เช้าวันอาทิตย์ (สายวันจันทร์) : ไม่ใส่ถ้วย ไม่ใส่ถุง

@ ร้านหนังสือประทีป : ไม่ใส่ถุง ไม่นุ่งยาว

เช้าวันอาทิตย์ 

พี่ท่าน

สดับเรื่องนี้ทีไรผู้น้อยเลือดกายฉีดแทบกระฉูดด้วยเพลิงโทสะโมหะและเสมหะ มันง่ายคล้ายเขย่าก่อนเก็บนั่นแลพี่ท่าน รัฐบาลบ้านี่สั่งคำเดียว เลิกใช้กล่องโฟม ถุงก๊อปแก๊ป ถุงพลาสติก วัสดุพลาสติกทุกชิ้นจะต้องมีการใช้ซ้ำ เมื่อพังเสียหายให้ใส่ถังขยะแยกประเภท สั่งผู้ว่าจนถึงอบต. ใครทะลื่งทำเป็นเล่นเจอสอบวินัย

บอกประชาชีทั้งพระ,ฆราสาว อ้าว! เขียนสับกัน ทั้งแม่ชี ว่าอย่าล้อเล่นกับวัสดุพลาสติก ใช้ได้แต่ต้องไม่ใช้เป็นวัสดุสิ้นเปลืองมันฆ่ามนุษยชาติฆ่าโลกใบนี้ บาปหนาบาปใหญ่ แม้นรกก็จะไม่มีเหลือให้ตก!

อา..พูดไปก็ทำไม่ได้ใช่ไหม?

นี่ประชาธิปไตยนะเพ่! ไม่ใช่เผด็จการ (วงเล็บขยายความเสียหน่อย)(ประชาธิปไตย=ยินดีรับเงินสนับสนุนพรรคโดยสุจริต, เผด็จการ=ฟาดงบกลางเต็ม ๆ แบบไม่มีอ้อมแอ้มกระมิดกระเมี้ยนและยายเมี้ยนไม่เกี่ยว)

ข้าพเจ้าต้องทำเป็นมองไม่เห็น เอาหูไปนาเอาตาแช่อ่างเสียยามปั่นจักรยานวนเวียนอยู่ในสังคมอบต.ท่าบอน ณ ปลายไส้ติ่งสยามประเทศแห่งนี้

ถุงก๊อปแก๊ปเกลื่อนสองฟากถนน หน้าโรงงานกลายเป็นสังคมที่เติบโตตามเวรตามกรรม มีห้องเช่าเพิ่มขึ้นราวดอกเห็ดหน้าฝน กองขยะส่งกลิ่นไปกับลม (นั่นนับว่านิสัยดีทิ้งขยะเป็นที่เป็นทาง) ยังมีโยนถ้วยโฟมเรี่ยราดไปทั่ว กิน-ขายกันทุกวัน

พูดคุยกับคนทำงานการเมืองท้องถิ่นคำตอบคือ ไม่มีงบ ไม่มีที่ทิ้ง

ชาวบ้านปกติใช้การเผา

พี่ท่านคิดดู–มีไอ้เจ้าของโรงงานผลิตถุงก๊อปแก๊ปถ้วยโฟมอยู่กี่รายในประเทศนี้ที่กำลังนั่งดูตัวเลขบัญชีเพิ่มขึ้นทุกทีทุกที(เอาไว้จ่ายบริษัทยาไอ้กันตอนโคตะระพ่อโคตะระแม่เจ้าประคุณเป็นมะเร็ง) (ประทานโทษขะรับ หากอารมณ์ดูจะหยาบคายไปสักหน่อย)

คนมีจิตสำนึกปรับวิถีบริโภคตน มีแค่หยิบมือ ไม่ทันดอกขอรับกับกระแสบริโภคนิยมสาระเลว (มันผลิตขยะห่อทุกสิ่งทุกอย่าง สินค้าทุกชิ้นขายมาพร้อมขยะ!) ไม่ทันดอกขอรับกับชาวบ้านที่พวกเขาไม่ฉุกคิด

