Dust in the wind
All we are is dust in the wind
Dust in the wind
All we are is dust in the wind
I close my eyes
Only for a moment, then the moment’s gone
All my dreams
Pass before my eyes, a curiosity
Dust in the wind
All we are is dust in the wind
It’s the same old song
We’re just a drop of water, in an endless sea
All we do
Just crumbles to the ground, though we refuse to see
Dust in the wind
All we are is dust in the wind
Life’s too short brothers and sisters
Dust in the wind
All we are is dust in the wind
Don’t hang on
Nothing lasts forever, but the earth and sky
It’s there always
And all your money won’t another minute buy
Dust. . . all we are is dust in the wind
Life’s too short brothers and sisters
Dust. . . all we are is dust in the wind
Open your eyes you’ve acquired quite a bit
Keep your balance don’t you slip
It could all end instantly as you will see
Time waits for no one, it just moves on
There is a white one
Who won’t accept the black one
Who won’t accept the yellow one
Who can’t accept the white. . .
When will we learn
That all we are is dust in the wind
Time for the healing to begin
All we is are dust in the wind
Time for the healing to begin
All we are is dust in the wind
Everything is dust in the wind
ขอประทานโทษสวัสดิ์ขอรับมวลมิตร
สหายเดินทางไกลมาชักชวนออกเดินทางโดยปุบปับ ไม่ทันร่ำลาข้าพเจ้าจึ่งหายหน้าไปโดยปับปุบ เพิ่งกลับมาถึง ณ บัดนาทีนี้เอง
ขอบคุณ ‘ผงฝุ่นในสายลมแห่งกาลเวลา’ กำนัลจากท่านอิ่ม เป็นเพลงที่ข้าพเจ้าคลอกีต้าร์ตั้งแต่ครั้งมัธยมไม่คาดคิดว่าวันนี้จะทะเล่อทะล่ากลายเป็นธุลีดินไปเสียจริง ๆ ความชื่นชอบความหมายของบทเพลงนี้ในตอนนั้น ไม่เหมือนกับวันเวลานี้เลยขอรับ
ยามนั้นเพียงรู้สึกว่าใช่เราชอบความหมายเยี่ยงนั้นวิธีคิดอย่างนั้น ถึงวันนี้ ไม่รู้สึกรู้สาอะไรแล้ว ได้แต่พยักหน้าหงึก ๆ ๆ ๆ ฝุ่นดินจะไปคิดอะไรมากมาย จริงไหมขอรับ?…ขอบคุณสำหรับคำทบทวนเนื้อหาบทเพลง ขอบคุณจริง ๆ
ท่านเพลงกับพี่ท่านขอรับ
เพิ่งถามหาท่านเพลงที่ร้านหนังสือประทีปแหมบ ๆ ดีใจที่แพลมมาแล้ว ทั้งยังมีชะลอมอักษรสัมผัสมาฝาก(ข้าพเจ้าขอนำเข้าลิ้นชักเลยนะขอรับ)
สองท่านคงไม่ทันผ่านตาไอเท็มก่อนหน้า (หัวข้อ ‘คุยกับดิน’ ) ในนั้นข้าพเจ้าแจงอรรถารมณ์แล้วไยจึงคิดปิดคอมเม้นท์ คงไว้แต่หน้า ‘คุยกับดิน’ แห่งนี้ ช่วงแรกอาจนำความไม่สะดวกมือแก่สหายที่เคารพสักหลายเพลา อีกสองสามหน่อยก็คงคุ้น
ขออาบน้ำอาบท่าก่อน วันพรุ่งคงกลับเข้าอักขระวัตรปกติ
แล้วเจอกัลล์ขอรับ
คารวะ
แวะมาทัก
เพราะ
ท้องร้องเรียก
ขึ้นบ้านใหม่ทีไร
ขอบใจนะ…ที่แวะไปเยี่ยม
ขยันจัดบ้านจัง
มา กทม. เมื่อไหร่
ช่วยหยิบไม้กวาดมาปัดฝุ่น
ใน “ห้องนอนหน้าต่างสูง”ให้ด้วยเด่ะ
ป.ล.
เราได้รับคำอ้อนจาก ไอซ์
มาขอเรื่องลงใน ก้าว …รอ…ก้าว
เราสงสัยว่า ถ้าเราจะขอจัดหน้าเรื่องที่เราส่งให้เอง..
ได้ไหม
แล้วต้องส่งไฟล์รุ่นไหน..
ยังไง คุณช่วยหาทางคุยกับเราผ่านหน้าต่าง msn ด้วยนะ
ส่วนเรื่อง air card คุณหาคำตอบจากลิ้งค์ที่ส่งให้ละกัน
แต่อาจต้องเช็คสเปคเครื่องคุณด้วย
เหอ เหอ เหอ
อ้าวววววววว
โพสต์ตั้งแยะ
ทำไมไม่ติด
หรืออยู่ที่ใต้ถุนบ้าน
วานดูที
เรามีเรื่องจะถามเกี่ยวกับต้นฉบับ ก้าว รอ ก้าว
ช่วยติดต่อเราทาง msn ด้วยนะ
จะเด็ดผัก ตำน้ำพริกรอ
พอทนท่าน พอนั่งได้ ขยันจัดกระท่อมใหม่เสียจริงเชียว
เข้ามาแล้วหลงทางหาประตูเข้าบ้านไม่เจอ..
เปลี่ยนบ่อยๆ เพลินดีนะท่าน..
“มีของ”
มาฝาก
แวะไปรับที่บ้าน หิ่งห้อย ด้วยนะ
ฮ่าฮ่า..เข้าไปดูรูปประกอบ..แล้วไม่ยักกะรู้ว่าท่านนันยางไปอยู่ที่นั่นด้วยไปแอบอยู่ตรงพุ่มไม้ไหนนี่..ท่านถึงได้ยินเด็กๆ เค้าคุยกัน..
อ้อ..อีกประการใคร่ขอแนะให้เปลี่ยนlink เป็น http://walkonthesideway.wordpress.com/2007/05/10จะดีนักแล...
อรุณสวัสดิ์ยามฟ้าสาง
ฮ่าฮ่า อีกที…รองเท้าแตะเมาหมอก..คงเข้าใจอะไรผิดไปเข้าใจผิด
ว่ารูปที่ว่าเป็นรูปในวัด…
ดูไปดูมา..
คู่ซี้ที่ท่านนันยางกล่าวถึงที่ว่านี่…เป็นหน้ารองเท้าแตะเอง(หรือเปล่า) เหอๆๆ
รองหน้าแตะแตก
สวัสดียามตื่น
ฮา ฮา ฮา แม่นแย้ววว
แต่ก็ได้เป็นบทเรียนให้ข้าพเจ้าระมัดระวังมุมคิดมุมมองถ้วยถี่ขึ้น
นับเป็นแตะแตกที่ต้อง คารวะ อิ อิ อิ
-นันยางหน้าเยิน-
XXXX
พี่ท่านหิ่งเดี๋ยวไปขะรับ
ว่าแล้วเชียว ต้องหาไม่เจอ
อยู่ใน Categories ช่างเล่า
แวะไปดูอีกทีละกัน
(อุตส่าห์ทำจนตาเปนหมีแพนดา หมีแพนดา)
เห็นพ่อเปรมจัดบ้านแล้วเหนื่อยแทนค่ะ คนอยู่ขนำจะให้มาอยู่คอนโดได้ไง
จัดอย่างนี้ก็สบายตาแล้วค่ะ
อา…
ท่านกลับมาใช้ระบบเดิมแล้ว เข้าท่า ๆ อ่านได้สบายโลด
จะตอบเรื่องวันอาทิตยืเสียหน่อย แต่กลับไม่มีช่องง่างลงให้แปะ…
เอาเป็นว่า
วันอาทิตย์ของท่าน ออกนอกบ้าน (ชั่วครู่) ส่วนผม ออกไปซื้อกับข้าว จ.ป.ก.
เป็นเช่นนี้ในเช้าวันอาทิตย์ขอรับ
ไปละ… น้องช้างรออยู่
ดีใจด้วย
ที่ของฝาก กลายเป็นของถูกใจสำหรับคุณ
….
มีคนเอาไข่มาแลก
..
หัวใจแตกๆ
..
พอแลกได้ไหม
..
ยี้!! ไข่เน่าๆ
..
เอาคืนไปเลยไป
..
แม้เหลือใบสุดท้าย
..
ก็ไม่เอาเฟ้ย
แคร่ไม้ไผ่
ใครว่านั่งไม่สบาย
ไหนใครพูดอย่างนั้น
บอกมา!
แคร่ไม้ไผ่
แม้ไม่นิ่ม เหมือนโซฟา LV
แต่สบาย อบอุ่น
เปิดเผย!
ปล. รูป Simpson บน skateboard น่ารักดี ท่านดิน ๕๕ ชอบๆ
ปปล. ท่านๆ ตบแต่งบ้านอีกละ.. หายที แต่งที มาอีกที ก็แต่งใหม่ ๕๕ เอาเข้าไป
แวะมาติดคำว่า “คิด”
ให้ “ถึง…
เหอ เหอ
(๑)
เด็กหญิงตัวน้อย
นอนคอยคนปั้นฝัน
คุณลุงอยู่ไหน
ช่างใจร้ายจัง ช่วยมาแบ่งปัน
ฝันหนูบ้างซี
..
..
รอคอย
รอคอย
(๒)
“มีฝันมาขาย”
คุณลุงใจดี ป่าวร้องก้องดี
“ฝันดี ฝันงาม มาแล้วจ้า”
เด็กน้อยดีใจ รีบเข้าไปถาม
“ขอฝันสวยงาม ให้หนูสักฝัน… ราคาเท่าไหร่”
“ฝันละห้าพัน”
“ว้า…แพงจัง หนูไม่มีตังค์ ลดหน่อยได้ไหม?”
คุณลุงใจดี อมยิ้มละไม แล้วพูดออกไป…
“ฝันไปเถอะ”
“?????”
รับผิดชอบภาระ ชีวิต ของท่านอย่างเต็มที่
มิต้องห่วงเรื่องสำนักงาน
- ด้วยมิตรภาพ และ ความห่วงใย -
โอ..พี่ท่าน
ขอบพระคุณขอรับ
ขอบพระคุณ
แวะเยี่ยมขอรับ
อ้อ Haed กระท่อมท่านน่าพักผ่อนจริง ๆ
สันโดษ ๆๆๆ
ต่อไปได้สันโดษจริง ๆ แล้วขอรับพี่ท่าน
ข้าพเจ้าลองเปลี่ยนเป็น Dtac.
ความเร็วได้ใจ
ราคาต่างกันสามเท่า
เท่ากับว่า ข้าพเจ้าต้องลดเวลาใช้เน็ตลงสามเท่าในงบประมาณเดิม
ค่อย ๆ ปรับเปลี่ยนขอรับ
คารวะ
ท่านดิน รู้สึกเหมือนท่านหายไปนานเลย
อืม.. ถ้าจะ post อย่างเดียว ลองเข้า http://m.wordpress.com จะเป็นหน้าสำหรับใช้ในมือถือ ซึ่งจะมี feature และขนาดเล็ก ทำให้โหลดง่าย ไม่เสียเวลามาก
แต่ก็นะท่าน.. มีข้อจำกัดมากมาย เช่น ท่านโหลดรูปไม่ได้ ใส่ได้แต่ข้อความ แล้วยิงส่งลงบล็อกเลย
คือเอาไว้เขียนโพสอย่างเดียว แว้บมา แล้วแว้บไป ฉะนี้แลท่าน
น่าจะ work เวลาเน็ตท่านไม่รักดีอ่ะนะ ก็ส่งข่าวคราวสั้นๆ มาบอกผู้อ่านกันได้ ว่ากระท่อมน้อยกำลังประสบปัญหาสัญญาณขัดข้อง อิอิ
..
อืมๆ จริงๆ ข้าพเจ้าก็ใช้เวลากับอินเตอร์เน็ตเยอะเกินไป รู้ตัวมากๆ ตอนนี้พยายามมองมันให้น้อยๆ เป็นไปได้ ไม่เปิด ไม่พูดมาก ไม่งั้น ไม่เป็นอันได้อ่านหนังสือหนังหา เพราะ”ติด”
พยายามจัดเวลาด้วยเช่นกัน
–คารวะท่านดิน
มิน่าหายไปเลย ไม่แวะมาเยี่ยมกันเหมือนเคย
ข้าพเจ้าเองเดิมทีตั้งใจไว้ว่าจะอัพขำขันทุกวัน แต่เน็ตข้าพเจ้าไม่ค่อยต้องชะตากับ wordpress อัพทีเสียเวลาอย่างน้อยครึ่งชั่วโมง
จะใช้สปีดอินเทอร์เน็ตข้าพเจ้าก็เสียดายตังค์เจ้าค่ะ เพราะรู้สึกว่าตัวเองใช้ไม่ค่อยคุ้มค่า (นอกจากเช็คเมล์และเข้าบ้านหนอนแล้ว ข้าพเจ้าแทบไม่ได้ใช้ประโยชน์อย่างอื่นเลย อยู่หน้าคอมฯที่ทำงานทั้งวันแล้ว พอกันที)
แคร่ไม้ไผ่ ยังไงเสียก็เป็นมากกว่า แค่ไม้ไผ่
หวังว่าท่านจะจัดเวลาได้ลงตัวโดยคงไว้ซึ่งบลอคที่เป็นโรงเตี้ยมให้เหล่าสหาย
ได้เข้ามาพบปะกันเช่นเดิมขอรับ
ปล. ขอความรู้สักหน่อยเถิด เน็ตซิม คืออะไรหรือขอรับ
เด็กอนาลอค
ผมก็เคยประสบปัญหาเนทช้าตอนไปอยู่บ้านยาย
แต่พอมาทำงานก็อยู่หน้าคอมเสีย 50 % หรือกว่านั้น
กลับบ้านก็ยังเพียรมาเข้าเนทอีก เข้าขั้นเสพติด
จะเลิกสงสัยต้องหักดิบ
-คารวะ-
ท่านดิน.. มี sickness brake สองครั้ง.. ต่างกันอย่างไรหรือ? หึหึ
หายเร็วๆ นะท่าน.. อย่าเครียดกับงานทางบ้านจนเกินไป.. เดี๋ยวจะแก่เกินแกง.. แหะแหะ
–คารวะสุดๆ
ปล. อาย(ว่ะ) แต่ขอบอก ว่าแปะความเห็นผิดบ้าน.. คือเปิด ๒ บ้านพร้อมกัน แล้วเขียนความเห็นใน notepad ก่อน.. ตอนแปะ แปะบ้านท่านแสนเฉยเลย……
ว่าไม่แก่ ไม่แก่ จะแก่จริงก็คราวนี้..
ท่านแสน.. กรุณาลบด้วยเน้อ.. อายเขา
http://www.beourfriend.org/nat/rt/?p=272
หลักฐานความเมา(มัน)ของท่าน ESCฯ 555
ประจานกันเห็นๆ เหอๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
อิอิ
เค้าเรียกสรรเสริญนะท่านมุก
ยามเย็นสวัสดิ์ค่ะ ..
มะโข่งเป็นอะไรไปคะ ? ..
ขอให้หายไว ๆ ค่ะ .. เพี้ยง !! ..
-พี่มะแขว่น-
นี่แหละหนาแก่แล้ว………..ไม่เจียม
ยังวิ่งวุ่นจีบเรียม……………ทุกห้อง
วันนี้ย่ามาเยี่ยม…………….หายป่วย เร็วนา
กินระวังปวดท้อง……………วิ่งเข้า ส้วมเอย
ศิษย์เหลนฝากเยี่ยมไข้……….ย่ามา
น้ำหลั่งจากสองตา……………(ย่าโม้)
หายแล้วเข็ดเถิดหนา………….อย่าสุ่มสี่ สุ่มห้ากิน
เดี๋ยวเกิดตายพุงโย้……………ขายหน้า ยมบาล
สหายหายหน้าดั่งนี้…………ย่าตรอม
เฝ้าคิดถึงผ่ายผอม………….แทบม้วย
ขอสหายอย่าเพิ่งยอม……….ตายจาก
หนีตกนรกมอดม้วย………….ดับสิ้น เป็นจุณ
อิอิ มาเยี่ยมเจ้าค่ะ หายเร็วๆ เน้อ
โถ..ท่านนันยาง..ไปรับประทานอะไรกันเล่าท่าน..
สงกะสัยจะแอบกินเบอร์เกอร์ของเจ้าบาร์ต …
เลยมีปฏิกิริยากับแกงพุงปลา..ฮ่าฮ่า
หายป่วยไวๆ นะท่าน..
-รองเท้าแตะ หงอย คิดถึงนันยาง-
เพี้ยง เพี้ยง! หายยังท่านดินนนนนนนนนนนน !!!
..
.
.
แก่แล้วก็งี้ล่ะท่าน
หึหึ
.
(อย่าถือเด็กบ้า อย่าว่าเด็กโข่งที่ปากหมาเลยนะท่านะ อิอิ)
ตามมาดูใจคนป่วย
โอม…ศรีศรีวิสิทธิ์ พิชิตพยาธิ พิทักษ์กายา เข่นฆ่าโรคะ มละทุกขัง พลังจังงัง
โอม โอม โอมมมมมม
get well soon นะท่านดิลล์ที่เคารพ
ถึงพ่อเปรม
กระท่อมน้อยเปิดไว้ไร้เจ้าของ
มาเยี่ยมเยี่ยมมองมองแล้วย่องผ่าน
หากเป็นไข้จงสร่างสุขสำราญ
มีเพื่อนบ้านห่วงใยด้วยไมตรี
หากมีโรคก็ให้โรคหาย หากมีทุกข์ขอให้ทุกข์คลาย
อีกหนึ่งมิตรภาพค่ะ
ศิษย์ทวดที่เคารพ
วันนี้แวะมาพิมพ์ตารางสอบขอรับ ปล้ำอยู่กับเว็บรามฯตั้งนานกว่าจะหาข้อมูลของตัวเองได้ แวะเข้าไปที่ “ข่าวประชาสัมพันธ์” ในหน้าส่วนตัวที่ต้องใช้รหัสนักศึกษาและรหัสผ่านถึงจะเข้าได้ หน้านี้เป็นหน้าพิเศษครับ เป็นที่เก็บข้อมูลเกี่ยวกับการศึกษาของใครของมัน ผมเคยเข้าไปบ่อยเมื่อครั้งสมัครเป็นนักศึกษาใหม่ๆ แล้วก็ไม่ได้เข้าอีกเลย นอกจากถึงเวลาตรวจผลสอบ
และก็เพราะการไม่ได้เข้าตั้งนานนี่แหละ ผมจึงพลาดข่าวสำคัญไป
วันนี้แวะไป เห็นเขาประกาศว่า…ให้นักศึกษาคณะมนุษย์ศาสตร์ รหัส 49******** ทุกสาขาวิชาไปแจ้งขอรับใบเปลี่ยนแปลงหลักสูตรได้ที่…ตั้งแต่วันที่ 26 ก.พ. 2550 โดยนำใบเสร็จลงทะเบียนภาค 2/2549 ไปแสดงด้วย…
ผมอ่านแล้วก็อุทานเป็นภาษาอังกฤษว่า E Yang Wa!
ฮ่วย!
ตายห่าตายโหง นี่คณะผมเขาเปลี่ยนหลักสูตรแล้วเหรอครับ แถมเปลี่ยนมาตั้งแต่กุมภาฯ แต่นี่ผมจะสอบซัมเมอร์แล้วนะครับ แล้วผมจะเปลี่ยนยังไงทัน
ฮ่วย!
อยู่กรุงเทพฯแท้ๆ แถมเป็นนักศึกษาส่วนกลางเสียด้วย แต่เสือกตกข่าว บ้าจริงๆ
ผมมีสอบวันแรกคือวันเสาร์ที่ 26 พ.ค. นี้ สอบที่อาคาร KLB 401 (มันอยู่ตรงไหนหนอนี่ ดันลืมเสียอีก) ไม่รู้ว่าจะไปสอบถามที่คณะได้หรือเปล่าว่าถ้าเพื่อนๆเขาเปลี่ยนหลักสูตรกันแล้ว ไอ้ผมก็ต้องอยากเปลี่ยนบ้างเหมือนกัน ถ้าเปลี่ยนตอนนี้จะทันไหม? ว่าที่จริงผมเองก็กำลังเรียนอยู่ปี 1 แม้ซัมเมอร์นี้จะอวดดีลงทะเบียนเรียนวิชาของปี 2 ไปหนึ่งวิชาก็เถอะ(แต่เก็บหนึ่งวิชาของปี 1 ไว้ลงปี 4—ก็ศิษย์ทวดเคยบอกว่าลงยังไงก็ได้ขอแค่ให้สอบผ่าน ผมก็ลงมั่วไว้ก่อน เพราะผมมักจะมั่วข้อสอบแล้วได้คะแนนดี) คงยังไม่สายเกินไปใช่ไหมถ้าจะเปลี่ยนเอาตอนนี้ แม้ถ้าหากว่าจะมีวิชาใดวิชาหนึ่งที่ผมลงทะเบียนเรียนไปแล้วถูกตัดออกไม่มีในหลักสูตรใหม่ ก็ยอม…เพราะผมไม่เคยคิดจะจบภายในสามปีครึ่ง แต่ตั้งใจจะเรียนเจ็ดปีครึ่งจึงจะจบ แบบว่า…อยากตามรอยเท้าศิษย์ทวดน่ะ แฮ่ๆ
อีกวิชานึงต้องไปสอบเที่โน่น…บางนา (ในวันที่ 30 พ.ค.) ขี้เกียจขับรถจังเลยครับ วิชานี้หมูมาก อ่านหนังสือยังไม่จบแต่ทำข้อสอบเก่าผ่านฉลุย แต่ก็ไม่ประมาทหรอกครับ เพราะสมัยเรียนมัธยมผมมักจะตกวิชาหมูๆ
แล้วก็ติด ร. วิชาที่ไม่ถูกโฉลกกับอาจารย์ แหะๆ
ผมแวะเข้ามาคารวะศิษย์ทวดวันนี้ก็เพราะอยากจะมาขอพรน่ะครับ ตอนโน้นท่านบอกให้ใช้ธูป 3 ดอก ผมก็ปฏิบัติตามแล้วก็สอบผ่านทุกวิชา และต่อมาตอนนั้นท่านบอกให้ใช้ธูป 6 ดอก แล้วจะสอบได้ G ล้วน ผมก็เชื่อและทำตามและก็เป็นไปดังพรท่าน ดังนั้นตอนนี้ผมจึงมาขอพรท่านอีก และอยากถามว่าผมควรจะต้องใช้ธูปกี่ดอกจึงจะรอด ช่วยกรุณาผมด้วยนะครับ ผมไม่อยากอยู่ถึง 8 ปี(เกินกำหนด ฮาๆ)
เคารพรัก
อ้าว!!!!!
ศิษย์ทวดซิกเนสเหรอ?
ว้า…ไอ้ผมนี่แย่จริงๆ มาถึงก็พล่ามฉอดๆ มองไม่เห็นว่าศิษย์ทวดนอนพะงาบๆอยู่บนแคร่
หายไวๆนะครับ เดี๋ยวผมจะให้พร…
โอม…หะ…ไฮเนเก้น!
อิๆๆ
หายด่วน!
ศิษย์เหลน
วันที่ยี่สิบแล้วเฮีย ยังไม่กลับมาอีกเร้อะ เป็นอะไรมากหรือเปล่า ถ้าไม่มีแรงจิ้มแป้น คืนนี้มาเข้าฝันหน่อยนะ
ขอให้ท่านหายป่วยเร็ว ๆ ขอรับ
ด้วยมิตรภาพ
กว่าจะกลับมา เกือบจุดธูปเรียกแล้วนะนั่น
ยินดีต้อนรับ
Coming home
เฮ้… สหายเรากลับมาแล้ว
welcome back ท่านดิลล์
;>
เอ่อ.. ตกลง ท่านป่วยหนัก หรือว่า ปฏิทินที่ผ่าน วันที่ไม่อัพเดต หรือท่านดิน? ช้าไปหนึ่งวัน.. หรือว่าอิงตามเวลาเมืองนอกหว่า ๕๕๕๕
ยินดี ยินดี ที่ท่านกลับมา.. (แย้ววว)
-_-V สู้ต่อไป :p
เอ้า… แต่เช้า ข้าพเจ้าก็เอาแล้ว.. พิมพ์ผิดแต่หัววัน..
“ปฏิทินที่ผ่าน”
^
^
ใครอ่านข้อความนี้รู้เรื่องบ้าง ๕๕
ปฏิทินที่บ้าน* น่ะ..
:p
ไปดีกว่า
ยินดีที่ได้ท่านกลับมาแย้วววว
มีแต่บ้วนเบ๊ตึงจู๊เท่านั้นที่ยังคงรับทานอย่างเอร็ดอร่อย
อาจบางทีที่ท่านเคี้ยวอยู่มิใช่อาหาร แต่เป็นความคิดของท่าน
เรื่องราวทั้งมวลอาจถึงเวลาจำต้องคลี่คลายแล้ว
มีเรื่องราวบางประการ มิใช่อาศัยวิชาบู๊ก็สามารถ คลี่คลายได้
จะต้องใช้ความคิด
เรื่องที่ท่านคิดมากเกินไป ยุ่งเกินไปจะต้องค่อยๆเคี้ยว
จึงสามารถคลี่คลายสามารถย่อยได้
-ดาบจอมภพ/โกวเล้ง-
คารวะสหายพี่เถ้าขอรับ เห็นท่านกลับมาวิ้ดวิ้วได้ข้าน้อยก็คลายใจ เหลือบแวบๆไปกระท่อมสหายเจี๊ยบๆเห็นพี่สองทิ้งลายกระบี่ไว้ก็โล่งอก อีกไม่ช้านานข้าพเจ้าเกรงว่าบ้านกระท่อมของท่านต้องทำการซ่อมบำรุงเสียใหม่ด้วยเพราะอาจเกิดวาตภัยแลอุทกภัยทางอักษรอีกคราเป็นแน่ (ฮ่าๆ) ท่านอย่าได้วางใจเชียว
ศิษย์น้องสามยามนี้ไม่ต่างอะไรกับผีเร่ร่อน เดินทางเป็นว่าเล่น ด้วยเพราะการงานที่รับมอบหมายใหม่เริ่มลงพื้นที่แล้ว ช่วงแรกของการงานเลยต้องดูแลใกล้ชิดเสียหน่อย ช่วงนี้เลยได้แต่ลงนิ้วเป็นตัวหนังสือสั้นๆตามที่ท่านพี่เห็นนั่นละ ตัวหนังสือที่อ่านส่วนใหญ่จึงเป็นหนังสือกระดาษมากกว่าอักษรออนไลน์
จนเดี้ยวนี้ข้าพเจ้าดูเหมือนจะติดแลชินมือไปแล้วกับการจดบันทึกเล็กๆในสมุดเล่มน้อย ตามรอยวิธีที่พี่สองเคยกระทำไว้ข้าพเจ้าก็เดินตามไปตามนั้น เป็นประโยชน์ที่เห็นผลได้ชัดเลยขอรับ ข้าพเจ้าว่าการได้ลงมือจดสิ่งที่อ่านผ่านตาเก็บไว้นั้นมันทำให้เราจำเรื่องราวและข้อมูลได้ขึ้นใจ จนเดียวนี้ข้าพเจ้ามีสมุดจดสองสามเล่มเข้าไปแล้ว จริงๆมีสี่เล่มอีกเล่มข้าพเจ้าจดบันทึกการทำงานตั้งแต่แรกเริ่ม หวังว่าจะสามารถเอาไว้เป็นผลงานได้ภายหลังเมื่ออาคารสร้างเสร็จแล้ว
ทักษะการใช้มือเขียนดินสอปากกาเริ่มหวนกลับมาอีกหน นานมาแล้วที่ไม่ค่อยได้เขียนอะไรลงสมุดเพราะส่วนใหญ่แล้วอะไรๆก็บันทึกลงคอมพิวเตอร์ได้เลยทันทีทันใด ระยะหลังนั้นข้าพเจ้ารู้สึกว่าตัวเองอยู่ไม่อึดเท่าไหรกับหน้าจอคอมพิวเตอร์ หมายถึงว่านั่งเพ่งอ่านอะไรนานๆไม่ได้ ภายหลังจึงเพียงเปิดคอมเข้ามาอัพเดทสิ่งที่เขียนเอาไว้แล้วก็ผ่านเลยไป
เห็นความก้าวหน้าของแต่ละท่านที่ท่านพี่สรุปเสนอไว้ต้องยินดีด้วยขอรับที่ทุกท่านยังมุ่งมั่นในสายทางอักษรไม่เสื่อมคลาย ข้าพเจ้าเองขอเป็นแรงใจอยู่ห่างๆเช่นเคย ด้วยเพราะตอนนี้ข้าพเจ้าเองก็มุ่งมั่นในสายงานอาชีพของข้าพเจ้าเช่นกัน ตัวอักษรของข้าพเจ้าจึงยังคงคลานกระดึบๆอยู่ในไหยาดองเช่นเคย แต่ทิศทางยังคงเหมือนเดิมไม่แปรเปลี่ยนแน่นอนขอรับ
…
อ่อ..ท่านพี่ขอรับ นอกจาก”กาแฟร้อน” แล้วข้าพเจ้าขอนำเสนอบล็อกใหม่ที่เก็บ”หนังสือหนังหา”ขอรับ
http://bookblogstorage.wordpress.com/
เพียงแต่ตอนนี้อยู่ในช่วงจัดการข้อมูลโยกย้ายจึงดูไม่ค่อยเรียบร้อยขอรับ ความจริงงานเขียนประเถทรีวิวหนังสือมีหลายที่ขอรับ ที่ข้าพเจ้าเจอก็ยังมีอีกสองที่ขอรับ ที่ทำได้หน้าสนใจ
http://www.numtan.com/book/index.php
http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=amp-atom&group=3
นำมาฝากท่านพี่ขอรับเฝื่อจะสนใจเข้าไปอ่าน
…
อ่า… หมดเวลาอู้ละข้าพเจ้าแวบไปก่อนขอรับพี่ท่านเดี้ยวต้องเดินทางต่อ
มีของฝากเล็กๆอีกหนึ่งฝากให้ท่านพี่ขอรับ
…
เอลิซะเบ็ธที่รัก
ผมอยากไปที่แซกฮาร์เบอร์ คิดบ้าๆว่าจะไปที่บ้านหลังน้อยของผมที่หัวแหลม เพื่อไปเหลาดินสอห้าสิบแท่งที่นั่น และหยิบสมุดกระดาษเหลืองออกมา
ในยามเช้าตรู่ก็จะได้ฟังพวกนกมันพูดกัน จากนั้นก็ลากเก้าอี่ของผม มาที่โต๊ะเขียนหนังสือแล้วจัดถ้อยคำลงไป
“ในกาลครั้งหนึ่ง”
-จอห์น สไตน์เบ็ค / จดหมายฉบับหนึ่ง-
…
ลาละขอรับด้วยความเครพเช่นเคย
-น้องสามจุดหลุดโลก-
ฮ้า ฮ้า ฮ้า ยินดีด้วยคน..ยินดีด้วย!!
