Posted on ตุลาคม 17, 2008 by ธุลีดิน
๏ เพ็ญโสมกระจ่างฟ้า….จวงจันทร์ลอยลิ่ววิลาวัณย์……….แจ่มหล้าเมฆยังคลอเคียงกัน……เกยอยู่ คู่เคยอยู่ไหนเล่าขวัญข้า…….ไยร้าง ห่างไกล ฯ
๏ พระพายเคยผ่านแผ้ว…พจนีย์พัดแผ่วแว่ววลี…………ห่อนเว้นเย็นสายลมวจี………….เวียนแวะ รจนาแลกลายอักขระเล่น……เป็นเพื่อน มาเสมอ ฯ
๏ สงัดเงียบเสียยิ่งแล้ว…..สหายเอยสายลมเคยรำเพย……….แผ่วพลิ้วยามนี้หยุดพัดเลย……….ราวสิ้น แรงลมลืมแล้วเคยเริงริ้ว………..แรมรส อักขระละไม ฯ
๏ เจ็บปวดแลป่วยไข้…….ใช่ไหม?จึงไม่อาจพัดไกล………..กว่ากลั้นหนักเบาเป็นฉันใด……….ใคร่รู้ จริงแฮ ห่วงใยกังวลนั้น………….เนิ่นช้า ยิ่งถวิล ฯ
Filed under: The Note Book | Tagged: The Note Book | Leave a Comment »
Posted on ตุลาคม 10, 2008 by ธุลีดิน
ขนำข้าพเจ้ามีจิ้งจกเต็มไปหมด อันที่จริงเราก็อยู่ร่วมอย่างเงียบสงบขอรับ พวกมันไม่เคยร้องสร้างบรรยากาศสยองวิเวกเหมือนตุ๊กแก ข้าพเจ้าก็ไม่เคยไปวุ่นวายอะไรกับพวกมัน ปล่อยมันไต่มุ้งไต่ข้างฝาหาแมลงกินไปตามเรื่อง
แต่ขี้ของพวกมันสิขอรับ!
พวกมันขี้ไปทั่วไม่ดูตาม้าตาเรือ จะกินข้าวต้องระวัง นั่ง ๆ ก็ขี้ใส่หัว(แถมมีเยี่ยวกลิ่นน้ำปลาตาตราทิพรสเป็นแพ็คเก็จ) มันพากันขี้ทิ้งไว้ให้ข้าพเจ้าต้องกวาดไม่เว้นวัน กลายเป็นกิจวัตรเหมือนพวกมันจ้างข้าพเจ้าไว้เป็นคนงานกวาดขี้ด้วยค่าจ้างต่ำกว่าอัตราแรงงานชนบทคือเสียงร้องกล่อมใจ ต๊อก ๆ เป็นครั้งคราวซึ่งก็หาสร้างภิรมย์อันใด
บนพื้นยังพอทำเนากวาดง่าย แต่ตามซอกโน่นนี้หากเว้นปัดกวาดสักพักเป็นเต็มไปหมด คิดก็ให้อิดหนาระอาใจ ข้าพเจ้าได้แต่สงสัยไม่ก่อประโยชน์แก่กันแล้วมันจะมาอยู่ร่วมทำไม? คิดถึงสัจธรรมทุกสิ่งในโลกล้วนพึ่งพาอาศัยเด็ดดอกไม้กระเทือนถึงดวงดาว ข้าพเจ้าพยายามคิดถึงผลดีที่มีเจ้าจิ้งจกพวกนี้อยู่ในขนำ
คิดไม่ออกเลยขอรับ!
และแล้ววันหนึ่งก็มีพระเอกขี่ม้าเขียวมาช่วย
ไม่ต้องสงกานะขอรับว่าทำไมจึงไม่ขี่ม้าขาวอย่างชาวบ้านร้านตลาดเขา ก็เพราะเจ้าพระเอกตัวนี้มันสีเขียว
งูเขียวขอรับ!
เมื่อก่อนเห็นงูเลื้อยเข้าขนำข้าพเจ้ารีบตะเพิด วันนั้นเกิดอารมณ์สุนทรีย์อยากเห็นงูเลื้อยในขนำคิดไปว่าดูเป็นธรรมชาติดี และแล้วก็พบภาพที่ข้าพเจ้าสะใจแทบปรบมือโห่ร้องเหมือนตอนพ่อพาข้าพเจ้าไปดูหนังโรงเก้าอี้ไม้ฝาสังกะสี พอพ่อสมบัติมาช่วยแม่เพชราทีผู้คนปรบมือกันกราว (ปานนั้น!)
