาปูฯแตกฟองอย่างเพลิดเพลินเจริญนิวร

    ข้าพเจ้าเล่าจะให้เฉยอยู่ไย อย่ากระนั้นเลยวางแก้วลากเก้าอี้บรรเลงเพลงปี่พระอภัยฯเสียหน่อย
    มันอดไม่ได้ที่จะอึ้ง-ทึ่ง-เสียว-กับกระบวนรู้ที่พี่สองเก็บซุกไว้ในร่องรอยหยักไขสมอง
    นับวันก็ผ่านมาเนิ่นนานแล้วนะขอรับพี่สอง
    ข้าวผัดของท่านก็ปาเข้าไปไม่รู้กี่ห่อต่อกี่ห่อ
    ผู้น้อยน่ะมั่นใจจริงเจียวว่าสักวันใบบัวของท่านต้องหมดสต็อกล่ะนา

    เห็นแผ่ว ๆ อยู่บ้างช่วงกลางฤดูกาลที่ไหนได้มาอีกแล้ว !

    เปิดด้วย ‘มูซาชิ’ ดาบคู่ที่ไม่เคยพ่าย ย้ำด้วยคมอักษรลึกล้ำที่กล่าวออกตัวด้วยคำ’ล้นเกิน’ ของท่านผู้บรรลุแล้วซึ่งความละเมียดละไมในการหยิบจับพยัญชนะไทยมาร่ายเรียง

    อา…ผู้น้อยอ่านมาน้อยนัก

    ได้รับรสถ้อยเพียงสั้น ๆ ก็นับว่าชุ่มชื่นใจเป็นที่ยิ่งแล้วขอรับพี่สอง
    ซ้ำยังห่อปิดด้วย ‘ฤทธิ์มีดสั้น’
    ผู้น้อยใคร่อยากถามนักว่าพี่สองไปเอาไขสมองจากไหนมาใช้เป็นนักเป็นหนา
    จึงได้จดจำคมความเหล่านี้นได้อย่างไม่รู้เบื่อรู้ระอา
    หากจะบอกว่าจดจมูกไว้ผู้น้อยก็ให้สงสัยในหัวใจดวงเหี่ยว ๆ นี้ว่าเจ้าจมูกเล่มน้อยเล่มนั้นยังมีอะไรอีกบ้าง? จึงได้มีคมความรสถ้อยเหล่าปราชญ์ให้พี่สองทะยอยงัดเอามาห่อข้าวผัดของพี่อย่างไม่มีหมดสิ้นราวสายน้ำไหลรินไม่ขาดสาย หือขอรับพี่สอง

    อา…โม้นานไม่ได้

    แปดโมงเริ่มกิจวัตรประจำวัน
    ต้องดันเก้าอี้เข้าใต้โต๊ะ
    ซดกาแฟสักซู้ด!
    แล้วจะโผล่มาใหม่ขอรับ

    อ้อ…. ที่เรียนถามนามท่านผู้รจนากวีบทนั้น
    หากมองตามประสาเยื่อตาเนื้อก็จะเข้าใจว่า ข้าพเจ้าโหยหานามแห่งท่านราวละแล้วซึ่งเนื้อหาอันควรให้ความสนใจยิ่งเสียกว่าที่มา แต่ขอพี่สองให้ความกรุณาหรี่ดวงตาอันกระจ่างแจ้งด้วยแสงแห่งธรรมมองอีกสักครา จะเห็นว่าข้าพเจ้ากำลังกล่าวด้วยปิยะวาจาว่า อันการจะนำงานเขียนไม่ว่าของท่านผู้ใดมากล่าวถึง เห็นควรจักเอ่ยนามท่านด้วยความเคารพ ไม่ควรเพิกเฉยราวดื่มด่ำรสแห่งหยาดฝนเย็นกลับลืมเลือนฟากฟ้า เพียงอาจเป็นด้วยความเผลอเรอชั่วครู่จึงได้คิดสะกิดถามตามประสากัลยาณมิตร

    ได้เวลาเริ่มชีวิตประจำวันแล้วขอรับ
    ขอให้เป็นวันที่ดี
    ขอให้เป็นวันที่ดี

    คารวะ

  24. สายๆ สวัสดิ์ขะรับ ผู้พี่

    ไม่ต้องอนุโมทนา ไม่ต้องงงหรือสงสัยแต่ประการใดขอรับสหายทั้งหลาย คห.ข้างต้นข้าเจ้าพลั้งนิ้วไปโดนปุ่ม Enter เข้าให้ มุกทักผิดที่จะเล่นเลยแป็กซะงั้น….เฮ้อ!

    เชื่อว่าเมื่อวานผู้พี่ทั้งหลายคงได้ผ่านตาข่าวใหญ่ของบุคคลสำคัญระดับตำนานทางภาคใต้กันไปบ้าง ฮ่าๆๆ เชื่อว่าคงรู้แล้วกระมังว่าข้าเจ้ากะลังพูดถึงใครอยู่

    ใช่แล้วขอรับ ข้าเจ้ากะลังพูดถึง -ขุนพันธรักษาราชเดช- (เอ…. เขียนถูกมะเนี่ย??) มือปราบจอมขมังเวทย์สายสำนักเขาอ้ออันลือชื่อ เจ้าของฉายามือปราบดาบแดง ที่พึ่งประกอบพิธีพระราชทานเพลิงไปเมื่อวาน โดยมีผู้คนไปร่วมงานกันเรือนแสนเลยทีเดียว หลายคนไปด้วยศรัทธาในตัวผู้เฒ่า แต่อีกหลายคนไปเพราะอยากเอาวัตถุมงคลในงาน

    บอกตามตรงว่า แรกเริ่มที่รู้ข่าวว่าเค้ามีแจกวัตถุมงคลกันในงานพระราชทานเพลิงนั้น ข้าเจ้าเองก้คิดอยากจะได้ติดบ้านไว้ซักองค์เหมือนกัน แต่พอเห็นความวุ่นวายของผู้คนในงานแล้วชักไม่อยากได้ มันรู้สึกไม่ดีอย่างบอกไม่ถูกที่อยากได้

    ในโทรทัศน์ มีนักข่าวหลายช่องที่พูดเตือนสติเรื่องนี้อยู่บ้าง ว่าการสร้างวัตถุมงคลนั้น วัตถุประสงค์ก้เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจให้คนแขวนดำรงค์ตนอยุ่ในศีลในธรรม หมั่นทำความดี แล้วความดีนั้นเองที่คุ้มครองตน แต่ภาพที่เห็นเมื่อวาน ผมว่าเค้าคงเชื่อต่างไปจากวัตถุประสงค์ในการสร้างแล้ว วาวตาและคำพูดที่ได้ยินผ่านทางโทรทัศน์บอกข้าเจ้าเช่นนั้น หรือว่าจริงๆ แล้ววัตถุประสงค์จริงๆ ในการสร้างนั้นเป็นไปเพื่อหวังพุทธคุณทางไสยศาสตร์มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว

    เมื่อคืนนี้ ข้าเจ้าเองก้คุยประเด็นนี้กับเพื่อนที่ไปร่วมงานมา สามทุ่มกว่าเพื่อนข้าเจ้าเองพึ่งได้ออกมาจากงาน ไม่ใช่เพราะรอวัตถุมงคลนั่นอยู่ แต่เพราะออกมาไม่ได้ผู้คนในงานแออัดจนสัญจรได้ยากจริงๆ แถมยิ่งดึกบรรยากาศก้ยิ่งวุ่นวายเพราะผู้คนที่มาเริ่มหงุดหงิดกับการรอคอย ข้าเจ้าว่าวัตถุที่ว่าไม่น่าจะเรียกวัตถุมงคลเลย เห็นนำมาแต่ความวุ่นวายซะมากกว่า

    เรื่องราวที่เล่ามา ทำให้ข้าเจ้าอดถามและคิดประชดเล็กๆ เกี่ยวกับวัตถุมงคลทั้งหลายไม่ได้ว่า นี่เราแขวนพระแขวนของขลังเหล่านี้กันทำไม

    ศรัทธาในศาสนาเหรอ? คงไม่ใช่ ในเมื่อศาสนาพุทธสอนให้คนรู้จักพิจารณา รู้จักใช้เหตุผล

    หรือว่าเพื่อเตือนสติให้ทำความดี ผมว่าถ้าเหตุผลนี้วัตถุมงคลคงล้มเหลวโดยสิ้นเชิง ดูได้จากภาพข่าว

    เชื่อว่ามีคนจำนวนมาก แขวนพระเพราะมีความเชื่อวัตถุเหล่านั้นมีพุทธคุณที่ยังประโยชน์แก่ตน แต่ที่น่าสงสัยคือ เค้ารู้ได้ไงว่ารุ่นไหน วัดไหน มีพุทธคุณด้านไหน คุ้มค่าที่จะทุ่มเทแรงกายและแรงเงินมากแค่ไหน ก้ฟังเค้าพูดเค้าเล่ากันมาทั้งนั้น ไม่รู้ว่าก่อนเช่าหามาแขวนคอมีใครได้ลองพุทธคุณกันบ้างรึป่าว ว่าไอ้ที่แขวนคอให้เมื่อยอยู่น่ะ-ขลัง-จริงรึป่าว?

    และคำถามสุดท้ายที่ข้าเจ้าถามตัวเองดู หากวันที่เราต้องการใช้พุทธคุณจากวัตถุมงคลที่แขวนแล้วไม่เป็นไปตามที่หวัง เรายังรู้สึกกับวัตถุมงคลนั้นเหมือนเดิมอยู่มั๊ย?

    อ๊ะๆ เห็นทีคงได้เวลาแจวเสียที ไอ้ที่พล่ามไปคงทำให้นรกไล่กินกบาลแล้วกระมัง แฮ่ๆ……….

    แจวก่อนล่ะผู้พี่………………………ฟิ้ว!!!!!

    ทุศีล

  25. Good mornig Sunday – วันอาทิตย์ทุกวัน

    ผมมีมิ่งมิตรสหายใหม่มาแนะนำต่อท่าน

    ขอเขิญร่วมทัศนา

    http://blackdogsworld.blogspot.com/

  26. เคยอ่านพบงานวิจัยชิ้นหนึ่ง
    ที่ต้องการพิสูจน์ว่า ผู้หญิง กับ ผู้ชาย เพศใดกันแน่ที่ “พูดมาก” กว่ากัน

    เราคิดว่า เรได้คำตอบละ

    🙂

    คนแถวนี้ เค้าว่างกันจริงๆ นะเนี่ย

    น่าอิจฉามั่กกก

    เราก็กำลังจะว่าง (ขึ้นมาบ้าง) ในไม่ช้านี้

    แต่ไม่รู้จะมีปัญญา ร้อยคำ เรียงความ เหมือนอย่างเคยหรือไม่

    วันๆ เช้าตื่นมา ก็จ้องฟังแต่มาโนช พุฒตาล 8 โมงเช้า ถึง 11 โมง

    (มีให้ฟังทางเน็ตแล้วนะคุณธุลีดิน)

    http://www.radiostar.co.th/

    หลังจากนั้น ชีวิตก็ดูจะว่างๆ โหวงๆ

    จนกว่าจะถึงยามที่ม่านดำสะบัดคลุมฟ้าอีกครั้ง

    เราก็จะเริ่มกระปรี้กระเปร่า …ออกหากินกับความคิดตัวเอง…

    ..

    แหงะ เริ่มเหมือนคนแถวนี้ขึ้นมาทุกที

    ไวรัสตัวนี้แพร่กระจายเร็วจริง

    คุณสวรรค์เสกเนี่ย

    เป็นญาติทางไหนกับคุณธุลีดินเหรอคะ

    เราคงจะยังไม่เคยรู้จักกันมาก่อน

    ว่างๆ หากมาเย้ายวน ชวนคุณสวรรค์เสก
    ให้หลงใหลใน

    แมลงที่มีแสงสว่างในตัวเอง ….. บ้าง ก็คงจะ…สวยดี

  27. ศิษย์ทวดที่เคารพ

    กระเดียดยึดยุทธวิธีของพระยาตาก เมื่อคราวตีจันทบูร ผมทุบหม้อข้าวเผาหม้อแกง แล้วกระโดดข้ามรั้วรามฯ ในมือถือธูป 6 ดอก ถ้ามันทำได้ดั่งพรที่ท่านให้ไว้ คราวต่อไปจะทุบหม้อข้าวเผาหม้อแกงแล้วกระโดดลงทะเลอักษร รักสิ่งใด หวังสิ่งใด หากหย่อนตีนลงแค่ครึ่งๆกลางๆ มันก็คงจะค้างเติ่งอย่างที่แล้วๆมา

    “ความลับ” ของผม หาใช่ความลับของธรรมชาติ หาใช่ความลับของชีวิต เมื่อไปรษณีย์บกพร่อง ผมก็ขอบอกท่านไว้ตรงนี้เลยว่าผมป่วยเป็นวัณโรค ทันทีที่หมอตรวจพบเชื้อวัณโรค ท่านก็จับเจาะเลือดตรวจอีกสารพัดเชื้อ เล่นเอาผมนอนไม่หลับ

    -ไข้เลือดออก
    -เอชไอวี

    ผ่าน!

    เหลือตับและไต ผมยังไม่สามารถอดข้าวอดน้ำไปเจาะเลือดได้ มันหิวเพราะวิตามินบีรวมที่หมอให้มา

    ทุกวันนี้ผมต้องกินยาก่อนนอน 11 เม็ด(มากที่สุดตั้งแต่เกิดมา) แต่เมื่อคืนลืมว่ะ

    เคารพรัก

    ศิษย์เหลน

  28. ผีตากผ้าอ้อมสวัสดิ์ขอรับท่านผู้น้อง,พี่ท่านอานันท์,พี่ท่านหิ่งฯ

    ท่านผู้น้องเล่นประเด็นกำลังมาแรงเชียวขอรับ

    ลองมองด้วยสายตานกเถิดขอรับท่านผู้น้อง
    มองเห็นผู้คนหลายความเชื่อหลากวิถี
    บ้างเดินสวนทาง บ้างพากันเดินตามกัน
    ตราบใดที่ยังอยู่ร่วมกันอย่างสุขสงบ ถ้อยทีถ้อยอาศัย
    ไม่ปะทะขัดแย้ง ตราบนั้นสังคมยังคงสวยงาม

    อย่าได้ข้องถามเลยขอรับเรื่องพุทธที่แท้
    หรือแม้วัตถุมงคล

    ทุกอย่างล้วยสวยงามในการประกอบขึ้นเป็นสังคม
    กล่าวเช่นนี้พอจะได้ไหมขอรับผู้น้อง?

    OOO

    พี่ท่านอานันท์ขอรับ
    Goodฯ มาทุกเช้าวันอาทิตย์?
    ข้าพเจ้าจะได้นั่งคอยเฝ้า
    วันอาทิตย์เป็นวันอ่านหนังสือ
    ได้กระโดดเกาะหลัง Goodฯ กับกาแฟแก้วเช้าคงไม่เลว

    ไปจิ๊กลิ้งค์ ‘โลกหนังสือ’ ของท่าน Blackdog มาแล้วขอรับ
    แท็งค์กิ้ว!

    OOO

    พี่ท่านหิ้งฯขอรับ
    โปรดระมัดระวังนะขอรับ
    ป๋าสองเล่นเอาท่านย่าหนุงฯตะบันหมากแทบไม่ทัน น้ำหมากแห้งปากไปก็หลายที
    พิษสงท่านพี่หาได้ธรรมดา พญานาคา เลยเจียวขอรับ
    (โปรดฟังอีกครั้ง!)

    OOO

    คารวะ

  29. แวะมาทักทายเจ้าค่ะ หายไปหลายวัน แขกเยอะกว่าเดิมนะท่าน

    ขอให้เฮง! ขอให้เฮง!

    ตอนนี้ท่านมีแขกเข้าร้านเยอะแล้ว มือคงยุ่งเป็นระวิง เอาไว้แขกซา ข้าพเจ้าค่อยแวะมาคุยด้วยใหม่ ผลัดเวรกันคุย คนแก่แถวนี้จะได้ไม่เหงา อิอิ

    ไปล่ะท่าน ข้าพเจ้าดองเมล์ไว้หลายฉบับ ป่านนี้คงขึ้นราหมดแล้ว
    ชะแว้บไปก่อนล่ะเจ้าค่ะ

  30. สวัสดีค่ะเหล่าสหาย ..
    ไม่ได้มาหลายวัน หวังว่าทุกท่านคงสบายดีนะคะ

    อ่า ..
    พอดีอ่าน ข้อความของศิษย์เหลนของท่านที่ฝากไว้แล้วก็อดที่จะจุ้นจ้านไมได้((เป็นไปตามสายอาชีพ)) น่ะค่ะ แหะ ๆ

    ครือว่า .. รบกวนมะโข่งบอกเค้าให้ อดอาหารไปตรวจเลือดดูการทำงานของตับให้ได้นะคะ เพราะจะได้ดูว่าสภาพร่างกาย((โดยเฉพาะ “ตับ” ที่ทำหน้าที่กำจัดยาออกจากร่างกาย)) พร้อมที่จะรับยาต่อไปหรือไม่ รวมทั้งจะเป็น baseline ในการดูว่าเกิดพิษจากยาแล้วหรือยังด้วยน่ะค่ะ

    ส่วนกรณีลืมทานยานี่ หากนึกได้เมื่อไรก็ทานทันทีนะคะ เพื่อลดโอกาสการฟื้นคืนชีพของเชื้อ และจะได้ไม่ต้องทนทานยาต่ออีกเป็นปี ๆ หากมีเชื้อดื้อยาเกิดขึ้นน่ะค่ะ

    เป็นกำลังใจให้ทานยาต่อไปจนครบตามกำหนดเวลานะคะ พยายามเข้าค่ะ
    สู้ ๆ ^^ v

    -มารดำ เจี๊ยบ เจี๊ยบ-

  31. โอ…สหายท่านเจี๊ยบขอรับ
    ช้าไปวูบเดียว
    ข้าพเจ้าคลิกเป็น mail ส่งไปบัดเดี๋ยวนี้เองขอรับ

    แล้วจะยกเค้าข้อความของท่านส่งตามไป

    ขอบพระคุณขอรับ

    OOO

    ท่านย่าฯ ท่านกลับมาครบถ้วนสมบูรณ์นะขอรับ
    ยินดี
    ยินดี

  32. หา! อะไรนะ

    กระโปรงสีชมพู

    แขนซ้ายสักชิวาว่า

    แขนขวาถือโออิชิ

    มันไม่ใช่อะกิ๊ฟ….มันไม่ใช่ เห่อๆๆๆๆ

    เห็นมันขำดี เลยเอาใช้ซักหน่อย

    เห็นงามตามพี่ท่านว่าขอรับ เพียงแต่ภาพเมื่อวานออกจะไม่สวยงามเท่าไหร่ นึกสงสารก็แต่ขุนพันธ์ผู้เฒ่า หากวิญญาณท่านได้เห็นภาพความโกลาหลเมื่อวาน ไม่ทราบว่าจะเสียใจเพียงใด

    อยากได้ของเค้า ก้เอาแต่พองามเถอะครับ

    ว่าแล้วพรุ่งนี้ก้ไปวัดเขาอ้อดีกว่า ฮ่าๆๆ

    อันนี้ผู้น้องมิได้เอ่ยเล่นนะขะรับ ผู้น้องไปจริงๆ พอดีญาติที่ผู้น้องอาศัยศึกษาวิชาอยู่นั้นอยากได้พระดี พระดังของพัทลุง ผู้น้องเองก้ไม่ได้มีความรู้หรือสะสมอะไรกะเค้าหรอก เพียงแต่พอทราบมาบ้างว่า สำนักเขาอ้อนั้นโด่งดังในเรื่องเครื่องรางของขลังมาตั้งแต่ครั้งอดีต เลยกะจะไปหาเช่ามาให้เค้าบูชาซักองค์สององค์

    ว่าแต่ผู้พี่สนใจซักองค์มะขะรับ เห่อๆๆ

  33. ถามท่านในขณะที่กระผมเข้ามานั่งโต๊ะ ๔ (ไม่มีนักร้องคาเฟ่ชื่อเก๋)

    ๑.กระผมได้ยินมาว่าที่ปากพนังนั้นปลูกตึกเพื่อเลี้ยงนกนางแอ่นจริงหรือขอรับ

    ๒.จตุคามรามเทพ มีที่มาที่ไปอย่างไร เท่าที่ทราบ ผู้สร้างมิได้ต้องการสื่อถึงอิทธิฤทธิ์ต่าง ๆ ทำเพื่อต้องการสื่อให้คนในพื้นที่รู้ที่มาที่ไปของตน

    อ่า…กาลาโต้หมด ขอ คาปูชิโน อีกสักถ้วยแทนแล้วกันน้องน้ำหวาน (สาวเสิร์ฟประจำร้านท่าน)

    อานันท์ ประทีฯ

  34. อ่า…ผู้พี่ยึดวิถีนาวาโฮ

    เคารพสายน้ำ
    บูชาสายลม
    ยำเกรงขุนเขา
    สักการะผืนดิน

    รู้สึกว่า เนื้อว่าน เนื้อดิน เนื้ออะไรทั้งหลายที่จัดสร้าง
    ก็มาจากผืนดินใช่ไหมขอรับ

    ดูท่าจะเป็นแนวทางเดียวกันขอรับผู้น้อง เห่อ ๆ ๆ ๆ

  35. “งานวรรณกรรมนั้นมีมิติความลึก ไม่ใช่เพราะจากสิ่งที่เราเห็นเท่านั้น
    แต่โคลงสร้างของงานวรรณกรรม ทำให้เกิดสัญชาตญาณแห่งความงามขึ้นในตัวเรา”

    (ออร์ฮัน ปามุก นักเขียนโนเบลปี 2006
    ผู้ซึ่งมากาแรต แอตวูดส์ กล่าวถึงงานเขียนของเขาว่า…

    “กับงานวรรณกรรมอันยิ่งใหญ่นั้น คุณจะรู้สึกหลายขณะจิตว่าคุณกำลังเฝ้าสังเกตเขา แต่จริงๆ แล้ว เขาต่างหากที่กำลังเฝ้าดูคุณอยู่”)

    .
    .

    ไอ้ทะลึ่ง!
    กินคนเดียวหมดเลยไม่แบ่งกัน ไอ้กาฟิวส์นะกาฟิวส์ ไหนบอกว่าเป็นเพื่อนรักกัน มีสุขร่วมเสพ มีภัยร่วมต้าน นี่แอบจิ๊กแฮมเบอร์เก้อเจ้าของมา ไม่มีเลยที่จะคิดถึงกัน
    หน่อยเหอะ คราวหลังข้าไม่ชวนเองไปถ้ำมองแมวสาวๆ ด้วยข้าแล้ว

    ไหนๆ ดูถีปะไร ท่านพี่เถ้าทักทายอะไรมาบ้าง
    อ่ะ นั่น “เพลิดเพลินเจริญนิวรณ์” ถูกนัก เข้ากบาลเกล้าเผงเชียวพระคุณ
    เรื่องฟุ้งซ่านรำคาญใจ, หงุดหงิดท้อถอย, ลังเลสงสัย, ง่วงหงาวหาวนอน และพยาบาทโกรธเคืองแนมกามวิตกในหัวอกนี่ คืออุปนิสัยนานาในกมลสันดานของเกล้าเลยล่ะพระคุณพี่

    โธ่ๆๆ ท่านพี่ เกล้ารึก็บอกแล้วบอกอีกตั้งหลายทีดีดักแล้วว่า เกล้ามีสมุดโน๊ตอยู่ห้าเล่ม
    เล่มแรกสำหรับบันทึกพุทธพจน์ และคำพูดของท่านผู้รู้เรียบๆ
    เล่มที่สองสำหรับบันทึกปรัชญา และคมความคิดของปราชญ์ตะวันตก
    เล่มที่สามสำหรับบันทึกคมกระบี่
    เล่มที่สี่ นี่เลย กาพย์ฉกาจ กลอนฉกรรจ์ บทจำนรรกวีแว่ว
    เล่มที่ห้า อันนี้จะเป็นพวกมุข สำนวน และบทสนทนาเถื่อนๆ ของเพื่อนๆ ของเกล้า อย่างไอ้แมวกาฟิวส์นี่เป็นต้น ประมาณว่าออกแนวทะลึ่ง ทะเล้น จนน้ำลายทะลักนั่นเทียว

    บางเล่มก็เต็มจนขึ้นเล่มใหม่แล้ว บางเล่มก็บันทึกไปได้นิดๆ หน่อยๆ เท่านั้น
    หากท่านพี่จะรอให้เกล้าหมดกระสุนสำรองแล้วละก้อ นั่นคงต้องคัดมาโพสต์กันให้เป็นเรื่องเป็นราวไปเชียวพระคุณ

    หา! จะเอาอย่างงั้นจริงๆ หรือ?
    บ้าดิ ลงทุนอ่านเอาเองบ้างสิท่านพี่ก้อ

    อืม…ข้าน้อยผิดไปแล้ว ประเมิณความคิดพลาดไปแล้วจริงๆ
    ขอบคุณนะขอรับท่านพี่ที่ช่วยสะกิดเกาถึงเรื่องของ “นามของคน เงาของไม้”
    ละเอียดอ่อนนัก นับว่าเป็นเรื่องเล็กๆ ที่เกล้าพลาดไปแล้วจริงๆ

    กวี! ท่านพี่เถ้า กวี ต่อเรื่องนี้มันทำให้เกล้านึกถึงบทกวีที่ว่า

    “ฝนเม็ดหนึ่ง หยดลงบนผืนดิน
    แล้วหลากไหล กลายเป็นแม่น้ำแห่งกาลเวลา

    ความรักของคนคนหนึ่ง เชี่ยวกรากเหมือนแม่น้ำ
    ผ่านกาลเวลา เหลือเพียงน้ำตาหยดหนึ่ง”

    เป็นบทกวีที่ชื่อว่า “บางรูปของความรัก”
    แต่งโดย “ใบหลิวในสายลม” ตีพิมพ์ในมติชนสุดสัปดาห์

    “ความผิดพลาดนิดหนึ่ง
    ปลูกฝังในสันดาน
    ผ่านกาล นานปี
    เหยาะกะปิ เติมน้ำปลา–แห่งความผิดพลาด
    ซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า
    โง่เขลา กองโต”

    แฮ่ๆ สอ ใส่สะเก็ต ทะลึ่งแต่งล้อเลียนท่านใบหลิวฯน่ะขอรับ โปรดได้รับการขอขมาจากเจ้าของวาทะ และจากพวกท่านพี่ทั้งหลายแถวนี้ อย่าถือคนบ้า อย่าว่าคนเมา โดยเฉพาะคนเขลาที่ไม่ค่อยรู้จักกาละเทศะเช่นนายสอ ใส่สะเก็ต เลยนะจ๊ะ

    …………..

    ท่านพี่ทิดทุศีลขอรับ
    โอ้ว มาคราวนี้ท่านพี่โยนปัญหาเรื่องของศรัทธาความเชื่อขึ้นกระทู้อีกแล้วหรือ อย่างงั้นมันก็เข้าทางเกล้าอีกละสิ (นายสอ ขอใส่เกือกอีกตามเคย)

    ขุนพันธรักษ์ราชเดช มือปราบดาบแดง, จตุคามรามเทพ, พระยา…(อะไรหว่า)…ผู้สร้างเมืองนครศรีธรรมราช, วัดพระศรีมหาธาตุ พระพุทธศาสนาและวัตถุมงคล โอ้ บิ๊กพล๊อบแพลมเลยทีเดียวเชียวพระคุณพี่ขา

    อำนาจฌานสมาธิสามารถทำให้เกิดพลังลึกลับได้ หากจิตใจของผู้ปลุกเสกเข้าถึงความสงบอันเอกอุนั้น แล้วน้อมนำเอาพลังจิตไปบรรจุใส่วัตถุใดก็แล้วแต่ ย่อมมีพลัง แม้จะบริกรรมแค่คาถาแล้วเป่าพรวดออกไป ลมปากนั้นก็จะกลายสภาพไปต่างๆ นานา ตามแต่มโนมยิทธิ อิทฤทธิ์ทางใจจะบันดาลให้เกิด ให้มี

    แต่กระนั้น

    “แรงกรรมย่อมแรงกว่าแรงฤทธิ์
    แม้ว่าท่านจะเรืองฤทธิ์สักปานใด ย่อมพ่ายแพ้ต่อแรงกรรม”

    พระมหาโมคคัลลาน์ สาวกฝ่ายซ้ายผู้เลิศด้วยฤทธิ์–โดนทุบตาย!
    พวกเดียรถีลงขันฆ่าท่าน เพราะท่านแสดงฤทธิ์เดชได้เด็ดดวง ดึงผู้คนจากศาสนาของตน ให้หันมาศรัทธาในพระพุทธศาสนาได้มาก ท่านเหาะหนีการถูกล้อมกุฏิฆ่าถึงสองครั้ง กระทั่งได้ยินคำพูดประโยคหนึ่งที่ทรงเตือนขึ้นนิ่มๆ ว่า

    “โมคคัลลาน์ เธอจะหนีกรรมเก่าของตนได้หรือ?”

    ครั้งที่สามท่านจึงนั่งรอให้โจรมาทุบจนกระดูกละเอียด จากนั้นจึงอธิฐานเอาปฐวีธาตุเป็นอารมณ์ รวบรวมกระดูกให้ต่อกันใหม่ แล้วเหาะไปกราบทูลลาพระจอมไตรโลกนาถ เพื่อเข้าสู่อนุปาทิเสสนิพพาน นั่นก็เนื่องมาจากผลของการกระทำจากอดีตชาติ ที่ท่านเคยทุบแม่ตัวเองเกือบตาย (วุ้ย เล่าแล้วเรื่องมันยาวพระคุณพี่)

    ย้อนไปเมื่อหลายทศวรรตก่อน นายตำรวจหนุ่มผู้หนึ่ง ถือดาบคู่ที่ใช้ถุงแดงลงอาคมห่อ ย่างเท้าออกจากโรงพักโดยไม่มีปืนติดตัวไปเลย

    เขารักษาศีลแปด บำเพ็ญพรต ไม่กินแม้แต่ข้าวเย็นราวกับนักบวชผู้ออกบำเพ็ญเพียร

    ครั้นปะกันเข้ากับคนกลุ่มหนึ่ง
    คน! ที่แม้แต่เสือยังกลัว
    นามของพวกเขาไม่ว่าจะเป็นฝ้าย ดำ มเหศวร สามารถสยบได้แม้กระทั่งเสียงเด็กร้อง
    แน่ล่ะ พวกเขามีปืน!
    ปืน! ที่แม้แต่ผีสางเทวดายังหวาดกลัว

    ชายหนุ่มผู้นั้น ชักดาบด้ามแดงออกจากฝักดังกระหึ่ม ดั่งการพึมพำอาคมขลังของนักบวชในโบสถ์ แล้วโจนทะยานฝ่าคมกระสุนเข้าใส่คนเหล่านั้นอย่างไม่เกรงกลัว มันพวกนั้นก็ใช่ว่าจะไม่มีดีติดตัว บ่อยครั้งที่ขึ้นปล้น แล้วโดนคมกระสุนของเจ้าทรัพย์ยิงสวน นั่นก็เพียงสร้างรอยถลอกประดับผิวหนังเท่านั้น

    แต่ไม่ใช่กับคมดาบเล่มนี้!

    ดาบที่ฟันออกไปเพื่อความดี เพื่อความสงบสุขของผู้คนบนแผ่นดิน
    ดาบที่ฟันออกไปจากจิตใจที่มุ่งมั่นต่อคุณบิดามารดา ครูบาอาจารย์
    ดาบที่เคยชำแรกผิวหนังอันห่อนามกายที่ขึ้นชื่อลือชาว่าเหนียว อยู่ยงคงกระพันชาตรีมานักต่อนัก และแน่นอน ไม่เว้นแม้แต่กายภายใต้นามว่าฝ้าย ว่าดำ และมเหศวร

    น้อยคนนักที่รู้ ว่าวิถีชีวิตของมือปราบดาบแดงผู้นี้ดำรงตนอย่างไร
    มากต่อมากที่รู้ ว่าท่านผู้นี้มีวิชาอาคมกล้า

    เปลือกย่อมมองเห็นง่ายกว่าแก่นเป็นธรรมดา

    หากแก่นคือสติปัญญาที่รู้จักเลือกเฟ้นองค์ความรู้ และ ต้อง! ปฏิบัติ! ตาม!
    ความเชื่อแบบงมงายย่อมคือเปลือก ที่ลูบคลำต่อเทพ ต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์

    หากแก่นคือการค้นพบตัวเอง มีตนอันตั้งอยู่บนพื้นฐานของศีลธรรมเป็นที่พึ่ง
    การเสื่อมจากคุณงามความดีภายใน แล้ววิ่งออกไปเอาเปลือกคือวัตถุต่างๆ ภายนอกมาเป็นที่พึ่งของตัวเองเช่นคนทุกวันนี้ จึงเป็นตัวก่อปัญหา เพราะปัญหาคือ ไม่ว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ชนิดใด หรือแม้แต่เทพเจ้าองค์ไหน ล้วนตกอยู่ในกฏของอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา การยึดเอาสิ่งที่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และไร้ตัวตนมาเป็นที่พึ่ง จึงก่อปัญหาให้ใจตัวผงาดอัตตาไม่จบสิ้น

    ศาสนาเสื่อม?
    คงไม่ใช่ปัญหาที่ต้องถามกันอีกละกระมัง เพราะแก่นแกนของสัจธรรมนั้นยังอยู่
    แต่คน! คนที่เสื่อมจากหลักความจริงอันนั้น แล้วแห่แหนกันไปเอาเปลือกนี่ต่างหาก จึงเป็นเรื่องที่น่าคิดว่า…

    หากคนเสื่อมไปจากศาสนาจะก่อปัญหาอะไรให้โลกบ้าง?

