สมุดนักเรียนเล่มนั้น
เก่าคร่ำ ขอบเยินยุ่ย รอยยับตรงสันซวดซ้อนปกเหลืองซีดเต็มด้วยลายริ้วไม่ต่างชายชรากรำโลกผู้เก็บเรื่องราวหนหลังไว้ในร่องลึกยับย่น
หน้าปกถูกพลิกขึ้นช้า ๆ มีหยดน้ำเผาะลงบนลายมือประจงเขียนด้วยดินสอ ส่วนบนเขียนอักษรตัวใหญ่คมชัดอ่านว่า..
OOO
บันทึกดวงใจ
๑ เพรง
ข้าพเจ้าพบเพรงบนถนนสายชะตา เราสัญจรไปมาโดยหารู้ไม่ว่าใครเป็นใคร เป็นตัวอักษรแปลกหน้าไร้วิญญาณ ทักทายกันวันนี้เพียงสนองปรารถนาแล้วทิ้งกันในวันถัดมาเหมือนทิ้งกระดาษชำระใช้แล้ว
ไม่ต้องสนใจว่าอักษรแปลกหน้าที่เราเคยพูดคุยอย่างสนิทสนมจะมีความรู้สึกนึกคิดหรือไม่ หากหวังปกป้องตนเองจากเป็นผู้ถูกทิ้ง จากความรู้สึกต่ำต้อยคล้ายวัชพืชไร้ค่า ต้องเมินเฉยเสียได้กับความรู้สึกอ่อนไหวผูกพัน
ที่ก้นบึ้งของความเป็นมนุษย์ทุกคนล้วนเจ็บปวด ไม่มีใครต้องการทำร้ายใคร แต่ปฏิเสธไม่ได้เราล้วนพบพานเพื่อผ่านพ้น ผู้หลงด่ำดื่มรสแห่งมิตรภาพโดยหวังเกลือกกลิ้งอยู่กับความหวานชื่นจะเป็นเช่นแมลงน้อยหลงวนฉ่ำรสเกสรกว่ารู้ดอกไม้นั่นก็หุบกลีบกลืนกินมันไปแล้วทั้งเป็น
ข้าพเจ้าพบเพรงบนโลกเช่นนี้
โลกที่ซาตานปรากฏกายในคราบนักบุญ ใช้อสนีอักษรฟาดฟันทำร้ายผู้อื่นโดยไม่มีใครต้องการตอแย โลกที่ความป่วยไข้ได้รับการเยียวยาด้วยโอสถแห่งโมหะ โลกที่จริงลวงซ้อนทับกันเพียงพลิกหน้าเหรียญ
เราไม่อาจแน่ใจได้เลยว่าใบหน้าอักษรนั่นมีกี่ลักษณาการ? ใบหน้าแตกต่างซึ่งเราพบปะพูดคุยเป็นคนเดียวกันหรือไม่? อักขระวาจาที่เปล่งออกมามีความจริงใจแค่ไหน?
ผู้กรำโลกล้วนเลิกเอ่ยคำถามเหล่านี้
เพราะมีแต่จะก่อความสับสน ไร้ประโยชน์เฝ้าเสาะหาว่าใบหน้าเบื้องหลังหน้ากากอักษรเป็นอย่างไร เราแค่หยุดความสนใจไว้ที่ตาเห็น ใจสัมผัส มองไปข้างหน้าโดยไม่ถามถึงที่มาดุจนางนวลโฉบฟองคลื่น อาจมีปลาน้อยอยู่ในฟองคลื่นนั่น หรือความว่างเปล่า แต่ไม่เคยถาม “เจ้าเป็นใคร? มาจากที่ใด?” ผ่านแล้วเพียงโบยบินส่ายตามองหาคลื่นลูกใหม่
ข้าพเจ้าพบเพรงบนโลกเช่นนี้
โลกที่เราพูดคุยกันด้วยตัวอักษรซึ่งเราหลงใหล ตัวอักษรซึ่งเราฝากไว้บนลานอักษรจอแจด้วยหลากอักษรแปลกหน้า บางอักษรหวังคลายความรู้สึกอ้างว้าง บางอักษรต้องการให้โลกรับรู้ว่ามีตัวตนอยู่ หลายอักษรเพียงหวังสนุกไปวัน ๆ และอีกหลายอักษรมุ่งมั่นเอาจริงจังที่จะหยัดกายในบรรณภิภพ
ข้าพเจ้าหารู้ไม่เพรงเป็นอักษรชนิดใด รู้เพียงว่าเพรงงดงาม มิใช่งดงามด้วยสำนวนสละสลวยแต่เป็นงามคมคิดที่แฝงอยู่ในอักษรเหล่านั้น ไม่ใช่เพียงสวยด้วยเอาใจใส่วรรคตอนอ่านง่าย แต่เป็น งามด้วยท่าทีสำเนียงภาษาที่ไม่เคยทำร้ายใครมีแต่ให้กำลังใจ ทุกตัวอักษรของเพรงอุ่นไอกรุ่นอวลจนอยากนั่งลงใกล้ ฟังเรื่องราวที่เพรงกำลังบอกเล่าผ่านริมฝีปากแห่งอักขระรส
เราพบกันด้วยรักในภาษาของกันและกัน
เราจากกันขณะหลงวนอยู่ในเมฆหมอกแห่งคำถาม
คำถามซึ่งข้าพเจ้ายังไม่อาจหาคำตอบได้เลย..
OOO
๒ ผู้แสวงหา
สำหรับท่าน เรื่องราวในอดีตอาจเป็นภาพสืบเนื่องเคลื่อนไหวออกจากเครื่องฉายแห่งปัจจุบัน เป็นภาพสีสดใส เต็มด้วยชีวิตชีวา ขณะภาพเก่าเคลื่อนไป ภาพใหม่ก็เข้าแทน อดีตช่างหอมหวานคล้ายผลไม้สุกคาต้นมีให้ท่านเลือกเก็บไว้ชิมรสอย่างมากมาย
ท่านมองไปข้างหน้าเห็นภาพอนาคตกำลังรอต่อแถวโยงยาวมายังปัจจุบัน ภาพคืนวันที่ก่อแรงฝันสร้างแรงบันดาลใจให้ท่านมีพลังก้าวเดินไป
แต่กับข้าพเจ้าหาเป็นเช่นนั้นไม่
หลังน้องชายเสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถยนต์ อดีตในห้วงสำนึกข้าพเจ้ากลายเป็นสีเทาหม่นเหมือนแผ่นภาพเก่า ๆ ซ้อนทับกัน มองย้อนคราใดคล้ายกัดกินผลไม้เหี่ยวใกล้เน่าเสีย รสชาติที่ข้าพเจ้ากล้ำกินนั้นเป็นรสของความระทมทุกข์นับวันยิ่งกัดกร่อนหัวใจจนเหลือเพียงซาก
มองไปข้างหน้าเห็นแต่ภาพว่างเปล่า ไม่มีอะไรรอคอยข้าพเจ้าอยู่ที่นั่น ภาพฝัน ความหวัง ความสำเร็จในชีวิต รอยยิ้มครอบครัวคราพบปะสังสรรค์ ล้วนถูกเผาไหม้ไปพร้อมเปลวเพลิงแปรธาตุอีกร่างหนึ่งของข้าพเจ้ากลายเป็นละอองไอคุควันคืนสู่หมู่เมฆ
เราไม่ได้มาจากไหน..หรือจะไปไหน..
เราไม่ใช่อะไรเลยนอกเสียจากองคาพยพของโลก
เราคือไอน้ำในปุยเมฆ เราคือหยดน้ำในห้วงมหาสมุทร เราคือผงฝุ่นดินที่เพียงรับโอกาสมีความรู้สึกนึกคิดชั่วคราว เมื่อถึงเวลาก็แปรสภาพคืนสู่โลก
เราลืมตามองโลกในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ผ่านช่วงชีวิตมาด้วยกันราวเป็นเส้นขนาน ภาพอดีตของข้าพเจ้าล้วนมีตัวข้าพเจ้าอีกคนยิ้มหัว หยอกล้อ ชกต่อย ทะเลาะเบาะแว้ง อิจฉาริษยา ร่ำเรียน สำเร็จการศึกษา สร้างฐานะ มีครอบครัว..
ทั้งหมดจบลงเหมือนไม่เคยเกิดขึ้น หลายครั้งยามข้าพเจ้าซุกกายอยู่หลังม่านน้ำตาเฝ้าถามตัวเองว่า ‘หรือชีวิตน้องชายข้าพเจ้าเป็นเพียงความฝัน เขาไม่ได้เกิดขึ้นจริง ไม่ได้มีอยู่จริง เพียงข้าพเจ้าหลับฝันไป?’
ความรู้สึกย้อนแย้งที่ปฏิเสธไม่ได้เป็นดังเหล็กแหลมคอยทิ่มแทงหัวใจจนหยดเลือดหลั่งพร้อมธารน้ำตา
เมื่ออีกคนไม่อยู่ข้าพเจ้าไม่เหลือศรัทธาชีวิต ไม่มีความหมายที่จะอยู่ต่อไป ซากชีวิตข้าพเจ้าที่เหลือไม่ต่างฝุ่นดินที่ยังมีความรู้สึกร้อนหนาว หากจะต้องกลายสภาพคืนสู่ผืนโลกเสียเวลานี้ข้าพเจ้าก็ไม่ยึดยื้อ
ความรัก ความต้องการทางเพศ ฐานะทางสังคม ทรัพย์สินเงินทอง ไม่อาจส่งแรงขับครอบงำความคิดและพฤติกรรมของข้าพเจ้าอีกต่อไป
เหลือเพียงปรารถนาเดียวที่ต้องการกระทำกว่าร่างกายคืนสู่แม่ธรรมชาติ นั่นคือ เขียนหนังสือ
ข้าพเจ้าเดินทางกลับมาอาศัยริมคลองบ้านเกิด
เรือลำเล็ก ๆ ไม่มีทีวีตู้เย็น ไม่ยินยอมให้โลกภายนอกรุกล้ำชีวิตส่วนตัวผ่านโทรศัพท์มือถือ อยู่กับคืนวันเหมือนทุกวันเป็นวันสุดท้ายของชีวิต
ที่นี่ไม่มีอะไรเหลือสำหรับข้าพเจ้า ไม่มีญาติพี่น้อง ไม่มีบ้านเก่า มีแต่ความผูกพันกับสายน้ำที่เคยว่ายเล่นแต่จำความได้ สายน้ำที่ประทับลงในชีวิตว่าเราเกิดที่นี่ และข้าพเจ้าตั้งใจจะมาตายที่นี่
OOO
๓ โลกฝัน
ตลอดเวลา..ข้าพเจ้าฝันถึงการเขียนหนังสือประดุจห้วงราตรีฝันถึงทิวากาล คล้ายดังสายธารน้อยละห้อยหาห้วงมหรรณพอันกว้างใหญ่ เป็นความฝันที่คอยเกาะกุมหัวใจด้วยกรงเล็บแหลมคมแห่งความวิตกกังวล
ความหวานชื่นของอักขระรสมิอาจเอมอิ่มต่อริมฝีปากที่หิวโหยหรือเติมท้องที่คอดกิ่วได้เลย
ขณะร่างกายผจญฟันฝ่าไปในป่ากิเลสตัณหาที่ปกคลุมด้วยหมอกควันแห่งความต้องการไม่สิ้นสุด วิญญาณกลับติดปีกแห่งความฝันโบยบินไปยังสถานที่เร้นลับไม่น่าไว้ใจเต็มด้วยอาถรรพ์เวทมนตร์คาถา มีสายใยบาง ๆ เส้นหนึ่งโยงเราไว้ ข้าพเจ้าพยายามยื้อยุดด้วยความเชื่อที่ว่า โลกแห่งความจริงคือสถานที่ปลอดภัยและเหมาะสมที่สุดแล้วสำหรับข้าพเจ้า
ภาพอดีตสีหม่นเป็นดังใบมีดคมตัดสายใยเส้นนั้นขาดจากกัน
ข้าพเจ้าออกติดตามจิตวิญญาณเข้าสู่โลกแห่งความฝัน สถานที่ซึ่งกิเลสตัญหาของมนุษย์ไม่อาจล่วงล้ำ ที่ซึ่งริมฝีปากหาได้มีไว้เพื่อเอ่ยวาจา ที่นั่นกาลเวลาหยุดนิ่งทุกสิ่งเพียงเคลื่อนไปตามวัฏฏะแห่งสุริยันจันทรา ที่ซึ่งชีวิตหาได้มีความหมายไปกว่าไร้ชีวิต ที่ซึ่งข้าพเจ้าพบว่าร่างกายกับจิตวิญญาณได้กลับรวมเป็นหนึ่งดำรงคงอยู่อย่างสงัดงัน
ตื่นเช้าพร้อมหยาดน้ำค้างบนยอดหญ้า เหล่าสกุณาส่งเสียงร้องออกหากิน เข้านอนด้วยเสียงขับกล่อมของหรีดหริ่งตลอดคืน
ผ่านวันเวลาด้วยวัตรปฏิบัติที่หัวใจโหยหามาเนิ่นนานนั่นคือ เขียนหนังสือ
และแล้วด้วยเหตุบังเอิญข้าพเจ้าพบช่องทางเชื่อมต่อสู่โลกแห่งความจริงซึ่งผู้คนเรียกว่าโลกเสมือน ข้าพเจ้าหาได้ต้องการออกจากโลกฝัน แต่จะมีความหมายใดหากเราฝังกายอยู่ในโลกฝันตลอดเวลา ดื่มกินความฝันตนจนวันสิ้นสังขาร
ข้าพเจ้าเพียงหวังส่งภาพฝันตนออกมาติดต่อกับผู้คน หากฝันนั่นสามารถสร้างส่งแรงฝันต่อยังคนอื่น ๆ หรือได้พักใจเพียงครู่ก็นับว่าสมควรแก่ความปีติยินดีแล้ว
ข้าพเจ้าจึงเยี่ยมหน้าออกมายังโลกภายนอก โลกที่ข้าพเจ้าพบเธอ..เพรง..