มีแต่การกระทำที่เป็นระบบ กดดันภาครัฐ รณรงค์ภาคเอกชน เข้าไปให้ถึงระดับท้องถิ่น โฆษณาชวนเชื่อทางทีวี(กระแสบ้าบอปลุกง่ายนักทีกระแสดี ๆ ทำไมจึงขี้เซาอย่างนี้!) ทุกกระทรวงสั่งการไปในทางเดียวกัน กระทรวงศึกษาบรรจุสำนึกดูแลขยะให้เด็ก ๆ ฝึกที่โรงเรียนนำไปใช้ที่บ้านและหมู่บ้านตน กระทรวงสิ่งแวดล้อมผลิตถังแยกขยะวางทุกจุดทั่วประเทศ  กระทรวงมหาดไทยสั่งตำรวจคุมเข้มใครทิ้งขยะไม่เลือกที่เอาเข้าคุก! กระทรวงกลาโหมส่งหน่วยสวาทคอมมานโดแทรกซึมเข้าทุกพื้นที่ใครเผาพลาสติกยิงทิ้ง!

การชื้อขายสินค้าแถมขยะ จะต้องมาพร้อมมาตรการกำจัดและรีไซเคิลขยะ ต้องกระทำพร้อมกันเหมือนการเลือกตั้งทั่วไป..ทั้งประเทศ

หลังสดับนักการเมืองท้องถิ่นแล้วดูเหมือนทางออกปัญญานี้มีทางเดียว–ปล่อยไปตามเวรตามกรรม!

ข้าพเจ้าหงุดหงิดเลือดกำเดาแทบทะลัก!

ว่าจะทำพาสะปอร์ตวีซ่ายอมจ่ายค่าตั๋วเครื่องบินไปยูไนเต็ตสเตตสักที จะไปตามซุปเปอร์แมน สไปเดอร์แมน มนุษย์ค้างคาว มาจัดการระบบขยะประเทศนี้เสียที มันหงุดหงิดเต็มที

ข้าพเจ้าตั้งอกตั้งใจอรรถาธิบายให้นักการเมืองท้องถิ่นผู้นั้นฟัง

“ทางการไม่ทำอะไรเราก็ทำเองได้” ข้าพเจ้าว่า

“ลงทุนซื้อถังขยะวางไว้ให้ทุกบ้าน แยกเป็นขยะเศษอาหาร และขยะแห้ง บริการล้างถังสะอาดสะอ้านน่าทิ้ง เก็บทุกวัน คิดค่าบริการวันละบาทต่อบ้าน ขยะอินทรีย์นำไปผลิตปุ๋ย  ขยะแห้งแยกประเภทขายอีกที รับทั้งขึ้นทั้งล่อง”

พี่แกฟังแล้วยังทำหน้างง จากนั้นตามมาด้วยอุปสรรคนานัปการ จนข้าพเจ้าตะหงิด ๆ ทำแมล่งเสียเองดีมั้ง? รายได้เห็น ๆ ลูกค้า ๕๐๐ รายคูณ ๓๐ เป็นหมื่นห้า ขายขยะอีกสักห้าพัน เป็นสองหมื่นต่อเดือน หักทุนและค่าใช้จ่ายหมุนเวียนเดือนละหมื่นเหลืออีกหมื่น เข้ากระเป๋า

ความหงุดหงิดใจที่เห็นถ้วยโฟมเกลื่อนกราดจะได้หมดไปเสียที หมู่บ้านที่อยู่อาศัยสะอาดตา  (ประมาณว่า–ตั้งตนเป็นหน่วยรีไซเคิลประจำหมู่บ้าน)

ผลต่างเห็นชัด และส่งผลยิ่งกว่าทำตัวเป็นคนรักษ์โลกสะพายย่ามไม่ใช้ถุงก๊อปแก็ปถ้วยโฟม เพราะบางครั้งทำแค่นี้เริ่มรู้สึกเหมือนนิ่งดูดาย มีหนทางทำได้ผลกว่านี้–ทำไมไม่ทำ!?

มาถึงช่วงสุดท้ายแล้วพี่ท่าน อดทนอีกสองสามบรรทัดขะรับ

นั่นล่ะ..คืออานิสงส์ที่ผู้น้อยบังเอิญพบท่านเจ้าสำนัก
‘พึงตระหนักหน้าที่ตน’
หลักการเดียวปรับใช้กับทุกเรื่องชีวิต

หากเป็นเมื่อก่อน ขยะทั้งตำบลท่าบอนเสร็จข้าพเจ้าแน่!
ข้าพเจ้าจะเปิดโรงแยกขยะมันเสียเลย มีโชว์รูปจัดวางสินค้ารีไซเคิลสภาพดีทุกชนิด ให้มันรู้กันไป..ทิ้งได้ทิ้งมา จะจับขายให้หมดเชีย!