    ……………

    ท่านหิ่งห้อยขอรับ ไม่กลัวหรือ?
    ผมแนะนำให้คลิ๊กกลับไปดูหน้าไอ้แมวกาฟิวส์ใหม่ มองลึกเข้าไปในดวงตาของมันนานๆ หากท่านไม่รู้สึกหวาดกลัวต่อความเจ้าเล่ห์ของมันแล้วละก้อ คงพอจะคุยกันได้

    จะมาเย้ายวนเกล้างั้นหรือ? ระวังจะเป็นเหมือนแฮมเบอร์เก้อที่ถูกเพื่อนของเกล้ากินนะขอรับ กรึ๊บ คำเดียวหมดตัวเลย ขอบอก

    เมื่อวันก่อน นกเป็นๆ ยังชวนกันกินมาแล้ว ปะสาอะไรกะหิ่งห้อย–แมลงตัวน้อยที่มีแสงสว่างในตัวเอง แม้จะสวย?ดี? ก็เถอะ

    เกล้าเป็นญาติทางไหนของพี่เถ้างั้นหรือขอรับ?
    อ้อ เป็น “ญาติใยแก้ว” กันขอรับ รู้จักมักจี่กันมาจากบ้านหนอนของป๋าวินทร์โน่น
    นิสัยคล้ายกันมาก อ่อนน้อมถ่อมตัว ว่านอนสอนง่าย สงบเสงี่ยมเจียมตน อาจมีบ้างที่ทะลึ่งลึก ทะเล้นเรียบ ตามประสาคนโสด และ แฮ่ม! รูปหล่อ (ชงเอง ดื่มเองซะงั้น)

    ยังไม่รู้จักกันมาก่อน?
    ใครว่าล่ะ ผมว่าผมรู้จักคุณแล้ว
    เอ..ที่ไหนน้าน้าน้า อ้อ ใช่แล้ว วันนั้นไง
    โธ่ ทำเป็นจำผมไม่ได้ คุณทำกาแฟหกใส่เสื้อผมตรงมุมตึกนั่นไงล่ะ
    เอ่อออ ว่าแต่ว่า เบอร์โทรอะไรหรือครับ?

    …………….

    ท่านศิษย์เหลนครับ
    ผมขอเป็นกำลังใจให้ท่านต่อสู้กับโรคภัยไข้เจ็บนะขอรับ
    ผมรู้ว่ามันเป็นภาวะที่ทำใจลำบาก และต้องใช้กำลังใจมากในการต่อสู้
    แต่หากท่านไม่ยอมแพ้ ผมเชื่อว่าโรคมันต้องแพ้ท่าน

    อาจารย์ของเกล้าเคยกล่าวคำพูดประโยคหนึ่ง ง่ายๆ เรียบๆ ว่า

    “ความทุกข์ของคนเรานั้นไม่มีอะไรมากหรอก
    เดี๋ยวก็เอาจิตตีกาย เดี๋ยวก็เอากายตีจิตตัวเองอยู่นั่นแหละ”

    อย่าเอากายมาตีจิตนะครับ มันจะเป็นโรคอะไรก็ช่างมันปะไร หาหยูกยาดูแลรักษามันไป ออกกำลังกายบ้าง หลับนอนให้เพียงพอ

    จิตนี่แหละตัวสำคัญ หากเราไม่เอาจิตตีกายตัวเอง หางานดีๆ อื่นๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อตัวเองและผู้อื่นให้มันทำบ้าง มันจะได้ไม่หมกมุ่นกับกายของตัวเองจนเกินไป และไม่คิดว่าตัวเองด้อยคุณค่า

    ความทุกข์มันอยู่กับเราได้ไม่นานหรอกครับ หากเราไม่อยากให้มันอยู่ ไล่มันออกจากบ้าน ปิดประตูใจให้ดีซะ ขี้คร้านมันจะนั่งหน้าเศร้าอยู่แถวๆ นั้น พอนานเข้า โดนแดดโดนฝนอีกหน่อย มันก็หนีไปเป็นการถาวรเอง

    น๊องขอเป๋นกำลั้งใจ๋ให้อ้ายเด้อ

    ……………….

    คุณน้องบายโซลมาแว้ววว
    แนะนำนิ่มๆ ด้วยน้ำเสียงนุ่มๆ ทว่าแฝงด้วยจิตวิญญาณอันสูงส่งของแพทย์
    ทำให้เกล้านึกถึงแม่นางแดจังกึม ที่ทุ่มเทกายใจรักษาคนไข้อย่างสุดความสามารถ
    ไม่ว่าคนผู้นั้นจะเป็นใคร พระราชา มหาเศรษฐี หรือแม้แต่ชาวบ้านธรรมดา

    หลักวิเคราะห์โรคและการให้ยาของแม่นางก็ช่างแจ่มแจ้ง
    ศัพย์แสงเทคนิคก็ใช้ได้อย่างคุ้นเคยราวกับกำลังสวมใส่อาภรณ์ประดับกาย
    คำแนะนำที่ฉายแสงออกมาจากใจก็แวววาวดั่งเก็จมณีที่สวมศอ

    แต่…

    …ไหง๋

    พอลงท้ายกลับกลายเป็นมารดำ เจี๊ยบ เจี๊ยบ ไปซะนี่ ตะแหว๋ววววว

    .
    .

    “เงิน ไม่จำเป็น ถามว่าไม่จำเป็นเพราะอะไร เพราะธรรมะมันดี
    เพราะรู้แล้วว่าโลกมนุษย์เกิดมาเดี๋ยวเดียวก็ตาย
    เข้าใจอย่างถ่องแท้ เข้าใจถึงจิตวิญญาณ
    หากนั่งสมาธิวิปัสสนาจนเข้าถึงความรู้สึกที่จับต้องจิตวิญญาณของตัวเองได้
    เราก็ต้องสยบยอมต่อจิตวิญญาณ ย่อมรู้ว่าคุณค่าที่แท้จริงของเราคือจิตวิญญาณ
    ที่จะเดินทางไปสู่ภพชาติใหม่ ซึ่งเป็นของแท้ แต่ร่างกายของเราเป็นของปลอม
    เป็นของกระจอกงอกง่อยมาก

    ทุกอย่างในโลกนี้เกิดมาเป็นสมมุติ ไม่ใช่ของจริงสักอย่าง อย่าสนใจทางโลกมาก
    ทิ้งทางโลกบ้าง เอาเวลาไปพัฒนาจิตวิญญาณของตัวเองบ้าง”

    (เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์)

    ปล. เกล้าขอเอาเรื่องสั้นแนวธรรม+เพื่อชีวิต กับเรื่องผีๆ ที่เคยโพสต์เล่นในบ้านหนอนมาโพสต์ที่นี่นะขอรับท่านพี่

    นี่แนะ พูดปุ๊บ โพสต์ปั๊บเลย

  36. ฆาตกรรมหมู่ (โดย สิญจน์ สวรรค์เสก)

    .
    .

    ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวชนบทในภาคอีสานในหน้าแล้งนั้น ขาดแคลนอาหารการกินยิ่งนัก เพราะอาหารที่ได้ส่วนมากจะมาจากแหล่งน้ำ ฉะนั้นในคราวฝนขาดฟ้าเช่นนี้ ปลาจึงพลอยขาดหนองไปด้วย

    ทว่าในความแตกระแหงของแผ่นดิน กลับมีความอร่อยซุกซ่อนอยู่ในนั้น นั่นก็คือบรรดาเขียดน้อยใหญ่ทั้งหลาย พอตกตอนค่ำ จะเห็นแสงไฟของชาวบ้านส่องจับเขียดและบรรดาสิ่งมีชีวิตที่กินได้ กระจายกันอยู่ตามท้องทุ่งนาเป็นจุดๆ ในสังคมที่ห่างไกลความเจริญและไม่มีกำลังเงินในการซื้อกับข้าวเช่นนี้ จึงเป็นความจำเป็นอย่างเลี่ยงไม่ได้ ที่จะต้องออกมาหาวัตถุดิบไว้ปรุงอาหาร เพื่อความอยู่รอดของตัวเองและครอบครัว

    จักรยานที่เก่าจนแทบจะกลายเป็นเศษเหล็กสามคัน วิ่งฝ่าความมืดออกจากหมู่บ้านโนนหินแห่ ไปบนถนนสายน้อยกลางทุ่งนา ตรงไปยังบึงเป้าหมายที่สหายหนุ่มทั้งสามคนได้นัดแนะกันเอาไว้ ว่าจะไปจับเขียดที่บึงนั้น

    บึงหนองสลักได เป็นบึงขนาดย่อมมีเนื้อที่ประมาณหนึ่งงาน มีน้ำขังตลอดทั้งปี เพราะอยู่ห่างจากหมู่บ้านโนนหินแห่พอสมควร ชาวบ้านจึงไม่ค่อยออกมาหาเขียดหาปลาที่บึงนี้เท่าใดนัก นอกเสียจากคนที่มีรถจักรยานและเกิดความขยันขึ้นมาเท่านั้น จึงจะถีบรถออกมา “หากิน” ที่บึงนี้

    สามสหายเลี้ยวรถออกจากถนนลูกรัง แล้วถีบประคองไต่คันนาอย่างช่ำชองไปอีกครู่ ก็ถึงเถียงนาน้อยหลังหนึ่ง หลังจากจอดรถจักรยานพิงเสาเถียงนา บิดเอวสลัดความเมื่อยขบจากการนั่งบนอานจักรยานที่ไม่มีเบาะเป็นเวลานาน หยิบเอาข้องและตรวจดูไฟฉายกันดีแล้ว ก็ออกเดินตัดแปลงนาตรงไปหนองสลักได

    บักเซียงที่เพิ่งกลับจากไปทำงานในกรุงเทพฯ มาสองปี พอได้มาเดินเหยียบดินปนตอซังข้าวอีกครั้ง จึงทำให้นึกถึงภาพเก่าๆ คราวเป็นเด็ก ที่เคยวิ่งแก้ผ้ากระโดดน้ำเล่นในคลองแถบนี้ ถึงกับเอ่ยบทกวีออกมาว่า

    “ตีนเมื่อเดินติดดินกลิ่นจะหอม
    ใจเมื่อพร้อมเสียสละสีจะขาว
    มือเปื้อนดินจะปั้นดินให้เป็นดาว
    ใจเหน็บหนาวจะเคี่ยวหนาวเป็นเปลวไฟ”

    “ถุย!” เสียงบักจ่อยถ่มน้ำลายลงพื้นแล้วพูดต่อว่า “โธ๊ นี่บักเซียงเพื่อนกู ไปอยู่กรุงเทพฯ มาสองแล้ง ถึงกับแต่งกาพย์แต่งกลอนเป็นเหมือนชาวบ้านเขาด้วยหรือนี่?”

    “เฮ้ยยย กลอนกูแต่งซะที่ไหน กลอนนี้อ้ายไพวรินทร์ ขาวงาม คนทุ่งกุลาร้องไห้พู้น เพิ่นเป็นคนแต่ง กูเห็นมันมีความหมายดีก็เลยแอบจำมา”

    “ก็นั่นสิ กูนึกไม่ผิด” บักหวด หนึ่งในสมาชิกของกลุ่มพูดขึ้นบ้างขณะกำลังเดินข้ามคันนา แล้วสนับสนุนความเห็นของตนต่อว่า “ก้ออีตอนเรียนหนังสืออยู่ด้วยกัน มึงน่ะปึกหนาฝาขวด เรียนแทบจะได้ที่โหล่ในห้อง ถ้ามึงแต่งกลอนได้ขนาดนี้ อย่างกูนี่ก็ต้องเป็นระดับมหากวีแล้วละว่ะ” เขาไม่ลืมที่จะยกตนข่มเพื่อนตามนิสัยเดิม

    บักเซียงจึงได้แต่ยิ้ม ด้วยคร้านที่จะอธิบายให้เพื่อนทั้งสองฟัง ว่าตอนที่ตนเข้าไปทำงานในกรุงเทพฯ ได้คบเพื่อนอีกคนหนึ่งที่เป็นคนชอบอ่านหนังสือบทกวี จึงพลอยทำให้ตนได้อ่านบทกวีนี้ด้วย

    สามสหายยิ่งเดินใกล้บึงเข้าไปเท่าใด เสียงกบเสียงเขียดยิ่งดังก้องกังวานขึ้นเท่านั้น แล้วในที่สุดก็มาถึงคูขอบหนองสลักได พอขึ้นมายืนเหนือคูบึง ต่างสาดแสงไฟลงไปสำรวจบริเวณโดยรอบ ที่ขอบบึงทางทิศตะวันออกนั้นปกคลุมด้วยกอไผ่ ทางทิศเหนือจะมีต้นสะแกขึ้นอยู่ประปราย พอฉายไฟลงไปในบึงก็เห็นตาสัตว์เล็กสัตว์น้อยทั้งหลายแดงเต็มไปหมด ในบางครั้งจะมีนกกะบ้ากับนกเค้าแมวโฉบลงมาจับสัตว์เหล่านั้นขึ้นไปกินบนกอไผ่

    เสียงสัตว์ในบึงที่กำลังร้องระงมประสานเสียงกันอย่างสนั่นหวั่นไหวนั้น ราวกับมีมหาคีตกวีบีโธเฟ่น มายืนอยู่เหนือกอสวะกลางบึง กำลังสะบัดไม้บาตองควบคุมการบรรเลงวงซิมโฟนี่ของมวลสรรพสัตว์ โดยเสียงทุ้มของกบเป็นคล้ายเสียงกลองที่ก้องกังวาน เขียดจะนาร้องแหวกดงผักตบชวาขึ้นมาด้วยเสียงแหลมคล้ายไวโอลิน เขียดอีโม่โซโล่ฟรุตอยู่ริมตลิ่ง ฝูงปลาที่ตอดผักตบชวาดังป๊าบเป็นจังหวะฉาบ เขียดตะปาดกับเขียดขาคำร้องระงมราวการพรมคีย์เปียโนของเดอะเปียนิสต์ผู้บรรลุการกดนิ้วให้เกิดเสียง มีนกเค้าแมวและนกกะบ้าเป็นคล้ายผู้ชมที่ดัดจริตกระหายการเสพเสียง หากทว่าคือซาตานที่มาคอยดักจับกินนักดนตรีเหล่านั้น

    “กบ-เขียดมันก็เยอะนี่หว่า แล้วทำไมชาวบ้านไม่ค่อยออกมาจับกันรึ?” บักเซียงหันไปถามเพื่อนทั้งสอง แต่ไม่ได้รับคำตอบ มีเพียงรอยยิ้มน้อยๆ ที่มุมปากทั้งคู่เท่านั้น

    พอบักเซียงเดินลงไปในหนองน้ำก็รู้ว่าคำตอบคืออะไร เพราะในบึงแห่งนี้ชุกชุมไปด้วยปลิง ทั้งปลิงควายและปลิงเข็ม ที่รอดูดเลือดคนและพวกวัวควายที่ลงมากินน้ำ ทีแรกเห็นบักจ่อยกับบักหวดเดินลงน้ำโครมๆ ไปจับเขียดที่เกาะอยู่ตามกอผักตบชวาเหมือนไม่มีอะไร บักเซียงก็ลุยลงไปบ้าง แต่พอจับเขียดไปได้สักครู่ รู้สึกแสบๆ ที่น่องจึงยกขาขึ้นมาส่องดู เห็นปลิงควายตัวเท่านิ้วหัวแม่มือเกาะติดขากำลังดูดเลือดอยู่ เท่านั้นเองมันก็รีบเผ่นขึ้นบก ไปยืนดึงปลิงออกจากขา แต่เพราะปลิงมันเกาะแน่นและตัวลื่นมาก บวกกับความขยะแขยงด้วย บักเซียงจึงดึงอยู่ตั้งนานกว่าปลิงตัวนั้นจะหลุด

    ส่วนบักจ่อยกับบักหวดนั้น เหมือนจะชินชากับการถูกปลิงดูดเลือดแล้ว เพราะถ้ารู้ว่าปลิงเกาะก็จะยกขาขึ้น จับตัวปลิงแน่นๆ กระตุกครั้งสองครั้งปลิงก็หลุด จากนั้นจะขว้างมันไปกลางบึงแล้วเดินจับเขียดต่อไป

    “อ้าวเฮ้ย! ทำไมไม่ขว้างมันขึ้นบกให้มันตายไปเลย?” บักเซียงถามเพื่อนทั้งสอง

    “บ๊ะ! บักเซียง ปลิงมันก็หิวเป็นนี่หว่า” บักจ่อยตอบขณะจับเขียดยัดใส่ข้องแล้วพูดต่อไปว่า “ทีพวกเรามาจับเขียดนี่ก็ไม่ใช่เพราะความหิวรึ ก็ถือเสียว่าให้ทานมันไปแล้วกัน กูยังจำได้ติดหูที่หลวงพ่อคำเพิ่นเทศน์เมื่องานบุญออกพรรษาที่ผ่านมาว่า การให้ทานเลือดเนื้อแบบพระพุทธเจ้าตอนท่านสร้างบารมีนี่ อานิสงส์มันแรงถึงใจดีนะมึง” พูดจบบักจ่อยก็หัวเราะหึๆ ในคอ แล้วหันไปมองบักเซียงที่ยืนหวาดๆ อยู่บนตลิ่ง

    “โอ๊ย! ท่าจะไม่ไหวโว้ย กูขอจับเอาตามตลิ่งนี่แล้วกัน” เขาบอกเพื่อนทั้งสอง

    สามสหายเดินลุยน้ำบ้าง ขึ้นบกบ้าง จับเขียดกันจนดึก จนพระจันทร์เสี้ยวโผล่พ้นยอดไผ่ริมบึงออกมาจึงหยุด แล้วพากันเดินไปล้างแขนขาที่เวิ้งน้ำแถบหนึ่งของบึง บักจ่อยกับบักหวดจับข้องที่ใส่เขียดของบักเซียงยกดู เห็นน้ำหนักเบาๆ จึงแบ่งเขียดจากข้องของตนให้เพื่อนไปคนละสองกำมือ จากนั้นก็เดินมาที่เถียงนาน้อย จับเอารถจักรยานออกมาถีบกลับเข้าหมู่บ้านโนนหินแห่

    เช้าวันนั้น อีสวยน้องสาวของบักเซียงลุกขึ้นมานึ่งข้าวเหนียว แล้วหยิบเอาข้องที่ใส่เขียดเดินออกไปนอกชานเพื่อทำกิน มันหยิบเขียดออกมาทีละตัวใช้สันมีดทำครัวตีหัวให้ตาย ถ้าตัวไหนใหญ่หน่อยก็จะผ่าท้องดึงเอาใส้เอาพุงออก แล้วสับให้เป็นสองสามท่อนเพื่อทำแกงอ่อม แต่ถ้าตัวไหนเล็กก็ใส่ทั้งตัวเลย

    ขณะจับเขียดออกมาทีละตัว อีสวยสังเกตเห็นว่ามีเขียดตัวหนึ่งสีเหลืองๆ และขายาวๆ นึกว่าเป็นเขียดอีโม่ใหญ่ พอล้วงออกมาจากข้องที่ไหนได้กลายเป็นเขียดตะปาด จึงพูดนินทาพี่ชายกับตัวเองเบาๆ ว่า “โธ๊ อ้ายเซียงเอ๊ย บ่มีตาเบิ่งหรือจังได๋ นี่มันเขียดตะปาดชัดๆ ยังจับมาอีก ฮ่วย! บ้านได๋เมืองได๋ขะเจ้ากะบ่กินกันดอก” พูดเสร็จก็โยนเขียดตะปาดตัวนั้นลงใต้ถุน

    ตอนลอยละลิ่วลงไปนั้น เขียดตะปาดมันคงนึกขอบคุณโชคชะตา ที่ส่งมันมาเป็นเขียดที่อัปลักษณ์และไร้ประโยชน์ จึงไม่ถูกเขาจับมาฆ่าทำแกงอ่อม ต่างกับพวกเขียดอีโม่ เขียดจะนา และเขียดขาคำพวกนั้นที่รอคิวรับคมมีดกันหมดทุกตัว

    ทว่าในโอกาสรอดของเขียดตะปาด กลับมีวิกฤติรออยู่เบื้องล่าง นั่นคือฝูงไก่ที่หากินอยู่ใต้ถุน พอเห็นเขียดตะปาดหล่นลิ่วลงมา จึงเหมือนกับเห็นอาหารอันโอชารสที่ถูกประทานลงมาจากเบื้องบน ไก่เหล่านั้นต่างกรูกันเข้าไปไล่จิกเขียดตะปาดเป็นพัลวัน ส่วนเขียดตะปาดครั้นพอขาถึงพื้นดิน ก็ใช้ช่วงขาที่ยาวให้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุด มันดีดสปริงตัวลอยขึ้นมุ่งหน้าไปทางกอกล้วยอย่างไม่คิดชีวิต ฉากการไล่ล่าอันระทึกจึงเกิดขึ้นในบันดล

    มีอยู่หลายคราที่เขียดตะปาดตัวนั้นเกือบเสียทีให้ไก่หนุ่ม แต่มันก็กระโดดหลบเอาตัวรอดมาได้อย่างหวุดหวิด จนในที่สุดก็สปริงตัวเข้าไปหลบในกอกล้วยได้ ความรู้สึกตื่นเต้นของหัวใจดวงน้อยๆ ของมัน ต้องเป็นคนที่เคยผ่านเหตุการณ์เฉียดตายมาแล้วเท่านั้น ถึงจะเข้าใจความรู้สึกของเขียดตะปาด ที่หลบรอดจากจะงอยปากอันแหลมคมของฝูงไก่มาได้ ว่ามันระทึกขวัญและบีบเค้นจิตวิญญาณเพียงใด

    ขณะมันแทรกตัวเข้าไปหลบในกาบกล้วย พญามัจจุราชที่จะหยิบยื่นความตายให้มันอีกชนิดหนึ่งก็สำแดงตัวออกมาช้าๆ มันคืองูกินเขียดที่ซุ่มอยู่ในกอกล้วยแห่งนั้น งูนั้นเลื้อยออกมาช้าๆ แลบลิ้นแผล็บๆ เพื่อจับกระแสความร้อนและทิศทางของเขียดตะปาด ตาของมันเบิกโพลงเป็นมันวาวราวกับไม่เคยกระพริบมาเลยตั้งแต่เกิด มันค่อยๆ แทรกตัวตามเข้าไปในกาบกล้วย เลื้อยลื่นลงไปงับขาเขียดตะปาดตัวนั้นทันที

    เขียดตะปาดพยายามดิ้นรนสะบัดขาของตนให้หลุดออกจากอุ้งกรามของงู มันกรีดร้องขอความช่วยเหลืออย่างไม่คิดชีวิต แต่อนิจจาเสียงร้องอันโหยหวนของมันนั้นไม่เกิดประโยชน์แต่อย่างใด เพราะถ้าหากมีคนได้ยินก็คงจะเพียงแต่คิดในใจว่า เป็นเรื่องธรรมดาของงูกินเขียด

    งูตัวนั้นงับมันแน่นมากขึ้น แล้วค่อยๆ เขมือบมันลงคอไปทีละน้อย เสียงร้องขอความช่วยเหลือของเขียดตะปาด แปรเปลี่ยนเป็นอ้อนวอนให้งูปล่อยตน ดังอ้อแอ้ๆ อ่อนล้าลงเรื่อยๆ แล้วขาดห้วงไปในที่สุด พร้อมกับวิญญาณของมันก็ขาดหายออกจากร่าง

    โอ้หนอ ความไม่รู้ของเขียดตะปาด ถ้ามันรู้ว่าในกอกล้วยมีงูกินเขียด มันคงไม่กระโดดเข้าไปหาความตาย แต่ถ้ามันไม่กระโดดเข้าไปก็ต้องถูกไก่จิกตายอยู่ดี และมันก็ไม่รู้ว่าจะกระโดดหลบไปทางไหนด้วย

    ความไม่รู้ของเขียดตะปาดก็เหมือนกับความหลงในชีวิตของคนเรา ที่แม้จะหลบไปทางไหนก็ต้องตายอยู่ดี แต่มีหนทางรอดเพียงเส้นทางเดียว นั่นคือการเข้ามาศึกษาพระธรรมในพระพุทธศาสนา จนรู้แจ้งในอริยสัจสี่ คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค จึงจะสามารถตัดวงจรของปฏิจจสมุปบาท คือวงจรของการเวียนว่ายตายเกิดได้ในที่สุด

    เรื่องของอวิชชาคือความหลงไม่รู้ความจริงของชีวิตนี้ พระพุทธองค์ทรงตรัสเอาไว้ว่า

    “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โลกันตมหานรกที่มืดมิด แม้แสงสว่างของดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ที่มีกำลังมาก ก็ไม่สามารถส่องลงไปถึงนรกขุมนั้น

    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราตถาคตกล่าวว่าอวิชชาคือความไม่รู้ในอริยสัจสี่ คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ย่อมทำให้สัตว์ทั้งหลายเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในสังสารวัฏอันกว้างใหญ่ ไร้ซึ่งขอบเขตหาที่สุดมิได้ สัตว์เหล่านั้นต้องประสบกับความทุกข์นานาประการ

    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อันความทุกข์ทรมานในโลกันตมหานรกนั้น ย่อมถึงวันหมดไปสิ้นไป เมื่อสัตว์เหล่านั้นได้เสวยวิบากกรรมที่ตนทำมาจนหมดสิ้นแล้ว แต่ความทุกข์อันเกิดจากอวิชชาคือความไม่รู้นั้น เราตถาคตกล่าวว่าไม่มีทางที่จะหมดสิ้นไปได้เองเลย”

    มนุษย์โดยมากล้วนตกอยู่ในความประมาท ถึงแม้ความตายจะประกาศตัวอย่างองอาจอยู่เสมอ โดยมีคนที่ตายไปก่อนเป็นพยานบอกความจริง แต่คนเรากลับไม่เห็น และไม่คิดว่ามันจะเกิดขึ้นกับตน

    ความเป็นสัตว์ประเสริฐของคน คือการประพฤติตนให้อยู่ในกรอบของศีลธรรม หมั่นทำความดีต่างๆ เป็นลำดับไป ซึ่งถ้าหากเราไม่ใส่ใจปรับปรุงพฤติกรรมของตนเองแล้ว ชีวิตของคนเราจะต่างอะไรกับความเป็นเดรัจฉานเหมือนเขียดตะปาดตัวนั้นเล่า.

  37. แวะมาบอกว่า…
    กวีที่นำมาฝาก….มาจากท่าน..ใบหลิวในสายลม…ค่ะ

    **
    ท่านเสกสรรค์คะ เพลานี้ข้าพเจ้า 28ปี 7 เดือน กะอีก28 วันแล้วค่ะ
    อยากเรียกพี่หรือน้อง ตามใจท่านเถิด
    เพราะดูจาก.. วาจาแล้ว………………………..ข้าพเจ้าคงอ่อนด้อยกว่าท่านหลายปีอยู่นะคะ

    **
    ขอโทษทุกท่านหากข้าพเจ้าเสียมารยาท

    แวะมาแล้วไร้ซึ่งอักษร สนทนาได้มากกว่านี้นะคะ…. เพียงปลิวมา ก็เท่านั้น 🙂

  38. วันพระสวัสดิ์ขอรับมิ่งมิตร

    ทักทายด้วยวันพระสวัสดิ์ขออย่าได้เผลอไผลคิดไปว่าผู้น้อยเอิบอิ่มในรสพระธรรม
    จนใกล้ชิดคุณพระคุณเจ้าน้อมรับวันพระเข้ามาไว้เป็นปฏิปทา

    เพียงทุกเช้าวันพระ ลุงเพิ่มเพื่อนบ้านอาวุโสอาศัยกระท่อมถัดไปเห็นกันอยู่ลิบ ๆ จะเดินหิ้วปิ่นโตโทง ๆ ไปวัด ไม่เคยได้ขาดแกทำเช่นนี้ตลอดสี่ปีที่ป้ากลิ่นจากไป

    แม้จะหาได้ไปวัดไปวา แต่ทุกคราที่เห็นแกหิ้วปิ่นโต ดวงจิตดวงใจพลอยน้อมรับพระมาไว้เสียทุกทีสินา

    พี่ท่านอานันท์ขอรับ

    ที่ปากพนังมีเช่นที่ว่าจริง และได้ผลจริงขอรับ!
    ไม่เพียงที่ปากพนัง ทำได้ตลอดแนวชายฝั่งที่มีนกนางแอ่นอาศัยเพียงต้องดูออกว่าเป็นนกนางแอ่นชนิดใด

    สร้างที่ทึบ ๆ เอาเสียงนกนางแอ่นมาเปิดแล้วรอลุ้นขอรับ ข้าพเจ้าก็เคยแลเล็ง ฝูงนกนางแอ่นชอบมาโฉบที่บ่อกะจะสร้างหอเชิญให้พวกมันอยู่อาศัย ปรึกษาวิศวกรนายจิตผู้สำเร็จมหาบัณฑิตขึ้นตาลต้มหวาก ได้ความว่า เป็นนกนางแอ่นขี้ควาย แทนที่จะได้รังกลับกลายอาจจะได้ขี้ควายมาแทน อย่ากระนั้นเลย ข้าพเจ้ารึก็มีขี้เต็มกะโหลกอยู่แล้ว ไม่เห็นควรจะเพิ่มเติมให้มากอีก อภิมหาโปรเจคเลยต้องยุบไป ไม่งั้นล่ะพี่ท่าน! นั่งเขียนหนังสือเก็บรังนกขาย วุ้ย! อะไรมันจะเริดเฉิดฉายปานนั้น! อิ อิ

    อ้าว ! โม้เสียยาวเลย

    เรื่องฮอตฮิตติดชาร์ทความแรงบนแผงวัตถุมงคลแห่งสยามประเทศ เห็นทีต้องเก็บไว้รอบค่ำขอรับ

    สายแล้วออกไปรับวิตตามินดีเสียหน่อย ตามประสาเกษตรกรตัวน้อย ๆ

    กาลาโต้สวัสดิ์ขอรับ

    คารวะ

  39. แหม่ๆๆ ว่าแล้วก้ขอแจมด้วยคนขะรับ เพราะในตัวอำเภอพัทลุงเองก้มีเหมือนกัน ในตัวเมืองเลยจริงๆ นะขะรับ ไม่รู้นกนางแอ่นมันนึกยังไงถึงได้ยกพวกกันเข้าไปทำรังในร้านส้มตำ เจ้าของร้านรึก้คงหวาดกลัวหรือไม่ก้รักนกอย่างแรง เพราะพี่แกเล่นยกร้านอันเป็นแหล่งทำมาหากินให้เหล่านกนางแอ่นทั้งฝูงซะงั้น แถมยังใจดีติดแอร์ให้นกได้อยู่กันสบายๆ อีกต่างหาก ส่วนตัวเองก้ย้ายไปเปิดร้านใหม่ที่อื่น ดูซิครับ มันน่าอิจฉานกมะล่ะ

    ที่น่าขำก้คือ บ้านข้างๆ ก้พยายามจะทำมั่ง ทั้งเปิดเสียงนก ทั้งติดแอร์ แต่ก้ไม่มีนกตัวไหนเข้าไปซักตัว เห่อๆๆ

    อ้อ! เกือบลืม วันนี้ข้าเจ้าลองเปลี่ยนสีใหม่ใน bloggang เลยอยากเชิญผู้พี่และหมู่มิตรสหายไปยลโฉมเล็กน้อย ว่าสีสรรที่ใช้พอจะใช้ได้หรือไม่

    http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=flycatcher13&group=3

    กะเอาไว้ว่าวันนี้จะลองเอาสคริปท์ที่ได้จาก bloggang ไปลองแต่งใน wordpress ดูบ้างไม่รุว่าจะใช้กันได้รึป่าว

  40. ศิษย์ทวดที่เคารพ

    ได้รับอีแมวของท่านแล้วขอรับ และได้อ่านคำแนะนำของท่านเจี๊ยบ เจ๊ยบ ด้วย ขอบพระคุณมากขอรับ

    ผมไม่รู้ว่าถ้าลืมกินยาก็ให้กินทันทีที่นึกได้ หมออาจจะบอก แต่ผมลืม ตั้งแต่กินยามานี่ทุกเช้าปัสสาวะจะมีสีเหลือง (วันแรกๆเหลืองเข้มทั้งวัน) ไอ้คืนที่ผมลืมนั้น ตื่นเช้าขึ้นมาปัสสาวะใสปิ๊งยังกะน้ำฝนแถวระโนด นั่นแหละครับผมจึงเอะใจ รีบหดไอ้ตัวเล็กแล้ววิ่งขึ้นไปดูถังขยะที่ห้อง ปรากฏว่าไม่มี “เปลือก” ยา (ไม่รู้จะเรียกว่าอะไร) แต่ผมก็ยังใจเย็นอยู่นะครับ ไม่โทรไปถามเจ้าหน้าที่ DOTS ของโรงพยาบาล ไม่ทำอะไรทั้งนั้นนอกจากทำงาน

    ถ้าท่านศิษย์ทวดจำได้ หน้าฝนปีที่แล้วผมเคยบอกว่าผมเคยตากฝน 2 ชั่วโมงแต่ไม่เป็นอะไรเลย แต่พอคืนวันที่ 20 ธันวาคม 2549 ผมฟาดเบียร์ไปแค่ 2 ขวด กลับจับไข้ 2 อาทิตย์ไม่หาย ช่วงปีใหม่ผมไปอดนอนอยู่ที่อำเภอบางบ่อ สมุทรปราการทั้งคืน กลับมาไข้ก็ขึ้น และมันก็ทรุดหนักมากจนถึงวันที่ 3 มกราคม ปีนี้ ตื่นเช้าวันที่ 4 ผมจึงไปหาหมอ

    ผมทานยามาตั้งแต่วันที่ 4 ม.ค. ครับ สิ้นเดือนนี้ก็จะครบ 2 เดือน ต้องส่งเสมหะให้หมอตรวจอีกครั้ง แต่ปัญหาของผมคือผมไม่มีเสมหะ อาการไอของผมนั้นมีน้อยกว่าคนไข้ทั่วไป ผมบอกหมอว่าผมไม่ค่อยไอ ผมอยากไอ (โดยเฉพาะไอเลิฟยู-คำนี้ไม่ได้พูด แค่คิด…หมอน่ารักจริงๆ) ผมอยากมีเสมหะ ผมควรจะต้องทำยังไง?

