• Live&Write quietly..shuuuu...

  • RSS Life in a Day

    • กาลครั้งหนึ่งฯ พฤศจิกายน 21, 2009
    • Talk2Win : เสียงจากโพ้นฟ้ากับเดอะแมจิกดราก็อน พฤศจิกายน 18, 2009
    • จดหมายจากดาวสีดิน : เพื่อเก็บเธอไว้..ตลอดไป พฤศจิกายน 9, 2009
    • ความน่าจะคล้าวบนลีโอพุ่ม : เจ้านาย..โดดเดี่ยวผู้น่าหยิก พฤศจิกายน 5, 2009
    • กล่องเครื่องมือฯ : คำพึงระวัง (อภินันทนาการจากท่านสายที่เคารพรัก) พฤศจิกายน 5, 2009
      เกษียณ เก๊ก (วางท่า) กบฏ (ตามฉบับราชบัณฑิตยสถาน)(แต่บางฉบับ ‘กบฎ’ นี้ก็ความหมายเดียวกัน) กระปอดกระแปด กะบึงกะบอน กะหนุงกะหนิง (ตามฉบับราชบัณฑิตยสถาน)(แต่บางฉบับ ‘กระหนิงกระหนิง’ นี้ก็ความหมายเดียวกัน) กิจจะลักษณะ ขะมักเขม้น โครงเหล็ก ช็อก (หมดสติ) แดงก่ำ เดียดฉันท์ ทะนุถนอม ทิวทัศน์ เบรก ปรานี (ก. เอ็นดู, เผื่อแผ่) ปราณี (น. ผู้มีชีวิ […]
    • ตะวันส่องฉาย : เธอคงเป็นเหมือนกันใช่ไหม? พฤศจิกายน 1, 2009
      เธอคงเป็นเหมือนกันใช่ไหม..? นั่งในรถไฟฟ้า ไม่รู้เอาสายตาไว้ที่ใด ก็ก่อนนั้นเคยมีกันและกันใกล้ นั่งคุยกันไป..ตลอดทาง เธอคงเป็นเหมือนกันใช่ไหม..? แวะฟังดนตรีในสวนเมื่อตะวันจาง กลับไร้คนเคยนั่งข้าง ยิ่งฟังยิ่งอ้างว้างว้าเหว่ใจ เธอคงเป็นเหมือนกันใช่ไหม..? พลิกหนังสือทีละหน้า แต่สายตาไม่เห็นอะไร เพียงเพราะว่าคนซื้อให้ ไม่ได้อยู่ใกล้ ๆ อีกต่อไป เธอคงเป็นเหมือนกันใ […]
    • เรไรร่อนร้อง : หวังจะมีสักวันเธอหันมา ตุลาคม 31, 2009
      ๑๏ นาฏะอักษรานี้พี่ให้เจ้า ทุกค่ำเช้าครุ่นจิตพิสมัย เพียรแรมร่อนจรเร่ระเหไป ควะคว้างในครุวรรณสีทันดร ๒๏ หวังกอบเก็บเก็จวลีมาพลีให้ แทนดอกไม้ลัดดามาลย์หมั้นสมร ทุกเช้าค่ำร่ำเร่คเนจร เพียงอักษรพจนามาจำนรรจ์ ๓๏ แม้นหมายมั่นฉันจิตพิศวาส อย่านิราศอย่างเคยเลยจอมขวัญ ไม่เห็นนิดคิดค้อนเป็นค่อนวัน กระไรกันกรรมหลากหนอยากนาน ๔๏ แม้นคนดีมีใจให้สักนิด หมายปลงจิตปรานีไมตร […]
    • เรไรร่อนร้อง : ขอรักคืนมา ตุลาคม 28, 2009