แต่ยามนี้เข้าใจแล้ว

หน้าที่เขียนหนังสือก็จงคิดจงเขียนไป โลกนี้มีเรื่องให้ทำมากมายเกินไปแล้ว

เพียงกระทำหน้าที่ตนเต็มกำลัง เมื่อคิดเป็นนักเขียนนิยาย เอ็งก็จงเขียนนิยาย เอ็งจะเขียนนิยายขยะ นิยายรีไซเคิลก็เรื่องของเอ็ง แต่อย่าทะลึ่งไปเป็นหน่วยรีไซเคิลขยะประจำหมู่บ้าน เพราะนั่นไม่ใช่นักเขียนนิยาย

ข้าพเจ้าจึงจำทนดูเจ้าพวกถ้วยโฟมถุงก๊อปแก๊ปสองข้างทางนอนเอกเขนกส่งยิ้มเหยียดริมฝีปากเย้ยกระดองใจอยู่อย่างนั้น  ยามข้าพเจ้าปั่นจักรยานผ่านพวกมันเสียงหัวเราะเยาะหยันระงมเชียวพี่ท่าน ข้าพเจ้าบางครั้งมีหงุดหงิดตะโกนกลับไป

“เออ..คอยก่อนเถอะพวกมึง..อีกไม่นานกูก็ตายแระ!”

คารวะ  

ปล. พี่ท่านไม่ใส่ถุง..ระวังไว้หน่อยก็ดีนะขอรับ..เป็นห่วง..เป็นห่วง..

5 Responses

  1. กรั่กๆๆ ท่านดินเจ้าคะ…ข้าเจ้าก็เกือบเล่นแล้วมุกนี้(ไม่ใส่ถุง)
    เอิ๊กกกกกกกกกกกกกกก

    ข้าเจ้าเลิกบ่นมานานโข

    หากอยากให้สังคมเป็นเช่นไรจงเริ่มต้นที่ตัวเราเอง…ข้าเจ้าบอกตนเองและปฎิบัติเช่นนั้นเจ้าค่ะ

    สองอาทิตย์ก่อนที่เกิดเหตุขัดข้องทางจิตใจ
    ที่ข้าเจ้าปิดบ้านนั้นหนา…ข้าเจ้ายื่นใบสมัครลมปากกับพี่ ngo ท่านหนึ่ง
    จังหวะนี้พี่ท่านนั้นรอเพียงข้าเจ้าส่งประวัติส่วนตัวลงแผ่นกระดาษไปยื่น
    แลคอยทวงถามจนข้าเจ้าชักเกรงใจ นิ่งคิดทบทวน อยากลงทำแบบเต็มๆ ตัวก็อยาก
    แต่ห่วงแม่นี่ก็ห่วงน่ะสิ…เฮ้อ…

    ไม่กี่วันก่อนพี่กวีที่เคยเป็นngoมาก่อนทราบเรื่อง
    พี่ท่านเอ่ยทักท้วง…พี่ท่านว่า…เขียนหนังสือมันก็ช่วยเหลือสังคมได้ตามวิถีของการเขียน
    ไม่ต้องถึงกับลงไปช่วยเหลือชาวบ้านด้วยตัวเองก็ได้

    เหมือนคำท่านว่า…หากเราคิดทำนั่นนี่ทุกอย่างที่อยากทำนั้นมันช่างมากเกิน ตอนนี้หน้าที่เราคือการเขียน เราจึงควรรับผิดชอบในหน้าที่ตนให้ดีที่สุด ใช่ไหมท่าน

    ด้วยจิตคาราวะ

    กรั่กๆๆ หนนี้ไม่ได้แอ้มข้าเจ้าดอกหนา ข้าเจ้าท่องคาถาก๊อปก่อนโพสต์เรียบร้อย

    ปล.เพิ่งอิ่มข้าวเที่ยงเมื่อครู่เองท่าน
    เมื่อเช้ามืดพี่หมา…เอ๊ย…พี่หมอหมากลับถึงบ้านแล้ว
    ข้าเจ้าเลยโชว์ฝีมือข้าวผัดมังสวิรัติ ระดมข้าวโพดหวาน แครอท ฟักทอง ก้านคะน้าใส่เต็มกะทะ ได้ข้าวผัดสีสวย ที่รสชาติอร่อยกำลังดียามกินเคียงคู่ ยำมะม่วงที่ดกเต็มสวน