OOO
๔ คือแรงใจ
ฤดูกาลของโลกฝันต่างจากโลกแห่งความจริง ที่นี่อากาศแปรปรวนบัดเดี๋ยวมีลมบัดเดี๋ยวพายุผ่าน พัดมาเพียงครู่ก็อาจหยุดนิ่งสนิทไม่มีแม้ไหวใบไม้ บางวันสามารถเขียนได้ลื่นไหล แต่บางวันกลับไม่อาจขยับมือแม้สักวรรคสักบรรทัด
ในเปรมสุขของครรลองชีวิตอย่างใจปรารถนายังมีระทมทุกข์ที่ไม่อาจกระทำได้ดังใจต้องการ คล้ายคนชเลที่รักผืนน้ำปรารถนาล่องเรือไปสุดขอบฟ้าแต่หารู้วิธีบังคับใบ ไม่รู้จักร่องน้ำสายน้ำกระทั่งทิศทางลม ที่สุดได้แต่ลอยลำไปตามยถากรรม
ยามข้าพเจ้าหน่ายใบหน้าอันครัดเคร่งของจอขาวเปล่าว่าง ข้าพเจ้าเชื่อมต่อออกสู่โลกที่เต็มด้วยตัวอักษรละลานตา อ่านทุกสิ่งทุกอย่าง อ่านจนรู้สึกว่าโลกภายนอกช่างมีตัวอักษรมากมายเสียเหลือเกิน มากจนแม้ใช้เวลาทั้งชีวิตก็ไม่อาจอ่านได้หมดสิ้น
ข้าพเจ้าพบตัวอักษรของเพรง
เพรงเขียนบทกวี
ด้วยถ้อยคำหวานไหวบอกเล่าถึงหัวใจอ่อนโยนของหญิงสาว ตัวอักษรของเพรงทำให้อักขระที่เราใช้กลับกลายเป็นท่อนไม้แข็งกระด้าง วรรณรสแห่งบทกวีที่หากผึ้งน้อยพบพานคงไม่อาจตัดใจบินผ่านโดยไม่แวะลิ้มชิม เพรงมองผู้คนมองโลกผ่านหน้าต่างแห่งจิตวิญญาณ เอ่ยถ้อยคำผ่านริมฝีปากแห่งวิจิตรอักษร ประโลมโลกอ้างว้างด้วยอ้อมปีกนวลละมุนอบอุ่นและอ่อนโยน
กับตัวข้าพเจ้าเอง มิอาจเอ่ยขานเรียกอักษรต่ำต้อยแห่งตนแม้เศษกวี ด้วยคำกวีในจิตสำนึกข้าพเจ้านั้นสูงส่งเกินปุถุชนจะสัมผัส เป็นดั่งเทริดที่ควรน้อมเชิดไว้ก็แต่เหนือเศียร กับตัวอักษรของเพรง ข้าพเจ้าขานคำกวีอย่างไม่มีขัดเขินขัดคำ
คล้ายดังคลื่นกระทบฝั่ง ก่อระลอกคลื่นต่อ ๆ กันไม่สุดสิ้น
บทกวีของเพรงประดุจสายลมที่พัดมาประโลมสระน้ำโบราณในหุบเขาห่างไกล เสียงกระซิบแห่งสายลมก่อระลอกคลื่นอักษรลูกแล้วลูกเล่าขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่เสแสร้งแกล้งแต่ง ข้าพเจ้าเขียนโต้ตอบลงไปด้วยหัวใจที่เชื่อมโยงผ่านหน้าต่างแห่งจิตวิญญาณบานนั้น ก่อเกิดงานเขียนชิ้นแล้วชิ้นเล่า
ครั้นเพรงตอบกลับมาบอกว่าเธอรออ่านอยู่ ยิ่งทำให้หัวใจซึ่งแห้งแล้งแทบไร้สิ้นแรงฝันกลับพองฟู ตัวอักษรทะยอยออกมาราวสายน้ำไหลหลั่ง
ที่สุดข้าพเจ้าจึงได้พบว่า..เราหาได้เขียนเพื่อผู้คนมากมายที่ไหนเลย ตัวอักษรทั้งหมดของเราเพียงเพื่อคนคนเดียว คนเดียวที่เฝ้าอ่านด้วยหัวใจรอคอย ผ่านตาทุกตัวอักษรอย่างระมัดระวัง พร้อมสะท้อนความรู้สึกอย่างตรงไปตรงมาเหมือนกระจกเงาใสที่ไม่เคยบิดเบือนภาพตรงหน้า
โลกฝันข้าพเจ้ากลับคืนชีวิตชีวา ข้าพเจ้าเขียนแม้ในความฝัน
หลังม่านแห่งความแปลกหน้าถูกคลี่ผ่าน ตัวอักษรของเราเคลื่อนหากันดุจหยดน้ำจากธารเดียวที่ถูกพรากจาก จึงได้พบว่าโลกฝันของเราช่างคล้ายกันเหลือเกิน เพรงฝันถึงชีวิตในชนบท ท้องฟ้า แสงดาว แมกไม้ สายน้ำ ลำคลอง ครั้นข้าพเจ้าบอกไปว่าข้าพเจ้าฝังสังขารอยู่ในภาพฝันนั่น เพรงกระตือรือล้นใคร่ฟังเรื่องราวของข้าพเจ้าเหมือนเด็กน้อยตาโตรอฟังนิทานก่อนนอน
เพรงส่งหนังสือมาให้ข้าพเจ้าหลายเล่ม ล้วนเป็นหนังสือที่ช่วยเปิดโลกการอ่านอันคับแคบของข้าพเจ้าไปสู่สวนอักษรละลานตา ช่วยเพิ่มจำนวนถ้อยคำจำกัดจำเขี่ยในกะโหลกเปล่ากลวงให้ได้ใช้ได้เลือกหยิบจับมาเรียงร้อย
ข้าพเจ้ารู้สึกติดค้างน้ำใจไม่อาจตอบแทน ด้วยหนังสือนั้นสูงราคานักสำหรับผู้ดื่มกินความฝันเช่นข้าพเจ้า ได้แต่ก้มหน้าตั้งตาขีดเขียนอักษรทดแทนมิตรไมตรีอันได้รับมา เพราะรู้ดีว่าที่เพรงให้มาหาได้หวังสิ่งใดตอบแทนนอกจากอยากเห็นข้าพเจ้ารุดหน้าไปบนหนแห่งประพันธการนี้ และสำหรับข้าพเจ้า ไม่มีสิ่งใดเลยที่จะควรค่าทดแทนศุภปรารถนาจากเพรงนอกจากตั้งใจเขียนหนังสือ
เพราะนั่นคือทั้งหมดที่ข้าพเจ้ามี..และนั่นคือชีวิตข้าพเจ้า
OOO
๕ พัดผ่าน
ผู้คนบนโลกเสมือนพบปะพูดคุยกันผ่านกล่องความคิดเห็น อีเมล์ หรือโปรแกรมแชตต่าง ๆ แต่ข้าพเจ้าคุยกับเพรงผ่านงานเขียน
ทุกตัวอักษรของเพรงล้วนประจงใจ บ่งความเอาใจใส่อักขระทุกจังหวะวรรคตอน เพรงสอนข้าพเจ้าด้วยการกระทำ งานเขียนของเพรงไม่เคยมีสะกดผิดพลาด คงผ่านการทวนครั้งแล้วครั้งเล่าจนแน่ใจ
หากพูดคุยเป็นการสื่อสารบนระนาบ สนทนาของเราคงเป็นการสื่อสารด้วยรูปทรง เป็นรูปทรงของเรื่องราว จากเรื่องราวหนึ่งสู่อีกเรื่องหนึ่งทุกคราจรดอักษรล้วนคืองานเขียนที่ตั้งใจไม่ต่างปฏิมากรบรรจงเคลื่อนนิ้วไปบนงานปั้นตรงหน้า
หลังเราแลกเปลี่ยนอักษรกันร่วมปี เพรงเดินทางมางานแต่งเพื่อนในจังหวัดใกล้เคียงจึงแวะเยี่ยมข้าพเจ้า
OOO
๖ หยดน้ำในทะเลทราย
โลกปัจจุบันชีวิตส่วนตัวของผู้คนถูกคุกคามด้วยโทรศัพท์มือถือซึ่งเป็นคล้ายเชื้อร้ายค่อย ๆ กร่อนจิตวิญญาณคนในสังคม โทรศัพท์มือถือกลายเป็นองคาพยพของชีวิตที่ขาดไม่ได้ สิทธิความเป็นส่วนตัวถูกกัดกินจนแหว่งวิ่น ขาดการติดต่อเมื่อใดจะถูกสังคมไต่ถาม ไม่ก็ตำหนิ หลายคนโดยไม่รู้ตัวมิอาจทนความโดดเดี่ยวอ้างว้างจะต้องเชื่อมต่อสื่อสารตลอดเวลา
ผู้ถูกเชื้อร้ายกัดกินล้วนกลายเป็นเหยื่อทั้งโดยเต็มใจและไม่รู้ตัว
หลังปลีกออกจากสังคมข้าพเจ้าไม่เห็นความจำเป็นต้องใช้โทรศัพท์มือถือในความหมายของสื่อสารตลอดเวลาอีกต่อไป ข้าพเจ้าได้โลกส่วนตัวกลับคืน และไม่เคยคิดย้อนหาความวุ่นวายอีก ข้าพเจ้าใช้โทรศัพท์มือถือในความหมายของโทรศัพท์ ใช้เมื่อต้องการใช้ พูดคุยเฉพาะกิจจำเป็น ไม่ให้เบอร์กับบุคคลทั่วไป
ข้าพเจ้าพอใจชีวิตเช่นนี้แม้เชื่อมต่อสู่โลกภายนอกก็เพียงตัวอักษร ไม่เคยต้องการก้าวล่วงถึงการติดต่อส่วนตัวที่จะล้างเวลาฝึกเขียนเหมือนคลื่นซัดสาดรอยทราย
โลกที่คล้ายสงัดงัน ห่างไกลความวุ่นวายของสังคมซึ่งเต็มด้วยกินแหนงแคลงใจ กระทบกระทั่งว่าร้าย ติฉินนินทา ดูเหมือนมีความสุขสงบ แต่ในความเป็นจริงแห้งแล้งนัก การที่แต่ละวันหาเคยเอ่ยปากกล่าววาจาเพราะมิได้พบหน้าผู้คน ชีวิตประจำวันแทบไม่ต่างนักบวชนั้นเป็นราวทะเลทรายเวิ้งว้าง มองทางไหนล้วนผืนทรายสุดตา กลางวันระอุร้อนจนแห้งผาก ครั้นค่ำคืนกลับหนาวเย็นสะท้านสั่น
ชีวิตเช่นนั้นเผยให้เห็นความงามของสังคมวุ่นวายซึ่งข้าพเจ้าเคยรังเกียจ
หากแต่ขอเป็นเพียงผู้ชมที่ยลด้วยความเข้าใจไม่คิดเข้าไปข้องเกี่ยวอีก
ตอนเพรงเอ่ยถึงเบอร์โทรฯ ข้าพเจ้าจึงจำปฏิเสธ แต่เกรงนักหนาจะทำให้เพรงแคลงไปว่าข้าพเจ้าไม่ยินดีกับการมาของเธอ ข้าพเจ้าบอกเธอทางอี-เมล์
‘การมาของเพรงเป็นคล้ายหยดน้ำที่นำความชุ่มฉ่ำแก่กอหญ้าแล้งในทะเลทราย กอหญ้านั้นย่อมยินดีในความฉ่ำชื่นอันได้รับ แต่ขอเพรงปล่อยให้กอหญ้าคงอยู่ตรงตำแหน่งนั้น เป็นกอหญ้าทะเลทรายเช่นนั้นต่อไปเถิด จริงอยู่ได้รับหยดน้ำนั้นชุ่มชื่นนัก แต่หากไม่อยู่ตรงนั้นมันอาจตาย’
การติดต่อครั้งสุดท้ายจึงผ่านอี-เมล์ นัดวันเวลาที่เพรงจะเดินทางมาถึงตลาดซึ่งเป็นย่านการค้าของอำเภอแล้วข้าพเจ้าจะออกไปรับ
การเดินทางไปยังสถานที่แปลกถิ่น ไปพบคนซึ่งไม่เคยเห็นหน้าตา ทั้งไม่สามารถติดต่อผ่านโทรศัพท์ หากคลาดกันหรือเกิดเหตุสุดวิสัยจะทำเช่นไร? จะเชื่อใจเขาได้แค่ไหน? ที่พักเป็นอย่างไร? มีเรื่องให้กังวลต่าง ๆ นานา
หลายคนอาจทบทวน และตัดสินใจล้มเลิกการเดินทาง
แต่ไม่ใช่เพรง..
OOO
๗ เจ้าหญิงแห่งรัตติกาล
วันนั้นเป็นวันแดดจัดจ้าของกลางฤดูร้อน หมู่เมฆขาวล่องฟ้าเป็นทิว เสียงนกหลากสำเนียงละเบ็งอยู่ในเงาจามจุรี ข้าพเจ้าสวมหมวกฟางปั่นจักรยานไปตลาด ระยะทางจากที่พักร่วมสี่ห้ากิโลเมตร
ความปีติเป็นคล้ายร่มเงาป้องเปลวแดด ทิวไม้สองฟากทางส่งเสียงขับขานบทเพลงแห่งความรื่นรมย์
ข้าพเจ้าจอดรถจักรยานหน้าร้านกาแฟ พูดคุยกับเหล่าสหายที่ล้วนรู้จักกันแต่ครั้งโดดน้ำเล่นในลำคลอง
เมื่อการเคลื่อนไปของเวลาไม่มีผลกับกิจกรรมชีวิต การรอคอยจึงเป็นดังแก้วใสบรรจุไว้ด้วยเครื่องดื่มหลากรสกลมกล่อม
นั่งคอยเพรงเป็นรสสุขปนเปรสของความไม่แน่นอนเหมือนเครื่องดื่มหวานอมเปรี้ยว อาจมีการเปลี่ยนแปลงโดยไม่ทราบล่วงหน้า เพรงอาจเปลี่ยนใจกระทันหัน ทั้งหมดล้วนเกิดขึ้นได้ แต่ไม่ว่าจะเป็นเช่นไรหาได้สร้างความแปลกใจแก่ข้าพเจ้าเลย ความผกผันของชะตาความผันแปรของชีวิตไม่อาจสร้างความประหลาดใจแก่ข้าพเจ้ามานานแล้ว
จากหน้าร้านกาแฟ มองผ่านเปลวแดดบ่ายออกไป หญิงสาวร่างเล็กสมส่วนผมยาวลอนเคลียไหล่สะพายเป้เดินตรงมา เธอสวมกางเกงยีนส์เข้ารูปเสื้อลายลูกไม้บางเบาพลิ้วสะบัดในสายแดด ท่าเดินกระฉับกระเฉง เห็นแว่นสายตาใสกรอบเหลี่ยมสะท้อนประกาย
ข้าพเจ้ารีบลุกขึ้นเดินตรงไปหา
หญิงสาวหยุดจ้องมอง ดวงตากลมใสหลังกรอบแว่นฉายวาวฉงน ก่อนยิ้มเห็นฟันขาว
ข้าพเจ้าไม่อาจเอ่ยวาจา ไม่สามารถจดจารด้วยอักขระพยัญชนะใดเพื่อบอกถึงความรู้สึกขณะนั้น
สำหรับข้าพเจ้าเพรงคือตัวหนังสือที่สวยงาม แต่หญิงสาวตรงหน้าเป็นยิ่งกว่า ดวงตาหลังกรอบแว่นของเธอกลมใสสุกสว่างราวดวงแสงหิ่งห้อยน้อยในอนธกาล คล้ายธารน้ำใสเย็นไหลผ่านท้องถิ่นกันดาร ริ้วผมมันวาวขดเป็นลอนขับใบหน้าขาวสะอาดยิ่งคมเข้ม เธอสง่างามแฝงความรู้สึกเร้นลับราวเจ้าหญิงแห่งรัตติกาล
ข้าพเจ้าได้แต่อึ้ง ยินเสียงใสกังวานถามว่า
“พี่ดินใช่ไหมคะ?”
OOO
๘ เสียงนกขับขาน
เราไม่ใช่คนแปลกหน้าของกันและกันดังสายธารก็ไม่ใช่คนแปลกหน้าของแมกไม้ อายตนะภายนอกไม่ว่าจะเป็นน้ำเสียง ผิวพรรณ รูปกาย ซึ่งคล้ายภาชนะห่อหุ้มจิตวิญญาณนั้นสลายหายไปในทันทีที่ปีกขาวแห่งคำทักทายโบยบินหากัน
จากนั้นบทสนทนาของเราก็พร่างพรูราวเพลงฝนไม่ขาดสาย
เราไม่เคยพบหน้าแต่รู้จักกันมาร่วมปี เราไม่เคยพูดคุยผ่านโปรแกรมสื่อสารแต่สัมผัสผ่านตัวอักษรของกันและกัน
ผู้คนบนโลกมักผลักบานหน้าต่างส่งเสียงทักทายทำความรู้จักผ่านจักษุสัมผัสจากนั้นจึงค่อยเรียนรู้นิสัยใจคอ รูปร่างหน้าตาจึงกลายเป็นปัจจัยแรกที่ผู้คนคุ้นเคยหยิบยกขึ้นมาพิจารณา เป็นการทำความรู้จักจากภายนอกแล้วจึงเรียนรู้สู่ภายใน
บ่อยครั้งกระบวนการเช่นนั้นเกิดความผิดพลาด กว่าพบนิสัยใจคอต่างจนยากร่วมทาง เราล้วนแลกด้วยเวลาชีวิตไม่อาจทวงคืน จ่ายด้วยรอยร้าวในใจยากเยียวยารักษา
ข้าพเจ้าพบเพรงด้วยกระบวนการกลับกัน
จิตวิญญาณของเราสื่อหากันก่อนการมาเยือนของรูปกาย สำหรับข้าพเจ้าเพรงสวยงามอยู่ก่อนแล้วในห้วงสำนึก การมาเยือนของเพรงหาได้เป็นสิ่งใดเลยนอกเสียจากเปลวไฟบนปลายเทียน หากความห่างไกลคือสายลมพัดดับเปลวก็เพียงภาพที่เห็น ในความเป็นเทียนนั้นเปลวยังคงโชติช่วงอยู่ตลอดเวลา
เพรงกระชับกระเป๋าสานทรงกลมสไตล์บาหลีเข้ากับไหล่ ซ้อนท้ายจักรยานออกจากตลาดสู่เขตชนบท
แดดยังคงแผดแสง ไอร้อนอาบทุ่งข้าวอวบรวงสุกเหลืองอร่ามไปทั้งทุ่ง ข้าพเจ้าถอดหมวกฟางให้เพรงสวมป้องเปลวแดด เพรงส่ายหน้า
“สวมเถอะ แดดที่นี่แรงนักจะทำเอาเพรงผิวคล้ำจนแทบจำตัวเองไม่ได้” เธอจึงรับหมวกไปสวมแย้มยิ้ม “ขอบคุณค่ะ” หมวกฟางใบใหญ่ปรกลงแนบกรอบแว่น ดวงตาหลังเลนส์เป็นประกาย “อีกไกลไหมคะ?” เพรงถาม
“สักสิบห้านาที”
แดดที่นี่ร้อนแรงแต่ไม่เคยร้างลม แม้กลางสายแดดยังรู้สึกเย็นสบาย เสียงนกน้อยขับขานเริงรับผู้มาเยือนตลอดเส้นทาง สักพักก็ลุถึงดงไม้ชายคลอง เห็นกระท่อมมุงจากอยู่ใต้ร่มจามจุรีใหญ่
OOO
๙ บ้านเรือ
บ้านของข้าพเจ้าคือร่างกายที่จิตวิญญาณสถิตอยู่นี้
ที่พักอาศัยสำหรับข้าพเจ้าคือหลังคาบังแดดฝนและข้างฝากันแรงลม เนื้อที่แค่พอเอนกายหลับพักผ่อน หาได้รวมถึงข้าวของเครื่องใช้ เครื่องตกแต่งประดับประดา ที่พักอาศัยข้าพเจ้าจึงไม่ต่างรังฟางหญ้าของพวกนกกา คล้ายกุฏินักบวชมากกว่าเป็นบ้านในความหมายทั่วไป
ข้าพเจ้าอาศัยกระต๊อบมุงจากริมคลองอยู่พักหนึ่ง ปีกลายเพื่อนบอกขายเรือเก่า เป็นเรือขนาดเล็กยาวหกเจ็ดวากว้างสองวา มีเก๋งกลางลำ มีเครื่องยนต์ดีเซลล์ใช้งานไม่ได้ ข้าพเจ้าลังเลพักใหญ่หากซื้อเรือเท่ากับเงินเก็บที่เผื่อไว้สำหรับใช้ชีวิตผ่านช่วงเวลาฝึกเขียนไปกว่าหาเลี้ยงปากท้องได้ด้วยตัวอักษรต้องหายไปก้อนใหญ่ทำให้ช่วงเวลาที่ข้าพเจ้าจะดำรงชีวิตด้วยการฝึกเขียนเพียงอย่างเดียวโดยไม่ทำการอื่นเพื่อเงินต้องหดสั้นลง
แต่ความฝันวัยเด็กร่ำร้องให้ซื้อเรือไว้
ภาพทรงจำแรกฉายบนม่านรำลึกข้าพเจ้าอยู่ในเรือ จากนั้นก็วิ่งเล่นขึ้นลงระหว่างเรือกับบ้านจนแยกกันไม่ออก
วัยเด็กใช้ชีวิตริมคลองเพียงสั้นแต่ประทับลึกลงในความทรงจำ มีเสียงร่ำร้องระงมอยู่ภายในให้คืนกลับไปหาชีวิตเช่นนั้น
ที่สุดข้าพเจ้าตัดสินใจซื้อเรือ ต่อเติมเก๋งใส่ประตูหน้าต่าง ใช้เป็นที่พักอาศัย ซ่อมเครื่องยนต์จนใช้การได้ ผูกเรือไว้ใต้เงาจามจุรีใหญ่ชายคลอง มีสะพานไม้แผ่นเดียวทอดหาฝั่ง
เพรงยิ้มด้วยประกายตาสดใสมองบ้านเรือของข้าพเจ้าตอนเลี้ยวจักรยานจอดปลายสะพานไม้ ข้าพเจ้าพยายามค้นหาแววกังวลในวาวตานั่น เพราะห่วงอยู่ว่าเพรงจะขัดเขินต่อความไว้ใจซึ่งเธอให้ข้าพเจ้ามา ห่วงจนแม้วาจาก็ไม่อาจเอ่ยออกไปด้วยเกรงกระทบกระทั่งความไว้ใจนั่น
แต่ข้าพเจ้าหาได้พบสิ่งใดนอกจากรอยยิ้มใสซื่อ เพรงถามด้วยน้ำเสียงของสายน้ำรินไหล “พี่ดินพักในเรือนี่หรือคะ?”