    หมอบอกว่า…เออ…ไปขากมาเถอะ ขอให้มันออกมาจากลำคอก็แล้วกัน

    ทุกวันนี้ผมก็ไม่ไอ เอ่อ…วันที่ลืมกินยานั้นก็มีแค่กๆบ้างนิดหน่อยตอนอาบน้ำตอนเช้า แสดงว่าเชื้อมันแรงจริงๆ เรื่องกำลังใจในการกินยานั้นไม่มีปัญหาครับ อย่างน้อยมันก็ไม่ขมเหมือนรากไม้ที่พ่อฝนให้กินตอนเด็กๆ แต่ที่ว่าไม่ขมนี่ก็อย่าได้ไปอมเล่นเชียวนะครับ วันนั้นผมเผลอทำมันละลายบนลิ้น เล่นเอาเกือบอ้วก

    11 เม็ดก่อนนอนนี่ก็นับว่ามากพอดู เรื่องมากเรื่องน้อยผมสู้ได้ แต่เรื่องขี้ลืมนี่สุดจะห้าม เมื่อวานนี้จึงเขียนตัวหนังสือเท่าหม้อแกงติดไว้ข้างสวิทช์ไฟว่า “ไอ้นุ! อย่าลืมกินยา นะ!” ทีแรกจะเขียนว่า นะโว้ย! แต่มันไม่สุภาพ ครั้นจะเขียนว่า นะจ๊ะ มันก็หวานเกินไป คำนี้เอาไว้พูดกับคนที่เรารักดีกว่า จริงไหมจ๊ะ?

    ครึ่งเดือนแรกผมเชื่อคำสั่งหมอทุกอย่าง ให้นอนแต่หัวค่ำก็นอน ให้บำรุงร่างกายก็ทำ ให้ทำอะไรทำหมด แต่เดี๋ยวนี้ชักขี้เกียจ หมอไม่ให้นอนดึกก็เล่นปาไปห้าหกทุ่ม ตื่นตีห้า อ่านหนังสือ เขียนหนังสือ ร้องเพลงกับนกกาเหว่า เขียนกลอน เขียนจดหมาย ร้องเพลงในห้องน้ำ คลึงดัมเบล ท่องศัพท์ภาษาอังกฤษ ท่องบทกวีที่ซึ้งใจ ฯลฯ

    ครึ่งเดือนแรกผมอาจจะกลัวตาย แต่ตอนนี้ผมไม่กลัวแล้วครับ พรุ่งนี้ผมจะไปเยี่ยมหลานที่บางกะปิ วันก่อนมันถูกวัยรุ่นเหี้ยหน้ารามฯรุมตี ตอนนี้ผมอยากฆ่าคน

    พวกไอ้สัตว์!

  41. “(ความรัก…)…เพื่อจะละลายไหลดั่งธารน้ำ ซึ่งส่งเสียงเพลงกล่อมราตรี
    เพื่อจะเรียนรู้ความปวดร้าวอันเกิดแต่ความอ่อนโยนละมุนละไมเกินไป
    เพื่อจะต้องบาดเจ็บด้วยความเข้าใจในความรักของตนเอง
    และเพื่อจะยอมให้เลือดหลั่งไหลด้วยความเต็มใจและปราโมทย์”

    “(การแต่งงาน…)…จงรักกันและกัน แต่อย่าสร้างพันธะแห่งรัก
    และขอให้ความรักนั้นเป็นเสมือนห้วงสมุทร
    อันเคลื่อนไหวอยู่ระหว่างฝั่งแห่งวิญญาณของเธอทั้งสอง
    จงเติมถ้วยของกันและกัน แต่อย่าดื่มจากถ้วยเดียวกัน”

    (คาลิล ยิบราน)

    .
    .

    ไหนๆ ท่านพี่เถ้าก็ได้เดินทางไปร่วมงานแต่งงานเพื่อนทั้งที ผู้น้องก็ไม่มีอะไรจะกล่าวอวยพรเจ้าบ่าวเจ้าสาวแต่อย่างใด ได้แต่คัดวจนะวาจาของท่านผู้ดื่มด่ำในถ้อยคำ ที่ได้เรียงร้อยเป็นถ้อยความของการใช้ชีวิตคู่มาประดับกระทู้แถวนี้

    หวังใจว่า มธุรสวจีที่ได้คัดลอกมา จะเป็นดั่งพวงมาลาร่อนถลาไปตามลม กระทั่งพู่มงคลนี้จะลอยลงไปสวมเศียรของบ่าวสาว–คู่นั้น

    อ้อ ส่วนท่านพี่นั้น ต้องนี่เลย…

    “…งานแต่งเมื่อใดเป็นได้แค่แขกรับเชิญ
    อยากแต่งกับเขาเหลือเกิน
    ขัดเขินที่ยังไร้คู่…”

    เป็นเพลงที่ชื่อว่า “แขกรับเชิญ?” ของไมค์ ภิรมณ์พร น่ะขอรับท่านพี่
    เกล้าเดาเอาว่าท่านต้องอิจฉาเจ้าบ่าวเจ้าสาวคู่นั้นแน่นอน จึงได้แต่คัดเอาบางท่อนของเพลงนั้นมาฝาก

    หา! เสียใจมากกว่านั้นอีกหรือ?
    อะไรนะ! เคยแอบรักเจ้าสาวคนนั้นมาก่อนด้วย?

    โอ้ววว ถ้างั้น นี่ ต้องเพลงนี้เลย

    “หมด ความหวังนั่งน้ำตาริน
    ข้าวปลาไม่กิน นั่งรินกินแต่เหล้าขาว
    กับแกล้มอย่างดี ขั่วกุดจีกับน้ำตาเรา
    ฉลองความเศร้า เมาเหล้าข้างฮั่วบ้านงาน

    อก ชอกช้ำน้ำตามดแดง
    มื้ออื่นคำแพง แก้มแดงสิเข้าพาขวัญ
    กับลูกเศรษฐี ดีกรีหนุ่มธนาคาร
    เครื่องไฟในงาน ดังปานว่าฟ้าผ่าหัว

    โอ้ย อุ๊กใจคั๊กแท้ คำแพงบ่แล ว่าไผสิตายคืองัว
    ก่อนฮักถนอม บ่ยอมให้หม่นหมองมัว
    สู้ทนหามจั่ว บ่เคยคิดชั่วหามเสา

    หมด ความหวังนั่งป้อนไข่นวย
    โชคเฮาบ่ช่วย บ่รวยหล่อล่ำซำเขา
    อย่างดีก็คง ได้นั่งเป็นเพื่อนเจ้าบ่าว
    น้ำตาไหลหย่าว โธ่เฮามันแค่มดแดง”

    เพลงน้ำตามดแดง ของ จาหลอย เฮนรี่ น่ะครับท่านพี่

    .
    .

    “ความต้องการของศิลปินมันไม่รู้สิ้น เราเองก็ไม่รู้ว่าเราจะพัฒนาไปได้อีกอย่างไร นอกจากว่าเราจะต้องเพิ่มพูนสติปัญญาของเราตลอดเวลา และสิ่งนั้นมันจะมาบอกเรา เพราะถ้าปัญญาเกิด จิตใจเราดี เราพร้อมแล้วเนี่ยะ การทำงานมันก็จะเป็นไปโดยอัตโนมัติ”

    (บุญยิ่ง เอมเจริญ)

  42. หวยเลือด (โดย สิญจน์ สวรรค์เสก)

    .
    .

    พระจันทร์ของคืนขึ้น ๑๕ ค่ำ สาดแสงนวลทั่วทองทุ่ง ขณะที่นักแสวงโชคทั้งสามเดินพ้นดงป่าละเมาะออกมา ก่อนเดินตัดลงแปลงนาที่เพิ่งเกี่ยวข้าวเสร็จ สายลมอ่อนยามหัวค่ำของหน้าหนาว โชยกลิ่นหอมของตอฟางจากนาข้าวมาอ้อยอิ่ง

    “ลุงแน่ใจนะ ว่าการมาขูดต้นยางขอหวยในครั้งนี้จะได้ผล”

    หลาม เด็กหนุ่มวัย 19 ปีเอ่ยถามลุงสิน ชายกลางคนอายุเกือบ 50 ร่างผอมบางแต่แกร่งจากการทำงานหนัก ไว้เคราเคลึ้มอย่างทรงภูมิผู้เคยบวชเรียน สะพายยามใส่ของในการทำพิธีมาด้วย

    “เออซิวะ! ก็ตาทรายคุ้มฟากกะโน้น มันคุยให้ฟังว่ามาขูดขอหวยจากต้นยางใหญ่นี่แหละ เห็นเลขแดงเถือกขึ้นมาสามตัว จึงเอาไปแทงหวยงวดที่ผ่านมา ได้ตั้งหลายหมื่นแน่ะ เอ็งคิดดูละกันวะไอ้หลาม ถ้าหากพวกเราสามคนได้เลขเด็ดแบบนั้นบ้าง ข้าล่ะจะขายควายทุ่มแทงสุดตัวเลย เอ็งเอ๊ยยย ได้เห็นเงินแสนเงินล้านกันคราวนี้” ลุงสินลิงโลดด้วยความโลภ

    “ว่าก็ว่าเถอะลุง ตาทรายน่ะแกเป็นพ่อของไอ้ยุทธ ผีไอ้ยุทธที่ถูกแทงตายใต้ต้นยางนั่น มันคงอยากจะช่วยพ่อมันให้ถูกหวยกระมัง จึงใบ้หวยให้ แต่นี่พวกเราไม่ได้เป็นญาติโกโหติกากะมัน แล้วมันจะช่วยเราเหรอลุง อีกอย่างนะ ตอนมันเป็นคน ผมกะมันก็เคยแย่งกันจีบผู้หญิงคนเดียวกันเสียด้วย ตอนนี้มันตายแล้วไม่รู้ว่าหายแค้นผมหรือยัง อูยยย นึกแล้วเสียว”

    “ปากเหรอนั่นไอ้เหลิม! เดี๋ยวปั๊ดตบให้กินน้ำพริกไม่ได้ ไอ้นี่ พูดอะไรเป็นลางไม่ดี ไอ้หลามมันเป็นน้องของเอ็งแท้ๆ ยังไม่ปอดแหกเหมือนเอ็งเลย ดับตะเกียงซะเถอะวะ ข้าเสียดายน้ำมันก๊าด เดือนหงายออกยังงี้แมงหวี่บินยังมองเห็นเลย”

    เหลิม หนุ่มใหญ่วัยจวน 30 เป่าลมดับตะเกียง แต่ในมโนนึกกลับสว่างวาบด้วยภาพอันสยดสยองเมื่อหลายปีก่อน บ่ายวันหนึ่งของหน้าร้อนในปีนั้น ชาวบ้านค่อนหมู่บ้านแห่กันออกมาดูศพไอ้ยุทธที่ถูกไอ้ก่ำแทงตาย ทั้งสองคนนี้เป็นคู่ชักเลื่อยที่เลื่องลือของหมู่บ้าน วันหนึ่งๆ สามารถเลื่อยไม้ได้หลายยก แต่ก็มาทะเลาะกันเพราะแบ่งค่าขายไม้ไม่ลงตัว จนถึงขั้นลงไม้ลงมือ ไอ้ก่ำซึ่งตัวเล็กกว่าสู้แรงของไอ้ยุทธไม่ไหว ถูกต่อยเซถลาไปหาห้างไม้ ไอ้ยุทธพุ่งไปจะต่อยซ้ำ แต่กลับถูกแทงสวนด้วยมีดปลายแหลม ใส้แตกทะลักตายคาที่ตรงนั้นเอง

    แม้จะเพิ่งหัวค่ำ แต่อากาศหน้าหนาวตามบ้านนอกนั้นเย็นสดดีนัก ทั้งสามเดินสวบสาบย่ำตอฟางมุ่งไปที่ต้นยางใหญ่ริมชายทุ่งนา เมฆก้อนหนึ่งเคลื่อนบังจันทร์อย่างช้าๆ จนท้องทุ่งนามืดสลัวไปหมด

    นกแสกกรีดเสียงบาดลึกโสตประสาท คลื่นเสียงคล้ายเคลือบคลุมด้วยไอเย็น แผ่เข้าจับขั้ววิญญาณของทั้งสาม ทำเอาชายหนุ่มทั้งสองเบียดเข้าหาลุงสินพร้อมเพรียงกัน

    “เฮ้ยยย อากาศปีนี้มันเย็นกว่าปีที่แล้วว่ะ พวกเอ็งว่าไหม?” ลุงสินไล่ความเงียบด้วยคำพูดเบาๆ แล้วปลดเอาผ้าขาวม้าที่เคียนเอวออกมาคลี่ห่มไหล่ ทั้งที่ในใจนึกหวาดๆ แต่ก็ทำเดินเฉย ไว้ลายผู้อาวุโสสุดในกลุ่ม สองหนุ่มอือ ออ รับในคอ

    “เฮ้ย! งู!” สิ้นเสียงร้องอย่างตกใจสุดขีดของไอ้หลาม ทั้งสามคนแตกกระจายไปคนละทิศละทาง

    “ไหนว่ะ?”

    “นั่นไงลุง ริมคันนานั่น”

    “ไอ้เหลิมเอาตะเกียงมานี่” ลุงสินออกคำสั่ง แล้วล้วงกรักไม้ขีดไฟออกมาจุดตะเกียงดูให้ชัด

    “ไอ้นรกกิน! นั่นมันท่อนไม้โว้ยไอ้หลาม!”

    “อ้าว ฉันจะรู้ได้ไงละลุง เมฆมันบังเดือนสลัวมองไม่ชัด ฉันก็ตกใจนะสิ ยิ่งเกลียดงูอยู่ด้วย”

    “เฮ้ยยย เวรพอกันทั้งพี่ทั้งน้อง ไอ้พี่กลัวผี ไอ้น้องกลัวงู ชื่อเอ็งก็บอกอยู่แล้วว่าไอ้หลาม นั่นมันก็ชื่องูชัดๆ แล้วดันเสือกกลัวงูอีก”

    “ใครว่าเล่าลุง ตอนที่แม่ท้องฉันน่ะ แกชอบกินข้าวหลาม จึงตั้งชื่อฉันว่าไอ้หลามต่างหาก”

    “เออๆ จะยังไงก็ช่างเถอะวะ ไปต่อกันเถอะเสียเวลากับไอ้ท่อนไม้นี่มากแล้ว” ลุงสินตัดบทก่อนนำทั้งสองเดินทางต่อไป

    พอมาถึงต้นยางใหญ่ ลุงสินก็เริ่มทำพิธีขอหวยทันที แกจุดเทียนล้อมรอบต้นยาง ก้มลงกราบแสดงความสยบยอมอีกสามครั้ง ก่อนทำปากขมุบขมิบเหมือนท่องคาถา หรือท่องบ่นอะไรก็สุดที่เดา แล้วชักมีดอีโต้ออกจากฝัก บรรจงถากผิวเปลือกต้นยางใกล้ๆ กับแผลที่ตาทรายมาถากเอาไว้เมื่อหลายคืนก่อน

    เมื่อถากเปลือกไม้เสร็จ แกก็โรยแป้งฝุ่นลงบนแผลเปลือกไม้นั้น แล้วนั่งลุ้นด้วยใจระทึกว่าจะเกิดผลอย่างไร

    ห้วงนาทีนั้นนานดุจเวลาในนรก ทั้งสามจดจ่อ นิ่ง เงียบ เพ่งไปที่แผลเปลือกไม้นั้น มีเพียงลมหายใจเท่านั้นที่เป็นเครื่องบอกว่าพวกเขายังมีชีวิตอยู่ สรรพสิ่งรอบด้านก็เหมือนรอลุ้นกับพวกเขาไปด้วย เสียงจิ้งหรีดที่ร้องระงมก็เงียบลงอย่างสิ้นเชิงโดยไม่ทราบสาเหตุ จะมีก็เพียงใบยางแก่ใบหนึ่งร่วงผล็อยลงมาช้าๆ ก่อนจะกระทบพื้นเบาๆ ดังแฟ้ด

    “ลุง! ลุง! ได้กลิ่นเหม็นอะไรหรือเปล่า?” ไอ้เหลิมถามเสียงสั่น

    “เออ วะ กลิ่นมันเหม็นทะแม่งๆ ยังไงไม่รู้”

    “เป็นไปได้หรือเปล่าลุง ว่าผีไอ้ยุทธมันจะหลอกพวกเราแล้ว”

    “ไอ้เหลิม! กูบอกหลายหนแล้วว่าอย่าพูดยังงี้ เดี๋ยวปั๊ดถีบจริงๆ” ลุงสินขึ้นเสียงขาด

    เสียงคึก คึก ดังมาจากทางไอ้หลาม ทั้งสองจึงหันไปมองพร้อมกัน

    “แหะ แหะ กลิ่นตดฉันเองแหละลุง โทษด้วยนะ พักนี้ท้องผูกด้วย” พูดได้แค่นั้นไอ้หลามก็ถลาออกไปด้วยแรงถีบของลุงสิน

    “ไอ้เวรนี่ จะตดก็ไม่บอก ทำเอากูขวัญเสีย” ผู้อาวุโสสุดวางอำนาจ

    “ลุง! ลุง! ดูอะไรนั่น!” เสียงไอ้เหลิมดึงอารมณ์อันหงุดหงิดของลุงสินให้เย็นลง แกหันไปดูที่แผลเปลือกไม้ ยางของต้นยางที่ไหลออกมานั้น พอมาถูกกับแป้งสีขาวก็เป็นเส้นหงิกๆ งอๆ ไปทั่ว ทั้งสามเบิกตาโพลงด้วยความดีใจ

    หลายวันต่อจากนั้น ชาวบ้านทั้งหมู่บ้านต่างเห็นความเปลี่ยนไปของลุงสิน เจ้าเหลิม และเจ้าหลาม เพราะทั้งสามมักจะมานั่งคุยกันเพียงสามคน พอมีคนเดินผ่านก็จะเงียบและวางท่าอวดร่ำอวดรวยผิดปรกติ หลายคนลงความเห็นว่าทั้งสามเพี้ยนไปแล้ว หลังจากได้ไปถากเปลือกต้นยางขอหวยในคืนนั้น

    พอถึงวันหวยออก ทั้งสามคนได้มารวมกันที่แคร่ใต้ถุนบ้านลุงสิน เพื่อฟังผลการประกาศออกรางวัล สิ้นเสียงโฆษกผู้ประกาศ ทั้งสามอุทานขึ้นพร้อมกันว่า

    “เฮ้ยเป็นไปได้ไงวะ!”

    แล้วไอ้เหลิมสบถตบท้าย

    “ผีไอ้ยุทธมันหลอกกูนี่หว่า!”

  43. “แม้แต่การสร้างความสุขจากใจดวงน้อยของท่าน ท่านก็ยังทำไม่ได้
    แล้วจะตะเกียกตะกายสร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่ในโลกไว้ทำไม…

    …ตราบใดที่ท่านยังไม่มีความบริสุทธิ์ใจต่อการกระทำของตัวเองทั้งต่อหน้าและลับหลัง ตราบนั้น ท่านก็จะไม่เจอความสุขอันเรียบง่ายของชีวิต”

    (ระพินทรนาถ ฐากูร)

    .
    .

    ยังไม่กลับอีกเหรอท่านพี่?
    อ้อ จะไปยันวันที่ 1 มีนาคมโน่นเรอะ
    ไม่มีคนคุยด้วย เกล้ามิเหงาแย่หรอกเหรอเนี่ย

    อ่ะ นั่น คุยกะคุณน้องนีน่าก้อด้าย (เผื่อคุณน้องอยากคุยด้วยเรา อิ อิ)
    อา..28 ปี 8 เดือนแล้วสิเนี่ย นับว่าหวุดหวิดกันนัก
    ข้าพเจ้าชิงหมาเกิด เอ้ย! ชิงมาเกิดก่อนคุณน้อง 12 วันเท่านั้นเอง
    หากให้เดา คุณน้องนีน่าคงเกิดปลายเดือนมิถุนายน 2521 แหง๋มๆ แม่นบ่? ใช่ไหม?

    อุ๊ย! ข้าพเจ้าหยาบคายหรือเปล่าเนี่ย
    วัฒนธรรมแถวนี้เขาถือกันเสียด้วยซีว่า
    ห้ามถามถึงเรื่องอายุ(โดยเฉพาะกับผู้หญิง)
    และห้ามถึงเงินเดือนที่ได้รับด้วย

    ขออภัยนะจ๊ะ หากละลาบละล้วงเกินงาม

    ………………

    เอ…ท่านย่าหนุงหนิงไปไหนล่ะเนี่ย วันก่อนเห็นกระเตงตระกร้าหมากเข้าคาเฟ่มาแว๊บๆ ไม่ยอมทักทายลูกหลานบ้างเลย ฮึ คนหนอคน(แก่)

    อาทิตย์ก่อนคงไปเที่ยวเมืองน่านมาซะฉ่ำทรวงละสิท่า เกล้าเห็นป้าโคฯ เอารูปที่ไปเที่ยวด้วยกันกะท่าน ไปโพสต์ให้เพื่อนๆ หนอนในบ้านวินทร์ดูอยู่โน่นแน่ะ

    อ้อ เกล้าขอตอบคำถามของท่าน!?! ซะตรงนี้เลยก็แล้วกันนะครับว่า
    ไอ้กระทู้ชวนคุยเรื่องตลกในบ้านวินทร์นั้น เป็นท่านย่าแหง๋มๆ
    เชิงกาพย์ ฉกาจกลอนยังงั้น ไม่มีใครแน่นอน
    อีกทั้งการร่ายเรียงมุขเจ้าเงาะ เป็นกวีนั้นก็เรียบลื่นซะเหลือเกิน
    ต้องเป็นหนอนเฒ่าระดับตำนานของบ้านวินทร์เท่านั้น
    ถึงจะเข้าใจเล่นมุขนี้ และแต่งได้เนียนเช่นนั้น

    ไม่เพียงเท่านั้นหรอกที่ทำให้เกล้าจับไต๋ท่านย่าได้
    คือ..วันก่อน ข้าน้อยชวนเจ้ากาฟิวส์ไปถ้ำมองสาวๆ แถวโน้นด้วยกัน
    ไอ้กาฟิวส์มันบอกเกล้าว่า ได้กลิ่นน้ำหมากของท่านอยู่บนกระทู้นั้นด้วย
    นับว่าท่านตบตาเกล้า และตบจมูกไอ้กาฟิวส์ไม่ได้หรอก

    ฟันธง! ใช่ท่านชัวร์

    ……………..

    คุณน้องบายโซล กะ คุณน้องหิ่งห้อยก็ไปไหนกันหมดละเนี่ย
    แมวเถ้าธุลีดินไม่อยู่แล้ว หนูๆ ทั้งหลายก็ออกมาวิ่งเล่นกันได้แล้วจ้า
    อย่าทำเป็นผลุบๆ โผล่ๆ อยู่เลย เดี๋ยวพี่สอ ใส่สะเก็ต จะทำหน้าที่แทนเจ้าของคาเฟ่
    คอยตอนรับน้องๆ และผองท่านแทนพี่เถ้าธุฯเองจ้า

    .
    .

    “คนที่จะเป็นนักเขียนมืออาชีพได้ อย่างหนึ่งที่ต้องมีมากคือ
    การสั่งสมประสบการณ์ ผ่านการสังเกตทุกช่วงเวลาของชีวิต
    ต้องสั่งสมไปเรื่อยๆ จนกระทั่งตกผลึก”

    (อัจฉรา ประดิษฐ์)

  44. หวงลูก (โดย สิญจน์ สวรรค์เสก)

    .
    .

    ณ บ้านหลังน้อยท้ายหมู่บ้าน หนานแก้ว (‘หนาน’ เป็นภาษาภาคเหนือแปลว่า ‘ทิด’) กุลีกุจอพัดไฟเร่งน้ำให้ร้อนอีกครั้งตามคำสั่งของแม่อุ๋ยแปง หมอตำแยมือหนึ่งประจำหมู่บ้าน เพื่อทำความสะอาดเครื่องไม้เครื่องมือในการทำคลอดให้อีน้อยเมียรัก

    “ได้หรือยังล่ะหนานเอ๊ย! รีบเร่งไฟเข้านะ เมียเอ็งทำท่าจะคลอดแล้วนะโว้ย!” แม่อุ๋ยแปงร้องเร่งออกมาจากห้องในเรือน เพราะเห็นการดิ้นทุรนอย่างเจ็บปวดของอีน้อยคล้ายว่าจะคลอดลูกได้ทุกขณะ

    “จวนเดือดแล้วแม่อุ๋ย เดี๋ยวแป๊บเดียวครับ” หนานแก้วปาดเหงือบนหน้าผาก ขณะอีกมือหนึ่งใช้ฝาหม้อพัดฟืนเร่งไฟ ในใจทั้งเป็นห่วงกังวลอีน้อยระคนดีใจที่จะได้เป็นพ่อคน

    “อีน้อยนี่ก็แปลกคน มันปวดท้องตั้งแต่เที่ยง นี่ก็ปาเข้าไปจนเด็กกลับจากโรงเรียนแล้ว ทำไมลูกมันไม่ออกสักทีวะ หรือแกว่าไงหรือตาสา?” ตาหล้าพ่อของอีน้อยถอนกังวลถามตาสาที่นั่งอยู่ด้านข้างและเป็นดองกันขึ้น

    “ก็ว่าไหมละแก ธรรมดาคนท้องสาวมันก็คลอดยากยังงี้แหละ ดูเมื่อแล้งที่แล้วนั่นปะไร อีดวงเมียไอ้หนานมั่น มันปวดท้องตั้งแต่เช้า เอาจนพระฉันเพลเสร็จโน่นถึงคลอด แกอย่ากังวลให้มากนักเลยวะ” ตาสาพูดคลายกังวลให้ตาหล้า ทั้งที่ตนก็เป็นห่วงลูกสะใภ้ไม่น้อยกว่ากัน

    เสียงโอดโอยด้วยความเจ็บปวดของอีน้อย ยิ่งยื้อเวลาออกไปยิ่งดังขึ้นเรื่อยๆ บรรดาคนที่อยู่บ้านใกล้เรือนเคียงกัน ต่างมานั่งลุ้นให้มันคลอดลูกได้เสียทีจนเต็มลานบ้าน

    “โอ๊ยยย ไม่ไหวแล้ว โอ๊ยยย…” สิ้นเสียงกรีดร้องอย่างเจ็บปวดของอีน้อยที่ดังมาจากบนบ้าน พลันหมาไอ้ตูบที่หมอบอยู่ใต้ถุน ก็ลุกลี้ลุกลนลุกขึ้นยืนโก่งคอหอนโหยหวน หมาบ้านอื่นที่อยู่ถัดไปก็หอนรับกันเป็นทอดๆ ทำเอาชาวบ้านที่นั่งอยู่ถึงกับลุกขึ้นมองไปบนเรือนพร้อมกัน

    เงียบ…มีเพียงเสียงสะเก็ดไฟที่แตกออกมาจากฟืนไม้แดงดังเพี๊ยะพ๊ะเท่านั้น มือที่ถือฝาหม้อของหนานแก้วหยุดพัดตั้งแต่เมื่อไหร่เจ้าตัวก็ไม่ทราบ แล้วเสียงของแม่อุ๋ยแปงก็ดังขึ้นมาจากห้องในเรือนว่า

    “โธ่ อีน้อยเอ๊ย ไปดีเถิดวะอย่าห่วงข้างหลังเลย”

    เสียงเคร้งของฝาหม้อหล่น ทำให้ตาสากับตาหล้าหันไปมองหนานแก้วพร้อมกัน เขาหมดเรี่ยวแรงนั่งพับอยู่ข้างเตาไฟ ทั้งสีหน้าและแววตาดูซีดสลดราวปลาตาย ตาสาลุกขึ้นเดินไปตบไหล่ลูกชายเบาๆ พูดปลอบใจอยู่คำสองคำก็หยุด เพราะรู้ว่าคำพูดของตนคงไม่ทำให้ลูกชายหายเศร้าโศกได้ จึงเดินกลับออกมาหาตาหล้าและชาวบ้านที่นอกชานเรือนแล้วพูดขึ้นว่า

    “ตาหล้า เราจะทำศพของอีน้อยยังไงดีหรือ?”

    “คงต้องให้ใครไปตามตาต๋ากับหนานอ้ายมาทำพิธี” ตาหล้าตะกุกตะกักพูดเสียงเครือในลำคอ “นี่ก็จวนจะมืดค่ำแล้ว จะได้เอามันไปฝังซะคืนนี้” แกต้องหยุดถอนใจสองสามครั้งกว่าจะเอ่ยคำพูดประโยคนี้ออกมาได้จบ

    ตามธรรมเนียมของชาวเหนือ(หรือแม้แต่ชาวอีสานบางแห่ง) ถ้าหากมีคนตายโหงจะไม่ให้ศพค้างคืนอยู่ที่บ้าน ต้องนำศพออกไปฝังที่ป่าช้าในคืนนั้น เมื่อพูดคุยกันเสร็จจึงให้คนไปตามตาต๋า หมอผีวัยกลางคนประจำหมู่บ้าน เพื่อมาประกอบพิธีมัดตราสังและเป็นผู้นำในการนำศพอีน้อยออกไปฝัง

    ชั่วปิ้งปลาสุกหมอต๋าก็มาถึง โดยมีหนานอ้าย หมอใหญ่วัยจวนชราตามมาช่วยเตรียมสิ่งของในการทำพิธีฝังศพด้วย

    พอพ่อหมอประจำหมู่บ้านทั้งสองมาถึงบ้านนั้น หมอต๋าก็เข้าไปมัดตราสังศพทันที ส่วนหนานอ้ายได้นั่งคุยกับตาสาและตาหล้าที่นอกชานบ้าน ก่อนบอกขึ้นว่า

    “ข้าวของเครื่องใช้ของมันให้ห่อรวมกันไปให้หมด ผ้าอ้อมของลูกมันก็เตรียมให้พร้อม ถ้าไม่มีก็ฉีกผ้าขะม้าทำแทนได้ อ้อ ให้ใครไปซื้อแป้งเด็กมาสักกระป๋อง เอาแค่กระป๋องเล็กๆ ก็พอเพื่อให้ถูกต้องกับพิธี อีกอย่างสำคัญมาก ไปหาขวดนมจากบ้านใครมาก่อน เอานมข้นชงใส่ให้เต็ม วิญญาณลูกมันจะได้กินเผื่อมันหิว ของเหล่านี้เตรียมให้ครบอย่าได้ขาด หากพร้อมแล้วจะได้หามมันออกไปฝังที่ป่าเห้ว(ป่าช้า)กันเลย”

    พอสั่งเสร็จแกก็ลุกขึ้น แล้วเดินเข้าไปในบ้านช่วยหมอต๋ามัดตราสังให้อีน้อย จากนั้นเอาผ้าห่มห่อศพ แล้วพันห่อซ้ำอีกครั้งด้วยเสื่อกกก่อนมัดติดกับไม้ไผ่ลำเขื่อง เพื่อแบกหามได้สะดวก

    กว่าจะเตรียมของครบและทำพิธีเสร็จพระอาทิตย์ก็ตกดินแล้ว ชาวบ้านกลุ่มใหญ่เกือบยี่สิบคน กว่าครึ่งเป็นคนหนุ่มที่ถูกขอร้องให้ไปช่วยแบกศพ และถากถางป่ากับขุดหลุมฝังศพผีอีน้อย ได้เคลื่อนขบวนลงจากบ้าน โดยมีหมอต๋ากับหนานอ้ายเดินนำหน้า มีตาธรรมถือตะเกียงเจ้าพายุส่องทางให้ และผู้เฒ่าอีก 2-3 คน ถือตะเกียงน้ำมันก๊าดเดินปิดขบวน ส่วนหนานแก้วผัวของอีน้อยนั้น ถูกห้ามไม่ให้ตามไปด้วยอย่างเด็ดขาด

    ระยะทางจากหมู่บ้านไปป่าช้าประมาณ 2 กิโลเมตร บางแห่งเป็นป่าไผ่ บางที่เป็นดงต้นยางที่สูงลิบต้องแหงนคอตั้งบ่าถึงมองเห็นยอด บางครั้งต้องหยุดขบวนถากถางป่าเสียก่อนถึงเดินต่อได้ ทุกคนภายภายในขบวนศพนั้น รู้สึกได้ถึงความหนักอึ้งและตึงเครียดของบรรยากาศ คนเฒ่าคนแก่ที่เคยเจอประสบการณ์แบบนี้มาบ้างแล้วจะข่มความรู้สึกได้ แต่สำหรับพวกหนุ่มๆ วัยคะนองแล้ว มันพาลให้หวาดเสียวในหัวอก ว่าผีตายทั้งกลมตนนี้จะสำแดงเดชอะไรหรือเปล่า มีบ้างที่แอบกระซิบกันด้วยความกลัวว่า

    “เฮ้ย ไอ้ปอย เขาว่าผีตายทั้งกลมนี่มันเฮี้ยนนักนะมึง แล้วนี่อีน้อยมันจะหลอกพวกเราไหมวะ?” ไอ้ต้นที่เดินอยู่กลางขบวนถามเพื่อนขึ้นอย่างหวาดๆ

    “ชิชะเอ็ง ไอ้ต้น นี่ยังไม่รู้ละสิ หมอต๋านี่แกฉมังนักนะเอ็ง ลือกันว่าแกจับผีลงหม้อง่ายยังกะจับปลาลงตะข้องซะอีก ไม่เชื่อคอยดู นี่ข่าวว่าแกจะลนเอาน้ำมันพรายของอีน้อยก่อนด้วย น้ำมันพรายของแกนี่ก็เด็ดดวงนัก ดีดใส่ใครเป็นหลงเดินตามมายันบ้าน แม้แต่คนหมู่บ้านอื่นยังเหมารถมาเอาของดีกะแกเลย ยังไงคืนนี้หากโชคดีเราเป็นได้ของดีจากแกด้วย บอกไม่เชื่อ”

    ขบวนมาหยุดลงที่ป่าเต็ง-รังแห่งหนึ่ง หมอต๋าจึงทำพิธีหาที่ฝังศพอีน้อย พอเลือกที่ได้แล้วก็ให้หนุ่มๆ ที่ตามมา ถากถางแล้วขุดหลุมแต่พอเหมาะ แกบอกให้หามศพอีน้อยมาที่ปากหลุม แกะเสื่อกกและผ้าห่มออก ปลดกระดุมเสื้อศพอีน้อยเพื่อทำพิธีผ่าท้องเอาเด็กออก การทำเช่นนี้จะทำให้วิญญาณของผีตายทั้งกลมไม่เฮี้ยน

    แกล้วงเอาเคียวที่สลักอักขระอาคมทั้งเล่มออกมาจากย่าม เคียวเล่มนี้แกจะใช้เฉพาะประกอบพิธีฝังศพผีตายทั้งกลมเท่านั้น เพราะความโค้งของคมเคียวจะทำให้ง่ายต่อการผ่าท้องศพเอาซากเด็กออก ถ้าเป็นการฝังศพธรรมดาแกจะใช้มีดหมอในการทำพิธีแทน

    แกบริกรรมคาถาข่มดวงวิญญาณตามหลักเวทมนต์ เป่าพรวดๆ ใส่เคียวอาคมที่มันเลื่อมจากการลับจนคมกริบ แล้วสับฉึกลงตรงลิ้นปี่ศพอีน้อยทันที

    “ดึ๊ง!” เสียงเด้งสะท้อนจากการสับของปลายเคียว หมอต๋าหน้าเปลี่ยนสีแต่ข่มให้ดูปรกติไว้เชิงครู

    ‘เอ…หรือว่าจะบริกรรมข้ามบทวะ’ หลังจากคิดฉงนแล้วหลับตาลงบริกรรมอาคมขลังอีกเที่ยว ก่อนสับเคียวลงไปอีกครั้ง

    “ดึ๊ง!” เคียวอาคมดีดสะท้อนกลับเหมือนเดิม ปลายอันแหลมคมของมันที่ถูกสับลงจากข้อแขนอันแข็งแรงของแก กลับไม่สามารถเปิดแผลบนผิวหนังศพอีน้อยได้

    “บ๊ะ! อีนี่ หรืออยากจะลองดีกับกู!” แกขึ้นเสียงเขียวขณะเงื้อเคียวขึ้นจะสับเป็นครั้งที่สาม

    “พรึ๊บ!”