      ขอ เรื่องหลังยังอยู่ไม่รู้ล่วง ขอ ลมลวงพัดเลยระเหยหาย ขอ หอมอวลอักษรามาโชยชาย ขอ แมกไม้มิตรภาพอาบใจจำ รัก ไมตรีมิจางอย่างวันเก่า รัก เรื่องราวหลากถ้วนล้วนยวนขำ รัก ถักสานถากรอยนั่งร้อยคำ รัก เรียงร่ายเริงร่ำระบำความ คืน ค่ำนี้เดือนมืดมาชืดช้ำ คืน เยือนย้ำย่ำใจให้เข็ดขาม คืน เงียบเหงาเศร้าอยู่ทุกครู่ยาม คืน เคลื่อนข้ามท่ามไหวในเอกา มา จำเรียงเพียงถ้อยละห้อยหว […]
    • Ano : ซำหม้อลงจอกระดาษ ตุลาคม 23, 2009
    • The Note Book : จดหมายถึงนักเขียน (โคตร) หนุ่ม ตุลาคม 19, 2009
      พี่ท่านขอรับ ช่วยตอบทีว่านานเท่าไรแล้วหลังจากจดหมายฉบับสุดท้ายสะบัดก้นจากตู้ prateep มาหล่นแหมะลงตู้ kratom แลกี่ครั้งแล้วที่เจ้าดิลล์มันรับจดหมายกลับหายเงียบฉี่ (ที่ไม่ใช่ไปฉี่) ใจนั้นใคร่เขียนอยู่ดอกขอรับ อยากเขียนจดหมายเป็นประจำอย่าง 'จดหมายจากนักเขียนหนุ่ม' ของท่านหนก อยากส่งจดหมายลายมือบอกท่านป้าวนิดาว่าหลานน้อยคนนี้ยังคิดถึง (แต่ก็เกรงท่านอ่า […]

ยามไร้พระพายพัด..รำเพย

๏ เพ็ญโสมกระจ่างฟ้า….จวงจันทร์ลอยลิ่ววิลาวัณย์……….แจ่มหล้าเมฆยังคลอเคียงกัน……เกยอยู่ คู่เคยอยู่ไหนเล่าขวัญข้า…….ไยร้าง ห่างไกล ฯ
๏ พระพายเคยผ่านแผ้ว…พจนีย์พัดแผ่วแว่ววลี…………ห่อนเว้นเย็นสายลมวจี………….เวียนแวะ รจนาแลกลายอักขระเล่น……เป็นเพื่อน มาเสมอ ฯ
๏ สงัดเงียบเสียยิ่งแล้ว…..สหายเอยสายลมเคยรำเพย……….แผ่วพลิ้วยามนี้หยุดพัดเลย……….ราวสิ้น แรงลมลืมแล้วเคยเริงริ้ว………..แรมรส อักขระละไม ฯ
๏ เจ็บปวดแลป่วยไข้…….ใช่ไหม?จึงไม่อาจพัดไกล………..กว่ากลั้นหนักเบาเป็นฉันใด……….ใคร่รู้ จริงแฮ ห่วงใยกังวลนั้น………….เนิ่นช้า ยิ่งถวิล ฯ 

จิ้งจกบนเพดาน

ขนำข้าพเจ้ามีจิ้งจกเต็มไปหมด  อันที่จริงเราก็อยู่ร่วมอย่างเงียบสงบขอรับ พวกมันไม่เคยร้องสร้างบรรยากาศสยองวิเวกเหมือนตุ๊กแก ข้าพเจ้าก็ไม่เคยไปวุ่นวายอะไรกับพวกมัน ปล่อยมันไต่มุ้งไต่ข้างฝาหาแมลงกินไปตามเรื่อง
แต่ขี้ของพวกมันสิขอรับ!