งูเขียวมันไล่งับจิ้งจกขอรับ ไอ้พวกนายจ้างช่างขี้ของข้าพเจ้าแล่นหนีกันสับสนอลหม่าน เพดานขนำที่ดูเงียบสงบเกิดโกลาหลราวมียูเอฟโอมาร่อนลง
ได้ผลขอรับ ประชากรจกลดจำนวนลงอย่างเห็นได้ชัด ขี้ที่เคยต้องกวาดวันละหลาย ๆ ตัน เป็นอันเหลือหรอมแหรม ข้าพเจ้ากินข้าวไม่ต้องคอยระวังนั่งเขียนหนังสือก็สบายอุราโดยมีเจ้างูเขียวมาคอยดักจับจิ้งจกทะเล่อทะล่าอยู่บนเพดาน
อย่าเพิ่งลุกจากเก้าอี้ขอรับ!..เรื่องราวยังไม่จบแค่นั้น
และแล้ววันหนึ่งขณะข้าพเจ้ากำลังนั่งเขียนหนังสือเพลิน ๆ ก็มีอันสะดุ้งโหยง
ขี้ขอรับ! ขี้หล่นลงมาปาดหูแผละไหล่ เป็นขี้เหลวกลิ่นชวนเอียนชวนอ๊อก เงยดูเป็นเจ้างูเขียวตัวนั้นนั่นเอง ข้าพเจ้าคว้าไม้ไล่มันไปเสียจากขนำด้วยอารมณ์ฉุนปานเตียวหุยกลางทัพ รีบล้างน้ำฟอกสบู่ แต่ล้างอย่างไรก็ไม่สิ้นกลิ่น ยังคงโชยคลื่นเหียนอยู่โรยหืน (ลองคิดดู [...]
Filed under: The Note Book | Tagged: The Note Book | Leave a Comment »
Posted on กันยายน 27, 2008 by ธุลีดิน
ค่ำแล้วสวัสดิ์ขอรับท่านคั่น
ชานกระต๊อบซอมซ่อรับการมาเยือนของท่านนับว่าน่ายินดีนัก ยามสุขใจสหายจะเริงเช่นไรหาเป็นเรื่องกังวลห่วงใยเลย ครั้นยามมีเหตุทุกข์ร้อนใจ สหายแวะเวียนมาบอกกล่าว นั่นจึงเป็นปรีดาปราโมทย์แก่อรัญวาสีผู้บำเพ็ญอักขระพรตอยู่ ณ ขนำน้อยชายป่านี้เป็นล้นพ้น จะได้ยินดีในระทมทุกข์แห่งท่านนั้นหาไม่เลย แต่เป็นยินดีได้ทราบว่าท่านยังไม่หลงลืมสหายต่ำต้อยหลีกโลกพร่ำภาวนาเพียงเดียวผู้นี้
อักษรเกษมสันต์ยามคิดได้เขียนออกนั้นเป็นเรื่องบำเรออารมณ์นัก กลับกัน ทุกข์เทวษแห่งอาการติดขัดไม่อาจขยับปลายนิ้วก็แรงโทมนัสไม่หย่อนกว่ากันเลย
ข้าพเจ้าเองก็หาพ้นไปจากวัฏฏารมณ์ดังท่านกล่าว
แต่ขอท่านสดับสักนิดเถิดขอรับ
ถือเสียว่าเราผ่านหลักกิโลอักษรต่าง ๆ ร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นหยิบหนังสือขึ้นมาอ่านทั้งไม่อยากอ่านอยากเขียนต่างหาก, อยากเขียนแต่ไร้เสียซึ่งแรงขับจนไม่อาจขยับปลายนิ้ว, นั่งมองเหม่อพ่นลมหายใจออกมาเป็นเวลาว่างเปล่านาทีแล้วนาทีเล่า, จนถึง ‘กลัวเขียนออกมาไม่ดี ไม่แปลกใหม่’ กระทั่ง ‘คิดท้อใจ’ ‘เพียงใจอยากแทบไม่ช่วยอะไรเลย’