    ตะเกียงเจ้าพายุในมือของตาธรรมดับลงแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย

    “เฮ้ย! ผีหลอกโว้ย!”

    เสียงบรรดาชายหนุ่มที่ยืนดูด้วยจิตหวาดกลัวอยู่แล้ว แตกฮือออกไปคนละทิศละทาง บางคนวิ่งชนต้นไม้ บางคนก็วิ่งเข้าดงหนามโดยไม่รู้ตัว แต่พอตั้งสติได้ก็หยุด หันไปมองทางตะเกียงน้ำมันก๊าดที่ให้แสงสว่างอยู่สองดวง แล้วต่างพากันค่อยๆ ย้อนกลับมาที่หลุมศพอีกครั้ง

    ตะเกียงเจ้าพายุของตาธรรมถูกจุดขึ้นมาใหม่ หนานอ้ายผู้ผ่านการบวชเรียนมาหลายพรรษา เดินเข้าไปหาหมอต๋าแล้วพูดขึ้นว่า

    “ไหนต๋า ให้ลุงลองดูสิ” พูดจบก็ยื่นมือไปรับเคียวอาคมจากหมอต๋า

    แกพนมมือจบเคียวขึ้นเหนือหัว อธิษฐานจิตถึงพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ น้อมนึกถึงคุณบิดามารดาคุณครูบาอาจารย์ แล้วกำหนดจิตบอกกล่าวกับผีอีน้อยว่า ‘อีน้อยเอ้ย ที่ข้าทำเช่นนี้นั้น ไม่ใช่เพราะจะข่มเหงรังแกเอ็งกะลูกแต่อย่างใด แต่ทำเพื่อให้ถูกต้องตามพิธีกรรมเท่านั้น ขอให้เอ็งเข้าใจด้วยเถอะวะ’ แล้วแกก็สับเคียวอาคมลง

    ช่างน่าอัศจรรย์นัก เพราะหนานอ้ายไม่ได้ใช้แรงสับมากเหมือนหมอต๋าแต่อย่างใด แต่เคียวอาคมเล่มนั้นจมลึกลงลิ้นปี่ของศพอีน้อยครึ่งเล่ม แกบรรจงกรีดหน้าท้องที่ตึงเปรี๊ยะของมันออกอย่างช้าๆ โดยง่ายดาย แล้วล้วงเอาซากเด็กออกมาจากศพ ใช้เศษผ้าต่างผ้าอ้อมห่อวางเรียงไว้ข้างศพผู้เป็นแม่ ใช้เข็มเย็บกระสอบเย็บหน้าท้องกลับเข้าไป จากนั้นจึงนำศพแม่-ลูกและข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ลงฝังในหลุมฝังทั้งหมด

    เป็นอันเสร็จพิธีฝังศพผีอีน้อยในคืนนั้น ชาวบ้านทั้งหมดจึงออกจากป่าช้า แยกย้ายกันกลับบ้านของตน

    เช้าวันถัดมา ข่าวการสยบวิญญาณเฮี้ยนผีอีน้อยของหนานอ้าย แพร่สะพัดไปเหมือนไฟลามฟาง ผ่านการตอกไข่ใส่สีของบางคน ยิ่งทำให้เรื่องนี้แทบจะกลายเป็นตำนานราวกับเรื่องผีแม่นาค

    บ้างก็ว่าในคืนนั้นผีอีน้อยมันลุกขึ้นมาไล่บีบคอชาวบ้านที่ออกไปฝังศพ

    บ้างก็ว่าตอนมันถูกเคียวอาคมสับ มันร้องโหยหวนราวกับมีชีวิต

    นัยว่าพวกที่มีหอยมีปูอยู่ในปาก ต่างกระเถิบหลบร่องกระดานเล่าสู่กันฟังด้วยความระทึก.

  45. อานันท์ ประทีฯ

    วันที่ 1 เชียวนึ

    จะนั่งรอขอรับ

  46. หมายเหตุ*** ข้าพเจ้าเคยถูกท่านเถ้าใช้วิชามารล้วงตับมาน่ะขอรับ ทำให้เกล้าเผลอเล่าประวัติตัวเองให้ท่านฟัง(อ่าน)ซะเกือบเกลี้ยง

    ผมขอเอาเรื่องที่เคยเขียนมาโพสต์ประจานความชั่วร้าย และเจ้าเล่ห์ของท่านพี่เถ้าอีกครั้ง เผื่อพวกท่านพี่ทั้งหลาย หรือคุณน้องที่ผ่านไปมา จะได้สำเหนียกระวัง ว่าท่านเถ้าธุฯผู้นี้ ไม่ใช่คนดีแต่อย่างใด

    .
    .

    “ขณะจิต สติ ปัญญา ทั้งสามวางตัวเป็นอุเบกขามัธยัสถ์นั้นแล เป็นขณะที่โลกธาตุภายในจิต อันมีอวิชาเป็นผู้เรืองอำนาจได้กระเทือน และขาดสะบั้นบรรลัยลงจากบันลังก์คือใจ กลายเป็นวิสุทธิจิตขึ้นมาแทนที่

    ในขณะเดียวกันกับอวิชาขาดสะบันหั่นแหลกแต่กระจายหายซากลงไปด้วยอำนาจสติปัญญาที่เกรียงไกร ขณะที่ฟ้าดินถล่มโลกธาตุหวั่นไหว แสดงมหัศจรรย์ขั้นสุดท้ายปลายแดนระหว่างสมมุติกับวิมุติ มีวิมุตติญาณทัสนะเป็นผู้ตัดสินคู่ความ โดยฝ่ายมัชฌิมาปฏิปทามรรคอริยสัจเป็นฝ่ายชนะโดยสิ้นเชิง ฝ่ายสมุทัยอริยสัจเป็นฝ่ายแพ้น็อคแบบหามลงเปลตลอดอนัตกาลได้สิ้นสุดลงแล้ว

    เจ้าตัวเกิดความอัศจรรย์ใจล้นโลกอุทานขึ้นมาว่า โอ้โฮ้ พุทธะแท้ ธรรมะแท้ สังฆะแท้เป็นเช่นนี้เองหรือ แต่ก่อนเราไม่เคยรู้เลยว่าพุทธะ ธัมมะ สังฆะ ที่แท้จริงเป็นเช่นใด มาบัดนี้องค์รัตนะอันประเสริฐมาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับใจดวงนี้ได้อย่างไร สิ่งทั้งสามนี้คือความจริงล้วนๆ ไม่สามารถคาดการณ์ได้ด้วยการคาดหมาย หรือด้นเดาใดๆ ทั้งสิ้น”

    (นาทีบรรลุธรรมของ หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน)

    .
    .

    กราบนมัสการด้วยธรรมะเช่นกันนะขอรับ

    ก่อนอื่นเกล้าต้องขออนุโมทนากับพระคุณเจ้าเสียก่อน ที่ตัดโลกียวิสัยทางกายได้แล้ว ส่วนศึกสงครามทางใจนั้น พระคุณเจ้าคงต้องวางแผน กำหนดยุทธวิธี ว่าจะเข้าโจมตีตัวเองเช่นไร ข้าน้อยคงไม่อาจเอื้อมไปชี้แนะอันใดหรอกขอรับกระผม

    ข้าน้อยมีชาดกๆ มาเล่าถวายพระคุณเจ้าเรื่องหนึ่ง เรื่องมีอยู่ว่า…

    ต้นปี พ.ศ 2536 มีเด็กชายผู้หนึ่ง แม้ตอนนั้นมันเพิ่งจะทำบัตรประชาชนเสร็จใหม่ๆ มีคำนำหน้าชื่อตัวเองว่า “นาย….” แล้ว แต่มันยังเป็นเด็กนัก เย็นวันหนึ่งขณะกำลังนั่งล้อมวงกินข้าวกันตามสไตล์คนบ้านนอก ประสาพ่อ แม่ และลูกๆ นั้น ไอ้หมอนี่ดันเอ่ยขึ้นดื้อๆ กลางวงข้าวว่า

    “แม่ผมจะบวชนะ”

    อึ้ง…
    นิ่ง…
    เงียบ…

    สักพักหนึ่งแม่ก็พูดขึ้นว่า

    “บวชได้หรือ?”
    “ได้สิ”
    “จะบวชนานหรือเปล่า?”
    “ตลอดชีวิต”
    “หึๆๆ แม่ว่าพอบวชไปหน่อย โตขึ้นเป็นหนุ่มเดี๋ยวก็อยากสึก”
    “ไม่ ไม่สึก ผมจะบวชตลอดชีวิต ผมจะกลับเข้าไปทำงานในกรุงเทพเก็บเงินมาบวชเอง ไม่ให้พ่อแม่เดือดร้อน และจะหาวัดบวชเองด้วย”

    “หึๆ” แกหัวเราะเบาๆ เพราะคิดว่าเป็นเรื่องบ้าของเด็กวัยรุ่นที่ฮอโมนกำลังผิดปรกติ “ก็ตามแต่ใจเอ็ง อยากจะบวชแม่ก็ไม่ว่าอะไร”

    หลังจากวันนั้น “ไอ้เด็กบ้า” มันยิ่งเอาใหญ่ มันย้อนกลับเข้าไปทำงานในกรุงเทพกับพวกพี่ๆ อีกครั้ง วิถีชีวิตของมันเปลี่ยนไปแล้วจริงๆ ว่าไปแล้ว มันเริ่มเปลี่ยนแปลงตัวเองมาตั้งหลายเดือนก่อน เหตุเพราะมันทะลึ่งไปซื้อหนังสือธรรมะเรื่อง “ตายแล้วเกิด” มาอ่าน สมองของมันหมุนวนแต่เรื่องราวของบาป-บุญ การเวียนว่ายตายเกิดที่ไม่รู้เบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุด

    มันตีตัวออกห่างจากพวกเพื่อนๆ วัยเดียวกัน ที่เคยไปดูหนังฟังเพลง ดื่มกินด้วยกัน มันจะเก็บตัวเงียบ อ่านหนังสือธรรมะทุกเล่มที่ขวางหน้า ความบ้าของมันพัฒนาขึ้นไปจนถึงกับหัดนั่งสมาธิภาวนาด้วยตัวเอง มันจะนั่งวันละเกือบชั่วโมงทุกวันก่อนนอน บางวันมันก็จะสวดพระคาถาชินบัญชร 108 จบ

    แม้ว่ามันยังต้องกินข้าวเหมือนชาวบ้าน แต่มันเริ่มอดข้าวเย็นตั้งแต่มันยังไม่ได้เข้าวัดบวชด้วยซ้ำ มื้อเช้าและมื้อเที่ยงของมันก็จะกินแค่คราวละจาน กินเพื่ออยู่ตามหลักธรรมะที่มันกำลังบ้าอยู่ในตอนนั้น

    ปลายปีนั้นเอง มันก็ได้บวชเณรสมใจ มันเลือกบวชในวัดป่าที่เคร่งครัดในเรื่องข้อวัตรธุดงค์กรรมฐาน สามเณรหนุ่มผู้นั้นออกติดตามครูบาอาจารย์เข้าป่าธุดงค์แทบทุกปี ตอนนั้นกฎควบคุมป่าห้วยขาแข้ง ทุ่งใหญ่นเรศวรยังไม่เข้มงวด มันจึงทันได้เข้าไปเดินเล่นในป่าแถบนั้น 5 ครั้ง

    ในป่าดิบแห่งนี้จะมีสัตว์จำพวก เสือ ช้าง กระทิง ควายป่า และสัตว์หายากอื่นๆ ที่ชาวบ้านอยากจะเห็นตัวเป็นๆ ของพวกมันอยู่มาก แต่สำหรับสามเณรรูปนี้แล้ว เขาเห็นพวกมันจนชินตา บ่อยครั้งที่เจอกันในระยะประชิดตัว เพราะป่ามันรกมากมองไม่เห็นกัน ไอ้สัตว์พวกนั้น (ควายป่า วัวแดง และช้าง) ก็ดันทะลึ่งคิดว่า ไอ้ที่เดินโครมๆ แหวกป่าไหวๆ มานั้นเป็นพวกเดียวกันกับมัน พอมาจ๊ะเอ๋กันใกล้ๆ จึงได้แต่ตกกะใจมองตากันปริบๆ ก่อนที่จะแยกย้ายกันไปแบบตัวใครตัวมัน (เป็นพระ-เณรก็กลัวตายเหมือนกันนิ มีอย่างรึที่จะยืนให้มันขวิดพุงเล่น) ส่วนไอ้พวกตัวเล็กๆ เช่นพวกทาก คุ่น และเห็บป่านั้น พวกนี้ถือว่าเป็นของหวานไว้ให้นั่งแคะเล่น

    การเดินธุดงค์นั้น หากไม่เริ่มจากจังหวัดสุพรรณบุรี ก็จะเป็นจังหวัดกาญจนบุรี หรือไม่ก็อุทัยธานี เดินลัดเลาะตามป่าผืนใหญ่ขึ้นไป ใช้เวลานานหลายเดือนกว่าจะทะลุขึ้นไปถึงอำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก บางคราวก็เลาะขึ้นไปเรื่อยจนถึงเชียงใหม่ และแม่ฮ่องสอน (สภาพป่าที่พวก ผกค.เคยอยู่นั้น เกล้าเห็นจนแจ่มแจ้งหมดทุกซอกทุกมุม ภาพที่ อ.เสกสรรค์ บรรยายตอนเดินลงมามอบตัวกับกับทางการชายป่าห้วยขาแข้งนั้น เส้นทางนั้นมันก็ไม่พ้นตีนของข้าน้อยเช่นกัน และหลายครั้งเสียด้วยซี)

    เหตุสะเทือนใจในการเดินธุดงค์ของเณรผู้นี้ก็มีมาก จนไม่รู้จะสาธยายเอาตอนไหน เช่นว่า มีคราวหนึ่งเณรจากสำนักเดียวกันป่วยเป็นไข้ป่า แล้วไปมรณภาพเมื่อเดินทะลุออกไปถึงอำเภออุ้มผาง

    เคยไปพักในอาศรมเล็กๆ แห่งหนึ่งของหมู่บ้านกะเหรี่ยงแถบน้ำตกทีลอซู มีตาลุงคนหนึ่งเป็นชาวพม่าหนีตายจากภัยสงครามเข้ามาอยู่ในเขตไทย มาอาศัยใบบุญอาศรมแห่งนั้น แกพูดภาษาไทยไม่ได้ แต่แกจะคอยดูแลพระเณรที่ผ่านไปมาเป็นอย่างดี แกเกิดป่วยกะทันหันแล้วตายต่อหน้าต่อตาโดยไม่สามารถช่วยอะไรได้ แม้จะพูดให้กำลังใจแกก็ฟังไม่รู้เรื่อง แต่แววตาของแกบอกว่าแกเข้าใจ

    เหตุการณ์ที่สะเทือนใจเณรผู้นี้มากที่สุด เห็นจะเป็นเมื่อคราวที่เดินตัดป่าคลองลานจากอำเภออุ้มผาง มุ่งลงมาจังหวัดกำแพงเพชรในคราวนั้น (ต้นปี พ.ศ 2537) คณะธุดงค์ได้ไปหลงป่าอยู่หลายวัน กระทั่งเดินมาเรื่อยจนเจออะไรบางอย่าง สิ่งนั้นคือ…
    พระธุดงค์รูปหนึ่ง นั่งขัดสมาธิพิงขอนไม้มรณภาพอยู่กลางป่า ท่านคงมรณภาพมาหลายวันแล้ว แต่ทว่าศพยังไม่แห้งดี มีหนอนไต่ยั๊วเยี๊ยะเต็มไปหมด…

    .

    ยังมีต่อนะขอรับ แล้วข้าน้อยจะเล่ามาให้ฟังในคราวหน้า
    จงติดตามอย่างระทึกในหทัยพลัน

    .
    .

    “วิทยาศาสตร์ที่ถูกคือกระบวนการของปัญญาที่รู้สัจธรรม หรือความจริง และด้วยความรู้นั้นจะนำมาซึ่งการดำเนินชีวิตตามธรรม เรียกว่าจริยธรรม ซึ่งการดำเนินชีวิตตามธรรม สอดคล้องกับธรรมชาติ ถูกต้องตามกฎเกณฑ์ จะเกิดความประสานกลมกลืนกันพอดี เป็นภาวะที่ไร้ทุกข์ เรียกว่าความสุข”

    (พระพรหมคุณาภรณ์ ปอ. ปยุตโต)

  47. “เท็จนั้นคนพูดย่อม…………ทิ้งรอย
    จริงแล้วไม่เคยลอย…………เลื่อนเปื้อน
    สิ่งเดียวในหนึ่งร้อย…………เล่ห์ลิ้น ลมคน
    ลวงด้วยคำเอ่ยเอื้อน………..อาจย้อน รัดคอ”

    .
    .

    เอาล่ะ พระคุณ ถือว่าท่านทำงานเขียนของท่านสำเร็จก็แล้วกันนะขอรับ

    วูบแรกที่มาอ่านเรื่องของท่านเมื่อวาน เข้าเจ้าปลงใจเชื่อซะสนิท แต่ตอนพิมพ์เล่าเรื่องของ “สามเณร” นั้น ข้าพเจ้าชักเริ่มเอะใจว่า อาจจะมีอะไรที่ซ่อนอยู่หลังตัวอักษรของท่านหรือเปล่า แต่ไม่ทันเสียแล้วล่ะพระคุณ เอาละครับ มันคงจะเหมือนกับที่วิลเลี่ยม โฟล์กเนอร์ ที่เกล้าเคยเอามาฝาก กล่าวเอาไว้กระมังว่า

    “ความรับผิดชอบประการเดียวของนักเขียนคือ ศิลปะของเขา หากเขาเป็นนักเขียนที่ดี เขาจะเป็นคนไร้น้ำใจอย่างสิ้นเชิง เขาจะไม่สนใจเรื่องของจริยธรรมหรือศีลธรรม เข้าพร้อมจะปล้น หยิบยืม ขอทาน หรือขโมยจากของคนอื่น เพื่อจะทำให้เขาเขียนหนังสือสำเร็จ”

    ตอนอ่านคำพูดประโยคนี้ของป๋าวิลเลี่ยม เกล้าก็ยังสงสัยอยู่ แต่พอได้อ่านความเรียงกึ่งอัตโนประวัติของท่านพี่ ที่มิกซ์มาซะเนียนเช่นนี้ มันทำให้เกล้าเชื่อ และทำให้เกล้าเริ่มมองเห็นแววว่าท่านพี่ เริ่มจะเป็นนักเขียนที่ดีอีกคนหนึ่งแล้วล่ะ

    เอาละครับ ถือว่าท่านพี่กระตุ้นต่อมธรรมะของผมให้กระเจิงขึ้นมาแล้ว เกล้าจะขอเล่าเรื่องของ “สามเณร” รูปนั้นต่อนะครับ

    แต่ขอยืนยันด้วยเกียรติว่า นั่นคือเรื่องจริง ไม่ใช่ความเรียงที่แต่งขึ้นมาเท่ห์ๆ แต่อย่างใด

    .

    พระธุดงค์ที่มรณภาพอยู่กลางป่านั้นชื่อ พระอาจารย์คำตัน อายุ 44 พรรษา 24 สังกัดวัดสว่างภพ จังหวัดประทุมธานี ตอนเจอศพท่านนั้นค่ำแล้ว หะแรกคณะธุดงค์ว่าจะฌาปนกิจท่านเอาบุญกันเสียเลย แต่ทำไม่ได้เพราะหนอนเยอะ เผาศพก็เหมือนเผาหนอน จึงตรวจดูใบสุทธิท่านเพื่อว่าจะได้แจ้งให้ทางญาติและวัดต้นสังกัดของท่านทราบตอนออกจากป่าแล้ว จากนั้นจึงสวดอภิธรรมถวายท่าน

    สวดเสร็จก็ออกเดินทางต่อ น้ำในกระติกสำหรับฉันหมดกันทุกรูปแล้ว คืนนั้นจึงต้องเดินหาแหล่งน้ำให้ได้ถึงจะหยุดพักปักกลด สามเณรรูปนั้นกระหายน้ำมาก จึงต้องพึ่งบริการของก๊อกน้ำส่วนตัวเหมือนที่เคยทำอยู่บ่อยๆ สีของมันเข้มและข้นคลั่ก รสชาติของมันก็เค็มมากจนกระเดียดออกไปทางขมและฝาด ประมาณสี่ทุ่มคืนนั้นถึงเจอสายน้ำซับ ถึงได้หยุดพัก

    ผ่านการธุดงค์หลายครั้งเข้าจึงได้คิดว่า เดินไปก็เท่านั้น หาสถานที่พักภาวนาเป็นหลักแหล่งดีกว่า พระอาจารย์รอง จึงพาสามเณรกับพระอีกรูปหนึ่งมุ่งหน้าขึ้นจังหวัดแม่ฮ่องสอน เสาะหาสถานที่สัปปายะ จนไปเจอถ้ำใหญ่แห่งหนึ่งในป่าลึก อยู่ไม่ไกลจากหมู่บ้านกะเหรี่ยงที่มีชาวบ้านอยู่ 17 หลังคาเรือน จึงหยุดพักภาวนาที่ถ้ำแห่งนั้นกันเลย

    อากาศบนดอยที่แม่ฮ่องสอนจะหนาวมาก ทุกเย็นหลังจากชงน้ำปานะตามมีตามได้ถวายอาจารย์แล้ว สามเณรจะต้มน้ำแล้วเช็ดตัวถวายท่านด้วย ท่านจะเมตตาสอบถามถึงอารมณ์ปฏิบัติทุกวัน ว่าวันนี้ภาวนาจิตเป็นอย่างไรบ้าง สงบไหม? ฟุ้งซ่านหรือเปล่า? ก็กราบเรียนท่านไปตามแต่ว่าห้วงนั้นจิตใจมันเป็นอย่างไร

    ท่านจะเมตตาเล่าความอัศจรรย์ของจิตที่เข้าถึงความสงบอย่างเอกอุ แล้วออกไปรับรู้เรื่องราวต่างๆ ให้ฟังอยู่เสมอ แต่คงไม่ขอเล่าในที่นี้ เพราะเดี๋ยวจะหาว่าเกล้าบ้า เอาเรื่องอะไรของสามเณรบ้าๆ บวมๆ รูปหนึ่งมาเล่าเล่นๆ

    (ขอขยายตรงนี้นิดหน่อยนะขอรับ คือว่า ใดๆ ในโลกนี้ พระพุทธองค์ตรัสเอาไว้ว่ามีอยู่ 4 หัวข้อ ที่พูดกันให้ตายก็จะได้แค่เศษลมปากเท่านั้นคือ

    1. พุทธวิสัย ความสามารถและสติปัญญาของพระพุทธเจ้า ว่าท่านมีจิตใจหรือมีภูมิความรู้แค่ไหน

    2. ฌาน ความสงบอย่างเอกอุภายในจิต และอำนาจของใจที่สามารถกระทำหรือรับรู้อะไรเหนือธรรมดา

    3. กรรม กฎของการเวียนว่ายตายเกิดที่ครอบคลุมสรรพสัตว์ในสังสารวัฏฏ์อันไร้ขอบเขต นับเอาตั้งแต่สัตว์ที่มีร่างกายใหญ่โตที่สุด ไปยันถึงพรหมโลกชั้นสุทธาวาสซึ่งถือว่าละเอียดอ่อน ปราณีตที่สุด

    4. โลกและจักรวาล มันเริ่มต้นมาจากไหน ใครเป็นคนสร้างมันขึ้นมา พระเจ้างั้นหรือ แล้วใครเป็นคนสร้างพระเจ้า

    สี่เรื่องนี้หากท่านเถียงกันเพื่อจะรีดเค้นหาความจริง ท่านก็จะได้แค่การสังวาสกันของสัญญาคือความจำ กับสังขารคือการปรุงแต่งต่างๆ นาๆ โดยไม่สามารถเข้าใจได้ว่า ภาวะที่ไร้สัญญา สังขาร (มีอีกสามอย่างคือ รูป เวทนา และวิญญาณ) นั้น มันไม่สามารถเอาคำพูดไปบรรยายได้)

    เอ๊า เข้าเรื่องสามเณรต่อ หลังจากไปยืน เดิน นั่ง นอน ดูกายใจของตัวเองเล่นๆ ในป่าอยู่ห้าปี บ่อยครั้งที่เผลอเดินเพลินๆ ทั้งคืน ทั้งวัน มีบ้างที่อยากจะรู้ว่าเวทนาของคนใกล้ตายมันเป็นอย่างไร จึงนั่งดูความปวด 4-5 ชั่วโมง ให้เหงื่อกาฬมันแตกพลั่กเสียบ้าง แต่ก็ยังไม่รู้ธรรมะอันใดกับเขาเลย

    เผลอแผล็บเดียว อายุอานามก็สมควรจะบวชพระได้ ท่านอาจารย์รองจึงส่งตัวเข้าหาท่านอาจารย์ใหญ่ที่วัดป่าในเมืองอีกครั้ง พอบวชพระเสร็จ หลวงพี่ใหม่กะว่าจะกลับเข้าป่าเหมือนเดิม แต่ทว่าอาจารย์ใหญ่ขาดพระอุปัฏฐากดูแล ครูบาอาจารย์รูปอื่นๆ มองเห็นหลวงพี่ใหม่รูปนี้ ว่าพอจะเรียบร้อยอยู่บ้าง จึงมอบภารกิจนั้นให้ทำ

    ตอนอยู่กับอาจารย์รองนั้น คิดว่าได้ฟังธรรมะพิสดารแล้วเชียวนา แต่พอมาอยู่กับพระอาจารย์ใหญ่ พระใหม่รูปนี้กลับได้ฟังอะไรที่มันเปิดหูเปิดตา เปิดใจ ได้อีกมาก ความที่พระอาจารย์ใหญ่ท่านเป็นพระมหาเถระ มักจะได้รับกิจนิมนต์ไปในที่แปลกๆ พระใหม่ที่มีหน้าที่อุปัฏฐากจึงต้องติดตามเป็นปัจฉาสมณะไปด้วยตลอด ทำให้ได้มีโอกาสไปเปิดตาดูประเทศอินเดียและเนปาลสามครั้ง

    ลุมพีนีวัน สถานที่ประสูติของพระมหาสัตว์ในเขตประเทศเนปาลนั้น ทำให้พระใหม่รูปนั้นกราบพระเจดีย์อย่างเอิบอิ่ม

    พุทธคยา มหาโพธิบันลังก์ที่พระพิชิตมารมานั่งกำราบเหล่าอสูร เขาก็เคยไปนั่งหัวโด่ยันเช้ากับพระอาจารย์ใหญ่

    ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน สถานที่อันธัมมจักกัปปวัตตนสูตรได้เคลื่อนคล้อยออกจากพระโอษฐ์ ยังธรรมจักรให้หมุนไปในโลกเป็นครั้งแรก เขาได้ไปกราบไหว้มาสามครั้ง

    กุสินารา มหาธรรมสังเวชของสรรพสัตว์ คราวเมื่อพระพิชิตมารละสังขาร เมื่อ 2500 กว่าปีนั้น ยังคงทิ้งรอยแห่งความเศร้าโศกเอาไว้ไม่เสื่อมคลาย

    ก็อย่างที่บอกว่า “กรรม” เป็นหนึ่งในสี่ของเรื่องอจินไตย พระใหม่รูปนี้อยู่กับอาจารย์ใหญ่ได้ห้าปี ก็ไปสะดุดกรรมเก่าเข้าอย่างจัง จึงต้องเคลื่อนคล้อยออกจากบรรพชิตเพศ (ตรงนี้ไม่ขอขยายความเพิ่มล่ะขอรับ)

    พ่อแม่ครูบาอาจารย์ท่านเมตตาสงสารมัน มันหรือก็คนบ้านนอก ความรู้ก็มีแค่ ป.6 หนำซ้ำมาหนีเข้าป่าตั้งแต่เด็ก ออกจากป่ามาสู่เมืองได้ไม่ทันไร ก็มาใจขาดตายเสียก่อน ท่านจึงฝากลูกศิษย์ท่านอีกคน “ส่งออก” มันเหมือนสินค้าโอท็อป ให้มันไปแทะเล็มเศษหญ้าแห่งความคิดของผู้คนอีกฟากฟ้าหนึ่ง เผื่อมันจะเอาตัวรอดในชาตินี้ได้เหมือนใครอื่น

    เหตุนี้จึงทำให้มันแอบมาผลุบๆ โผล่ๆ ทำอะไรแถวนี้เหมือนคนมีความผิด เพราะมันไม่อยากให้ฐานะของมันถูกเปิดเผยมากนัก เกรงว่าหากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไปถึงหูพ่อแม่ครูบาอาจารย์ ว่าตอนนี้มันเลอะเทอะเหลวไหล เรียนก็ยังไม่จบ แต่เอาเวลาไปเที่ยวพูดเล่นยังกะหมาบ้าน้ำลายฟุมปาก มันจะแบกหน้าไปพบท่านได้อย่างไร (ลูกศิษย์ท่านมีเยอะ หูตาของท่านจึงมากยังกะสัปปะรดเลยเชียวละขอรับ)

    เอาไว้ให้มันพร้อมกว่านี้ มันจะยืดอกเข้าไปกราบเรียนท่านตรงๆ ว่า มันค้นพบความฝันโง่ๆ ที่มันอยากจะทำ กราบขออนุญาตท่านออกไปฉะกะบรรดาพวกท่านทั้งหลาย เมื่อนั้นมันจะไม่ทำอะไรลับๆ ล่อๆ แบบนี้อีกต่อไป

    .
    .

    “อุปมาจิตคิดร้าย…………..ดั่งกา
    คิดดีงามเลิศฟ้า…………….พญาหงษ์
    สักแต่บินโบกเริงร่า………..ครู่หนึ่ง สลายตัว
    แลซุ่มกลับวายโล่ง………..อนาถแท้ อนัตตา”

  48. พลังกรรม (โดย สิญจน์ สวรรค์เสก)

    .
    .