“ครับ..” ข้าพเจ้าตอบติดประหม่า แม้ละทิ้งความสุขสบายทางโลกนานจนความเบาสบายของชีวิตสมถะชำระล้างคราบเงาวัตถุนิยมไปมากแล้ว แต่เมื่อเผชิญหน้ากับผู้ซึ่งเดินทางจากโลกที่ข้าพเจ้าจากมา พรายฟองแห่งความละอายดูเหมือนจะก่อตัวอยู่ลึก ๆ ทั้งตอนตัดสินใจยินยอมให้เพรงมาพบโลกส่วนตัวนั้นมั่นใจแล้วว่าเธอจะไม่รังเกียจหรือแคลนความเป็นอยู่เช่นนี้
“เรือน้อยยินดีต้อนรับครับเพรง” ข้าพเจ้ายิ้มฝืนไม่ทราบเพรงจะทันสังเกตหรือไม่ จากนั้นจึงจอดจักรยานเดินนำข้ามสะพาน เพรงก้าวบนสะพานไม้แผ่นเดียวอย่างหวาด ๆ ข้าพเจ้ายื่นมือให้เธอ เพรงยิ้ม ปลายนิ้วเรียวฉวยข้าพเจ้าไว้แน่น เธอก้าวยาว ๆ สองสามก้าวกระโดดลงบนเรือแล้วมองกลับไปที่สะพาน สองแก้มระเรื่อ ข้าพเจ้าได้แต่อมยิ้ม
“อาบน้ำที่ห้องน้ำข้างบนครับ” ข้าพเจ้าชี้มือไปที่ห้องน้ำสังกะสีข้างกระต๊อบมุงจาก ปลดกุญแจเปิดประตูเก๋งเรือที่ใช้หลับนอน มีเสื้อผ้าสองสามตัวแขวนที่มุม มีโต๊ะเขียนหนังสือ ชั้นวางหนังสืออยู่อีกมุม เพรงกวาดตามอง
“ตามสบายนะครับ เพรงอาบน้ำก่อน พี่จะเตรียมมือเย็นให้ทาน” ข้าพเจ้าปลีกมาทางท้ายเรือ เตรียมเมนูประจำ น้ำพริก ไข่เจียว ปลาทอด
สักพักได้ยินเสียงเพรงเรียกให้ช่วยพยุงข้ามสะพาน “พี่ทำอะไรทานคะ?” เพรงถาม
“น้ำพริกครับ”
“ตำน้ำพริกเป็นด้วยเก่งจัง”
“แค่ทำได้น่ะครับ แต่คงไม่อร่อยหรอก”
หลังจากทอดไข่ทอดปลาเสร็จ ข้าพเจ้ากำลังตำน้ำพริกได้ยินเสียงเพรงเรียกอีกครั้ง เพรงอาบน้ำเสร็จกลับมายืนรออยู่หัวสะพานยื่นยอดกระถินกำใหญ่ให้
“เด็ดยอดกระถินเป็นด้วย..เก่งจัง”
“เพรงก็เป็นเด็กบ้านนอกนะคะ”
ข้าพเจ้ายิ้ม “ขอโทษนะครับ” กุมนิ้วเรียวที่กำยอดกระถินนั่นไว้ เพรงก้าวยาวแล้วกระโดดลงเรือ
OOO
๑๐ ราตรีประดับดาว
ราตรีนั้นประดับดาว มวลดาราระยิบราวรุจิมณีพราวบนผืนกำมะหยี่สีนิลใกล้จนแทบเอื้อมมือคว้า สายลมเอื่อยโลมไล้เห่ช้าอยู่อย่างทะนุถนอม
เปลวเทียนหอมส่ายไหวคล้ายเริงระบำรำฟ้อน ประกายเทียนวาววับบนเลนส์กระจกและแววตาสุกใสคู่นั้น
เรานั่งคุยกันที่หัวเรือ อาหารค่ำผ่านไปราวอุปราการ รสอาหารธรรมดา ประเภทอาหารซ้ำเดิม หากสำคัญที่รับประทานกับใคร?
ห้วงเวลาผ่านมาผู้ซึ่งนั่งร่วมรับประทานอาหารอยู่ข้างกายข้าพเจ้าคือเงาของความเปล่าเปลี่ยวเดียวดาย ผ่านอาหารแต่ละมื้อเพียงเพื่อประทังให้สามารถมีกำลังกายไว้เคลื่อนไหวมีกำลังสมองไว้ขบคิดขีดเขียน
รสชาติของอาหารรับประทานผู้เดียวนั้นขมคอนัก ต่อให้เป็นอาหารรสจัดปานใดลิ้นหัวใจท่านก็ไม่มีวันรู้รส หาใช่เป็นเพราะต่อมรับรสด้านชา แต่เพราะความโดดเดียวเดียวดายเป็นรสชาติชนิดหนึ่ง รสที่ขมคออย่างยากจะทานทน
เรานั่งคนละฝั่งของกราบหันหน้าไปทางหัวเรือปล่อยให้ความเงียบบรรเลงท่วงทำนองแห่งภวังค์อันสงบงันดื่มด่ำนิ่งลึก เพรงมองระยับดาวราวจะกอบเก็บไว้ให้มากสุดเหมือนเด็กน้อยเดินเก็บเปลือกหอยบนหาดทราย ผ่านไปเนิ่นนานจึงแว่วเสียงแผ่วเบายิ่งกว่ากระซิบ
“ฟ้าใสจังเลยนะ..เพรงอยากนั่งดูดาวอย่างนี้นานแล้ว ที่บ้านเพรงดาวไม่เคยสวยอย่างนี้เลย..”
อยากบอกว่า ข้าพเจ้านั่งดูดาวเช่นนี้ทุกย่ำค่ำ มองจนเห็นกระทั่งดาวเทียมดวงจิ๋วที่ลอยผ่านโค้งฟ้าองศาเดิมเวลาเดิม ความสวยงามที่เพรงสัมผัสกลับเป็นระทมทุกข์ของผู้เฝ้ามอง ณ ค่ำคืนนี้เวลานี้ข้าพเจ้าจึงเข้าใจ ความสวยงามที่แท้จริงปรากฏเมื่อมีใครอีกคนร่วมรับรู้ไปพร้อมกัน..ด้วยกัน
ข้าพเจ้ามิได้กล่าวออกไป เพรงหันหน้ามองข้าพเจ้าราวเจ้าหญิงแห่งรัตติกาลผู้เดินทางกลับจากระยับดาว
“ทำไมพี่เงียบไปล่ะคะ?”
ข้าพเจ้ามองผ่านบานหน้าต่างดวงใจคู่นั้น เปลวเทียนยังระริกไหว ข้าพเจ้ากล่าวออกไปด้วยถ้อยคำซึ่งล่องลอยมาจากดินแดนแสนไกล
“ในความเงียบนั้นโน้ตดนตรีแห่งภาษาได้กล่าววาจาไปแล้วมากมาย พี่เชื่อว่าเพรงได้ยิน”
คำพูดใช่เป็นภาระหน้าที่ผูกขาดเฉพาะริมฝีปากและลิ้นก็หาไม่ เช่นเดียวกันหูไม่ใช่เจ้าของการรับฟังแต่ผู้เดียว เพียงเปิดหัวใจออกไป เราจะได้ยินสรรพเสียง เห็นสรรพสิ่งรอบกาย เพรงพยักหน้างอเข่าหาตัวโอบไว้ด้วยอ้อมแขน เธอเอ่ยน้ำเสียงละมุน
“เพรงชอบที่พี่เขียน เพรงได้ยินเสียงพี่ตลอดเวลา”
“บางครั้งเสียงที่เขียนไม่ใช่สิ่งที่เป็นนะครับ”
..ที่สุดก็หลุดออกไป เพรงหันขวับมองข้าพเจ้า ประกายตาเคลื่อนวนไปมาคล้ายค้นหาอะไรบางอย่าง ข้าพเจ้าไม่ทราบเพรงพบอะไร เพียงอยากบอกเธอว่าอย่าเผลอไว้ใจใครเช่นนี้ งานเขียนเป็นเพียงภาพพร่าของผู้เขียนประดุจลายผ้าที่ไม่อาจตัดสินเนื้อผ้าหรือความงามของดอกไม้ก็ไม่อาจตัดสินคุณภาพของดินได้เลย
ข้าพเจ้าทราบดีเพรงครุ่นคิดเรื่องนี้รอบคอบแล้ว ต้นกล้าแห่งมิตรภาพของเราหยัดรากแตกใบนานพอเชื่อว่ามิตรอักษรผู้ไม่เคยพบหน้าคนนี้คงไว้ใจได้ กระนั้นไม่วายห่วง หากเพรงมองคนผิดพลาดผลจะเป็นเช่นไร?
“เพรงเข้าใจว่าพี่คิดอะไร..พี่ไม่ต้องกังวลนะคะ เพรงรู้จักมองคนอยู่บ้าง เรารู้จักกันมานานเพรงไว้ใจพี่ค่ะ” หรือนั่นคือสิ่งที่เธอพบจากวาวตา เป็นวาจาซึ่งมิได้กล่าวผ่านริมฝีปาก คำพูดตรงไปตรงมาสะกดข้าพเจ้านิ่งงันคล้ายดังนักมายากลกำลังสร้างความฉงนต่อผู้ชม “เมื่อมาเห็นชีวิตสงบสมถะของพี่เพรงดีใจที่ตัดสินใจเดินทางมา เพรงไม่ชอบชีวิตในเมือง อยากมีบ้านไม้ทรงไทยหลังเล็ก ๆ ริมคลอง มีศาลาท่าน้ำ มีซุ้มไม้หอม โมก กระดังงา พิกุล พอย่ำค่ำก็มีกลิ่นหอมอ่อน ๆ ลอยมาเหมือนอย่างนี้” เพรงสูดหายใจยาวราวจะเก็บกลิ่นหอมให้สุดลมหายใจก่อนเอ่ยถามว่า “พี่มีความฝันบ้างไหม?”
ข้าพเจ้าจะบอกเพรงอย่างไร? บอกว่าข้าพเจ้าไม่มีความฝันหลงเหลือแล้ว มิใช่เพราะได้ทุกฝันมาครอง แต่เพราะเข้าใจแล้วว่าทุกฝันเป็นเพียงภาพลวงให้หลงตามหาคว้าไขว่ สุดท้ายเราไม่เคยได้อะไรมาเลยนอกจากความว่างเปล่า และตามฝันครั้งต่อไป บอกว่าข้าพเจ้าเป็นคนไร้ฝันอย่างนั้นหรือ?
เพรงจ้องมองด้วยสายตารอคอยคำตอบ ข้าพเจ้าเรียบเรียงคำพูดออกไป
“เมื่ออยู่ในโลกฝัน เราจะฝันถึงสิ่งใดได้อีก?” แทบจนหนทางอธิบาย ข้าพเจ้ากล่าวอย่างตะกุกตะกัก “สิ่งที่เพรงเห็น อยู่ขณะนี้ คือโลกฝัน ของพี่ พี่ไม่ต้องการยุ่งเกี่ยว รักโลภโกรธหลงของผู้คนในสังคม จึงปลีกออกมา ทั้งหาได้ศรัทธาสังคมนักบวช เพียงต้องการใช้เวลาที่เหลือกระทำสิ่งใจต้องการจริง ๆ นั่นคือเขียนหนังสือ ทุกวันนี้พี่ผ่านคืนวันด้วยการเขียนหนังสือนับว่านั่งอยู่ในความฝันแล้ว”
“พี่ไม่ฝันอยากมีหนังสือของตัวเองสักเล่มหรือ?”
“นั่นเป็นภาพลวง” ข้าพเจ้าตอบอย่างทันทีทันใด “เป็นภาพฝันซ้อนทับทำให้ผู้คนสับสน หากฝันแท้จริงคือต้องการใช้ชีวิตประจำวันเขียนหนังสือ เขาเพียงนั่งลงเขียนหนังสือ เป็นอันบรรลุฝัน อยู่ในความฝันด้วยชีวิตประจำวัน ไม่ว่าตัวอักษรของเขาได้รับการตีพิมพ์กี่เล่มเขายังคงผ่านวันเวลาด้วยการเขียนหนังสือ แต่สำหรับคนฝันอยากมีหนังสือตัวเองนั้นต่างกัน สักวันเมื่อเขาครองฝันนั่น เขาอาจฝันถึงสิ่งอื่นต่อ ๆ ไป เพราะฝันของเขาไม่ใช่เขียนหนังสือ”
ข้าพเจ้าไม่มีความมั่นใจที่พูดออกไปตรงความคิดเพียงไร เพรงจะเข้าใจหรือไม่ บ่อยครั้งข้าพเจ้าประสบปัญหากล่าววาจาให้ตรงความรู้สึกนึกคิด ด้วยมุ่นความคิดเหล่านั้นดูคล้ายกลุ่มเส้นด้ายที่ขมวดเป็นก้อนกลมยุ่งเหยิง จะดึงออกมาเป็นเส้นนั้นยากเย็นเหลือเกิน
เพรงพยักหน้าแหงนมองหมู่ดาว ริมฝีปากบอบบางขยับอย่างแผ่วเบาพร้อมเสียงรำพึง
“เพรงฝันอยากมีรวมบทกวีของตัวเองสักเล่ม” เธอเงียบไปสักพักคล้ายเก็บเอาถ้อยคำของข้าพเจ้าไปคำนึง “หากได้ตีพิมพ์เล่มแรก เพรงก็คงฝันจะมีเล่มที่สอง..ที่สาม..ที่สี่..ฝันอยู่ร่ำไป” เธอหันมาส่งยิ้มสดใส
ดาวเคลื่อนเดือนคล้อย ผืนน้ำเรียบนิ่งนานทีมีเสียงปลาฮุบเหยื่อสักครั้ง หิ่งห้อยน้อยวับแสงอยู่โดยเดียวลอยเฉี่ยวเข้ามาใกล้ เพรงยกฝ่ามือขึ้นช้า ๆ นวลแสงวิบวับเกาะนิ่งบนปลายนิ้วของเธอ เพรงเลิกคิ้วยิ้มมองข้าพเจ้าด้วยดวงตากลมโต
OOO
๑๑ หลังม่านรัตติกาล
เพรงเงียบเสียงไปแล้ว
เราพูดคุยราวรู้จักกันมาตลอดชีวิต หลังเมฆหมอกแห่งความกังวลห่วงถูกพัดกระจายไป ไม่มีช่องว่างหลงเหลือ ไม่มีคำพูดที่ต้องระมัดระวัง ไม่มีมรรยาทสังคมให้ต้องรักษา ไม่ต่างเพื่อนเก่าร่วมชั้นเรียนกลับมาพบพาน
ทุกสำเนียงที่กล่าว ทุกแววตา ทุกรอยยิ้มของเพรงคล้ายเคยสนิทสนมมานาน
เราผลัดวิจารณ์งานของกันและกัน เปิดโอกาสให้แลกเปลี่ยนทั้งข้อดีข้อด้อยโดยมิต้องระมัดระวังท่าทีแสดงออกเหมือนตอนส่งตัวอักษรไปในโลกเสมือน
เพรงแย้มยิ้มรับฟังข้อคิดเห็นของข้าพเจ้าจนข้าพเจ้ารู้สึกประดักประเดิก กับผู้ที่ใช้ปลายนิ้วขีดเขียนได้แต่อักษรมอซอไหนเลยบังอาจวิพากษ์บทกวีซึ่งเปิดบัญชรมิติให้เขาได้ใช้ปีกอัปลักษณ์โบยบินไปในโลกวิจิตรอักษร
เพรงเล่าถึงความชื่นชมที่มีต่อบูรพรัตนกวีแต่อยุธยาตอนปลายเจ้าฟ้ากุ้งเล่าถึงโศกนาฏกรรมเกิดแก่จอมปราชญผู้สิ้นลมด้วยปลายคมหอกแห่งความรัก จนถึงล้นเกล้ารัชกาลที่หกซึ่งทรงพระราชนิพนธ์วรรณคดีไว้มากมายทั้งร้อยแก้วร้อยกรอง กระทั้งนายชิต บูรทัตผู้รจนาสามัคคีเภทคำฉันท์เอกกวีสามัญชนผู้แหวกว่ายในชเลชลแห่งเมรัยจวบชีพวาย เล่าถึงความประทับใจที่มีต่อชีวาวัตรแห่งรัตนกวีร่วมสมัยท่านอาจารย์เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์
ข้าพเจ้าเพียงนิ่งฟัง เพราะเขียนได้ก็แต่กลอนตลาดซึ่งติดปากมาแต่ครั้งเรียนมัธยม
จนล่วงดึก ข้าพเจ้าจัดแจงกางมุ้งให้เพรงในเก๋งเรือ ส่วนตัวเองเอาหมอนมุ้งอีกหลังกางนอนที่ท้ายเรือ เรายังคงส่งเสียงพูดคุยราวมีเรื่องเล่าไม่รู้จบ กระทั่งเพรงเงียบไป
เงาไม้ชายคลองกลับสงัดอีกครั้ง
ข้าพเจ้านอนลืมตามองความมืดมนอนธการที่สว่างไสวด้วยรุ่งโรจน์แห่งอภิรมย์
เสียงหรีดหริ่งชวนวังเวงใจ แผ่วลมดึกโชยสายมุ้งอยู่ไหว ๆ
ข้าพเจ้าผ่านวันคืนมาด้วยบรรยากาศเช่นนี้
มีความเงียบเป็นเพื่อนจนคุ้นเคย
แต่ค่ำคืนนั้นความรู้สึกอีกอย่างก่อตัวคล้ายเปลวไฟกองน้อย
เป็นความอบอุ่นเบิกบานดุจหัวใจถูกประโลมด้วยแสงทองแห่งอรุณรุ่ง
มองเงาไม้ผ่านม่านมุ้งออกไป ใบหน้า รอยยิ้ม เสียงของเพรงวนเวียนในห้วงสำนึกจนผล็อยหลับ
OOO
๑๒ พายเรือ
ตอนข้าพเจ้าลืมตาแสงนวลเริ่มจับขอบฟ้า นกกากลุ่มแรกจากรวงรังส่งเสียงร้องรับอรุณรุ่ง ข้าพเจ้าขยับออกจากมุ้งย่องไปบนกราบเรืออย่างระมัดระวัง
ปั่นจักรยานไปร้านค้าปากซอย ซื้ออาหารเช้าแล้วรีบกลับ เห็นเพรงนั่งกอดเข่าอยู่หน้าเก๋ง เพรงตื่นเสียก่อนแล้ว! ข้าพเจ้าจอดจักรยานก้าวบนสะพานลงเรือ
“อรุณสวัสดิ์ครับ”
“ตกใจหมดเลย” เพรงกล่าว “ตื่นขึ้นมาไม่รู้พี่ไปไหน ปล่อยเพรงคุยคนเดียวเสียตั้งหลายคำ”
“ขอโทษครับ” ข้าพเจ้าสำนึก “พี่ออกไปซื้อโจ๊กประเดี๋ยวจะอุ่นให้” จากนั้นฉวยเสาเก๋งจะเดินเลาะกราบไปทางท้ายเรือ เสียงเพรงสดใสกังวาน “พี่ดินคะ” ข้าพเจ้าหันมองดวงตาคมใสหลังกรอบแว่น เธอยิ้ม “อรุณสวัสดิ์ค่ะ”
คิดถึงเช้าวันนั้นครั้งใดยังเปรมใจอยู่จนบัดนี้
ยามม่านทองคลี่ขอบฟ้ารอรับอโณทัย มีใครสักคนอยู่ข้างกาย ลืมตาขึ้นพบเช้าวันใหม่ด้วยกัน มอบคำอรุณสวัสดิ์ให้กัน ประดุจมวลดอกไม้เผยอกลีบบางรับคำทักทายของเหล่าผีเสื้อแสนสวย เป็นเช้าวันใหม่เปี่ยมความหมายเต็มด้วยพลังชีวิต โลกใบนี้ช่างน่ารื่นรมย์ ข้าพเจ้ายิ้มตอบ “อรุณสวัสดิ์ครับ”
เตรียมอาหารให้เพรงเสร็จข้าพเจ้าฉวยมีดจะขึ้นไปตัดใบตองอ่อนบนฝั่ง เพรงถาม
“ทำอะไรคะ?”