เอ๋… ตะกี้ข้าพเจ้าว่าข้าพเจ้าส่งผ่านแล้วนี้ ไปเที่ยวสวนท่านย่ามา ไหงมันหายไปซะละท่านพี่???
ไม่เป็นไรเอาใหม่สั้นๆ
…
ยินดีที่กลับมาขอรับท่านพี่
…
ง่า… เอาเข้าไป นี่คอมเพี้ยนหรือข้าพเจ้าเพี้ยนหว่า
วุ้ย!!
ไปละขอรับ
เข้าไปรื้อมาให้แล้วขอรับ
พอท่านโผล่มาเจ้าบาร์ตมันก็ตกอันดับแทนที่จะต่อท่านรองเท้าฯ กลายเป็นต่อท่านแทน
แต่คำ-ยินดี-ยังคงใช้ได้ขอรับ
..
..
ยินดีกับความรุดหน้าทางการงานของท่าน
เชื่อว่าครั้งนี้คงเป็นก้าวใหญ่ไม่เบา
..
..
อีกทั้งไม่ทราบเป็นอย่างไรยามใดได้รับรู้ว่าสหายอักษรทั้งที่ต้องกรำงานประจำวัน
ยังคงแน่วแน่ใช้เวลาพักผ่อนจารเรื่องราวผ่านตัวอักษรละลานตา ข้าพเจ้ายินดีนัก
เหมือนจะได้รับรู้ว่า…ข้าพเจ้าหาได้ดุ่มเดินมาโดยเดียว
ยังคงมีอักษรสหายอยู่ข้างกายตลอดเวลา
ตัวอักษรของเราขยับไปด้วยกัน มากบ้างน้อยบ้าง ใกล้บ้างไกลบ้างตามแต่เวลาจะอำนวย
..
..
หลายครั้งไปต่อแทบไม่ไหว
บ่อยครั้งขยับไปข้างหน้าอย่างลำบากยากเย็น
ก็หาได้ถึงกับล้มเลิกการเดินทาง ด้วยรู้ว่ายังมีสหายก้าวเดินอยู่ด้วยกัน
ยังได้หันหน้ามาพูดคุย แลกเปลี่ยน ระบาย
พอได้ต่อเติมแรงใจ จากนั้นก็ก้มหน้างุด งุด จ้ำเดินต่อไป
..
..
พี่สองได้กระทำการทิ้งหลักคิดหลักทำและธรรมไว้มากหลาย
ซึ่งล้วนก่อประโยชน์โภชน์ผลต่อเราผู้ได้คิดตามกระทำตาม
ข้าพเจ้าเองหาเคยมีนิสัยจดคมคำดั่งพี่สองกระทำ เพราะโดยมากหนักไปข้างอ่านเอาสนุกเข้าว่า แม้อ่านผ่านจอเรืองแสง แค่กดนิดเดียวก็สามารถเก็บคมคำคมคิดที่พบเจอได้แล้ว แต่อ่านเสร็จก็ปิดหน้าเสียงั้นด้วยความไม่คุ้น ตั้งใจเปิด Toolbox ว่าจะเอาไว้เก็บมวลอักษรที่กระตุ้นการขีดเขียน จนแล้วจนรอดลืมเสียทุกครั้งที่ผ่านพบ
ยังคงต้องฝีกความเคยชินต่อไป
ขอบคุณทั้งวาทะท่านพญามังกรและจอห์น สไตแบ็ค เชื้อฟืนชั้นดีที่ข้าพเจ้าร่อยหลอลงทุกที
คารวะ
-ดิน-
แวะมาเยี่ยมก่อนนอน ไปละ
เข้ามาสวัสดีตอนบ่ายแก่ๆ
อ่าน หยดน้ำบนใบบัว วันนี้แล้วอยากให้ทุกขณะของลมหายใจเป็นสมาธิครับ
เลิกงานสวัสดิ์ขอรับท่านจิตปัน รูป Avatar ใหม่ของท่านเป็นรูปอะไรฤาขอรับ? ข้าพเจ้าจ้องเท่าไรก็ดูไม่ออก ประเดี๋ยวกินข้าวเสร็จจะตามไปจ้องต่อในบล็อกท่านมุก (รู้สึกว่า Avatar จะใหญ่ดี)
..
..
ข้าพเจ้าติดนิสัยกินข้าวเย็นเสร็จมุดมุ้ง(ช่วงนี้ยุงชุม)
นั่งอัพบล็อก จากนั้นตระเวณเที่ยวบ้านสหาย
มาถึงเพลานี้ที่เน็ตเดิมใช้งานไม่ได้ เน็ตใหม่ก็แพงต้องรีบเข้ารีบออก
ยังงง งง อยู่เลยขอรับเพราะนิสัยเก่ายังเคยอยู่
จังหวะใหม่ก็ยังหาไม่เห็น
งง
งง
แหะ แหะ ระบายเล่นน่ะขอรับ อย่าได้งงไปกับข้าพเจ้าด้วยเชียว
อ้อ…หากท่านมุก Esc. ผ่านมาทางนี้
ข้าพเจ้าติดค้างเรื่องที่ท่านถามไว้ใน poll
poll นั่นเเป็นของ free poll ทั่วไปขอรับ ข้าพเจ้าพยายามหาวิธีจนกะโหลกแทบแตกจะเอา poll ไปใส่ในก้าวฯ แต่ใช้ไม่ได้สักกะอัน ด้วยความที่ WP บล็อกบางโค้ด HTML ไว้ วิธีลิ้งค์ก็ไม่น่าจะเวิร์ค เพราะไม่เห็น poll จะจะในหน้าแรกทำให้ขาดอารมณ์ร่วม (อ่า…น่าจะลองสอบถามความคิดเห็นอีกที อิ อิ) ไม่รู้สิ การที่ไม่สามารถเอาไว้ในหน้าแรกทำให้ขาดอารมณ์ร่วมไหม? ท่านคิดว่าไงขอรับ
ข้าพเจ้าจึงเก็บเอาไว้ในเก๊ะ เผื่อวันดีคืนดีมีคำถามอยากรู้จะได้เอาใส่ poll
ขอบพระคุณความคิดเห็นที่ร่วมแจมขอรับ
อัพทุกสองวันเป็นมุมมองที่ข้าพเจ้าไม่เคยคิดมาก่อน
ข้าพเจ้าเองพยายามอัพทุกวัน
เพราะหากไม่จับมือตัวเองให้เขียนทุกวันโดยการอัพบล็อกแล้วล่ะก็
มือข้าพเจ้ามันพาลจะไปยกแก้วเสียทุกทีสินา
ครึ้มฝนมาอีกแล้ว
ทานข้าวด้วยกันขะรับ (ผัดผัดบุ้งราดข้าว)
คารวะ
นานๆ เข้ามาที แต่ยังเห็นพวกท่านพี่ทั้งหลายอยู่ดีสบาย…
“กินอิ่ม? นอนอุ่น? กันดีอยู่ถ้วนหน้า?”
เกล้ากระผมก็ให้รู้สึกยินดีซาบซึ้งในมิตรภาพของความเป็น “ญาติใยแก้ว” ของผองท่านยิ่งนัก
ว่าไปแล้ว ผมล่ะให้รู้สึกละอายต่อความไม่เอาไหนด้านการเขียนของตัวเองยิ่งนัก ด้วยก่อนนั้น ผมมีเวลาว่างมาก(มากๆ)ถึงได้เข้ามาโม้ให้พวกท่านพี่ทั้งหลายฟังกันอย่างสะเด็ดสะเด่าดวงแด
แต่ตอนนี้ พอมีหน้าที่การงานที่ได้รับมอบหมายให้ทำเป็นชิ้นเป็นอัน เกล้ากระผมกลับออกอาการสะดุด สะกงสะเก็ตที่เคยสวมใส่เขียนหนังสืออย่างลื่นไหลพาลหลุดหาย กลายเป็นรองเท้าฟองน้ำพื้นกระดาษทรายไปเสียนี่
ฮ่วย!!!
เวลาว่างในแต่ละวันของเกล้ากระผมช่างน้อยนัก อีกทั้งไม่ค่อยได้หยิบหนังสือหนังหาขึ้นมาอ่าน พอได้เก็บเศษความคิด เสี้ยวภาษาจากตำราเหล่านั้น เอามาฝากพวกท่านพี่ๆ เหมือนเก่าก่อน
ไอ้ครั้นจะเข้ามาทักนิดๆ หน่อยๆ มันก็ไม่ใช่นิสัยของเกล้ากระผม–นายสอ ใส่สะเก็ต ที่ทำอะไรทำจริง แม้กระทั่งการโม้กับพวกท่าน เกล้ากระผมก็จะพยายามสรรหาแง่มุมมาให้ร่วมกันคิด จะเขียนส่งเดชก็เกรงว่าจะเป็นการดูถูกพระเดชพระคุณทั้งผอง ด้วยว่าแขกน้อย-แขกใหญ่-ทั้งแม่ใหญ่-แม่ยก ประจำ “กระท่อมธุลีดิน” แห่งนี้ ล้วนแล้วแต่เป็นปัญญาชนผู้ถึงพร้อมด้วยสติปัญญา แก่กล้าด้วยวิตก วิจารณ์ทางจิตกันทั้งนั้น
ไอ้เกล้ากระผมผู้หนักไปทางโม้แบบไร้สาระ มากอวิชาเป็นตัวหนุน ทั้งต้นทุนทางความคิดก็ยังน้อยกว่าพวกท่านพี่แถวนี้นัก การเขียนโม้ของเกล้าฯนั้น ต้องพยายามอย่างมากจึงจะพอหาแง่มุมอันพอจะเพิ่มพูนสติปัญญาของผู้อ่าน–มีพวกท่านพี่ทั้งหลายแถวนี้เป็นปฐม ต้องใช้เวลามาก จึงจะพอคั้นเอาสาระออกมาจากซอกสมองและลิ้นปี่ของตนเองได้บ้างอย่างสุดแสนจะยากเย็น
ด้วยเหตุนี้แล เกล้าผู้น้องจึงไม่อยากจะโยนเศษภาษา อสุภวาจา ไว้ให้รกหูกวนตาพวกท่านพี่แถวนี้ จึงได้แต่ทำตัวลับๆ ล่อๆ ผลุบๆ โผล่ๆ เป็นแย้ออกรู้ (อ่ะ งงอะดิ ไม่รู้จักตัวแย้กันอีกแระ) ด้วยประการฉะนี้แล
ส่วนที่เกล้าได้ไปโม้ทิ้งไว้กับแม่นางมะแขว่นนั้น ด้วยเห็นว่าแม่นางเป็นคนง่ายๆ สบายๆ คงจะไม่ตำหนิวาจาสามหาว-สี่หาว หรือภาษาที่ไร้การขัดเกลาของเกล้ากระผม จึงได้แอบเข้าไปคุยด้วยแม่นางดังกล่าว ต่างจากกระท่อมหลังนี้ที่เต็มไปด้วยเสือซุ่มมังกรซ่อน หากเกล้ากระผมปรากฏกายอวดลายสีมือ เกรงว่าจะไปเข้าภาษิตของพญามังกรโบราณบทที่ว่า
“ทุด! ผายลมสุนัขมารดาเจ้าไอ้ลูกเต่า นั่นๆๆ วาดพยัคไม่ละม้ายพาลกลายเป็นสุนัขไปแล้วไหมล่ะ–ไอ้สอ!!”
เพลานี้ขอลาไปก่อนนะครับ แล้วจะย้อนกลับมาเล่าเรื่องที่ได้ไปนั่งหอซุ่มดูกระทิงป่าที่เขาแผงม้า ตีนเขาใหญ่ ให้ฟังวันหลังนะครับ (ตื่นเต้นสุดๆ)
อ้อ ไหนจะบ้านถวาย, บ้าน 100 อัน 1000 อย่าง, วัดร่องขุ่น ของป๋าเฉลิมชัย, บ้านดำนางแล ของเทพถวัลย์ ที่เสกสรรค์คุ้มแห่งนั้นขึ้นมาได้อย่างวิจิตรบรรจง, โรงแกะหินอ่อนของเฮียนริศ, หาดสะมิหลา ชายหลังคากระท่อมของป๋าเถ้า, เขา-ถ้ำสุมะโน ในเขตจังหวัดพัทลุงนั่นอีกละ ฯลฯ
ป้าดทิโธ้ๆๆๆ คือสิม่วนหลายแท้หนอ
ได้รับข่าวคราวจากท่านน่ายินดียิ่งแล้วขะรับ
หวังท่านรักษาเนื้อรักษาตัวดัวยดี
กลับมาเล่าเรื่องราวที่ประสบ
นำหลักคิดหลักธรรมที่พบเจอมาฝากกันดังเคย
..
..
ว่าแต่…มีเสือซุ่มอยู่จริงฤาขะรับ!!?
ยามค่ำ…
เห็นงานของท่านพุ่มฯ ยังเขียนได้ครึกครื้นรื่นรมย์เหมียนเดิมนะขอรับ
เป็นรูป The Sun หรือเทพอพอลโล่ น่ะครับ แต่รูปนี้ติดอยู่ที่กำแพงของที่ไหน ประเทศอะไร ก็ไม่ทราบเหมือนกัน
พอดีกลิ่นฝน และละอองเย็นๆ ปลุกผมลุกขึ้นมาปิดหน้าต่างกลางดึกน่ะครับ
อา…ความรุ่งโรจน์ การเริ่มต้นครั้งใหม่ ชื่อเสียงเกียรติยศ เป็นพลังที่เต็มไปด้วยแรงเหนี่ยวนำยากยื้อยุดให้หลุดพ้น
..
..
ไยจึงใช้ The Sun เป็นเครื่องหมายแทนตัวขอรับ เรียนถาม เรียนถาม?
..
..
XXXXX
พี่ท่าน!
ท่านอ้ายฯ วางปากกาไปคว้าปริญญาก่อน
ยุคนี้สาว ๆ เขาจบโทกันหมดแล้ว ท่านอ้ายฯเลยต้องเร่งมือหน่อย อิ อิ อิ
..
..
ธีมใหม่ของท่านฮิปจริง ๆ พับเผื่อยสิขอรับ (เล่นเอาลายตากลับกระท่อมแทบไม่ถูก อุ อุ)
คารวะ
..
..
The Sun เป็นความอบอุ่น สว่าง… อยากให้คนใกล้รู้สึกอย่างนั้น ^^
ข้าพเจ้าอยากให้คนใกล้รู้สึกยิ้ม จึงเป็นเจ้าบาร์ต อิ อิ อิ
ก่อนอรุณสวัสดิ์ขอรับท่านจิตปัน
แว๊บ
เข้ามาทิ้งร่องรอยว่าเข้ามาป้วนเปี้ยนแถวนี้ขอรับ
แว๊บบ
อา…ค่ำนี้ได้อ่านโรเจอร์ละสิ
วันอะไรล่ะเนีย?
แย่จังข้าพเจ้ารึอุตส่าห์ใส่ปฏิทินไว้คิดว่าจะมีมาร์ควันปัจจุบัน
..
..
รอข้าวดีดสวัสดิ์ขะรับ
เอาจอกชามาคืน อิ่มอุ่นๆ ว่างๆ ขออีกนะ
ชะแว้บบบบ ไปละ
คำสวยงามวรรคนั้น!
ขออ่านเต็ม ๆ หน่อยสิท่านดิลล์
-คารวะ-
อา…คอร้อยกรองมาเจอเข้า
ดั่งเดินผ่านกลิ่นบุปผาสิไยไม่ชายตายลสักครู่
ข้าพเจ้าไปรื้อมาจากกระท่อมหลังเดิม
แลเอามาแปะไว้ใน About เสียในทีเดียวกัลล์
แก้ไขการจัดวางอยู่เป็นนานไม่ได้ดังใจสักที
จึ่งออกมาอย่างที่ท่านเห็นนี่ล่ะขะรับ
‘ปณิธาน’.
เพราะเลือกที่จะรักความเรียบง่าย
ขอเพียงได้ผ่านวันคืนตื่นตาฝัน
.
อุ่นไอแดดแผดกล้ารับตาวัน
ชมแสงจันทร์แจ่มฟ้าคราค่ำคืน
.
เลือกจะอยู่อย่างคนไร้โขนครอบ
ถามก็ตอบกลับไปไม่แข็งขืน
.
ล้มก็ลุกทุกครั้งยังหยัดยืน
จะไม่ฝืนปั้นหน้าเข้าหาใคร
.
เลือกเลี้ยงชีพอย่างชนอิสระ
เลิก ลด ละ อัตตาเลิกคว้าไขว่
.
ปลดความอยากหยุดความหลงลงที่ใจ
เดินทางไปสู่จุดหมายด้วยสายกลาง
.
หาพอได้จุนเจือเผื่อยามยาก
กินพอปากอิ่มพอท้องไม่หมองหมาง
.
เหลือพอเก็บยามเจ็บไข้ได้เบาบาง
หากมีบ้างช่วยเหลือเผื่อสังคม
.
แบ่งเวลาอีกครึ่งของชีวิต
ไว้ขบคิดขดร้อยถ้อยคำประสม
.
หัตถกรรมสานทอก่อคำคม
เป็นแผ่นพรมผืนงามตามใจจินต์
.
สุขได้สรรค์สร้างสานงานที่รัก
พอได้พักพิงใจในโลกศิลป์
.
ใช่จักงามยิ่งใหญ่ในแผ่นดิน
หวังเพียงยินยลไว้ในอกตน
..
มีหนังสืออ่านเล่นไว้เป็นเพื่อน
ภาพเลือนเลือนพร่างพรายชมสายฝน
.
ฉ่ำสีน้ำชื่นใจยามได้ยล
ร่ายมนต์กวีวรรณเย้ยจันทรา
.
เพราะเลือกที่จะรักความเรียบง่าย
ยิ้มรับรอความตายไถ่ถามหา
.
เศร้า สุข โศก โลกล้วนอนัตตา
พอใจอยู่อย่างธรรมดากว่าสิ้นลม ฯ
.
***
เป็น ‘ปณิธาน’ ที่น่าชื่นชม
อืม…ดู header มันคุ้นหน้าคุ้นตาข้าพเจ้าอย่างไรพิกล หนอยแน่ตามมาหลอกหลอนถึงที่นี่
ยินดีๆ ที่ได้เห็นภาพและบรรยากาศเก่าๆ เมื่อครั้งปลายปี
ทุกวันนี้เวลาข้าพเจ้ามีนัดกับเพื่อนหนอน จะบอกเล่าเก้าสิบให้ใครฟังก็พูดด้วยเสียงอู้อี้อ้อมแอ้มประดุจมีหมากอยู่ในกระพุ้งแก้ม
ข้าพเจ้าไม่รู้เหมือนกันว่าการมีเพื่อนที่รู้จักกันทางโลกไซเบอร์จะกลายเป็นเรื่องปกติในสังคมปัจจุบันไปหรือยัง แต่การรู้จักกับพวกท่าน ข้าพเจ้ามองว่าแตกต่างจากกรณีทั่วไป
พวกเรารู้จักกันผ่านทางงานเขียน พูดคุยกันทางความคิดเสียเป็นส่วนใหญ่ คุณจะเป็นใคร หน้าตาอย่างไร อายุเท่าไหร่ การศึกษาระดับไหน อาชีพอะไรในโลกของความเป็นจริง ไม่ใช่เรื่องที่เราให้ความใส่ใจ
สายใยอักษรที่ทักถอยึดโยงพวกเราไว้ต่างหากที่เราสนใจมัน
สายอักษรเส้นนี้แน่นเหนียวนัก
ยากตัดขาด…
ทอดทะลุผ่านเปลือกนอกของแต่ละคน เข้าไปถึงเนิ้อใน
เนื้อในแท้ๆ ที่ปราศจากเปลือกห่อหุ้ม
ตอนนี้ข้าพเจ้ากำลังเฝ้ามองหนอนรุ่นใหม่
ทุกสิ่งย่อมเปลี่ยนแปลง…บ้านหนอนก็เช่นกัน
เดิมทีพวกเราค่อยๆ รู้จักกันทีละนิดๆ ผ่านงานเขียน
แต่ปัจจุบันเพื่อนหนอนทักทอสัมพันธภาพกันอย่างรวดเร็ว
รู้จักกันจากเปลือกนอก ก่อนจะเห็นเนื้อใน
สายสัมพันธ์ที่รีบเร่งถักทอ
ย่อมเปราะบาง..
เจอแรงกระชากเข้านิด ก็ขาดผึงโดยง่าย
น่าเสียดาย ๆ
ท่านขอรับ
จังหวะที่เราโผล่เข้าไป เป็นความบังเอิญของวิถีโคจรแห่งดวงดาวโดยแท้
เป็นจังหวะกลุ่มคนที่มีความมุ่งมั่นเขียนและอ่านงานของกันและกันอยู่รวมกัน
ทุกคนเขียนทุกคนอ่านผลัดกันให้กำลังใจกันและกัน
ยามนั้นบ้านหนอนเป็นบอร์ดที่มีคอมเม้นท์มากที่สุดในมวลเว็บบอร์ดวรรณกรรม
เป็นธรรมดาที่มีจุดสูงสุดย่อมมีจุดเสื่อมและการเริ่มครั้งใหม่
สายสัมพันธ์จะแน่นเหนียวฤาเปราะบาง
น่าจะขึ้นกับว่าเราถักทอด้วยวัสดุใด
ท่านเชื่อไหมว่าตอนเอดิสันทดลองไส้หลอดไฟ
วัสดุที่ให้แสงสว่างสุดแต่กลับเปราะบางที่สุดคือ ความรัก!
โชคดีวัสดุที่พวกเราใช้ถักทอเป็น ‘งานเขียน’
-เอดิสัน ดิน-
ต้องsaveไว้ในคอมด่วนนนจี๋
ทั้ง ‘ปณิธาน’ ท่านดินทั้งคำพูดคุณหนุงหนิง
แฮ่ม
ขอบคุณมากขอรับท่านดิลล์
มันคุ้นมากเลย เหมือนท่านเคย post แล้วสักครั้งนึงหรือเปล่าขอรับ
แต่เป็นปณิธานที่น่าชื่นชมจริง ๆ
ดึกดื่นไม่หลับไม่นอนสวัสดิ์ขอรับท่านดิน
ที่กระผมขึ้นต้นว่าดึกดื่นหลายๆท่านอาจจะแย้ง
ห้าทุ่มกว่าๆบ่นดึก เจ้า umpo เจ้าเด็กอนามัยเอ้ยย
ผมคิดว่ามันดึกเพราะปรกติช่วงเวลานี้ผมมักจะ
หัวทิ่มหมอนไปแล้วขอรับ แต่วันนี้รู้สึกไม่ง่วง
เลยหนีมาท่องเที่ยวในโลกไซเบอร์ไปเรื่อยๆ
เผื่อสมองอนาลอคของกระผมจะได้อัพเดทเป็น
สมองดิจิตอลกับเขาบ้าง แต่เข้ามาเที่ยวจริงๆก็ไม่รู้
ว่าจะไปไหน เลยเวียนมานั่งเล่นที่แคร่ไม้ไผ่ของท่าน
-
ช่วงเดือนสองเดือนให้หลังมานี่ ผมรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลง
ทางความคิด รู้สึกประหลาดใจ และเริ่มสงสัยอะไรหลายอย่าง
กระหม่อมของผมเริ่มแยกไม่ออกระหว่าง
ความคิดแตกต่างอย่างสร้างสรรค์ กับความคิดที่แปลกแยก
เริ่มไม่แน่ใจว่า กระผมเป็นแบบไหน และกำลังเดินไปในทิศใด
รู้สึกว่าเส้นแบ่งระหว่างความคิดทั้งสองนั้นบางซะยิ่งกว่า
เยื่อไม้ไผ่ที่หุ้มข้าวหลามซะอีก
-
ผมมีความรู้สึกว่าเด็กสมัยใหม่ส่วนมากต้องการความแตกต่าง
หรือสักแต่ว่าจะต้องทำให้แตกต่างจากสิ่งที่มีมา โดยไม่สนใจว่าสิ่ง
ที่ทำจะต้องมีที่ไปที่มาหรือไม่ ไม่สนใจว่ามีความหมายหรือไม่
ไม่สนใจแม้แต่ว่ามันจะเป็นสิ่งที่ดีหรือไม่
-
ครั้งหนึ่งผมก็เคยรู้สึกแบบนั้น และก็เคยเชื่อว่าตนเองสามารถหลุดพ้น
ออกมาจากจุดนั้นมาได้ แต่ตอนนี้กลับรู้สึกไม่แน่ใจในตนเองอีกครั้ง
เอาละสิ เขียนเอง งง เอง
ขอเอาหัวทิ่มหมอนตั้งสติก่อน
เผื่อตื่นมาจะหูตาสว่างไสว เข้าใจอะไรง่ายๆกว่านี้
ท่านดิลล์ขอเชิญฟังเพลงนี้
มันมี tagline ท่านหิ่งห้อย ในเพลงนี้
http://www.beourfriend.org/nat/rt/?p=241
เพลงร้องในหนังน่ารักดีนะท่าน
-คารวะ-
ก๊วยเตี๋ยวเนื้อเปื่อยสวัสดิ์ขอรับท่านอัมท่านขุลล์
ไว้ย่ำค่ำจะกลับมาจ้ออีกที
ยามนี้อิ่มแล้วต้องรีบจรลี
..
อีกประเดี๋ยวยังมีนอนกลางวัน
วุ้ย! ดูท่าจะงานยุ่งเสียจริงเลยเรา!
..
..