    ภาพวัวแม่ลูกอ่อนวิ่งชนหลังช้อนร่างของแกจนกระเด็นตกข้างทาง ผุดขึ้นมาอีกครั้งในห้วงสำนึก มันเป็นวัวสาวเต็มวัย ไม่มีลักษณะใดที่พิเศษกว่าวัวตัวอื่น นอกเสียจากแววตา ซึ่งเป็นแววตาของความอาฆาต ไม่ใช่แค่แววตาของสัตว์ที่คิดจะปกป้องลูกของมันตามสัญชาตญาณ

    ลุงทัต สีสด ชายวัยกลางคน ผู้มีร่างกายเป็นอัมพาตจากการถูกวัวแม่ลูกอ่อนชนจนกระดูกสันหลังหัก นอนหลับตาขบคิดถึงแววตาคู่นั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ความล้ำลึกในดวงตาของมันเป็นเหมือนบานประตู ให้แกเดินย้อนกลับไปสู่เรื่องราวเก่าๆ คราวที่แกลงมือฆ่าแม่วัวตัวหนึ่ง

    สายวันหนึ่ง…

    แกนั่งลับมีดปลายแหลมด้วยอารมณ์ละเมียดอยู่บนนอกชาน หงายคมมีดขึ้นลูบเช็คความคม คะเนว่าสมใจแล้วจึงลองตัดขนหน้าแข้งทดสอบ แค่ลูบคมมีดผ่านขนก็หลุด ด้วยมีดเล่มนี้ทำให้แกได้สร้อยท้ายชื่อแทนนามสกุลว่า ทัต มือมีด ฉายานี้การันตีถึงความเชี่ยวชาญในการฆ่าและชำแหละสัตว์ แม้แต่คนด้วยกันถ้าพูดถึงชั้นเชิงการใช้มีดแล้วละก้อ ทั้งหมู่บ้านหนองอีปักนี้ต้องยกให้แกเป็นเบอร์หนึ่ง

    “ไปกันหรือยังตาทัต” ไอ้เป๋ที่ยืนอยู่ลานบ้านตะโกนขึ้นมาถาม

    “เออ เสร็จแล้ว คอยเดี๋ยว” แกลุกขึ้นมาเอื้อมหยิบผ้าขะม้ามาเช็ดมีด ก่อนที่จะเอามันเคียนเอว สวมมีดใส่ปลอกเอาเหน็บหลังเดินลงเรือนไป

    ทั้งสองตรงไปที่บ้านผู้ใหญ่สุข ซึ่งเมื่อหลายวันก่อนแกให้คนมาบอกว่าจะล้มวัวตัวหนึ่ง มันเป็นแม่วัวที่เพิ่งตกลูกได้ไม่นาน แล้วเกิดป่วยกระเสาะกระแสะไม่มีทีท่าว่าจะหาย ผู้ใหญ่สุขจึงตัดสินใจล้มมันเสียเลย

    อย่างเป็นที่รู้กันว่า ในหมู่บ้านหนองอีปักนี้หากจะมีการล้มสัตว์แล้วละก้อ ชาวบ้านเป็นต้องเรียกลุงทัต มือมีด มารับสัมปทานบาปทุกครั้งไป แม้ญาติพี่น้องจะเคยเตือนแกเรื่องเวรกรรม แต่แกมักจะยิ้มเยาะและย้อนกลับไปว่า แกฆ่าสัตว์เพื่อทำบุญ เพราะจะมีคนนับสิบได้กินเนื้อสัตว์ตัวนั้น ฉะนั้นคำว่าบาปกรรมสำหรับแกแล้ว มันก็แค่คำๆ หนึ่ง ที่มีไว้ขู่คนให้กลัว แต่ไม่มีความหมายใดๆ ต่อแกเลย

    พอเดินไปถึงบ้านผู้ใหญ่สุข มีชาวบ้านมารออยู่ก่อนแล้ว 5-6 คน ทุกคนมีมีดติดตัว บางเล่มเปลือยปลอก บางเล่มสวมอยู่ในฝัก ใต้ต้นมะม่วงข้างบ้านมีวัวล่ามอยู่ตัวหนึ่ง ขาของมันสั่นระริกจวนเจียนว่าจะยืนไม่ไหว บริเวณข้างๆ นั้นมีใบตองสดปูอยู่บนฟางแห้งอีกชั้น เพื่อใช้เป็นลานประกอบฆาตกรรมกิจ

    “ทำเลยไหมละผู้ใหญ่?” เป็นคำถามที่เข้าประเด็นแทนการทักทายทุกข์-สุข

    “เฮ้ย เดี๋ยวก่อนใจเย็นๆ แกเพิ่งมาถึง มาๆ มาเอาสักเป๊กก่อน” ผู้ใหญ่บ้านส่งแก้วเหล้าให้

    ลุงทัตเอื้อมมืออันสั่นระริกรับแก้วเหล้ามาดื่มคว่ำในอึดใจ พอผ่านไป 3-4 แก้ว มือคู่นั้นกลับมั่นคงอย่างไม่น่าเชื่อ เหล้ามันจึงไม่ใช่เป็นเพียงน้ำเปลี่ยนนิสัย แต่มันยังช่วยปรับสมดุลของร่างกายให้พร้อมที่จะทำความชั่วในเรื่องต่อๆ ไป

    “นั่นมันลูกวัวตัวไหนรึผู้ใหญ่ ทำไมมันร้องหนวกหูจัง” ไอ้เป๋มองไปที่คอกวัวหลังบ้านอย่างรำคาญ

    “ก็ลูกอีสีนวลนี่แหละ ตั้งแต่มันตกลูกตัวนี้ก็ป่วยมาเรื่อย ท่าทางจะไม่รอด ข้าจึงเอามันมาทำก่อนที่จะป่วยตาย”

    “ขายให้ข้าปะไร ผู้ใหญ่” ตาอิน ผู้มีอาชีพเลี้ยงวัวขาย มองดูลูกวัวตัวนั้น เห็นว่ามันเป็นตัวเมียและมีลักษณะดี ถามขึ้น

    “ก็เอาสิ ถ้าแกอยากจะได้ไปเลี้ยง” ผู้มีหน้าที่ดูแลหมู่บ้านกล่าวกับลูกบ้านอย่างใจเย็น

    ที่ใต้ต้นมะม่วง อีสีนวลเดินวนไปวนมาอย่างกระวนกระวาย มันเป็นห่วงลูกของมันที่ร้องลั่นอยู่ในคอก หรือว่ามันรู้ตัวว่าจะถูกฆ่าก็ไม่รู้ มันหายใจฟืดฟาดแล้วร้องโฮกอย่างวัวป่วยขึ้นเป็นบางครั้ง เหมือนจะปลอบลูกของมันที่วิ่งร้องอยู่ในคอก ลูกวัวที่ยังไม่หย่านมตัวนั้นก็เช่นกัน มันร้องคร่ำครวญอย่างน่าเวทนา ยิ่งตอนที่มันเห็นแม่ผู้ให้กำเนิดถูกลุงทัตทุบด้วยท่อนไม้ มันยิ่งร้องเจียนขาดใจ

    ระหว่างชำแหละวัวอยู่ อย่างไม่ทันระวังตัว ลุงทัตก็ถลาออกไปตามแรงชนของลูกวัว ที่มันมุดคอกวิ่งออกมาตั้งแต่เมื่อใดไม่มีใครรู้ แม้จะเป็นการชนของลูกวัว ก็สร้างความจุกเสียดให้แกได้ไม่น้อย

    “บ๊ะ! เดี๋ยวปั๊ดฆ่าทั้งแม่ทั้งลูก” ลุงทัตเดือดดาลด้วยความโกรธ พอเก็บมีดขึ้นมาได้แกก็ฟันใส่คอลูกวัวตัวนั้น หมายมั่นฟันให้เต็มคมในคราวเดียว ทว่ายังไม่ถึงคราวตายของลูกวัว เพราะมันเอี้ยวคอกลับมาดูร่างของแม่มันพอดี ปลายมีดจึงเฉี่ยวคอเป็นแผลยาว มันวิ่งไปอีกทางหนึ่งด้วยความเจ็บปวด ลุงทัตลุกขึ้นได้ก็เดินเข้าไปหาหวังจะฆ่าให้สมแค้น

    “เฮ้ย พอเถอะวะตาทัต แกฆ่าแม่มันแล้วก็พอเถอะ” ตาอินปรามขึ้น

    ลุงทัตทำท่าฟึดฟัดไม่พอใจ แต่จำต้องละมือจากลูกวัวตัวนั้น เพราะตาอินได้ขอซื้อมันจากผู้ใหญ่สุขแล้ว

    ตาอินต้อนจับมัน เอาเชือกผูกคอแล้วลากไปล่ามไว้กับรั้วหน้าบ้าน ลูกวัวสะบัดขัดขืนอยู่ตลอดเวลา เสียงร้อง “แม๊! แม๊!” ที่มันโก่งคอร้องจนแหบแห้งนั้น ฟังเผินๆ เหมือนกับคำว่า “แม่! แม่!” ของเด็กร้องไม่มีผิด ตาดำขลับที่เพิ่งลืมตาขึ้นดูโลกได้ไม่นานของมัน ถูกฉาบด้วยม่านน้ำบางๆ ของการพลัดพราก

    ลุงทัตในวันนี้ที่กลายเป็นอัมพาตแล้ว นอนลำดับเหตุการณ์เหล่านี้อย่างแจ่มแจ้ง ราวกับว่ามันเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน ทั้งที่มันผ่านมาแล้วกว่า 5 ปี ซึ่งตอนนั้นแกก็ไม่ได้ใส่ใจจำเรื่องนี้ ทว่าเรื่องปลีกย่อยต่างๆ เหมือนว่าถูกบันทึกไว้ในจิตอย่างละเอียด คอยตามย้อนแย้งให้แกรู้สึกผิดบาปไม่เว้นวัน

    ภาพที่ผุดขึ้นในลำดับต่อมา คือสาเหตุของการเป็นอัมพาตของแกเมื่อปีที่แล้ว

    เย็นวันหนึ่ง…

    แกผ่านไปทำธุระทางคุ้มหนองเตาปูน ฟากของหมู่บ้านทางนี้แกไม่ค่อยได้ผ่านมาบ่อยนัก พอทำธุระเสร็จและกำลังเดินกลับบ้าน ตาอินก็ต้อนวัวฝูงของแกสวนทางมา หลังจากตะโกนโหวกเหวกฝ่าเสียงกระดึงวัวทักทายกันตามธรรมเนียมแล้ว ขณะที่แกเดินเลาะฝูงวัวไปมีเสียงดังทึบ และแกมีความรู้สึกว่ามีใครเอาท่อนไม้ขนาดใหญ่มากระทุ้งที่หลังของแก ร่างของแกลอยถลาตกลงไปข้างถนน

    พอหันไปดูจึงรู้ว่ามันเป็นวัวแม่ลูกอ่อนตัวหนึ่งที่เดินวนเวียนปกป้องลูกของมันอยู่ ซึ่งเป็นธรรมชาติของสัตว์ไม่ว่าชนิดใดก็ตาม ที่จะมีสัญชาตญาณหวงลูกที่เกิดใหม่ของมัน แต่แววตาคู่นั้นต่างหากที่ผิดธรรมชาติสัตว์ ในความลึกลับดำขลับของดวงตา เหมือนว่าซ่อนไฟแห่งความเคียดแค้นชิงชังอยู่ มันทำให้แกนึกถึงลูกวัวตัวหนึ่ง ตัวที่แกฆ่าแม่ของมันต่อหน้าและพยายามจะฆ่ามันด้วยเมื่อหลายปีก่อน

    ท้ายที่สุดของความคิด แกมักจะสรุปว่ามันเป็นเรื่องบังเอิญ วัวตัวที่ชนแกคงไม่ใช่ตัวเดียวกันกับลูกวัวตัวนั้น เพราะเป็นไปไม่ได้ที่สัตว์ตัวหนึ่งจะมีความจำ และมีความอาฆาตเหมือนคน แต่ความเป็นจริงแล้ว วันนั้นกระดูกสันหลังของแกหักเจ็บปวดมากจนลืมสังเกตรอยแผลเป็นบางๆ เป็นแนวยาว ที่คอของแม่วัวตัวนั้น!

    ในโลกนี้มีเรื่องราวบางอย่างที่เหนือความคาดคิดของคนเรา เกินกว่าหลักตรรกะหรือเหตุผลจะให้คำตอบได้ หนึ่งในนั้นมีเรื่องของเวรกรรมรวมอยู่ด้วย เพื่อกลบเกลื่อนความจริงของเรื่องนี้ หลายคนจึงมักจะโยนคำว่า “ไร้สาระ” ทับถมมันเอาไว้

    ปัญหามีอยู่ว่า ก็ในเมื่อเรื่องกรรมมันเป็นเรื่องจริงอย่างหนึ่งแล้ว ใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ตาม กรรมจะทำหน้าที่อย่างเที่ยงธรรมของมันอยู่เสมอ คนที่เชื่อก็ถือว่าดีไป เพราะมีโอกาสที่จะสร้างกรรมดี แต่คนที่ไม่เชื่อจะกลายเป็นคนที่น่าสงสาร ในคราวที่กรรมชั่วของตนให้ผลเหมือนดังเช่นลุงทัต สีสด หรือว่า ทัต มือมีด

    ต่อเรื่องของกรรมนี้เรามักจะได้ยินคำพูดว่า “ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว”
    ที่มักจะมีคำย้อนแย้งตามมาคือ “ทำดีได้ดีมีที่ไหน ทำชั่วได้ดีมีถมไป”
    ซึ่งเป็นคำย้อนของบุคคลที่ไม่เข้าใจต่อหลักกรรม เพราะไปเอาวัตถุข้าวของเงินทอง หรือแม้แต่คำชมเชยสรรเสริญมาเป็นผลของการทำดี อันเป็นการบิดเบือนความหมายของการทำดีอย่างหน้าด้าน และเห็นแก่ตัว

    คุณค่าของกรรมดีเริ่มต้นมาจากการคิดดี แล้วก็ลงมือทำดี สิ่งที่ได้ทำลงไปแล้วนั้นต่างหากที่เป็นความหมายแท้ เหมือนเช่นว่าเราปลูกมะม่วง ผลของมันต้องเป็นมะม่วง แต่คนที่ไม่เข้าใจเรื่องกรรม จะอยากให้ต้นมะม่วงของตนออกลูกเป็นเงินเป็นทอง หรือแม้แต่เป็นคำชื่นชมสรรเสริญ ซึ่งมันผิดต่อหลักความจริง

    กรรมชั่วก็เช่นกันเพราะมันเป็นอีกฟากของการกระทำ การให้ผลของมันในบางครั้ง ดูเหมือนว่าธรรมชาติจงใจแกล้งมนุษย์ หรือทำไมมันช่างเป็นเรื่องบังเอิญขนาดนั้น ดังเรื่องราวของลุงทัต สีสด ที่ผ่านมา

    แกมักจะนอนนึกถึงเรื่องวัวตัวนั้น ทั้งที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันเป็นวัวตัวเดียวกันหรือเปล่า ตาของมันก็อาจจะเหมือนตาวัวธรรมดาตัวอื่นๆ ก็ได้ แต่ผลของการกระทำที่แกฆ่าสัตว์มามากนั้นต่างหาก ที่มันบันทึกอยู่ในจิตใจและคอยผุดขึ้นมาทิ่มแทงหลอกหลอนแก

    กฎทางวิทยาศาสตร์ของเซอร์ ไอแซก นิวตัน ข้อหนึ่งมีว่า “แรงทุกชนิดเกิดเป็นคู่ ทำกิริยาและปฏิกิริยาต่อกัน ด้วยขนาดของแรงเท่ากัน แต่สวนทางกัน” แม้จะเป็นทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ที่พิสูจน์ได้ จับต้องได้ ก็ยังเป็นการยากที่จะเข้าใจ

    จะกล่าวไปไยกับ “กฎแห่งกรรม” ที่เป็นนามธรรมจับต้องไม่ได้ แต่มีอยู่จริง และรอเวลาย้อนกลับมาสนองตอบผู้กระทำอยู่ทุกเมื่อ!.

  49. นั่งรอมาหลายเพลา เมื่อไรเจ้าของร้านจะกลับมา

    กาแฟหมดแล้วท่าน

  50. คุณสวรรค์เสก

    คุณเขียนยาวมากกกกก
    จนแมลงที่,uแสงน้อยนิดในตัวเอง
    ไม่สามารถขยับปีกอ่านได้ไหว

    เลยจนปัญญาจะหาคำมาตอบ โต้

    ………..

    ไมไม่เปิดบล๊อกตัวเองเลยล่ะค่ะ

    ขยันขนาดเนาะ

    ทำมาหากินไรค่ะ….ท่านถึงสามารถปั่นตัวอักษร…ราวกับปั่นหุ้น

    🙂

  51. “ข้าพเจ้าไม่ทราบว่าโลกจะมองข้าพเจ้าด้วยสายตาเช่นไร
    แต่สำหรับตัวข้าพเจ้าเอง ข้าพเจ้าคิดว่าตัวเองเหมือนเด็กๆ ที่ชอบออกไปเที่ยวเล่นตามชายหาด เพื่อค้นหาเปลือกหอยและหินแปลกๆ ในขณะที่ความจริงอันยิ่งใหญ่แห่งท้องทะเล ซึ่งยังเป็นปริศนาอันเร้นลับ กำลังม้วนตัวโถมเข้าสู่ชายหาดแทบเท้าข้าพเจ้า…”

    (บันทึกก่อนตายของ เซอร์ไอแซก นิวตัน)

    .
    .

    เฮ้ยยยยยยยยย ก็ยังนับว่าดีที่มีพี่ท่านอานันท์ กับแม่นางหิ่งห้อย–แมลงตัวน้อยที่สวยดี โผล่หน้าโผล่หนวดออกมาทักทายกันบ้าง นึกว่ามีแต่เกล้า–นายสอ ใส่สะเก็ต นั่งหง่าวอยู่กะไอ้กาฟิวส์สองตัว เอ๊ย! หนึ่งคน กะ หนึ่งตัว ต่างหากล่ะ (เหม่ เกือบเผลอกาดตกแล้วไหมล่ะ)

    แม่นางหิ่งห้อยขอรับ
    ข้าพเจ้าไม่ได้เขียนสดๆ วันต่อวันแต่อย่างใดดอก หากเป็นเรื่องสั้นนั้นเขียนไว้ตั้งแต่สมัยพระเจ้าเหายังไม่เปิดประชุมสภาโน่น ถ้าเป็นบทความยาวๆ ข้างบนโน้นละก้อ ข้าพเจ้าเสียกลท่านเถ้าธุลีดินคนดี เขียนเรื่องนั้นขึ้นมาเมื่อประมาณต้นเดือนที่ผ่านมาละกระมัง

    หากแม่นางเคยแวะเวียนมาคาเฟ่แห่งนี้ช่วงนั้น คิดว่าน่าจะได้อ่านไปแล้ว นี่ท่านเถ้า–พี่ชายที่แสนดีของเกล้าไม่อยู่ เกล้าผู้น้อยก็เลยไม่มีสายล่อฟ้า ไม่มีต่อมกระตุ้นมุขฮาๆ หื่นๆ จึงต้องย้อนไปก๊อปปี้เอาบทความเก่าๆ มาโพสต์เล่นๆ ซะอย่างงั้นเองแหละขอรับ

    ทำไมเกล้าไม่เปิดบล๊อก?
    อ้อ ยังไม่ถึงเวลาขอรับแม่นาง ตอนนี้ขอซุ่มเรียนภาษาอังกฤษไปก่อน (แนะนำให้อ่านบทความที่เกล้าโพสต์ไปเมื่อวานจะเข้าใจอะไรมากขึ้นขอรับ) เอาสักแค่พออ่านออกเขียนได้ก็พอ เกล้าก็จะเลิกเรียน อีกทั้งตอนนี้ความรู้ของเกล้ารึก็ยังน้อยนัก ยังต้องขยันอ่านหนังสือให้มากกว่านี้ กะว่าอีกสัก 3-4 ปี เกล้าถึงจะออกจากฝักดักแด้ ไปร่วมโบยบินในท้องฟ้าและท่องไปในป่าอักษรกับพวกพี่ๆ ท่าน ผู้ก้าวไปก่อนแล้วในตอนนี้ หวังใจเหลือเกินว่า “ก้าว” เหล่านั้นจะ “รอก้าว” ของเกล้าที่กำลังจะก้าวตามไป

    ขยันขนาดเนาะ?
    วุ้ย ขี้เกียจจนขนขึ้นทั่วตัวเจียวละแม่นาง (ยกเว้นฝ่ามือกะฝ่าเท้ากระมังที่ขนไม่กล้าขึ้น)

    ทำมาหากินอะไร?
    ก็หุงข้าวต้มแกงเจียวไข่ไปตามมีตามได้นั่นแหละขอรับ (แฮ่ๆ วอนอีกแล้ว)
    คือตอนนี้ ก็อย่างที่บอกนั่นแหละขอรับ เป็นนักเรียนโข่งอยู่ หางานพาสทามส์ทำบ้างนิดๆ หน่อยๆ พอได้ค่าข้าว ค่ากับ และค่าเช่าห้องน่ะขอรับ

    .

    เกล้าได้อ่านสารคดีเกี่ยวกับเอกภพ จากวารสาร “สารคดี” จึงประมวลเอาองค์ความรู้เหล่านั้น (บางท่อนก็ก๊อปมาเลย) เขียนลงในสมุดบันทึกเพื่อทบทวนความจำของตัวเอง

    มาบัดนี้ เกล้าเห็นว่าปล่อยทิ้งไว้เฉยๆ ก็กระไรอยู่ จึงพิมพ์-โพสต์มาให้เพื่อนพ้องน้องพี่ ประดา “ญาติใยแก้ว” ทั้งหลายได้อ่านกันด้วย

    เกล้าคิดว่าพวกท่านพี่และคุณน้องคงทราบเรื่องเหล่านี้กันดีอยู่แล้ว กระนั้นก็ถือซะว่าเป็นการทบทวนความจำกันอีกสักครั้งนะขอรับ

    .
    .

    “ไม่ว่าสวรรค์หรือแผ่นดิน ก็มีอายุเท่าตัวข้า
    จะหมื่นแสนล้านชิ้น มันก็เป็นสิ่งเดียวกัน”

    (Chuang Tzu 300 ปีก่อนคริสตกาล)

  52. เอกภพ (โดย สิญจน์ สวรรค์เสก)

    .
    .

    ปโตเลมี (ค.ศ 90-168) ปราชญ์กรีกโบราญบอกว่า

    “โลกเป็นศูนย์กลางแห่งเอกภพ ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดวงดาวอื่นๆ เคลื่อนที่อยู่รอบโลกเท่านั้น”

    เพื่อยืนยันและทำให้ผู้คนมองเห็นภาพได้ง่าย เขาได้วาดภาพการโคจรของดวงดาวต่างๆ รอบโลกได้อย่างอัศจรรย์ ถือว่าเป็นวิวัฒนาการที่ล้ำยุคมากในตอนนั้นเท่าที่มนุษย์ผู้หนึ่งจะคิดได้ และยังแผ่อิทธิพลทางความคิดมาสู่นักวิทยาศาสตร์รุ่นแล้วรุ่นเล่าตราบถึง…

    นิโคลัส คอเปอร์นิคัส (ค.ศ 1473-1543) ที่ออกมาฟันธงเปรี้ยงเข้าให้ว่า “โลกเป็นเพียงดาวเคราะห์ธรรมดาๆ ดวงหนึ่ง ในดวงดาวอีกหลายดวงที่โคจรรอบดวงอาทิตย์ และมีดวงจันทร์โคจรรอบโลกอีกชั้นหนึ่ง ดวงอาทิตย์ต่างหากที่เป็นแกนกลางของจักรวาล”

    กาลิเลโอ กาลิเลอี (ค.ศ 1564-1642) อัจฉริยะบุรุษชาวอิตาลี่ ผู้หาญกล้าออกมายืนยันว่าทฤษฎีของคอเปอร์นิคัสนั้นถูกต้อง และกล่าวอีกว่า “โลกนี้กลม มิได้แบนเหมือนที่ในคัมภีร์ไบเบิลกล่าวไว้ดอก” เขาผู้นี้เกือบถูกเผาทั้งเป็น ฐานทำให้คำสอนของพระเจ้าผู้บริสุทธิ์และทรงพลังต้องแปดเปื้อน

    โจฮันส์ เคปเลอร์ (ค.ศ 1571-1630) บุรุษธรรมดาที่เฝ้ามองสรวงสวรรค์ จนล่วงรู้กลไกการโคจรของดวงดาวว่าเป็นวงรี มิได้เป็นวงกลมดังเช่นที่คนรุ่นก่อนเข้าใจ แต่ปริศนาที่ว่า “พลังอำนาจลึกลับใดที่กำหนดให้ดาวเคราะห์ทั้งหลายโคจรรอบดวงอาทิตย์” นั้น เป็นคำถามที่ดำมืดตราบจนวันสุดท้ายของการสิ้นลมของบุรุษผู้ไม่ธรรมดาผู้นี้

    เซอร์ ไอแซก นิวตัน (ค.ศ 1642-1727) ดันทะลึ่งไปนอนเล่นใต้ต้นแอปเปิ้ล แล้วเห็นผลของมันหล่นกระแทกพื้นดิน ซึ่งนั่นเองคือคำตอบของกฏแห่งแรงโน้มถ่วงของเขาที่ว่า

    “วัตถุต่างๆ ส่งแรงดึงดูดซึ่งกันและกัน โดยขนาดของแรงจะเพิ่มขึ้นตามมวลของวัตถุ แต่จะลดลงเมื่อระยะห่างกันมากขึ้น”

    เพื่อให้เข้าใจง่าย จึงมีหลักเปรียบเทียบว่า

    “เหมือนการหมุนเหวี่ยงเชือกซึ่งผูกก้อนหินไว้ที่ปลายข้างหนึ่ง ก้อนหินนั้นจะลอยหมุนวนรอบตัวเราโดยแรงดึงจากเชือก เช่นเดียวกับที่โลกและดาวเคราะห์ทั้งหลายโคจรรอบดวงอาทิตย์ด้วยแรงโน้มถ่วง และด้วยแรงเดียวกันนี้เองที่ทำให้แอปเปิ้ลตกลงสู่พื้นดิน”

    แล้วยังกล่าวเอาไว้อีกประโยคหนึ่งว่า

    “จักรวาลทั้งหมดเคลื่อนไหวและไม่เคยหยุดนิ่ง เช่นเดียวกับเครื่องจักรกลที่ควบคุมโดยกฎซึ่งไม่เคยเปลี่ยนแปลง”

    เหล่านี้คือการวิวัฒนาการทางความคิด จากเดิมที่คิดว่าโลกเป็นศูนย์กลางของจักรวาล มาจนถึงยุคที่คิดว่าดวงอาทิตย์ต่างหากที่เป็นศูนย์กลางไม่ใช่โลก จนกระทั่ง…

    เซอร์ วิลเลี่ยม เฮิร์สเชล (ค.ศ 1738-1822) ปราชญ์ชาวอังกฤษ เป็นผู้ท่องไปสู่อาณาจักรทางช้างเผือกด้วยกล้องโทรทรรศน์จนล่วงรู้ว่า “ทางสีขาวที่พาดเป็นแนวยาวนั้น แท้จริงแล้วเกิดจากดาวฤกษ์ (แบบเดียวกันกับดวงอาทิตย์) นับแสนล้านดวง อัดแน่นรวมกันอยู่ และรวมตัวกันเป็นระบบเหมือนเกาะๆ หนึ่งที่อยู่ในจักรวาลอันกว้างใหญ่ไพศาล ดวงอาทิตย์ของเราเป็นเพียงหนึ่งในสมาชิกดาวฤกษ์แสนล้านดวงนั้น” การค้นพบของเขาเป็นการล้มล้างความคิดที่ว่าดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางของจักรวาลลง

    ปลายศตวรรษที่ 19…

    โทมัส ไรท์ และ เอมมานูเอล แคนท์ บอกว่า “มีดาราจักรอีกดาราจักรหนึ่งที่นอกเหนือออกไปจากดาราจักรทางช้างเผือก” ทว่าคำกล่าวของเขาทั้งสองนั้นเหมือนสายลมที่โชยมาแล้วผ่านไปโดยไม่มีใครเชื่อ เพราะล้วนคิดว่าแค่ดาราจักรทางช้างเผือกที่มีดวงอาทิตย์อยู่ตั้งแสนล้านดวง (และอาจจะมีดาวเคราะห์ที่มีสิ่งมีชีวิตอยู่เหมือนโลกนี้มีอยู่มากมายเช่นกัน) ก็กว้างใหญ่มหาศาลแล้ว ยังจะมีดาราจักรอื่นอีกหรือ (เหมือนกับการที่คนสมัยก่อนคิดว่าดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางของจักรวาล)

    เอ็ดวิน ฮับเบิล (ค.ศ 1924-….) คือผู้พิสูจน์ว่าคำพูดของโทมัส ไรท์และเพื่อนคือความจริง เขาตั้งชื่อให้ดาราจักรน้องใหม่นั้นว่า “แอนโดรเมดา” ซึ่งเป็นชื่อของราชธิดาผู้เลอโฉมในตำนานแห่งกรีก พระนางลอยอ้อยอิ่งพาบริวารดวงอาทิตย์นับแสนล้านดวงโคจรไปเรื่อยๆ หากมีดาวเคราะห์บางดวงในระบบดาราจักรของพระนาง มีสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคนอาศัยอยู่ พวกเขาก็จะมองดูดาราจักรทางช้างเผือกของเราอย่างสงสัยในหัวอกเหมือนกันว่า ที่โน้นจะมีคนอยู่ไหมหนอ (แม้ในดาราจักรของเราเองที่มีระบบสุริยะจักรวาลนับแสนล้านดวง เราก็ยังไม่แน่ในเลยว่ามีสิ่งมีชีวิตร่วมทางช้างเผือกด้วยอีกหรือเปล่า)

    และแล้ว…กล้องโทรทรรศน์สมัยใหม่ ทำให้เรามองเห็นความต่ำเตี้ย น้อยนิด เบาหวิว ดุจเศษธุลีในอวกาศของโลกมากขึ้น เพราะมันทำให้เราค้นพบว่า ในเวิ้งเอกภพนี้มีดาราจักรอื่นๆ อีกนับหมื่นล้านดาราจักรกระจัดกระจายกันอยู่ ซึ่งแบ่งออกเป็นสามชนิดคือ แบบรูปไข่ แบบไม่มีรูปร่างที่แน่นอน และแบบกังหัน (เหมือนทางช้างเผือกของเรา)

    อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (ค.ศ 1879-1955) ผู้ใช้สมการคณิตศาสตร์ และทฤษฎีสัมพันธภาพเปิดโปงความดำมืดของห้วงกาลอันกว้างใหญ่ ผู้พลิกจักรวาลขึ้นมาให้โลกรู้ว่า ในเวิ้งนภากาศนี้มีมิติซ้อนกันอยู่ถึง 4 มิติ แบ่งเป็นมิติของอวกาศ 3 มิติ และมิติของเวลาอีก 1 มิติ

    อัจฉริยะบุรุษผู้นี้ยังบัญญัติทฤษฎีที่บอกว่า พลังงานทั้งหลายคือ มวล+ความเร็วแสง (E=MC2) มวลของดวงดาวที่ใหญ่มากๆ นั้นทำให้เกิดการม้วนตัวของห้วงอวกาศ และนั่นคือเหตุที่ทำให้ดวงดาวต่างๆ โคจรรอบกันและดึงดูดกันอยู่

    เขายังค้นพบอีกว่า แสงที่ว่าเดินทางเร็วที่สุดนั้น แท้จริงแล้วเร็วแค่ 3 แสน ก.ม ต่อวินาที เวลาหนึ่งปี แสงจะเดินทางได้แค่ 10 ล้านล้าน ก.ม (ซึ่งเรียกว่า 1 ปีแสง)

    หากเราเดินทางได้เร็วเท่าแสง (ซึ่งเป็นไปไม่ได้ เพราะวัตถุที่จะเดินทางได้เร็วเท่านั้นจะต้องผ่านแรงเสียดทานของบรรยากาศกระทั่งหลอมเหลวกลายเป็นแสง) จะใช้เวลาเดินทางผ่าดาราจักรทางช้างเผือกของเราเอง 1 แสนปี (เฮ้ย คนเรารึก็อายุแค่ 70-80 ปีเท่านั้น) หรือถ้าหากเราจะเดินทางจากโลกเข้าไปสู่ใจกลางทางช้างเผือกก็ต้องใช้เวลา 3 หมื่นปี

    แต่ยานที่เร็วเท่าแสงมนุษย์ยังสร้างไม่ได้ นี่ก็เป็นปัญหาหนึ่งของการสำรวจจักรวาล

    แค่ออกไปเที่ยวดวงจันทร์ที่เปรียบเหมือนเพิ่งเดินออกจากมุ้ง หรือห้องนอน มนุษย์ก็ตื่นเต้นมากแล้ว ปะสาอะไรกับการท่องไปในโลกของเอกภพที่กว้างใหญ่ ซึ่งมีการโคจรของดวงดาวอื่นๆ ทั้งในดาราจักรทางช้างเผือกของเราเอง และดาราจักรอื่นๆ อีกนับหมื่นล้านดาราจักร

    นักฟิสิกส์หัวฟูผู้นี้ยังเปิดมุมมองอันพิสดารของเอกภพขึ้นอีกว่า

    “อดีต อนาคต และปัจจุบัน คือตัวตนของกาลเวลา…

    เหตุนั้น ขณะที่เรามองเห็นแสงของดาวบางดวงที่อยู่ห่างจากโลกออกไป 40 ปีแสง นั่นหมายถึงเรามองเห็นอดีตของมันเมื่อ 40 ปีมาแล้ว (เพราะแสงเพิ่งเดินทางมาถึงโลก) ทั้งที่ขณะปัจจุบันจริงๆ นั้น มันอาจแตกดับไปแล้ว ซึ่งเราจะรู้จะเห็นได้ก็ต่อเมื่อในอีก 40 ปีข้างหน้า (เพราะตอนนี้แสงกำลังเดินทางมาสู่โลกมนุษย์) แล้วความลับของดาราจักรแอนโดรเมดา เพื่อนบ้านของเราที่อยู่ห่างออกไปถึง 2.2 ล้านปีแสงนั่นล่ะ มันมีอะไรซุกซ่อนอยู่ในนั้นหรือเปล่า ขณะที่เรามองดูพวกมันด้วยกล้องโทรทรรศน์ หรือนั้นคือการย้อนกลับไปดูการมีอยู่ของแสงในอดีตเมื่อนับล้านๆ ปีที่ผ่านมา…แค่นั้นเองหรือ?

    เอกภพนี้มีอายุนับล้านล้านปี (ซึ่งเราไม่อาจรู้วัน-เวลาเกิดที่แน่นอนได้)

    โลกมนุษย์เพิ่งปลิวออกมาจาก…(ไหนไม่รู้)…เมื่อ 4,500 ล้านปี (เกล้าเดาเอาเองว่า ป๋าๆ นักวิทย์ทั้งหลายก็คงจะใช้การคาดเดากันเท่านั้น)

    1,500 ล้านปีต่อมา หน่วยของสิ่งมีชีวิตแรกอุบัติขึ้น (ชัวร์จริงๆ อ่ะ? มั่วกันเองมั๊ง!)