“เตรียมมื้อกลางวันครับ วันนี้พี่จะพาเพรงพายเรือเที่ยว”
เพรงยิ้มกระตือรือล้น “เพรงพายเรือไม่เป็นนะ”
“ไม่เป็นไรครับเพรงนั่งหน้า พายอย่างไรก็ได้ พี่จะคอยคัดท้ายให้”
หลังอาหารเช้า เพรงในชุดกางเกงเลผ้าฝ้ายสีน้ำตาลเสื้อยืดขาวสกรีนอักษรคนรักช้าง ลอนผมรัดรวบไว้ด้านหลังทะมัดทะแมง มาช่วยข้าพเจ้าตระเตรียมเสบียงสำหรับมื้อกลางวัน จากนั้นเราลงเรือพายลำเล็ก เพรงจับขอบเรือใหญ่ไว้แน่นแหย่เท้าลงเรือพายอย่างหวาด ๆ เรือพายโคลงไปมาเพรงสีหน้าตื่นหดเท้ากลับ
“พี่จับเรือไว้นิ่งแล้วคราวนี้ไม่ต้องกังวล ลงมาเถอะ”
เพรงยิ้มฝืนกล้า ๆ กลัว ๆ หย่อนตัวลงในเรือพายค่อยขยับไปนั่งหัวเรือแล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่ ข้าพเจ้าส่งพายให้ “ขอบคุณค่ะ” เธอรับพายแล้วกลับตัวหันไปทางหัวเรือจ้วงพายลงน้ำเก้ ๆ กัง ๆ ข้าพเจ้ากลั้นยิ้มไว้นานเกรงเพรงจะคิดไปว่ายิ้มเยาะจึงได้ระรื่นออกมา
แดดสายกลางฤดูร้อนแผดแสงจ้าอยู่เหนือเงาไม้ ท้องฟ้าโปร่งทิวเมฆขาวลอยล่อง ภาพหญิงสาวตรงหน้านั่งกายตั้งตรงขยับพายพุ้ยน้ำอย่างไม่ประสา หมวกฟางใบใหญ่ระบายเงาแดดลงบนเสื้อยืดขาวเป็นทาง แสงเงาจัดจ้าดูราวภาพอิมเพรสชั่นนิสต์ของเซซาน โดยไม่หันหน้า เสียงสดใสราวเสียงของนกน้อยร้องถามว่า
“เราจะไปไหนกันคะ?”
“พายเที่ยวดูสองฝั่งคลองไปเรื่อย ๆ จนถึงทะเลสาบครับ แวะทานกลางวันที่วัดปากบางแล้วพายกลับ”
เพรงพยักหน้ารับทราบดูเหมือนกำลังตั้งอกตั้งใจใช้ใบพายที่เพิ่งทำความรู้จักพาเรือเคลื่อนไปข้างหน้า แต่ไม่ว่าจะพายซ้ายหรือสลับมาขวาเรือก็ยังนิ่งจนเพรงสงสัยถามขึ้นว่า
“ทำไมพายแล้วเรือไม่ไปล่ะคะ?”
ข้าพเจ้าหาตอบคำ ได้แต่ระรื่นยิ้มค้างอยู่อย่างนั้นจนเพรงหันมอง ข้าพเจ้าจึงได้คลายปมเชือกผลักเรือเคลื่อนออก เพรงอ่อยเสียง
“พี่ดินแกล้งเพรง..”
OOO
๑๓ เพรงบทนั้น
ข้าพเจ้าบังคับเรือเลียบเลาะริมคลอง อาศัยร่มไม้ชายฝั่งบังเงา เรือเคลื่อนไปข้างหน้าสม่ำเสมอ เสียงเหล่านกหลากพันธุ์หลายสำเนียงร้องเซ็งแซ่
เพรงจ้วงพายอย่างตั้งอกตั้งใจ เห็นเรือลอยเลื่อนเคลื่อนไปข้างหน้า เธอหันมาส่งยิ้มคล้ายถามว่า ‘เป็นอย่างไร..เพรงพายเก่งไหม?’
ข้าพเจ้ายิ้มตอบขยับใบพายบังคับท้ายให้เรือเคลื่อนตรงไป
ชื่นลมชายคลองโชยมาเย็นรื่น สองฟากฝั่งล้วนไม้ใหญ่ขึ้นครึ้มหลากเฉดเขียว นานทีมีเรือพายชาวบ้านสวนมา บางครั้งเป็นเรืออวนติดเครื่องหางแล่นแซง เกิดคลื่นลูกย่อมซัดเรือเราโยกย้าย
เพรงชะงักพายกุมขอบเรือไว้แน่น สีหน้าตื่นหันมองข้าพเจ้าคล้ายถามว่า ‘เรือจะล่มไหม?’
ข้าพเจ้ายิ้มตอบเพรงจึงหันไปจ้ำพายต่อ
สำหรับข้าพเจ้าทุกจ้วงพายเป็นความสุขใจได้นำอาคันตุกะน้อยแล่นลิ่วไปในโลกริมฝั่งคลองอันเป็นถิ่นกำเนิดเกิดกาย ผ่านความอุดมสมบูรณ์สองฟากฝั่งคล้ายสายน้ำโอบเราไว้ด้วยไออุ่นของอกแม่คงคา
ที่ใดมีต้นไม้ ที่นั่นย่อมเหล่านกกาได้พิงพักอาศัย มีหรือ..สังคีตใดที่มนุษย์เพียรสรรค์สร้างจะไพเราะไปกว่าสรรพสำเนียงแห่งแม่ธรรมชาติที่แท้จริง..?
ข้าพเจ้ามีคำตอบเมื่อเสียงใสกังวานหวานแว่วมาจากด้านหน้า เป็นบทเพลงซึ่งข้าพเจ้าไม่เคยคาดคิดจะสดับจากผู้ใด..โดยเฉพาะคนยุคสมัยปัจจุบัน..
*สายน้ำ..เชี่ยวโกรกไหล
วกวนแล้วไหลไป
ไหลไปแล้วไม่กลับมา
คิด..เปรียบไปก็คล้ายเหมือนว่า
รักเอยไม่เคยหวนมา
จากลาไปยังหนใด..
ความไพเราะของบทเพลงบางครั้งมิใช่เพราะท่วงทำนองหรือเนื้อร้อง แต่เป็นเพราะบทเพลงนั้นได้ปลุกเรื่องราวหนหลังซึ่งหลับใหลในห้องใจที่ปิดตายมาเนิ่นนานให้ฟื้นตื่น..ทั้งรู้ว่าหัวใจถูกทำร้ายก็ยังยินดีพริ้มตารับคมมีดที่กรีดลงมาด้วยน้ำเสียงแว่วหวานนั่น..
คิด..ถึงเมื่อก่อนเคย
รักฉันเคยสุขเอย
ไหนเลยจึงต้องจากไกล
คอย..เฝ้าคอยคร่ำครวญหวนไห้
รักเอยจากไปแล้วไย
จากไปเหมือนสายน้ำวน
ร้าง..ไปร้างไกลสุดหวัง
ล่องลอยไปไกลเหมือนดัง
สู่วังแม่เอยสายชล
ฉัน..สิยังคร่ำครวญเพ้อบ่น
ไหว้วอนให้สายน้ำวน
ช่วยดลให้รักฉันคืน..
ข้าพเจ้าชะงักพาย..ความบังเอิญในโลกนี้ช่างมีมากมายเหลือเกิน..เป็นความบังเอิญเช่นไรกันดลใจให้หญิงสาวตรงหน้าครวญบทเพลงนี้ออกมา..
หยาดน้ำอุ่นเอ่อขอบตา..ข้าพเจ้ารีบยกแขนขึ้นป้ายปัดเกรงเพรงหันมาเห็น เสียงกังวานหวานของเธอยังครวญคร่ำ
เขา..คงไม่กลับมา
หัวใจร่ำเรียกหา
น้ำตาหลั่งนองกล้ำกลืน
นอน..หลับตาต้องผวาตื่น
สายน้ำไม่เคยหวนคืน
ไม่คืนเสียแล้วรักเอย..
..
..
คงไม่คืนเสียแล้วรักเอย..
“พี่ดินมีแฟนหรือเปล่าคะ”
ข้าพเจ้าสะดุ้ง! รีบกะพริบตาไล่แอ่งน้ำเอ่อขอบขัง เพรงยังคงจ้วงพายช้า ๆ ข้าพเจ้าเขม้นมองปอยผมใต้หมวกฟาง ใบหน้าเธอจะระเรื่อบ้างไหมนะเอ่ยถ้อยถามเช่นนี้..เพรงวางพายบนตักเอี้ยวตัวหันมอง
“คิดว่าตกคลองไปแล้ว”
ข้าพเจ้ากะพริบตาถี่ได้แต่ส่งยิ้ม
“ว่าไงคะ?”
“เคยมีครับ” พยายามบังคับน้ำเสียปกติ เพรงยิ้มหันกลับไปจุ่มพายลงน้ำ
“เกิดอะไรขึ้นคะ?”
“พี่ออกมาชนบท จำต้องทิ้งงานทิ้งรายได้ทิ้งเพื่อน เธอไม่อยากทำอย่างนั้น เธอเข้าใจว่าพี่หาข้ออ้างจะแยกจากเธอ”
“เธอไม่อยากอยู่ชนบทหรือคะ?”
“การละทิ้งชีวิตเคยชินไม่ง่ายเลย คนเมืองมักมองเห็นงานและเงินเป็นเรื่องความมั่นคง การคืนสู่ชนบทกลายเป็นความล้มเหลวของชีวิต”
“แปลกนะ..เพรงไม่เคยคิดอย่างนั้น ธรรมชาติสิจึงเป็นบ้านของชีวิต ไม่ใช่ตึกคอนกรีตอย่างในเมือง”
“ครับ..” แว่วเสียงตัวเองเอ่ยออกไปเยี่ยงนั้น ใจข้าพเจ้าหาได้อยู่ที่ถ้อยคำเสียแล้ว ปีกภวังค์สีหม่นได้นำสำนึกโบยบินไปยังอดีตกาลไกลโพ้น
“จึงต้องแยกจากกันหรือคะ?”
ข้าพเจ้าคืนจากภวังค์ “ชีวิตจริงไม่ปุบปับอย่างละคร..เราผ่านช่วงเลวร้ายระยะหนึ่งจนต้องแยกจากกัน”
เพรงหยุดจ้ำพาย..
เราปล่อยให้ความเงียบโอบล้อมเราไว้เช่นนั้นขณะเรือน้อยค่อยเคลื่อนไปข้างหน้าราวล่องลอยโลกฝัน โลกฝันที่หลับใหลในเงาความหลังกลับฟื้นตื่นขึ้นมาเพื่อจะตะโกนบอกว่าความจริงเหล่านั้น..เพียงฝันไป..
ข้าพเจ้าสะดุ้งอีกครั้งเมื่อยินเสียงตะโกนถาม
“เห้อ..ไป่ไหน้กั๋นเห้อ?” หญิงชาวบ้านวัยกลางคนนุ่งผ้าถุงกระโจมอกอาบน้ำ
“พายเรือเที่ยวครับ จะไปวัดปากบาง” ข้าพเจ้าตะโกนตอบ เรือลอยผ่านท่าน้ำ เพรงหันมาเลิกคิ้ว
“เพรงอยากอาบน้ำอย่างนั้นบ้าง”
“เพรงต้องมีผ้าถุง”
“ไม่มี”
“เราแวะซื้อที่ร้านข้างหน้ากัน” เพรงอ้าปากค้างคล้ายคิดอะไรได้บางอย่าง ไม่ก็หวังเรียกสายลมที่นำถ้อยคำหลุดลอยคืนกลับมา
OOO
*เพลง สายน้ำไม่ไหลกลับ : อรวี สัจจานนท์
OOO
๑๔ ชลัมพุ
หน้าร้านขายของชำมีท่าน้ำยาวสำหรับจอดเรือลูกค้า ป้ากลิ่นเจ้าของร้านเป็นหม้ายอยู่กับหลานสาว ป้ากลิ่นเล่าว่าสมัยลุงยังอยู่ ร้านของแกเป็นร้านอันดับหนึ่ง ท่าน้ำหน้าร้านไม่เคยร้างเรือ
กระทั่งมีถนนตัดข้ามคลองเชื่อมต่อไปพัทลุง ทุกอย่างเปลี่ยนไป เรือถูกเข็นขึ้นท่า ไม่ก็ลอยเค้เก้รั่วน้ำชุ่มตะไคร่ ผู้คนหันไปใช้มอร์เตอร์ไซค์เกิดร้านค้าใหม่ ๆ ขึ้นริมถนน
ร้านเคยคึกคักจอแจกลับกลายเงียบเหงา สินค้าในร้านแต่ก่อนเก่ายังคงขนัดคาตู้อยู่บนชั้นอย่างเซื่องซึม ด้วยความที่ซื้อสินค้าเข้าร้านเป็นเงินสด สินค้าเก่า ๆ ซึ่งไม่ได้รับความนิยมจึงยังคงยืนค้างอยู่มุมโน้นมุมนี้ จนคล้ายพิพิธภัณฑ์ของเก่าชวนชม ไม่ว่าจะเป็นตะเกียงเจ้าพายุ กังสดาลทองเหลืองลวดลายต่าง ๆ กระทั่งเตารีดทรงเรือใช้ถ่านไม้ยังวางห่อฝุ่นอยู่ในมุมลึกสุดของร้าน
ลุงป้าส่งเสียลูก ๆ ร่ำเรียนถึงฝั่ง ต่างทำงานทำการมีบ้านมีครอบครัวอยู่ในเมือง
ป้ากลิ่นเล่าว่าลูก ๆ จะมารับไปอยู่ด้วยแต่แกไม่ยอมไป แกอยู่ของแกที่นี่มาตลอดชีวิต ร้านของชำสองห้องนี้ก็เหมือนตัวแก ตอนสาว ๆ ยังมีเรียวมีแรงลูกค้ามากมาย แต่เช้ายังไม่ทันเปิดร้านก็ยินเสียงเคาะประตู ย่ำค่ำปิดร้านแล้วยังไม่แคล้วต้องเปิดขาย รายรับที่ได้ก็ไม่ใช่ใช้ทำอะไร ส่งเสียพวกมันไปเรียนสูง ๆ ส่งไปจนแทบหมดเรี่ยวแรง ป้ากลิ่นว่า..ทั้งร้านและตัวแกแก่ชรามาด้วยกัน เป็นธรรมดาแก่เฒ่าแล้วใครจะมาสนใจ ก็ต้องอยู่เงียบ ๆ ไปอย่างนี้ ลุงตายที่นี่ แกก็จะตายที่นี่
รอเพรงก้าวขึ้นท่า ข้าพเจ้าคล้องเชือกเรือไว้กับหัวเสา เสียงป้ากลิ่นร้องทักมาจากในร้าน
“พรือบ๋าวดิ๋น เอ่าไหร้มั้ง?” หมายถึงต้องการซื้ออะไรบ้าง ข้าพเจ้าตอบไปว่า
“จะหาผ้าถุงให้น้องเขาสักผืนครับป้า”
“ดาย..” ป้ากลิ่นพยักหน้าเดินไปทางตู้กระจกมีผ้าถุงวางซ้อนทับบนชั้น เพรงหันมองข้าพเจ้าแล้วก้าวเข้าไปในอวลเงาซึมเหงาของห้วงเวลาที่ถูกลืม
“เอาแบบเย็บถุงแล้วนะครับป้า” ข้าพเจ้าบอกป้าแล้วนั่งคอยที่เก้าอี้ไม้หน้าร้าน ป้ากลิ่นเดินออกมาถามไถ่
“พรื่อมั้ง..เห้นหว่าโรงงานหมั้นหม้ายยอมอีเปิดห้ายดาย”
“เปิดไม่ได้หรอกครับป้า” ข้าพเจ้าขยับให้ป้านั่งข้าง “ตรงนั้นบุกรุกพื้นที่ชุ่มน้ำ ผมถ่ายรูปพร้อมรายละเอียดส่งให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว”
“พันพรื่อวังวังมั้งหน้าบ๋าวดิน..ได้ยินหว่าหมั้นอีเอ๋าเหรื่องโหมลแก๋นนำ” ป้าบอกให้ระวังตัวไว้บ้าง
“ครับ..ขอบคุณครับป้า”
“ได้แล้วค่ะ” เพรงถือผ้าโสร่งปาเต๊ะเดินออกมา
“เท่าไรครับป้า?”
