• Live&Write quietly..shuuuu...

  • RSS Life in a Day

    • ความน่าจะคล้าวบนลีโอพุ่ม : เจ้านาย..โดดเดี่ยวผู้น่าหยิก พฤศจิกายน 5, 2009
    • กล่องเครื่องมือฯ : คำพึงระวัง (อภินันทนาการจากท่านสายที่เคารพรัก) พฤศจิกายน 5, 2009
      เกษียณ เก๊ก (วางท่า) กบฏ (ตามฉบับราชบัณฑิตยสถาน)(แต่บางฉบับ ‘กบฎ’ นี้ก็ความหมายเดียวกัน) กระปอดกระแปด กะบึงกะบอน กะหนุงกะหนิง (ตามฉบับราชบัณฑิตยสถาน)(แต่บางฉบับ ‘กระหนิงกระหนิง’ นี้ก็ความหมายเดียวกัน) กิจจะลักษณะ ขะมักเขม้น โครงเหล็ก ช็อก (หมดสติ) แดงก่ำ เดียดฉันท์ ทะนุถนอม ทิวทัศน์ เบรก ปรานี (ก. เอ็นดู, เผื่อแผ่) ปราณี (น. ผู้มีชีวิ […]
    • ตะวันส่องฉาย : เธอคงเป็นเหมือนกันใช่ไหม? พฤศจิกายน 1, 2009
      เธอคงเป็นเหมือนกันใช่ไหม..? นั่งในรถไฟฟ้า ไม่รู้เอาสายตาไว้ที่ใด ก็ก่อนนั้นเคยมีกันและกันใกล้ นั่งคุยกันไป..ตลอดทาง เธอคงเป็นเหมือนกันใช่ไหม..? แวะฟังดนตรีในสวนเมื่อตะวันจาง กลับไร้คนเคยนั่งข้าง ยิ่งฟังยิ่งอ้างว้างว้าเหว่ใจ เธอคงเป็นเหมือนกันใช่ไหม..? พลิกหนังสือทีละหน้า แต่สายตาไม่เห็นอะไร เพียงเพราะว่าคนซื้อให้ ไม่ได้อยู่ใกล้ ๆ อีกต่อไป เธอคงเป็นเหมือนกันใ […]
    • เรไรร่อนร้อง : หวังจะมีสักวันเธอหันมา ตุลาคม 31, 2009
      ๑๏ นาฏะอักษรานี้พี่ให้เจ้า ทุกค่ำเช้าครุ่นจิตพิสมัย เพียรแรมร่อนจรเร่ระเหไป ควะคว้างในครุวรรณสีทันดร ๒๏ หวังกอบเก็บเก็จวลีมาพลีให้ แทนดอกไม้ลัดดามาลย์หมั้นสมร ทุกเช้าค่ำร่ำเร่คเนจร เพียงอักษรพจนามาจำนรรจ์ ๓๏ แม้นหมายมั่นฉันจิตพิศวาส อย่านิราศอย่างเคยเลยจอมขวัญ ไม่เห็นนิดคิดค้อนเป็นค่อนวัน กระไรกันกรรมหลากหนอยากนาน ๔๏ แม้นคนดีมีใจให้สักนิด หมายปลงจิตปรานีไมตร […]
    • เรไรร่อนร้อง : ขอรักคืนมา ตุลาคม 28, 2009