ท่านขุลล์ขะรับ ขออนุญาตใส่ลิ้งค์เพลงไว้ฟัง
พี่ท่านหิ่งฯ นำมาจากเพลงนี้แม่นมั่น จับได้แล้ว ฮา ฮา ฮา
คารวะ
รินชาไว้ให้ดื่มที่นู่น แวะไปดื่มเองก็แล้วกันนะ ขี้เกียจยกมา
ท่านอัมขะรับ
เป็นครั้งแรกที่พบเจอท่านเรียงร้อยตัวอักษรยืดยาวกว่าพูดจาผ่านภาษาลูก ๆ ของท่าน
ประเด็น ‘สร้างสรรค์ หรือ แปลกแยก’
ข้าพเจ้าคิดว่าทั้งสองเป็นหนึ่งเดียวกัน!
สร้างสรรค์ก็คือแปลกแยก มุมมองจะย้ายไปข้างไหนขึ้นกับคนมอง
เพียงเราหาได้นำมาเป็นอารมณ์
การหลุดพ้นภาวะนั้น ๆ ไปแล้วบางครั้งเรายังนำกลับมาคิดวนเวียน
ด้วยเราหาใช่ผู้บรรลุซึ่งโลกุตระอันใด
เรายังเป็นเพียงปุถุชนที่วนเวียนอยู่ในรักโลภโกรธหลง
จึ่งธรรมดาที่บางอารมณ์ บางนิวรณ์จะย้อนกลับมาเกาะกุมจิตใจ
เพียงเรารู้ทัน จับมันได้ ไม่ปล่อยให้มาครอบงำ
เท่านั้นก็น่าจะนับได้ว่า หลุดพ้นแล้วในระดับ โลกียะธรรม
จริงไหมขอรับท่านอัม???
คารวะ
ปล. ท่านย่า ชาท่านรสดีนัก
แค่แวะมาบอกข้าพเจ้าก็โมทนาสาธุแล้วล่ะขะร้าบบบบบบ
พ่อเปรมหายดีแล้วหรือเจ้าคะ หวังว่าคงจัดการเรื่องเน็ตให้ลงตัวเสียที
ขอบคุณที่ไปลงกลอนไว้บ้านแม่พลอยเจ้าค่ะ
หอมราตรีจรุงรื่นในคืนหนาว
นอนใต้ฟ้านับดาววับวาวฉาย
น้ำค้างหยดพร่างพรมลมโบยราย
ใบสนร่วงพรูพรายดั่งสายใจ
เป็นไอเดียที่น่ารัก และชวนติดตามอย่างยิ่ง
อรุณสวัสดิ์ขอรับแม่พลอย
แข็งแรงเป็นปกติมาหลายเพลาแล้ว
แต่กว่าจะปรับจังหวะชีวิตให้ลงตัวก็ล่วงมานานพอดู
จึ่งเพิ่งได้เยี่ยมหน้าไปขับเสภาชานเรือนมัทนาของแม่พลอย
ขอแม่พลอยอย่าได้ขอบอกขอบใจเลย
ข้าพเจ้ากระทำการที่นำมาซึ่งความสุขใจสบายใจก็แต่เฉพาะตน
จึ่งเห็นควรข้าพเจ้าจะต้องขอบคุณแม่พลอยเสียซ้ำ
ที่ปล่อยให้วณิพกลุกล้ำเข้าเขตเรือนนั่งขับเสภารอรับทานอยู่เช่นนั้น
-พ่อเปรม-
***
อรุณสวัสดิ์ขอรับท่านจิตปัน เกือบตีสามเชียวนะนั่น!
เมื่อคืนเรียงอักษร โลกฯ เสร็จข้าพเจ้าลังเลที่จะโพสท์
ด้วยทั้งประเด็นทั้งภาษายังขัดตาพิกลอยู่
ที่สุดข้าพเจ้าเลือกเอาข้างโพสท์
ได้แต่ปล่อยเวลาผ่านไปแล้วค่อยแก้ไขภายหลัง
เป็นที่ระลึกสำหรับการได้รู้จักท่านขอรับ
คารวะ
ชะแว้บๆ แวะมาอ่าน ตอนนี้ตาลายมั่ก ๆ ไปละท่าน
อย่าลืมใส่ยาแดงนะขอรับท่านพี่ (อิอิ)
ไปละแวบๆ (อ่านหนังสือต่อ)
ข้าน้อยเองก็มีบาดแผล…
แตกร้าว แตกแยก…
มีเพียงวันเวลาสมานบาดแผล…
ด้วยความเข้าใจ ความรัก ความระลึก
โอ้ว…
Thank Dad
เข้ามา “สวัสดีวันอาทิตย์”
วันนี้งดขอรับ
โห…พี่ท่าน
สงสัยอยู่เชียวไยข้าพเจ้าตื่นตีห้าเช่นนี้
ซันเดย์คารวะขะรับ
คนแก่ก็อย่างนี้แหละ ตื่นเช้า อิอิ
สายัณห์สวัสดิ์เจ้าค่ะท่านดิน
วันอาทิตย์ใกล้หมดวันแล้ว เวลาสำหรับโลกใบเล็กช่างน้อยเสียเหลือเกิน
พรุ่งนี้ต้องไปรบรากับผู้คนต่อ แฮ่!!! อยากลาพักร้อนนนนนนนน
รองเท้าแตะไม่ได้เยื้องย่างมาตั้งนาน…หน้ากระท่อมมีทรานซิสเตอร์เปิดให้ฟังด้วย…แต่รองเท้าแตะอยากฟัง กอล์ฟ-ไมค์ …มีไหมมีไหม….แต่สงกะสัยท่านนันยางจะมิรู้จัก…เพราะเลยวัยไปไกลโพ้นแล้วกระมัง…อิอิ
ชะช่าไม่รู้เสียแล้ว กอล์ฟ-ไมค์น่ะซี้ย่ำปึ๊ก!
วันก่อนยัง m กันอยู่แหมบ ๆ
กอล์ฟ เบญจพล
กับไมค์ ภิรมพรใช่เปล่า?
รู้จักกันดี อิ อิ อิ
..
..
อ่า ท่านย่า
ลาพักร้อนจงเจริญ!
โอ้ มาบ้านท่านเหมือนมาบ้านมูซาซิ
เสียงพิณใช่เปล่า แต่ว ๆ ๆ ตึ่ง แต่ว ๆ ม่วน ๆ
-คารวะ-
ยามดึกขอรับ
เดี๋ยวนี้ผมเขียนเขียนก่อน ลงสมุดบันทึก แล้วพิมพ์
นับว่า จะเป็นของประมูลได้ยามมีชื่อเสียงล้นฟ้า
เฮ่ย… อ้าว ฝันหรีอเมาครับเนี่ย อิอิอิ
อ้อ ที่ปิดตลาดน่ะ เพราะเมามาตลอดอาทิตย์ เลยขี้เกียจ
นี่เป็นนิสัยไม่ได้ครับ
อย่าเยี่ยง แต่เมากับผมได้
555
อา…มูซาชิ
ช่วงเวลากักตัวในหอคำภีร์
ไม่เคยลืมเลือน
ไม่เคยลืมเลือน
..
..
ข้าพเจ้าเคยพยายามเสาะหาเสียงพิณล้อขลุ่ยมาเป็นเวลานาน
สูญลมหายใจไปก็ไม่น้อย
เหมือนสวรรค์บันดาลให้ประสบพอเจอสหายเที่ยงแท้เช่นพี่สาม
ไม่ทราบท่านใช้ลมหายใจไปมากมายเพียงไรก่อนจะได้ เพลงเส้าหลินคอร์ดยาร์ดนี่มา
ข้าพเจ้าเลยใช้ลมหายใจ อึ๊ดเดียว จิ๊ก! เลย (ด้วยความเคารพ)
อานิสงส์กลับมากหลายไปกว่านั้น!
โดยไม่คาดคิด กระรอกน้อยที่ทำให้การเขียนสำหรับข้าพเจ้าเริ่มกลายเป็นความทุกข์ทรมานเสียเต็มประดาเพราะเดินทางกันมาอย่างฝืนฝืดเต็มที ยามนี้เมื่อจิ้มนิ้วท่ามเสียงขลุ่ยที่วังเวง เสียงพิณพลิ้วไหว เสียงกลองกระหึ่ม! ท่าร่างแลอารมณ์ของพวกชาวยุทธ์เหล่านั้นกลับโลดแล่นไปโดยหาได้ใช้ความคิดเคร่งเครียดอันใด ทั้งยังกลับกลายเป็นความสุขเหลือหลายในภวังค์แห่งบรรยารมณ์นั้น
น้อมคารวะสหายพี่สามงาม ๆ สามโป๊ก!
..
..
ฮา ฮา พี่ท่าน
หากว่างลองแวะฟังท่านปราย’ เล่าเรื่องก๊วน(เมา)ประชาชื่นดูสิขอรับ
จตุคามฯ รุ่นล่า ประชาคมก็มา รับรองฮา ตับแลบ ฮา ฮา ฮา
ต่อไปใครถามข้าพเจ้ามีเหตุผลจะขึ้นกทม.แล้วล่ะ
ข้าพเจ้าจะบอกว่า ไปประมูลร่างแรกประทีป จิตติ อิ อิ อิ
สวัสดีเจ้าค่ะ ท่านดิน..
กลับมาแล้วว.. หลังจากหายไปเป็นสัปดาห์ คิดถึงกระท่อมหลังน้อย.. ได้แต่เมียงมอง แล้วห้ามใจไว้ ไม่ให้หลงระเริงออกนอกตำราเรียน
วันนี้.. เป็นไทแก่ตัว (อะไรมันจะเวอร์ปานนั้น) เพราะว่าการสอบ comprehensive เสร็จสิ้นไปเมื่อวาน ทำได้บ้าง ไม่ได้บ้าง ตามยถากรรม (หึหึ)
ณ เวลานี้ เลยได้กลับมาระเริง ณ กระท่อมน้อย (คอยรัก) ของท่านดินอีกครั้ง ๕๕๕
ณ โลกใบเล็ก : สวัสดีวันอาทิตย์เห็นพูดเรื่องลายมือ .. ไม่เชื่อว่าท่านลายมือไม่สวย.. อย่างไร เขียน แล้วเอามาแปะให้ดูนะท่าน แล้วจะบอก ว่าสวย หรือไม่สวย ฮี่ฮี่.. :p
ส่วนลายมือข้าพเจ้า.. ไม่ต้องถามเลย.. ไม่ว่าจะเขียนภาษาไหน ใครๆ ก็ว่า อ่านยาก .. แต่ข้าพเจ้าชอบลายมือตัวเอง.. และนอกจากข้าพเจ้าแล้ว ก็มีแต่แม่ข้าพเจ้านี่ล่ะ บอกว่า ลายมือสวย (ฮา)
..
.
ณ ก็แค่คนนั่งมอง : จักรยานล้มลุกเท่าไร
เพียงกล้าก้าวไป
เหมือนหัดขี่.. จักรยาน
..
.
ณ โลกใบเล็ก : บาดแผลใช่ๆ ท่านดิน.. “จากโลกแคบๆ ของเด็กตัวโต..” ท่านคิดได้ถูกแล้วล่ะ.. นั่นคือสิ่งที่อยากจะบอกเลย.. แบบว่า ถึงจะ ๒๗ ปีแล้ว แต่ก็ Young at heart น่ะ.. รู้จักไหมท่าน ๕๕๕๕
ได้มาตอนที่.. นอนร้องไห้ล่ะ.. แล้วก็คิดไปว่า.. ตัวเองคิดอะไรเหมือนเด็ก ไม่โตสักที อยู่แต่ในโลกแคบๆ
เคยใช้อย่างอื่นมา ๒ อันคือ
Motivation is what gets you started. Habit is what keeps you going.
กับ
Life is nothing. Something is my life.
..
ณ โลกใบเล็ก : บาดแผล (ต่อ)“บาดแผล” อาจฟังดูเลวร้าย.. แต่หากมองในอีกมุม คงเหมือนทีท่านดินมอง.. เราอยู่กับมันได้..
ไม่ใช่อยู่อย่างทุกข์ตรมด้วย เราจะอยู่ อย่างมีความสุข อย่างเข้าใจ และนั่นคือบทเรียน และการเรียนรู้
ข้าพเจ้าคิดว่า บาดแผล คือสิ่งที่เราได้เรียนรู้ เมื่อเราอยู่กับมันได้ เข้าใจมัน นอกจากจะเอาไว้ เดือนใจตัวเองแล้ว.. เรายังสามารถ ใช้บาดแผลเหล่านั้น สอนคนรอบข้าง เข้าใจคนรอบข้าง
.. และนั่นคือ ชีวิต!
..
–คารวะ
แว้บบบบบบบ!!
โอ!
โอ!
โอ!
เก็บทุก -มุก- จริง ๆ
คารวะ
คารวะ
ฮ่าๆๆ เห็นทีท่านพี่ธุลีดินของเกล้าต้องจ่ายค่าเช่าเครื่องเสียงข้าพเจ้าเป็นกลอนยาวเสียซักหลายตอนแล้วขอรับ
ข้าพเจ้าก็นึกว่าท่านพี่จะเข้าไปสมัครเป็นสมาชิกที่เวป
http://sonific.com/
เวปนี้ข้าพเจ้าก็มั่วเข้าไปตอนที่จัดหน้าtheme นั่นละขอรับ มันให้สมัครและก็นั่งเลือกเพลงขอรับ พอเลือกเพลงได้ใส่ข้อมูลนิดหน่อยทางเวปก็จะแปลงเป็นโค้ดเพลงให้เลย ไปต้องไปนั่งแหกขี้ตาดมซอสจนตาลาย
มีเพลงหลายหมวดหลายแนวให้เลือก ข้าพเจ้าชอบฟังเพลงแนว world ฟังแล้วมันโปร่งๆเบาสมองดีขอรับ อีกทั้งแต่ละเพลงก็ยาวได้ใจ ส่วนที่ว่ามีกระชากมั้ยนั้น ของข้าพเจ้านั้นไม่มีสะดุดขอรับ ด้วยเพราะเนตที่ออฟฟิตนั้นออกจะไฮโซ ไฮสปีดซะขนาด
จริงๆตะวานกะวะแวบมาหาท่านแต่ดันหลงกลไปโผ่ลที่เวปบล็อกท่านปราย กลายเป็นโดนบล็อกเทคโดยสุจริตเข้าทำเอาหมดพลังนิ้วไปหลายขุม
ว่าถึงจตุครามเมื่อวานข้าพเจ้าไปวิ่งออกกำลังกายที่สวนหลวงร๙ มา ที่นั่นมีการจัดแข็งขันวิ่งด้วยขอรับ วิ่งเสร็จพร้อมรับของแจกเป็นจตุครามรุ่น”มีกูแล้วไม่เหนื่อย”(ล้อเล่นครับ รุ่นอะไรไม่ได้อ่านเหมือนกัน) น่าจะพอวัดพลังกับจตุครามรุ่นโอลิโอ้ของพรรค์ประชาชื่นได้ (“มีกูแล้วไม่หิว” โอ่..คิดได้ไง)
เห็นท่านพี่เอ่ยถึงมูซาชิข้าพเจ้าเองว่าจะเขียน”หนังสือหนังหา” เกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้เหมือนกัน แต่ยังแค่ๆนั่งเล็งๆอยู่ ด้วยเพราะว่า ข้าพเจ้ากลับชอบทุกส่วนทุกตอนของเรื่องราวไม่ว่าภาคใดๆก็ตาม หรือว่าข้าพเจ้าจะแยกเขียนเป็นภาคๆดีขอรับ
ซึ่งความจริงมีงานเขียนของท่านอาจารย์สุวินัย ท่านก็เขียนบรรยายรายละเอียดของหนังสือเล่มนี้ได้อย่างเข้าถึงจิตวิญญาณอยู่แล้ว ไอ้เราก็มือกระบี่น้อยเพิ่งหัดแกว่งดาบไหนเลยจะกล้าวัดรอยกระบี่ของท่านผู้อาวุโส คิดแล้วก็พานหมดกำลังภายในให้คิดต่อ…
ที่กรำเขียนอยู่ทุกวันนี้ก็อาศัยกระบวนท่ากระบี่ไร้ยางอาย เหมือนเอามะพร้าวไปขายสวนชาวบ้านเขาอยู่นั่นละ ไม่รู้ว่าพวกท่านรู้สึกรำคาญบ้างรึเปล่า(แต่ก็ทนๆผ่านตาไปหน่อยเหอะท่าน) ข้าพเจ้าเห็นว่านี่ก็เป็นการฝึกเขียนไปด้วยประการหนึ่ง เป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนที่ท่านวิทร์ได้บอกไว้ในเวปของโอเพนออนไลน์ (เวปโอเพนนี่ข้าพเจ้าชอบเข้าไปอ่านแต่ของอาจารย์สุวินัย)
บทสัมภาษณ์ของท่านนั้นข้าพเจ้าอ่านแต่เริ่มจนจบ เพียงหวังให้นักหัดเขียนรุ่นใหม่ได้อ่านกันทุกคนจริงๆ ด้วยเพราะท่านเอ่ยถึงมุมมองของโลกวรรณกรรมได้ครบทุกแง่ ไม่ว่าแง่ของงานเขียนและการตลาด(เพื่อปากท้องของนักเขียน) ถึงตอนนี้ต้องของแนบแนวคิดของท่านพี่ปรายพันแสง ที่ว่า
นักเขียนหน้าใหม่มีเยอะมาก ขอแค่ให้นักเขียนเหล่านั้นซื้อหนังสือของกันและกันอ่านนักเขียนก็อยู่รอดแล้ว(แสดงว่าเยอะจริงๆ) ข้อนี้น่าคิดมากขอรับ เหมือนคนโบราณเลย ประมาณเอาของแลกของ เกลือแลกข้าว เหล้าแลกกับแกล้ม
โอ้ย…เดี้ยวจะปล่อยไหลยาวไปกว่านี้ เอาเป็นว่าวันนี้ข้าพเจ้าหยอดเหรียญค่าผ่านทางมาที่บล็อกท่านแค่นี้ก่อน วันหลังมาใหม่ขอรับท่านพี่
…
การเขียนเป็นงานศิลปะที่สุดยอดแขนงหนึ่ง เหมือนกับดนตรี นักไวโอลินต้องฝึกเป็นเวลา ๑๒ ปี หรือ ๕๐๐๐ ชั่วโมง กว่าคุณจะเป็นนักไวโอลินได้หรือการจะเป็นนักอ่านก็เหมือนกัน ต้องอ่านให้ได้ ๕๐๐๐ เล่มถึงจะเป็นนักอ่านได้ ถ้าธรรมดาเขาเรียกว่าคนอ่านอ่าน ไม่ใช่นักอ่าน
-สุวินัย ภรณวลัย-
…
ปล. ข้าพเจ้าลองบวกลบคุณหารแล้ว ชาตินี้ไม่มีทางเป็นนักอ่านได้แน่นอน เพราะกว่าจะได้ห้าพันเล่มท่านต้องอายุยาวกว่าปู่เย็นเสียอีก(haha)
…
ด้วยความเคารพขอรับ
…
ขอบพระคุณขอรับสหายพี่สาม
ทั้ง sonific และวาทะท่านอาจารย์สุวินัย
..
..
ข้าพเจ้าตามกลิ่นท่านไปบล็อกท่านปราย’ มา
สหายพี่สามสมเป็นสหายพี่สาม
มุกจับเวลาของท่านราวกับหนังแอ็คชั่นอย่างไรอย่างนั้น!
ยิ่งตอนจบทำเอาข้าพเจ้าขำก๊าก!
มุมมองของท่านปราย’ น่าคิด
ไม่แต่เฉพาะนักสร้างหนังไทยที่ไม่ดูหนังไทย
นักเขียนไทยที่ไม่อ่านงานนักเขียนไทย
ยังมี
นักหัดเขียนที่ไม่อ่านงานของนักหัดเขียนดัวยกัน
แต่เอ่…
ประเด็นพวกนี้กว้างไกลเกินเจ้าอึ่งน้อยดินจะกระดิกหางเสียแล้ว
..
..
ด้วยความคารวะขะรับ
แค่มาเยี่ยมเห็นพ่อเปรมสุขภาพแข็งแรง (ไม่ต้องสมบูรณ์มาก) ก็ดีใจแล้วเจ้าค่ะ
ขอยืมอะไรบางอย่าง “ไกลเกินเจ้าอึ่งน้อยดินจะกระดิกหางเสียแล้ว”
ขอบคุณสำหรับ “ที่ระลึกสำหรับการได้รู้จัก” ครับ
บาดแผล… ต่อเมื่อเยียวยาจนหายเจ็บปวดแล้ว อาจหลงเหลือ “แผลเป็นแห่งประสบการณ์” ที่อาจไว้สำหรับมองโลกแบบ “ยิ้มน้อยๆ” เนื่องด้วยเจ้าของรอยแผลนั้นเข้าใจโลกมากขึ้น ทั้งอาจไว้สำหรับถ่ายทอดประสบการณ์สู่รุ่นหลัง ที่อาจเพิ่งมีบาดแผลสดใหม่ ให้ได้สติหาทางเยียวยาเสียก่อนจะสายเกินไป
อรุณสวัสดิ์ขอรับแม่พลอย ท่านจิตปัน
ไม่ทราบแม่พลอยขอยืม ‘หางเจ้าอึ่งน้อย’ ด้วยการอันใดฤาขอรับ?
อย่าได้นำไปผัดเผ็ดเชียวนา
อ่า…ท่านจิตปัน…
ช่างเป็นบทสรุปปิดท้ายที่สมใจนัก
ประเด็นสำคัญคือการถ่ายทอดไปยังรุ่นหลัง
แทนที่จะเป็นถ่ายทอดประสบการณ์ดูแลเยียวยาบาดแผล
กลับถ่ายทอดบาดแผล!
คารวะขอรับ
อีกไม่นาน
ก้อนเมฆคงเดินทางไปทักทายถึงกระท่อมของคุณ
…
กลับมาได้ไม่นาน
คงต้องเริ่มออกเดินทาง…อีกครั้ง
ครั้งนี้
อาจมีโอกาสแวะไปเยือนทะเลสาบสงขลาในไม่ช้า
“หนังสือแอ็คชั่น”
อ่า..น่าสนใจน่าสนใจ (haha)
“นักหัดเขียนที่ไม่อ่านงานของนักหัดเขียนดัวยกัน”
ข้อนี้ก็ออกจะกว้างเหมือนกัน หากจะมองแบบง่ายๆข้าพเจ้าตีความหมายว่า ช่วยกันอ่านงานที่เพิ่งหัดเขียนและแนะนำกันบ้างว่าเป็นอย่างไร จะแก้ตรงไหนได้บ้างถ้าจะให้ดีขึ้น มีข้อมูลที่ไหนบ้างเอามาแบ่งกันอ่านสิ ไปเจอตัวอย่างงานเขียน ข่าวคราวอะไรที่น่าสนใจก็เอามาแบ่งปันกัน
“ข่าว” เป็นต้นทุนหนึ่งที่นักหัดเขียนจะสามารถแบ่งปันกันได้โดยไม่ต้องตีความ “คำวิจารณ์”อาจบางทีต้องดูตัวบุคคลเหมือนกัน ข้าพเจ้าอ่านงานนักหัดเขียนมาเยอะ แต่ละท่านที่ประกาศตัวเองว่าอยากเป็นนักเขียนก็เขียนได้ดีไม่มีที่ติ แค่เห็นพลังความตั้งใจก็ไม่กล้าติแล้วขอรับท่านพี่ อีกอย่าง หางอึ่งของข้าพเจ้ามันก็ไม่มีความยาวพอจะให้กระดิกด้วยสิ
มีคนถามท่านอาวินทร์ว่า “นักเขียนต้องมีโค้ชหรือไม่”
คุณอาตอบได้น่ารักมาก
…
“นักเขียนเมืองไทยลำพังค่าเรื่องยังเลี้ยงตัวไม่ได้ ยังจะให้แบ่งกับโค้ชอีกหรือ?”
“เท่าที่ผมเจอเพื่อนนักเขียน ส่วนใหญ่มีโค้ชทั้งนั้น โค้ชที่ว่าคือผลงานของนักเขียนรุ่นก่อนที่เราศึกษาและหัดเขียนตามครับ”
…
ดังนั้นแล้วในความเห็นของข้าพเจ้าคิด นักหัดเขียนแม้จะอยากให้คนอ่านงานของตัวเอง (แน่นอนว่าเป็นกำลังใจให้เขียนงานต่อ) แต่ที่จะพัฒนาตัวเองให้เป็นนักเขียนได้ไม่ใช่แค่นั้น นักหัดเขียนต้องขยันอ่านงานของคนอื่นด้วย ผลงานของนักเขียนรุ่นก่อนก็คือโค้ชอย่างดีนี่เอง
มีนักหัดเขียนหลายคนที่ออกอาการท้อใจด้วยเพราะพอโพสงานแล้วไม่ค่อยมีคนแสดงความเห็น (แต่ก็มีคนอ่าน)
การแสดงความเห็น จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อ : เรื่องที่ได้อ่านนั้นเป็นเรื่องที่”ตรงใจ” ประมาณว่าเข้าล็อกพอดี ดังนั้นหากไม่ค่อยมีคนแสดงความเห็นนั่นก็ไม่ได้หมายความว่างานเราไม่ดี เพียงแต่มันไม่ตรงใจ ไม่เข้าล็อกนั่นเองขอรับ
คนอ่าน(หมายถึงว่าถ้าโพสแล้วมีจอแสดงผลคนคลิกเข้าอ่าน) : อันนี้ต้องดูว่าที่ที่เราโพสงานเป็นที่ไหน หากแปลกที่แปลกถิ่นคนอ่านน้อยก็ไม่ต้องตกใจเพราะจ๊อดไม่ได้เกิดมาเพื่อสิ่งนี้
“แต่” ข้าพเจ้าเคยกล่าวไว้หลายหนแล้วว่า ปัญหาทุกอย่างที่นักหัดเขียนต้องเจอนั้นมันเป็นโจทย์ปัญหา ที่เราต้องขบคิดและแก้ไข อย่าได้มองปัญหาคือความล้มเหลว ไม่ว่าจะเป็นนักที่เขียนแล้วหรือนักที่กำลังหัดเขียน ข้าพเจ้าว่าทุกๆท่านย่อมเจอปัญหาต่างๆคล้ายๆกัน
…
ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ท่านพี่อย่าได้หาว่าข้าพเจ้าอวดรู้แจกแจงเลยขอรับ
ข้าพเจ้าเพียงมองจากสายตาของคนที่ชอบอ่าน และพยายามจะลองตั้งข้อคิดดู
อาหารอร่อยมั้ยคนชิมนั้นตอบได้ดีที่สุด
คุ้นๆว่าข้าพเจ้าเคยเปรียบเทียบนักเขียนเป็นคนทำกับข้าวไปแล้ว
อ่า.. เดี้ยวจะวกเข้ามุขเดิมเปลี่ยนเรื่องดีกว่า…
…
อาวินทร์ท่านบอกไว้แล้ว หนังสือที่ท่านอ่านมีสองอย่าง
1) อ่านเพราะต้องอ่านเพื่อนำข้อมูลไปเขียน
2) อ่านเพื่อตัวเอง เพื่อความสุข
…
ดังนี้แล้วการเขียนด้วยการตั้งโจทย์ที่ว่า”คนอยากอ่านอะไร”อาจเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะใช่
เราควรตั้งคำถามว่า เราอยากจะเขียนอะไรให้คนอ่านมากกว่า
…
ขอฝากเล็กน้อยยามเย็นขอรับท่านพี่
…
ดังที่คุณเห็นว่า ระหว่างหลายปีมานี้ เขาใช้เวลาเวลาเพื่อการเดินทาง มากกว่าที่เขาจะใช้ทำงาน แต่เขาก็เขียนอะไรบางอย่างอยู่เสมอ บางทีคุณอาจพูดได้ว่า เขารักการเขียนหนังสือตั้งแต่เริ่มต้น จนวาระสุดท้ายของชีวิต แต่เขาก็เป็นคนที่ต้องการมองโลกด้วย เขามีความสุขกับการแต่งงานของเรา
ใครสามารถจะเขียนถึง(หรือสนใจจะอ่านถึง) ชีวิตแห่งความรื่นรมย์ของเขาในแซกฮาร์เบอร์หรือเปล่า?