ใน ‘Neverending Story’ ซึ่งเขียนโดยมิคาเอล เอ็นเด้ชาวเยอรมัน อัทเทรอูกับม้าของเขาเดินทางผ่านหนองบึงแห่งความระทมทุกข์ ผู้ที่ย่ำลงไปในหนองน้ำนั้นจะหลงลืมความสุขที่เคยผ่านพบหลงเหลืออยู่ก็แต่ความทุกข์ในความทรงจำ ยิ่งล่องลึกเข้าไปความระทมทุกข์ยิ่งถมทับทวีกัดกร่อนหัวใจกระทั่งสิ้นไร้ซึ่งแรงจูงใจที่จะมีชีวิตอยู่ยินยอมให้ร่างกายจมลงในหนองน้ำโดยไม่คิดดิ้นรนต่อสู้
อัทเทรอูกับม้าของเขาไม่อาจต้านทานพลังของหนองน้ำแห่งความระทมทุกข์เรื่องราวหนหลังในแง่มุมร้าย ๆ บีบคั้นจิตใจจนไร้ศรัทธาที่จะดำรงชีวิตต่อไปจึงปล่อยให้หนองน้ำดูดกลืนร่างลึกลงไปทุกที
ม้าขาวของอัทเทรอูซึ่งเป็นม้าแสนรู้ไม่อาจต้านทานความระทมทุกข์แห่งหนองน้ำ ขณะที่ตัวอัทเทรอูเองก็เช่นกันแต่บังเอิญมีพลังของสัญลักษณ์แห่งราชินีจันทราซึ่งอัทเทรอูห้อยอยู่ช่วยไว้ อัทเทรอูจึงรอดชีวิต
ข้าพเจ้าอ่านหลายปีก่อนเห็นเป็นนิยายแฟนตาซีซึ่งก็สนุกดีเต็มด้วยเรื่องราวจินตนาการเฟื่องฝัน ครั้นกลับมาอ่านอีกครั้งจึงได้ตีความต่างไปจากหนก่อน
หนองน้ำแห่งความระทมทุกข์ก็คงไม่ต่างหลักกิโลอักษรต่าง ๆ ซึ่งเราผ่านมา เราผ่านมาได้ก็ด้วยสัญลักษณ์แห่งราชินีจันทราซึ่งจะเป็นสิ่งใดนั้นแล้วแต่เราจะพกพา อาจเหมือนหรือแตกต่างซึ่งก็หาเป็นไรไม่ เรารู้เพียงที่หมายเราเป็นเดียวกัน ก็คือไปให้ถึงจุดหมายไปเพื่อตั้งชื่อใหม่ให้ราชินีจันทรา สำหรับเรื่องราวเล่มใหม่ นิยายเล่มใหม่ บทกวีชุดใหม่
มีผู้คนสักเท่าไรจมอยู่ในหนองน้ำนั่น?
‘เขียนอะไรก็ได้ขอให้ได้เขียน’ [...]
Filed under: The Note Book | Tagged: The Note Book | Leave a Comment »
Posted on กันยายน 24, 2008 by ธุลีดิน
อรุณสวัสดิ์ขอรับท่านอ้าย
ดีใจได้รับข้อความแลกเปลี่ยนว่าด้วยอักขระรส ข้าพเจ้าใคร่รู้เสมอว่าสหายกำลังครุ่นเขียนอยู่ในหล่มอารมณ์ใด? เรื่องราวไปถึงไหน? ลื่นไหลติดขัดเยี่ยงไร?
ความใคร่รู้นั่นหาใช่คิดละลาบละล้วงเข้าไปถึงเครื่องยนต์กลไกผลิตอักขระของสหาย แต่ขอแค่ได้พูดคุยด้วยหัวข้อสนทนาอันหาไม่แล้วในโลกกว้างใหญ่นี้ที่ผู้คนรอบกายเราจะนำพาหยิบมาร้อยรสบทสนทนาแลกเปลี่ยนกัน