      ขอ เรื่องหลังยังอยู่ไม่รู้ล่วง ขอ ลมลวงพัดเลยระเหยหาย ขอ หอมอวลอักษรามาโชยชาย ขอ แมกไม้มิตรภาพอาบใจจำ รัก ไมตรีมิจางอย่างวันเก่า รัก เรื่องราวหลากถ้วนล้วนยวนขำ รัก ถักสานถากรอยนั่งร้อยคำ รัก เรียงร่ายเริงร่ำระบำความ คืน ค่ำนี้เดือนมืดมาชืดช้ำ คืน เยือนย้ำย่ำใจให้เข็ดขาม คืน เงียบเหงาเศร้าอยู่ทุกครู่ยาม คืน เคลื่อนข้ามท่ามไหวในเอกา มา จำเรียงเพียงถ้อยละห้อยหว […]
    • Ano : ซำหม้อลงจอกระดาษ ตุลาคม 23, 2009
    • The Note Book : จดหมายถึงนักเขียน (โคตร) หนุ่ม ตุลาคม 19, 2009
      พี่ท่านขอรับ ช่วยตอบทีว่านานเท่าไรแล้วหลังจากจดหมายฉบับสุดท้ายสะบัดก้นจากตู้ prateep มาหล่นแหมะลงตู้ kratom แลกี่ครั้งแล้วที่เจ้าดิลล์มันรับจดหมายกลับหายเงียบฉี่ (ที่ไม่ใช่ไปฉี่) ใจนั้นใคร่เขียนอยู่ดอกขอรับ อยากเขียนจดหมายเป็นประจำอย่าง 'จดหมายจากนักเขียนหนุ่ม' ของท่านหนก อยากส่งจดหมายลายมือบอกท่านป้าวนิดาว่าหลานน้อยคนนี้ยังคิดถึง (แต่ก็เกรงท่านอ่า […]
    • เรไรร่อนร้อง : เราหาใช่กวีดอกที่รัก ตุลาคม 11, 2009
      ๏ ไม่มีบทกวีดอกที่รัก เราเพียงถักสานทอก่อไยฝัน เรื่อยอักษรเรียงถ้อยร้อยรำพัน ผ่านคืนวันเพียงพร่ำประคำกรอง ๏ ไยเรียกว่ากวีเล่าที่รัก เราประจักษ์โลกเปล่านั้นเศร้าหมอง เราเติมคำแทนร่ำน้ำตานอง แปลงเสียงร้องโศกสลดเป็นบทกลอน ๏ ใครเล่าคือกวีนะที่รัก เขาอุทิศใจภักดิ์ในอักษร เขายืนยันก้าวย่างหนทางจร เขาทุกข์ร้อนเมื่อโลกถูกไฟรุม ๏ เราหาใช่กวีดอกที่รัก เราเพียงนักร่ำระ […]
    • คลื่นวรรณกรรม : ๑๐๐ ปีเกิด ไม้ เมืองเดิม นักเขียนใจ "นักเลง" ตุลาคม 10, 2009
      บทความโดย พีรยา อัชฌา จาก ศิลปวัฒนธรรม วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 26 ฉบับที่ 09 ปี ๒๕๔๘ นี้นับเป็นปีสำคัญสำหรับวงวรรณกรรมไทย เนื่องจากเป็นวาระครบรอบ ๑๐๐ ปีเกิดของนักเขียนไทยหลายคนที่มีผลงานสำคัญฝากไว้เป็นมรดกทางวรรณศิลป์ของไทย หนึ่งในนักเขียนนี้คือไม้ เมืองเดิม อันเป็นนามปากกาของก้าน พึ่งบุญ ณ อยุธยา ผู้มีผลงานเรื่องสั้นและนวนิยายรวมกว่า ๓๐ เรื่อง๑ ที […]
    • สะบายดี (นะ) หลวงพระบาง : คำนิยม ตุลาคม 7, 2009