งานเขียนค่อยๆเหือดหาย แต่ไม่เป็นเรื่องน่าตื่นเต้นเลย
เมื่อมีความพอใจ ความรื่นรมย์และความรัก
-อีเลน สไตน์เบ็ค(ภรรยา)-
…
ด้วยความเคารพเช่นเคยขอรับท่านพี่
…
ก่อนออกเดินทาง
จะส่งเพลงจากหมู่บ้านพลัม
มาให้คุณฟังพลางนั่งจุดธูปไล่ยุง
ฟังแล้ว
คุณจะต้องรักคนส่งมากขึ้นอีกสิบเท่า
สัญญา
คาบข่าวมาบอกท่าน ไม่รู้ว่าจะล่าไปหรือเปล่า ผมเข้าไปเจอบ้าน “ก๊วนปาร์ตี้” อย่างโดยบังเอิญ พยบล็อกของท่านสิงห์ลา หรือเรื่อยเปื่อย (ท่านรู้จักไหม?)
http://www.bookgang.net
5…ผมจะลองไปทักทายท่านละ
หวัดดีกร๊าบบบบบ
อรุณสวัสดิ์ขอรับ
หมู่นี้ดูท่าจะปึ๊งปั๋งนะขะรับสหายพี่สาม
ดีนะพี่สองไม่มาเห็นเข้า
เจอท่านฟิตเช่นนี้ พี่สองเห็นเข้ามีหวัง
ข้าพเจ้าเช็ดฟองคอปูฯ ไม่ทันเป็นแท้ เอิ๊ก! เอิ๊ก!
..
..
อา…พี่ท่านหิ่งฯที่เคารพ
ดนตรีจากสำนักวิมุติมักโน้มนำใจไปในทางสงบ
แม้นข้าพเจ้าจะพบว่ายังมีแรงเร้ากระตุ้นความต้องการไม่รู้สิ้นอยู่บ้าง
แต่เสียงดนตรีนั่นก็ช่างเร้าความสงบให้เต้นอยู่ไหวไหว
..
..
ข้าพเจ้าคงไม่อาจ ‘รัก’ ได้มากขึ้น
ด้วยเต็มเปี่ยมหาได้มีที่จักเพิ่มเติมแล้ว อิ อิ
..
..
ขอบพระคุณขอรับพี่ท่านโจ
พรุ่งนี้วันวิสาขะบูชา
ชักชวนกันมาเก็บกวาดการงานเก็บกวาดใจ
แล้วไปวัดกันเป็นไง
คารวะ
-ดิน-
วันที่ ๕ และ ๖ มถุนายนนี้ เราจะอยู่ที่หาดใหญ่
จึงอยากถามความเห็นว่า
เราควรจะไปเดินให้ …เวลาตาย….
แถวๆ หน้าตู้ ป.ณ. ๙ หรือไม่
กราบเรียนพี่ท่านหิ่งฯที่เคารพรัก
ควรขอรับ
ควร
เวลาที่นี่ -ตาย- ไปแล้วจริง ๆ นั่นแหละ
หากพี่ท่านจะกรุณาแวะกะลาเจ้ากบน้อย
ผู้น้อยจะน้อมแช่เบียร์ไว้รอรับพี่ท่าน
จะออกทะเลไปหากุ้งปูมารับรอง
เพียงพี่ท่านแจ้งวันเวลาที่จะลุยังบ้านป่าแดนไพรไว้
ข้าพเจ้าหาท่านเจอแน่นอน!
คารวะ
เราส่งรายละเอียดของการเดินทางไปทางเมล์ แล้วกัน
ลองเปิดดู
แวบมาลาท่านพี่ขอรับ
จากนี้หนึ่งเดือน..ค่อยว่ากันอีกหนขอรับ
คารวะ
…
อา…ไยจึงบังเอิญเช่นนี้
ข้าพเจ้าเองคล้าย ๆ แว่วคำนี้ในหัวอยู่หลายเพลา
..
..
ขอบพระคุณที่กรุณาแวะมาแจ้งขะรับ
เพียงได้รู้ว่าท่านหายไปโดยสุจริต
ข้าพเจ้าก็เย็นใจยิ่งแล้ว
..
..
ขอบพระคุณตัวอักษรของท่านที่คอยกระตุ้นนิ้วข้าพเจ้าให้กระโดดเหยงเหยงบนแป้นพิมพ์อยู่ทุกวี่วัน
..
..
เจอกัลล์ขะรับ
คารวะ
XXX
ท่านดิลล์
ไม่รู้นักเขียนต้องมีโค้ชเปล่าแต่มีหนังสือชื่อ “A writer’s coach – Jack Hart”
ถ้าได้อ่านแล้วจะมาเล่าให้ฟังนะท่าน
อ่านบทนำไปแล้วน่าสนใจดีท่าน
“You can’t wait for inspiration. You have to go after it with a club.”
Jack London
ตอนนี้หนังสือมันอยู่ที่ทำงาน
จำได้แค่ quote ที่เขายกมาเท่านี้
อา…เยี่ยมเลยท่านขุลล์!
มีท่านอยู่ข้างกายช่างคล้ายมีเครื่องแปลวรรณกรรมอยู่ใกล้ตัว อิ อิ อิ
น้อมคารวะ
แม่พลอยได้รับมาลัยมธุรสเป็นที่เรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ สงสัยว่าแม่พลอยต้องหาเพลง
เหมือนบ้านพ่อเปรมไปใส่บ้างแล้ว ฟังแล้วจิตใจสงบเหมือนอยู่ในสวนดอกไม้
ขอต่อกรนิดหน่อยเจ้าค่ะ
เสียงขลุ่ยครวญข้ามคลองลอยล่องฟ้า
บอกถ้อยคำทรมาจะหาไหน
กลองพม่าหรือฆ้องยังข้องใจ
เสียงตึงตังดังไกลในราตรี
เขียนขีดถ้อยร้อยเรียงดังเสียงเจตน์
เกินกว่าเหตุคำกล่าวเล่ามานี่
ส่งมาลัยมธุรสบทกวี
หอมมะลิจำปีที่ห้อยมา
หากคอมยังไม่ดับไม่ลับหาย
จะขออยู่เคียงกายปรารถนา
หากเน็ตเดี้ยงคงแย่แม่พลอยลา
คนสงขลาเหมือนกันแต่มันไกล (ระโนดโน่น)
วันนี้เป็นวันดี
วันพระ และวันงดสูบบุหรี่ (อย่าเป็นทางการ)
กระผมนอนแบ็บมาตะเมื่อวานซืนเย็นขอรับ เป็นอาการไข้ ปวดร้อนหนาวเป็นเวลา ทุกเย็น
วันนี้ค่อยยังชั่ว เวลาที่ทันจะกำเริบผ่านมาแล้ว ยังคงดีอยู่
ขอท่านเวียนเทียนได้อิ่มบุญสมปรารถนาขอรับ
อ้อ ขอบคุณสำหรับเรื่อง เมล์ ระวังไว้ให้ดี
การมีสติ มีประโยชน์ดังที่ได้แลนี่แหละ…
เชื่อไหมพี่ท่าน
ผลดีของบล็อกอีกอย่างก็คือ
เราสามารถไปเยี่ยมเยือนยามสหายเจ็บไข้ได้ป่วย
..
..
ข้าพเจ้ายินดียิ่งยามได้รับรู้ว่ามีงานท่านลงจุดประกาย(อีกแย้ววว)
ความยินดีที่มากมายพอ ๆ กับได้รับรู้ว่า ท่านป่วย!
..
..
ขอท่านกลับคืนแข็งแรงดังเดิมโดยเร็ววันขอรับ
คารวะ
-ดิน-
ปริวาสในนี้ก็ได้ครับ ประเดี๋ยวต้องมีคนมาช่วยฟัง
ท่านดินข้าพเจ้าแวะมาฟังคำตอบเรื่องงานก้าวฯ ที่ฝากทิ้งไว้เมื่อวาน
รบกวนตอบให้กระจ่างด้วยเจ้าค่ะ
ถ้าท่านรับทำให้ก็คงไม่ต้องเปิดประชุมโต๊ะเล็ก แต่ถ้าท่านตัดช่องน้อยแต่พอตัว ข้าพเจ้าจะได้ขอเปิดประชุมโต๊ะเล็กหาข้อสรุป
ให้ต้องสงสัยทำไมต้องติดป้ายunder constructionไว้หน้ากระท่อม…
หรือจะเป็นเพราะปลวกขึ้นกินกระท่อมท่าน…จะรื้อกระท่อมฉีดปลวก??
..
ว่าแต่ปลวกนี่มันจะกินรองเท้านันยางซะด้วยละมั้ง…
…
…
ปลวก sms มาบอกว่า
“นันยางเหนียว เคี้ยวไม่ไหว”
ติดอ่าง? อย่างไร ตรงไหนรึ ท่านดิน?
รู้แต่ว่า เหมือนธีมนี้ จะจัดหน้ากระดาษให้เอง เป็นแบบ justified ทำให้ ต้นบรรทัด กับ ปลายบรรทัด มันชนขอบ (ถ้าไม่เลยขอบ) พอดี
มันเลยดูห่างๆ อย่างนี้
อ่า กว่าจะลองได้ ก็เลยจะเขียนโพสต์เลย .. WLW ส่งเข้า WP ไม่ได้จริงๆ ด้วยล่ะ ท่านดิน แต่ว่าส่งเข้า Blogger ได้นะ.. เดี๋ยวขอลองก่อน ว่ามันเป็นอะไร.. ถ้าแก้ได้ จะแวะมาบอกใหม่เน้อ..
อ่ะจ๊ายย.. เผลอลบโพสต์ที่เขียนไว้อ่ะท่านดิน.. เขียนใหม่ก่อน ฮือ ฮือ
โอ๊ะโอ! แต่งหน้าใหม่!
รบกวนด้วยขอรับท่านมุก
หากโพสท์ด้วย WLW ไม่ได้ล่ะก็..
ข้าพเจ้าเข่าอ่อนแน่
ขอแวะมานั่งสั่งกล้วยปั่นดูดสักปื้ดสองปื้ด…
อ่า…ชื่นใจ
แล้วจะแวะมานั่งคุยด้วยยาวๆใหม่นะครับท่าน
ช่วงนี้คิดถึงการเขียนการอ่านเหลือเกิน
แต่..โอ๊ะ ไม่แก้ตัวดีกว่า ไปก่อนละท่าน
อ้อ ที่แวะมาไม่ใช่อะไร แค่คิดถึงรสชาติกล้วยปั่นของท่านน่ะครับ ไปล่ะ :]
ก่อนลุกจากร้านอย่าลืมเช็คบิลล์ด้วยนะขะรับ
ของท่าน..เอ่อ..เดี๋ยวดูก่อน..
กล้วยปั่นสอง
เอแคลล์สาม
ชัคเกล็ดเค็กหนึ่ง
..
..
ทั้งหมดราคา 2 ยิ้ม
ขอบคุณที่มาอุดหนุนขะรับ
โอ๊ะ ลืมเสียสนิท ขออภัยครับ
อ้ะ นี่ครับ
ไม่ต้องทอนนะ :]
อ้าว..จ่ายมาเกิน!
คืนไปหนึ่งยิ้ม
ขอบคุณคร้าบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบ
นันยาง..มิตรรัก
ตอนนี้รองเท้าแตะ…ที่เดือนก่อนโดนตะปูตำ..เป็นรอยโบ๋
เข้าร้านปะพื้นยาง..เรียบร้อย
เลยเดินตุปัดตุเป๋…มาทักทายนันยาง
ตอนนี้รองแตะกำลังจะออกเดินอีกครั้ง
…
แต่ว่าวันนี้ขอเครื่องดื่มกินฟรีสักแก้วนะ
อยากได้กล้วยปั่นเย็นสักเหยือก
เพิ่มความสดชื่นและรื่นรมย์
เพราะหลายสัปดาห์มานี่…ตรอมตรมยิ่งนัก
-รองเท้าแตะ มิตรแท้คู่เดิม-
…
อา..ท่านแตะ
ข้าพเจ้ารู้ท่านเข้มแข็ง
ข้าพเจ้ารู้ว่าท่านเข้มแข็ง..
-นันยางคู่เยิน-
ฝากอักษรกลอนกล่าวมาทายทัก
ตามประสาคนรู้จักและมักจี่
หากหายหน้าหายตาไปนานที
เกรงว่ามิตรที่มีจะลืมกัน
ที่หายไปใช่ว่าจะหนีห่าง
ตัวอักษรยังคงร่างยังสร้างสรรค์
แต่จะหนักทางบันทึกระหว่างวัน
หาสาระสำคัญใช่จะเจอ
มีเรื่องราวหลายหลากฝากรอยริ้ว
นับแต่เรื่องขี้ปะติ๋วเหมือนผดเห่อ
ไปจนถึงเรื่องหนักหนาใหญ่เบ้อเร่อ
กระแทกใจจนเบลอไปเหมือนกัน
แต่วันนี้ฟ้าใสเมฆนิดหน่อย
อากาศดีพาให้พลอยอยากสร้างสรรค์
จรดนิ้วมือพิมพ์อักษรเหมือนวานวัน
เติมช่องไฟที่ว่างพลันให้เต็มเติม
…
ไปเที่ยวเชียงใหม่มาครับ เป็นทริปเที่ยวเมืองเชียงใหม่แบบสั้นๆแต่เติมกำลังใจได้ดีแท้ ไว้จะเขียนเล่าให้ฟังนะครับท่าน
อา..ยินดีนักมิตรรักอักษรสมัย
ท่านห่างไปใจยังนั่งถามหา
ลายอักษรท่านนั้นไม่ธรรมดา
คิดโครงคร่าวขื่อคาค่อยบรรเลง
.
จึ่งได้งานดังเจตน์วิเศษสรร
สาระพันลายเสนาะล้วนเหมาะเหมง
ยินท่านกลับเช่นนี้มีครื้นเครง
จะรอเพลงอักขระนะดีเจท่านคุณนาย
.
คารวะ
แค่หลงทางเข้ามา และหาทางออกไม่เจอหลงอยู่ในนี้ซะนานว่างๆจาเข้ามาติดตามตัวอักษรของท่านไหม่
กลับมาก่อนขะรับ
ท่านลืมจ่ายยิ้ม
แวะมาทักทายขอรับหลังจากหายหน้าไปสักพักใหญ่
ตอนนี้ภรรยาปลอดภัยหายห่วง ขอรับ
ฟู่ (ปาดเหงื่อ)
ขอบคุณมากขอรับ
อา..ยินดีขอรับยินดี
ยินดีต้อนรับกลับสู่ชีวิตปกติ
ชีวิตมักมีเบรคให้เราแก้เบื่ออยู่เนือง ๆ นะขอรับ
.
ข้าพเจ้าเองก็พยายามทำสีหน้าระรื่นไว้
เกรงชีวิตเกิดเห็นว่าข้าพเจ้าเบื่อขึ้นมาหาเรื่องแก้เบื่อให้ล่ะยุ่ง!
.
อืม.. ก็ดูปกตินะท่านดิน.. ที่เปิดเมื่อวาน ยัง update อยู่เลย ใช้ Bloglines ธรรมดานะเจ้าคะ.. ไม่ค่อยโปรด Beta เท่าไร
ถ้าจะลองเปลี่ยนเจ้า ไม่ยากเลยนะเจ้าคะ.. ลอง Google Reader แล้วท่านก็ Export ออกไปใส่ใน Google Reader.. วูบเดียว เสร็จเลยขอรับ ท่านมี Gmail account อยู่แล้ว สามารถใช้อันเดียวกันได้เลย ไม่ยุ่งยาก ไม่ต้องสมัครเพิ่ม
ทำตามดังนี้
๑. เข้า Bloglines
๒. ตรง tab ด้านซ้าย จะมีคำว่า Additional Features เลือกโดนพลัน
๓. เห็นคำว่า Export Subscriptions ไหมขอรับ? น่านล่ะ กดเลย แล้วมันจะให้ save file ชื่อว่า export.opml เก็บเอาไว้ (เพื่อเอาไป import เข้า Google Reader)
๔. เปิด Google Reader
๕. มองไป tab ซ้าย ล่างสุด มีคำว่า Manage Subscriptions .. กดเลย
๖. หน้าที่เปิดได้ จะมีคำว่า Import/Export ตรงเมนู tab
๗. เปิดแล้ว จะเห็นคำว่า Select an OPML file: …
๘. ท่านก็ click Browse แล้วไปเปิด file export.opml ที่เอามาจาก Bloglines ตะกี๊นี้น่ะเจ้าค่ะ
๙. Upload
เพียงเท่านี้ ก็จะได้ทุกๆ feeds มาไว้ใน Google Reader แล้วเจ้าค่ะ
ข้าพเจ้าก็ไปแปะไว้ เป็น backup กันเหนียว เวลา Bloglines เปิดไม่เร็วพอ.. ๕๕
:p
ช่วงนี้ ทำได้เท่านี้จริงๆครับ
ได้เห็นว่าท้องฟ้าท่านยังอยู่ก็ชุ่มใจเหลือคะเนแล้วขะรับ
มาตอบเรื่อง shared items ใน gReader เ้จ้าค่ะ
ดูตามนี้
ขอบพระคุณเจ้าค่ะ
แล้ว skitch.com เนี่ยใช้ทำอะหยังเจ้าคะ?
(ถามเลยจะได้ไม่ต้องนั่งควานอ่าน)
skitch.com คือที่โพสต์รูปเจ้าค่ะ แต่ว่าน่าจะเหมาะกับคนที่เล่น twitter.com มากกว่า.. หากท่านดินหาที่โพสต์รูป ลอง flickr.com นะเจ้าคะ.. เจ๋ง.. แต่ได้ limit ที่ ๒๐๐ รูป.. จะโพสต์ลง flickr เกิน ๒๐๐ ก็ได้.. มันไม่ว่าอะไร เพียงแต่รูปเก่าๆ ก็จะเลื่อนหายไป เรามองไม่เห็น แต่เก็บใน flickr archive.. จะได้เห็นก็ต่อเมื่อ (๑) ลบของใหม่ๆ ออก หรือ (๒) สมัครสมาชิกแบบเสียเงินน่ะเจ้าค่ะ
แต่เขาว่ากันว่า flickr.com ดีมาก
ส่วน skitch.com เป็นของเล่นเล็กๆ น้อยๆ ยังไม่แน่ชัดว่าให้พื้นที่เท่าใด แต่โพสต์ผ่านอีเมลเอาน่ะเจ้าค่ะ (flickr ก็ทำได้)
หรือไม่งั้นก็ picasaweb.com ใช้ได้เหมือนกัน
:p ตอบคำถามไหมนะ
ปล. แปลกมากๆ กดลิงค์มา โต๊ะหน้าร้าน แต่ wp ดันเปิดหน้า แคร่ไม้ไผ่ งงๆ
ขอบคุณขอรับท่านมุก
ตอบแจ่มแจ้งเลยเจียวขะรับ
ทั้งยังเพิ่มเกล็ดเล็กเกล็ดน้อยให้ได้เปิดหูตา
ข้าพเจ้าใช้เน็ตช้า(ถึงช้ามาก)ผ่านซิมน่ะขอรับ
จึงไม่มีปัญญาใช้ฟังก์ชั่นเกี่ยวกับรูปและภาพเคลื่อนไหว (กระทั่งเพลงของ Sonic ยังไม่อาจฟังต่อเนื่องได้เลยขะรับ)
.
ทุกวันนี้สามารถส่งอักษรมอซอจากท้องไร่ท้องนามาปะหน้าเหล่าท่าน นับว่าเป็นบุญเจ้าทุยน้อยเหลือเกินแล้ว
.
ขอบคุณขอรับ..ขอบคุณ..
.
คารวะ
.
ปล. คงไม่แปลกดอกขอรับ WP มีมั่วนิดหน่อยตรงคอหอไปโผล่ผิดหน้า นิดหน่อยจริง ๆ เมื่อเทียบกับที่อื่น
อีกอย่างที่เป็นไปได้ว่า คห. โผล่ผิดหน้า คือ.. ท่านดินตั้งชื่อ post เหมือนกัน.. หรือเปล่า?
อืมม์..จริงสินะ
สวัสดีวันอาทิตย์เจ้าท่านดิน
บ่ะอู้นานล่ะเน้อ…เวลาน้อยขอแบ่งไปเยี่ยมเยียนท่านอื่นบ้าง
ขอรบกวนถามท่านนิด
บทเขียนของผมอันล่าสุด “บอบบาง สวยงาม อันตราย”
ท่านอ่านแล้วรู้สึกว่ามัน ‘จบ’ ไหม?
เอาแค่ความรู้สึกเท่านั้นน่ะท่าน
สั้นๆก็พอ :]
ย่ำค่ำสวัสดิ์ขอรับท่านคุณนาย
ท่านย้ำให้ตอบสั้น ๆ ข้าพเจ้าย่อมมิบังอาจรั้นเกินคำขอ จึงขอตอบดังนี้
‘จบ’ ขอรับ
จบในความรู้สึกข้าพเจ้า เพราะบริบท 4 บอกข้าพเจ้าว่าท่านหมายความรักแบบใด ข้อสรุป 5 จึงเป็นการรูดม่านปิดฉาก ผู้ชมลุกยืนปรบมือแยกย้ายกันกลับ
คารวะ
OOO
เอาล่ะ หากท่านพอมีเวลาแลอารมณ์ ข้างล่างนี้เป็นส่วนเกินข้าพเจ้าแถมท่านด้วยความยินดี
ก็เพราะวันวานอยากคุยกะท่านให้ยาวกว่าที่แหมะไว้ในกล่องคอหอ แต่ยังมีภาระต้องเขียนเรื่องซึ่งควรเป็นลิขิตวัตร แต่ข้าพเจ้าติดนิสัยยามอ่านฟีดสหาย หากปะข้อเขียนใดสะกิดใจชอบที่จะพล่ามยาว ทำเอาเวลาที่ควรใช้เขียนเรื่องเป็นอันต้องหดหาย (จนโดนย่าหนุงใช้ไม้เท้าตีสุนัขแพ่นกบาลมาแล้ว)
วันวานยังเขียนเรื่องไม่ได้สักครึ่งบรรทัด ปะข้อเขียนของท่านอยากแหมะอักษรทรรศน์สักหลายบรรทัดแต่ไม่อาจกระทำ ต้องข่มใจเลิกนิสัยคุ้นเคยเดิม ๆ มิฉะนั้นเรื่องที่เขียนคงไม่จบเสียเป็นแท้
ค่ำนี้บังเอิญเขียน ‘ฝากฯ’ หนึ่งตอนสั้น ๆ จบในเวลารวดเร็ว ปะปุจฉาท่านถึงขนำเช่นนี้มีหรือผู้น้อยจะปล่อยผ่าน ต่อไปคือตะกอนความรู้สึกซึ่งข้าพเจ้าคิดเขียนวันวาน
-1-
ความชื่นชมอันมีต่ออักขระทัศน์ของท่านนั้นหาน้อยเลย ไม่ว่าจะเป็นกลวิธีนำเสนอ วิธีคิด ผูกเรื่องราว หรือโยงเรื่องก่อให้เกิดมิติ สิ่งเหล่านี้เป็นการเขียนเชิงซ้อนซึ่งต้องใช้เวลาครุ่นคิด จัดวาง (แน่ล่ะหากกระทำบ่อย ๆ ย่อมปล่อยคิวโดยไม่ต้องเสียเวลาหาเหลี่ยมมุม)
ปะรูปฟอร์มข้อเขียนปั๊บอยากรู้ทันทีว่าเที่ยวนี้ท่านจะมีอะไรมาบอกกล่าว (นั่นคือวินาทีรู้สึกแรกที่โผล่เข้าไปห้องส่งท่าน)
-2-
วินาทีสอง ข้าพเจ้าคิดถึงงานเขียนท่านนิ้วฯ
ท่านนิ้วฯ หยิบจับเรื่องราวรอบตัวมาวางบนเขียงแล้วใช้ทัศนะ อารมณ์ ความรู้สึกแทนมีดคมหั่นตรงโน้นซอยตรงนี้ ปรุงรสด้วยลูกเล่นนำเสนออีกนิดหน่อย ได้ความเรียงคุณภาพมีมิติ ไม่ชี้นำ ไม่สอน แต่ตัวอักษรชักชวนให้คิดตาม
ไม่ทราบเป็นเพราะท่านคุ้นเคยกับงานท่านนิ้วฯ หรือโดยเจตนา ข้าพเจ้าเห็นมิติที่ว่าจากข้อเขียนท่าน (จึงคอยติดตามเรื่อยมา กว่าจะคลอดแต่ละข้อแต่ละเขียน..คอยจนคางเหลืองอ๋อย)
ขออย่าได้คิดเห็นไปว่าข้าพเจ้าเปรียบเทียบข้อเขียนท่านกับงานท่านนิ้วฯ เลย ลักษณะงานเช่นนี้อยู่ในมืออาชีพหลาย ๆ คน (คุยกับประภาสฯ ก็ด้วย) เพียงใคร่เรียนว่า นั่นเป็นหนทางที่ชวนเดินไม่หยอก อยากเห็นท่านเดินต่อไป
-3-
เอาล่ะ–วินาทีสามก็คือ ข้อความซึ่งแหมะไว้ที่ห้องส่งท่านนั่นแล
บอบบาง สวยงาม และอันตราย มีด! มีดแน่ ๆ หากนั่นคือความรัก แล้วแต่อยู่ในมือใคร! จะใช้หั่นผักปรุงอาหาร หรือหั่นอะไร? คงต้องตัวใครตัวมันล่ะทีนี้
คารวะ
จะน่าเกลียดเกินไปไหมที่จะขอแค่กล่าวคำสั้นๆว่า
ขอบคุณมากครับ ขอบคุณจริงๆ :]
ด้วยความยินดีขอรับท่านคุณนาย
ฟ้าฝากฝนละอองฝอยลบรอยฝุ่น
ดับกองไฟที่คุกรุ่นหมดแรงล้า
แต่มิอาจดับไฟฝันวันเวลา
เพราะฝ้าฟ้ายังอยู่ท้าให้แหงนมอง
ฟ้าฝากฝนคนฝากฝันลบรอยขุ่น
เป็นฟืนฝันให้ตักตุนมิให้หมอง
ตราบฟ้ากว้างยังฝากฝนเป็นละออง
มิกลัวต้องขาดฟืนฝัน…ฉันมั่นใจ
:]
โยว! เจ๋ง!