“หร่อยหยี่สิ้บ”
“เท่าไหร่นะคะ?” เพรงถาม ข้าพเจ้าล้วงมือในย่าม “ร้อยยี่สิบ” แต่ไม่ทันเพรง
“ค้อบใจหน้าหล้านสาว” ป้ากลิ่นกล่าวขอบใจ เพรงยิ้มแบบที่ข้าพเจ้าไม่แน่ใจว่าความรู้สึกเช่นไรจึงสามารถบันดาลมุมยิ้มเยี่ยงนั้น
“แควนเห้อบ๋าวดิ๋น?”
ข้าพเจ้าอึ้ง บอกไปว่าไม่ใช่ใจหาได้ต้องการกล่าวเช่นนั้น บอกว่าใช่ก็ไม่ถูกต้อง ข้าพเจ้าได้แต่ยิ้ม ทั้งรู้ว่ายิ้มก็เป็นคำตอบชนิดหนึ่ง แต่นั่นเป็นคำตอบตรงใจข้าพเจ้าที่สุดแล้ว
“หยูกันนานนานหน้าบ๋าวดิ๋น”
“ครับ ขอบคุณครับป้า” ข้าพเจ้าลาป้าเดินนำเพรงมาลงเรือ
“ป้าว่าอะไรเหรอพี่ดิน?”
“ปล่าว..ไม่มีอะไรครับ แกให้พรตามประสาคนแก่” ปลดเชือกจากหัวเสาแล้วยึดเรือมั่นไว้ เพรงแหย่ขาลงเรือด้วยท่าเดิม เรือพายพลอยสั่นไปตามขาของเพรง นั่งลงประจำที่เสร็จเธอหันมาส่งยิ้มเจื่อน
“ป้าแกลืมใส่ถุง”
“คนที่นี่เขารู้กันครับพี่ซื้อของไม่เอาถุงก๊อปแก๊ป”
ข้าพเจ้าผลักเรือออกจากท่า เราพายไปช้า ๆ ไม่นานก็ถึงปากคลอง แต่คลื่นทะเลสาบลูกใหญ่ จึงต้องล้มเลิกแผนพายเรือเลาะชายฝั่งอย่างน่าเสียดาย
เราจอดเรือกินกลางวันใต้เงาไม้ใหญ่ปากคลอง จากนั้นจึงขึ้นไปเดินเล่นชมทิวทัศน์ทะเลสาบที่วัดปากบาง บ่ายคล้อยจึงพายกลับ
ถึงบ้านเรือตะวันเริ่มอ่อนแรง เงาไม้ทอดยาวข้ามฝั่งคลอง เพรงเห่อผ้าถุงนุ่งทับกางเกงเลเดินขึ้นลงเรือโดยข้าพเจ้าไม่ต้องช่วงพยุง เธอวุ่นถามหานู่นนี่พักใหญ่ “มีฆ้อนไหมคะ?” “ตะปูล่ะ!?” “แผ่นไม้?” “มีเชือกไหม?”
ข้าพเจ้าพลอยวุ่นหาข้าวของให้เธอไปด้วย ครั้นเพรงไม่เรียกหาสิ่งใดแล้วจึงบอกเธอว่า
“พี่จะไปเอาผักที่แปลงลุงเพิ่ม เพรงคอยอยู่นี่สักพักนะ”
เพรงพยักหน้า “พี่อย่าไปนานนะ..เพรงกลัว”
“ครับ” จากนั้นข้าพเจ้าปั่นจักรยานไปซื้อผักลุงเพิ่มซึ่งอยู่ใกล้กัน ลุงเพิ่มบอกข่าวเรื่องโรงงานเหมือนป้ากลิ่นได้ยินมา ข้าพเจ้าไม่อาจอยู่คุยนานเพราะเป็นห่วงเพรงจึงรีบลากลับ ได้ผักบุ้งสดมากำใหญ่ ยังไม่ถึงเรือยินเสียงตอกตะปูแต่ไกล
เพรงนุ่งผ้าถุงดูอย่างไรไม่เหมือนสาวชาวบ้านไปได้เพราะผิวขาวผิดหญิงสาวละแวกนี้ เธอก้มหน้าก้มตาตอกแผ่นไม้ตรงหน้า ลอนผมผูกรวบเริ่มร่วงลุ่ย ข้าพเจ้าจอดจักรยานเอ่ยถาม
“ทำอะไรครับ?”
“ไม่บอก”
ข้าพเจ้าเสเดินเฉียดเข้าไปดู เพรงรีบจับแผ่นไม้พลิกคว่ำ ข้าพเจ้าจึงเดินเลยไปท้ายเรือ ปอกกระเทียมเตรียมผัดผักบุ้งตำน้ำพริกสำหรับมื้อเย็น เสียงตอกตะปูยังดังเป็นระยะ
“เก่งจัง..ตอกตะปูเป็นด้วย”
“เพรงเคยออกค่ายสร้างอาคารเรียนให้เด็ก ๆ มาแล้วนะ” เธอบอกเสียงสดใสส่ำเสียงฆ้อนสัมผัสหัวตะปู
เช่นนี้เอง..จิตสำนึกเราจึงสนิทสนมราวถูกหลอมจากเบ้าเดียว หัวใจอุทิศตนให้สังคมนั้นประดุจเมล็ดพืช จะต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมเหมาะสมจึงแตกต้นอ่อนออกมาหยัดยืนบนผิวโลก มิฉะนั้นก็จะคงสภาพเมล็ดแห้งอยู่เช่นนั้น กระทั่งบางเมล็ดถูกแมลงกัดแทะจนเสียหาย ไม่อาจงอกงามได้อีกเลย กลายเป็นคนที่มีแต่หัวใจเห็นแก่ตัว ทำทุกอย่างเพื่อตนเองไม่สนว่าหลังละสังขารกลายสภาพคืนสู่ดินสู่น้ำแล้วทิ้งผลร้ายไว้ให้คนรุ่นหลังให้โลกที่เคยอาศัยอย่างไรบ้าง
สักพักได้ยินเสียงเพรงร้องเรียกข้าพเจ้าจึงโหนตัวไปหน้าเรือ
เพรงยืนยิ้มยิงฟันขาวผมเผ้ายุ่งเหยิง
“เพรงตั้งชื่อให้เรือของพี่แล้ว” เธอชี้มือ
“เหรอ..” ข้าพเจ้าหันมองไปทางหน้าเก๋ง มีแผ่นไม้ห้อยจากขื่อหลังคา เพรงตอกเชือกขดไปมาเป็นตัวอักษร ‘บ้านชลัมพุ’ ข้าพเจ้ารำพึง
“ชลัมพุ”
“ชอบไหม?” เพรงขยับยืนข้างกาย “แปลว่าน้ำ”
นาทีนั้นข้าพเจ้านึกอยากกระทำบางสิ่งที่จิตใจบอกว่าไม่ควร ความขัดแย้งเช่นนี้สะกดกายให้นิ่งชาเสียราวไม่รู้สึกรู้สา อยากบอกให้รู้ว่าข้าพเจ้าตื้นตันเพียงใด ปริศนาซึ่งข้าพเจ้าเสาะหาคำตอบมานาน ไยข้าพเจ้าจึงคล้ายเลื่อนลอยเหมือนคนไม่มีบ้าน ไม่มีความผูกพันกับที่อยู่อาศัย เห็นร่างกายเป็นบ้านอยู่ที่ใดบ้านก็อยู่นั่น เป็นเพราะข้าพเจ้าไม่เคยตระหนักถึงการพึงพาระหว่างกัน บ้านช่วยคุ้มแดดฝน ผู้อาศัยช่วยซ่อมแซมดูแล ทั้งสองเป็นของกันและกัน การตั้งชื่อคืนชีวิตให้บ้านในหัวใจข้าพเจ้า..
“ไม่ชอบเหรอ..?” แว่วเสียงค่อยอยู่ข้างกาย ข้าพเจ้ากล่าวโดยริมฝีปากแทบไม่ขยับ
“ขอบคุณครับ”
ที่อยู่อาศัยของข้าพเจ้าเป็นเพียงเพิงกันแดดลม ไม่เคยคิดเอาใจใส่ไปกว่าดูแลความสะอาด รักษาสภาพคงเดิม ไม่เคยมีข้าวของตกแต่งอื่นใดนอกเหนือไปจากต้องใช้งาน นาทีนั้นเรือลำน้อยไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป กลายเป็นเรือที่มีชีวิตมีลมหายใจ และมีชื่อแล้ว..ชลัมพุ..เพรงยิ้มยกแขนขึ้นปัดปอยผม
“บ้านของพี่ชื่อชลัมพุ..”
“ไม่ใช่ครับ…” ข้าพเจ้าขัด เพรงหันมอง ดวงตาคมใสจ้องข้าพเจ้านิ่ง ถ้อยคำแผ่วเบาโบยบินคล้ายพิราบขาวโผออกจากกรง “..บ้านของเรา”
ความรู้สึกซึ่งไม่อาจฝืนต้านฉุดมือข้าพเจ้าไปโอบเธอ เพรงเอียงศีรษะอิงข้างกาย ข้าพเจ้ามีคำพูดมากมายอยากกล่าวออกไป กลับยินเพียง “ขอบคุณครับ..”
OOO
๑๕ ความรัก
หนุ่มสาวที่เฝ้าเสาะหารัก เวียนวนค้นหาอยู่ในป่าอารมณ์ พกพากระบอกน้ำซึ่งบรรจุความเหว่ว้าอาดูรเป็นเสบียงประทังกระหาย ยิ่งดื่มกลับยิ่งทุรนทุราย ความรักกลายเป็นเมฆหมอกหลอกล่อปรากฏแล้วเลือนหาย ครั้งแล้วครั้งเล่า เหลือไว้แต่คราบน้ำตากับริ้วรอยปวดปร่าในหัวใจ
บางคู่รักพานพบแต่กลับไม่ใช่! บางคู่เปลี่ยนใจ! หลายคู่ไม่พอใจต้องการคนใหม่ที่ดีกว่า! และอีกหลายคนยังคงเสาะหาต่อไป..
ช่างไม่ต่างกับเลือกรองเท้าสวมสักคู่ ต้องทดลองกันหลายครั้งหลายหนจนกว่าจะพอใจ ที่ต่างคือ รองเท้าหาได้มีน้ำตา เมื่อถูกปฏิเสธเพียงนิ่งเฉยรอเท้าคู่ใหม่..การทดลองครั้งใหม่ แต่หัวใจมิใช่รองเท้า ทุกการสลับสับเปลี่ยนล้วนระงมไห้อาดูร ท้นท่วมด้วยเอ่อน้ำตาระอุร้อนจนหัวใจแทบไม่อาจทานทน
ยังมีผู้คนอีกมากมายแหวกว่ายอยู่ในทะเลคำถามคับข้องใจ
ความรักคืออะไร? รักแท้อยู่ที่ใด? คู่แท้ของเราคือใคร? ทำไมเธอเปลี่ยนไป? เคยรักฉันบ้างไหม?
หลายคนได้รับคำตอบเพื่อที่จะฉงนกับคำถามต่อไป
พวกเขาหารู้ไม่ ความรักใช่เกิดจากการจับคู่หรือเสาะหา ความรักมิใช่ทุกนิยามที่หลุดร่วงจากริมฝีปากเหยียดหยิ่งของผู้อ้างเอ่ยถ้อยคำในนามแห่งความรัก
ความรัก–ที่แท้เป็นเช่นไอน้ำล่องลอยอยู่ในอากาศไม่อาจจับต้อง ติดตามค้นหา หรือคุมขังด้วยนิยามความหมายใด อาศัยความเหมาะสมตามธรรมชาติจึงสามารถรวมตัวเป็นกลุ่มก้อนจนสัมผัสได้ เมื่อถึงเวลาอันควรจึงหยาดหล่นลงมาเป็นสายฝนแห่งรักประโลมใจ
เพรงอิงศีรษะอยู่ข้างกายข้าพเจ้าราวเด็กหญิงแอบข้างพี่ชาย เหมือนกระต่ายน้อยซุกกายในโพรงที่อบอุ่นและปลอดภัย
ห้วงเวลานั้นเนิ่นนานราวนิรันดร์ ดื่มด่ำล้ำลึกประดุจทุติยฌาณแห่งสมาธิจิต ศักดิ์สิทธิ์ราวยืนอยู่ในดินแดนแห่งเวทมนตร์
เราทั้งคู่จ้องมองแผ่นป้าย ‘บ้านชลัมพุ’ อย่างนิ่งงัน
จากนาทีนั้น เราผ่านทิวาวารดุจสยุมพร ล่วงพ้นราตรีกาลประหนึ่งล่องลอยโพยมยาน ความรักได้ถักทอไหมทองห่อล้อมจิตวิญญาณของเราไว้ด้วยกัน เอิบอิ่มเต็มด้วยชีวิตชีวาประดุจฤดูเก็บเกี่ยวของชาวนาและความฝันซึ่งแง้มประตูอยู่เบื้องหน้าได้เปิดทวารรับเราโบยบินไปยังดินแดนมหัศจรรย์ โลกที่สองวิญญาณผสานเป็นเดียว โลกที่หวานฉ่ำด้วยหยาดน้ำผึ้งอำมฤต
ความรักของท่านอาจเชื่อมโยงด้วยหัวใจร่ำร้องเรียกหา อาจเกี่ยวกระหวัดด้วยสายใยรักร้อยรัดหัวใจสองดวงไว้ด้วยกันโหยหากันดุจดังเกลียวคลื่นครุ่นคนึงถึงหาดทรายคล้ายใบไม้ถวิลสัมผัสแผ่วแห่งสายลม
ความรักเช่นนี้อาจซาบซ่านหวานชื่นแต่มีบ้างต้องระทมทุกข์ด้วยน้ำผลไม้แห่งการเรียกร้องหากันนั้นใช่รสชาติฉ่ำหวานเสมอไป สายใยร้อยรัดสองดวงใจเล่าบางครั้งเหนี่ยวรั้งตึงแน่นจนปวดร้าวฝากรอยแผลเป็นไหม้คล้ายไฟลน หลายครั้งยืดโยงจนแสนห่างไกลยิ่งชวนหวนไห้อาลัยหา
ความรักของเราประสานพันผูกด้วยอักขระของกันและกัน เมื่อใจดวงหนึ่งเขียนหนังสือ ใจอีกดวงพลอยเอิบอิ่ม เฝ้ารอ เราผลัดอ่านงานของกันและกัน พิจารณ์กันไปมาจนคล้ายตัวอักษรเหล่านั้นได้กระหวัดร้อยรัดเป็นหนึ่งเดียว มีข้าพเจ้าอยู่ในตัวอักษรพรายพลิ้วเต็มด้วยอารมณ์หวามไหวของเพรง และมีเพรงสถิตอยู่ในทุกรอยต่ออักขระแห่งข้าพเจ้า
สิ่งที่อาจทำให้เราเจ็บปวดนั่นคืออีกคนหยุดเขียนหนังสือ สำหรับข้าพเจ้าโอกาสเช่นนั้นมีหนึ่งเดียวคือลมหายใจได้กลับคืนสู่กระแสลมตะวันตก เพื่อพัดโอบผืนโลกสู่ความเป็นนิรันดร์กาลและข้าพเจ้าจะคอยเพรงอยู่ที่นั่น
การได้พบเพรงเป็นของขวัญจากโชคชะตา เป็นพรจากทวยเทพ
ข้าพเจ้าไม่เคยเสียใจเลยที่ตัดสินใจละทิ้งทุกอย่างเพื่อทุ่มเทวันเวลาฝึกฝนอักขระรจนาการนี้ การที่ร่างกายได้หลอมรวมเป็นหนึ่งกับจิตวิญญาณการกระทำและจิตใจเป็นไปทางเดียวกัน ทำให้ความรู้สึกขัดแย้งภายในซึ่งคล้ายเหล็กแหลมคอยทิ่มแทงใจสลายหายไป ชีวิตคืนกลับสู่ชีวิต เหมือนเด็กน้อยเยาว์วัยที่โลดแล่นหัวเราะร่าไร้มายาคติ เฉกเช่นโขดหินที่ถูกพรากไปประดับเมืองอันแห้งแล้งได้คืนสู่ลำธารฉ่ำเย็นผ่านวันเวลาโดยสุขสงบ
และการเขียนหนังสือทำให้ข้าพเจ้าได้พบดวงวิญญาณที่พลัดพราก
คล้ายเราเป็นของกันและกันแต่ปางบรรพ์และจะเป็นของกันและกันนิรันดร์ไป
OOO
๑๖ น้ำค้าง
เช้าวันนั้นอากาศแจ่มใส หลังพายุฝนชะหมู่เมฆแทบหมดผืนฟ้า ริ้วแดดจัดจ้าฉายรอดม่านไม้ลงมาแต่งรอยแต้มดวงบนเรือของเรา เห็นใบเงาเย้าย้ายล้อเรื่อยลมโยนอยู่ไหว ๆ
หลังจากตั้งชื่อให้เรือ เพรงมีความสุขกับจัดโน่นแต่งนี่ เรือเคยมีแต่โครงไม้ล่อน ยามนี้มีขวดหลากรูปทรงใส่น้ำแช่พลูด่างห้อยตรงโน้นวางตรงนี้ เพรงเก็บดอกวัชพืชที่ขึ้นระกะบนฝั่งมาใส่แก้วน้ำวางโต๊ะเขียนหนังสือทุกวัน นำรูปที่ข้าพเจ้าสเก็ตช์ไว้เมื่อก่อนฝึกเขียนหนังสือมาประดับเก๋งเรือ เตาน้ำมันหอมวางลืมบนชั้นหนังสือถูกนำมาจุดทุกค่ำคืน หน้าต่างประตูเคยโล่งบัดนี้มีริ้วโมบายหลากชนิดแล้วแต่เพรงจะหามาร้อย เปลือกหอยบ้าง ก้อนหินบ้าง กิ่งไม้ ใบไม้แห้ง ล้วนถูกนำมาร้อยเชือกห้อยระย้าทุกบานหน้าต่าง เพรงฉวยผ้าบาติกซึ่งข้าพเจ้าใช้เป็นประจำขึ้นทาบบานประตู ข้าพเจ้าร้องบอก “นั่นผ้านุ่งพี่นะเพรง” “เพรงขอยืมก่อน” แล้วผ้าบาหลีผืนนั้นก็กลายเป็นม่านประตู
เช้าวันนั้นคิดจะไปเอาผักมาเก็บเป็นเสบียง ข้าพเจ้าชักชวนเพรงไปบ้านลุงเพิ่ม
ปั่นจักรยานฝ่าเปลวแดดชั่วอึดใจก็เห็นลุงเพิ่มกำลังก้ม ๆ เงย ๆ อยู่กับแปลงผักของแก หันเห็นเราผ่านรั้วตำลึงเข้ามา แกกุลีกุจอล้างไม้ล้างมือ ส่งเสียงร้องทักพร้อมน้ำฝนในขัน
“บ๋าวดิ๋น หนั่งก๋อน หนั่งก๋อน” ลุงบอกให้นั่งก่อน ทั้งข้าพเจ้านั่งห้อยขาบนชานบ้านมีเพรงนั่งไกวเท้าอยู่ข้างเป็นที่เรียบร้อย ข้าพเจ้ารับขันน้ำ ความเย็นจากขันเหล็กซ่านสู่มือเหมือนทุกครั้ง เป็นความฉ่ำเย็นแห่งอัธยาศัยไมตรีชนบทที่ส่งสู่กัน
“เพื่อนแวะมาเยี่ยมครับลุง” ลุงเพิ่มขยับนั่งบนชานยกชายผ้าขาวม้าซับเหงื่อ เพรงชะโงกไหว้ทักทาย “ชื่อเพรงครับ” ข้าพเจ้าบอก ริ้วรอยแดดลมของชายชรากลางแจ้งเลื่อนร่องเรียงริ้วขณะลุงเพิ่มรับไหว้
ถามไถ่สารทุกข์สุกดิบสักพัก ลุงเพิ่มพูดคุยเรื่องซึ่งข้าพเจ้าไม่ต้องการให้เพรงรับรู้เกรงทำให้เธอกังวล
“วังวังหว่ายมั้งน้าบ๋าวดิ๋น” ลุงบอกเรื่องหลายวันมานี้มีคนเห็นวัยรุ่นแปลกหน้ามาด้อม ๆ มอง ๆ บอกให้ข้าพเจ้าระวังตัวไว้บ้าง
ลุงเพิ่มพูดภาษาถิ่น เพรงคงไม่เข้าใจ แต่ก็เกรงเธอจะเบื่อ ข้าพเจ้าจึงสอบถามเฉพาะเรื่องสำคัญแล้วขอซื้อผัก แว่วเพรงรำพึงคล้ายละเมอฝัน “..ควัน..”