พวกมันขี้ไปทั่วไม่ดูตาม้าตาเรือ จะกินข้าวต้องระวัง นั่ง ๆ ก็ขี้ใส่หัว(แถมมีเยี่ยวกลิ่นน้ำปลาตาตราทิพรสเป็นแพ็คเก็จ) มันพากันขี้ทิ้งไว้ให้ข้าพเจ้าต้องกวาดไม่เว้นวัน กลายเป็นกิจวัตรเหมือนพวกมันจ้างข้าพเจ้าไว้เป็นคนงานกวาดขี้ด้วยค่าจ้างต่ำกว่าอัตราแรงงานชนบทคือเสียงร้องกล่อมใจ ต๊อก ๆ เป็นครั้งคราวซึ่งก็หาสร้างภิรมย์อันใด
บนพื้นยังพอทำเนากวาดง่าย แต่ตามซอกโน่นนี้หากเว้นปัดกวาดสักพักเป็นเต็มไปหมด คิดก็ให้อิดหนาระอาใจ ข้าพเจ้าได้แต่สงสัยไม่ก่อประโยชน์แก่กันแล้วมันจะมาอยู่ร่วมทำไม? คิดถึงสัจธรรมทุกสิ่งในโลกล้วนพึ่งพาอาศัยเด็ดดอกไม้กระเทือนถึงดวงดาว ข้าพเจ้าพยายามคิดถึงผลดีที่มีเจ้าจิ้งจกพวกนี้อยู่ในขนำ
คิดไม่ออกเลยขอรับ!
และแล้ววันหนึ่งก็มีพระเอกขี่ม้าเขียวมาช่วย
ไม่ต้องสงกานะขอรับว่าทำไมจึงไม่ขี่ม้าขาวอย่างชาวบ้านร้านตลาดเขา ก็เพราะเจ้าพระเอกตัวนี้มันสีเขียว
งูเขียวขอรับ!
เมื่อก่อนเห็นงูเลื้อยเข้าขนำข้าพเจ้ารีบตะเพิด วันนั้นเกิดอารมณ์สุนทรีย์อยากเห็นงูเลื้อยในขนำคิดไปว่าดูเป็นธรรมชาติดี และแล้วก็พบภาพที่ข้าพเจ้าสะใจแทบปรบมือโห่ร้องเหมือนตอนพ่อพาข้าพเจ้าไปดูหนังโรงเก้าอี้ไม้ฝาสังกะสี พอพ่อสมบัติมาช่วยแม่เพชราทีผู้คนปรบมือกันกราว (ปานนั้น!)
งูเขียวมันไล่งับจิ้งจกขอรับ ไอ้พวกนายจ้างช่างขี้ของข้าพเจ้าแล่นหนีกันสับสนอลหม่าน เพดานขนำที่ดูเงียบสงบเกิดโกลาหลราวมียูเอฟโอมาร่อนลง
ได้ผลขอรับ ประชากรจกลดจำนวนลงอย่างเห็นได้ชัด ขี้ที่เคยต้องกวาดวันละหลาย ๆ ตัน เป็นอันเหลือหรอมแหรม ข้าพเจ้ากินข้าวไม่ต้องคอยระวังนั่งเขียนหนังสือก็สบายอุราโดยมีเจ้างูเขียวมาคอยดักจับจิ้งจกทะเล่อทะล่าอยู่บนเพดาน
อย่าเพิ่งลุกจากเก้าอี้ขอรับ!..เรื่องราวยังไม่จบแค่นั้น
และแล้ววันหนึ่งขณะข้าพเจ้ากำลังนั่งเขียนหนังสือเพลิน ๆ ก็มีอันสะดุ้งโหยง
ขี้ขอรับ! ขี้หล่นลงมาปาดหูแผละไหล่ เป็นขี้เหลวกลิ่นชวนเอียนชวนอ๊อก เงยดูเป็นเจ้างูเขียวตัวนั้นนั่นเอง ข้าพเจ้าคว้าไม้ไล่มันไปเสียจากขนำด้วยอารมณ์ฉุนปานเตียวหุยกลางทัพ รีบล้างน้ำฟอกสบู่ แต่ล้างอย่างไรก็ไม่สิ้นกลิ่น ยังคงโชยคลื่นเหียนอยู่โรยหืน (ลองคิดดู [...]