    ผ่านทฤษฎีวิวัฒนาการอันซับซ้อนพิสดารขึ้นทุกทีจนกระทั่ง…

    เมื่อเร็วๆ นี้ (4 หมื่นปีกว่าๆ หากเทียบกับอายุของเอกภพต้องพูดว่าไม่กี่นาทีที่ผ่านมานี้เอง) บรรพบุรุษของสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่ง ซึ่งต่อมารู้จักการล่าสัตว์และเพาะปลูก รู้จักการละเล่นและดนตรี รู้จักการประดิษฐ์คิดค้นวัสดุอุปกรณ์ ได้ปรากฏกายขึ้นในบรรณพิภพ

    ฉะนั้นในห้วงชีวิตของคนๆ หนึ่ง ที่มีอายุไม่ถึงร้อยปี แต่พยายามอาจหาญคิดค้นทฤษฎีมาอธิบายเอกภพอันยิ่งใหญ่ที่มีอายุนับล้านๆ ปีนี้ ซึ่งอาศัยวิธีการสังเกตดวงดาวบนท้องฟ้าด้วยวิทยาการอันมีอยู่ในปัจจุบัน หรือใช้ทฤษฎีการคำนวนใดๆ ก็ตาม มาพยากรณ์การเกิดขึ้นและความเป็นไปของเอกภพ โลกคงไม่มีทางได้คำตอบที่แท้จริงล่ะกระมัง
    .
    .
    .
    “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สิ่งที่เราตถาคตรู้นั้นมีมากมายดุจใบไม้ในป่า แต่ที่เรากล่าว ที่เราบัญญัติไว้นี้มีเพียงประมาณใบไม้ในกำมือนี้เท่านั้น เพราะเหตุใดเราไม่กล่าว ไม่บัญญัติเรื่องเหล่านั้นหรือ

    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัตว์โลกที่เกิดมา ล้วนมีทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น มีทุกข์เท่านั้นที่ตั้งอยู่ มีทุกข์เท่านั้นที่ดับไป ประโยชน์อะไรที่เราตถาคตจะกล่าวออกไปมากจากเรื่องเหล่านี้

    จะมีประโยชน์หรือภิกษุทั้งหลาย ที่บุคคลผู้ถูกลูกศรคือความทุกข์ปักอยู่ แล้ววิ่งไปด้วยความทุกข์จากลูกศรนั้น เพื่อค้นหาว่าใครเป็นผู้ยิงมันมา และลูกศรนี้ทำมาจากไม้อะไร เราตถาคตเห็นว่าบุรุษนั้นต้องตายไปเปล่าๆ โดยไม่เกิดประโยชน์อะไรต่อตัวเอง

    การพยายามช่วยตัวเองด้วยการถอนลูกศรคือความทุกข์ออกไปจากตัวเองนั้นต่างหาก คือหน้าที่ของบุรุษนั้นที่ต้องทำก่อนอย่างอื่น ฉันใด การเกิดมาของคนเราก็ฉันนั้น การงานใดถ้าไม่เป็นไปเพื่อถอดถอนความทุกข์ออกแล้ว การงานนั้นย่อมเป็นมิจฉากัมมันตะ ไม่ถูกตามหลักอริยะมรรคแปดประการแต่อย่างใด”
    .
    .
    .
    ถ้าบิ๊กแบง (Big Bang) หรือว่าทฤษฎีระเบิดใหญ่คือจุดกำเนิดของจักรวาล เป็นเรื่องจริงตามหลักความเชื่อทางวิทยาศาสตร์ นั่นก็น่าจะเปรียบเหมือนการเกิดขึ้น

    การส่องสกาวของดวงดาว ส่งแสงระยิบยับหยอกเอินกันในห้วงนภากาศ คือความเป็นหนุ่มสาว

    การพองโต มีสีแดงปลั่งอย่างที่เรียกว่าดาวยักษ์แดง (Red Giant) ที่อุณหภูมิต่ำลงก่อนแตกดับ คือความเจ็บป่วยและแก่ชรา

    การระเบิดของดาวยักษ์แดง กระจายฝุ่นผงในห้วงเวหา จนเกิดการยุบตัวอย่างฉับพลันในห้วงอวกาศเช่นนั้นทำให้เกิดหลุมดำ (Black Hole) ที่ทำให้ทุกอย่างสูญสิ้น แม้แต่แสงก็ไม่สามารถเดินทางผ่านบริเวณนั้นได้ และรวมถึงการละลายกลายเป็นฝุ่นผงของดาวเคราะห์เล็กๆ อื่นๆ คือความตาย

    สัจจธรรมที่ว่า เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แปรปรวน แล้วแตกดับ จึงเป็นสภาวะธรรมที่ครอบจักรวาลอย่างแท้จริง ไม่ว่าสิ่งนั้นจะมีวิญญาณครองหรือไม่ก็ตาม

    โอ้ชีวิต สั้น น้อยนิด ต่ำเตี้ย และไร้แก่นสารปานนั้นเชียวหรือ?

  53. เอ่อ

    พูดแล้วอาย

    แวะเวียนมาแถวนี้บ่อยก็จริง

    แต่แค่มาเยี่ยมหน้า

    แล้วก็สะบัดหนีไป

    ไม่ค่อยได้จด จำ ว่ามีใครมานั่งคุยกับท่านธุลีดินบ้าง

    เพราะเราไม่ค่อยชอบอ่านงานในเวบที่เขียนยาวๆๆๆ

    เรายังชอบกลิ่นกระดาษ กลิ่นหมึกอยู่

    อินเตอร์เน็ต มีไว้หาเพลงฟัง นั่งดู รูปโป๊ (๕๕๕๕)

    🙂

  54. “ให่ข่อยไล้ลืมเจ้า บ่มีไล้ลืมง่าย
    ฟ้าสิหงาย ดินทรายสิปิ้น
    หินอยู่น้ำฟูขึ้นกะบ่ไล้”

    (ผหญาอีสาน)

    .
    .

    อ่า แม่นางหิ่งห้อย เหมือนกันขอรับ เกล้าก็เป็นด้วยท่าน
    การอ่านงานเขียนต่างๆ ทางอินเตอร์เน็ตนั้น กระผมก็ไม่ค่อยได้อ่านเท่าไหร่นัก
    สาเหตุหลักก็เพราะดวงตาน่ะขอรับ ตาไม่ดี(ถูกยายตีอยู่บ่อยๆ) เป็นโรคต้อลมน่ะขอรับ
    ต้องคอยเอาน้ำตาเทียมหยอดอยู่บ่อยๆ

    ผมสังเกตตัวเองว่า หากนั่งอ่านหนังสือทางคอมฯแล้ว จะอ่านได้ไม่นาน ประมาณ 2-3 ชั่วโมงก็ต้องเผ่นแล้วล่ะครับ แต่ถ้าอ่านจากหนังสือเล่มจะทำให้อ่านได้นาน และความคิดจะตกผลึกจากงานเขียนชิ้นนั้นๆ ได้มากกว่า

    ไม่เป็นไรดอกขอรับ ไม่อ่านก็ไม่เป็นไร แค่เข้ามาทักทายกันแค่นี้
    ผมกะไอ้แมวกาฟิวส์จอมทะลึ่งเพื่อนรัก ก็ดีใจจมหูจมหางแล้ว

    วันนี้แค่นี้ก่อนนะขอรับ

    (“เมี๊ยวๆๆๆๆๆๆ เมียว”

    “อะไรของเอ็งวะ หือ ไอ้กาฟิวส์?”

    “เมียวๆๆ เมี่ยว เมี้ยว เมี๊ยว เมี๋ยว”

    “อ้อ เข้าใจแล้ว เฮ้ย! ถามยังงั้นจะดีเหรอ? เธอเป็นผู้หญิงนะ”

    “เมียว เมียว” (ดี ดี)

    “เอ๊า เอาก็เอา ถามก็ถาม”)

    อ่ะ ว่าแต่ว่า เอ่อ…รูปโป๊น่ะขอรับ หาดูได้ที่ไหนเอ่ย?
    ผมไม่ได้อยากดูเลยจริง จริ๊งงงง แต่สงสารไอ้กาฟิวส์มัน
    แมวมันกำลังบ้าน่ะขอรับ ฮอร์โมนกำลังผิดปรกติ นึกว่าทำบุญทำทานสงสารมันเถิด บอกให้เกล้าได้รู้สักนิดนะขอรับ

    .
    .

    “คึดฮอดบ้านบุญผะเหวดคือสิหลาย (บุญผะเหวด–>เทศน์มหาชาติ)
    คือสิมีกัณฑ์หลอนแห่งันลำฟ้อน
    ทศพอนกัณฑ์ต้นมหาพนใกล้สิเทียง
    เสียงมะลึกคึกคื้นอย่าลืมอ้ายผู้อยู่ไกล” (เด้อนางเด้อ เด้อๆ นางเด้อ)

    (ผหญาอีสาน จากคำนำวรรณกรรมเรื่อง ฟ้าบ่กั้น โดย ลาว คำหอม)

  55. นางพราย (โดย สิญจน์ สวรรค์เสก)

    .
    .

    มันเป็นคืนที่มืดสนิทในเดือนข้างแรม สายฝนโปรยปรายมากับสายลมอ่อนขณะที่บักโข่งเดินไต่คันนาตรวจยามเบ็ดที่ปักไว้แต่หัวค่ำ เขานึกกระหยิ่มว่านี่ช่างเป็นโชคดีของเขา ที่ตัดสินใจเดินข้ามป่าช้ามาปักเบ็ดที่ชายคลองฝั่งทางนี้ เพราะยังไม่ถึงเที่ยงคืนเลยก็ได้ปลาครึ่งข้องใบเขื่องแล้ว

    ‘กลัวอะไรกันไม่เข้าเรื่องไอ้พวกบักมี บักหำ กูชวนมาแล้วก็ไม่มา กะอีแค่อีนางมันตกน้ำตายทั้งกลมตรงคุ้งน้ำนั่น พลอยทำให้พวกมันกลัวหัวหดไม่กล้ามา ดีเสียอีกไม่มีใครมาแย่ง คืนนี้ล่ะพ่อจะเอาให้เต็มข้องแล้วค่อยกลับ’ เขาคิดไปถึงเพื่อนทั้งสองขณะเดินยิ้มที่มุมปากอยู่คนเดียว

    บักโข่งเดินรี่เข้าไปปลดปลาช่อนตัวใหญ่เท่าข้อมือจากเบ็ดคันหน้า แล้วเกี่ยวเหยื่อไส้เดือนวางเบ็ดต่อ ก่อนเดินผิวปากหวิวไต่คันนาฝ่าสายฝนตรงไปต้นไทรใหญ่ ใต้ต้นไทรนั้นมีเถียงนา(ห้างนา)หลังน้อยตั้งอยู่ เถียงนานี้มุงด้วยหญ้าคาห่างๆ และมันก็เก่าเต็มที มันรั่วแทบทั้งหลัง แต่ยังมีมุมหนึ่งที่พอคุ้มฝนได้ ใต้เถียงนาตรงมุมนั้นบักโข่งได้ก่อกองไฟเอาไว้ก่อนออกเดินยามเบ็ด

    “อ้าว! โธ่โว้ย!” เขาหัวเสียกับไฟส่องปลาที่ติดๆ ดับๆ เพราะหัวเทียนเสื่อม ด้วยความรำคาญและกลัวหัวเทียนขาด เขาจึงปิดสวิตช์ไฟเดินไต่คันนาฝ่าความมืด โดยจ้องมองกองไฟเป็นเป้าหมาย

    “บ๊ะ! นี่ถ้ามีเกลือหน่อยละเอ็งเอ๊ย!” เขาเดินครางเบาๆ ด้วยความหนาว สายตายังจ้องที่กองไฟลาเปลวเหลือเพียงถ่านคุโชนอยู่ และด้วยถ่านแดงนั้นทำให้เขาคิดเผาปลากิน “ไม่มีก็ช่างปะไร ปลาเป็นๆ เผาสดๆ เนื้อมันก็หวานดีอยู่แล้ว” เขาเลียเม็ดน้ำฝนที่ไหลเลียดใบหน้าลงมา รสมันปะแล่มเหงื่อ ขณะเดินสวบสาบฝ่าหญ้ารกตรงไป

    “เอ๊ะ! คนหรือเปล่าวะนั่น?”

    บักโข่งสังเกตเห็นเงาดำๆ เหมือนคนนั่งอยู่ข้างกองไฟ เขาขยี้ตาเพ่งมองใหม่ เงาดำนั้นก็หายไปแล้ว ‘เอาแล้วไหมล่ะกู แค่คิดจะเผาปลากินเลยหิวจนตาลาย มองเห็นอะไรก็ไม่รู้เมื่อกี้นี้’ เขาคิดเรื่อยเปื่อยจนเดินมาถึงต้นไทรพอดี

    เหมือนมีอาถรรพ์ดึงจิตหรืออาจจะเป็นสัญชาตญาณของคน ทำให้บักโข่งหันไปมองศาลเพียงตาที่ยืนขรึมตรงโคนไทร แม้ตอนนี้จะมองไม่เห็นอะไร แต่ภาพจากเมื่อหัวค่ำยังเด่นชัดอยู่ถึงสภาพอันเก่าโทรมของศาล ที่ต้นเสาแขวนรุงรังด้วยพวงมาลัยและผ้าเจ็ดสี ภายในศาลมีข้าวตอกดอกไม้ ก้านธูปและคราบน้ำตาเทียนเกรอะกรัง ลึกเข้าไปในศาลมีตุ๊กตากุมารยืนอยู่ ว่ากันว่าชาวบ้านสร้างศาลนี้ให้อีนาง และตุ๊กตาตัวนั้นเขานำมาตั้งไว้เพื่อให้อีนางเอาไปให้ลูกมันเล่น

    เมื่อตอนเย็นเขายืนดูแล้วยิ้มเยาะในความเชื่อแบบงมงายของชาวบ้าน แต่ในยามนี้เขากลับรู้สึกเสียวสันหลังวาบเมื่อมองดูศาลนั้น

    ปล๊าบ! สายฟ้าแลบวิ่งวาบสว่างไสวไปทั่วท้องนาแล้วตามมาด้วยเสียงฟ้าร้องอันกึกก้อง บักโข่งสะดุ้งเฮือกเพราะแสงฟ้าแลบเมื่อครู่ ทำให้เขามองเห็นตุ๊กตากุมารที่อยู่ในศาลยิ้มให้ เขารีบเปิดไฟฉายส่องดู แต่ภาพที่เห็นก็เหมือนเดิม คือตุ๊กตาตัวนั้นก็ยืนยิ้มน้อยๆ ที่มุมปากเหมือนเก่า

    เมื่อส่องดูจนแน่ใจจึงสรุปว่าตัวเองตาฝาด บักโข่งจึงปิดไฟฉายเดินเข้าไปหากองไฟที่ใต้ถุนเถียงนา พอคล้อยหลังไปก็เกิดฟ้าแลบอีกครั้ง แต่คราวนี้ดูเหมือนว่าตุ๊กตากุมารนั้นยืนยิ้มเย็นเยียบอยู่จริงๆ

    พอไปถึงกองไฟ บักโข่งไสฟืนเข้าใส่เร่งไฟจนลุกโชน เขาเขี่ยถ่านออกมาแล้วหักคอปลาช่อนโยนเผา ก่อนลากขอนไม้มานั่งผิงไฟรอครู่หนึ่ง พอปลาสุกหอมก็เขี่ยออกมาฉีกกิน สายลมเริ่มกราดเกรี้ยวกว่าเมื่อครู่ สายฝนก็พร่างพรูหนักกว่าเดิม บักโข่งนั่งสั่นเทิ้มบนขอนไม้แห้ง เขานั่งรัดเข่าแน่นเพื่อคลายความหนาวจากลมบาดเนื้อ

    “อูยยย หนาววว ขอเดินยามเบ็ดอีกครั้งเดียวแล้วกู้เบ็ดกลับไปนอนดีกว่า” เขานึกถึงที่นอนและผ้าห่มอุ่น สร้างจินตนาการสู้ความหนาว เขานั่งคิดอยู่นานราวสองชั่วโมงจนกองไฟเริ่มอ่อน นอกเถียงนาฝนซาเม็ดแต่สายฟ้ายังวิ่งเร้นในหลืบเมฆเป็นช่วงๆ บักโข่งลุกยืนบิดขี้เกียจก่อนคว้าเอาข้องกับไฟส่องปลาเดินออกไปยามเบ็ดครั้งสุดท้าย

    “บ๊ะ! เมื่อหัวค่ำมันติดเบ็ดแทบทุกคัน แต่ตอนนี้ปลามันหนีไปไหนหมดวะ” เขาบ่นพึมพำขณะเก็บกู้เบ็ดคันต่อคัน “ไอ้ไฟสัปปะรังเคนี่ก็ไม่ได้เรื่อง ติดๆ ดับๆ อยู่ได้ ขายปลาข้องนี้แล้วเดี๋ยวพ่อจะซื้อหัวเทียนเล่นสักโหล” เขาประชดความรำคาญของตัวเอง

    เสียงตูม! ตูม! ดังมาจากคุ้งน้ำเบื้องหน้า ทำให้บักโข่งละมือจากการกู้เบ็ดตรงนั้น เดินรี่ไปดูเบ็ดคันที่ปักไว้ใต้กอไผ่ริมคลอง พอไปถึงเขาเห็นคันเบ็ดโก่งลงแทบมิดน้ำ ผิวน้ำกระเพื่อมไหวเป็นวง

    “ชิชะ! ไม่ปลาช่อนก็ชะโด” เขาพูดขณะวางข้องปลาแล้วเอื้อมมือไปถอนคันเบ็ด

    เขาถอนมันด้วยความระมัดระวังเพราะกลัวสายเบ็ดขาด ค่อยๆ ดึงมันขึ้นมา บักโข่งผิดสังเกตกับน้ำหนักหน่วงที่ปลายเบ็ดแต่ไม่มีการดิ้นสะบัด วัตถุนั้นค่อยๆ ลอยขึ้นผิวน้ำ มันดูกลมเหมือนมะพร้าวที่คลุมด้วยจอกแหน แต่ก่อนที่จะรู้ว่าเป็นอะไรไฟฉายของเขาก็ดับพรึ๊บ! เขารั้งคันเบ็ดด้วยมือขวาแล้วใช้อีกมือหนึ่งเคาะหัวไฟฉายเบาๆ พอแสงไฟสว่างขึ้นอีกครั้ง สิ่งที่เห็นทำให้เขาแทบช็อค

    มันคือหัวของผู้หญิงผมยาวสยายลอยอยู่ผิวน้ำ ใบหน้านั้นบวมฉุช้ำเขียว ตาเหลือกถลนแทบจะหลุดจากเบ้า กำลังแสยะยิ้มด้วยฝีปากอันบวมบาน โดยมีเบ็ดเกี่ยวอยู่ที่ริมฝีปากบน

    “เหวอออ!” บักโข่งลากเสียงยาวเซถลาถอยหลัง ขณะมองดูผีพรายตนนั้นขยายร่างสูงใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนใบหน้าอันบวมบานนั้นเท่ากระด้ง ภูตนั้นแสยะยิ้มมีน้ำเลือดน้ำหนองไหลเยิ้มที่มุมปาก ภาพที่เห็นขาดหายเป็นช่วงๆ เพราะไฟฉายติดๆ ดับๆ ยิ่งทำให้พรายน้ำนั้นน่ากลัวมากยิ่งขึ้น พอบักโข่งตั้งหลักได้ก็ลุกขึ้นวิ่งอย่างไม่คิดชีวิต

    “เหอะๆๆๆ มึงจะมาเอาปลากูใช่ไหม เหอะๆๆๆ” ผีพรายหัวเราะเยียบเย็นไล่หลังบักโข่ง

    “โอยยย! ผีหลอกๆๆๆ” บักโข่งวิ่งพลางตะโกนซ้ำๆ ซากๆ ฝ่าทุ่งนากลับบ้าน ไฟฉายของเขาไม่รู้ปลิวหายตั้งแต่เมื่อไหร่ นาข้าวใครหรือหนามคมแค่ไหนเขาก็ไม่เลี่ยง

    “เหอะๆๆๆ มึงไม่กลับมาเอาปลามึงเหรอออ” เสียงผีพรายยังไล่หลอน บักโข่งยิ่งวิ่งล้มลุกคลุกคลานโดยไม่จำแนกทิศ จนไปชนต้นไม้ใหญ่ที่ชายป่าช้าล้มหมดสติลง

    รุ่งเช้า ชาวบ้านที่ออกไปทำนาเป็นคนไปพบบักโข่ง จึงช่วยกันหามเขากลับบ้าน ทำการพยาบาลรักษาแผลตามตัวและใช้แหนบดึงหนามไผ่ที่ปักเต็มฝ่าเท้าของเขาออก อาการไข้ของบักโข่งขึ้นสูงนอนตัวร้อนและจับสั่นอยู่หลายวัน เฝ้าเพ้อถึงความน่าเกลียดน่ากลัวของผีพราย จนชาวบ้านต้องหามไปให้หลวงพ่อที่วัดรดน้ำมนต์ให้จึงทุเลา แต่ก็กลายเป็นคนหัวล้านป้ำๆ เป๋อๆ ไปเลย

    นับแต่นั้นศาลของอีนางก็ถูกสร้างขึ้นใหม่ ชาวบ้านมักไปบนบานศาลกล่าวที่ศาลนั้น นัยว่าบนได้ตามประสงค์ จนชาวบ้านเรียกศาลนั้นว่า “ศาลแม่นาง” ปลาในคุ้งนั้นก็ชุมจนเหมือนว่าไม่มีที่จะว่าย แต่ไม่มีใครกล้าไปจับ เพราะลือกันว่าแม่นางหวงปลาพวกนั้นพอๆ กับลูก

    “เฮ้ยยย บักโข่งเอ๊ย กูเตือนมึงแล้วน๊าว่าผีแม่นางมันเหี้ยน มึงก็ไม่เชื่อกู เป็นบ้าเป็นบอพูดกันไม่รู้เรื่องซะแล้วเพื่อนกู” บักมีพูดกับบักหำขณะนั่งถอนใจมองดูเพื่อนรัก ที่เดินยิ้มไปคนเดียวอย่างสังเวช.

  56. วุ้ยยยย ๆๆๆๆ ..
    ข้าพเจ้า หายศีรษะ ไปไม่นาน ..

    มาคราวนี้ ไมถุงกาแฟมันหย่อนยาน เอ้ย !! ยืดยาวมาได้ปานนี้ละนี่ ..
    เอิก ๆๆๆ ..

    – – –

    ท่านดินไปเป็นแขกรับเชิญงานแต่งหรือเจ้าคะ ?
    แล้วเมื่อไรจะจัดงานของท่านละนี่ !! หรือว่ายังจะดูงานคอยสังเกตการณ์ไปก่อนเรื่อย ๆ อิ อิ อิ

    – – –

    อ่า .. คุณศิษย์เหลน(ของท่านทวดดิน) หากคุณลืมก็สามารถทานยาได้ทันทีค่ะ แต่ต้องระวังอยู่บ้างว่า ยาที่คุณทานนั่นอาจทำให้มีอาการวิงเวียน มึนงงศีรษะ (เค้าถึงได้ให้ทานกลางคืนไงคะ กินแล้วนอน หลับแล้วก็ลืมมึนนั่นเอง อิอิ)

    อ้อ เรื่องเม็ดยาที่เยอะนี่ อย่าเพิ่งท้อใจนะคะ ผ่านเดือนที่สองไป และผลการตรวจเสมหะเป็นลบแล้วละก็ คุณจะได้สิทธิ์ในการลดจำนวนเม็ดยาต่อวันได้ทันทีเลยค่ะ ฟันธง !!

    – – –

    คุณพี่สวรรค์เสกเจ้าคะ ((เนียนเป็นน้องซะเลยเรา อิอิ)) ท่านช่างเชียวชาญเชิงการร่ายตัวอักษรยิ่งนัก .. ไม่บอกคงไม่รู้ว่ากำลังศึกษาภาษาปะกิตอยู่นะนี่ หากท่านสำเร็จจากตักศิลาเมื่อไร ข้าน้อยคงได้เห็นท่านร่ายกระบี่เป็นสำเนียงฟุด ฟิด ฟอ ไฟเป็นแน่

    ระหว่างนี้ ข้าน้อยคงต้องหาเกิ๋น หากระไดมารอปีนอ่านละกันเจ้าค่ะ

    คารวะ
    -มารดำ เจี๊ยบ เจี๊ยบ-

  57. โต๊กาแฟของท่านนี้ช่างมีสาระจริง ๆ

    อย่าเพิ่งโละนะขอรับ กระผมต้องค่อยแทะเล็ม

    อ่านช้าขอรับ

    อ้อ ขอบคุณสำหรับเรื่องปากพนัง

    สงสารนกครับ

  58. กลับมาจากฮันนีมูนแล้วหรือท่าน อ้าว…ไปงานแต่งเพื่อนหรอกรึ หายไปหลายวัน นึกว่าหนีไปฮันนีมูนเสียอีก ฮ่า

    กลับมาก็ดีแล้วเจ้าค่ะ ลูกค้าของท่านคอยืดคอยาวรอท่านมาหลายวันแล้ว

    วันนี้คาดว่าท่านคงยุ่งเรื่องโพสท์ก้าวฯ ตลอดบ่าย
    แล้วคุยกันใหม่เจ้าค่ะ

    สู้ๆ

  59. สวรรค์เสก

    “ความงั่งต่างจากความโง่
    ความโง่มาจากความไม่รู้ เมื่อเรียนรู้ก็หายโง่
    แต่ความงั่งเกิดจากความเชื่อมั่นว่าตัวเองรู้แล้ว และไม่ยอมเรียนอีก
    เพราะฉะนั้น คนเรามักจะกลายเป็นไอ้งั่งตอนที่คิดว่าตนเองฉลาด”

    (เอื้อ อัญชลี)

    .
    .

    คำกล่าวของเจ๊เอื้อประโยคนี้โดนกบาลเกล้าเผ๋งเชียวพระคุณพี่
    ถ้าจะให้สาธกยกกระทู้ถึงเรื่องความฉลาดปราดเปรื่องของตัวเองนี่
    เกล้าว่า ให้เกล้ากลั่นเอาเลือดมาเป็นน้ำลาย เล่าไหลออกจากกายจนหมดสิ้นก็คงไม่จบ

    เอ๊า ฉลาดจริง จริ๊งงงง ไม่ได้โม้ เป็นต้นว่า
    เวลาหิวรึก็รู้จักหุงข้าวเจียวไข่
    เวลากระหาย ก็นั่นประไรน้ำเปล่า น้ำอัดลมก็รู้จักหาดื่ม
    เวลาง่วงรึก็แอบนอนอยู่บ่อยๆ ไม่ค่อยได้เลือกฤกษ์เลือกยามกะใครเขา
    ใดๆ เหล่านี้ล้วนคือความฉลาดลึก ทะเล้นเรียบของเกล้าทั้งหมด

    เอา ยังฉลาดไม่พออีกหรือพระคุณ ถ้างั้นก็นี่เลย
    เวลาสาวๆ เดินผ่านก็แสร้งว่าทำเป็นรู้จักกันเพื่อขอเบอร์โทร
    บ่อยครั้งที่ทำเป็น(หน้า)มึนๆ เดินหลงเข้าห้องน้ำหญิง แล้วแกล้งตกใจกล่าวคำขอโทษคุณเธอ (อิ อิ ขอสงวนลิขสิทธิ์ไอเดียนี้ตามมาตรา 69 พ.ร.บ คณะแมวมอง)
    เวลาแอบตดในลิฟฟ์ที่มีคนเยอะๆ ก็จะทำเป็นมองหน้าไอ้คนที่ยืนอยู่ข้างๆ แล้วตะคอกใส่มันว่า “เฮ้ย! นายทำยังงี้ได้ไงวะ”

    เห็นความฉลาดปราดเปรื่องของเกล้าไหมครับ
    นี่ยังมีที่เกล้าแอบจำจากไอ้กาฟิวส์เพื่อนรักมาอีกก็หลายประการ
    เอาไว้จะจำแนกให้ฟังในวันหลังนะขอรับพระคุณพี่ (เรื่องสัปดี้โสโดกนี่ล่ะถนัดนัก)

    อ้าว เฮ้ย ลืมถาม
    ไปงานแต่งงานเพื่อนมาเป็นเยี่ยงไรบ้างรึพ่อเปรม เอ๊ย! พี่เถ้า
    แล้วนี่เมื่อไรกันรึพ่อคุณ ถึงจะตกร่องปองชิ้นกะชาวบ้านชาวเมืองเขา
    อายุอานามพ่อหรือก็ไม่น้อยแล้วนะ หน่อยเหอะ คงได้มองตัวอะไรแถวกระท่อมสวยงามไปหมด (เอ…พูดไปพูดมาชักเข้าตัวเองเหมือนกัน เปลี่ยนประเด็นดีกว่าท่านพี่)

    นี่เลย นี่ๆๆๆ จำกลอนบทนี้ได้ไหมพระคุณ
    เหม่ๆ ไม่ธรรมดาแล้วพี่เรา เขียนกลอนลงมติชนสุดฯ แล้วหรือนี่

    3 “เอาความทุกข์ไปทิ้งแผ่นดินอื่น
    เขี่ยความขื่นเขวี้ยงลงมหาสมุทร
    กร่อนสนิมในหัวอกอันชำรุด
    นำไปขุดหลุมฝังไกลแสนไกล

    2 “แม้จะสลัดทุกข์ระทม ขมขื่น
    ทุกวันคืนข่มตาหลับสักเพียงไหน
    แต่มิอาจหลอกตัวเอง ใจหนอใจ
    เมื่อบ้านเมืองลุกเป็นไฟทุกคืนวัน

    1 “เมืองนี้ยังมีอยู่หรือ…รอยยิ้ม
    แม่พิมพ์ พ่อพิมพ์ พาเสียขวัญ
    ชาวบ้าน ทหาร ตำรวจ เสมอกัน
    ต่างสังเวยความโหดนั่นจนชินตา

    0 “เอ๋ยประเทศนี้ ประเทศไหน
    ประเทศใคร ประเทศคุณ ประเทศฆ่า?
    ประหัตประหาร ประจานดินฟ้า
    หรือว่า…ประเทศไร้อารยธรรม”
    (หรือว่า ประเทศไทย ไร้อารยธรรม)

    ชื่อบทกวีว่า “ประเทศไหน” แต่งโดย “ฝุ่นฟ้า ธุลีดิน” มติชนสุดฯ ฉบับที่ 1381

    ลีลากวีบทนี้มันช่างคล้ายของท่านพี่ซะเหลือเกิน หนำซ้ำ นามผู้แต่งยังมีคำว่าธุลีดินพ่วงมาด้วย เกล้าจึงปักใจเชื่อมั่วๆ ตามสไตล์ว่า ท่านพี่เถ้าของเกล้าเป็นคนแต่งแหง๋ม

    แม่นบ่? ใช่ไหม? แถลงไขพลัน!

    …………..

    คุณน้องมารดำ เจี๊ยบ เจี๊ยบ
    ไม่ต้องหาเกิ๋น หากระไดมารอปีนอ่านหรอกเจ้าข้า
    “อ่องออ” ของพี่สอรึก็มีแค่นี้ ที่โม้ได้ยาวๆ นี่ เพราะแอบลอกเขามา
    หากมีโอกาสได้เขียนหนังสือจริงดังใจหวัง พี่ก็คงจะเขียนไปในสไตล์นุ่งสะโร่งลุยสวนจับปลาช่อน ร่อนปลาหมอ อะไรประมาณนั้น

    ที่เล่าเรียนอยู่ตอนนี้ก็กะว่าพอให้ได้กระดาษสักใบเอาไว้ขู่โลกเล่น ว่าเฮ้ย ข้า นายสอ ใส่สะเก็ต ก็มีความรู้เหมือนกันนาเว้ย จะว่าไปแล้วอีกเหตุผลหนึ่งคือทะลึ่งอยากจะอ่านวรรณกรรมภาษาอังกฤษได้ (ก็ดันเสียตังค์ไปซื้อเก็บไว้ซะเป็นร้อยๆ เล่มแล้วนี่) ทั้งๆ ที่รู้อยู่ว่า ที่จะพยายามอ่านไปนั้นก็เพื่อจะลืม แต่ความลี้ลับแห่งความหลงมันไม่ปราณีใคร แม้แต่กับเกล้าผู้พี่–นายสอ ใส่สะเก็ต

    เหตุผลใหญ่นั้นก็ด้วยเพราะท่านผู้มีพระคุณเหนือเศียรเกล้าของกระผม ท่านอยากให้ผู้พี่เรียนให้จบ เพื่อว่าหากพลาดพลั้งไปมีลูกมีเมียเหมือนใครอื่นประสาสัตย์..จริง จะได้มีวิชาความรู้เลี้ยงดูพวกเขาเหล่านั้น ไม่พากันไปขุดสนามบินกินเหมือนนักการเมืองบางประเทศ (อุ๊ย พลาดพิงใครหรือเปล่าเนี่ย หวังว่าคาเฟ่แห่งนี้คงไม่ถูกลอบวางระเบิด หรือไฟฟ้าบ้าบอเกิดลัดวงจรละกระมัง)

    พี่สอก็เป็นเช่นนี้เองแหละคุณน้อง เขียนฮาๆ หื่นๆ ไปเรื่อย ขอคุณน้องอย่าได้ถือสา
    หากจะดุด่าว่ากล่าวพี่ละก้อ โน่นเลย ด่าพี่เถ้าธุลีดินก่อน เพราะท่านเป็นคนนำสะเก็ตมาให้พี่สอใส่ ถึงโม้ได้ไหลลื่นขนาดนี้ไงล่ะ

    ……………..

    พี่ท่านอานันท์ขอรับ
    ระวังนะขอรับท่านพี่ ระวังลื่นสาระหกกะล้มล่ะ
    แถวนี้น่ะ นอกจากจะสาระของพี่เถ้าเพียบแล้ว
    ยังมี “อสาระปนเสมหะ” ของเกล้าอีกไม่น้อยเหมือนกัน
    ค่อยๆ เดิน ค่อยๆ ย่อง ค่อยๆ หยิบ ค่อยๆ เลือกเอานะขอรับพระคุณพี่

    ด้วยสัมมาคารวะ และมิตรภาพอย่างแรงนิ

    ……………..

    โธ่ๆๆๆ ท่านย่านะท่านย่า ทำเป็นคนไม่รู้จักมักจี่กันเสียแล้ว
    เข้ามาทั้งที หน่อยรึ จะทักทายลูกหลานล่ะไม่มี
    หรือลืมเกล้าคนนี้ไปเสียแล้วหรือขอรับ

    เกล้ารึก็สู้อุตส่าห์มาปัดกวาดคาเฟ่แห่งนี้เอาไว้ไม่ให้หมอง
    นั่งมองตากันสองตัวกะไอ้กาฟิวส์มารึก็หลายเพล
    นี่ท่านย่าลุกลี้ลุกลนเข้ามา หย่อนจดหมายถึงพี่เถ้าแล้วก็จากไป
    ทิ้งเพียงคราบน้ำหมากให้เกล้าเช็ด กับกลิ่นปูน กลิ่นใบพลูเอาไว้ให้ดมเท่านั้น

    หากมิสงสารเกล้า ก็นึกเสียว่าทักทายไอ้กาฟิวส์ที่นั่งอยู่ข้างๆ เอาบุญละกันนะขอรับ

    ทักทายกันบ้างเถิดนะแม่ย่าทูนหัว ทูนเกล้าทูนกระหม่อมของ…(เอ ของใครดีหว่า? อ่ะ นึกออกแล้ว)…ของหลานจุ๊บจิ๊บ ผู้น่ารัก (เออ ว่าแต่ว่า ป่านนี้หลานสาวของท่านย่าไม่วิ่งปร๋อแล้วรึขอรับ?)

    .
    .

    “บางที เวลาในชีวิตก็ไม่ได้มีไว้เพื่อให้เรานับถอยหลังไปจนวันสุดท้ายเท่านั้น
    และอะไรที่เราคิดว่ามันคือจุดจบ มันอาจเป็นจุดเริ่มต้นของบางสิ่งก็ได้”

    “ไม่มีอะไรไม่อาจเปลี่ยนแปลง
    ไม่มีอะไรที่เกิดขึ้นไม่ได้
    หากเราให้เวลากับมันมากพอ”

    (ทราย เจริญปุระ)

  60. สวรรค์เสก

    สิ้นเสียงหอน (โดย สิญจน์ สวรรค์เสก)

    .
    .