ชื่นชม….ลายลักษณ์อักษรบทสนทนาของท่านทั้งหลายช่างคมตามนวิสัยกวีจริงๆ
นานเหลือเกินที่ฉันห่างเหินกับการอ่าน …..จิตสอดส่ายดูแต่ภาพที่ปรากฎบนจอ สี่เหลี่ยม
แต่มันจะจริงหรือไม่จริงก็แล้วแต่เขาจะนำเสนอ ใช้ปัญญาพิจารณากันเอาเอง
เลยลืมความละเมียดละมัย ของอักขระ และฉันก็จินตานาการตามการสนทนาของท่าน
มีความสุขจริงๆ….ความสุขเล็กๆน้อยที่หาได้
อรุณสวัสดิ์ขอรับท่านตะขบป่า
ขอบคุณลายอักษรประจงฝากไว้
ความสุขเป็นมวลไร้รูปชนิดหนึ่งที่สามารถสะท้อนไปมาไม่ต่างแสงต้องกระจกเงา ความสุขเล็ก ๆ น้อย ๆ ท่านสะท้อนกลับมา ส่งเป็นความสุขให้ข้าพเจ้าอิ่มยิ้มว่าวันเวลาขีดเขียนหาได้ล่วงเปล่าเลย
เพียงคำ ‘กวี’ นั้นมิบังอาจรับไว้ ด้วยเจียมใจตนตลอดมาว่าเกินเอื้อม คำนั้นงามเกินเกรงอักขระอัปลักษณ์จะทำเปื้อน ท่านตะขบป่าสุขใจยามผ่านตา นับเป็นอุ่นอาภรณ์ให้ผู้น้อยสวมใส่ฝันฝ่าสายลมหนาวเหน็บไปบนถนนอักษรนี่โดยเปรมใจแล้ว
กลับมาเยี่ยมอีกนะขอรับ
คารวะ
ถึงสหายดินที่น่ารัก
นึกแล้วนึกอีกว่าจะเริ่มต้นเขียนถึงท่านว่าอย่างไรดี ก็เริ่มมันตรง
ที่ว่าผมนึกแล้วนึกอีกนี่แหละ (ดูจริงใจดี) ไม่ได้คุยกับท่านนาน
ไม่ใช่ว่าไม่อยากคุยนะขอรับ เพียงแต่ว่า อืม.. ใช่ เพียงแต่ว่า มัน
ไม่สบโอกาสขอรับ (คำนี้เหมาะสุดเท่าที่คิดได้ไม่ว่ากันนะขอรับ)
ความยินดีที่ท่านได้หย่อนไว้ในบลอค ผมทำการ copy ไป paste เก็บไว้
ใน folder เรื่องน่ายินดี เรียบร้อยแล้ว ขอบคุณมากขอรับ
สักระยะหนึ่งแล้ว ที่ผมลองเขียนบันทึกให้ได้สักวันละหน้า โดยตั้งโจทย์
กับตัวเองเอาไว้ว่า จะนำเรื่องที่น่าสนใจที่สุดที่พบเจอในแต่ละวันมาถ่ายทอดลงกระดาษ
ไม่ว่าจะเป็น การเขียน/วาด/ถ่ายภาพ/ฯลฯ เพื่อฝึกเขียนแลเรียบเรียงความคิด
เมื่อเขียนไปได้สักระยะหนึ่ง(เมื่อวานครบหนึ่งเดือนพอดิบพอดี) ก็พบว่า
ชีวิตประจำวันของผมมันไม่ได้มีอะไรน่าสนใจเลยสักนิด ทุกวันดำเนิน
วนเวียนซ้ำซาก แต่ที่น่าแปลกคือผมพบว่าความซ้ำซากน่าเบื่อของชีวิตประจำวัน
หาเป็นอุปสรรคในการบันทึกให้น่าสนใจ กลับเป็นห้วงอารมณ์ที่กำลังบันทึกมากกว่า
ที่เป็นอุปสรรคที่แท้ขอรับ
การถ่ายทอดเรื่องราวต่างๆ ลงบนกระดาษจึงเหมือนเป็นการฝึกความคุมอารมณ์
ในชั่วขณะนั้น และพบว่าเรื่องที่เขียนจะสนุกหรือไม่อยู่ที่ขณะจิตบันทึกมากกว่าเรื่องราวที่
นำมาบันทึกเสียอีกขอรับ ว่ากันเฉพาะ’ความสนุก’ขอรับส่วนจะบันทึกได้ดีหรือเปล่าคง
ต้องใช้การฝึกฝนที่ยาวนานเท่านั้น (ยังคงต้องเตาะแตะต่อไป)
ส่วนคำถามที่ผมค้างท่านไว้นานนนน เรื่องที่ถามว่า ทำไมไม่ลองเขียนการ์ตูน
สามช่องจบดู เห็นจะต้องตอบแบบง่ายๆ คือบ่มีปัญญาขอรับ (เอิ๊ก) การ์ตูนลักษณะนี้
มีผู้เขียนไว้มากนับมากนับมาก ผมจนปัญญาหาช่องว่างแทรกตัวลงไปได้
ส่วนความฝันที่อยากเห็นตัวเองผลิตงานแบบไหนออกมานั้น ผมฝันว่า
อยากเห็นงานที่ผสมผสาน การเขียนกับภาพการ์ตูนให้ออกมาเป็นเนื้อเดียว
ผมมองว่าภาพกับตัวหนังสือเป็นสื่อคนละชนิดที่ให้ความหมายต่างกันไม่สามารถใช้แทนกันได้
หากแต่สามารถผสานกันได้ อย่างที่ญี่ปุ่นผลิต ‘การ์ตูนมังงะ’ ออกมาอย่างลงตัว
แต่ผมคิดว่าอยากหารูปแบบเฉพาะตัวเองที่ไม่ใช่แบบนั้นขอรับ ซึ่งไม่แน่ใจว่า
มันมีไหม แต่ก็น่าค้นหาขอรับ (เจอไม่เจอก็ช่างมันขอรับได้ลองหาก็สนุกดี)
อา~ ผมขอถามท่านคืนบ้าง ท่านดิน ท่านเขียนไปทำไม? ท่านคาดหวังอะไรอยู่?
จริงๆ แล้วผมพบคำถามลักษณะนี้บ่อยเหมือนกันที่ห้อง คุยกับวินทร์ เลียววาริณ
แต่คำถามแบบนี้มันไม่น่าสนใจเพราะคนที่ถูกถามผ่านพ้นจุดอิ่มตัวมาแล้ว
ถึงสหายท่านอัมที่น่าอำ
“นึกแล้วนึกอีกว่าจะเริ่มต้นเขียนถึงท่านว่าอย่างไรดี ก็เริ่มมันตรงที่ว่าผมนึกแล้วนึกอีกนี่แหละ (ดูจริงใจดี)”
กล่าวเยี่ยงนี้ ความหมายระหว่างวรรคบอกข้าพเจ้าว่า “ท่านชักจะเก๋าแฮะ!” ข้าพเจ้าเองเพิ่งคิดเล่นกับภาษาทำนองนี้ ‘ล้อความรู้สึกนึกคิดของผู้พูดในไดอาล็อค’ อย่าง ‘กล่าวจบอัมโป๊รู้สึกว่าจริงใจดี’ (แปลว่าแท้จริงแล้วอาจไม่จริงใจ ฮ่า ฮ่า ฮ่า)
“ความยินดีที่ท่านได้หย่อนไว้ในบลอค ผมทำการ copy ไป paste เก็บไว้ใน folder เรื่องน่ายินดี เรียบร้อยแล้ว ขอบคุณมากขอรับ”
(อา..ท่านมีโฟลเดอร์เรื่องน่ายินดีเชียวเรอะ!? ร้ายกาจ! ร้ายกาจ!)
ผู้น้อยพลอยยินดีให้กับตนเอง
มีบ้างบางคนพูดหลายคำเปลีองเวลาครึ่งค่อนวันกลับเข้าใจไปคนละเรื่อง (จะเป็นพูดไม่รู้เรื่องหรือฟังไม่รู้เรื่องก็เถอะ..ผลเป็นเดียว)
กลับมีบ้างบางคน เอ่ยเพียงสองสามคำได้ความยาวไกล
ที่ผ่านมาข้าพเจ้าใช้เวลาฝึกฝนเรียบเรียงความคิด (โดยอาศัยบล็อกสหายนี่แหละ) กระทั่งย่าหนุงแพ่นไม้ตะพด ประจงยกกระโถนน้ำหมากสาดโครมให้ “เลิกโม้ได้แล้วพ่อคู้ณณ เขียนให้เป็นเรื่องเป็นราวเสียที!” นั่นแหละข้าพเจ้าจึงกระทำการหยุดเทศกาลน้ำท่วมทุ่งผักบุ้งโหลงเหลง หันเริ่มประเลงเขียนเรื่อง
ยามโผล่ไปทักท่าน เป็นธรรมดา เตรียมความในใจไปสามกระบุง พอเริ่มจิ้ม ใบหน้าและดวงตาหลังแว่นดุ ๆ ก็โผล่ ไม่ต้องรอให้น้ำหมากกระจาย ข้าพเจ้าเร่งประมาลถ้อยคำนำสามกระบุงมากรองเอาแต่เนื้อ ๆ ได้ดังท่านเห็นนั่นแล
ความที่ซุกอยู่เบื้องหลังนั้น เป็นตัวอักษรยินดียาวยืดเทียวล่ะทั่ลล์
การเขียนวันละหน้าบอกอะไรต่อมิอะไรมากหลาย เพียงทราบว่าท่านลงมือปฏิบัติ ข้าพเจ้ามีเรื่องราวที่ตะบี้ตะบันฝึกฝนอยากเรียบเรียงออกมาพูดคุยดูว่าเจอะเจออะไรบ้าง? ผลเป็นเช่นไร? (ก่อนลงมือโม้มักไม่รู้ว่าที่สุดแล้วจะพบอะไร โดยมากคำตอบมันเล่นซ่อนหากว่าพบก็จวนบรรทัดสุดท้าย)
ท่านโผล่มาเที่ยวนี้ ช่วยข้าพเจ้าไม่ต้องเปลืองขมองเรียบเรียงขี้เลื้อยยุ่งเหยิงตน ข้าพเจ้าได้แต่รำพึง ‘ที่สุดท่านก็พบแล้ว’ (พลอยทำข้าพเจ้าพบไปด้วย)
คนฝึกเขียนหนังสือโดยมากมีปัญหา ‘ไม่รู้เขียนอะไร?’ ‘ไม่มีพล็อตดี ๆ’ ‘ไม่มีแรงบันดาลใจ’ บางท่านถึงกับต้องไปนั่งคุ้ยค้นกองขยะเทศบาล ถังข้าวสาร ตู้เสื้อผ้า ไม่ก็กระเป๋าถือภรรยา (จนโดนดี)
การเล่าเรื่องดำเนินมายาวนานเท่าการเดินทางของมนุษยชาติ
ทุกเรื่องทุกพล็อตล้วนถูกเล่าถูกเขียนมาหมดแล้ว ชีวิตล้วนเกิดแก่เจ็บตายซ้ำซากจำเจ เพียงเล่าอย่างไรให้น่าฟัง น่าสนใจ เล่าด้วยภาษาสำเนียงของเราเอง
เรื่องธรรมดาเมื่อบอกเล่าโดยนักเล่าชั้นยอด ล้วนน่าสนใจ นั่นเพราะทักษะเล่าของเขา ทักษะที่มีอยู่แล้วในยีนส์สืบทอดของมนุษย์ เพียงเราค้นให้พบและพัฒนาให้อยู่มือจนใช้ได้ดังใจ
กระทั่ง ‘อารมณ์’ ก็เป็นหนึ่งในอุปสรรคฝึกฝน ฝึกฝนจนกว่าเขียนได้ในทุกอารมณ์ การสามารถเขียนเรื่องต่อไปได้ รักษาอารมณ์เรื่องอยู่ได้ขณะอารมณ์ชีวิตเคลื่อนไหวไป ต้องอาศัยคร่ำกรำ จากบทความสั้น ๆ ค่อยสืบเนื่องอารมณ์ที่ยาวขึ้นยาวขึ้น จนเป็นนิยายหลายร้อยหน้า
เมื่อลุทักษะไม่ว่าหยิบเรื่องใดมาเล่าล้วนน่าฟังน่าสนใจ
เราเพียงเดินทางไปให้ถึงทักษะตรงนั้น ณ ตำแหน่งนั้น เรื่องราว เวลา อารมณ์ หาใช่อุปสรรคอีกต่อไป
ทั้งหมดล้วนเริ่มที่หน้าแรกทีละวัน
ที่สุดท่านก็พบ ท่านอัม! ขอได้รับการคารวะ
คำตอบเรื่องการ์ตูนสามช่อง ทำข้าพเจ้าแจ้งตา บริพาสท่าน(ในใจ)เสียนาน ต้องขอประทานโทษด้วยขอรับ การค้นหารูปแบบเฉพาะตัว(ที่ไม่แน่ว่าจะมีไหม)เป็นความเร้าใจชนิดหนึ่ง ทั้งยังเป็นความกล้าหาญไม่ยอมย่ำเดินบนหนทางซ้ำรอยที่ง่ายและปลอดภัย มีแต่ผู้ยินยอมบากบั่นเช่นนี้จึงลิ้มรสอิสระภาพแท้จริง
กระบี่ท่านบรรลุระดับเปลี่ยนแปรดังใจแล้ว ไม่ว่าสำแดงกระบวนท่าเยี่ยงไรผู้น้อยล้วนรอคอยชื่นชม
เขียนไปทำไม?
คาดหวังอะไร?
ข้าพเจ้าเดาว่าเราเข้าใจตรงกัน วิสัชนาของคำถามนี้เคลื่อนไหวไปตามแต่วุฒิภาวะวันเวลาฝึกฝน ท่านปุจฉาเอากับมะม่วงแช่ยังไม่อิ่มเช่นข้าพเจ้าเห็นทีรสชาติคงอยู่ที่ตอบแต่ละทีไม่เคยเหมือนเดิม
เขียนของข้าพเจ้ายามนี้คือการฝึกฝน ฝีกฝนและฝึกฝน จนกว่าใช้ทักษะได้ดังใจ(เช่นท่านเขียนลูก ๆ ของท่าน) หากมีวันนั้นข้าพเจ้าคงเสาะหามรรคาตนดังท่านกำลังกระทำ
คาดหวังอะไร?
ข้าพเจ้าเห็นทีจะต้องตอบว่า ‘ไม่คาดหวังอะไร” (เพราะฟังดูเซ็นดี)
แต่ถ้าจะตอบอย่างจริงใจ ชีวิตข้าพเจ้าเหมาะแล้วที่จะอยู่เงียบ ๆ ไม่วุ่นวายกับผู้คน ไม่วุ่นทั้งทางโลกทางธรรม
เขียนหนังสือนี่แหละนะท่านนะ
คารวะ
ปล. ท่านมีความคิดเห็นอย่างไรกับแนวงานของจิมมี่ เลียว? (เรียนท่านตามสัตย์ปะงานจิมมี่ เลียวแต่ละทีข้าพเจ้าอดคิดไม่ได้ทุกที ‘ทำไมไม่เป็นท่านอัม’ (ฟะ))
ลวดลายอักษรช่างคม จริงๆ ….คนอ่านแล้ว อดอมยิ้มมิได้
ขอคารวะ
คุยกับเดือนได้ไหม…
มองดูเดือน เหมือนเตือนให้ใจคิดถึง…
ที่รักจ๋าหนุ่มนารำพึง
คิดถึงนงคราญบ้านนา..(โอว..เย)
พอไกลลืมกัน สาบานก็ลืมสัญญา ปล่อยให้หลงคอยท่า ลับลาไม่มาแม้เงา (โว้ว…โว)
(ถูกป่าวหว่า)
อรุณสวัสดิ์เช้าๆวันหยุดครับ :]
อ้าว..เหรอ!?
วันหยุดหรอกเหรอทั่น!?
ข้าพเจ้ากำลังจะทำงานอยู่แระเชีย!
อรุณสวัสดิ์ ประเทศไทย
สงขลาอากาศเป็นเยี่ยงไร?
ที่เชียงใหม่ ฟ้ากำลังสวย หมู่เมฆ มีทรวงทรง งดงามใจยิ่งนัก
อดใจไม่ไหว เลยเก็บภาพมาฝากท่านโดยเฉพาะ!!!
เอ๊ก อี เอ๊ก ประเทศไทย
ไม่ทราบว่าระบบping ของกระผม มันสำเร็จไหมเอ่ย?
ทราบแล้วเปลี่ยน !
เรไรร่อนร้อง ต้องลมแล้วก็ล่องลอยไกล ดอกสร้อยสุมาลา ไปแล้วเมื่อไรจะกลับเอย ฯ
>>
แม้จะไม่ใช่ดอกสร้อยสุมาลา แต่ก็กลับมาแล้ว เช่นกัน ขอรับ
อรุณสวัสดิ์
เกือบเที่ยงสวัสดิ์ ขอรับ
ช่วงนี้เราไม่ค่อยได้สนทนากันแบบหูดับตับไหม้ สักเท่าไร
อาจเป็นเพราะทางฝั่งกระผมมีปัญหาเรื่อง wireless เจ้ากรรม ที่รู้สึกจะงอแงชอบกล…
แต่ก็รู้สึกยินดีเสมอ ยามที่ท่านแวะเวียนไปทักทาย แลกเปลี่ยนทัศนะอยู่เป็นนิจ
คารวะ 1 ไห…
อิ่มเที่ยงแล้วสวัสดิ์ขอรับท่านอิ่ม
เพิ่งซักผ้าเสร็จ กลับมาถึงขนำเปียกซ่กอีกแล้ว! เหงื่อมันไหลขะรับ ที่อาบน้ำกับขนำห่างกันประมาณร้อยเมตร ปกติข้าพเจ้าเลี่ยงไม่ยอมไปตอนเที่ยงวัน วันนี้เกิดฟิต อยากซักผ้าจัดขนำให้เรียบร้อย ต้อนรับเดือนใหม่เสียหน่อย
ยินดีที่ทราบว่าท่านยินดี
ท่านอัพบล็อกทีก็เหมือนเคาะปากกะตูกระต๊อบข้าพเจ้าทีน่ะขะรับ(ฟีดมันมา) ข้าพเจ้าก็เลยแจ้นไปด้อม ๆ มอง ๆ ชาเล่ท์ท่านที
บางครั้งข้าพเจ้าเคยถามตัวเอง “เราอ่านบล็อกสหายเพราะอะไร?”
คำตอบมีอยู่เยอะแยะมากมายขอรับ คำตอบหนึ่งที่ได้รับจากบันทึกดิโอลด์สยามของท่าน ก็คือ ตัวอักษรเหล่านั้นนำเราไปยังอีกที่ในเวลาสองสามนาทีสั้น ๆ แน่ล่ะด้วยยานภาษาที่เบอะนั่งนุ่มสบาย
จากนั้นเราก็กลับมายังโลกเดิม ๆ ของเรา ปฏิบัติกิจประจำวันต่อไป แน่ล่ะ!(อีกที) ใช้บริการยานภาษาที่สหายบรรจงดูแลกลไกขับเคลื่อน ใช้เวลาปรับปรุงระบบนำร่องจนยานสามารถผ่านมิติได้อย่างราบรื่นนั้น ฐานะสหายจึงฝากตัวอักษรไว้สำหรับเป็นเชื้อเพลิงขับเคลื่อนในครั้งต่อ ๆ ไป
ข้าพเจ้าเคยสงสัยใจ
ทำไมรู้สึกผิด? : ยามอ่านบล็อกที่ตั้งใจเขียนใช้เวลาเลือกรูปอัพรูป ไม่มีอักษรพิมพ์ผิดพลาดแม้สักครึ่งตัว จนไอเท็มนั้น ๆ ออกมาสมบูรณ์สวยงาม แต่อ่านจบแล้วปิดหน้าเสียเฉย ไม่ฝากแม้คำขอบคุณ
เคยบอกตัวเองว่า “ก็ทีอ่านหนังสือพิมพ์นิตยสารไม่เห็นต้องขอบคุณคอลัมนิสต์เลยนี่นา อ่านจบก็ปิดเล่ม ไม่มีความรู้สึกผิดด้วย!”
แล้วมาคิดได้ว่า พวกเขามีรายได้ตอบแทนแล้ว คำทักทายจากคนอ่านถือเป็นของแถม แต่คนเขียนบล็อกไม่มีอะไรตอบแทน นอกเสียจากความสุขจากการได้รับรู้ว่าคนอ่านมีความสุข
เราใช้เวลาว่างสร้างงานเขียนด้วยใจรัก ฐานะผู้อ่านทั่วไป ไม่เป็นไรหากจะผ่านตาแล้วเลยไป แต่ฐานะสหาย แม้ทัศนะจะมอซอเพียงไร ย่ำชาเล่ท์ท่านแล้วข้าพเจ้าจะต้องขอฝากอักษรอัปลักษณ์เลอะเทอะเปรอะเรือนท่านสักตัวสองตัวล่ะ!
คารวะคว่ำไห!
ท่านดิน…ไหงคอมเม้นต์ ณ ดาวร่วงไม่ได้เล่า
หรือไม่อยากยลยินเสียงข้าเจ้า
ไม่เป็นไร ถึงท่านไม่อยากยล
ทว่าข้าเจ้าต้องการนำอักษรามาบรรณาการ
- – -
ความจริงไหนเล่าจันทร์เจ้าขา
บดบังดวงดารากระพริบแสง
แผ่วเศร้าโศกเร้าเหงาสำแดง
อ่อนระโหยโรยแรงแพลงจิตใจ
ฝันใดไหนเล่าจันทร์เจ้าขา
ปลอบดาราคราแสงสั้นนั้นสั่นไหว
นั่นไงอีกหนึ่งดาวบนฟากฟ้าไกล
สว่างไสวกระพริบแสงแรงส่งกัน
เวิ้งฟ้าแสนกว้างใช่ไหมจันทร์เจ้าขา
แสงนวลตาส่องมาจึงแปรผัน
แลเห็นเพียงภาพอดีตแห่งกาลกัลป์
เยาะเย้นหยันรอยคำนึงซึ้งดวงเงา
มหกรรมชีวีที่ซ้ำซาก
เดินจากฟากความจริงหยิ่งและเขลา
สู่ฝั่งฝันนิรมิตอันบางเบา
กล่อมขัดเกลารอยร้าวทางวิญญาณ
ด้วยจิตคาราวะ
แม่เพลง
บ่ายสวัสดิ์ ขอรับ
ขอบคุณสำหรับความใน…รู้สึกซาบซึ้งใจอยู่มากโข
ที่ท่านใส่ใจในสิ่งเล็กๆน้อยๆ(แต่ตั้งใจ) ที่กระผมนำเสนอ
ก็ไม่รู้จะบอกใคร อย่างไรดี? แต่เอาเป็นว่ามันมีความสุขที่จะทำ
เยี่ยงท่าน เยี่ยงใครอีกหลายคน ที่ตั้งใจจะทำสิ่งที่รัก อย่างมีความสุข
แม้มันจะเป็นเพียงเรื่องสมมติ เมื่อถึงวันหนึ่ง…
แต่อย่างน้อยๆ มันก็ยังมีค่า…ระหว่างที่เรายังมีชีวิตอยู่…
เราสนทนาโดยไม่รู้จักหน้าตา ไม่รู้จักหัวนอนปลายเท้ากันเท่าใดนัก
แต่มันก็ไม่ใช่เหตุผลที่จะปฏิเสธ การเรียนรู้ต่อกันเท่าที่จะเป็นไปได้
เรื่องบางเรื่อง แม้อาจดูผิวเผิน เพียงเปลือก…ไม่ได้หมายความว่า ไม่น่าเอ่ยถึง
ผิดกับบางเรื่อง เมื่อเราพยายามกระเทาะ เพื่อรู้จักถึงแก่นสาร
แต่บางครั้งเรากลับพบว่า มันกลับไม่น่าที่จะเอ่ยถึง…
เมื่อปลายทาง มันอาจเป็นแค่เรื่องที่เราอุปโลกขึ้นมา ปรุงแต่งคั่นเวลาและพื้นที่เท่านั้น…
แด่สหาย”ธุลีดิน”กระผมชื่นชอบนามแฝงนี้ยิ่งนัก เพราะทำให้หัวใจ…ได้ตระหนักว่า
สุดท้ายเราก็แค่ผงฝุ่นในสายลม…แค่เพียงผงฝุ่นของกาลเวลา
Dust in the wind
All we are is dust in the wind
Dust in the wind
All we are is dust in the wind
I close my eyes
Only for a moment, then the moment’s gone
All my dreams
Pass before my eyes, a curiosity
Dust in the wind
All we are is dust in the wind
It’s the same old song
We’re just a drop of water, in an endless sea
All we do
Just crumbles to the ground, though we refuse to see
Dust in the wind
All we are is dust in the wind
Life’s too short brothers and sisters
Dust in the wind
All we are is dust in the wind
Don’t hang on
Nothing lasts forever, but the earth and sky
It’s there always
And all your money won’t another minute buy
Dust. . . all we are is dust in the wind
Life’s too short brothers and sisters
Dust. . . all we are is dust in the wind
Open your eyes you’ve acquired quite a bit
Keep your balance don’t you slip
It could all end instantly as you will see
Time waits for no one, it just moves on
There is a white one
Who won’t accept the black one
Who won’t accept the yellow one
Who can’t accept the white. . .
When will we learn
That all we are is dust in the wind
Time for the healing to begin
All we is are dust in the wind
Time for the healing to begin
All we are is dust in the wind
Everything is dust in the wind
หากล่องลงในความฝันมิได้?
ย่องเข้ามา อ้าวนอนแล้วเรอะ จะชวนกินถั่วแกล้วช้างเสียหน่อย
พรุ่งนี้มีคิวดูหนังแห่น แอน โบเล็น นำแสดงโดย น้องนา…พอร์ตแมน
อรุณสวัสดิ์ขอรับ
โหลๆ…มีใครอยู่มั้ย???
เอาดอกไม้มาฝากจ้า…
สงสัยจะไปตกกุ้ง…
ถ้างั้นเอาดอกไม้วางไว้ที่บนแคร่ข้างขนำนะ… ขอรับ
ไปแว้ว…ว
ขอประทานโทษสวัสดิ์ขอรับมวลมิตร
สหายเดินทางไกลมาชักชวนออกเดินทางโดยปุบปับ ไม่ทันร่ำลาข้าพเจ้าจึ่งหายหน้าไปโดยปับปุบ เพิ่งกลับมาถึง ณ บัดนาทีนี้เอง
ขอบคุณ ‘ผงฝุ่นในสายลมแห่งกาลเวลา’ กำนัลจากท่านอิ่ม เป็นเพลงที่ข้าพเจ้าคลอกีต้าร์ตั้งแต่ครั้งมัธยมไม่คาดคิดว่าวันนี้จะทะเล่อทะล่ากลายเป็นธุลีดินไปเสียจริง ๆ ความชื่นชอบความหมายของบทเพลงนี้ในตอนนั้น ไม่เหมือนกับวันเวลานี้เลยขอรับ
ยามนั้นเพียงรู้สึกว่าใช่เราชอบความหมายเยี่ยงนั้นวิธีคิดอย่างนั้น ถึงวันนี้ ไม่รู้สึกรู้สาอะไรแล้ว ได้แต่พยักหน้าหงึก ๆ ๆ ๆ ฝุ่นดินจะไปคิดอะไรมากมาย จริงไหมขอรับ?…ขอบคุณสำหรับคำทบทวนเนื้อหาบทเพลง ขอบคุณจริง ๆ
ท่านเพลงกับพี่ท่านขอรับ
เพิ่งถามหาท่านเพลงที่ร้านหนังสือประทีปแหมบ ๆ ดีใจที่แพลมมาแล้ว ทั้งยังมีชะลอมอักษรสัมผัสมาฝาก(ข้าพเจ้าขอนำเข้าลิ้นชักเลยนะขอรับ)
สองท่านคงไม่ทันผ่านตาไอเท็มก่อนหน้า (หัวข้อ ‘คุยกับดิน’ ) ในนั้นข้าพเจ้าแจงอรรถารมณ์แล้วไยจึงคิดปิดคอมเม้นท์ คงไว้แต่หน้า ‘คุยกับดิน’ แห่งนี้ ช่วงแรกอาจนำความไม่สะดวกมือแก่สหายที่เคารพสักหลายเพลา อีกสองสามหน่อยก็คงคุ้น
ขออาบน้ำอาบท่าก่อน วันพรุ่งคงกลับเข้าอักขระวัตรปกติ
แล้วเจอกัลล์ขอรับ
คารวะ
สายสวัสดิ์…
“ในความฝันนั้นราวดวงดาวร่วง…”
โถ…อะไรมันจะช้ำปานฉะนี้ อ่านแล้วมันอิน
อ่ะ…ถ้างั้นเอาเพลงนี้ไปฟังเลยล่ะกัน Fighting Girl
>> เข้าไปที่บล็อกกระผม ฉบับวันนี้ ก็แล้วกันนะขอรับ
เอามาฝากโทษฐานไม่เจอกันหลายวัน
ปลายสายสวัสดิ์ขอรับท่านอิ่ม
ฮ่า ฮ่า ข้าพเจ้าชอบชื่อหัวเรื่องนั่นจริง ๆ มันโผล่ขึ้นมาเองโดยไม่เจตนา หนตั้นเขียนไว้แค่ ‘ดาวร่วง’ ขอรับ แล้วให้ขัดข้องใจว่ามันห้วน(คล้ายฟันร่วง)ยังไงชอบกลอยู่ จู่ จู่ อะไรไม่รู้ข้างในก็ส่งตัวอักษรออกมาเพิ่ม
ฮ่า ฮ่า เป็นอันว่า ตัวอักษรทั้งหมด เป็นเรื่องความบังเอิญกับการเคลื่อนไปของกาลเวลา ข้าพเจ้าหาได้เกี่ยวแม้สักน้อยนิด
ที่เหลือก็แค่ ช้ำ ช้ำ ช้ำ ฮ่า ฮ่า
แล้วจะตามไปฟังช่วงน้ำชาเบรคยามบ่ายขอรับ
เขียนหนังสือต่อล่ะ
คารวะ
ยามบ่ายสวัสดิ์ขอรับ
ท่านพี่ทานข้าวหรือยัง อาการเป็นอย่างไรบ้าง…ขอรับ
ทางนี้ในตกตลอด สองวัน เลิกงาน หกโมงครับ แล้วได้หยุดวันเสาร์อาทิตย์
เหนื่อยกับการเดินทางนิดหน่อยขอรับ…
ยามใกล้เย็นสวัสดิ์เจ้าท่านดิน
ยลว่าท่านเขียนหนังสือต่อข้าเจ้าดีใจขนาด
ไม่ว่าจะไปไกลขนาดไหนสุดท้ายคนอย่างเราๆ ก็ล้วนถวิลหาและกลับมาหาการเขียนได้อยู่ดีใช่ไหมท่าน
เมื่อคืนดูเอเอฟ ครูกานต์คอมเม้นท์น้องปั๊มว่าการซ้อมมากหากซ้อมอยู่กับตัวเองนั้น
มันมักทำให้เราคิดเข้าข้างตนว่าดีแล้ว
คงเหมือนยามเราแบ่งปันเรื่องราวและคำติชมในกันล่ะนะท่าน
ต้องขอบคุณท่านดิน ท่านประทีปและป๋าไอซ์ได้อะไรจากท่านทั้งสามเยอะเชียว
คาราวะ
ยามเย็นสวัสดิ์ขอรับพี่ท่าน
ทางนี้แดดจัดจ้า ว่าง ๆ เมฆฝนผ่านมาทักทายพอชุ่มฉ่ำ รางน้ำฝนไม่ทันชะใบไม้ น้ำในโอ่งยังไม่ขยับก็แล้งลา
ข้าพเจ้าปรับเข็มการเขียนมาเป็นวันละหน้า จะสั้นจะยาวไม่ถือสาหาความ หากบางวันบางอารมณ์เขียนได้มากกว่านั้นถือเสียว่าของแถม แต่นี้คงผ่อนใจลงเลิกบีบคั้นตัวเอง (เดือนก่อนเครียดชะมัด! อยากจะฝึกเขียนเร็ว จะทำวันละสี่หน้าขอรับ ไป ๆ มา ๆ บ๋อแบ๋ เวลามันจะเขียนไม่ไปเข็นอย่างไรก็ไม่ขยับเสียจริง ๆ หากยังขืนดันทุรังมีแต่จะพาลประสาทเสื่อม..ยอมแระ!)