จดหมายถึงสหาย : ฤาใจสมัครหาสมานปรารมภ์

ค่ำแล้วสวัสดิ์ขอรับท่านคั่น
ชานกระต๊อบซอมซ่อรับการมาเยือนของท่านนับว่าน่ายินดีนัก ยามสุขใจสหายจะเริงเช่นไรหาเป็นเรื่องกังวลห่วงใยเลย ครั้นยามมีเหตุทุกข์ร้อนใจ สหายแวะเวียนมาบอกกล่าว นั่นจึงเป็นปรีดาปราโมทย์แก่อรัญวาสีผู้บำเพ็ญอักขระพรตอยู่ ณ ขนำน้อยชายป่านี้เป็นล้นพ้น จะได้ยินดีในระทมทุกข์แห่งท่านนั้นหาไม่เลย  แต่เป็นยินดีได้ทราบว่าท่านยังไม่หลงลืมสหายต่ำต้อยหลีกโลกพร่ำภาวนาเพียงเดียวผู้นี้
อักษรเกษมสันต์ยามคิดได้เขียนออกนั้นเป็นเรื่องบำเรออารมณ์นัก กลับกัน ทุกข์เทวษแห่งอาการติดขัดไม่อาจขยับปลายนิ้วก็แรงโทมนัสไม่หย่อนกว่ากันเลย
ข้าพเจ้าเองก็หาพ้นไปจากวัฏฏารมณ์ดังท่านกล่าว
แต่ขอท่านสดับสักนิดเถิดขอรับ
ถือเสียว่าเราผ่านหลักกิโลอักษรต่าง ๆ ร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นหยิบหนังสือขึ้นมาอ่านทั้งไม่อยากอ่านอยากเขียนต่างหาก, อยากเขียนแต่ไร้เสียซึ่งแรงขับจนไม่อาจขยับปลายนิ้ว, นั่งมองเหม่อพ่นลมหายใจออกมาเป็นเวลาว่างเปล่านาทีแล้วนาทีเล่า, จนถึง ‘กลัวเขียนออกมาไม่ดี ไม่แปลกใหม่’ กระทั่ง ‘คิดท้อใจ’ ‘เพียงใจอยากแทบไม่ช่วยอะไรเลย’
ใน ‘Neverending Story’ ซึ่งเขียนโดยมิคาเอล เอ็นเด้ชาวเยอรมัน อัทเทรอูกับม้าของเขาเดินทางผ่านหนองบึงแห่งความระทมทุกข์ ผู้ที่ย่ำลงไปในหนองน้ำนั้นจะหลงลืมความสุขที่เคยผ่านพบหลงเหลืออยู่ก็แต่ความทุกข์ในความทรงจำ ยิ่งล่องลึกเข้าไปความระทมทุกข์ยิ่งถมทับทวีกัดกร่อนหัวใจกระทั่งสิ้นไร้ซึ่งแรงจูงใจที่จะมีชีวิตอยู่ยินยอมให้ร่างกายจมลงในหนองน้ำโดยไม่คิดดิ้นรนต่อสู้
อัทเทรอูกับม้าของเขาไม่อาจต้านทานพลังของหนองน้ำแห่งความระทมทุกข์เรื่องราวหนหลังในแง่มุมร้าย ๆ บีบคั้นจิตใจจนไร้ศรัทธาที่จะดำรงชีวิตต่อไปจึงปล่อยให้หนองน้ำดูดกลืนร่างลึกลงไปทุกที
ม้าขาวของอัทเทรอูซึ่งเป็นม้าแสนรู้ไม่อาจต้านทานความระทมทุกข์แห่งหนองน้ำ ขณะที่ตัวอัทเทรอูเองก็เช่นกันแต่บังเอิญมีพลังของสัญลักษณ์แห่งราชินีจันทราซึ่งอัทเทรอูห้อยอยู่ช่วยไว้ อัทเทรอูจึงรอดชีวิต
ข้าพเจ้าอ่านหลายปีก่อนเห็นเป็นนิยายแฟนตาซีซึ่งก็สนุกดีเต็มด้วยเรื่องราวจินตนาการเฟื่องฝัน ครั้นกลับมาอ่านอีกครั้งจึงได้ตีความต่างไปจากหนก่อน
หนองน้ำแห่งความระทมทุกข์ก็คงไม่ต่างหลักกิโลอักษรต่าง ๆ ซึ่งเราผ่านมา เราผ่านมาได้ก็ด้วยสัญลักษณ์แห่งราชินีจันทราซึ่งจะเป็นสิ่งใดนั้นแล้วแต่เราจะพกพา อาจเหมือนหรือแตกต่างซึ่งก็หาเป็นไรไม่ เรารู้เพียงที่หมายเราเป็นเดียวกัน ก็คือไปให้ถึงจุดหมายไปเพื่อตั้งชื่อใหม่ให้ราชินีจันทรา สำหรับเรื่องราวเล่มใหม่ นิยายเล่มใหม่ บทกวีชุดใหม่
มีผู้คนสักเท่าไรจมอยู่ในหนองน้ำนั่น?