    รถเข็นคันน้อยถูกดันจนพ้นขึ้นมาจากเนิน ภายในรถมีถุงข้าวสารครึ่งถัง เกลือเม็ดหนึ่งถุง ขวดน้ำมันก๊าดที่ใช้กระดาษห่อกันแตกอย่างดีหนึ่งขวด ถ่านไฟฉายตราห่าน 2 ก้อน และห่อปลาแห้งอีก 3 ไม้

    ผู้ที่เข็นรถคันนี้ขึ้นมาคือลุงหมอน ชายชราวัยจวนเจ็ดสิบ ร่างผอมแกร่งจากการทำงานไร่ ผมขาวโพลนทั่วศีรษะ แกเพิ่งกลับจากการเอายาฉุนกับพริกแห้งเข้าไปขายในหมู่บ้าน ได้เงินมาจึงเจียดซื้อข้าวและเกลือเท่าที่จำเป็น

    ทีแรกกะว่าจะไม่ซื้ออะไรอีก แต่พอมองเห็นพวงปลาย่างแล้วคิดว่า ถ้าบิมันออกมาทีละตัวตำกับพริกแห้งคั่วให้หอม โยนเกลือใส่สัก 2-3 เม็ด ละลายกับน้ำต้มปลาร้า ขุดหน่อไม้เก็บดอกกระเจียว และเด็ดยอดผักป่าบรรดามีมาต้มจิ้ม คงทำให้ชีวิตในไร่หน้าฝนนี้ ผ่านไปแบบไม่ไร้รสชาตินัก

    อีด่างหมาผู้ซื่อสัตย์ เปรียบว่าเป็นสมาชิกเพียงหนึ่งเดียวในครอบครัวที่เหลืออยู่ หลังจากป้าวันตายจากไปเมื่อ 3 ปีก่อน ไอ้น้อยลูกชายคนเดียวที่เข้าไปทำงานในกรุงเทพฯ ตั้งแต่ครั้งแกยังผมไม่ขาว ก็ไม่เคยส่งข่าวคราวให้ทราบว่าเจ็บเป็นเอ็นอุ่นประการใด มีข่าวลือว่ามันโดนลูกหลงตาย เมื่อตอนที่เขาประท้วงกันครั้งใหญ่โน่นแล้ว

    แกเข็นรถไปมองดูหมาอีด่างไป มันวิ่งไปมา ผลุบเข้าป่าข้างซ้ายโผล่ออกมาจากป่าด้านขวาอยู่ตลอด ซึ่งเป็นสัญชาตญาณของหมาล่าเนื้อที่ไม่ยอมหยุดนิ่ง

    บ่อยครั้งที่มันไปคาบเอาตัวแย้ ตัวแลน หรือแม้แต่เต่าออกมาให้แก หากวันใดได้สัตว์เหล่านั้นมา นั่นหมายถึงดินเนอร์เลิศรสของคนและหมา เห็นสภาพอันผอมกร่องที่ได้กินแต่น้ำข้าวของมันแล้ว แกจึงคิดว่าเย็นนี้จะแบ่งข้าวสวยคลุกกับปลาแห้งสักตัว ให้มันกินเป็นของขวัญเนื่องในโอกาสขายยาสูบได้มาหลายเงินสักหน่อย

    ว่ากันว่า ยาฉุนจากไร่ของแกนั้นฉุนชงัดนัก จะใช้ใบตองแห้งหรือกระดาษหนังสือพิมพ์เก่ามวนดูดก็รสดีไม่สร่าง หลายคงลงความเห็นว่าแกมีวิธีคัดพันธุ์ยา เลือกเด็ดใบที่เกินความพอดีของต้นยาสูบออก มีวิธีการหั่นและตากแห้งอย่างเป็นเอกลักษณ์ จึงทำให้ยาฉุนรสดี บางคนถึงกับตามออกมาซื้อกับแกถึงที่กระท่อมปลายไร่

    ถึงแม้จะมีคนต้องการซื้อเยอะ แต่แกก็ปลูกแค่พอขายยังชีพ ที่จะคิดขยับขยายถางป่าปลูกยาปลูกพริกเพิ่ม เพื่อจะได้มีเงินร่ำรวยเหมือนใครอื่นนั้นไม่มี ตาหมอนแกหากเป็นคนยังงั้น

    ก่อนจะถึงไร่ของแก พอดีสวนทางกันกับลุงหนั่น เพื่อนรุ่นน้องร่วมสังคมชาวไร่ หากแต่ไม่ได้ออกมานอนที่ไร่เหมือนกับแก หลังจากพูดจาทักทายถามเจ็บถามปวดกันแล้ว ลุงหนั่นจึงบอกกับแกว่า

    “เออนี่ตาหมอน หลายวันก่อนข้าเจอคราบงูจงอางที่ท่าน้ำปลายไร่ของแก มันเขื่องเอาโขอยู่ ท่าจะน้องๆ ปลีน่องได้ ถ้าไงข้าว่าแกเลี่ยงไปตักน้ำที่ท่าต้นประดู่ฟากขะโน้นจะดีกว่า ปะว่ามันยังวนอยู่แถวนั้นจะได้ไม่เจอกัน นี่ข้าเทียวไปดูมาหลายเย็นแล้วแต่ไม่เห็น ถ้าเจอตัวเมื่อไหร่เป็นได้ผัดกะเพรากันล่ะ” แกลูบด้ามปืนแก็ปที่เป็นไม้มะค่า ขัดและทาเชลแล็กจนมันวาวไปด้วยขณะพูด

    “อือ ขอบใจ แต่ข้าไปไหนมักมีอีด่างเป็นหูเป็นตาให้ ยังไงมันคงไม่กล้าทะเล่อทะล่าเข้ามาหา ขึ้นชื่อว่างูมันก็กลัวหมาวันยังค่ำนั่นแหละวะ”

    “อย่าประมาทเป็นดีแหละแก ช่วงปลายฝนต้นหนาวแบบนี้ พวกมันชอบมาผสมพันพันธุ์และวางไข่ริมน้ำ อีวันก่อนนั้นถ้าข้าฟังไม่ผิดหู ข้าได้ยินเสียงมันร้องอ๊อก อ๊อก เรียกหาตัวเมียอยู่ งูอะไร๊! สำส่อนจริงๆ มิน่าเล่า ชาวบ้านเขาถึงเรียกไอ้พวกเจ้าชู้พรรค์นั้นว่าไอ้คนหัวงู”

    ตาหมอนโปรยยิ้มเกลื่อนหน้า ขำต่อการพูด และท่าทางโกงคอเลียนเสียงงูร้องของเพื่อนรุ่นน้อง แล้วกล่าวขอบใจอีกครั้งก่อนเข็นรถจากมา

    เย็นวันนั้นฟ้ามืดตั้งเค้าฝนห่าใหญ่ อากาศนิ่งแม้ลมก็คร้านจะรำเพย พอกินข้าวเสร็จ ลุงหมอนก็นั่งพิงเสากลางกระท่อม มวนยาฉุนดูดย่อยอาหาร กับเปิดวิทยุเครื่องน้อยฟังรายการลิเกอย่างเพลิดเพลินก่อนเข้านอน มันเป็นมหรสพชนิดเดียวที่แกรู้จัก แกทอดสายตาฝ่าความมืดไปทางไร่ยาสูบกับดงพริกแล้วคิดว่า ถ้าคืนนี้มีลมฝนห่าใหญ่ พรุ่งนี้ต้องรีบตื่นออกไปดูไร่แต่เช้า หากว่ามีต้นใดล้มเอนจะได้ตัดไม้ไผ่มาค้ำยัน ให้มันยืนต้นงอกดอกออกเม็ดต่อไป

    พอมองลงไปใต้กระท่อมเห็นไฟเริ่มลาฟืน แกจึงลุกขึ้นเดินลงไปไสฟืนเข้าไปใหม่ ข้างกองไฟมีอีด่างนอนขดอยู่ มันครางหงิงๆ เหมือนจะขอบคุณแกที่เร่งไฟให้ แกตบหัวมันเบาๆ แล้วเดินกลับขึ้นกระท่อม

    เป็นปรกติธรรมดาไม่ว่ากลางวันหรือกลางคืน ถ้าหากมีใครผ่านไปมาแถวนั้น อีด่างเป็นต้องลุกขึ้นเห่าหอนทุกครั้งไป ถือว่าเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่ง ซึ่งถ้าหากใครผ่านมาแล้วไม่ได้ยินเสียงอีด่างเห่า นั่นหมายถึงลุงหมอนไม่ได้อยู่ที่กระท่อม แกอาจไปดูไร่ยาสูบไร่พริก หรืออาจเข้าป่าไปหาหน่อไม้เก็บเห็ดตามเรื่อง

    ตกดึกคืนนั้น ฝนเทลงมาประหนึ่งฟ้ารั่ว กระท่อมน้อยของลุงหมอนสั่นพะเยิบด้วยแรงลม ในบางครั้งฟ้าก็สว่างวาบอาบแสงไปทั่วป่า แล้วร้องคำรามลั่นราวจะเขย่าหย่อมเหย้าและหย่อมหญ้าในป่านั้น

    ลุงหมอนยังนอนไม่หลับ ในความรู้สึกของแกยังตื่นโพลงอยู่ด้วยความเป็นห่วงไร่ยาสูบกับต้นพริก ซึ่งมันไม่ใช่แค่พืชไร่ธรรมดา หากแต่คือรายได้ที่แกจะใช้จุนเจือชีวิตในปีหน้า ท่ามกลางความวิตกกังวลนั้น แกรู้สึกว่ามีหยดน้ำรั่วลงมาตรงแกนอน

    ทีแรกแกพลิกตัวหลบเลี่ยงมันเอา เพราะรู้ว่าหลังคากระท่อมของตนมันรั่วแทบจะทั้งหลังอยู่แล้ว คงไม่มีมุมที่จะย้ายไปหลบได้ แต่พอฝนตกนานเข้าน้ำก็รั่วลงมามากขึ้น แกจึงลุกขึ้นคลำหาตะเกียงที่โคนต้นเสา ต้องใช้ความพยายามอย่างมาก ในการจุดมันขึ้นท่ามกลางสายลมที่เล็ดลอดฟากไม้ไผ่เข้ามา กว่าจะหามุมที่พอจะคุ้มฝน แล้วนอนขดหลบฝนอยู่ตรงนั้นได้ก็ทุลักทุเลพอดู

    พลันให้นึกถึงหมาอีด่างเพื่อนคู่ทุกข์ ว่าฝนที่สาดเข้าใต้ถุนคงทำให้มันเปียกไปทั้งตัว มันคงหนาวสั่นไม่ต่างไปจากตน แกจึงค่อยๆ คลำมืดไปทางบันได ลงไปอุ้มมันขึ้นมาอยู่บนกระท่อมด้วย เห็นมันสั่นสะท้านครางหงิงๆ ด้วยความหนาว แกจึงเอื้อมมือไปหยิบเสื้อตัวหนึ่ง ที่แม้จะเก่าและขาดหลายรู แต่สำหรับแกแล้วมันยังใช้ได้ดี เอามาปูให้อีด่างนอนแก้หนาว ทั้งคนและหมาจึงนอนขดอยู่ด้วยกัน

    แกผ่านคืนนั้นมาในลักษณะนั้น มารู้สึกตัวอีกทีก็ตอนไก่ป่าขันยามค่อนรุ่ง ฝนขาดฟ้าไปนานแล้ว แต่เสียงหยดน้ำตกจากปลายชายคายังดังอยู่ แกลุกขึ้นจุดตะเกียง มวนยาฉุนดูดอีกมวน ก่อนลุกไปติดไฟหุงข้าว

    มันเป็นเช้าที่ป่าเขียวตื่นขึ้นมากับความชุ่มฉ่ำ ควันไฟจากเตาหุงข้าวพลิ้วเป็นระลอกคลื่นสีเงินยวงในหุบเขา หลังจากรินน้ำข้าวไว้ให้อีด่างและดงข้าวเสร็จ แกก็คว้าเอามีดอีโต้เดินออกจากกระท่อมไปดูไร่ทันที

    ต้นยาสูบกับต้นพริกของแกล้มระเนระนาดไปหมด บางต้นถึงกับขาดหรือถอนรากขึ้นมา แกเดินจับตั้งบางต้นที่พอตั้งใหม่ได้ มีหลายต้นที่จำเป็นต้องใช้ไม้ไผ่มาทำเป็นหลักค้ำ แกจึงเดินลุยป่าหญ้าคาเข้าไปหากอไผ่ริมคลอง โดยมีอีด่างวิ่งตามมาติดๆ

    จวนจะถึงกอไผ่ เสียงใบไม้หมาดฝนถูกลากดังฟืดใหญ่ใกล้ๆ ตัว แกหันไปมองด้วยความตกใจ

    เจ้าของเสียงนั้นคืองูจงอางใหญ่ที่กำลังชูคอขึ้นมาเหนือดงหญ้าคา ตาของมันดำขลับแวววาวไร้ความรู้สึก แผ่แม่เบี้ยบานดุจฝ่ามือ แลบลิ้นแผล็บๆ คุมเชิงแกกับอีด่างอยู่

    ด้วยสัญชาตญาณของนักล่า ทั้งเห็นเจ้านายของตนตกอยู่ในห้วงอันตราย อีด่างจึงพุ่งชาร์ตเข้าต่อสู้ทันที เกิดการโรมรันพันตูเป็นการใหญ่จนดงหญ้าคาราบระเนน

    จังหวะหนึ่งลุงหมอนเห็นว่าอีด่างกำลังจะเสียทีจึงรี่เข้าไปช่วย งูจงอางจึงแว้งกลับมาฉกเข้าที่ต้นแขนซ้ายของแก

    อีด่างเห็นเช่นนั้น ก็แลกชีวิตกระโดดเข้ากัดลำคองูจงอาง เหวี่ยงสะบัดออกไปแล้วกระโจนเข้าไปกัดซ้ำ งูจงอางตั้งหลักได้พอดี โฉบฉกเข้าที่ตาของมันเช่นกัน ผ่านการต่อสู้อย่างดุเดือดอีกครู่หนึ่ง งูจงอางก็ถูกสยบใต้คมเขี้ยวของอีด่าง ซึ่งมันเองก็ถูกฉกไปหลายแผล

    พอมันปราบงูร้ายได้ จึงหันมาทางเจ้าของที่นอนฟุบอยู่ ซึ่งตอนนี้พิษได้วิ่งเข้าสู่หัวใจของแกแล้ว ทำให้ขากรรไกรของแกแข็ง หนังตาปรือเหมือนคนง่วงจัด แน่นหน้าอกหายใจติดขัด ร่างกายอ่อนเปลี้ยราวกับเป็นอัมพาต มันวิ่งวนรอบตัวเจ้าของไปมา ใช้จมูกดุนหน้าเพื่อให้แกรู้สึกตัว สลับกับร้องหอนโหยหวนขอความช่วยเหลือ ถ้าหากมีคนผ่านมาแถวนั้น

    มันหอนจวนหมดแรง จึงรวบรวมเรี่ยวแรงเฮือกสุดท้ายที่เหลืออยู่ งับคอเสื้อของลุงหมอน พยายามลากแกออกไปจากป่าหญ้าคา การออกแรงลากของมันเท่ากับเป็นการเร่งพิษงูให้ออกฤทธิ์เร็วขึ้น พอลากไปได้สักพักพิษของงูจงอางก็วิ่งเข้าสู่หัวใจ อีด่างหมดแรงทรุดตัวลงข้างๆ เจ้าของ ส่งเสียงหอนอีกครั้ง ซึ่งเป็นความพยายามช่วยเจ้าของครั้งสุดท้ายของมัน แล้วฟุบแน่นิ่งลง

    แม้จะเป็นปลายหน้าฝน แต่ก็มีใบไม้แก่ใบหนึ่งปลิวร่อนลงมาช้าๆ ตรงบริเวณซากสังขารทั้งสามนอนอยู่

    กาลเวลา สายลม และแสงแดด มิเพียงปลิดใบแก่ของใบไม้ให้ร่วงลงดิน เพื่อเป็นปุ๋ยให้ใบอ่อนแตกผลิต่อไป

    ใช่หรือไม่ว่า การตายของลุงหมอน หมาอีด่าง และงูจงอาง เป็นเพียงใบไม้แก่ที่ผลัดใบ เพื่อจะไปเกิดในภพใหม่ ตราบที่ยังไม่เข้าถึงพระนิพพาน อันเป็นจุดสิ้นสุดความทุกข์และภพชาติของมวลส่ำสัตว์

    ใช่หรือไม่ว่า “อนาคตคืออดีตที่เกิดใหม่”.

  61. ทักหน่อยก็ได้ สวัสดีเจ้าค่ะท่านสอฯ

    เฉาปากล่ะสิ เล่นโม้ยืดยาวอย่างนั้นใครจะไปขัดจังหวะท่านได้ลงคอ

    เอ้า เอาหมากไปเคี้ยวเล่นสักคำ เคี้ยวนานๆ นะท่าน ปล่อยให้คนอื่นเขาคุยมั่ง
    คนอะไรคุยเก่งจริงๆ

  62. อยากได้เวบโป๊

    ก้อเล่าเรื่อง รักครี้งแรก ให้ฟังก่อนจิ

    แลกกันไง

    แล้วคุณเสก (แหม เรียกชื่อคุณแล้วคิดถึงเพลง ซมซาน)

    ตอนนี้ ร่ำเรียนอยู่ประเทศไหนอ้ะคะ

    เผื่อจะวาน

    ไปเคาะประตูบ้าน

    ช่วยส่ง…ความเจ็บช้ำ…ถึงใครบางคน

    เหอ เหอ

  63. ผมจ่ายค่าเช่าตรงทุกเดือนนะ

    ทำไมบ้านของท่านและผมมันเปลี่ยนไป

    หน้าตาที่จัดไว้มันกระจัดกระจายหมด

    ***

    สบายดีอยู่นะท่าน แหม่ เพิ่งทราบว่ากระท่อมท่านร้างดอกไม้

  64. เออ กระผมเพิ่งสั้งเกต

    ทำไมสำนักงานก้าว ยังมีหน้าตาปรกติ ฮึท่าน

  65. กลับมาแล้วสวัสดิ์ขอรับสหายพี่สอง

    มีท่านนั่งเจื้อยแจ้วเจรจาพาให้ร้านไม่เงียบไม่เหงา
    กลับมายังได้ตามอ่านไปอมยิ้มไป

    เหลียวมองด้านซ้ายล่าง

    โอ…แม่เจ้า!

    เราโม้กันมาย่างเข้าเดือนที่สามแล้วขอรับ
    ก่อนหน้าในบ้านหนอนมีท่านอ้ายฯ ท่านกอฮักฯที่ครองแชมป์โม้อมตะ
    เขียนคอหอแต่ละทียาวได้น้ำได้เนื้อ
    นอกจากคนอ่านจะได้สาระบันเทิงรสแล้ว
    แน่นอนตัวท่านเองได้ฝึกฝนจัดลำดับความคิด ควบคุมประเด็น
    สร้างความเรียงสั้น ๆ ที่เปี่ยมพลัง
    ได้กลุ่มอักษรที่สำแดงในสถานสาธารณะอย่างพอดิบพอดี ไม่ก้าวร้าว ไม่อ่อนยุ่นจนหลุดมือ
    ได้ทั้งแก็กฮา ได้ทั้งสาระเก็บไปคิดต่อ

    ข้าพเจ้าเพียรฝึกฝนย่ำเดินตามร่องรอยเท้าท่านทั้งสอง

    จนพบความสุขของการจิ้มอย่างมีสมาธิ
    ปล่อยตัวอักษรเดินทางไปเรื่อย ๆ โดยไม่ต้องหยุดนึกคิด
    ไม่มีลังเล สับสน เชื่อมั่นว่าท่านทั้งสองคงเคยผ่านหลักกิโลเมตรนี้มาแล้ว ใครสักคนในสองท่านอาจกระทั่งเคยยืนฉี่รดหลักกิโลฯนี้จมูกข้าพเจ้าจึงได้รับกลิ่นตุ ๆ ตามลมมา นั่นคงเป็นด้วยความหวังดีทิ้งร่องรอยไว้ให้ผู้น้อยต้อยตามหลังอย่างข้าพเจ้าได้ตามมาถูกทาง

    เป็นความสุขของการเขียนที่ไม่ใช่ประดิษฐ์ประดอย
    หากแต่คล้ายการสะเก็ตช์ภาพอย่างรวดเร็ว ได้เค้าโครงพอสื่อให้รู้ว่าเป็นรูปอะไร
    เป็นความสุขอีกรูปแบบที่สอดคล้อง เสริมส่ง ต่อการฝึกทักษะงานเขียนในรูปแบบที่ซับซ้อนขึ้น ยากเย็นขึ้น

    จำเนียรกาลผ่านไป

    ท่านทั้งสองคงล่วงเข้าปัจฉิมวัยของการเป็นนักฝึก หรืออย่างไรมิทราบได้
    จำนวนคอหอเชิงความเรียงที่มากคุณค่าของสองท่านค่อย ๆ ชะลอจนเงียบหายไป
    ราวจะเว้นวรรคใหญ่ จนลืมขึ้นบรรทัดใหม่
    ปล่อยให้คออ่านอย่างข้าพเจ้าได้แต่ชะเง้อคอยหา

    จำเนียรกาลผ่านมา

    พี่สองโผล่ตัวอักษรทะล่อนทักทาย
    เหมือนได้กลับคืนสู่ความสุขครั้งเก่าก่อน
    แน่ล่ะสักวันเราอาจเพลา ๆ ความเข้ม ความถี่ลงไปเพื่อทุ่มเทให้งานเขียนด้านอื่น
    แต่ห้วงยามที่เรากำลังร่วมบรรเลงปี่พาทย์คอหอเชิงความเรียงกันอยู่นี้
    รับรู้ได้ว่า เราทิ้งช่วงจังหวะรับโยนกันอย่างหฤหรรษ์

    หากถึงวันที่เราต้องห่างหายกันไป
    จะไม่มีวันเสียใจ
    เพราะรับรู้อยู่ว่า เราผ่านวันเวลาด้วยกันอย่างเต็มรสแล้ว

    เพลงปี่ที่พี่สอง อ้อ อี้ อี่ อ่อ อี้ ออ อยู่ทุกย่ำยาม
    ใครจะไปรู้
    อาจสร้างธุลิดินขึ้นอีกหลายธุลีดินให้ย่องเดินตาม
    ไปสู่หนทางแห่งการฝึกฝนอย่างเอาจริงเอาจัง

    ข้าพเจ้าเชื่อมั่นว่า เขาคนนั้นจะไม่มีวันไปผิดทาง
    เพราะฉี่ของท่านคงต้องกลิ่นแรงเป็นพิเศษ แรงอย่างยิ่ง!

    OOO

    สำหรับข้อสงสัยเรื่องบทกลอนที่ยกขึ้นมาแสดง
    ต้องขอบพระคุณที่พี่สองให้เครดิตเจ้าเศษอักษรที่ข้าพเจ้านั่งนำมาสอดร้อยมาลัยขี้ริ้ว
    บางครั้งพอได้เกี้ยวแม่พลอย
    บางครั้งพอให้คลายอารมณ์เศร้าหงอย
    หลายครั้งนั่งมองทุรชนเฉือนเชือดแผ่นดินเกิด
    ก็ได้แต่ควงคมกลอนออกรานรอน ด้วยไร้ซึ่งอาวุธที่จะทำร้ายผู้ใด หรือสิ่งใด

    มาลัยอักษรขี้ริ้วได้แต่ถูกเหวี่ยงสะเปะสะปะออกไป
    แต่ไม่เคยเลยสักครั้งที่จะไปยัง นิตยสาร สำนักพิมพ์

    ขอพี่สองได้ประจักษ์แจ้งแดงแจ๋ว่า ท่าน ‘ฝุ่นฟ้า ธุลีดิน’
    หาใช่ ‘ไอ้ตูดหมึกธุลีดิน’ ท่านเถ้าของพี่สองแต่อย่างใด

    ส่วนเรื่องเว็บโป๊ และรักครั้งแรกนั้น

    ผู้น้อยไม่ถนัดทั้งอีโรติกและโรแมนซ์
    ขอพี่สองได้ช่วยชี้แจงแถลงไขให้พี่ท่านหิ่งฯที่เคารพรักได้ชะล้างความเจ็บช้ำบรรเทา
    อย่าได้ถึงกับต้องติดแสตมป์จ่าหน้าซองถึงใครบางคนเลย….สาธุ

    หุ หุ

    ….

  66. อา…พี่ท่านอานันท์
    หน้าตากระจัดกระจายอย่างไรขอรับ?
    แล้วที่สำนักงานก้าวฯ หน้าตาปกติเป็นอย่างไร?

    เดี๋ยว!
    โผล่ไปดุสักหน่อย!

  67. สวรรค์เสก

    “อย่าเอาสำนึกใฝ่ดีมาเป็นความฉลาด
    เพื่อรับใช้ความโง่ของตัวเอง”

    (เนารัตน์ พงษ์ไพบูลย์)

    .
    .

    โดนอีกแล้วท่านพี่ เข้ากบาลเกล้าเผ๋งเจียวพระคุณ
    เมื่อวานโดนเจ๊เอื้อ อัญชลี เฉาะกะโหลกด้วยเรื่องอวดฉลาดไปทีหนึ่งแล้ว
    วันนี้โดนพ่ออาว์เนาวรัตน์ เบิ้ดซ้ำอีกครั้งเรื่องจิตสำนึก
    เกล้ารึก็หลงว่าตัวเองเป็นคนดีมาเสียนาน
    ทั้งที่จริงแล้วนั่นน่ะมันเป็นแค่ “สำนึกใฝ่ดี” เท่านั้น

    ฮ่วย! สอ นะ สอ (ทำไมรูปหล่ออย่างงี้)

    ……….

    อ่า ท่านย่าก้อ

    ยิ่งกว่าเฉาปากอีกขอรับกระผม
    ประมาณว่าโฮล์มซิคนั่นเทียว

    ล่ายๆๆๆ เกล้ากระผมไม่โม้มากแล้วครับ

    วันที่ 6 ที่จะถึงนี้เกล้าก็จะสอบอีกแล้ว
    คงจะโม้นานๆ ยาวๆ ไม่ได้อีกหลายวัน

    แหวะ จะให้หมากเคี้ยวทั้งที ให้คำใหม่ก็ไม่ได้
    ดูทีรึคนเรา ขี้ตืดขนาด

    ……….

    อ่า คุณน้องหิ่งห้อยขอรับ
    ไอ้กาฟิวส์มันฝากขอบพระคุณคุณน้องมาด้วยแนะครับ
    ที่มีกะจิตกะใจจะแนะนำเวบดีๆ ให้

    เอ่อ คือว่า เรื่องของเรื่องคือ
    เมื่อคืนมันเปิดทอทัศน์เจอรายการที่เปี่ยมด้วย “เนื้อ”หาสาระพอดี
    เห็นซุ่มดูตัวเดียวเงียบๆ ไม่แม้แต่จะเรียกเกล้าผู้พี่ไปดูด้วย

    ผมได้ยินเสียงมันสูดน้ำมูกฟุดฟิดๆ คิดว่าคงเป็นรายการที่ทำให้มันซาบซึ้งมากๆ เป็นแน่ แต่ไหง๋ตื่นเช้ามา เห็นกระดาษทิชชู่เปื้อนกำเดาของมันเกลื่อนพื้นไปหมด เป็นไปได้ไหมครับว่า มันจะซาบซึ้งจนสั่งน้ำมูกแรงไปหน่อยจนเลือดไหล อืม เกล้าผู้พี่ว่ามีเหตุผลเหมือนกันนา

    วันนี้เห็นมันบ่นว่าปวดตา ไปนั่งหยอดน้ำตาเทียมอยู่โน่น
    สมน้ำหน้ามัน ท่าจะโดนกุ้งยิงเอาละกระมังนั่น

    นั่นๆ ดูมัน ปีนรั้วขึ้นไปนอนผึ่งพุงกระทิตากแดดสบายโก๋อยู่โน่นแล้วล่ะขอรับ

    หา! ไรนะ? อยากฟังเรื่องความรักครั้งแรกของเกล้าผู้พี่งั้นหรือ

    โอ้ววว แม่นาง เรื่องมันยาวนานมาแล้วจนเกล้ากระผมลืมไปแล้วล่ะ
    แต่ยังจำชื่อของเธอผู้นั้นได้เล่าๆ ว่าชื่อ มารีลิน มอนโร หรืออะไรเทือกนี้แหละ

    เรียนอยู่ที่ไหน?
    อ้อ ประเทศเจ้าของภาษาขอรับ

    .

    ขอให้พระคุ้มครองเนื่องในวันมาฆบูชานะขอรับพี่ๆ และคุณน้องๆ ทั้งหลาย

    .
    .

    “เสน่หานั้นเปรียบเหมือนขนมหวาน
    ทานอิ่มแล้วก็เบื่อ
    แล้วจะเหลืออะไร?
    สังขารต้องโรยไป
    ไม่งามเหมือนเก่า
    ใช้ความรักของเรา
    บังตาเอาไว้”

    “ริจะทำไร่ไถนา มีดพร้าต้องคม
    อยากได้คนรักมาเชยชม
    ปากคม ตาคม ละใช้ได้”

    ปล. กวีสองบทนี้ผมจดมานานมากแล้ว
    ซึ่งในช่วงแรกๆ นั้น ผมไม่ได้จริงจังว่าจะได้เอามาโพสต์ให้เพื่อนพ้องน้องพี่อ่านด้วยกันเช่นนี้ กะว่าจดเอาไว้อ่านเอง จึงไม่ได้ให้ความสำคัญกับชื่อผู้แต่ง

    มาวันนี้ถึงได้รู้ว่า นั่นเป็นการกระทำที่ “บกพร่องโดยสุจริต” ต่อหน้าที่นักเลงคัดลอกเช่นผมจริงๆ หากท่านใดรู้จักชื่อผู้แต่ง โปรดบอกมาด้วยนะขอรับ จะเป็นพระคุณอย่างสูง

    ด้วยมิตรภาพ และ ขอได้รับความขอบคุณจาก…
    นายสอ ใส่สะเก็ต

  68. สวรรค์เสก

    เนื้อในอก (โดย สิญจน์ สวรรค์เสก)

    .
    .

    บางคนเชื่อว่าพระเจ้าสร้างโลก

    บางคนเชื่อว่าโลกนี้เกิดขึ้นมาเองตามธรรมชาติ

    บางคนเชื่อว่าโลกนี้เป็นผลสืบเนื่องมาจากการระเบิดใหญ่ในห้วงจักรวาล

    แต่เชื่อว่าทุกคนที่เกิดมาบนโลกนี้ล้วนมีแม่เป็นผู้ให้กำเนิด

    แม่แหล่ คือหญิงชราวัยหกสิบกว่า กำลังเดินอยู่บนถนนลูกรังมุ่งหน้ากลับบ้าน ในวงแขนของแกคล้องตะกร้าไม้ไผ่ใบย่อม ในนั้นมีเนื้อหมูสองขีด กระเทียมหนึ่งพวง และไข่ไก่อีกหลายฟอง

    ขณะนั้นเป็นเวลาเย็นมากแล้ว พระอาทิตย์ฉาบแสงทองทาขอบฟ้าจวนจะลาลับ แต่ภายในใจของหญิงชรากลับร้อนรุ่มราวกับพระอาทิตย์ตอนเที่ยง แกนึกตำหนิตัวเองว่าไม่น่าเดินขายผักจนเย็นมากขนาดนี้เลย ควรจะกลับบ้านตั้งแต่ตอนบ่าย 4 โมง แต่พอคิดทบทวนดูอีกที ถ้าไม่ทนเดินขายผักให้หมด ก็คงไม่มีเงินพอที่จะซื้อไข่ไก่มาทำข้าวต้มให้ลูกชายได้

    “โอยยย ปานนี้มันไม่หิวข้าวมากแล้วรึ?”