โคกบัวบก : หอมเอย..หอมดอกกระถิน

หอม..อืมมม..อื๊ม..อืมม..หอมดอกกระถิน..อื้มมม..อืมม์..รวยระรินเคล้ากลิ่นอืม..อื๊ม..อืมม์..กองฟาง..เห็ดตับเต่าขึ้นอยู่ริมเถาย่านาง kratin มองเห็นบัว อื๊ม..อืม..สล้าง..ลอยปริ่มริมบึง..”

ซำหม้อตะเบ็งเสียงลั่นคันทุ่ง ลากลูกคอสามวาแปดวาในใจก็คิดไปว่า ‘เออแน่ะ..เสียงดีใช่หยอก..ลูกคอรึก็น่าจะไปขึ้นเวทีงานปีใหม่ประจำอำเภอกะเขาได้’

“อยากจะเด็ดมาดอมหอมหน่อย..ลองเอื้อมมือค่อย ๆ ก็เอื้อมไม่ถึง อยากจะแปลงร่างเป็นแมลงผู้ผึ้ง แปลงได้จะบินไปคลึงเคล้าเจ้าบัวตูมบัวบาน..”

มือมัดนั่งร้านปากพลางก็ร้องเพลง หมวกฟางใบเก่าด้านบนขาดเป็นช่องระบายอากาศรูใหญ่ทิ้งชายรุ่ยร่ายป้องแดดบ่ายพอคลายผ่าวผิว มิวายไอร้อนยังแผดเสียแสบหน้าแสบตา หมู่นี้ฝนเริ่มครึ้มเค้ามาถี่..เห็นทีได้เวลาปลูกผักปลูกหญ้า

“ได้คันเบ็ดสักคันพร้อมเหยื่อ..มีน้องนางแก้มเรื่อนั่งเคียงตกปลา ท่งรวงทองของเรานี้มีคุณค่า..มนต์รักลูกทุ่งบ้านนาหวานแว่วแผ่วดังกังวาน…”

ซำหม้อเหลือบตาดูว่าสาวเจ้าฟังอยู่หรือเปล่า จากนั้นตะเบ็งเสียงที่เจ้าตัวคิดไปว่าทั้งทุ้มทั้งนุ่มลึก “โอ้…เจ้าช่อนกยูง..แว่วเสียงเพลงมนต์รักลูกทุ่ง..ซ้ำหอมน้ำปรุงที่แก้มนงคราญ”

แปะ แปะ แปะ คนฟังปรบมือแปะ “เสียงดีนี่”

ซำหม้อหันยิ้มยักคิ้มทำเป็นว่า ‘งั้น ๆ’ มือขวากระตุกบ่วงเชือกมัดนั่งร้าน เจ้ากรรม! นิ้วชี้ซ้ายติดในบ่วง กระตุกเสียแรงไม่ทันเหลียวดู เชือกเลยมัดเสียแน่นปล้ำคลายก็เกรงสาวเจ้ารู้แกวจะเสียที ซำหม้อพยายามชักนิ้วคืนทำเหมือนไม่มีเหตุใดเกิด เชือกเจ้ากรรมมัดกินเนื้อ

ซำหม้อกระตุกนิ้ว

กลับชักเอานั่งร้านที่ผูกไว้ล้มลากนิ้วซำหม้อตามลงไป ซำหม้อต้องย่อตัวประคองนิ้วให้อยู่ตำแหน่งอันควรไม่บิดไปบิดมาเหมือนลำกระถินที่ตัดมามัดทำนั่งร้านพวกนั้น

“ทำอะไรน่ะพี่ซำหม้อ” สาวเจ้าหัวร่อร่วน

“อุบัติเหตุน่ะศรีไพร” พยายามสะบัดชักนิ้วเจ้ากรรมออกจากปมเชือก

“พังหมดเลย” ศรีไพรว่า

“ไม่เป็นไรเดี๋ยวมัดใหม่”

“พี่จะปลูกไปทำไม ร้านป้านอมก็มีขาย”

“ไม่เหมือนกันดอกศรีไพร” ซำหม้อนั่งยองยกโครงนั่งร้านขึ้น “ผักพวกนั้นเขาปลูกเพื่อขาย ต้องเร่งใบฆ่าแมลงใช้สารสารพัดสารพัน กินเข้าไปมีแต่จะเป็นมะเร็ง รสชาติรึก็กากผักดี ๆ สู้ปลิดจิ้มน้ำพริกสด ๆ จากต้นไม่ได้ วันก่อนพี่ได้ถั่วฝักยาวจากรั้วบ้านน้าอ้อน ทั้งหวานทั้งกรอบเทียวศรีไพรเอ๋ย”

“งกล่ะไม่ว่า” ศรีไพรงึมงำ

ซำหม้อหุบยิ้ม ประคองคร่าวนั่งร้านขึ้นตั้งโครงอีกครั้ง

ศรีไพรยังเยาว์นักไหนเลยเข้าใจความแตกต่างระหว่างอาหารดีกับเลว ตำหนิศรีไพรไม่ได้ ก่อนหน้าซำหม้อก็ไม่เคยคิดเปลืองเรี่ยวลงแรงปลูกผักกินเอง  แตงกวาถั่วฝักยาวโลล่ะสิบ-สิบห้าบาทกินได้ตั้งหลายมื้อ ไยต้องเสียเหงื่อพรวนดินหาขี้วัวมาตากมาคลุกกว่าใช้ได้ทำเอากลิ่นติดจมูกไปหลายวัน ซื้อเอาง่ายเข้าว่าสะดวกกว่าไหน ๆ

กระทั่งซำหม้อได้ลิ้มรสผักสดจากต้นจึงเข้าใจ รสชาติเช่นนั้น คุณค่าอาหารเช่นนั้นที่ร่างกายมนุษย์ต้องการ คุณค่าที่ไม่ถูกทำลายจากระยะทางขนส่งระยะเวลาเก็บรักษา พวกคนเมืองมักเป็นโรคง่าย ๆ ปวดหัว ปวดเมื่อย ขี้หงุดหงิด นอนไม่หลับ ภูมิแพ้ เป็นกันทั้งเมือง ซ้ำร้ายแทนแก้ปัญหาที่เหตุกลับเอาฤทธิ์ยามาหมักหมมปัญหาให้ร่างกายไปเรื่อย ๆ