ข้าพเจ้าหันมองเธอ เพรงชี้มือไปข้างหน้า ข้าพเจ้ามองตาม เห็นพยับควันคลุ้มขึ้นพ้นดงไม้ ข้าพเจ้าทิ้งตัวลงจากชานบ้าน
“เพรงรอพี่ที่นี่นะ!”
“เพรงไปด้วย!”
จักรยานมีเพรงซ้อนท้ายไม่สามารถไปได้เร็วเท่าใจ ระยะทางเพียงใกล้กลับไกลราวห่างเป็นร้อยกิโลเมตร ยิ่งเร่งเหมือนยิ่งช้า ข้าพเจ้าลงจากจักรยาน
“เพรงปั่นไปนะครับ”
จากนั้นรีบวิ่งไปที่เรือ วิ่งเร็วเท่าที่สองขาสามารถเร็วได้
ชนบทแถบถิ่นข้าพเจ้าอาศัยยังมีการเผาศพด้วยเชิงตะกอน ภาพปรากฏนั้นติดตานัก กองเพลิงระอุกำลังกัดแทะร่างสงบนิ่งอย่างตะกละตะกลาม เสียงปะทุเชื้อไฟครั้งแล้วครั้งเล่า คล้ายเสียงปลายเขี้ยวแหลมคมแห่งสัจจะกำลังขบเคี้ยวมายาภาพทั้งมวล หลายครั้งข้าพเจ้ายืนมองกองเพลิงนั้น เห็นความรัก..ความชัง..ความหวัง..ความฝัน..อดีต..ปัจจุบัน..อนาคต..กำลังมอดไหม้สลายกลายเป็นเถ้าเป็นคุควันลอยล่องสู่มวลเมฆเบื้องบน
ชลัมพุกำลังมอดไหม้ในเชิงตะกอน!
ข้าพเจ้าหยุดกระหืดกระหอบอยู่ชายน้ำ เปลวเพลิงระอุร้อนปะทะใบหน้า รีบวิ่งไปคว้าถังในห้องน้ำกระโดดลงคลอง แผดไอร้อนรุนแรงจนต้องจุ่มศีรษะให้เปียกแล้วสาดน้ำไปยังเปลวไฟที่กำลังกัดกินชลัมพุด้วยความหิวโหย
ข้าพเจ้าเร่งเคลื่อนตัวไปตามแนวลำเรือสาดน้ำพลางราดรดศีรษะตัวไล่ความร้อน สายน้ำระอุบังม่านตามองเห็นเปลวเพลิงพร่างพร่าส่งยิ้มหยันน่าชิงชัง
ไม่ทราบผ่านไปนานเท่าใด ข้าพเจ้าวักน้ำสาดจนสองแขนสิ้นเรี่ยวแรง ถังน้ำหนักอึ้งจนสาดไม่ถึงกราบเรือ มีมือน้อยคว้าแขนข้าพเจ้าไว้
“พอเถอะค่ะพี่ดิน..ไฟดับแล้ว”
ข้าพเจ้าหันมอง เพรงเปียกปอนผมลู่แนบใบหน้าซีดขาว ข้าพเจ้าปล่อยมือจากถังน้ำกอดเธอไว้แน่น
เราตะกายขึ้นฝั่ง นั่งมองบ้านเรือที่มอดไหม้ด้วยหัวใจไม่ต่างภาพตรงหน้า ลุงเพิ่มแตะไหล่ข้าพเจ้ากล่าวน้ำเสียงอ่อนล้า “ไป๋อยู๋กับลุงพลางก็ด้ายน้าบ๋าวดิ๋น”
“ครับ..ขอบคุณครับลุง”
ลุงเพิ่มขยับก้าวอย่างเชื่องช้าเดินจากไป น้ำยังหยดเป็นทาง เพรงจับมือข้าพเจ้า ความอบอุ่นแผ่ซ่านเข้าปลอบโยนหัวใจมอดไหม้ เรากุมมือนั่งมองชลัมพุซึ่งฟื้นคืนชีวิตเหมือนการมาเยือนของหยาดน้ำค้างยามอรุณรุ่งนำความสดใสฉ่ำชื่นประโลมใบไม้ใบหญ้าและจากไปเพียงชั่วแสงแดดแผดจ้า
OOO
๑๗ หลังม่านควัน
หลายครั้งข้าพเจ้าเพ่งมองกองไฟลุกโชติเริงเปลวร่านเร่าสว่างช่วงส่งเสียงครางอย่างน่าสยดสยองอยู่เหนือเหยื่อซึ่งกำลังถูกแปรสภาพคืนสู่ความว่างเปล่า
เปลวไฟเป็นคล้ายผู้ทำหน้าที่ส่งร่างสู่ไร้ร่าง เคลื่อนรูปธรรมสู่นามธรรม ย้ายกายเนื้อไปยังโลกวิญญาณ เป็นคล้ายทวารเชื่อมสองโลก
บ่อยครั้งเสียงครางนั่นคล้ายพูดคุยกับข้าพเจ้า ‘สักวันข้าจะกัดกินร่างเจ้าและขบเคี้ยวอย่างเอร็ดอร่อย..เจ้าพร้อมหรือยัง?’ ข้าพเจ้าส่งยิ้มเยือกเย็นเพ่งมองพนมเพลิงแรงร้อนนั่น ‘เจ้ามีหน้าที่เก็บกวาดทำความสะอาดจงทำหน้าที่ของเจ้าไป อย่าได้เหิมเกริม ข้ามีหน้าที่ดูแลชีวิตที่หยิบยืมมา เมื่อถึงเวลาเชิญเจ้าเก็บกวาดตามสบายข้าคงไม่อยู่ดู’
และอีกหลายครั้งปรากฏของเปลวไฟเป็นคล้ายบทเทศนาของบรมศาสดาซึ่งคงอยู่นับแต่กำเนิดจักรภพ เก่าแก่กว่าบรรพบุรุษของศาสนาทั้งปวง เป็นบทเทศนาย้ำเตือนให้เห็นสัจจะแห่งธรรมชาติ การหมุนเวียนถ่ายเทของคงอยู่และสิ้นสูญ
ข้าพเจ้าทอนหลายสิ่งหลายอย่างออกจากชีวิต ตัดความจำเป็นรกรุงรังสะสมมาชั่วอายุแม้ที่อยู่อาศัยก็ต้องการแค่คุ้มแดดฝน เนื้อที่พ้นไปจากใช้หลับนอนล้วนเกินจำเป็น คงเหลือแต่หนังสือและคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คซึ่งใช้ดำรงอยู่ในโลกอ่านเขียน เป็นสิ่งสุดท้ายข้าพเจ้าไม่อาจตัด
และแล้วคล้ายคมมีดกรีดตัดด้ายเส้นสุดท้าย
หนังสือข้าพเจ้ารักมอดไหม้ในเปลวเพลิง คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คที่เหมือนเพื่อนสนิททอดซากร่างยับเยิน
ข้าพเจ้าติดตามจิตวิญญาณเข้าสู่โลกฝัน คิดฝังตัวอยู่ในนั้นตลอดไป แต่แล้วเปลวเพลิงก็ปลุกข้าพเจ้าคืนกลับโลกจริงด้วยการเผาผลาญทุกสิ่งที่ข้าพเจ้ามี เงินเก็บก้อนสุดท้ายคงพอยังชีพไปอีกช่วงเวลาแต่ไม่พอซื้อโน้ตบุ๊คเครื่องใหม่ ข้าพเจ้าต้องเขียนด้วยกระดาษดินสอ เขียนคนเดียวเงียบ ๆ
มีเพียงสิ่งเดียวคงเหลือเป็นหลักฐานว่าครั้งหนึ่งข้าพเจ้าเคยเดินทางอยู่ในโลกแห่งความฝัน โลกที่เต็มด้วยตัวอักษรละลานตา เป็นของขวัญหนึ่งเดียวจากอักขระเทพซึ่งมีค่าต่อชีวิตข้าพเจ้าและย้ำเตือนว่าโลกฝันข้าพเจ้าไปเยือนนั้น..ไม่ได้ฝันไป!
นั่นคือเพรง..
OOO
๑๘ เมฆหมอก
เราช่วยกันซ่อมแซมกระต๊อบหลังเก่าพออยู่อาศัย เข้าตลาดซื้อมุ้งหมอนเสื้อผ้า ข่าวเรือถูกไฟไหม้กระจายถึงตลาดก่อนเราไปถึง เพื่อน ๆ รุมถามไถ่ด้วยความกังวล “ส้งสัยหมันจางคนมาวางเพลิงหน้าบ๋าวดิ๋น” เพื่อนบอกว่าสงสัยมีคนวางเพลิง ข้าพเจ้าหันมองเพรง เพื่อนคุยภาษาถิ่นเพรงคงไม่เข้าใจ ใบหน้าสวยใสเลิกคิ้วส่งยิ้มให้คล้ายจะถามว่ามองทำไม?
“เพรงเลือกเสื้อผ้าก่อนนะครับ..พี่คุยกับเพื่อนสักเดี๋ยว” ไม่อยากให้เพรงรับรู้จำกันเธอออกไป เพรงพยักหน้าเดินเข้าในร้าน เพื่อนบอกว่าหลายวันนี้เห็นมีคนแปลกหน้ามาด้อม ๆ มอง ๆ ที่บ้านพวกเขาเหมือนกัน หลายคนเริ่มลังเลอยากถอนตัว
“หมั้นเอ๋าจริงหน้าบ่าวดินหมึ๋งก็เห็นเรือหมึ๋ง..” เพื่อนบอกว่าพวกมันเอาจริง ข้าพเจ้าขัด
“เอาจริงก็เอาสิวะ เราก็ควรจะเอาจริง จัดเวรยามคอยเฝ้าระวัง เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของเรารุ่นเดียว แต่เป็นชีวิตลูกหลานเรา หากไม่ช่วยรักษาไว้ พวกเขาจะอยู่กันอย่างไร?”
ข้าพเจ้ายืนยันหนักแน่นไม่เคยลังเลที่จะกล่าวออกไป บอกกับทุกคนให้ช่วยกันรักษาพื้นที่ชุ่มน้ำ ป่าชายเลน ทะเลสาบและลำคลองของเราไว้ แต่ไม่เหมือนกับทุกคราว ข้าพเจ้ารู้อยู่แก่ใจ มีบางอย่างผุดขึ้นคล้ายตะกอนคอยถ่วงคำพูดที่กล่าวออกไป หากมีใครสังเกตขณะกล่าวคำดวงตาข้าพเจ้ากลับเลื่อนลอย
เราตกลงดำเนินการต่อ หมายกำหนดการต่าง ๆ ยังคงเดิม
มีเพียงหมอนมุ้งและเสื้อผ้าตัวสองตัวบนตักเพรง แต่จักรยานกลับหนักอึ้งจนข้าพเจ้าแทบสิ้นเรี่ยวแรงปั่นไปข้างหน้า ความคิดวนเวียนคล้ายเกลียวคลื่นโถมหาดทรายแล้วเลื่อนถอยจมหายเพื่อม้วนตัวโถมทับมาใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่า เพรงคงรู้ว่าข้าพเจ้ามีเรื่องต้องขบคิดจึงไม่เอ่ยปากชวนคุย เลยมาค่อนทางข้าพเจ้าจึงตัดสินใจ
“เพรง…” ยังคงอ้ำอึ้ง
“คะ?”
“เพรงอย่าโกรธพี่นะ”
“ทำไมเพรงต้องโกรธพี่ล่ะคะ?”
“พี่คิดอยู่นานไม่รู้จะบอกเพรงอย่างไรดี”
ไม่มีเสียงโต้ตอบ ข้าพเจ้าหันกลับไปเห็นดวงตาคมใสหลังกรอบแว่นเพ่งมองแน่วนิ่ง คำพูดถูกกลืนลงคอไม่มีหลงเหลือให้บอกกล่าว ข้าพเจ้าปั่นจักรยานไปด้วยหัวใจหนักอึ้ง
“บอกเถอะ เพรงไม่โกรธหรอก” แว่วเสียงมาจากด้านหลัง ข้าพเจ้ายังคงลังเล เพรงยื่นมือเม้นเอวข้าพเจ้าแล้วบิดอย่างแรง “โอ๊ย!”
“ว่าไง?”
“เพรงกลับไปก่อนนะ”
“พี่มีธุระเหรอ..แต่เพรงไม่กล้าอยู่คนเดียว”
“พี่หมายถึงกลับกรุงเทพฯ”
เพรงไม่คุยกับข้าพเจ้าอีกเลย
หากท่านปลีกตัวหลีกเร้นจากสังคมวุ่นวายของมนุษย์ ดำรงชีพอิสระอยู่โดยเดียว ความเงียบจะเป็นดังทิพย์สังคีตขับกล่อมดวงจิตด้วยท่วงทำนองแห่งภวังค์วิเวก ในความเงียบท่านจะยินเสียงกระซิบของสายลม บทเพลงของเหล่าสกุณา เสียงหัวเราะเริงร่าของใบไม้ ความเงียบจะบรรเลงคีตกวีด้วยมโหรีวงใหญ่
แต่ยามผ่านเวลาชีวิตด้วยอีกชีวิตท่านรักปานดวงใจ ปรีดาปราโมทย์ยามเห็นดวงตาสวยใสคู่นั้นแย้มยิ้ม ยินเสียงเอ่ยวาจาประดุจสดับกังวานหวานแห่งแก้วกังสดาล ความเงียบจะเป็นเสียงกรีดร้องโหยหวนของภูตพราย ดวงตาเมินเฉยคู่นั้นจะเป็นดังปลายหอกแหลมคมคอยทิ่มแทงดวงใจท่านจนเจ็บปวดไม่อาจทานทน
เพรงไม่พูดกับข้าพเจ้า เธอปล่อยให้การกระทำดำเนินบทบาทของมันโดยไร้เสียง เหมือนละครใบ้ที่ผู้แสดงสวมใบหน้าชืดชากำลังเล่นบทละครเศร้าโศก
หัวใจของเราร่ำไห้
ข้าพเจ้าไม่อาจปล่อยให้วันเวลาเช่นนี้ผ่านเข้ามาทำร้ายความทรงจำของเรา “เพรง..พูดกับพี่เถิด พี่รู้ว่าบอกไปอย่างนั้นทำร้ายจิตใจเพรง..พี่ขอโทษ” เพรงจ้องมองเข้าในดวงตาข้าพเจ้าแน่วนิ่ง “พี่จะไม่พูดคำนั้นอีก” ข้าพเจ้าไม่กล่าวคำ ‘สัญญา’ เพราะสัญญาคือความหมายหาใช่ถ้อยคำ เพรงยังคงจ้องมองเหมือนพยายามค้นหาเบื้องหลังม่านตาข้าพเจ้ามีสิ่งใดซุกซ่อนเธออยู่
“เพรงฟังพี่นะ..ความเงียบของเพรงทำร้ายจิตใจพี่ และพี่รู้ว่าเพรงก็เจ็บปวดไม่น้อยกว่ากัน บาดแผลเจ็บปวดอันเกิดจากคนที่เรารักนั้นบาดลึกยากเยียวยา พี่จะไม่ยอมทำร้ายจิตใจเพรงแม้สักรอยแผล หากมีบ้างพลั้งไปโดยไม่เจตนา หวังเพรงจะอภัยให้พี่..”