‘เขียนอะไรก็ได้ขอให้ได้เขียน’ [...]

จดหมายถึงนัก(หัด)เขียน(หน่อม)

อรุณสวัสดิ์ขอรับท่านอ้าย
ดีใจได้รับข้อความแลกเปลี่ยนว่าด้วยอักขระรส ข้าพเจ้าใคร่รู้เสมอว่าสหายกำลังครุ่นเขียนอยู่ในหล่มอารมณ์ใด? เรื่องราวไปถึงไหน? ลื่นไหลติดขัดเยี่ยงไร?
ความใคร่รู้นั่นหาใช่คิดละลาบละล้วงเข้าไปถึงเครื่องยนต์กลไกผลิตอักขระของสหาย แต่ขอแค่ได้พูดคุยด้วยหัวข้อสนทนาอันหาไม่แล้วในโลกกว้างใหญ่นี้ที่ผู้คนรอบกายเราจะนำพาหยิบมาร้อยรสบทสนทนาแลกเปลี่ยนกัน
ก็เพราะคนที่สนใจเรื่องขีดเขียนนั้นน้อยกว่าน้อยเมื่อเทียบดาราคนไหนเป็นแฟนคนไหน ในจำนวนน้อยกว่าน้อยยังเต็มด้วยคนที่อยากเป็นนักเขียนโดยไม่รู้ตัวว่าที่แท้แค่อยากดังอยากเป็นที่รู้จักอยากบอกใคร ๆ ว่ามีหนังสือของตัวเอง โดยหลงลืมไปว่านักเขียนนับจำนวนนิ้วมิรู้กี่รอบยังไม่ถ้วนที่มีงานตีพิมพ์อยู่ทุกเมื่อเชื่อวันนั่งซุกกายอยู่ในมุมเงียบ หามีนิตยสารไปสัมภาษณ์ ไม่มีใครหันมอง พวกเขายังคงใช้ไม้เท้ากายสิทธิ์เก่า ๆ เสกสรรปั้นแต่งตัวอักษรแลกค่าครองชีพที่ราคาซ้ำชั้นไม่รู้กี่ปี่ต่อกี่ปีมาแล้ว (และคงเป็นเช่นนั้นไปกว่าพิราลัย) มีนักเขียนกี่คนที่โด่งดังเป็นข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์นิตยสารแต่ไม่กี่ข้ามคืนกลับสูญหายไร้ร่องรอย ถึงวันนี้มีใครในสังคมเคยเอ่ยนาม นิพพานฯ ที่ครั้งหนึ่งรับรางวัลโน่นนี่มือเป็นระวิง
ถามนักอยากเขียนเหล่านั้นที่ว่าอยากเป็นนักเขียน อยากเป็นเยี่ยงนักเขียนที่กล่าวไหม..พวกเขาคงอึ้ง