ก็เพราะคนที่สนใจเรื่องขีดเขียนนั้นน้อยกว่าน้อยเมื่อเทียบดาราคนไหนเป็นแฟนคนไหน ในจำนวนน้อยกว่าน้อยยังเต็มด้วยคนที่อยากเป็นนักเขียนโดยไม่รู้ตัวว่าที่แท้แค่อยากดังอยากเป็นที่รู้จักอยากบอกใคร ๆ ว่ามีหนังสือของตัวเอง โดยหลงลืมไปว่านักเขียนนับจำนวนนิ้วมิรู้กี่รอบยังไม่ถ้วนที่มีงานตีพิมพ์อยู่ทุกเมื่อเชื่อวันนั่งซุกกายอยู่ในมุมเงียบ หามีนิตยสารไปสัมภาษณ์ ไม่มีใครหันมอง พวกเขายังคงใช้ไม้เท้ากายสิทธิ์เก่า ๆ เสกสรรปั้นแต่งตัวอักษรแลกค่าครองชีพที่ราคาซ้ำชั้นไม่รู้กี่ปี่ต่อกี่ปีมาแล้ว (และคงเป็นเช่นนั้นไปกว่าพิราลัย) มีนักเขียนกี่คนที่โด่งดังเป็นข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์นิตยสารแต่ไม่กี่ข้ามคืนกลับสูญหายไร้ร่องรอย ถึงวันนี้มีใครในสังคมเคยเอ่ยนาม นิพพานฯ ที่ครั้งหนึ่งรับรางวัลโน่นนี่มือเป็นระวิง
ถามนักอยากเขียนเหล่านั้นที่ว่าอยากเป็นนักเขียน อยากเป็นเยี่ยงนักเขียนที่กล่าวไหม..พวกเขาคงอึ้ง
เหลือหลงจากจำนวนน้อยกว่าน้อยนั่นก็เราท่านนี่แลขอรับ
รู้อยู่แล้วว่าเขียนเป็นอาชีพแปลว่าหาเรื่องเป็นคนจนตลอดชาติก็ยังคิดจะเขียน เอาเวลาที่นายหน้าขายประกันระดับเหรียญทอง อัพไลน์ระดับเพชรจัดประชุมหลังเลิกงานเร่งลูกทีมหาสมาชิกปั่นยอดขายหวังสิ้นปีจะไปพักร้อนหมู่เกาะฮาวายมานั่งจิ้มตัวอักษรลม ๆ แล้ง ๆ สักวันหนึ่งหากโชคดีได้แลกเงินก็มั่นอยู่ว่าแทบไม่พอยาไส้
เรายังคงเขียน
เป็นเพราะเลือกแล้วจะดำรงชีวิตเยี่ยงไร ไม่ต่างพรานไพรนายระพินทร์มิไยโฉมตรูแม่ดารินจะแสนงามเขายังคงฝากชีวิตไว้กับป่าเขาลำเนาไพร ไม่เลยที่ความงามเย้ายวนนั่นจะฉุดเขาไปเสียจากวิถีเถื่อนอันคือน้ำเนื้อแห่งชีวิตตน
ในจำนวนที่เหลือกันไม่เกินนิ้วบนฝ่ามือยามนี้ จะมีความสุขใจใดเล่าเทียมเท่าอักขระรสที่ส่งถึงกัน ไม่ว่าจำแลงมาในวรรณรูปใดล้วนนำความเปรมใจแก่สหายน้อยของท่านผู้ยังคงทุลักทุลนดั้นดนไปบนหนแห่งทุรจารนี้
อันเจ้าซำหม้อนั้นแต่แรกจรดปลายนิ้วก็หมายใจแล้วจะส่งมันไปโขกศีรษะคารวะท่าน ที่มันโผล่ออกมาเป็นตัวอักษรได้ก็ด้วยเฒ่าปรือของท่านนั่นแลติดค้างอยู่ในกะโหลก ยามนั้นฝนพรำ บักหำซำหม้อจึงโผล่ออกมาดูโลกโดยมิได้ตั้งใจ
ปะท่านที่สำนักเลยบอกซำหม้อทั้งประแป้งแต่งองค์นุ่งยีนส์ผูกผ้าขาวม้าเสื้อตาสก๊อตตั้งท่าจะออกจากขนำว่า “ไม่ต้องไปแล้ว”
มีความสุขกับการงานชีวิตประจำวัน จำเริญอักขระกริยาเป็นที่เลื่องชื่อลือชาในเร็ววันขอรับท่านอ้ายที่เคารพ
คารวะ
Filed under: The Note Book | Tagged: The Note Book | Leave a Comment »
Posted on สิงหาคม 19, 2008 by ธุลีดิน
การจะเขียนนิยายสักเรื่องต้องเตรียมอะไรบ้าง?