เย็นนี้ว่าจะชวนทานข้าวเสียหน่อย พี่ท่านเลิกงานหกโมงเยี่ยงนั้น ผู้น้อยขอล่วงหน้าไปก่อนนะขะรับ แกงพุงปลากับยอดกระถินหาเก็บเอาแถว ๆ นี้ล่ะ
คารวะ
อ๊ะ! ท่านเพลงปาดหน้า
ก็แล้วท่านยลยินประการใดจึ่งเข้าใจไปว่าผู้น้อยจะหยุดเขียนหนังสือเล่าขะรับ?
การเขียนหนังสือของข้าพเจ้าเป็นกระบวนการย้อนกลับ(เขียนจากหลังไปหน้า) ทั้งไม่ใช่การทดลองทางควอนตั้มลิขิต จึ่งเห็นทีเลิกยากอยู่
ฮ่า ฮ่า จากพี่ท่านประทีปะ ป๋าไอซ์ล่ะพอได้ แต่จากข้าพเจ้าเนี่ยคงเป็นผงขี้เลื่อยระคายตาเสียล่ะไม่ว่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า แต่ว่าก็ว่าเถอะขอรับ ความพอเหมาะพอดีตรงนี้อยู่ที่จิตใจเปิดกว้างของท่านเป็นสำคัญ มีนะบางท่าน รับคำแนะนำจากพี่ท่านอานันท์นอกจากไม่รู้สึกรู้สาขอบคุณขอบใจ กลับโกรธ เช่นนั้นเวลา(ดื่มเบียร์)ที่เอามานั่งอ่าน นั่งเขียนคำแนะนำของพี่ท่านอานันท์จะคงอรรถประโยชน์ใด ตัวอักษรของท่านผู้นั้นจึ่งยังคงวนเวียนค้นหาทางออกอยู่ในเขาวงกตแห่งความหลงตน
เรื่องนี้เกี่ยวพันถึงอุปนิสัยใจคอ วุฒิภาวะ ประสบการณ์ชีวิต ทั้งหมดกำหนดชะตาชีวิต หาใช่พรหมลิขิตเลย
ยินดีที่ปะท่านอีก เมื่อไรเปิดบ้านเสียทีล่ะทั่ลล์
คาระขะรับ
กริ๊ง กริ๊ง
กริ๊ง กริ๊ง กริ๊ง
กริ๊ง กริ๊ง กริ๊ง กริ๊ง
กริ๊ง กริ๊ง กริ๊ง กริ๊ง กริ๊ง
กริ๊ง กริ๊ง กริ๊ง กริ๊ง
กริ๊ง กริ๊ง
กริ๊ง
“รอด้วยค่ะท่านทั้งหลาย” ^^
จูงมาเลยช้าหน่อย
มิได้ปั่นเจ้าค่ะ เพราะข้าเจ้าขี่จักรยานไม่แข็ง
ล้มจนขาลายหมดแล้ว (แม้จะมองไม่ค่อยเห็นก็ตาม ฮ่าๆ)
ฮ่า ฮ่า ฮ่า เสียงกริ๊งดังลั่นมาแต่ไกลเทียว
อรุณสวัสดิ์ขอรับท่านภัทร
มา!
ปั่นจักรยานไปทำงานกัลล์
ขอให้เป็นวันที่ดีขอรับทุกท่าน
เริ่มวัตรประจำวันล่ะ
คารวะ
ปล. พี่ท่านขอรับ ขอบคุณสำหรับคำถามไถ่ อาการโรคกระเพาะกลับเข้าที่เรียบร้อยแล้ว
กริ๊ง กริ๊ง
กร๊ง กริ๊ง กริ๊ง กริ๊ง
สายไม่มีแดดสวัสดิ์เจ้าท่านดิน
ข้าเจ้ามิเห็นเรื่องราวใหม่ๆ
จึงคิดว่าท่านเขียนไม่ได้น่ะสิ
ท่านเขียนได้จึงดีใจนัก
เพราะระหว่างที่เงียบหายข้าเจ้าก็เขียนนิยายไปเรื่อยๆ ได้เจ็ดบท
มาตัดขัด จังหวะสะดุด ทว่าทุกอย่างคลี่คลายแล้วหลังคุยกับท่านประทีป
วันนี้จงพร้อมลงใจไปกับการร่ายรำแห่งอักษรา
ขอให้เป็นวันดีดีของท่านเช่นกัน
คาราวะ
อา..เยี่ยงนี้เองฤาขะรับแม่เพลงแม่เอย
หากต้องมีวันหนึ่งข้าพเจ้าพบว่า ตัวเองก็แค่เด็กมัธยมที่ซ้อมบาสทุกเย็น แต่ไม่ว่าซ้อมอย่างไรก็ชู้ตไม่เคยลง ท่านจะบอกเจ้าเด็กมัธยมคนนั้นว่าอย่างไร?
ซ้อมต่อไปเดี๋ยวก็เก่งเอง!
หรือ พอเถอะ! หนูไม่มีพรสวรรค์! ลองฝึกกีฬาอื่นดีมั้ย?
ข้าพเจ้าเคยซ้อมทุกเย็นจริง ๆ นะขอรับ ซ้อมอย่างไรก็สู้คนเก่งไม่ได้ ข้าพเจ้าไม่ได้เกิดมาเพื่อเก่ง เพียงทำโน่นนี้ระดับปานกลางไปได้ตามประสา
อา..หวังว่าคงไม่มีวันนั้น
เพราะข้าพเจ้าเชื่อว่าเขียนหนังสือไม่ใช่เรื่องของความเก่ง แต่เป็นความขยัน และเจ้าเด็กมัธยมคนนั้นมันพบแล้วว่า ความสุขที่มันเล่นบาสอยู่ในสัมผัสผิวยางกลมหยาบนั่น อยู่ในจังหวะเด้งดึ๋งของมัน อยู่ในเสียงกระทบแป้นเด้งขอบห่วง
ไม่ใช่อยู่ที่จะต้องเก่งกว่าใคร ชู้ตแม่นกว่าใคร เจ๋งกว่าใคร
มั่นใจได้เลยขะรับ หากเด็ก ๆ ทำลูกบาสกระดอนมาทางข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะคว้ามันเคาะพื้นสองสามครั้ง แหย่มือหลอกล่อก่อนก้าวกระโดดส่งบอลฉิ้งแป้น
ไม่ต้องมองตามขอรับ…อาย
บอลจะกระแทกขอบห่วงด้านนอกเด้งดึ๋งกลับมา..
แหะ แหะ ไม่ลง!
ฟังว่าท่านสะดุดแล้วคุยกับพี่ท่านประทีปะแล้วเอมใจชะมัด
จุดเฟอะฟะของพวกเล่นบาสคือติดเลี้ยงขอรับ บ่อยครั้งไปต่อไม่ได้ยังดันทุรัง มีแต่ส่งบอลทำฉิ้งเท่านั้นจึงนำบอลไปแป้นฝ่ายตรงข้ามได้ไวสุด โดยมากพวกติดครองบอล พาไปจนเสีย
ท่านส่งพี่ท่านประทีป แล้วฉิ้งบอลกลับมาจากนั้นก็ไปต่อ อา..ที่บอกว่าเอมใจก็เพราะลีลาการเล่นเยี่ยงนี้ ไปถึงแป้นฝ่ายตรงข้ามแน่
เฮมมิงเวย์ เขียนถึงสก็อตต์ ฟิตช์เจอรัลด์
“เรื่องสำคัญที่สุดสำหรับนวนิยายก็คือเขียนแม่งให้จบลงให้จงได้”
แล้วนิยายเรื่องนั้นจะบอกท่านอีกมากมาย มากเสียกว่าตำราว่าด้วยหลักการเขียนทั้งหลายรวมกันเสียอีก ไม่เชื่อใช่ไหมล่ะ? ถึงบรรทัดสุดท้ายแล้วเรามาคุยกัลล์
คารวะ
ถึงพ่อเปรม แม่พลอยนำกลอนที่พี่มาลีรัตน์ไปอ่านบนเวทีพันธมิตรมาฝากค่ะ
แรกอรุณรุ่งฟ้านภาใหม่
แสงสีทองรำไรกรุ่นไอฝน
น้ำค้างหยดหยาดใสดังใจคน
ไหลรวมปนร้อยตรึงเป็นหนึ่งดวง
.
เริ่มจากหนึ่งเป็นสองแล้วต้องสี่
ทบทวีดั่งดาวพร่างพราวสรวง
ร่วมแรงกันผลักไสคนใจลวง
แสงเทียนช่วงส่องสว่างนำทางไป
.
อย่าให้คนใจดำมีอำนาจ
อย่าให้คนวิปลาสบังอาจใหญ่
อย่าให้คนสิ้นชายมาขายไทย
อย่าให้ใครแย่งกินผืนดินเรา
.
เราเป็นหนี้ไทยถิ่นแผ่นดินเกิด
ตื่นตาเถิดลุกด้วยไปช่วยเขา
ผู้ปกครองด่างดีดังสีเทา
จิตสำนึกบางเบาจะเฉาตาย
.
จับมือก้าวพร้อมกันในวันนี้
ไล่ภูตผีจัญไรให้สลาย
เลือดสยามอยู่เหย้าก็เปล่าดาย
ขอพลีใจถวายด้วยหมายชัย
.
ปกป้องชาติศาสนาพระมหากษัตริย์
อย่าผ่อนผลัดอ่อนล้าวันฟ้าใส
รักษาบ้านเมืองเกิดเถิดชาวไทย
ประชาชนยิ่งใหญ่กว่าใครเอย
http://www.oknation.net/blog/sandstone/2008/05/30/entry-1
ปัญหา…เรามีคนที่ตระถึงเหตุผลน้อยมาก
คนที่มีเหตุผลมากย่อมคำนึงถึงผลได้ผลเสีย, ถ้าเห็นว่าเสียมากกว่าได้ ก็ถอยออกมา
(อ่านมาครับ ที่จริงยังมีปลีกย่อยกว่านี้ คนมีเหตุผลก็แบ่งเป็นสองกลุ่ม–)
ขอบคุณขอรับแม่พลอย
ข้าพเจ้าตอบแม่พลอยด้วย ‘โองการแช่งทรราช’
หากแม่พลอยไม่ย้อนเยือน
จะตามไปส่งถึงชานเรือนขอรับ
ขอรับพี่ท่าน
คราวนี้ละเอียดอ่อนและสงครามที่รู้ทางกันหมดแล้ว
มีแต่สมรภูมิจะพินาศ
คารวะ
ท่านดิน…
สมัยมัธยมปลายข้าเจ้าเล่นบาสฯ ทุกเย็น
ข้าเจ้าไฮเปอร์ยืนนิ่งกับที่ไม่เป็น
จึงวิ่งตามลูกบาสฯ ไปเรื่อย
เพียงสิบกว่านาทีก็หมดแรงนั่งขอบสนามแทน
แต่ก่อนที่เพื่อนร่วมทีมจะมาถึง
ข้าเจ้าไม่ได้ซ้อมบาสฯ ด้วยการเดาะบอลเล่น
ข้าเจ้าซ้อมมือด้วยการยืนตามจุดที่กำหนดแล้วชู้ตลงแป้นเรื่อยๆ
เช็ดแป้นบ้าง ลงบ้าง ไม่ได้ขึ้นอยู่กับพรสวรรค์แต่อย่างใด
ทุกอย่างขึ้นอยู่กับการฝึกฝน รู้จักการกะน้ำหนักมือในการปล่อยลูก
แล้วจดจำ เช่นดังการวาดภาพสีน้ำของท่าน
ท่านเคยอ่านการ์ตูน สแลมป์ดั๊งค์ไหมท่าน
พ่อเรียวรูปหล่อที่ใครๆ เห็นว่าเก่งกาจนัก
เบื้องหลังความแม่นยำในการชู้ต คือการฝึกซ้อมอย่างหนัก
ข้าเจ้าจะไม่มีวันบอกให้เด็กคนนั้นเล่นบาสเกตบอล
หากข้าเจ้าจะถามว่า “มีความสุขและสนุกในการเล่นไหม”
ด้วยข้าเจ้าเชื่อ…ความรัก ความสุข ความสนุก จะทำให้เราทำสิ่งนั้นได้ดีที่สุดในแบบของเรา
หลายวันก่อนคุยกับเพื่อนคนหนึ่ง
เขากำลังหม่นเศร้ากับการเมืองบ้านเรา
คิดจะไปเตร็ดเตร่แถวเวทีพันธมิตร
ข้าเจ้าบอกเพื่อนไปว่า…ฝากดูรอยล้อรถถังที่ครูดกับผิวถนนด้วยนะ
แม้นสายลมจะโบกโบย รอยย่ำของนักเคลื่อนไหวและประชาชนจะก้าวย่ำ
ข้าเจ้าก็เชื่อว่า รอยนั้นยังมิลบเลือนง่ายๆ ดอกหนา
คาราวะ
ปล.รับจดหมายน้อยด้วยท่าน
(จดหมายน้อย : ข้าเจ้าชื่นชอบคำนี้เป็นพิเศษ จดหมายน้อยเกิดขึ้นในสมัยปฎิวัติ เป็นการส่งจดหมายในป่าเขาลำเนาไพร ไม่มีซอง พับให้เล็กที่สุดเพื่อจะไม่เป็นภาระแก่ผู้คนส่งมากเกินไป)
ใกล้เที่ยงสวัสดิ์ วันสิ่งแวดล้อมโลก (มันมาถึงอีกแล่ะ…)
โอย…ย กว่าจะโพสต์งาน กว่าจะคุยกับท่านได้ เมื่อวาน เล่นเอาชีวิตเรียบๆ ง่ายๆ ของกระผม กลายเป็นยุ่งเหยิง…ในโลกไซเบอร์สมมติ…กับการกำจัด สปายแวร์ อยู่นานโข จนเพิ่งสำเร็จก็เมื่อประมาณ สิบนาทีที่ผ่านมานี้เอง…
พาลเลยคิดว่า เจ้าเรื่องต่างๆ ที่เกิดขึ้น ทั้งระบบโน่น นี่ ในเว็บ ในคอมฯ ที่มันไม่ปกติ ก็อาจเป็นเพราะเจ้าสิ่งนี้…(มั้ง?)
พอเปิดถึงบล็อกท่านก็พบกับบทกวีล่าสุด…
กระผมก็พลอยปลงไปด้วย…โลกเรามันวุ่นวายดีแท้
ไม่ว่า ชีวิตมันคืออะไร? เราต่างรับใช้ความเชื่อของตัวเองกันอย่างไร?
ก็สุดแต่ใจจะไขว่คว้า…
แต่ที่แน่ๆ อย่างน้อยๆเราก็ต่างเป็น”พันธมิตร”กัน ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม
คารวะด้วยโซดามะนาว…อิ อิ๊
ปล.กะว่าพรุ่งนี้กระผมก็จะแสดงทัศนะเกี่ยวกับเรื่องนั้น…เช่นกัน
เฮ้อสวัสดิ์ขอรับท่านอิ่มท่านเพลงก้าวร้าวในอกเนี่ยมันทุกข์ใจตนโดยแท้เทียวขะรับ เมื่อคืนนั่งแช่งชักหักกระดูกคนอื่น ตัวเองเลยเก็บเอาไปฝันตุตะ หลับไม่สนิทตื่นขึ้นมางัวเงียทั้งเช้าเลยขะรับ
ข้าพเจ้าชมชอบจิตใจที่นิ่งสงบ รำงับมองการหมุนเวียนเปลี่ยนไปของโลกอย่างเข้าอกเข้าใจเสียมากกว่า จิตใจเยี่ยงนั้นแม้หลับตาสำนึกก็ยังราบเรียบราวสระน้ำโบราณในหุบเขา
แต่ยามบ้านเมืองระส่ำเช่นนี้ สิ่งนักจารอักขระพึงกระทำก็คือสำแดงอักขระทัศนะ
มีความชิงชังต่อพฤติกรรมของนักการเมืองเหล่านั้นสะสมในใจที่หากจะด่าทอระบายรายวัน มีแต่นำมาซึ่งจิตใจที่ต่ำลง
ข้าพเจ้ามองหาวิธีการพูดครั้งเดียว พูดสิ่งที่อยู่ในใจออกมา ปะบทกลอนแม่พลอยรู้ว่าในใจนั้นระอุแต่ด้วยสุภาพสตรีกลอนจึ่งยังคงรสหวาน ไม่ระอุร้อนสมใจจักสำแดง ข้าพเจ้าจึ่งใช้วิธี ‘แช่ง’ (ทั้งรู้เป็นกลวิธีประพันธการ ใจยังไม่วายปุด ปุดเก็บไปฝัน)
ไม่อยู่ฝ่ายใด ไม่เข้าข้างไหน แต่ใครทำร้ายบ้านเกิดเมืองนอน ข้าพเจ้าจะตามงับ ตามแช่ง แหะ แหะ ทำได้แค่นี้ล่ะขะรับ
เจ้าสปายแวร์นั่นถูกกำจัดเรียบร้อยแล้ว ชีวิตเรียบง่ายของท่านในโลกไซเบอร์คงกลับมาสบายเนื้อสบายตัวขึ้น มีอะไรข้องขัดอีกเร่งบอกข้าพเจ้าก็ดีนะขอรับ ข้าพเจ้าไม่รู้เรื่องคอมพ์ดอก แต่ท่านมุก เก่ง เดี๋ยวถามต่อให้ ฮ่า ฮ่า ฮ่า
โซดามะนาวเนี่ย น้ำมะนาวโซดาเปล่า? ได้เลย!ชอบ!
แล้ววันพรุ่งจะตามสดับทัศนะขะรับ
ทีนี้แม่เพลง
ฮ่า ฮ่า ข้าพเจ้าเอาน้ำแข็งไปขายเอสกิโมรึเนี่ย
ตอนจิ้มเรื่องบาสยังคิดอยู่เลยท่านไม่มีอารมณ์ร่วมแน่ ที่ไหนได้เล่นบาสทุกเย็น ทำไมเราไม่เจอกัลล์ล่ะ? ท่านเล่นที่ไหน ฮึ?
ขอบพระคุณเกร็คความรู้เนื่องด้วยเจ้าจดหมายน้อย ท่านคงได้ฟังเรื่องราวจากผู้คนเจนเนอเรชั่นเข้าป่ามามากหลาย แบ่งปันเรื่อย ๆ นะขะรับ
คารวะ
โอว…ท่านพี่ มายกซดกัน ไม่เมาไม่เลิก
เมา….หายเมาแล้วเหตุการณ์เป็นปรกติ…
โห! แต่เย็นเลยเรอะ!
มีไร?
มีไร?
ท่านพี่ขอรับ เมื่อก้าวลงสนามการแข่งขัน (คัดเลือ) แน่นอนละว่า ย่อมมีคนที่ได้รับเลือก และ “ไม่ได้รับเลือก!”
แน่ละ…หาใช่ว่า เราห่วย หรือ แย่ หรือ…
บอกแล้ว มันแล้วแต่รสนิยมของ “ผู้คัดเลือกขอรับ”
สำมะหาอันใด…
เราล้วนเป็นผู้เลือกผู้ไม่เลือกและผู้ถูกเลือกไม่ถูกเลือกเสมอ
เชื่อไหม?
จิตใจข้าพเจ้าเคยป่นปี้จากการเป็นผู้ถูกปฏิเสธ รู้สึกคล้ายเป็นเศษขยะตกค้างในถัง แม้กองขยะยังไม่มีปัญญาไป และ เคยทำร้ายจิตใจผู้อื่น ทั้งด้วยคำกล่าว ลายอักษร และนิ่งงัน ขณะสวมหมวกผู้ปฏิเสธที่รูปทรงน่าขยะแขยง
จากนั้นจึงได้มาพบว่า เราล้วนพบพานทุกสภาวารมณ์ ด้วยจิตสำนึกที่บางครั้งยินดี บางคราเจ็บปวด
ความเข้มข้น รสชาติของอารมณ์เหล่านั้นบอกให้รู้ว่าเรายังเป็นปุถุชน ‘น่ายินดีเพียงไรที่ยังมีความรู้สึก’ ยิ่งรู้สึกมากยิ่งน่ายินดี เพราะอักขระพลังมีแหล่งที่มาจากตรงนั้น
อีกอย่างที่ไม่ควรผ่านเลยไป ‘ไม่ว่าท่านปะสภาวารมณ์ใด ผู้น้อยยังยืนอยู่ข้างท่านซำเหมอ’
ดื่มขอรับพี่ท่าน!!
คารวะ
เอ๋…ท่านประทีปเป็นไรหนอ
ดีขึ้นหรือยังท่าน
ปล่อยชายหนุ่มเค้าปลอบกันเองดีกว่า
ด้วยข้าเจ้าปลอบใครไม่ใคร่เป็น
แต่…ท่านประทีป ข้าเจ้านั่งเป็นเพื่อนท่านเช่นเดิม
เมื่อใดท่านมองหาท่านก็จักมองเห็น
มิได้หมายความเดียวแต่ท่านประทีป
ท่านดินเช่นกัน ข้าเจ้าบอกแล้วไม่เคยไปไหนไกลจากพวกท่านได้หรอก
แหม…ว่าจะมาชวนกินกาแฟเย็นรสเข้มแกล้มบทกวีหวานหวานของท่านดินเสียหน่อย
หรือท่านทั้งสองจักนั่งจิบเบียร์กันต่อไปก็ตามสบาย
สำหรับข้าเจ้ามิตะขิดตะขวงใจอันใดในการยกแก้วกาแฟเย็นชนกับกระป๋องเบียร์ท่าน
เอ้า…ยิ้ม
คาราวะ
เย็นย่ำสวัสดิ์
รายงานตัวขอรับ…
วันนี้ดูท่านหวานฉ่ำเหลือเกิน…
ในขณะทีกระผมกลับออกแนวก้าวร้าว…
ไม่แน่ใจว่าการเมือง…ทำให้คนปากจัดด้วยหรือเปล่า?
แม้จะดูผิดธรรมเนียม ไปสักนิด
หากจะสนทนาเรื่องศาสนา และการเมือง กับเหล่าสหาย
แต่กระผมคิดว่า มันคงไม่เกินเลยถึงขั้นนั้นดอกขอรับ…
หากถ้อยคำของสหาย จะทำให้ความก้าวร้าว…มันทุเลา
หรืองอกเงยทางปัญญา
คารวะ…ยามฝนพรำ
โพล้เพล้สวัสดิ์ขอรับท่านเพลงท่านอิ่ม
รอบขนำยามนี้สีคล้ำจางคล้ายน้ำล้างจานสี มีเสียงนกแว่วมาจากที่ไกล พวกเจี๊ยวจ๊าวอยู่ข้างขนำเมื่อกลางวันหายหัวกันไปหมด ป่านนี้คงกกกันเป็นที่อุ่นใจรุ่งเช้าวันใหม่จึงจะกลับมาจ๊าวเจี๊ยวกันอีกที
จิ้งหรีดตัวแรกยังไม่กรีดเสียง(อาจรอย่อยมื้อค่ำ ไม่ก็มีนัด) แต่อีกสักเดี๋ยวคงระงมมา
ชีวิตข้าพเจ้าวนเวียนอยู่เช่นนี้ราวทุกวันเป็นวันเดียว ต่างอยู่หน่อยก็ที่จำนวนตัวอักษร แต่หากวันใดไม่มีตัวอักษรเพิ่มแม้ครึ่งตัว วันนั้นผ่านพ้นไปอย่างน่าเสียดาย
เช่นเดียวกับวันนี้ ไม่ทราบเป็นเพราะอะไร ข้าพเจ้าเกิดไม่อยากเขียนหนังสือ อยากอ่านอย่างเดียว (สงสัยตัวอักษรหมดสต็อก) คิดขึ้นได้ว่ามีหน้า ‘คุยกับดิน’ ไว้ไม่เลวนะขอรับ แม้หน้าแรกไม่มีอัพใหม่ สหายผ่านมาก็ยังได้รับรู้ว่าข้าพเจ้าหาได้หายกบาลไปไหน เพราะยังโผล่มานั่งโม้กับเหล่าท่านที่หน้านี้อยู่เช้าเย็น
รอบข้างเปลี่ยนเป็นคล้ำมืดแล้ว ยุงเริ่มชุม ต้องนั่งรำคาญยุงไปสักพักกว่าพ้นช่วงหัวค่ำ จากนั้นจะค่อยสบายขึ้น
ข้าพเจ้าเคยคิดใช้เวลาช่วงหัวค่ำถึงสองทุ่มเขียนร้อยกรองวันละบท แต่เพราะอารมณ์ขึ้นลงของตัวเองจึงทำไม่เคยสำเร็จสักที ทุ่มกว่าแระ เดี๋ยวจะลองดูสักบท
เหล่าท่านล่ะขอรับ ผ่านเวลาย่ำค่ำด้วยกิจใด?
ยุงชุมคารวะ
ขอบคุณพ่อเปรมค่ะ โองการแช่งทรราชคงทำให้คนคิดชั่ว ๆ อารมณ์สะดุดบ้างก็ดีค่ะ
แม่พลอยไม่ได้เชื่อพันธมิตรทุกอย่าง เชื่อในบางสิ่งที่ควรเชื่อค่ะ บางเรื่องก็ร้ายแรง
อย่างไม่คาดคิด เป็นโอกาสสุดท้ายแล้วหากเราไม่ร่วมสู้เราจะไม่มีโอกาสได้สู้อีกต่อไป
เชื้อร้ายกำลังดื้อยาต้องใช้ยาแรงที่สุดถึงจะปราบได้ค่ะ
เกือบราตรีสวัสดิ์…
นอนอ๊ะยัง ขอรับ ?
ขอบคุณที่ไปเยี่ยม..แหมเสียดายที่ปล่อยให้แขกรอนานเชียว…
น้ำท่า เลยมิทันได้ รินให้…
มัววุ่นวายกับรถติด ฝนตก ในตัวเมืองเชียงใหม่…
เล่นเอาเมื่อยก้น…ปล่อยไว้คงรากงอกในอีกไม่ช้า…
ส่วนจะเป็นต้นอะไร ค่อยว่ากัน…
แต่ที่แน่ๆ ตอนนี้คงเป็นต้นเหตุ…ให้ขอตัวไปอาบน้ำก่อนนะขอรับ อิ๊ อิ๊
คารวะ ยามยุงหาม
แม่พลอยอยู่ไหนเนี่ยขะรับ?
ราชดำเนินฤาราชภัฏ?