เหลือหลงจากจำนวนน้อยกว่าน้อยนั่นก็เราท่านนี่แลขอรับ
รู้อยู่แล้วว่าเขียนเป็นอาชีพแปลว่าหาเรื่องเป็นคนจนตลอดชาติก็ยังคิดจะเขียน เอาเวลาที่นายหน้าขายประกันระดับเหรียญทอง อัพไลน์ระดับเพชรจัดประชุมหลังเลิกงานเร่งลูกทีมหาสมาชิกปั่นยอดขายหวังสิ้นปีจะไปพักร้อนหมู่เกาะฮาวายมานั่งจิ้มตัวอักษรลม ๆ แล้ง ๆ สักวันหนึ่งหากโชคดีได้แลกเงินก็มั่นอยู่ว่าแทบไม่พอยาไส้
เรายังคงเขียน
เป็นเพราะเลือกแล้วจะดำรงชีวิตเยี่ยงไร ไม่ต่างพรานไพรนายระพินทร์มิไยโฉมตรูแม่ดารินจะแสนงามเขายังคงฝากชีวิตไว้กับป่าเขาลำเนาไพร ไม่เลยที่ความงามเย้ายวนนั่นจะฉุดเขาไปเสียจากวิถีเถื่อนอันคือน้ำเนื้อแห่งชีวิตตน
ในจำนวนที่เหลือกันไม่เกินนิ้วบนฝ่ามือยามนี้ จะมีความสุขใจใดเล่าเทียมเท่าอักขระรสที่ส่งถึงกัน ไม่ว่าจำแลงมาในวรรณรูปใดล้วนนำความเปรมใจแก่สหายน้อยของท่านผู้ยังคงทุลักทุลนดั้นดนไปบนหนแห่งทุรจารนี้
อันเจ้าซำหม้อนั้นแต่แรกจรดปลายนิ้วก็หมายใจแล้วจะส่งมันไปโขกศีรษะคารวะท่าน ที่มันโผล่ออกมาเป็นตัวอักษรได้ก็ด้วยเฒ่าปรือของท่านนั่นแลติดค้างอยู่ในกะโหลก ยามนั้นฝนพรำ บักหำซำหม้อจึงโผล่ออกมาดูโลกโดยมิได้ตั้งใจ
ปะท่านที่สำนักเลยบอกซำหม้อทั้งประแป้งแต่งองค์นุ่งยีนส์ผูกผ้าขาวม้าเสื้อตาสก๊อตตั้งท่าจะออกจากขนำว่า “ไม่ต้องไปแล้ว”
มีความสุขกับการงานชีวิตประจำวัน จำเริญอักขระกริยาเป็นที่เลื่องชื่อลือชาในเร็ววันขอรับท่านอ้ายที่เคารพ
คารวะ

ย่ำไปในป่าจินตนาการ : แพ็คเป้

การจะเขียนนิยายสักเรื่องต้องเตรียมอะไรบ้าง?