พล็อตเรื่อง โครงเรื่อง ชื่อเรื่อง ชื่อรายละเอียดบุคลิกตัวละคอน เนื้อหาโดยย่อ ปมปัญหา ปมขัดแย้ง จุดขมวดปมเรื่อง ฉาก ตอนจบ ตอนเริ่มเรื่อง ฯลฯ
หลายคนอาจร่างโครงเรื่องกำหนดบทตอนไว้คร่าว ๆ เป็นแผนที่เดินทาง ป้องกันอาการตีบตันซึ่งอาจเกิดขึ้นไม่รู้เวลาใดมิต่างตะคริวที่แวะทักโดยไม่บอกล่วงหน้า ทำให้การเดินทางต้องชะงักงัน โครงเรื่องจะช่วยให้ผู้เขียนเก็บระยะทางไปได้เรื่อย ๆ แม้หนทางเกิดติดขัดยังสามารถย้ายไปเดินอีกเส้นทาง บางครั้งอารมณ์ไม่สอดคล้องกับบทตอนที่กำลังเขียนก็อาจเลือกหยิบบทรับกับอารมณ์เขียนขึ้นมาประเลง
นั่นน่าจะเป็นวิธีปลอดภัยสุดสำหรับการย่ำไปในป่าจินตนาการ
หลายท่านอาจแย้งว่าวิธีนี้แห้งแล้ง ไร้จินตนาการ รู้หมดแล้วว่าอะไรจะเกิดขึ้นข้างหน้าพินาศวเนจรรสเสียสิ้น นั่นเป็นความจริงเพียงเจ็ดส่วน ขณะดุ่มเดินไปตามแผนที่เรายังสามารถแวะข้างทาง เลี้ยวออกทางเล็กทางน้อยตามแต่ใจ แวะทักทายผู้คนข้างทาง ไม่ก็นั่งพักดื่มน้ำรับประทานอาหารที่ชาวบ้านนำมาวางขาย แล้ววกกลับเข้าสู่ทางหลัก รสของการเดินทางยังคงอยู่ในรายละเอียดปลีกย่อยเต็มรสเต็มชาติ
แต่การเดินทางบางครั้งกลับไม่สามารถตระเตรียมทุกสิ่งทุกอย่างได้เลย
ทั้งหมดอยู่ที่จุดเริ่มต้น!
เริ่มที่คำถาม ‘นิยายหนึ่งเรื่องกำเนิดขึ้นได้อย่างไร?’
บางครั้งเริ่มจากมีชื่อเรื่องผุดขึ้นมาแล้วนำไปสู่เรื่องราว บางคราวเกิดพล็อตเห็นเค้าโครงคร่าว ๆ บางครั้งมีภาพเหตุการณ์สำคัญของเรื่องผุดพรายขึ้น จากนั้นจึงปั้นแต่งเรื่องราวดำเนินเรื่องไปหา บางทีเป็นเพราะมีชื่อตัวละคอนต้องใจ จู่ ๆ นามนั้นเกิดรูปร่างหน้าตามีชีวิตวิญญาณขึ้นมาแล้วเรื่องราวของคนผู้นั้นจึงดำเนินไป ฯลฯ
ที่มาต่าง ๆ เหล่านี้กำหนดความเป็นไปของนิยายเรื่องหนึ่ง หากเริ่มที่พล็อตภาพแผนที่เส้นทางถูกกำหนดไว้ตั้งแต่ยังไม่ออกเดินทางจึงสามารถกำหนดโครงเรื่อง หากไม่เป็นเช่นนั้น..มีแต่ปล่อยให้เรื่องราวดำเนินไปตามเหล่าตัวละคอนจะนำพา
ข้าพเจ้าฝึกใช้ภาษาไทยย้อนยุคมาร่วมปี ด้วยความตั้งใจจะเขียนนิยายย้อนยุคสักเรื่อง
ยามนั้นยังไม่รู้ว่าจะเป็นเรื่องอะไร? แนวไหน? ขอเพียงเป็นเรื่องซึ่งใช้ภาษาเก่าละมุนละไม
นิยายเรื่องนี้เกิดขึ้นตรงนี้ ตรงความตั้งใจที่จะเขียนเรื่องราวบรรยากาศย้อนยุค ส่วนจะหยิบยกเรื่องราวใดมาประเลงนั้นไม่มีอยู่ในกะโหลกเลยแม้น้อย ข้าพเจ้าจึงได้แต่ปล่อยให้วันเวลาผ่านไป หวังแค่ว่าสักวันคงมีเรื่องมาสะกิดใจ
แล้วจุดสนใจมาหยุดลงที่ ‘พหุยุทธ์มวยไทย’
ข้าพเจ้ายังไม่ได้อ่านนายขมมต้ม(หรือกระทั่งดูละคอนทีวี) เท่าทราบน่าจะมีเรื่องเดียวที่เกี่ยวข้องกับมวยไทย ช่วงต่อมามีหนังไทยชื่อ ‘ไชยา’ ออกฉาย [...]
Filed under: ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged: The Note Book | Leave a Comment »