อืมม์ประเทศนี้อุดมสมบูรณ์ดีนะขอรับ เชียงใหม่ก็มีฝนตก ทางข้าพเจ้าเองเพิ่งผ่านมาเทครืนครืน พอปลุกให้ตื่นแล้วพ้นไป
บ้านนี้เมืองนี้เหมาะแล้วที่จะทำเกษตรกรรม นะท่านอิ่มนะ
ค่อนราตรีสวัสดิ์ขอรับ
สายแดดสวัสดิ์ท่านดิน
โอ้…เมื่อคืนเกิดอันใดหนอ ท่านจึงนอนดึกขนาดนี้
สงสัยการเขียนจะพาให้หลงลืมเวลาเช่นข้าเจ้าหรือเปล่าหนอ
สักสองสามวันนะท่านนะ…ขอเก็บกวาดบ้านเสียหน่อย
เช้า เอ่อ…สายก็ได้
สายนี้อยากกินกาแฟร้อนๆ กับปาท่องโก๋จัง
แต่สายขนาดนี้คงหาปาท่องโก๋ได้ลำบาก
แย่เลยตั้งแต่ท่านดินปิดร้านกล้วยปั่นเนี่ย
ข้าเจ้าตื่นผิดเวลาก็มิอาจหาสิ่งใดถูกปากเป็นอาหารว่างให้สมองได้เลย
คาราวะว่าแล้วก็เดินโซเซไปหาอะไรกิน
สายสวัสดิ์
น้ำมะนาวโซดา มาแล้วขอรับ
ไม่รู้ว่ามันจะเปรี้ยวไปหรือเปล่า?
แต่ที่แน่ๆ โซดายังซ่าอยู่หลายร้อยฟองทีเดียวเชียว
ดื่มซัก กรึบ! น่าจะทำให้หายคอแห้งนะขอรับ…
คารวะ
เอ่อ ขอสักแก้วได้ไหมนั่น คอแห้งเหลือเกิน
ล้อเล่นครับ
เช้าฝนสายแดดเย็นคงฝนอีกรอบสวัสดิ์ครับ
มั่วจริงเชียว :]
มา!
ทุกท่านรับกาแฟคนละแก้ว
ดื่มมมม!
ที่สุดข้าพเจ้าก็ได้ชื่อเก้าอี้แล้ว ‘เก้าอี้นั่งเล่น’
ฮ่า ฮ่า ฮ่า
ดื่มขอรับทุกท่าน
มด ขึ้นแล้ว ท่านพี่–หวานซะ!
เก้าอี้ตัวนั้นที่เคยตั้งโดดเดี่ยวมันไม่เหงาอีกแล้วใช่ไหมท่าน
ย่ำค่ำสวัสดิ์ขอรับพี่ท่าน ท่านเพลง ท่านคุณนาย ท่านอิ่ม
สนธยาทีไรเงียบเหงาซึมเซาทุกทีสินาไม่รู้เป็นไง แสงซึม ๆ สลัว เสียงนกร้องตัวเดียวจากที่ไกล ๆ สายลมหยุดพัด ใบไม้หยุดไกว หมู่เมฆก็ดูเหมือนจะหยุดเคลื่อนไหว
ช่วงบ่ายที่ผ่านมายังสดใสเริงร่าฉ่ำฝนกันอยู่เลย
วันเดียวยังมีหลายอารมณ์ ประสาอะไรกับใจคนนะขะรับ
ขอบคุณสำหรับฟอนท์แสนคลาสสิคจากพี่ท่าน ยังไม่ได้ลองแต่เข้าไปแอ้งแม้งในในโฟลเดอร์ฟอนท์เรียบรอยแล้ว
ท่านคุณนายโผล่มาวันนี้ดีใจคิดว่ามีโพสท์ใหม่ที่ไหนได้ บ๋อแบ๋
เช้านี้เห็นท่านอิ่มบอกอุ่นใจระรื่นสดใสมีสหายมานั่งโม้น้ำลายแตกฟอง เลยร่วมยินดีเสียหน่อย ท่านยังไม่เจอสหายพี่สอง รายนั้นมาพร้อมหิมะขะรับ…หนาววววว บรืออออ
โอ๊ะโอ่! ท่านอิ่มรู้จักท่านเพลงแล้วนะขะรับ ท่านเพลงเป็นฮาร์ดคอร์วรรณกรรม เราไปนั่งโม้วรรณกรรมวรรณเวรกันที่ร้านหนังสือประทีป ส่วนท่านคุณนายผู้มีนามเต็มว่า คุณนายหมูตุ้ย เป็นดีเจ และแฟนคลับเหนียวแน่นท่านนิ้วฯ ลีลาเขียนหน้งสือไม่ธรรมดา หมึกดินยืนยัน!
อา..เก้าอี้โดดเดี่ยวตัวนั่นฤาขะรับท่านเพลง?
มันสมควรจะเหงา..
เหงาน่ะดีแล้วขะรับ จะได้มีเรื่องราวให้ขบคิด
หากมันเอาแต่นั่งโม้ คงไม่มีกะใจจะคิดจะเขียน
ข้าพเจ้านั่งเล็งมาหลายวันนะหน้านี้ไม่รู้จะชื่ออะไรดี เผอิญงีบหลับกลางวัน ตื่นขึ้นมา ชื่อโผล่ง่าย ๆ อย่างนั้นเอง ‘เก้าอี้นั่งเล่น’ ฮ่า ฮ่า กวนดีเก้าอี้นั่งเล่น โผล่มาพร้อมหัวเรื่อง โปสการ์ดจากปลายฟ้า เขียนล่ะ!
รอลุ้นวันพรุ่งท่านอิ่มจะมาในท้องเรื่องใด? สวัสดีวันอาทิตย์ของพี่ท่านจะเก็บตกแง่มุมใดในซอกหลืบมุมเมืองมาบอกกล่าว?
พบกันวันพรุ่งขะรับมวลมิ่งมิตร
คารวะ
เกือบหาช่องทางเก่าไม่เจอ…
ดีนะขอรับที่รู้สึกว่าคำว่า…”เก้าอี้นั่งเล่น” มันน่าจะใช่?
เปลี่ยนคำ…ก็ดูตรงกับ Heading พอดี…
แต่ยังไง้ ยังไง ก็ต้องคุยกันอยู่ดีนะขอรับ…ไม่คุยกับท่าน แล้วมันเหงาใจ…
(เอ๋???…ฟังดูเบี่ยงเบนยังไงชอบกล…?)
ส่วนเหล่าสหายใหม่ที่ท่านแนะนำให้รู้จัก…กระผมจะทยอยเรียนรู้ ทำความรู้จักกัน อีกสักระยะก็น่าจะครื้นเครงในถ้อยคำ และความนึกคิดร่วมกัน…
ขอบพระคุณยิ่งขอรับ…
ขออนุญาตไปหลับ สักชั่วยามก่อน แล้วก็ขอตามกระแสไปดูฟุตบอลยูโรกับเขาด้วย…
เพราะสารภาพว่า…กระผมยังสลัดเรื่องฟุตบอลออกจากชีวิตมิได้…(มุมฝังดีเอ็นเอไว้…ตั้งแต่หัดเล่นกีฬา…ถ้าไม่มาทางนี้ ป่านนั้นก็คิดว่า น่าจะเป็นนักฟุตบอลอาชีพแถวชายขอบที่ไหนสักแห่งเป็นแน่…)
คารวะ…คืนตาค้าง (เพราะฟุตบอลลูกเดียว…แท้ๆ)
ความอิ่มเอมใจเป็นเช่นนี้เองฤาท่าน
กับถ้อยความนั้น หากมิใช่ผู้เคยเดินบนทางสายนี้แล้ว
อาจคิดว่าโอ…นี่ล่ะความรื่นรมย์แห่งชีวิต
หากสำหรับเราแล้วสหายเอ๋ย
มันคือความรื่นรมย์อันแสนเจ็บปวดนัก
สมัยที่ยังไม่เขียนหนังสือ
คนเขียนหนังสือคนหนึ่งสอนคำหนึ่งในแวดวงนี้ให้รู้จัก
“ตรวจหวย” ณ วันนั้นข้าเจ้าถามตนอย่างสะทกสะท้อนใจ
งานเขียนคือศิลปะชนิดหนึ่ง มันมีคุณค่าในตัวมันเอง
หาใช่การเอาทั้งชีวิตมาเสี่ยงวัดดวงเช่นนี้
วันนี้ข้าเจ้ารู้แล้ว “ตรวจหวย” น่าจะเป็นลักษณาการลุ้นงานว่าจะผ่านบรรณาธิการไปลงไหน
ข้าเจ้าโชคดีมีเพื่อนรุ่นพี่เคยสอน
จงเขียนในทุกความรู้สึก ยามสุขเราเขียนเพื่อบอกเล่า
ยามเห็นความอยุติธรรมเราเขียนออกมาเป็นเสียง
ยามเศร้าเราใช้อักษรานั้นบำบัดใจตน
อีกทั้งเพื่อนรุ่นพี่ผู้ย่ำเดินบนทางสายนี้ก่อนได้บอก
เขียนประหนึ่งว่าการเขียนนั้นคือคนรัก
และข้าเจ้าโชคดีที่มีสุภาษิตยึดมั่น
จดจำความรู้สึกแรกไว้ให้ดี
และข้าเจ้าโชคดีที่ไม่ได้เดินบนทางสายนี้อย่างเดียวดาย
แม้นโดยวิถีแห่งเผ่าพันธุ์เราล้วนเลือกดำรงตนกับความโดดเดี่ยวก็ตาม
ข้าเจ้าเขียนงานค้างขอไปสางให้เสร็จแล้วจักกลับมาเยือน
คาราเต้
ปล.เทศกาลบอลยูโรมาแล้ว ไม่มีเพื่อนดู ข้าเจ้าเลยไม่ดู ดูบอลคนเดียวมันไม่สนุกนี่นา
แวะมาเสนอหน้ายามบ่ายแก่ๆ
ขอเวลาอีกสักสองสามเพลาจะนำพาช่ออักษรามาคาราวะ
แวะมาเยี่ยม
ครึกครื้นดีแท้
ฟ้าสีน้ำล้างจานสีอีกแล้วสวัสดิ์ขอรับ
เสาไฟโดดเดี่ยวยืนโด่เด่สะท้อนเงาน้ำอยู่ด๊อกแด๊ก (แหะ แหะ เป็นอย่างไรอ่า ด๊อกแด๊กเนี่ย!)
ค่ำอีกแล้ว!
ประเดี๋ยวเช้าประเดี๋ยวค่ำจนหายใจหายคอแทบไม่ทัน
เมื่อเช้าอุตส่าห์รอลุ้นท่านอิ่มว่าจะโพสท์เรื่องไร? เงี่ยบสนิทสงสัยโดยพิษบอลสลบ
ข้าพเจ้าเลยไปนั่งโม้ที่ร้านหนังสือประทีปเสียยกใหญ่ อุเหม่ แต่ก็ยังสั้นกว่าท่านเพลงเสียได้ เคยทำสถิติคอหอยาวสุดในสยามประเทศที่เหลาย่าหนุงมาแล้ว มีรึจะยอม เอาไว้อาทิตย์หน้าเจอกัลล์
วันนี้วันดีท่านมาฟี่แวะเยี่ยม ไม่ครึกครื้นดอกขอรับ มีกันแค่เนี้ยแหละ ข้าพเจ้าพอใจแล้ว ที่สำคัญคือเขียนหนังสือไปวัน ๆ มีเก้าอี้นั่งเล่นไว้สักตัว พอได้เซฮัลโหลกัน
คราวนี้รอลุ้นท่านเพลงว่าจะเปิดเรือนออกมาหน้าตาเช่นไร
ขอพลังจงอยู่กับท่านสำหรับลุยงานอาทิตย์หน้าขอรับทุกท่าน
คารวะ
มาช้า…ยังดีกว่า…ไม่มา!
พิษบอลมิได้ทำร้ายกระผมได้ดอก…เรื่องนี้มันฝึกปรือกันมายาวนาน…จนพอเอาตัวรอดได้อยู่ ขอรับ
แต่ที่เงียบๆ เพราะวันนี้มัวอ่านหนังสือบางเล่มที่ยังอ่านไม่จบ… เพราะกลัวปลวกมันจะชิงทำเป็นอาหารเสียก่อน…ยกมาเป็นกองทัพเชียว…อิ๊ อิ๊
แหม่ ชื่นชอบมากมายกับถ้อยอักขราฉบับวันนี้…มันคล้ายหนังสั้นเอามากๆ
กระผมรู้สึกว่ามันบีบคั้นอารมณ์ ดวงน้อยๆให้ตอบคำถามอะไรบางอย่างกับชีวิต…(ตอนพาหมาไปจูงเดินเล่นชายทุ่ง)
???………………………………………???
แม้ปลายทาง เรายังไม่รู้ว่ามันจะสิ้นสุดลงเมื่อไร?
แต่หวังว่า…อย่างน้อยระหว่างทางที่พานพบมา…
จะพอทำให้ชีวิตมีความหมายได้บ้าง…
คารวะ อย่างสุดซึ้ง…
สายสวัสดิ์ขอรับ
เสียงนกเอี้ยง มันทะเลาะกัน ไม่หยุดหย่อน
ทำให้ตื่นแต่เช้ามาด้วยความสงสัยว่า…
มันทะเลาะกันเรื่องอันใด? และมันพูดเจี๊ยวจ๊าวว่าอะไร?
แต่คิดว่า มันคงไม่ทะเลาะกันด้วยการเมืองเป็นแน่? (เอ๊ะ เรื่องนี้มันยังไม่จบเหรอเนี่ย…?)
คารวะ
น้ำเต้าหู้สักจอก ดีไหมขอรับ ?
ท่านดินตี้ฮัก…
บ่ะต้องลุ้นหนา เกรงว่าจักบ่งามอย่างเคย
ด้วยอยากมีชีวิตแบบเรียบง่ายดูบ้างน่ะท่าน
อา…โพสนต์ยาวแบบข้าเจ้าเนี่ยมีแต่น้ำแกงน่ะสิท่าน
จะควานหาชิ้นเนื้อมาทำให้อิ่มรู้นั้นแสนลำบาก
- – -
มันต้องเป็นเสียงนกกระจอกแน่ๆ ท่านอิ่ม
ไม่น่าจะใช่นักเอี้ยงดอกหนา
นกเอี้ยงนั้นอาจพูดมากน่ารำคาญ
ทว่าเพลานี้มันคงยังมิรู้สึกรู้สาอันใด
ผิดกันกับนกกระจอก…ความที่มันชื่อว่าเป็นสายพันธุ์ที่ปรับตัวเก่งสุด
มันอาจกำลังคุยถึงการปรับตัวของมันเองอยู่ก็ได้
ปรับตัวเช่นใดในภาวะข้าวยากหมากแพงจนเม็ดข้าวมิอาจกระเด็นกระดอนสู่ปากท้องมัน!!!
ขอเวลาเอารูปไปอัดสี่ห้าตุ้บเพื่อนำไปทำโปสการ์ดส่งความระลึกถึงยังมิตรสหายเสียหน่อย
จิตหายตก รูปรอยชีวิตก็พลันกลับคืนดังเดิม
คาราบิก้า
((แป้กไหมๆ เกรงจะแป้ก ต้องเฉลย : คาราบิก้า = คาราวะด้วยอาราบิก้า))
อา..เที่ยงพอดีสวัสดิ์ขอรับสหาย
ข้าพเจ้าเกือบหายกบาลโดยไม่ได้ล่ำลาอีกแล้ว สัญญาณเน็ตมีปัญหาไม่ส่งกลับตั้งแต่ค่ำวาน
เราล้วนต้องตอบคำถามชีวิตอยู่เนือง ๆ นะขอรับท่านอิ่ม บางครั้งตอบถูกบางคราตอบผิดอีกหลายครั้งได้แต่กุมขมำนั่งงุนงงสงสัย แต่สุดท้ายล้วนต้องตัดสินใจตอบ
ข้าพเจ้าเองก็มีอะไรเอ่ยที่ชีวิตนำมาล้อเล่นปุจฉา-วิสัชนา ถ่วงเวลาไว้นานแล้ว สิ้นเดือนนี้คงต้องตัดสินใจตอบ ตอบโดยหารู้ไม่ว่าผลจะเป็นเช่นไร ถูกหรือผิด ความสนุกอาจอยู่ที่ตรงนี้ก็ได้นะขอรับ
ส่วนประเด็นข้าวยากหมากแพงนั้นอยากชวนคุยเหลือเกิน
ไม่ทราบเหล่าท่านคิดเห็นเช่นไร?
เตรียมตัวเผชิญเยี่ยงไร?
ต้องออกไปหาเสบียงที่ตลาดแล้ว
เย็นย่ำจะกลับมาขะรับ
คารวะ
โปสการ์ดจากปลายฟ้า : ภาพที่เห็น
ทำไมไม่มีกล่องความเห็นในนั้น?…
กำลังรู้สึกอย่างว่า ทุกข์? ถามตัวเองว่าเขียนทำไม?
ด้วยจิตคารวะ.
ป.ล.กำลังหาทางออก อ้อ กลับไปทางเข้าน่ะขอรับ
จวนแจ้งแล้วหนาสวัสดิ์ขอรับสหายผู้ผ่านมานั่งเก้าอี้
พี่ท่านขอรับพี่ท่านล่ะก็…ผู้น้อยเคยชี้แจงเจตนาไว้ใน ‘คุยกับดิน’ http://tuleedin.wordpress.com/2008/05/28/thenotebook-2/
ขอพี่ท่านตรวจทาน แลหวังว่าจะได้รับการอภัยในความไม่สะดวก
วันนี้ผู้น้อยมีรายการกระตั้วหน้าขบวนแห่นาค ออกเดินทางแต่เช้าย่ำค่ำจึงจะกลับมา
ขอพลังจงอยู่กับท่านขะรับ
คารวะ
ท่านดินเจ้าคะ…
ขอเปลี่ยนเป็น “โลกยิ้มละไม” ได้ไหมหลังอ่านจบแล้วพบว่าท่านช่างเว้นระยะปล่อยมุขให้หัวเราะได้พอเหมาะนัก
เคยได้ยินเรื่องของแจ๊คสัน บราวน์ ไหมท่านดิน
เมื่อความสัมพันธ์ระหว่างแจ๊คสัน บราวน์ กับ ดารีล ฮันน่าห์ ถึงคราวแตกหัก
เกิดข่าวดังไปทั่วว่า “เขา” ทำร้ายภรรยาตน
บราวน์ตอบปฎิเสธ และไม่พูดถึงเรื่องนี้มากนัก
จึงไม่มีใครรู้ความจริงอันแท้จริง นอกจาก “เขา” และ “เธอ”
หลังผ่านมรสุมความรักมาไม่นานเขากล่าวว่า “ความรักเป็นสิ่งที่ควรยกย่อง มันทำให้ชีวิตเป็นชีวิต”
บราวน์ผ่านอะไรต่อมิอะไรในชีวิตมามากมาย เป็นศิลปินที่ใครๆ ต่างยกย่อง ทำงานเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อม มีความรักมาหลายหน แต่วันหนึ่งเขาก็คว้างอยู่กลางความโดดเดี่ยว หลังจากความรักครั้งสุดท้ายถึงกาลอวสาน
ทศวรรษ ๗๐ เขาผ่านพ้นความเจ็บปวดและความอ่อนไหวของตนเองด้วยยาเสพย์ติด
ทศวรรษ ๙๐ เขาเยียวยาชีวิตด้วยเสียงเพลงอันเป็นการงานของเขา
คนบางคนนั้น งานกับชีวิตแทบจะเป็นหนึ่งเดียวกัน
ความสุขขับพลังออกมาได้บ้าง
แต่ท่ามกลางหรือหลังความปวดร้าว ขมขื่น เมื่อตั้งสติได้แล้ว
“ศิลปินจะบินไปอย่างสุดปีกสุดแรง”
โดยใช้สิ่งที่สูญเสียเป็นพลัง…ให้ความรักที่แหลกสลายกลับกลายเป็นงานศิลปะชิ้นใหม่
สิบปีน้ำครำหากรังสรรค์งานศิลปะชิ้นงามค่าได้เพียงชิ้น
จวบสิ้นอายุขัย งานศิลปะก็หาทอนความงดงามดั่งหยดหนึ่งน้ำค้างลงได้
ไปทำงานก่อนล่ะ วันที่ ๒๐ ว่าจะไปงานเปิดตัวหนังสือที่ข้าเจ้าทำภาพประกอบให้
จึงว่าจักไปจัดการทำโปสการ์ดไปให้มวลมิตรวรรณกรรมเสียหน่อย
ขอให้เป็นวันดีตลอดทั้งวันนะเจ้าคะ
คาราวะ
เหนื่อยมืออ่อนไม้อ่อนสวัสดิ์ขะรับท่านเพลง
ขับรถฝ่าพายุฝน แซงสองแถวขึ้นไปปะแอ่งน้ำขัง น้ำกระเซ้นเต็มหน้ารถไปหลายเมตรยังกะในหนัง มองอะไรไมเห็นเล่นเอาใจหาย! กลับถึงกระต๊อบกว่าล้างรถเสร็จก็มืดค่ำกินข้าวตากยุง รีบกินรีบกลืน(ต้องระวังจะกินยุงเข้าไปด้วย..เยอะจริง ๆ)
กระทั่งมานั่งมือไม้อ่อนอยู่นี่ล่ะขะรับ เมล์ขอบคุณพี่ท่านประทีปะ เปิดฟีดดูบล้อกสหายมีใครอัพบ้าง
ท่านยังปัดกวาดบ้านไม่เสร็จอีกเรอะขะรับ!?
ขอบคุณที่บอกว่าท่านหัวเราะ
ข้าพเจ้าชอบอารมณ์ประมาณ ‘โลกหมุนละไม’ นี่แหละขะรับ (ปาวารณาตัวเป็นศิษย์สะดือโดยพี่ท่านสมจุ้ยไม่รู้อิโหน่อิเหน่ด้วย) เขียนเองก็นั่งขำเองเอิ๊ก ๆ แต่ไม่ยักมีใครขำด้วย จริง ๆ นะท่านไม่เคยมีใครบอกว่าขำเลย(ข้าพเจ้าคงเส้นตื้น) จนต้องพิจารณาตนเอง เออหนอเราคงไม่มีปัญญาเอาดีทางขำแน่
แต่ครั้นลองเขียนแบบเศร้า ๆ ซึ้ง ๆ ไปไม่รอดขอรับ ข้าพเจ้านั่งน้ำตาไหลพรากอยู่คนเดียว แม่มาเห็นเข้ารีบถาม “เป็นอะไร?” ข้าพเจ้าเอาต้นแขนป้ายขอบตายิ้มจ่อย ๆ ไม่รู้จะบอกว่าอย่างไร แม่คงคิด ‘ท่าจะบ้าไปแล้วลูกเรา’
แต่มาคิดอีกที ยามแม่มาเจอข้าพเจ้านั่งหัวเราะคนเดียวก็คงคิดว่าบ้าเหมือนกัน
เป็นว่าข้าพเจ้าเลือกบ้าหัวเราะดีกว่า ไม่เอาบ้าร้องไห้ ท่านล่ะชอบแบบไหนขะรับ?
ส่วนชื่อ ‘โลกหมุนละไม’ ตั้งล้อสหายจี-ราผู้หวนคืนกลับมา(ความยินดีของข้าพเจ้านั้นไม่อาจบอกกล่าวได้เลย) (ท่านคงไม่รู้จักไว้วันดีคืนดีจะแนะนำสักที) หัวเรื่องของจี-ราคือ โลกหมุนกลับด้าน (อะไรประมาณเนี้ย ไม่แน่ใจ) ข้าพเจ้าตั้งใจเขียนความล้อโต้ตอบ จึงใช้ชือที่ล้อกัน (เวลารวมเล่มอาจเป็น โลกหมุนกลับด้านละไม ฮ่า ฮ่า เอาอย่างความน่าจะเป็นบนเส้นขนาน)(พูดเล่นนะพูดเล่น)
และขอบพระคุณสำหรับเรื่องเล่า ‘บราวน์’
การนำเรื่องเล่าเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยติดมือมาฝากแต่ละครั้ง เป็นความสวยงามไม่รู้จะเอาอะไรมาเปรียบหรือบอกกล่าว ข้าพเจ้าก็มีเรื่อง ‘บราวน์’ จะเล่าให้ฟัง แต่ยามนี้มือไม้อ่อน ตาปรือเต็มที ขอผลัดเป็นโอกาสหน้าละกัลล์
เรียนถาม–ไม่ทราบข้าพเจ้าพอจะมีบุญได้ยลงานภาพประกอบของท่านบ้างไหมขะรับ?
เป็นวันดีจริง ๆ ขะรับ ฝ่าพายุมาได้โดยสวัสดิภาพ ขอบคุณคำพร
เจอกันวันพรุ่ง
คารวะ
ตามมาติดๆ สวัสดิ์…ขอรับ
ว่าจะเข้ามาโพสต์ ตั้งแต่ยามเช้าแต่เห็นท่านไปติดงานบุญอยู่…
คิดว่ารอให้ท่านกลับมาจะดีกว่า…
หลังจากลอยคอ หนียุงอยู่แถวลากูนขอท่าน…สักชั่วยาม
พอเห็นแสงไฟ…(แม้เพียงหลอดเดียว)ก็คิดว่าท่านคงกลับมาแล้ว…
ขอผ้าขาวผ้า…สักผืนไว้เช็ดตัว…น้ำสักจอกคงเข้าที…เพราะเจอน้ำกร่อยไปหลายอึก…
ยังพอมีเรี่ยวแรงสนทนา ใช่ไหม? ขอรับ…
กระผมไม่แน่ใจ…จากการวิเคราะห์ด้วยสมองฝ่อของกระผม…
ถ้อยแถลงก่อนหน้าที่ท่านจะออกไปงานบวช
เหมือนประมาณหนึ่งว่า ท่านกำลังตั้งใจ…ทำสิ่งนั้นโดยแท้…
กระผมจึงหวังและชื่นชมว่าท่านจะสุขสมดั่งปรารถนา…
ด้วยศรัทธาในความเป็นมนุษย์อย่างยิ่งยวด!
มิตรสหายขาจรอย่างกระผม ในเพลานี้จึงขอเป็นดั่งลมเอื่อยๆยามที่ท่านเดินทาง
แม้ไม่มีเรี่ยวทำให้สิ่งใดพัดโบก แต่เชื่อว่าอย่างน้อยก็คงคล้ายสิ่งที่เคลื่อนไหวรอบๆกาย
หวังพอผ่อนความเหนื่อยล้า…ยามที่ท่านนั่งพักระหว่างทาง…คงได้กระมังเป็นแน่…
คารวะด้วยศรัทธา
โหลๆ ทดสอบ ทดสอบ…ขออภัย ถ้าโพสต์ซ้ำ
มีปัญหานิดหน่อยในการ ซัพมิท คอมเมนท์ ขอรับ
………………………………….
ตามมาติดๆ สวัสดิ์…ขอรับ
ว่าจะเข้ามาโพสต์ ตั้งแต่ยามเช้าแต่เห็นท่านไปติดงานบุญอยู่…
คิดว่ารอให้ท่านกลับมาจะดีกว่า…
หลังจากลอยคอ หนียุงอยู่แถวลากูนขอท่าน…สักชั่วยาม
พอเห็นแสงไฟ…(แม้เพียงหลอดเดียว)ก็คิดว่าท่านคงกลับมาแล้ว…
ขอผ้าขาวผ้า…สักผืนไว้เช็ดตัว…น้ำสักจอกคงเข้าที…เพราะเจอน้ำกร่อยไปหลายอึก…
ยังพอมีเรี่ยวแรงสนทนา ใช่ไหม? ขอรับ…
กระผมไม่แน่ใจ…จากการวิเคราะห์ด้วยสมองฝ่อของกระผม…
ถ้อยแถลงก่อนหน้าที่ท่านจะออกไปงานบวช
เหมือนประมาณหนึ่งว่า ท่านกำลังตั้งใจ…ทำสิ่งนั้นโดยแท้…
กระผมจึงหวังและชื่นชมว่าท่านจะสุขสมดั่งปรารถนา…
ด้วยศรัทธาในความเป็นมนุษย์อย่างยิ่งยวด!