“การบ้านเสร็จยัง?” ซำหม้อเปลี่ยนเรื่อง

“เสร็จแระ” ศรีไพรตอบ “พรุ่งนี้เย็นศรีไพรมาทำการบ้านอีกนะ”

ซำหม้อปั้นหน้าเคร่ง “ดีสิศรีไพร ขยันเรียนอย่างนี้” หัวใจเป่งพองเป็นลูกโป่งสวรรค์แทบล่องลอยไปอิงแก้มสาว

“เกรงใจเหมือนกันมากวนพี่”

“เป็นไรไปศรีไพร ความรู้พี่มีเหมือนไม่มี ช่วยอะไรไม่ได้เลยมัดนั่งร้านปลูกผักก็ยังไม่เป็น ได้ช่วยศรีไพรทำการบ้านยังพอมีประโยชน์บ้าง”

ศรีไพรรวบสมุดหนังสือไว้ในมือกระถดนั่งห้อยขาชานขนำมองซำหม้อมัดโครงนั่งร้าน ซำหม้อหันถาม

“จะไปแล้วเหรอ?”

“อื้อ”

“เดี๋ยวพี่ไปส่ง”

“จักรยานเนี่ยนะ!” สาวเจ้าตาโต “ศรีไพรเดินไปยังไวเสียกว่า”

ซำหม้อกระดุกเชือก หนนี้ระมัดระวังมัดเชือกเสร็จจึงหันคุย “ช้าเร็วไม่สำคัญหรอกศรีไพร สำคัญที่ไปกับใคร กับบางคนยิ่งช้าก็ยิ่งดีนะ”

สายลมบ่ายเย้าใบไม้อยู่อ้อยสร้อย นกกระจิบกระจอกหยอกล้อส่งเสียงร้องเซ็งแซ่อยู่บนต้นโพธิ์ทะเล ศรีไพรปัดปอยผมหยักระหางตา เอ่ยถาม

“คนเลี้ยงกุ้งเขามีรถกระบะกันทั้งนั้น เห็นก็แต่พี่นี่แหละขี่จักรยาน”

“พวกเขาเป็นเถ้าแก่นี่ศรีไพร เขาจ้างลูกน้องทำงาน พี่เป็นเกษตรกร” ซำหม้อถอนใจ หลุดปากออกไปทั้งใจเริ่มลังเล ไม่ได้ปล่อยกุ้งมาร่วมปี ผักหญ้าก็ปลูกไม่เป็น เกษตรกรแบบไหนกัน..”อย่าว่าแต่จักรยานเลย” ลองเขย่าโครงนั่งร้าน ดูเหมือนจะแข็งแรงดี “พี่จะใช้เกวียนเสียซ้ำ”

“เกวียนเนี่ยนะ!” ศรีไพรร้องลั่น

“อืมม์..เกวียน” ยืนชมผลงานตนเอง “พี่กะว่าเอาแขนตีน้ำมาตัดเชื่อมเป็นโครง ใช้ล้อรถเข็นเก่าแล้วยืมวัวลุงเพิ่มสักตัวมาเทียม”

“ยืมวัวพ่อ!” คราวนี้ดังกว่าเก่าพร้อมใบหน้าผะอืดผะอมของสาวเจ้า “รอไปเถอะ!”

“ทำไมล่ะ?”

“แกหวงของแกยังกะอะไรดี ไม่มีเสียล่ะให้ใครยืม”

“ไม่แน่นะศรีไพร” ซ้ำหม้อก้าวถอยหลังกอดอกชื่นชมผลงานตน “กับคนอื่นแกอาจหวง แต่หากเป็นลูกเขยคงไม่แน่..โอ้ย!”

มือกุมท้ายทอยร้องลั่นเหลือบเห็นกะลาแช่เมล็ดผักกลิ้งหลุน ๆ หันอีกทีศรีไพรจ้ำไปโน่นแล้ว แดดย่านนี้แรงนักถูกเข้าเป็นแสบผิวแสบเนื้อแต่สายลมก็พัดเย็นโชยชื่นเสียนี่กระไร..