พล็อตเรื่อง โครงเรื่อง ชื่อเรื่อง ชื่อรายละเอียดบุคลิกตัวละคอน เนื้อหาโดยย่อ ปมปัญหา ปมขัดแย้ง จุดขมวดปมเรื่อง ฉาก ตอนจบ ตอนเริ่มเรื่อง ฯลฯ
หลายคนอาจร่างโครงเรื่องกำหนดบทตอนไว้คร่าว ๆ เป็นแผนที่เดินทาง ป้องกันอาการตีบตันซึ่งอาจเกิดขึ้นไม่รู้เวลาใดมิต่างตะคริวที่แวะทักโดยไม่บอกล่วงหน้า ทำให้การเดินทางต้องชะงักงัน โครงเรื่องจะช่วยให้ผู้เขียนเก็บระยะทางไปได้เรื่อย ๆ แม้หนทางเกิดติดขัดยังสามารถย้ายไปเดินอีกเส้นทาง บางครั้งอารมณ์ไม่สอดคล้องกับบทตอนที่กำลังเขียนก็อาจเลือกหยิบบทรับกับอารมณ์เขียนขึ้นมาประเลง
นั่นน่าจะเป็นวิธีปลอดภัยสุดสำหรับการย่ำไปในป่าจินตนาการ
หลายท่านอาจแย้งว่าวิธีนี้แห้งแล้ง ไร้จินตนาการ รู้หมดแล้วว่าอะไรจะเกิดขึ้นข้างหน้าพินาศวเนจรรสเสียสิ้น นั่นเป็นความจริงเพียงเจ็ดส่วน ขณะดุ่มเดินไปตามแผนที่เรายังสามารถแวะข้างทาง เลี้ยวออกทางเล็กทางน้อยตามแต่ใจ แวะทักทายผู้คนข้างทาง ไม่ก็นั่งพักดื่มน้ำรับประทานอาหารที่ชาวบ้านนำมาวางขาย แล้ววกกลับเข้าสู่ทางหลัก รสของการเดินทางยังคงอยู่ในรายละเอียดปลีกย่อยเต็มรสเต็มชาติ
แต่การเดินทางบางครั้งกลับไม่สามารถตระเตรียมทุกสิ่งทุกอย่างได้เลย
ทั้งหมดอยู่ที่จุดเริ่มต้น!
เริ่มที่คำถาม ‘นิยายหนึ่งเรื่องกำเนิดขึ้นได้อย่างไร?’
บางครั้งเริ่มจากมีชื่อเรื่องผุดขึ้นมาแล้วนำไปสู่เรื่องราว บางคราวเกิดพล็อตเห็นเค้าโครงคร่าว ๆ บางครั้งมีภาพเหตุการณ์สำคัญของเรื่องผุดพรายขึ้น จากนั้นจึงปั้นแต่งเรื่องราวดำเนินเรื่องไปหา  บางทีเป็นเพราะมีชื่อตัวละคอนต้องใจ จู่ ๆ นามนั้นเกิดรูปร่างหน้าตามีชีวิตวิญญาณขึ้นมาแล้วเรื่องราวของคนผู้นั้นจึงดำเนินไป ฯลฯ
ที่มาต่าง ๆ เหล่านี้กำหนดความเป็นไปของนิยายเรื่องหนึ่ง หากเริ่มที่พล็อตภาพแผนที่เส้นทางถูกกำหนดไว้ตั้งแต่ยังไม่ออกเดินทางจึงสามารถกำหนดโครงเรื่อง หากไม่เป็นเช่นนั้น..มีแต่ปล่อยให้เรื่องราวดำเนินไปตามเหล่าตัวละคอนจะนำพา
ข้าพเจ้าฝึกใช้ภาษาไทยย้อนยุคมาร่วมปี ด้วยความตั้งใจจะเขียนนิยายย้อนยุคสักเรื่อง
ยามนั้นยังไม่รู้ว่าจะเป็นเรื่องอะไร? แนวไหน? ขอเพียงเป็นเรื่องซึ่งใช้ภาษาเก่าละมุนละไม
นิยายเรื่องนี้เกิดขึ้นตรงนี้ ตรงความตั้งใจที่จะเขียนเรื่องราวบรรยากาศย้อนยุค ส่วนจะหยิบยกเรื่องราวใดมาประเลงนั้นไม่มีอยู่ในกะโหลกเลยแม้น้อย ข้าพเจ้าจึงได้แต่ปล่อยให้วันเวลาผ่านไป หวังแค่ว่าสักวันคงมีเรื่องมาสะกิดใจ
แล้วจุดสนใจมาหยุดลงที่ ‘พหุยุทธ์มวยไทย’
ข้าพเจ้ายังไม่ได้อ่านนายขมมต้ม(หรือกระทั่งดูละคอนทีวี) เท่าทราบน่าจะมีเรื่องเดียวที่เกี่ยวข้องกับมวยไทย ช่วงต่อมามีหนังไทยชื่อ ‘ไชยา’ ออกฉาย [...]