มิตรสหายขาจรอย่างกระผม ในเพลานี้จึงขอเป็นดั่งลมเอื่อยๆยามที่ท่านเดินทาง
แม้ไม่มีเรี่ยวทำให้สิ่งใดพัดโบก แต่เชื่อว่าอย่างน้อยก็คงคล้ายสิ่งที่เคลื่อนไหวรอบๆกาย
หวังพอผ่อนความเหนื่อยล้า…ยามที่ท่านนั่งพักระหว่างทาง…คงได้กระมังเป็นแน่…
คารวะด้วยศรัทธา
สายอรุณสวัสดิ์ขอรับท่านอิ่ม
ท่านเปลี่ยนมาใช้สยามนามคิดถึงยามข้าพเจ้าปะท่านหนแรกแล้วนั่งสะกดนามแทบแย่ เดาออกมาตั้งหลายคำก็ยังไม่ได้ความอยู่ดี ที่สุดยอมแพ้คลิกตามไปดูเฉลย อ๋อ…อ่านว่า ‘อิ่มเอม’ ถึงกับรำพึง ‘โง่จริงตู’ 5555
ขออนุญาตเรียกท่านอิ่ม ต่อไปนะขะรับเพราะติดเสียแล้ว อีกอย่างนามนี้ดูท่าจะคล้องคอเกี่ยวแขนเดินเล่นไปได้กับแนวทางชีวิตท่านเป็นอันดี ด้วยความรู้สึกอิ่มนั้นช่างพอดี ไม่น้อยไม่เกิน ไม่อิ่มแปร้ อิ่มฉิบ.. อิ่มจัง แต่เป็นอิ่มอร่อย
แดดเริ่มจัดจ้าระบายเขียวหลากเฉดลงไปตรงหย่อมโน้นหย่อมนี้ เติมpanegrayเป็นทางยาวเพิ่มเงาตัดแสงจัดจากทางขวา
วันใหม่เริ่มแล้ว
ขอมีกำลังวังชาผ่านกิจการงานวันนี้อย่างสมใจขอรับ
เช้าวันพระคารวะ
ท่านดิน…ท่านทำข้าเจ้าขวนอายตั้งแต่เช้า
กับคำทักถามถึงบ้านหลังใหม่ซึ่งบอกว่ากำลังเก็บกวาด
ด้วยข้าเจ้ากำลังเมามันกับการทำโปสการ์ดเป็นอันมาก
แรกเริ่มนั้นกะทำเพียงไม่เท่าใด เอาเฉพาะภาพซึ่งถูกคัดเลือกเป็นภาพประกอบ
ว่าจะคุยกัน บ.ก. เสียหน่อย สนใจรับโปสการ์ดไหม
ซื้อหนังสือแถมโปสการ์ด (ฮา)
ทว่าเพื่อนคนหนึ่งก็ทำเอาโลกทัศน์ข้าเจ้าสั่นสะเทือน
เมื่อเพื่อนทำเสื้อยืดปะติดยี่ห้อตนขายในงานแฟตฯ
หลังได้รับเสื้อที่เพื่อนส่งมาให้ ข้าเจ้าคิด…
นี่ข้าเจ้าเดินเอ้อระเหยลอยชายเล่นไปเล่นมาอยู่หรือเปล่า
ครั้งหนึ่งกับการทำโปสการ์ด
ข้าเจ้าพบว่า…โปสการ์ดแต่ละใบที่ทำขึ้นนั้นเหมาะกับคนบางคน
ข้าเจ้าเลือกรูปนี้มาทำด้วยคิดว่าเหมาะเจาะกับสภาพการณ์ของมิตร ณ จังหวะนั้น
ข้าเจ้าไม่เคยส่งโปสการ์ดซ้ำใบ…ด้วยคิดว่า…ความรู้สึกนั้นหาซ้ำรอยกันได้
และข้าเจ้ายืนยันหนักแน่น ยามมิตรบางท่านเห็นภาพแล้วประสงค์เป็นเจ้าของ
ข้าเจ้าทำให้ แต่หาใช่ภาพในความรู้สึกเดียวกับที่ทำมาแล้วไม่
ทำไมไม่ทำโปสการ์ดขาย?
เพื่อนตั้งคำถามแบบไม่ให้รู้ตัว
นั่นสิ…ทำไมไม่ทำโปสการ์ดขาย
สองวันนี้เลยรื้อภาพออกมาเลือกทำโปสการ์ด เอ่อ…ไว้เผื่อขาย
ถ้าข้าเจ้าไม่ใจอ่อนแจกหมดน่ะนะท่าน
ประเด็นหลังมีความเสี่ยงสูงมากกับการขาดทุน (ฮา)
มีโปสการ์ดแล้วก็ต้องมีกล่องใส่
ว่าแล้วจึงใช้เวลาในการพักสายตาจากหน้าจอคอมพ์
ไปนั่งทำเปเปอร์มาเช่เสียหน่อย
ระหว่างใช้กระดาษแช่น้ำมาแปะๆ กล่องต้นแบบ
สมองก็คิดๆๆ จะใช้สีอะคริลิคกเพ้นท์กล่องดีไหม
เออ…แล้วไหนๆ ก็ซื้อสีอะคริลิคแล้ว
ไปซื้อผ้าดิบมาเย็บกระเป๋าแล้วเพ้นท์ไว้ใช้ดีกว่า
ด้วยเหตุฉะนี้…ข้าเจ้าจึงมิได้นำช่ออักษรมากำนัลท่านเสียที
เอาน่า…ความเมามันน่ะมันอยู่มินานดอกท่านก็รู้มิใช่หรือ
ว่าแต่ว่า…ขอตัวไปสนุกกับการฉีกกระดาษแช่น้ำไว้สำหรับวันพรุ่งก่อนล่ะ
คาราวะ
ค่ำคืนสงบเงียบสวัสดิ์ขอรับท่านเพลงพันวา
สดับสุขซึ่งท่านสรรค์ประดิษงานศิลป์หลากตระกูลกำนัลมวลมิ่งมิตรแล้วยิ่งละอายใจตน ข้าพเจ้าเองครั้งหนึ่ง(เมื่อไม่นานมานี้) เคยใช้เวลายามว่างจากงานเกษตร นั่งเขียนรูปสีน้ำให้เพื่อน พอร์ตเทรดบ้าง ทิวทัศน์บ้าง ล้อเลียนบ้างตามแต่อารมณ์ยามนั้นจะพาไป
เคยอารมณ์บรรเจิดถึงขั้นคิดไว้ว่ายามอำเภอมีงานประจำปีจะเปิดนิทรรศการของตัวเองเสียเลย แล้วเอารูปทิวทัศน์ที่เขียนไว้ทำโปสการ์ดประจำอำเภอ ยังมีบางอารมณ์นั่งเขียนโปสการ์ดแฮดเมดตอบสหายที่ช่างเดินทางเสียเหลือเกิน เดือนนี้โผล่หลวงพระบาง เดือนถัดมาโผล่ภูเก็ต เดือนถัดไปโผล่มาเลฯ
อารมณ์เหล่านั้นถูกรื้อทิ้งหมดตั้งแต่ตั้งใจฝึกเขียนหนังสือเป็นต้นมา
ข้าพเจ้าตั้งใจจะไม่วอกแวกออกจากงานเขียน ผลัดอารมณ์จากเขียนเรื่องยาวโดยอ่านหนังสือ ไม่ก็เขียนร้อยกรองสั้น ๆ หวังใช้เวลาสองปีกรำอักษรมากสุดเท่าทำได้ นิสัยชอบวอกแวกก็ยังไม่วาย ใช้เวลาร่วมหกเดือนกับเหล่าสหายทำก้าวรอก้าวด้วยความเพลิดเพลิน จนมาคิดขึ้นได้ว่าเอ็งจะฝึกเขียนนิยาย (แต่ก้าวรอก้าวก็ทำให้ได้พบความเอาจริงเอาจังของพี่ท่านอานันท์ซึ่งคุ้มเหลือเกินกับเวลาชีวิตหกเดือนนั่น)
สองปีที่กล่องสีถูกทิ้งอาบฝุ่น กระดาษ, รูปที่เขียนไว้, ถูกละเลยจนปลวกพากันเลี้ยงโต๊ะจีน โปสการ์ดจากเจ้าสหายนักเดินทางหายหน้าไปหลังจากไม่ได้รับโปสการ์ดตอบจากข้าพเจ้าอีกเลย (ใบสุดท้ายบอกไปว่าต่อจากนี้จะตั้งตาฝึกเขียนหนังสือ)
กระทั่งลงมือฝึกขีดเขียน มาปะสหายสำนักหนอนซึ่งก็เป็นกลุ่มคนส่งโปสการ์ด ได้รับโปสการ์ดทุกครั้งทั้งยินดีทั้งสลด ความยินดีนั้นเพราะได้ปะคอเดียวกัน แต่ก็สลดใจที่ตัวเองไม่เคยส่งตอบผู้ใดเลยสักครั้ง เพราะความที่ติดนิสัยส่งทั้งทีจะต้องเป็นโปสการ์ดทำเอง แต่ยังไม่อยากละจากโหมดฝึกเขียน ไม่แม้จะใช้เป็นช่วงเวลาพักผ่อน
ข้าพเจ้าจึงคล้ายคนไร้ไมตรีจิตอย่างสาหัสสากรรจ์
ล่วงแล้วสองปีที่ตั้งใจ กลับเขียนไม่คล่องมือดังหมายไว้ การฝึกฝนยังต้องขยายเวลา เป็นเยี่ยงนี้ยังต้องทุ่มเทมากขึ้น
หลายคนอาจสามารถสลับโหมดไปมา ทำโน่นแล้วมาทำนี่แล้วเปลี่ยนเป็นนู่นโดยไม่ติดขัด แต่ข้าพเจ้ากลับไม่อาจกระทำอย่างนั้น รู้ตัวดีว่าจมอยู่กับเรื่องใดก็จะฝังอยู่อย่างยากจะแงะออก เมื่อพบตัวเองเป็นเช่นนี้เสียแล้วจึงมุ่งกระทำเพียงการเดียว เมื่อต้องขยายเวลาฝึกเขียนออกไปจึงยังคงใช้อุตสาหะที่มีทั้งหมดไปกับฝึกฝนรจนาการ
จนกว่าจะรู้สึกว่าเขียนคล่องมือ เขียนได้ดังใจ ซึ่งเวลาเช่นนั้นข้าพเจ้าเองหารู้ว่ามีอยู่หรือไม่? เพียงผลจากการฝึกฝนมาคล้ายบอกว่า ‘น่าจะมี’
ยินดีที่ของฝากจากท่านล้วนเป็นช่ออักษร
เพราะหากสหายที่เคารพรักบังเกิดมีสิ่งใดต้องการมอบแก่ข้าพเจ้ามิตรต่ำต้อยของท่าน ช่ออักษรจึงเป็นของฝากมากค่าเหมาะยิ่งแล้วสำหรับข้าพเจ้า เพื่อที่ว่าความละอายใจอันข้าพเจ้าสะสมมาจะได้ไม่กองสูงจนท่วมศีรษะ เพราะการได้รับอักษรฝากนั้น ข้าพเจ้าจะโต้ตอบอย่างไม่มีวันยอมติดค้างเลย
ขอความหลับสบายจงมีแก่ค่ำคืนแห่งท่านขะรับ
-เพลงพันศอก-
ดึกดื่น…สวัสดิ์ (สงัด)
จิ้งหรีด เรไร…พากันประสานเสียง..เป็นหนักหนา ภายใต้บรรยากาศอันเงิยบสงัดเยี่ยงนี้…
หลังจากน่านิ่ว คิ้วขมวด อยู่กับการแก้ไขระบบอินเตอร์เน็ต…ที่คุ้มดีคุ้มร้าย…จนคาดว่าน่าจะใช้งานได้ยาวๆ โดยไม่ติดขัด…
พลางนึกถึง สหายสองท่าน…ที่ใคร่อยากจะสนทนาด้วยอารมณ์โปสการ์ดกึ่งเอ็มเอสเอ็น…
นั่นก็คือ ท่านดินและโอ้แม่เพลง… ไม่แน่ใจว่า อาการอย่างนี้ เขาเรียกว่าเยี่ยงใด ?
อืม…ม นึกออกแล้วขอรับ …สำหรับท่านดิน ขอเรียกว่า อาการ “ติดดิน”
ส่วนแม่เพลง…ขอเรียกอาการนี้ว่า… “ติดเพลง” ก็แล้วกันนะขอรับ…
ฟังดูแล้ว ชีวิตน่ารื่นรมย์ ดีแท้…
>> โอ้แม่เพลง กระผมพยายามอยู่หลายหน..ที่จะไปเยี่ยมบ้านแม่ฯ แต่ดูเหมือนกำลังมีการก่อสร้างและ ทาสีอยู่…คิดว่า หน้าฝนเยี่ยงนี้…กว่าจะแล้วเสร็จ คงอีกสักระยะ…
จึงใคร่ขออาศัย เก้าอี้นั่งเล่น บ้านท่านดิน…สนทนาไปพลาง…
หากวันไหน? ทำกับข้าวได้มากกว่าอาหารตระกูลไข่…
กระผมจะหิ้วปิ่นโต(ที่มีกับข้าวอร่อยๆ)มาฝากท่านทั้งสอง…สักเถา นะขอรับ
…ที่ใด…ที่ใจอยู่…ที่นั่นคือ”บ้าน”
คารวะ บ้านหลังที่สอง ขอรับ
แสงแรกสวัสดิ์ขอรับท่านอิ่ม
อากาศเย็นอย่างกับอยู่ช่องฟิสช์ เย็นจนถุงนอนโกโลโกโสของข้าพเจ้าเอาไม่อยู่ ถึงกับขดตัวละเมอ ‘สงสัยได้เวลาหาถุงนอนใบใหม่’
ฟ้าสว่างแล้วพวกจิ้งหรีดทางข้าพเจ้ายังไม่ยอมเงียบเสียง (สงสัยร้องมาทั้งคืนไม่มีตัวเมียสนใจ)(ว่าแต่จิ้งหรีดมันกรีดปีกทำไมอ่ะทั่น? พอจะทราบไหม?)
โปสะการ์ดกึ่งเอ็มเป็นอย่างไรขะรับ? (หรือคือการแวะเก้าอี้นั่งสนทนาเยี่ยงนี้?)
พวกนกกำลังกระพือปีกตัดฟ้า ตัวโน้นไปทางนี้ ตัวนี้ไปทางโน้น อ๊ะ! ตัวนั้นไปทางไหน? เสียงวิ๊ด ๆ ปู๊ด ๆ หลากสำเนียงจ๊อกแจ๊กมา คงพากันออกหากิน ข้าพเจ้าก็ได้เวลาเริ่มวัตรประจำวัน
พบกันเวลาคอฟฟี่เบรคยามบ่าย ในเงาไม้แดดกล้าลมอ่อนขะรับ
มา..เริ่มงานกัลล์
‘บ้าน’ใด..ที่ใจอยู่..ที่นั่นคือ ‘บ้าน’
คารวะ (ท่านมีสองบ้านเรอะ..ระวังหน่อยนะขะรับ
)
ท่านดินที่รัก…
ท่านเคยได้ยินคำนี้ไหม “ศิลปะส่องทางถึงกัน”
การเขียนหนังสือเป็นศิลปะเช่นเดียวกับงานศิลป์แขนงอื่น
เป็นความจริงที่ว่าแม้นเราจะรักใคร่เอ็นดูพยัญชนะไทยทั้ง ๔๔ ตัวมากขนาดไหน
เราก็มิอาจใช้เวลาอยู่กับมันได้ตลอดเวลา…ใช่หรือไม่
เช่นนั้นแล้วเวลาว่างดังกล่าวล่ะท่าน
ครั้งหนึ่งข้าเจ้าเคยแหย่พี่ท่านคนหนึ่งซึ่งบอกข้าเจ้าว่า
งานเขียนของเขาเป็นเช่นหญิงสาวคนรัก
ข้าเจ้าต่อให้ว่า…เช่นนั้นแล้ว…หนังสือคงเป็นดั่งชู้รักซึ่งเขากระหายที่จะอ่าน
เดือนก่อนขณะวาดภาพสีน้ำมัน
ข้าเจ้าค้นพบเทคนิคการวาดอันนำความตื่นเต้นมาให้
แม้นจะรู้ความจริงจากพ่อดาวกวีทีหลังว่า…เทคนิคนี้มันมีมานานแล้วก็เถอะ
ข้าเจ้าเขียนภาพด้วยใจรักโดยไม่ผ่านการเรียนรู้จากสำนักใด
เทคนิคต่างๆ อันได้รับจากการเรียนนั้นจึงไม่มี
สำหรับข้าเจ้าสิ่งที่ค้นพบจึงเป็นความอัศจรรย์อันงดงาม
เช่นกันกับการเขียนหนังสือ
เมื่อริอ่านเขียนหนังสือใหม่ๆ เพื่อนรุ่นพี่ซึ่งเป็นคนเขียนเพลง
แนะนำให้ใช้วิธีเขา นั่นคือการหานักเขียนในดวงใจสักคน
แล้วเขียนให้ได้อย่างนักเขียนท่านนั้น เป็นการเขียนโดยให้งานเขียนนั้นเป็นดั่งครู
แต่…ข้าเจ้าไม่มีนักเขียนในดวงใจ
ไม่มีหนังสือเล่มใดสักเล่มที่เปลี่ยนแปลงชีวิตข้าเจ้า เช่นคนเขียนหนังสือหลายคน
สำหรับข้าเจ้าแล้ว…หนังสือทุกเล่มที่ผ่านตาล้วนแล้วมีคุณาการต่อชีวิตเป็นยิ่งยวด
วิธีการเขียนของข้าเจ้าจึงเป็นเช่นเดียวกับการเขียนภาพสีน้ำมัน
ข้าเจ้าคิดสมอว่า ตนไม่มีความอดทนพอในการเขียนนิยายให้จบเป็นแน่แท้
เช่นนั้นแล้วในการเขียน “บทเพลงชีวิต” ครั้งกระโน้นที่ท่านช่วยคอมเม้นท์
ข้าเจ้าจึงเขียนประหนึ่งว่ามันคือเรื่องสั้น
ในหนึ่งตอนคือเรื่องสั้นหนึ่งเรื่อง จากนั้นเมื่อนำมาต่อรวมกัน
มันก็คือภาพๆ ใหญ่ กลายเป็นนวนิยายเรื่องใหม่ในทันที
ข้าเจ้ามารู้ทีหลังอีกเช่นกัน หลังบอกเล่าความยินดีส่วนตัวในการค้นพบวิถีทางการเขียน
นักเขียนรุ่นพี่บอกว่า…เดือนวาดก็ใช้วิธีการนี้ใน “ช่างสำราญ”
ข้าเจ้าเคยอ่าน “ช่างสำราญ” ทว่าจดจำได้เพียงเนื้อหาหลัก
ว่าจะหากลับมาอ่านอีกครั้ง ((เล่มเก่าข้าเจ้ายกให้เขาไปแล้ว))
อ่านแบบคนที่กำลังเขียนหนังสือ มิใช่อ่านผ่านตาเหมือนดังเช่นเคยเป็นมาก่อนหน้า!!!
ไม่แน่ใจว่าข้าเจ้าเคยเล่าให้ท่านทราบหรือเปล่า
กระทั่งการถอนหญ้าข้าเจ้าก็คิดว่ามันคือการทำงานศิลปะชนิดหนึ่ง
ฝนตกติดกันหลายวัน เหล่าหญ้าก็พาเหรดกันขึ้นเต็มแปลงดอกเยอบีร่า
ข้าเจ้าปลูกเยอบีร่าสำหรับให้แม่ตัดไปไหว้พระ
หญ้าที่มาบังอาจขึ้นในแปลงเยอบีร่าคือดอกหญ้าที่เรียกกันว่าดอกกระดุม
โดยปรกติข้าเจ้าเอ็นดูเจ้าดอกกระดุมนี่นัก แม้นมันจะเป็นเพียงดอกหญ้า
ทว่า…ในยามที่เจ้าดอกหญ้ามาเบ่งบานในแปลงดอกไม้ซึ่งยังไม่พ้นช่วงอนุบาล
หากปล่อยไว้ ดอกหญ้าก็จะครอบคลุมพื้นที่บริเวณนี้เสีย
นอกจากจะแย่งน้ำ แย่งอาหารในดิน
ดอกหญ้ายังมีแนวโน้มกันท่ามิให้ใบเยอบีร่าได้ซับแสงแดดได้เต็มที่
เช้านั้นข้าเจ้าถอนดอกหญ้าออกด้วยความเศร้าใจ
แม้นข้าเจ้าจะคิดว่า…เออหนอถ้าข้าเจ้ารดน้ำให้มากกว่าเดิม
และใส่ปุ๋ยเป็นอาหารให้มากกว่าเดิม
อาหารและน้ำสำหรับเยอบีร่าก็จะไม่ถูกแย่งใช่ไหม
เฮ้อ…ตามหลักการที่คิดอาจใช่
หากความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่
เหมือนคนเลย…ข้าเจ้านึกต่อ
ถ้าเยอบีร่าคือคนรักแรกที่ต้องดูแลตามประสาคนรักกัน
ส่วนดอกหญ้านั้นคือความงามอันพิสุทธิ์ที่มีใจให้เช่นกัน
ข้าเจ้ายังไม่เคยเห็นรักสามเส้าครั้งไหนจบลงด้วยความสุข
ในนาฏกรรมอำลาล้วนนำมาซึ่งความระทมทั้งของดอกไม้และผู้ดูแล
คิดไปคิดมา ข้าเจ้าก็รินน้ำตาเงียบๆ ให้กับความเศร้าที่บังเกิด
เมื่อการปกป้องดูแลความรู้สึกของคนคนหนึ่ง
หมายถึงต้องขุดรากถอนโค่นความรู้สึกดีดีต่อคนอีกคนหนึ่ง
พี่สาวซึ่งวันนั้นกลับมาบ้านเห็นข้าเจ้าถอนดอกหญ้าแล้วร่ำไห้ถึงกับถาม
การถอนหญ้านี่มันทำให้ถึงกับเสียน้ำตาเชียวเรอะ
หลังถอนหญ้าเสร็จ ข้าเจ้ารีบล้างมือและขึ้นบ้านไปนั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์โดยไว
จากนั้นไม่กี่ชั่วโมงถัดมา…เรื่องสั้นเรื่องใหม่ก็ถูกบันทึกลงในสมุดบันทึกไฟฟ้า
รอให้ความรู้สึกหลงในสวนอักษรแห่งตนคลี่คลาย
แล้วจึงหมายมาดตรวจสอบใหม่ก่อนพาลูกสาวออกมาให้มิตรช่วยขัดเกลาความน่ารักของเธอ
- – -
ท่านอิ่ม…การมีบ้านหลังสองนั้นสร้างความทุกข์นักข้าเจ้าขอเตือน
พ่อข้าเจ้าเคยสอนว่า “บ้านสองต้องห้าม ถ้าจะมีต้องมีสามบ้าน” (ฮา)
อ่า…เอ่อ…ทั้งท่านและท่านดินเดินแวะเวียนผ่านหน้าบ้านเช่นนี้
เห็นทีข้าเจ้าคงต้องเร่งช่างให้ช่วยสร้างให้เสร็จไวๆ เสียหน่อย
คาราวะวันไหว้ครู
ยังคงมิมีช่ออักษรมาคาราวะ
หากเริ่มนำหนังสือมาวางไว้หน้าบ้านรอต้อนรับมิตรสหายแล้ว
เผื่อมาไม่เจอข้าเจ้าก็ยังมีหนังสือให้อ่านรอที่เรือนชาน
คาราวะ
ทั่นพี่ดิลล์ … น้องนำสิ่งที่ทั่นพี่ประสงค์มาวางไว้ถึงประตูหลัง … บ้านทั่นพี่
Please be “สำราญ” ! … ไปละนะ (ชะแวบ~~~)
น้องขุลล์
: )
http://chiangmaitoday.wordpress.com/prefoto3/
แม่เพลง The Mama-song ! …
จอมยุทธ์หนุ่มใหญ่คนหนึ่ง เดินสวนกัน ข้าฯ เอ่ยทักทาย
“บ้านหนึ่ง หรือ หลายบ้าน เป็นยอดชาย”
“บ้านหนึ่งไม่ควร หลายบ้านไม่ควรอย่างยิ่ง” เขาตอบ
“… (เมิงสิเว้าอีหยัง เว้าเทิ่งๆ)” ข้าฯ คิด
“ยอดชาย มียอดหญิงห้อมล้อม แต่ไร้บ้าน”
… ดูมันตอบ
: )
สี่ทุ่มครึ่งสวัสดิ์
ถึง ท่านดิน…
>>โปสะการ์ดกึ่งเอ็มเป็นอย่างไรขะรับ?
<<อารมณ์ โปสการ์ดกึ่งเอ็ม …ในความหมายของกระผม ก็คือ สิ่งที่พวกเราสนทนาอยู่นั้น มันเหมือนเขียนโปสการ์ดถึงกัน…เขียนด้วยความรู้สึก…แล้วก็ส่งถึงกัน…ทุกๆวัน
เรามักจะไปรอลุ้นอยู่ที่หน้าตู้ไปรษณีย์ แต่มันเป็นไปรษณีย์ชนิดพิเศษ บางวันก็ได้รับและการตอบกลับภายในไม่กี่ชั่วโมง…เพราะมันเป็นโลกไซเบอร์ที่…สนทนาชนิดเฉียดไปเฉียดมา…คล้ายการเอ็มเอสเอ็น…ด้วยเพราะเราอยู่ห่างกันแค่คนละมิติเวลานิดเดียวเท่านั้น…ขอรับ
ส่วนเรื่องบ้านหลังที่สอง…อิ๊ อิ๊ มันอยู่ที่การตีความ…เช่นเคย…พวกท่าน(ทั้งคู่ )อารมณ์ขันดีแท้…
ปล.วันนี้(หรืออาจเป็นช่วงนี้)ไม่มีเรื่องอัพ นะท่าน เพราะระบบอัพโหลดของผม มีปัญหาแจ้งศูนย์ wordpress ไปแล้ว คาดว่าจะใช้การได้ในเร็ววัน…
…เลยสนทนากันได้แค่ใน comment ไปพลาง…
คารวะ ยามที่ยุงหนีหาย…
ร่ำร่ำจะอรุณสวัสดิ์ขอรับท่านอิ่ม
อืมม์ โปสะการ์ดกึ่งเอ็ม…!
เช่นนั้นเจ้าเก้าอี้นั่นเล่นตัวนี้ก็คงเป็นกล่องเก็บโปสะการ์ด จำอารมณ์วันนั้นที่คิดเขียนเรื่องไม่ออกนั่งอ่านโปสะเก็มไล่ลงมา อมยิ้มบ้าง ผงกศีรษะบ้าง หัวเราะก๊ากบ้าง (แต่ไม่มีขนาดน้ำตาซึมน่ะขะรับ) จึงได้ตกลงใจปิดคอมเม้นท์เปิดไว้แต่เจ้ากล่องเก้าอี้ เพราะหากโปสะเก็มกระจัดกระจายเสียแล้ว เป็นอันหมดโอกาสนั่งละเลียดอารมณ์หวนอดีต
อีกอย่างข้าพเจ้าคงติดอยู่เงียบ ๆ เข้าไปที่จอแจผู้คนมาก ๆ แล้วตาลาย มีมิตรสหายที่เคารพนับถือสองสามท่านแวะทักทาย นั่นนับว่าผ่อนพักคลายใจจากวัตรประจำวันพอแล้ว
เรื่องอัพ WP ข้าพเจ้าใช้ WLW ทั้งประหยัดเวลาเน็ต ทั้งสะดวกเวลาอัพ ลองดาวน์โหลดไปใช้นะขะรับ http://get.live.com/writer/overview
สุขสันต์วันศุกร์ขอรับ
คารวะ
อรุณสวัสดีท่านดิน
วันนี้มาเขียนหนังสือกันเถอะ…มีความรู้สึกอยากเขียนนิยายเอามากๆ
รู้สึกว่าภาพร่างในหัวนั้นมันแจ่มชัดขึ้นกว่าขึ้น
เพราะงั้นวันนี้ขอสั้นๆ พอ
มีความสุขกับการอ่านการเขียนหนังสือต้วยกั๋นเน้อเจ้า
คาราวะ
อา..ขึ้นกว่าขึ้น
ช่างกล่าว
ช่างกล่าว
..
..
ท่านเขียนเมื่อมีความรู้สึกอยากเขียน
ข้าพเจ้าเขียนแม้ไม่มีความรู้สึกรู้อยาก
ลงมือเขียนเมื่อไร
เราเจอกัลล์
ไปต่อ…
ฝนมาเช้าวันศุกร์คารวะ