ประกายตาคู่นั้นสั่นระริก หยาดน้ำเอ่อจนร่วงไหล ที่สุดเพรงก็กล่าวเสียงแผ่ว
“พี่ดิน..ไล่..เพรง..”
ข้าพเจ้าอ้าปากค้าง โอบเธอไว้ในอ้อมแขน
ยามวาจาไม่อาจทำหน้าที่ ภาษากายจะเอ่ยถ้อยคำมากมายที่อั้นอัดภายใน ข้าพเจ้าไหนเลยต้องการให้เธอจากไป เพียงเหตุการณ์จวนตัวไม่อาจควบคุม กังวลความปลอดภัยของเพรงทำให้ข้าพเจ้าห่วงหน้าพะวงหลัง
เมื่อไม่สามารถปิดเธอได้อีกต่อไป ข้าพเจ้าจึงเล่าให้เธอฟังเรื่องโรงงานอาศัยบารมีนักการเมืองท้องถิ่นสร้างบนพื้นที่ชุ่มน้ำซึ่งเป็นเขตสงวน
พื้นที่ข้าพเจ้าอาศัยเป็นส่วนเหนือของทะเลสาบ เขตน้ำตื้นซึ่งเป็นแหล่งวางไข่ของสัตว์น้ำ หากพื้นที่ส่วนนี้ถูกทำลายจะกระทบชีวิตสัตว์น้ำทั้งระบบ นั่นหมายถึงชีวิตผู้คนตลอดริมฝั่งทะเลสาบ บริเวณนี้ไม่ควรมีโรงงานแม้สักโรงงานเดียว โรงงานทั้งหมดควรไปตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรม ไม่ใช่กระจัดกระจายระบายกากเน่าเสียลงคูคลองเช่นเห็นกันทุกวันนี้
ข้าพเจ้าใช้คอมพิวเตอร์หนึ่งตัวพริ้นเตอร์หนึ่งเครื่องรวบรวมข้อมูลทุกอย่างส่งทุกหน่วยงานเกี่ยวข้อง พิมพ์ใบปลิวชี้แจงผลได้ผลเสียให้ชาวบ้านรับรู้ ปลุกสำนึกรักลำคลองรักทะเลสาบที่พวกเขาเกิดกายได้อาศัยทำมาหากินให้ตื่นขึ้นจากหลับใหล
แผนขัดขวางการก่อตั้งโรงงานจึงดำเนินมาพร้อมการก่อสร้างที่ค่อย ๆ ขยับไปข้างหน้าอย่างไม่ยอมหยุด
“พวกเขาเผาชลัมพุ” เพรงรำพึง ข้าพเจ้าได้แต่นิ่งอึ้ง ชลัมพุเป็นความผูกพันของเราที่ถูกปีศาจร้ายเผาทำลาย
“พี่จึงอยากให้เพรงหลบไปก่อน” ข้าพเจ้าปาดคราบน้ำตาบนแก้มใส เพรงถอดแว่นใช้แขนเสื้อซับขอบตา
“พี่บอกเพรงว่าความฝันของพี่คือได้ใช้ชีวิตเขียนหนังสือ” ข้าพเจ้าพยักหน้า “ตอนนี้พี่กำลังทำอะไรคะ?”
“เพรงจะบอกอะไร?”
“พี่เคยบอกเพรงว่าหากเราฝันพลาดการกระทำของเราก็ผิดพลาด หากต้องการเขียนหนังสือก็จงฝันที่จะเขียนหนังสือไม่ใช่อยากเห็นหนังสือของตัวเองได้รับการตีพิมพ์ เหลื่อมฝันเพียงนิด ก็อาจหลงทางไปแสนไกล”
คล้ายคมมีดข้าพเจ้าลับไว้กลับมาทิ่มแทงตนเอง เพรงกำลังใช้คำพูดข้าพเจ้าบอกว่าข้าพเจ้ากระทำผิดหน้าที่ หลงทาง เป็นเช่นนั้นจริงหรือ? ข้าพเจ้ายังรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างคลาดเคลื่อน
“มันเป็นคนละเรื่องกันนะเพรง ความตั้งใจเขียนหนังสือคือชีวิตเรา แต่ความอยู่รอดของแผ่นดินเกิดเป็นหน้าที่ต้องช่วยกันดูแล”
“พี่เขียนหนังสือบอกเล่าเรื่องเหล่านี้ก็ได้”
“ไม่ทันแล้วเพรง พลังของหนังสือต้องใช้เวลาชั่วชีวิต แต่โรงงานกำลังจะทำลายระบบนิเวศน์ที่นี่ภายในไม่กี่เดือนข้างหน้านี้”
เพรงนี่งอึ้งขบริมฝีปากแน่น เอ่อน้ำท้นขอบตาอีกครั้ง ข้าพเจ้ารีบโอบเธอไว้ “พี่ไม่เจตนาโต้เถียงนะเพรง พี่เห็นด้วยคนเราควรตระหนักหน้าที่ตน เมื่อเป็นคนเขียนหนังสือก็จงแสดงความคิดเห็นในฐานะคนเขียนหนังสือ ไม่ใช่ออกไปยืนตะโกนปาว ๆ แต่นี่คือบ้านเกิดพี่ ฝั่งคลองที่ฝังรกของพี่ ลำคลองกำลังจะกลายเป็นคูระบายน้ำเสีย ปลากำลังจะไร้ที่อาศัย หากไม่มีใครหยุดไว้ชีวิตอีกไม่รู้เท่าไรจะต้องกระทบกระเทือน เพรงจะให้พี่นั่งเขียนหนังสืออย่างสงบใจได้อย่างไรหากลำคลองส่งเสียงร้องโหยหวนทะเลสาบกำลังถูกทำร้าย” เพรงจ้องมองข้าพเจ้าด้วยแววตาฉงนคล้ายพบคนแปลกหน้า
“พี่ไม่ศรัทธาต่องานเขียน”
“อะไรนะ!”
“หากพี่ศรัทธาต่องานเขียนพี่จะไม่ละทิ้งตัวหนังสือ พี่จะเชื่อมั่น ทุ่มเทพลังทั้งมวลให้ตัวหนังสือ” เพรงดันตัวเองออกจากอ้อมแขนข้าพเจ้า “พลังของตัวหนังสือต้องใช้เวลาสะสมแต่จะตะโกนก้องไปแสนนาน กระทั่งเราจากไปเสียงตะโกนยังกู่ร้องส่งต่อคนรุ่นหลัง”
“แต่ทะเลสาบก็ถูกทำลายไปแล้ว”
“อาจใช่..” สีหน้าเพรงเอาจริงเอาจังอย่างไม่เคยพบเจอมาก่อน “หากไม่ถูกทำลายตอนนี้ก็หลังเราจากไปแล้ว การต่อต้านด้วยกำลังทำได้เพียงระยะสั้น แต่การต่อต้านด้วยตัวหนังสือเป็นหลักคิดอุดมการณ์จะถ่วงดุลกับฝ่ายทำลายไปตราบเท่ามนุษย์ยังอ่านหนังสือ”
เมฆหมอกแห่งคำถามก่อตัวคลี่อวลละอองไปทั่วหัวใจสับสน ข้าพเจ้าไม่มีประโยคโต้แย้งแม้สักถ้อยคำ ความรู้สึกยามนั้นบอกว่าเพรงยังเยาว์ยังไม่อาจแยกแยะความเป็นส่วนตัวและส่วนรวม เพรงไม่ได้เกิดที่นี่ความผูกพันกับสถานที่ย่อมไม่มีจึงได้กล่าวเช่นนั้น อยากบอกให้เพรงกลับกรุงเทพฯไปก่อนก็เกรงทำให้เธอเสียใจอีก ข้าพเจ้าควรทำเช่นไร? คำตอบซ่อนตัวอยู่ในมวลหมอกหนักอึ้ง
“เพรงคุยกับพี่ พี่ก็ดีใจแล้ว” ข้าพเจ้าซับคราบน้ำตาข้างนวลแก้ม เพรงกวาดสายตาควานหาถ้อยคำซุกซ่อนหลังใบหน้าเปื้อนยิ้ม ข้าพเจ้ารีบกลบเกลื่อนปั้นหน้าขรึมจ้องมองดวงตาชื้นคู่นั้น ประกายตายังคงวามแวว ในเงาตาเป็นใบหน้าของคนผู้หนึ่ง..คนที่ทำร้ายเธออย่างเลือดเย็น
เราช่วยกันปรับปรุงกระท่อมให้แข็งแรง ยามเช้าปฏิบัติโยคะในแสงอรุณ ช่วยกันเตรียมอาหาร ช่วงกลางวันเขียนหนังสือด้วยกระดาษดินสอใต้ชายคากระท่อมบ้างในเงาจามจุรีบ้าง ยามบ่ายผูกเปลอ่านหนังสือยืมจากห้องสมุดประชาชน ครั้นตกเย็นแดดร่มช่วยกันดูแลแปลงผักที่จะเป็นเสบียงอาหาร หลังอาหารค่ำข้างกองไฟ เรานั่งพูดคุยแลกเปลี่ยนความเห็นงานเขียนของกันและกัน
เรื่องค้านการก่อสร้างโรงงานยังคงดำเนินไป ข้าพเจ้าไม่อยากให้เพรงไม่สบายใจอีก จึงฝากเพรงไว้กับลุงเพิ่มช่วงสั้น ๆ ที่จะต้องออกไปนัดแนะแผนงาน เพรงคงกังวลเรื่องนี้แต่ไม่เอ่ยออกมา ดูเธอไม่รื่นเริงเหมือนเก่าแม้ข้าพเจ้าจะชวนเย้าอย่างไรได้แต่ยิ้มเจื่อน
ตัวข้าพเจ้าเองก็คงเปลี่ยนไป หลังชลัมพุถูกไฟไหม้ไม่เคยหลับสนิทตา การออกไปร่วมกิจกรรมคัดค้านก่อสร้างโรงงานทุกครั้งเหมือนฉีกกระชากความสัมพันธ์ของเราให้ขาดกว้างขึ้น ข้าพเจ้าไม่อยากทำร้ายจิตใจเพรง แต่ก็หยุดที่เริ่มไว้ไม่ได้ ความขัดแย้งในใจเป็นสัตว์ร้ายทำลายความรู้สึกดี ๆ จนยับเยิน ข้าพเจ้ากลายเป็นหงุดหงิดง่าย ทุกครั้งต้องคอยเตือนตนให้สงบใจ แต่ผลของมันก็คือนิ่งงัน
ความเงียบกลับเข้ามาแทรกระหว่างเรา ส่งเสียงร้องโหยหวน กัดกินเยื่อใยที่เชื่อมโยงเราไว้อย่างตะกรุมตะกราม รอยแผลแห่งความเจ็บปวดลุกลามกว้างขึ้นทุกที
และแล้วปีศาจร้ายก็มาเคาะประตูกระท่อม
OOO
๑๙ พรากจาก
ปีศาจแห่งความโลภทะยานอยากในทรัพย์เพื่อนำไปปรนเปรอกิเลสตัณหาตนเข้าครอบงำจิตใจผู้คนกัดกินสำนึกผิดชอบชั่วดีจนสูญสิ้นพลัง ปีศาจร้ายทรงอำนาจเติบกล้าขึ้นทุกที อาศัยน้ำมือมนุษย์ที่ถูกครอบงำทำลายล้างโลกกัดทึ้งทรัพยากรแล้วทิ้งกากปฏิกูลเน่าเสียไว้อย่างมากมายล้วนส่งผลกลับมาทำลายโลกทำลายตัวเอง
ผู้ขัดขวางไม่พ้นถูกอำนาจปีศาจร้ายเผาผลาญ
สิ่งข้าพเจ้าประสพหาได้เกินความคาดหมาย ก่อนหน้าไม่เคยวิตกกังวล ไม่ว่าภัยร้ายจะมารูปแบบใดข้าพเจ้าล้วนยินดีพบพาน นับแต่มีเพรงเข้ามาในชีวิตทำให้ความรู้สึกนึกคิดเปลี่ยนไป ความคิดเห็นที่เคยแจ่มชัดฉับไวกลับต้องติดกับพะวงห่วงจนบางครั้งถึงกับรู้สึกว่าเพรงเป็นภาระถ่วงการตัดสินใจ
แต่คิดเช่นนั้นไม่ยุติธรรมกับเพรง เพรงไม่อยากให้ข้าพเจ้ายุ่งเกี่ยวเรื่องคัดค้านโรงงานเพราะความเป็นห่วง การมีใครสักคนคอยเป็นห่วงคือทรัพย์สมบัติเดียวที่ข้าพเจ้าหลงเหลือ สมควรดูแลด้วยดี ข้าพเจ้าจึงระมัดระวังทุกคำพูดทุกการกระทำไม่ต้องการทำร้ายจิตใจเพรงอีก
แต่ที่สุดปีศาจร้ายก็พรากเราจากกัน
เช้าวันนั้นมีตำรวจสี่ห้านายมาที่กระท่อมแจ้งข้อหาสงสัยข้าพเจ้ามียาเสพติดในครอบครอง จากนั้นแยกย้ายกันตรวจค้นพอเป็นพิธีเพื่อยัดหลักฐาน
ข้าพเจ้าถูกนำตัวไปขังที่โรงพักโดยมีเพรงติดตามไม่ยอมห่าง การกลั่นแกล้งเช่นนี้เกิดผลดีต่อการคัดค้าน จะยิ่งกระตุ้นความสนใจผู้คนให้หันมอง เสียงเรียกร้องของเราจะดังขึ้น ห่วงแต่เพรง..ข้าพเจ้ากุมมือเธอไว้แน่น
“เพรง..อย่าโกรธพี่นะ..” คำพูดถูกกลืนกลับลงคอไม่อาจเอ่ยออกมา เพรงจ้องมองข้าพเจ้าผ่านม่านน้ำตา เนิ่นนานจึงได้ยินเสียงแหบแห้งเหมือนล้อเกวียนเก่าที่อ่อนล้าเสียดระแหงดิน
“จะให้เพรงทิ้งพี่ไปได้อย่างไร?..” เพรงสะอื้นอั้นไม่อาจเอ่ยวาจา หัวใจข้าพเจ้าแหลกราญด้วยล้อบดแห่งทุกข์เทวษ ข้าพเจ้าเป็นต้นเหตุนำหยาดน้ำตาโศกเศร้าเปื้อนดวงตาเพรง ยิ่งเห็นหัวใจยิ่งเจ็บปวด ยินเสียงเพรงปนสะอื้น
“พี่ดิน…” ข้าพเจ้าบีบมือเธอแทนคำขาน “..เลิกยุ่งเกี่ยวกับโรงงานเถอะนะไปเขียนหนังสือของเราอย่างสงบ ไม่ข้องเกี่ยวกับใคร มีชีวิตสมถะเรียบง่ายอย่างคนเขียนหนังสือ”
ทุกคำของเพรงประดุจดังก้อนศิลาถมทับลงในแอ่งใจ ข้าพเจ้ามีหรือไม่ต้องการเช่นนั้น สิ่งนั้นเป็นความสุข เป็นชีวิต ยิ่งได้รับรู้ว่าเราอยู่เพื่อใคร? เขียนเพื่อใคร? การเขียนจึงเป็นดังสถิตทิพย์พิมาน
แต่ยังมีเหล่าคนที่รักถิ่นเกิด พวกเขาพร้อมจะดูแลเรือนตายของเขาไม่ให้ใครมาทำลาย พวกเขาต้องการคนอย่างข้าพเจ้าที่จะเข้าไปรวมจิตใจผสานสำนึกรักนั้นให้เป็นพลัง
“พี่ไม่รู้จะบอกเพรงอย่างไร..” ข้าพเจ้าพยายามรวบรวมคำพูด “ลำคลองเป็นถิ่นเกิดของพี่ พี่กลับมาก็เพื่อฝากกายไว้ที่นี่มาตายที่นี่ พี่จะไม่ยอมให้ใครมาทำลาย..”
“แล้วความรักของเราล่ะ!?” เพรงขัดขึ้นด้วยน้ำเสียงเอาจริงจังจนข้าพเจ้าตกตะลึง! เป็นคำถามข้าพเจ้าอับจนปัญญา เป็นมวลหมอกแน่นหนาบดบังสายตาจนไม่รู้ทิศรู้ทาง เพรงกล่าวซ้ำ “แล้วความรักของเราล่ะ?”
“ความรักของเรา..” ข้าพเจ้าเร่งคุ้ยค้นความรู้สึกสับสนวนเวียนอยู่ภายใน “ความรักของเราเป็นเรื่องสองคนแต่สิ่งพี่กระทำเป็นเรื่องของโลก รักที่แท้ไม่ได้อยุดอยู่แค่คนสองคนนะครับเพรง รักที่คำนึงเพียงความสุขของสองคนเป็นความเห็นแก่ตัว เป็นความรักคับแคบที่นำมาแต่ความทุกข์โศก เมื่อเราเปิดดวงใจออกให้ปีกแห่งความรักโบยบินสู่โลกกว้าง พร่างสายฝนแห่งรักสู่ผืนโลก สู่สัตว์โลก ความรักจะนำความชุ่มฉ่ำให้ทุกดวงใจที่มีรักเช่นนี้”
ไม่มีทีท่าว่าเพรงจะยินยอมรับฟัง ข้าพเจ้ายังไม่ละความพยายาม “ฟังพี่หน่อยเถอะนะเพรง ขอเวลาให้พี่จัดการเรื่องนี้จบก่อน แล้วจะกลับไปเขียนหนังสืออย่างเคย พี่ไม่ได้ทำความผิดพวกเขากักขังพี่ได้ไม่นานหรอก แต่เพรงจะอยู่ที่กระท่อมคนเดียวไม่ได้…”
“พี่จะรักโลกได้อย่างไร!?” ข้าพเจ้าชะงัก มองเข้าในแววตาฉ่ำหยาดน้ำคู่นั้นต้องตกตะลึง..ในวาวตานั่นไม่มีเงาข้าพเจ้าอยู่อีกแล้ว “พี่จะรักเพรงได้อย่างไร!?..แม้แต่ตัวพี่เองพี่ยังไม่รัก พี่ทำลายตัวพี่ขณะบอกว่าปกป้องโลกรักษาบ้านเกิด ตัวพี่กับเพรงก็คือส่วนหนึ่งของโลก ทำลายตัวพี่ก็ไม่ต่างทำลายโลก!..พี่ทำลายโลก..ทำร้ายเพรง!”
เพรงสะบัดมือวิ่งจากไปทั้งน้ำตา หัวใจข้าพเจ้าแหลกสลายยืนมองผ่านกรงเล็บปีศาจที่พรากเราจากกัน
OOO
๒๐ เพรงเงา
ดึกของค่ำวันเดียวกันนั้นข้าพเจ้าได้รับการปล่อยตัว ตำรวจคนหนึ่งเข้ามากระซิบบอกให้ออกจากพื้นที่ไปเสีย ข้าพเจ้ากล่าวขอบคุณแล้วออกเดินฝ่าความมืดกลับกระท่อม
ยังคาดหวังให้มีเพรงอยู่ในกระท่อม ข้าพเจ้าส่งเสียงเรียก “เพรง” มีแต่เสียงหรีดหริ่งลั่นร้องระงมกับแสงรำไรของเดือนครึ่งดวง บานประตูถูกงับไว้ภายในมีแต่ความว่างเปล่า
เพรงจากไปแล้ว
ข้าพเจ้านั่งลงพิงข้างฝาอย่างหมดอาลัย เหลียวมองทางไหน เห็นแต่ใบหน้ารื่นยิ้มย่างเยื้องอยู่รอบกระท่อม ยินเสียงสดใสร่ำร้องเรียกชื่อข้าพเจ้าทางโน้นทีทางนี้ที ไม่กล้าแม้จะเปิดไฟ เสียงหรีดหริ่งที่เคยคุ้นกลายเป็นเสียงคร่ำครวญหวนไห้ของความเงียบเหงา
ข้าพเจ้ากอดเข่าก้มหน้าปล่อยโฮออกมาสุดเสียง
OOO
๒๑ ซากฝัน
เพรงจากไปนานแล้ว นานเกินกัปกัลป นานเกินดวงวิญญาณร่ำร้องเรียกหาสามารถหมายจำ ภาพของเธอยังเคลื่อนไหวอยู่ไปมารอบ ๆ กระท่อม กลิ่นหอมเรือนผมยังโรยเย้ามาโชยหอม น้ำเสียงสดใสกังวานปานกังสดาลแก้วยังเจื้อยแจ้วอยู่มุมโน้นมุมนี้ ‘พี่ดินคะ..’ ข้าพเจ้าหันขวับไปมอง หันให้เร็วสุดเพื่อจะได้เห็นดวงตาสวยใสคู่นั้นให้นานก่อนภาพรางหายไป
ข้าพเจ้าใช้อินเตอร์เน็ตตำบลพยายามติดต่อแต่เมล์ของเพรงถูกยกเลิกทุกข้อความถูกส่งกลับ บอร์ดที่เราพบกันไม่มีวี่แววงานของเพรง ข้าพเจ้าโพสท์บทความหลายครั้งเพราะเชื่อว่าเพรงจะต้องมองอยู่ เรารักบอร์ดของเรา ความผูกพันของเราเกิดขึ้นที่นั่น ไม่ว่าจากไปไหนเรายังกลับมาตรงนั้น ตรงที่เราพบกัน
แต่ไม่เคยมีตัวอักษรตอบจากเพรง
ดวงวิญญาณทุกข์ทรมานจากการพลัดพรากร่ำร้องโหยหวน ข้าพเจ้าผ่านค่ำคืนด้วยเสียงร่ำไห้ ล่วงทิวาวันด้วยหยาดน้ำตาแห่งการรอคอย เมื่อคนหนึ่งหยุดเขียนจิตวิญญาณอีกดวงก็ไม่สามารถดำรงอยู่ เป็นข้าพเจ้าเองที่ทำลายเราทั้งคู่ ทำลายโลกอักษรของเรา
เมฆหมอกแห่งคำถามยังคอยติดตามย้ำถาม..เกิดอะไรขึ้นระหว่างเรา? ข้าพเจ้าควรทำอย่างไร?
มีคำกล่าว ‘เขียนคือการเรียบเรียงความคิดตน’
ข้าพเจ้าจึงเขียนบันทึกหมายค้นหาคำตอบ ทุกอักขระล้วนจดจารด้วยหยดน้ำตาแห่งดวงจิตร่ำร้องเรียกหา ผ่านทุกบรรทัดทุกวรรคตอนด้วยใจทรมาน มีความสุขได้หวนระลึกถึงเพรงแต่ความสุขนั้นกลับสถิตบนกองเพลิงร้อนเร่า ความเจ็บปวดรวดร้าวแล่นพล่านไปมาในทุกช่องว่างระหว่างบรรทัด
จบบันทึกเหมือนดวงวิญญาณได้รับการปลดปล่อย
ข้าพเจ้าพบทางออกสำหรับตัวเองแล้ว
ได้พบเพรงเป็นการล่วงเข้าอีกมิติของชีวิต มิติที่ชีวิตจะสร้างครอบครัว มีลูกหลานสืบทอดความรักให้ดำรงอยู่ช่วยดูแลโลกใบนี้ไปพร้อมเผ่าพันธุ์มนุษยชาติ เป็นเวลาที่ผู้ชายควรอุทิศตนเพื่อหญิงอันเป็นที่รัก
เมื่อครอบครัวแข็งแรง สังคมก็จะมั่นคง
ความรับผิดชอบนี้ยิ่งใหญ่กว่าใดทั้งมวล เพรงคงพยายามบอกข้าพเจ้าเช่นนี้ เสียดายที่เวลานั้นอายตนะข้าพเจ้ามืดบอดไม่อาจสัมผัสเสียงร่ำร้องของหัวใจรักจากเพรง
พันธกิจข้าพเจ้ามาถึงช่วงสุดท้าย จากนี้ข้าพเจ้าจะตามหาเพรงและบอกเธอว่าเราจะสร้างชลัมพุขึ้นมาใหม่ ที่ไหนก็ได้บนโลกใบนี้ ขอเพียงสองดวงใจได้อยู่ร่วมกันอย่างสุขสงบ ช่วยกันปลูกกล้าอักษรจรรโลงโลกด้วยตัวหนังสือของเรา และมีเหล่าชลัมพุน้อย ๆ ที่จะคอยช่วยกันดูแลโลกใบนี้แทนเรา
ในโลกตัวอักษรละลานตาข้าพเจ้ารู้ว่าเพรงคอยข้าพเจ้าอยู่ที่ไหนสักแห่ง ข้าพเจ้ารู้ว่าทำอย่างไรจึงพบเธอ แล้วตัวอักษรข้าพเจ้าจะออกเดินทางค้นหา
ดิน
ปลายฤดูร้อน
ทะเลสาบชมจันทร์
OOO
หยดน้ำตา
หญิงสาวเพ่งมองลายมือบรรจงเขียนด้วยดินสอบนกระดาษสมุดนักเรียน ตรงคำลงชื่อเหมือนมีภาพใบหน้าประทับอยู่ น้ำตาหยดเผาะแต้มดวงบนกระดาษ เธอปิดสมุดแล้วกอดมันไว้กับอก มองผ่านม่านน้ำตาไปยังเปลวไฟในเชิงตะกอน
…ร่างของเขามอดไหม้อยู่ตรงนั้น..
…กลายเป็นคุควันลอยล่องไปกับลมตะวันตก..
หญิงสาวเบือนหน้ามองชายชรา “ขอบคุณค่ะคุณลุง”
ผู้เฒ่าพยักหน้าทอดถอนใจ ดวงตากร้านกรำโลกบวมช้ำ น้ำเสียงชราแห้งแหบ
“สงสารหมันไม่มีญาติพี่น้อง ช่วยกันเผาตามมีตามเกิด”
“พวกเพื่อน ๆ ของพี่เขาล่ะคะคุณลุง?”
“หม้ายมีใครหาญมากลัวถูกหมายหัว..พวกหมันกลัวตาย” ดวงตาช้ำลุกโชน
หญิงสาวหันมองเปลวไฟ ดวงใจหวิวไหว ก้มมองสมุดบันทึกอยู่เนิ่นนาน ที่สุด..เธอยื่นส่งให้ชายชรา “ลุงช่วยเอาไปใส่ในกองไฟให้ด้วยนะคะ..เพรงอยากให้บันทึกอยู่กับพี่เขา..ดวงใจและวิญญาณจะได้อยู่รวมกัน”
ชายชราส่ายหน้า “หม้ายได้หรอกหนูเพรง บ่าวดินหมันฝากลุงเก็บไว้ให้หนูเพรง หมันบอกหากหมันเป็นอะไรไป บันทึกนี้แทนตัวหมัน หมันอยากอยู่กับหนูเพรงไม่อยากแยกจากกันอีก”
หญิงสาวสะอื้นไห้ ก้าวหากองเพลิงเบื้องหน้า เสียงชายชราร้องตาม “อย่าเผานะหนูเพรง”
เธอกำสมุดไว้แน่น ใบหน้า..รอยยิ้มขี้เล่นของเขาระรื่นแย้มอยู่ในเปลวเพลิงนั่น อ้อมอกอุ่นที่เคยเก็บซุกฟอนฝันอ้าแขนออกหาเธอ หญิงสาวขยับริมฝีปากแผ่ว “พี่ดิน..” ก้าวไปยังโชนไฟช้า ๆ
มีมือคว้าแขนเธอไว้ หญิงสาวชะงักจากภวังค์ ดวงตาเปียกปอนหันมองชายวัยกลางคนร่างสูงใหญ่ เธอซบหน้าลงร่ำไห้กับอก เขาลูบเรือนผมเธอผ่านเบา “กลับกันเถอะเพรง” ประคองเธอเดินไปที่รถ
นายตำรวจหนุ่มรีบวิ่งตามมาเปิดประตูให้
“ขอบใจมากครรชิต”
“ครับท่าน” นายตำรวจหนุ่มชิดเท้า “ท่านจะกลับเลยหรือครับ?”
“ใช่ ผมยังมีธุระที่กรมฯ” ดูจนหญิงสาวนั่งประจำที่เขาจึงเดินมาด้านคนขับ นายตำรวจหนุ่มปิดประตูแล้วรีบวิ่งมายืนชิดเท้า
“จับคนร้ายได้มั้ย?”
“คงยากครับท่าน” ตำรวจหนุ่มส่ายหน้า “ไม่มีพยานไม่มีหลักฐาน”
เขาพยักหน้ารับรู้ “ขอบใจมากครรชิต” ขยับเข้าในรถ
“ครับท่าน” นายตำรวจหนุ่มทำความเคารพแล้วปิดประตูรถ เขาสตาร์ทเครื่องยนต์เคลื่อนรถออกจากบริเวณนั้น
รถอ้อมโค้งไปยังถนนลูกรัง หญิงสาวกดกระจกลงไหว้ลาชายชรา ผู้เฒ่าร่างงองุ้มส่งยิ้มให้เธอ เธอจดจำแววตานั้นได้ดี แววตาแห่งมิตรไมตรีเมื่อครั้งแรกทักทาย ริมฝีปากชายชราขยับ..เธอไม่ได้ยินแต่รับรู้..”ค่ะ..เพรงจะเก็บรักษาไว้” ดวงตาเลื่อนลอยมองพยับควันจนรถเคลื่อนพ้นดงไม้
เมอร์ซิเดสซีคลาสแล่นไปบนสะพานสุดตาตัดข้ามพื้นที่ชุ่มน้ำตอนเหนือของทะเลสาบ หญิงสาวหันมองเงาไม้เบื้องหลัง มองหาลำคลองแห่งความฝันที่เธอเคยเยือน
ที่เห็นเป็นหลังคาโรงงานใหญ่สะท้อนเงาแดดอยู่เหนือพื้นที่เขียวชะอุ่ม
“นั่นโรงงานที่ว่าหรือลูก?”
“ค่ะ”
หญิงสาวตอบเสียงแผ่ว เบือนหน้าหลับตาลง หยดน้ำหยาดรินลงบนสองแขนกอดสมุดบันทึกไว้แน่น เมอร์ซิเดสขาวแล่นไปบนสะพานทอดยาวเหนือผืนน้ำระยิบ..
OOO
ปัจฉิมลิขิต
ตะวันลับทิวไม้ไปแล้ว..
เหลือไว้เพียงริ้วลำแสงซึมเซากับเสียงสกุณาร่ำร้องหากัน
ที่สุดเพรงก็เขียนมาถึงบทสุดท้าย
แต่ต้องใช้เวลานานเหลือเกินกว่ารอยแผลจากกรงเล็บโหดร้ายของชะตากรรมจะบรรเทาความเจ็บปวดจนสามารถเขียนออกมาได้
เพรงเคยเชื่อว่า..งานเขียนที่ดีสามารถสะท้อนอารมณ์..ความรู้สึกส่วนลึกภายในจิตใจมนุษย์
ความเชื่อเช่นนั้นไม่เป็นความจริงเลย
ไม่มีสื่อภาษาใดมนุษย์คิดค้นจะสามารถสื่อความเจ็บปวดที่แท้จริงได้ ความเจ็บปวดซึ่งเป็นดังเงามีแต่เจ้าของเท่านั้นเข้าใจและรับรู้ ความเจ็บปวดที่แม้แต่เสียงร่ำไห้ยังทำได้เพียงนั่งซุกเข่าอยู่หน้าประตูแห่งความระทมทุกข์ ที่ซึ่งความเจ็บปวดแท้จริงสถิตลึกล้ำเกินภาษาใดของมนุษย์จะหยั่งถึง
เพรงรู้ว่าเวลาจะรักษาทุกอย่าง
แต่นานเหลือเกินกว่าภูตแห่งเวลาจะเยียวยาบาดแผลนี้..นานเหลือเกินกว่าสัมปชัญญะเพรงจะกลับคืนสู่ปกติ
เพรงเขียนบันทึกของพี่ด้วยภาษาของเพรง เพื่อเราจะได้อยู่ร่วมในอ้อมกอดของกันและกัน หากตัวอักษรสามารถเดินทางยังดินแดนแห่งความฝัน เพรงหวังให้ ‘ฝากไปกับสายลม’ เดินทางถึงพี่ เพรงรู้ว่าพี่คอยเพรงอยู่ที่นั่น ที่ปลายสุดแห่งนิรันดร์กาล สุดเขตแดนโลกฝัน ตัวอักษรของเพรงจะเดินทางไปหาพี่..จนกว่าลมหายใจสุดท้าย
รัก
เพรง
บ้านชลัมพุ
อัมพวา

Picture : ห้องภาพหนอน

โอว…ท่านดินเจ้าคะ
ภาคนี้เพิ่มความซึ้งยิ่งนักเจ้าค่ะ
ตรงปัจฉิมนี่หนามีความรู้สึกว่าเพรงเธอเป็นแม่หญิงล่ะ
การเรียงลำดับตอนเป็นอย่างไรบ้างท่าน?
กลับมาอ่านใหม่แบบเต็มๆ อีกครั้ง
ได้อารมณ์ที่ต่อเนื่อง
บอกได้คำเดียวว่า
“แจ่มครับพี่เถ้าฯ”
ส่งสำนักพิมพ์เลยครับ
ขอบพระคุณขอรับบอกอพี่สอง
ผ่านบอกอพี่สองผู้น้อยก็ถือใจตัวว่าผ่านแล้วล่ะขะรับ มิต้องให้บรรณาธิการอาชีพท่านใดพิจารณาอีก
คารวะ
มาคาระวะท่านดินค่ะ ยังชื่นชมผลงานท่านเช่นเดิม
อยากให้กลับมาเขียนที่ Mblog มาตามค่ะ
สุขภาพท่านเป็นอย่างไรบ้าง ???
ท่านออยขอรับ
ขอบคุณที่แวะเยือน สหายพี่สาม(ท่านแฮบ)กลับตั้งหลักที่ M (อีกแล้ว) ข้าพเจ้าอยากไปบ้าง เดินวนเดินเวียนอยู่หลายรอบ เฮ้อ..หลังจากย้ายไป Blogger แล้วอกหัก ตั้งใจจะรัก WP ให้แน่นเหนียว ยามนี้เริ่มมีอาการอยากย้าย(อีกแระ)
ขอบคุณสำหรับคำถามไถ่สุขภาพ ข้าพเจ้าดูแลด้วยดี อากาศ อาหาร อารมณ์ ออกกำลังกาย ทุกอย่างยังสอดคล้องปกติสุขขอรับ
คารวะ
ท่านดิน…
พา “เพรง” กับ “บ่าวดิน” ไปเหวงในงานสุภาว์ ไหม