Posted on พฤศจิกายน 27, 2008 by ธุลีดิน
“หอม..อืมมม..อื๊ม..อืมม..หอมดอกกระถิน..อื้มมม..อืมม์..รวยระรินเคล้ากลิ่นอืม..อื๊ม..อืมม์..กองฟาง..เห็ดตับเต่าขึ้นอยู่ริมเถาย่านาง มองเห็นบัว อื๊ม..อืม..สล้าง..ลอยปริ่มริมบึง..”
ซำหม้อตะเบ็งเสียงลั่นคันทุ่ง ลากลูกคอสามวาแปดวาในใจก็คิดไปว่า ‘เออแน่ะ..เสียงดีใช่หยอก..ลูกคอรึก็น่าจะไปขึ้นเวทีงานปีใหม่ประจำอำเภอกะเขาได้’
“อยากจะเด็ดมาดอมหอมหน่อย..ลองเอื้อมมือค่อย ๆ ก็เอื้อมไม่ถึง อยากจะแปลงร่างเป็นแมลงผู้ผึ้ง แปลงได้จะบินไปคลึงเคล้าเจ้าบัวตูมบัวบาน..”
มือมัดนั่งร้านปากพลางก็ร้องเพลง หมวกฟางใบเก่าด้านบนขาดเป็นช่องระบายอากาศรูใหญ่ทิ้งชายรุ่ยร่ายป้องแดดบ่ายพอคลายผ่าวผิว มิวายไอร้อนยังแผดเสียแสบหน้าแสบตา หมู่นี้ฝนเริ่มครึ้มเค้ามาถี่..เห็นทีได้เวลาปลูกผักปลูกหญ้า
“ได้คันเบ็ดสักคันพร้อมเหยื่อ..มีน้องนางแก้มเรื่อนั่งเคียงตกปลา ท่งรวงทองของเรานี้มีคุณค่า..มนต์รักลูกทุ่งบ้านนาหวานแว่วแผ่วดังกังวาน…”
ซำหม้อเหลือบตาดูว่าสาวเจ้าฟังอยู่หรือเปล่า จากนั้นตะเบ็งเสียงที่เจ้าตัวคิดไปว่าทั้งทุ้มทั้งนุ่มลึก “โอ้…เจ้าช่อนกยูง..แว่วเสียงเพลงมนต์รักลูกทุ่ง..ซ้ำหอมน้ำปรุงที่แก้มนงคราญ”
แปะ แปะ แปะ คนฟังปรบมือแปะ “เสียงดีนี่”
ซำหม้อหันยิ้มยักคิ้มทำเป็นว่า ‘งั้น ๆ’ มือขวากระตุกบ่วงเชือกมัดนั่งร้าน เจ้ากรรม! นิ้วชี้ซ้ายติดในบ่วง กระตุกเสียแรงไม่ทันเหลียวดู เชือกเลยมัดเสียแน่นปล้ำคลายก็เกรงสาวเจ้ารู้แกวจะเสียที ซำหม้อพยายามชักนิ้วคืนทำเหมือนไม่มีเหตุใดเกิด เชือกเจ้ากรรมมัดกินเนื้อ
ซำหม้อกระตุกนิ้ว
กลับชักเอานั่งร้านที่ผูกไว้ล้มลากนิ้วซำหม้อตามลงไป ซำหม้อต้องย่อตัวประคองนิ้วให้อยู่ตำแหน่งอันควรไม่บิดไปบิดมาเหมือนลำกระถินที่ตัดมามัดทำนั่งร้านพวกนั้น
“ทำอะไรน่ะพี่ซำหม้อ” สาวเจ้าหัวร่อร่วน
“อุบัติเหตุน่ะศรีไพร” พยายามสะบัดชักนิ้วเจ้ากรรมออกจากปมเชือก
“พังหมดเลย” ศรีไพรว่า
“ไม่เป็นไรเดี๋ยวมัดใหม่”
“พี่จะปลูกไปทำไม ร้านป้านอมก็มีขาย”
“ไม่เหมือนกันดอกศรีไพร” ซำหม้อนั่งยองยกโครงนั่งร้านขึ้น “ผักพวกนั้นเขาปลูกเพื่อขาย ต้องเร่งใบฆ่าแมลงใช้สารสารพัดสารพัน กินเข้าไปมีแต่จะเป็นมะเร็ง รสชาติรึก็กากผักดี ๆ [...]
Filed under: โคกบัวบก | Tagged: นิยาย | Leave a Comment »
Posted on กันยายน 22, 2008 by ธุลีดิน
“บ๊ะ! เอางั้นเจียวหรือวะไอ้ซำหม้อ!” ลุงเพิ่มตาเหลือกแทบถลนร่วงออกมาตั้งบนกรอบแว่นสายตายาวอันละร้อยห้าสิบบาทของแก
“เอางั้นสิลุง” ซำหม้อวางถ้วยกาแฟ “ผมว่าเราต้องทำอะไรสักอย่างไม่อย่างนั้นหมู่บ้านเราเป็นได้วอดวายป่นปี้เพราะไอ้นากุ้งนี่แหละ”
“คนที่เขาเลี้ยงได้ก็มีอยู่นาโว้ย” ลุงสุขคู่หูลุงเพิ่มเสริมสนทนา
“ก็เหลือแต่พวกคนมีกะตังค์ลุงไม่เห็นหรือไร” ซำหม้อไม่ยอมอ่อนข้อ “พวกนั้นเขาสายป่านยาว กุ้งจะตายกี่ทีก็มีปัญญาปล่อยใหม่ ดูอย่างหัวแย้วปะไร โดนทีเดียวเผ่นไปปลูกข้าวบ้านเมีย ขายบ่อยังไม่พอปลดหนี้เลย”
“ดีนะที่หัวแย้วมันกลับตัวทัน หากขืนดันทุรังเลี้ยงต่อเกิดกุ้งตายอีกคงต้องปลูกข้าวใช้หนี้กันหัวโต” พูดเรื่องหัวแย้วลุงเพิ่มชักเออออ แกเองเป็นคนค้านหัวแย้วมันแต่เริ่มลงมือขุดบ่อ ยามนั้นทั้งหมู่บ้านเห็นก็มีแต่ลุงเพิ่มนี่แลไม่ยอมขายที่ เช่าก็ไม่ให้ ทำเองก็ไม่ทำ พวกชาวบ้านพากันมองค้อนปะหลับปะเหลือกส่งเสียงกระซิบกระซาบ ‘มันท่าจะบ้า’
กาลเวลาเลื่อนเคลื่อนคล้อยพลอยพิสูจน์สัจธรรม ยามนี้มีแต่ลุงเพิ่มยังคงที่นาเท่าเดิม ไม่ต้องมองอื่นไกลลุงสุขคู่หูนี่เอง ขายที่ให้บริษัททำบ่อกุ้งได้เงินเป็นล้าน ลุงเพิ่มเอามานั่งบ่นกะปอดกะแปด “มันไม่รู้ใช้อย่างไรฉิบหายหมด ดีนะมันเหลือที่บ้านไว้มิฉะนั้นป่านฉะนี้มิต้องอาศัยชาวบ้านซุกหัวแล้วรึ” นั่นเป็นบทสนทนาของลุงเพิ่มยามลุงสุขไม่ได้นั่งถุนยาพ่นควันใส่หน้าอยู่เยี่ยงนี้
“เออ..แล้วเอ็งคิดจะทำอย่างไร?” ลุงเพิ่มพับหนังสือพิมพ์สบตาแม่หนูดารานุ่งน้อยห่มน้อยบนปกอย่างอาลัยอาวรณ์
“ไปหาอ.บ.ต.ช้างให้เขานำเรื่องเข้าอำเภอ จากนั้นเสนอเข้าจังหวัดเข้ากระทรวงต่างประเทศ” ซำหม้อบอก
“ได้ยินมาว่าจะเป็นมรดกโลกได้ต้องเป็นโบราณสถานอภิมหาอมตะอลังการมิใช่รึวะไอ้ซำหม้อ?” ลุงสุขสงกา
ซำหม้อขยับก้นนั่งให้เข้าที่ แอ่นเอวยืดอกประสานมือโน้มตัวไปข้างหน้านาบข้อศอกลงบนโต๊ะ คู่หูทั้งสองหันสบตา ลุงเพิ่มยินยอมวางมือจากน้องหนูบิกินี่ ลุงสุขหนีบมวนยาเข้าซอกนิ้วปลดออกปากพ่นควันโขมง ซำหม้อปั้นหน้าขรึมจิตนาการว่ากำลังนั่งอยู่หน้ากล้องทีวีก่อนจะเอื้อนเอ่ย “ไม่รู้สิลุง” คู่หูทั้งสองถอนใจเฮือก
“อย่างไรก็เถอะ ฉันเชื่อว่าวิถีชีวิตคือมรดกของมนุษยชาติ ชีวิตความเป็นอยู่ของเรานี่แหละเป็นสิ่งควรรักษาสืบต่อให้ลูกหลาน หากองค์กรยูเนสโก้ยังไม่มีมรดกวิถีชีวิตเราก็ควรชงเรื่องให้กระทรวงต่างประเทศผลัดดันให้มีจงได้”
ซำหม้อกล่าวจบเหลือบมององค์ประชุมทั้งสองทีละท่าน
สองเฒ่าใบหน้าเกรียมกร้านแดด วัยแท้น่าจะยังไม่หกสิบเจ็บสิบ แต่ด้วยความที่ตลอดชีวิตอยู่แต่กลางแจ้งคลุกโคลนขลักตมไม่เว้นวัน ผิวหนังดำด้านพาลเหี่ยวย่นยับเยินไปกว่าวัยหลายสิบปี
หลายปีก่อนพวกชาวบ้านพากันขุดบ่อเลี้ยงกุ้ง วัน ๆ สุมหัวกันคุยแต่เรื่องกุ้ง บ่อนั้นจับได้กี่ตัน บ่อนี้ขายได้กี่ล้านกี่แสน ลุงเพิ่มกลายเป็นส่วนเกินของวงสนทนาด้วยถ้อยวาจาของแกดูจะอกุศลกับอาชญาเกษตรกรรมประเภทนี้เสียนักหนา ขวางคนเขาหนักเข้ากุ้งบ่อใครเกิดตาย เช้าขึ้นมาสภากาแฟก็จะสรุปว่าต้องเป็นเพราะลุงเพิ่ม แกจึงต้องค่อย ๆ ปลีกตัวออกมา [...]
Filed under: โคกบัวบก | Tagged: นิยาย | Leave a Comment »
Posted on กันยายน 21, 2008 by ธุลีดิน
ลมพลัดหอบฝนเดือนสิบฟายฟ้ามาไม่ขาดสาย โค้งลำคลองโคกบัวบกกลับมาแช่มชื่นรื่นร่า ไอร้อนอ้าวเมื่อหลายวันก่อนที่แผดเสียซังหญ้าแทบลุกลามไหม้พลอยถูกชะละหาย พืชไม้พันธุ์ไม้คล้ายจะหัวร่อล้อลมเริงอยู่ย้ายไหวด้วยได้ฝน เข็มฝนหล่นลงน้ำจักจักพรายน้ำน้อยทอดวงซ้อนกันอยู่ไปมา ฝูงปลาก็คงพลอยเพลินฝนโผฮุบผิวน้ำตรงโน้นทีตรงนี้ที
ซำหม้อนั่งขดตัวใต้ชายคาขนำมองผ่านม่านฝนทอริ้วพลิ้วไหว มองผ่านม่านใสไปตามลำคลอง ‘ชอบมองคลองมากกว่าแฮะ..ไม่อยากมองนาเลย..’
นาของซำหม้อเป็นนากุ้ง เป็นนาร้าง ซำหม้อไม่ปล่อยกุ้งมาหลายแล้งหลายฝนเข้าให้แล้ว ตั้งแต่กุ้งรุ่นสุดท้ายตายไป ซำหม้อไม่เคยคิดอยากเลี้ยงกุ้งอีก ตอนนั้นมันเหนื่อยทั้งกายใจ เงินทุนทั้งหมดหายไปอยู่ในน้ำเสียแทบสิ้น กุ้งยังไม่ได้ขนาดขาย กลับตายวันตายคืน ซำหม้อเดินตักกุ้งที่หายใจพะงาบ บ้างก็ตะแคงตัวแดงตายอยู่ขอบบ่อ เดินตักทั้งวันจนหมดเรี่ยวสิ้นแรง
ยามนั้นอัดอั้นตันใจแม้ข้าวยังยากกลืนลงคอ
จับเสียตอนนั้นหักโสหุ้ยค่าจับค่าขายยังแทบไม่พอ แต่เลี้ยงต่อก็ต้องจ่ายค่าน้ำมันตีน้ำทุกวัน ยิ่งกุ้งป่วยยิ่งต้องตีมาก หากกุ้งไม่รอดยังคงทะยอยตายไม่หยุดเงินที่จ่ายออกไปไม่ต่างละลายน้ำ จำนวนกุ้งในบ่อก็เหลือน้อยลงทุกที ยิ่งคิดยิ่งเคลียดขึง
ที่สุดยอมจับ ได้เงินมาแค่พอหักโสหุ้ย ครั้งนั้นซำหม้อสิ้นเนื้อประดาตัว ได้แต่ฉงนฉงายชะตากรรมไยเล่นตลก เหตุไฉนคนทำงานโดยหาเคยประหยัดแรงกลับพบความล้มเหลวกระนี้ ซำหม้อได้แต่สงสัย ‘หรือเพราะเราเลือกงานผิด?’
หลังเหตุการณ์โรคระบาดคราวนั้น นายทุนพยายามหากุ้งพันธุ์อื่นมาทดแทน เป็นกุ้งเลี้ยงง่ายปลอดโรคระบาด สามารถเลี้ยงมากขึ้นในเนื้อที่เท่าเดิม แต่กดราคารับซื้อไว้แทบเท่าราคาทุน ทำให้ผู้เลี้ยงต้องปล่อยกุ้งต่อบ่อมากขึ้นเพื่อจับให้ได้มากจำนวนพอเห็นกำรี้กำไร ยิ่งเพิ่มทุนเพิ่มความเสี่ยง
ซำหม้อไม่คิดเป็นเครื่องมือสร้างความร่ำรวยให้นายทุนพวกนี้อีกต่อไป เขายกใบพัดตีน้ำขึ้นวางขอบบ่อ เก็บเครื่องเข้าขนำ จากนั้นนั่งมองน้ำในบ่อวันแล้ววันเล่า
แรงลมกระพืดพัดซัดเอาละอองฝนฝ่าม่านใสเข้าในขนำ ซำหม้อขดตัวปลดผ้าเคียนเอวมาห่อร่างฟันยังกระทบกันกึก ๆ แต่ก็ไม่อยากปิดปากกะตูหลบเสียข้างใน ยังอยากนั่งมองฝนอย่างนี้
ไม่ได้ทำมาหาเงินหลายฝนแล้วลำพังตัวยังพอประทังท้อง ปลูกผักปลูกหญ้ากินไปตะละมื้อ แต่หากขืนเป็นอย่างนี้เมื่อไรจะมีปัญญาลืมตาอ้าปาก [...]
Filed under: โคกบัวบก | Tagged: นิยาย | Leave a Comment »