เย็นวันรุ่งซำหม้อปั่นจักรยานฮัมเพลงลงลูกคอผ่านหน้าร้านน้ำชาชะลอ เห็นลุงสุขนั่งถุนยาอยู่เดียว เลี้ยวจักรยานจอด ตีนปัดขาตั้งปากยังฮัมเพลง

“หอม..อืม..อื๊ม..อืมม์..ดินเคล้ากลิ่นไอฝน อื้ม..อืมมม์..อวลระคน หอมแก้ม..อืม..อื้ม..อืมม์นงคราญ..ขลุ่ยเป่าแผ่วพลิ้วผ่านทิวแถวต้นตาล มนต์รักเพลงชาวบ้าน..ลูกทุ่งแผ่วมา..”

เฒ่าสุขพ่นควันฉุยส่งเสียงร้องทัก “รมณ์ดีเชียวเว้ย!”

ซำหม้อหย่อนก้นชูนิ้วชี้ให้ชะลอเป็นอันรู้กัน ‘กาแฟแก้ว’ ปากยังครวญเพลง “ได้คันเบ็ดสักคนพร้อมเหยื่อ มีน้องนางแก้มเรื่อนั่งเคียงตกปลา..”

“ไปทำอะไรมาวันนี้ถึงได้อารมณ์ดีนัก” เฒ่าสุขถาม

“ลุงเพิ่มล่ะ?” ซำหม้อถาม

“เดี๋ยวคงมา” เฒ่าสุขตอบ

“วันนี้ผมอยู่นานไม่ได้ ซดกาแฟสักคำแล้วจะไปเลยล่ะ”

“มีเรื่องอะไรถึงได้ร้อนนักฮึไอ้ซำหม้อ?”

ซำหม้อหันรับถ้วยกาแฟจากชะลอกล่าวขอบคุณแล้วซดพรวด..พรวด..

“เฮ้ย! ไม่ต้องรีบขนาดนั้นก็ได้ ลวกปากลวกคอ” เฒ่าสุขว่า “มีเรื่องไรวะ?”

“เรื่องของหัวใจน่ะลุง..” ซำหม้อพ่นควันออกปาก “บอกไปลุงไม่เข้าใจหรอก..ตอนนี้ผมมองอะไรเห็นเป็นสีชมพูไปหมดแล้ว กาแฟนี่ก็สีชมพู” ซำหม้อหันหาชะลอ “ชะลอใส่อะไรทำไมกาแฟมันถึงเป็นสีชมพู..หา?” ชะลออมยิ้มงง ๆ กับมุกมั่วของซำหม้อ

“ท่าจะพูดกันไม่รู้เรื่องเว้ย” เฒ่าสุขพึมพำ

“โอ้..เจ้าช่อนกยูง..” ซำหม้อลงลูกคอต่อ “แว่วเสียงเพลงมนต์รักลูกทุ่ง..” เหลียวรถสองแถวเต็มด้วยนักเรียน โรงเรียนเลิกแล้วเห็นทีได้เวลากลับขนำ ซำหม้อวางแก้วยกก้นพ้นเก้าอี้ พลันสายตาเหลือบเห็นกระบะดำมันปลาบแล่นผ่านหน้าร้าน ซำหม้อปากค้างตาค้างหันมองตามท้ายป้ายแดง สาวชุดนักเรียนที่นั่งเบาะหน้านั่นเป็นใครเสียไม่ได้นอกไปจากแม่ยอดตองน้องศรีไพร..

“ลุง!” เสียงเรียกแว่วจากหุบเหวในป่าลึก

“เออ”

“ลุง..”

“เออ..” เฒ่าสุขขานซ้ำ “นั่งกันอยู่แค่นี้เอ็งจะเรียกไปหาพระแสงอะไร?”

“กระบะนั่นของใครกัน?”

“เอ็งไปอยู่ไหนมาหือ..” เฒ่าสุขซืดยาแล้วพ่นออกขอบปากไม่ถอนมวน “อบต.ช้างเขาออกรถกระบะป้ายแดงมาหลายวันแล้ว..ไม่รู้รึไง”

ซำหม้อทิ้งก้นคืนเก้าอี้ นั่งนิ่งเหมือนโลกทลายมือเท้าชายินเสียง เผาะ! เผาะ! ดังก้องอยู่ในโพรงอก นั่งอยู่อย่างนั้นไม่พูดไม่จา

“ไหนเอ็งบอกจะรีบไป?”

“ไม่ไปแล้วลุง..ไม่ไปแล้ว..”

เย็นนั้นชะลอเติมน้ำร้อนในกามือเป็นระวิง

« »