    แกระบายลมจากปากด้วยความเหนื่อยเป็นคำพูดเบาๆ แต่แทนที่จะชะลอฝีเท้าลงกลับเร่งเดินมากขึ้นกว่าเดิม สายตาของแกนั้นพร่าเลือนมากแล้ว จึงมองไม่เห็นก้อนหินที่พื้นถนนเบื้องหน้า แกสะดุดมันเข้าเต็มรัก เซถลาล้มพรืดลงข้างทาง

    “อูยยย” แกลากเสียงยาวด้วยความเจ็บ แทนที่จะห่วงตัวเอง แกกลับเอื้อมมือไปเก็บถุงไข่ไก่ ที่กระฉอกออกจากตระกร้า หล่นเผละลงบนพื้นถนนจนแตกหมดทุกฟอง แกหยิบมันขึ้นมาด้วยหัวใจที่แทบสลายด้วยความเสียดาย

    “เออ ยังดีที่มันแตกอยู่ในถุง ประเดี๋ยวค่อยเอาตระแกรงร่อนเอา คงใช้ทำข้าวต้มให้ไอ้โปยมันได้อยู่หรอก”

    แกเอาถุงไข่แตกใส่ตะกร้า เอื้อมเก็บพวงกระเทียมกับถุงเนื้อหมูใส่ตามลงไป แล้วหยิบรองเท้าฟองน้ำขึ้นมาจะสวม แต่ทว่าสายรองเท้าที่ใช้เชือกควั่นทำที่คีบนั้นหลุดออกมา แกจึงเอามันใส่ตระกร้าตามไปด้วย กะว่าไปถึงบ้านก่อนแล้วค่อยซ่อมแซมทีหลัง แกลุกขึ้นยืนตั้งหลักอยู่พักหนึ่ง แล้วก็เดินต่อไปโดยสวมรองเท้าเพียงข้างเดียว

    พอไปถึงบ้าน แกรีบเดินขึ้นไปบนเรือน วางตะกร้าลงยังไม่ทันพักดื่มน้ำให้หายเหนื่อย ก็ได้ยินเสียงครางเบาๆ ด้วยความเจ็บปวดของลูกชายขึ้นว่า

    “แม่ ช่วยด้วยแม่ โอยยย เจ็บปวดเหลือเกิน ทรมานเหลือเกิน”

    แกลุกลี้ลุกลนเข้าไปดูมัน เอื้อมมือคลำหน้าผากและลูบไล้ผมเบาๆ ด้วยเวทนา แม้มันจะอายุสามสิบกว่าแล้ว แต่ในสายตาของแกมันยังเด็กนัก เห็นตัวมันร้อนมากด้วยพิษไข้ จึงหยิบเอาขวดยามาเปิดป้อน หยอดน้ำตามลงไป แล้วพูดเบาๆ ว่า

    “ทนเอาหน่อยนะลูก เดี๋ยวก็หายแล้ว…”

    แกอยากจะพูดมากกว่านี้ แต่ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรต่อ และคำกล่าวเมื่อครู่นั้นเป็นการพูดปลอบใจตัวเองมากกว่า เพราะแกรู้ว่า โรคเอดส์นี้ไม่มีทางรักษา มีแต่นอนรอความตายสถานเดียว

    “เดี๋ยวแม่ไปทำข้าวต้มให้กินนะ วันนี้แม่มีไข่ไก่มาใส่ด้วยล่ะ เอ็งบ่นอยากกินข้าวต้มใส่ไข่ไก่ไม่ใช่รึ”

    “ไก่! ไก่! ดีแม่ดี เอามันมาเลย เอามาตีกันสนุกดี” ไอ้โปยพาลเพ้อไปถึงไก่ชน ทั้งที่ผู้เป็นแม่พูดถึงไข่ไก่

    ในห้วงสำนึกของไอ้โปยมีแต่เรื่องไก่ชน เมื่อก่อนตอนแข็งแรงมันเป็นคนชอบเลี้ยงไก่ วันๆ ไม่เป็นอันทำอะไร เอาแต่ดูแลไก่และอุ้มไปเที่ยวชนตามหมู่บ้านต่างๆ ผู้เป็นแม่เห็นดวงตาของลูกชายเป็นประกายวูบ แล้วลืมความเจ็บปวดจากพิษไข้ แกจึงลุกขึ้นเดินไปที่ครัวเพื่อดื่มน้ำดับกระหาย แล้วจะได้ทำข้าวต้มให้มันกิน ทว่ายังแว่วเสียงมันเพ้ออยู่คนเดียวว่า

    “ตี ไอ้ทองตี นั่น นั่น ยังงั้น ตีอีก…”

    ไอ้ทอง มันไม่ใช่คน แต่เป็นไก่ชนพันธุ์เทาทองที่ไอ้โปยทั้งรักทั้งหวง ตอนที่มันยังไม่ติดโรคเอดส์นั้น เวลาตื่นเช้าขึ้นมาจะเฝ้าดูแลไก่ทั้งสามตัวของมัน นำไก่มาวิ่งออกกำลังกาย กราดน้ำ กราดแดด แล้วนวดตัวพวกมันด้วยว่านและสมุนไพรต่างๆ

    จากนั้นก็จะอุ้มพวกมันไปเปรียบกับไก่อื่นที่สังเวียนในหมู่บ้าน หากน้ำหนักตัวและหน่วยก้านพอฟัดพอเหวี่ยงกัน ไอ้โปยไม่เคยลังเลที่จะท้าวางเดิมพันชน ไอ้ทองของมันนี่ก็ขึ้นชื่อลือชานักในเรื่องปากไว ชนดี ตีแม่น ทั้งลักษณะหน่วยก้านก็เข้าข่ายไก่เก่งทุกประการ เช่น ปากงุ้มเหมือนเหยี่ยว คิ้วหนา คอยาวใหญ่ เนื้อเต็มอก ขาใหญ่แข้งอิ่ม มีเสือซ่อนเล็บมีเหน็บชั้นในเสร็จสรรพ จึงไม่แปลกที่ต่อมามันได้เป็นแชมป์ประจำสังเวียนของหมู่บ้านลานกระบือนี้

    พอชนะไก่ระดับหมู่บ้านหมดแล้ว ไอ้โปยก็เหิมเกริมคิดการณ์ไกล พาไอ้ทองออกท้าชนกับไก่หมู่บ้านอื่น ไม่ว่าจะเป็นบ้านโซกเปลือย บ้านวังลึก ก็ชนะไต่เต้าไปเรื่อยจนมีชื่อเสียงระดับตำบลตลิ่งชัน ในช่วงนั้นไอ้ทองก็ฟอร์มสดซะเหลือเกิน เก่งฉกาจราวกับไก่ของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ที่ชนชนะไก่ของพระมหาอุปราชผู้เป็นราชบุตรของพระเจ้านันทบุเรง แห่งกรุงหงสาวดี ประเทศพม่านั่นเทียว แม้คนอื่นจะไม่เชื่อ แต่ไอ้โปยมันเชื่อของมันอย่างนั้น

    การที่มันต้องเดินทางไปหมู่บ้านอื่นไกลๆ จึงอยากจะได้รถมอเตอร์ไซค์มาขี่ มันเคี่ยวเข็ญบังคับเอากับแม่ จนแกทนคำรบเร้า ด่าทอ ขู่ตะคอกของมันไม่ไหว เลยจำใจขายที่นาซึ่งเป็นสมบัติชิ้นสุดท้าย เอาเงินให้มันไปซื้อรถมอเตอร์ไซค์มาขี่สมใจ

    ต่อมา ไอ้ทองก็เริ่มแก่จึงชนแพ้ถี่ขึ้น แต่ไอ้โปยกลับไม่ยอมรับสภาพความเป็นจริง มันยังคงเที่ยวตระเวนพาไอ้ทองไปท้าชนอยู่เรื่อยไป ครั้นไม่มีเงินเดิมพัน มันก็ขโมยเอาทองคำและเข็มขัดนาคของแม่ไปขาย ทั้งๆ ที่สมบัติเหล่านี้ แกเก็บไว้ด้วยคิดว่า จะเอาไว้เป็นสินสอดทองหมั้นหากมันคิดจะมีเมียมีลูกเหมือนใครอื่น

    เมื่อหลายปีก่อนมันเริ่มเจ็บป่วย พอไปตรวจรักษาที่โรงพยาบาลจึงรู้ว่าติดโรคเอดส์ อาการของโรคกำเริบมาเรื่อย จนมาถึงปีนี้ซึ่งหมอบอกว่าเป็นอาการขั้นสุดท้ายแล้ว ร่างกายของมันผ่ายผอมมีแต่หนังหุ้มกระดูก ตามเนื้อตัวก็ออกตุ่มแล้วแตกเป็นแผลพุพองมีน้ำเหลืองไหลไปทั่ว มันไม่สามารถลุกขึ้นเดินเหินช่วยเหลือตัวเองได้ แม่จึงกลายเป็นผู้ดูแลมันโดยปริยาย แกต้องคอยเช็ดขี้เช็ดเยี่ยว เปลี่ยนผ้าผ่อนและผ้าปูที่นอนให้มัน เหมือนกับมันเป็นเด็กอ่อนตอนเกิดใหม่

    พี่ป้าน้าอาที่อยู่บ้านใกล้เรือนเคียงกัน ก็ไม่กล้าเยี่ยมกรายมาดูอาการมันเลย เพราะกลัวจะมาติดโรคร้ายจากมันด้วย

    ค่าหยูกยาที่แพงมากขึ้น แล้วไหนจะค่าข้าวค่ากับ แม่แหล่จึงจำใจขายรถมอเตอร์ไซค์ที่มันชอบ แล้วแอบขายไก่ที่มันรักทั้งสามตัวนั้นด้วย แต่นั่นก็เป็นเรื่องเมื่อปีก่อนโน่นแล้ว พอมาปีนี้เงินที่มีก็หมด แกจึงหอบสังขารอันชราไปถากถางหญ้าหลังบ้าน ปลูกข่า ตะไคร้ และพวกชะอม ตำลึง ไว้ตามริมรั้ว แกจะเก็บผักสวนครัวพวกนี้ไปเดินขายในหมู่บ้าน พอได้เงินมาซื้อข้าวซื้อกับ และซื้อหยูกยาดูแลมัน

    อาการป่วยของไอ้โปยนี่ก็แปลก ตั้งแต่มันเจ็บหนักมานี้ แม้แกจะทำอาหารประณีตเพียงใดป้อนมันก็ไม่กิน แต่ถ้าเป็นข้าวต้มใส่ไข่แล้วละก้อ มันจะกินได้เป็นชามๆ อย่างไม่น่าเชื่อ แต่มีข้อแม้ว่าต้องเป็นไข่ไก่เท่านั้น แกเคยเอาไข่เป็ดมาทำมันก็ไม่ยอมกิน

    วันนี้แม่แหล่ทำไข่ไก่หล่นแตกหมด ตอนนั่งต้มข้าวจึงคิดว่า พรุ่งนี้ต้องเก็บผักสวนครัวแต่เช้า ให้ได้มากๆ แล้วรีบเอาไปขายแต่วัน ได้เงินมาจะซื้อเฉพาะไข่ไก่ จะได้เอามาตุนไว้ทำข้าวต้มให้มันกิน

    วันถัดมา ขณะที่แกกำลังเดินขายผักอยู่ในหมู่บ้าน ไอ้ทุยซึ่งเป็นคนบ้านใกล้กัน ขี่รถมอเตอร์ไซค์มาจอดข้างๆ แล้วละล่ำละลักพูดว่า

    “แม่แหล่! แม่แหล่! ไอ้โปยมันเป็นไรไม่รู้ มันลงมาเดินที่ลานบ้านแล้วก็ทำอาการแปลกๆ ข้าเห็นมันกำลังเอา…”

    คำพูดนั้นยังไม่จบประโยค แค่ได้ยินว่ามันสามารถลุกขึ้นเดินได้ แกก็รีบเดินกลับบ้านด้วยความดีใจ และระคนสงสัยว่ามันลุกขึ้นมาเดินได้ยังไง

    “อ้าว! แม่แหล่ เดี๋ยว! เดี๋ยวก่อน ไม่ต้องรีบขนาดนั้น มา มานี่ มานั่งซ้อนท้ายรถผมนี่ เดี๋ยวผมจะไปส่งเอง”

    แกขึ้นนั่งซ้อนท้ายรถมอเตอร์ไซค์อย่างงกๆ เงิ่นๆ ด้วยความเป็นห่วงลูกชาย

    พอไปถึงหน้าบ้าน มีคนมายืนดูไอ้โปยอยู่ 5-6 คน รถวิ่งไปถึงยังไม่ทันที่จะจอดสนิท แกก็เอาเท้าลากพื้นพรึดๆ ให้รถหยุด ลงจากรถได้ก็รีบเดินเข้าไปด้วยความกระวนกระวาย เห็นไอ้โปยยืนอยู่ริมรั้ว ไม่รู้ว่าด้วยเรี่ยวแรงอันใด ทำให้มันสามารถหอบสังขารอันผอมโซลงมาข้างล่างได้ มันกำลังยืนเอาหัวขวิดกับต้นกุหลาบที่เต็มไปด้วยหนาม ปากก็พร่ำเพ้อว่า

    “ตี! ไอ้ทองตี นั่นแหละตีเข้าไป ตีอีกๆ…”

    ร่างกายของมันที่พุพองเน่าเปื่อยเต็มไปด้วยน้ำเหลืองอยู่แล้ว พอมันเอาหัวมาขวิดกับหนามกุหลาบเช่นนี้ เลือดจึงไหลออกมาชุ่มใบหน้าและศีรษะเต็มไปหมด

    แม่แหล่รี่เข้าไปดึงร่างมันออกมา ความเป็นห่วงทำให้แกดึงมันค่อนข้างแรง ร่างอันผอมโซจึงเซถลามาชนแกจนล้มพับไปด้วยกันทั้งคู่ แกประคองมันขึ้นมา พยายามพยุงมันเข้าไปหาแคร่ที่ใต้ถุนบ้าน แม้ร่างของมันจะมีแค่หนังหุ้มกระดูก แต่แกก็แก่มากแล้วเช่นกัน ทั้งแม่และลูกจึงล้มลุกคลุกคลาน 2-3 ครั้งกว่าจะไปถึง

    ชาวบ้านเหล่านั้นต่างยืนดูด้วยเวทนา แต่ก็ไม่กล้าเข้าไปช่วย เพราะตามเนื้อตัวของแม่ลูกคู่นี้เต็มไปด้วยน้ำเลือดน้ำเหลือง จึงคิดว่าหากเข้าไปสัมผัสเนื้อตัวอาจจะติดโรคเอดส์จากไอ้โปยไปด้วย

    พอวางร่างมันลงบนแคร่ไม้ไผ่แล้ว แกก็ถลกชายเสื้อของตัวเองขึ้นซับเลือดตามใบหน้าและศีรษะของมัน โดยที่มันยังเพ้อว่า “ตีๆๆๆ” อยู่ตลอดเวลา ทว่าเสียงนั้นก็ค่อยๆ แผ่วลง ก่อนเสียงขาดหายไปดูเหมือนว่ามันพูดคำว่า “แม่ๆๆๆ” เบาๆ 3-4 ครั้ง

    ร่างมันนิ่งและนิ่มราวขี้ผึ้งลนไฟ แกรู้สึกโหวงเหวงภายในใจ จึงเขย่าตัวมันแล้วพูดด้วยเสียงสั่นเครือว่า

    “ไอ้โปย! ไอ้โปยลูกแม่ แกเป็นอะไร อย่าเงียบไปแบบนี้สิ พูดกับแม่สิลูก พูดกับแม่สิ เดี๋ยวแม่จะพาเอ็งไปหาหมอนะ จะพาไปเดี๋ยวนี้แหละ”

    แกลุกลี้ลุกลนพยายามจะยกร่างไร้วิญญาณนั้นขึ้น แต่มืออันผอมแห้งทั้งสองข้างนั้นสั่นมาก และไร้เรี่ยวแรงเกินกว่าจะยกร่างของลูกชายขึ้นมาได้

    ไอ้ทุยเห็นแกยังพยายามจะยกอยู่เช่นนั้น จึงเดินเข้าไปพูดด้วยเสียงสั่นเครือว่า

    “แม่แหล่ ไอ้โปยมันไปสบายแล้วล่ะ มันจะไม่เจ็บปวดทรมานต่อไปอีกแล้ว” ขณะพูดมันก็ยกมือขึ้นปาดน้ำตาไปด้วย บรรดาชาวบ้านที่ยืนดูอยู่ริมถนน ก็สะเทือนใจจนน้ำตาไหล บางคนถึงกับต้องเดินหนีออกไปจากบริเวณนั้น

    ร่างอันผอมแห้งและหลังอันงองุ้มของแกสะอื้นจนตัวโยน แกแนบศีรษะที่เต็มไปด้วยน้ำเลือดน้ำเหลืองของลูกชายกับอก ร้องไห้ฟูมฟายราวกับสูญเสียสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตไป

    ถ้าแลกชีวิตกันได้แกคงไม่ลังเลที่จะตายแทนมัน

    มันตายไปแล้วแต่แกกำลังจะตายทั้งเป็น

    ใช่! เพราะร่างกายของมันเป็นเลือดเนื้อของแก

  69. ที่บอกว่ามันกระจายคือ

    ไม่เป็นไปตามธีมที่ตั้งไว้ขอรับ

    แต่ถ้าเล่นที่ร้าน หรือที่ทำงาน ปรกติครับ

    ผมสงสัยอยู่ว่า…เป็นเพราะระบบเน็ตหรือไม่

  70. สวรรค์เสก

    “ต้อยติ่งต้อยต่ำเตี้ยติดดิน
    ดินติดต้อยติ่งถวิลว่าฟ้า” (ละไมมาด คำฉวี)

    “ผู้หญิงเป็นต้นไม้
    ผู้ชายเป็นคนสวน
    ต้นไม้แสนยั่วยวน
    คนสวนเลยจับฟัน” (นิรนาม)

    .
    .

    เฮ้ยยยย ว่าจะไม่เข้ามาโม้รบกวนสายตาของพี่ท่านและผองเพื่อนแล้วเชียวนา

    ให้ดิ้นตายทีซิเอ๊า! สอเอ๊ย เฉาปากเป็นบ้า (เหมือนที่ท่านย่าสั่งสอนเปี๊ยบ)
    ลองดูทีรึพระคุณพี่ มีแต่คนที่คุยกันไม่ค่อยจะรู้เรื่อง อากาศก็ตุ่นๆ ซึมกะทือ ยังกะนกเขาติดไข้หวัดนก ไม่ก็เหมือนมะเขือสลดแดด

    แต่ แฮ่ม! ไม่เกี่ยวกะอวัยวะอย่างอื่นแต่อย่างใด (อย่าคิดลึกดี้ ท่านพี่ก้อ)

    ลองอากาศเป็นงี้อีกหน่อย เกล้าว่าไม่นานหรอกสโนว์คงตกอีกรอบ เจอบรรยากาศอย่างงี้ เป็นใครก็เถอะ ไม่ซังกะตายก็เพี้ยนแล้ว

    โฮ้ยยยย ท่านพี่ โล่งอกไปที พ้นวันมาฆบูชามาแล้ว
    คืองี้ไง เกล้าแกล้งทำตัวเป็นคนดีเพื่อรำลึกถึงวันสำคัญวันนั้นไงล่ะ
    เหล้าไม่ดื่ม นมไม่ดูด กาแฟไม่จิบ ขนมกุบกิบก็ไม่เคี้ยว
    แสร้งใส่ชุดขาวราวกับผู้บำเพ็ญพรต แล้วอุ้มไอ้กาฟิวส์เพื่อนเลิฟฟ์ส์ส์ส์ ไปทำไฮไล้ต์ขนเป็นสีขาว ให้เข้ากับบรรยากาศของวันแห่งความดี

    ตกค่ำก็ไม่ได้ทิ้งหน้าที่ของพุทธมามกะที่ดีแต่อย่างใด
    ทว่า(คน แอนด์ แมว)แถวนี้อยู่ไกลวัดไกลวา จะถ่อไปให้ถึงวิมเบอดั้น วัดพุทธปทีป โน่นรึก็ไกล ครั้นจะไปวัดอมารวดี ที่แฮมเมอร์แฮมสเต็ด วัดของหลวงพ่อสุเมโธ นั่นก็มีแต่พระ-ชีชาวต่างชาติตั้งสิบกว่ารูป (ครั้งก่อนที่ไปมานั้น มีพระไทยอยู่สองรูปครับ) อีกทั้งท่านเหล่านั้นต่างมาบวชเป็นพระที่วัดหนองป่าพง ที่เมืองไทย พะยี่ห้อลูกศิษย์หลวงปู่ชากันขนาดนี้ มีรึ ที่ท่านจะจัดงานอึกทึกครึกโครมภายในวัด ไปเที่ยวก็คงไม่สนุก

    พอมาคิดว่าไปเพื่อเวียนเทียน ก็เกิดลังเลขึ้นมาท่านคงไม่จัดงานเวียนเทียนหรอก ก็แหม อากาศหนาวออกยังงี้ จะมีใครที่ไหนบ้าลุกขึ้นมาเดินเวียนเทียนกันหือ? นายสอ–พ่อรูปหล่อ เอ็งด้วย ไอ้กาฟิวส์

    นั่งมองตากันไปกันมา เกิดประกายสป๊ากป๊าบขึ้นว่า “ไปเดินจุดเทียนเล่นที่โบสถ์เซ้นปีเตอร์ดีก่า” คิดได้เช่นนั้น ทั้งคนและแมวมีอาการราวกับการค้นพบสูตรฟิสิกซ์บทใหม่ ที่จะใช้พลิกโลกแห่งความหงอยเหงาออกจากชีวิต

    บุรุษหนุ่มซึ่งแต่งกายอย่างสุภาพรัดกุม รูปร่างสันทัดเหมือนคนเอเซียทั่วไป คิ้วเข้ม ตาคม ปากหวาน จมูกโด่งแต่ดั้งหัก เพราะตอนเป็นเด็กกินข้าวเหนียว–สารละลายดั้งมากไปหน่อย จูงตีนกันไปกะแมวตัวหนึ่ง ซึ่งวันนี้มันกำลังถือศีลอดเหมือนกับเขา มันกลัวว่าพวกหนูๆ และแม่เสือแมวสาวจะไม่ไว้ใจ จึงไปทำขนมาใหม่ให้เป็นสีขาวบริสุทธิ์ ประดุจดั่งความคิดในโพรงกะโหลกของมัน–รึเปล่า???

    ครั้นไปถึงโบสถ์เซ้นปีเตอร์ พวกเขาทั้งสองตัวก็ตรงรี่เข้าไปที่แท่นเทียนไม่ช้าที แต่ไม่จุดมันหรอก หาเก้าอี้ว่างแถวนั้นได้ก็ทรุดตัวลงนั่ง ทำจิตให้ผ่อนคลาย ทำกายให้รีแร็กซ์ ขณะที่ชายหนุ่มกำลังเคลิบเคลิ้มในห้วงนิวรณ์นั้น ไอ้กาฟิวส์เพื่อนเลิฟฟ์ยกตีนสะกิดเอวเขาอยู่เร่าๆ ด้วยความรำคาญปนความสงสัย เขาจึงลืมตาขึ้นถอนตัวออกจากถินมิทธะสมาบัติ (ถินมิทธะ–>ความง่วงนอน) แล้วหันไปถามมันว่า

    “ไรของเอ็งอีกวะ! หือ? วุ้ย กวนอยู่ได้ คนกำลังสงบ”

    มันกระซิบกระซาบเบาๆ แต่น้ำเสียงปนแววกระเส่านิดๆ ว่า “เมียว เมียว เมียว (โน่นๆๆ ดูนู้นนน)” มันทำปากจู๋ชี้ไปที่เก้าอี้แถวข้างๆ ถัดไป

    “อะ เฮ้ยยยย” ชายหนุ่มเผลอตัวหลุดอุทาน เพราะบนเก้าอี้แถวนั้นมีหญิงสาวผมสีบลอน ตาสีฟ้า สูงงามสง่าดั่งพญาหงษ์ บนเก้าอี้ข้างๆ เจ้าหล่อนนั่งอยู่ด้วยสุนัขสาวขนฟูพันธุ์พุดเดิ้ล

    เธอและหล่อนทำให้เขาและมันปั่นปวนเหมือนทะเลบ้าคลื่น

    “เมียว เหมียว? (จีบเลยไหม?)” ไอ้กาฟิวส์ถามต่อ

    “ไอ้จัญไร! วันนี้วันดี เลิก ลด ละ เสียบ้างเถอะวะ”

    “เมียว เมี่ยว เมี้ยว (แต่เธอคนนั้นสวยจริงๆ นะเอ็ง ไอ้สอ หากเอ็งไม่เข้าไปจีบเสียแต่วันนี้ วันหน้าอาจไม่มีโอกาสได้พบหล่อนอีกนะโว้ย แมวที่มากับหล่อนนั่นก็น่ารักดีเสียเหลือเกิน)”

    “แมวบ้านเอ็งอะดิ ไอ้กาฟิวส์ นั่นน่ะหมาโว้ย พันธุ์พุดเดิ้ล เอ็งนี่มันเห่ยโคตร แมวบ้านนอกจริงๆ”

    “เมี๊ยว เหมี๋ยว (ช่างปะไร แมวหรือหมาก็ช่าง ข้ารู้แต่ว่าหล่อนน่ารัก)” มันทำตาหวานหยาดเยิ้มเหมือนถูกผึ้งฉี่ใส่

    “โอ้ววว ท่าจะเป็นเอามากแฮะเอ็ง–ไอ้กาฟิวส์ นี่แหละหนาความรัก ไม่ใช่เฉพาะแต่คนแม้แต่แมวอย่างเอ็งยังตาบอด”

    “เมียวววว (ถึงบอดก็รัก)”

    “หน๋อย แนะ เอ็ง มันน่าเตะถวายเซ้นต์ปีเตอร์ซักป้าบจริงๆ พับผ่า”

    ………………….

    เฮ้ยยย เผลอเล่าเรื่องอะไรออกไปอีกแล้วละเนี่ย พอแล้วละท่านพี่ เกล้าไปล่ะครับ

    อ้อ ลืมบอกไป ตอนนี้ไอ้กาฟิวส์บาดเจ็บอยู่ครับ อกมันหักชอกช้ำระกำทรวง ตามตัวรึก็มีแต่บาดแผลจากวันก่อน

    ก็ไอ้วันนั้นนั่นแหละครับ ตอนเดินออกจากโบสถ์มันทะลึ่งวิ่งไปหอมแก้มคุณน้องหมาพุดเดิ้ลตัวนั้น คุณน้องเขาก็ตกใจ นึกว่ามันเป็นแมวหื่นกาม ทั้งๆ ที่จริงแล้วมันทำไปด้วยความรักแท้ๆ จากใจ

    ปรากฏว่าไอ้ร็อตไวเลอร์ กับไอ้โดเบอร์แมนที่ยืนยามอยู่ วิ่งเข้ามาดูว่าเกิดเหตุร้ายอะไรขึ้น เกล้ากระผมกะไอ้กาฟิวส์ ใส่สะเก็ตกันแทบไม่ทัน โกยกันน้ำบานเลยเชียวพระคุณ

    พอออกมาถึงถนน รถเมล์มาพอดี เกล้าก็รีบกระโดดขึ้นไม่ช้าที ส่วนไอ้กาฟิวส์ขึ้นไม่ทัน เลยวิ่งเข้าป่าข้างทางไป ดีที่มันหนีรอดไอ้หมาพวกนั้นมาได้ แต่ก็สะบักสะบอมจากการถูกหนามเกี่ยวตามเนื้อตัวซะลายพร้อย

    สมน้ำหน้ามัน

    หลังจากเกล้าเอาซีม่าโลชั่นทาให้แล้ว โน่น ตอนนี้มันไปนอนหงายท้องผึ่งแดดอยู่โน่นแนะครับ

    .
    .

    “การหลั่งสารออกมาเคลือบสิ่งแปลกปลอมที่หลุดเข้าไปในเปลือกหอยเพื่อลดความเจ็บปวดของหอยมุกนั้น ยิ่งเจ็บปวดมากเพียงใด ก็จะยิ่งสร้างไข่มุกน้ำงามมากขึ้นเพียงนั้น นี่เป็นการสอนของธรรมชาติ ที่บอกว่าภายหลังความเจ็บปวด จะมีความงามเสมอ”

    (ศิลา โคมฉาย)

  71. สะวีดัด สวัสดีค่ะ .. -/\-

    เมื่อวานข้าพเจ้าไปเวียนเทียนกับพรรคพวกมาค่ะ กว่าจะออกจากบ้านกันได้ก็มืดค่ำ พอไปถึงทางขึ้นไปวัดกลับมืดสนิท ด้วยความที่เพื่อนมาจากต่างจังหวัดจึงไม่รู้จักที่ทาง เห็นว่ามันมืดตึ๊ดตื๋อ เลยสะกิดชวนให้ไปทางรถที่สว่างกว่า ข้าพเจ้าเลยกระซิบว่าก่อนจะเข้าประตูวัดทางโน้นตัดผ่านหน้าป่าช้าน่ะ ไม่ขาดคำก็เดินรุดหน้าไปตามบันไดมืด ๆ อย่างไม่ต้องรอลงความเห็นเลยค่ะ เอิก ๆๆ

    ที่สุดก็ได้เวียนเทียน สมความตั้งใจ .. อนุโมทนาด้วยกันนะเจ้าคะ

    – – –

    ท่านดินเจ้าคะ ท่านไม่เปิดกล่องความเห็นในตู้จดหมายใบอื่นเลยหรือคะ ข้าพเจ้าเข้าไปก่อกวนไม่ได้เลยอ่ะ ((คันไม้ คันมือยิ่งนัก ฮึ่ม ๆ !!))

    – – –

    ท่านสวรรค์เสก ท่านถึงขั้นจับกาฟิวส์แต่งชุดขาวรอเลยหรือคะนี่ !! โอ้ .. ดีจริง ๆ อย่างนี้ไม่ต้องประแป้งแต่งตัวอะไรเพิ่มเติมแล้วสินะ .. ไป ไปกันเถอะ ไปขึ้นเสลี่ยงกัน เร็ว เร้วว !!

  72. อนุโมทนาสาธุเจ้าค่ะ!
    น่าจะเดินเวียนอีกสักสองสามรอบเผื่อสหายพี่สองด้วยนะเจ้าคะ
    ท่านอยู่ไกลวัดไกลวา น่าเห็นใจ หุ หุ หุ

    คันไม้คันมือให้หาคารามายทาไว้นะเจ้าคะระวัง…ระวัง…

    ขอบพระคุณสหายพี่สองสำหรับธรรมเทศนาวันมาฆบูชา
    มีคนซึ้งถึงคุณพระคุณเจ้าอยู่ใกล้ตัวพลอยได้รับอานิสงส์สุขใจไปด้วยเช่นนี้เองขอรับ

    ตั้งโต๊ะกาแฟตัวใหม่แล้ว
    เชิญที่โต๊ะตัวใหม่ขอรับ

    คารวะ

  73. สวรรค์เสก

    แว๊ก! หนีเร้ววววว กาฟิวส์ เอ้ยยยย
    แม่นางมารดำ “มะแขว่น” ตามมาถึงนี่แร้ววววว

    ไม่ธรรมดาจริงๆ นับว่าวิชาตัวเบา “ขี่ผีเสื้อเด็ดดอกไม้” ของแม่นาง ยิ่งมายิ่งไม่ธรรมดาแล้ว นี่ขนาดเกล้ากะไอ้กาฟิวส์ ใส่สะเก็ตเทวดา+ซาตาน ซิ่งหนีจนขนจมูกหลุดแล้วเชียวนา ยังหนีแม่นางไม่พ้นเลย

    เฮ้ยยยย นับว่าต้องฝึกฝน หากเกล้าและไอ้กาฟิวส์อยากสำเร็จเพลงยุทธ์ “แอบจิตสกิดใจ” นับว่าต้องฝึกฝนวิชาตัวเบา “เก้าท่าเท้า สะเก็ตเทพยดา” ควบคู่ไปด้วย และต้องฝึกให้หนักกว่านี้..จริงๆ

    เอ๊า!
    ฮึบ!
    ฮึบ!
    ฮึบ!

    …………….

    อ่ะ โต๊ะตัวใหม่
    ล่ายๆๆๆ ดีแล้วขอรับท่านผู้เจริญในอกุศลธรรม
    เกล้าผู้น้องรึก็เหม็นน้ำลายแถวนี้เต็มทนแล้ว
    คนอาร้ายยยย โม้ได้ โม้ดีจริงๆ
    สงกะสัยอีตอนเป็นเด็กคงถูกแม่เอาเขียดตีปากมาแหง๋มๆ

    หา? ไรนะ? ไม่ใช่เขียดเหรอ อ๋อ คางคกเลยรึ
    อืมมม เป็นไปได้ๆๆ
    น่ากลัวใช่จริงๆ แหละ

  74. ให้ตายดิ กระผมชอบไอ้แมวหน้าทะเล้นนี่จริง ๆ

    คิดถึง พะโล้ของพี่หมู-ขายหัวเราะ ขึ้นมาพลัน

    เข้ามาทักทายกาแฟสักแก้วขอรับ วันอาทิตย์บ่ายโมงเป็นตันไปว่างไหม

    เอาเป็นบ่าย 2 กระผมจะเข้าไปออนไลน์ รอจับเข้าสนทนาคุยกัน

    555

    ด้วยมิตรภาพ

  75. วันนี้ท่านจะซดกาแฟรอชมเชลซีไหมขอรับ

    ผมว่า…เข้ารอบ

    พร้อม หงส์

    555

    ผีกับปืนตกรอบชัวร์

  76. อา…พี่ท่าน
    ข้าพเจ้าแขวนสตั๊ดไปแต่ปีมะโว้แล้วขอรับ
    รสชาติชีวิตหายไปเยอะแยะมากมาย
    เอาไว้ให้ ได้นิยายสองร้อยหน้าอย่างที่หมายมาดปราถนา
    แล้วข้าพเจ้าจะกลับมาใช้ชีวิตให้หลากหลายตามปกติสุข

    ยามนี้…เขียนลูกเดียวขอรับ
    มีเวลาว่างเท่าไร ขับลมปราณไปที่นิ้วหมด
    จิ้มคีย์น่ะขอรับพี่ท่าน !

    คารวะ

  77. งั้นขอแจ้งผล

    เชลซี 2 – 1 โปโต้

    รวม 3 – 2 ครับ เข้ารอบ

    ส่วนหงส์ แพ้ 1

    รวม 2 – 2 เข้ารอบ

    สวัสดียามเช้าขอรับ ขอเอาใจช่วย นิยาย ของท่าน

    ด้วยมิตรภาพ (ที่ถูกค่อนแคะขอรับ)

  78. ฮ้า ฮ้า พี่ท่าน!!
    ถูกค่อนแคะโลโก้เหรอขอรับ ฮา ฮา ฮา

    ไม่ยักบอกใบ้ที่มาที่ไป
    แล้วข้าพเจ้าจะตามหาได้อย่างไรล่ะเนีย???
    ต่อมอยากรู้มันกระดุ๊กกระดิ๊กเชียวขอรับ ฮา ฮา ฮา

    ด้วยกัลยาณมิตรภาพ ฮา ฮา ฮา (อ่า…ชักจะฮา ออกนอกหน้า ขออย่าได้หมั่นใส้นะขอรับ อิ อิ)

  79. ผมชอบคำนี้ และก็ความหมายที่ดี

    กระผมพบเมื่ออ่านคำนำนักเขียนของ อาจารย์เสกสรรค์ ประเสริฐกุล ขอรับ

    – ด้วยมิตรภาพ –

  80. ยินดี ยินดี ยิ่งนัก ..
    ที่แวะพัก ฝากความได้อีกครั้ง ..
    โต๊ะกาแฟ ปิดไว้นาน จนฝุ่นกรัง ..
    ยินดี ที่เรายัง ได้เจอะเจอ ..

    .
    .

    กลับมาเปิดโต๊ะเมื่อไรกันนี่ ดีใจ เอ้ย ดีใจจัง .. อิอิ 😀
    -มารดำ-

  81. หวัดดีค่ะอยากขอเชิญคนคอกาแฟได้มาชิมรดชาดของกาแฟที่ร้านคอฟฟี่อาร์ตดูบ้างว่ากาแฟของเราเป็นไงบ้างได้อารมณ์ของคอกาแฟหรือเปล่า

  82. What’s up, yes this paragraph is actually nice and I have
    learned lot of things from it about blogging. thanks.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: