๑๏ กรุ่นสายลมหอบรักจากรวงข้าว
ยังกรุ่นกราวราวกลิ่นรินรินหวน
คะนึงเย้าหยอกยิ้มเจ้านิ่มนวล
ชะม้อยชวนชายตามาเอียงอาย
๒๏ หอมเจ้าเอย..ฟอนฟางรางรางหอม
ยังแย้มย้อมเหลืองแสดริ้วแดดสาย
ชะน้ำค้างร้างรอก็เรียงราย
ชวนชะม้ายคล้ายรับการกลับมา
๓๏ ใช่จะลืมทิวตาลผ่านชายทุ่ง
ลืมโค้งคุ้งลำคลองเคยล่องหา
คราบความหลังยังค้างบนคันนา
จะเลือนลาละจางได้อย่างไร
๔๏ ไผ่สีสุกเสียดกอล้อลมหนาว
ขลุ่ยฟางข้าวเคล้าตาลมาหวานไหว
หนาวเจ้าเอยหนาวนักจนยากใจ
จะเหลียวไหนก็น่าน้ำตาคลอ
๕๏ ระงมหริ่งเรไรครวญชวนวิโยค
พญาโศกคร่ำว่าพะงาหนอ
ในเพลงขลุ่ยเคยเฝ้าพะเน้าพะนอ
จะรวนล้อก็เพียงพิไลภิรมย์
๖๏ รวงรังผึ้งแรมจันทร์มาพลันร้าง
ในอ้างว้างรสหวานก็พานขม
ริ้วใบไผ่ร่วงรายในสายลม
จะเพลินชมก็ชวนพิลาปพิราม
๗๏ เสียงขลุ่ยครวญหวนคลอคืนกอไผ่
เก็บหัวใจเจ็บล้าในป่าหนาม
เก็บซากฝันฟันฝ่าพยายาม
ที่ติดตามระหกระเหินเดินทางไกล
๘๏ กลับคืน..ลำเนารักแนบตักอุ่น
มานอนหนุนอักขราระย้าไหว
แอบอกอ้อนอิงกรุ่นในอุ่นไอ
จะหลับไปด้วยอวลหอมในอ้อมกาย
๙๏ จะร้อยรักร่วมเรือนวธุรส
ไม่มีหมดจนกว่าชีวาสลาย
กว่าเดือนดับลับหล้าฟ้าทลาย
มั่นเรือนตายหมายเคียงเพียงเจ้าเอย ฯ
ภาพ : อ.จักรพันธุ์ โปษยกฤต
Filed under: ร้อยกรอง, เรไรร่อนร้อง | Tagged: กลอน