    บรรดาผักที่เหลือเก็บไว้ทำแกงของคนรักผัก อ้ะ…งงอ่ะดิ…แกงเลียงไงท่าน
    เก็บผักหวานมาใส่เพิ่มอีกอย่างก็ได้แกงหม้อใหญ่แล้ว

    อา…ถ้าใช้เครื่องปั่นปั่นพริกแกงมันจะอร่อยเหมือนตำเองหรือเปล่านหนอ
    ด้วยวันนี้ข้าเจ้าปวดแขนขวาเกินกว่าจะยกสากแล้วสิ

    เอ้อ…พูดถึงสกแล้วนึกขึ้นได้ ร้านส้มตำแถวบ้านเค้าใส่ถุงก๊อบแก็บให้สากกะเบือด้วยหนา ท่านดินเคยเห็นไหม

  2. หมายเหตุ : “สก” คือชื่อเรียกย่นย่อของ “สาก” ยามสระอามันขอไปนอนกลางวัน :D

  3. ฮา ฮา หมั่นใช้คาถาเป็นประจำนะขะรับ
    ยิ่งใช้ยิ่งขลัง ฮ่า ฮ่า
    .
    แม่นแล้ว..”อยากเปลี่ยนแปลงโลก พึงเริ่มที่ตนเอง”-คานธี-
    .
    เขาใส่ถุงก๊อปแก๊ปให้สากกะเบือทำอีหยังล่ะขะรับ?
    .
    ดูแม่จะชาญการบ้านการเรือนเพียบพร้อมอาหารการกินเทียวนะแม่นะ ขอแม่จงจำเริญศรีเรือนจนไม้เท้ายอดทองตะบองยอดเพชรนะแม่
    .
    รับกาแฟยามบ่ายสักแก้วไหมขะรับ?
    .
    คารวะ

  4. ง่า…คำอวยพรนี้แปลตรงๆ มันแปลว่าขอให้ข้าเจ้ามีความสุขกับการขึ้นคานแม่นก่ท่านดินที่เคารพรัก

    รับกาแฟไม่ทันด้วยพาแม่ออกไปธุระที่โรงเรียนแต่บ่าย

    .

    เรื่องถุงก๊อบแก็บผูกติดกับสากนั้น แม่ค้าส้มตำบอกนัยว่าเพื่มความสะอาดถูกสุขอนามัยให้ลูกค้า
    ด้วยสากไม้นั้น ยามใช้ไปนานๆ มักมีคราบฝังลึกล้างไม่ออก ซึ่งอาจเป็นบ่อเกิดแห่งเชื้อโรคได้

    ด้วยมิตรภาพ

  5. สองสามเดือนก่อน ฟังข่าวทางการจีนให้เลิกผลิตถุงก๊อปแก๊ป ที่มีความหนาน้อยกว่า…?

    เรื่องจริงขอรับ

    แถมยังห้ามร้านค้าแจกจ่ายถุง (แถม) ใส่ลงสินค้า

    คนซื้อถ้าอยากได้ ต้องซื้อ!!!

    ห้างดังข้ามชาติ เคยใช้วิธีนี้ (ไม่เข้ากับเมืองไทย) คนซื้อต้องเตรียมถุงไปเอง หากไม่มี ก็ต้องซื้อ

    คนไทยว่า มันหน้าเลือด แต่จริงหรือ?

    ลองคิดให้มันลึกลงมากกกว่านั้น แล้วจะได้คำตอบมากกว่าผิวผิว

    ไอ้เรื่องช่วยโลกนี่ คนอย่างเราคงไม่สามารถทำได้หมดทุกอย่างอย่างใจคิด แต่เป็นส่วนหนึ่งที่ไม่สร้าง ก่อความร้อนให้โลกได้ก็นับว่าดี

    1 คนเปลี่ยน = 1 จุดเปลี่ยน
    65 ล้านคนเปลี่ยน = 1 สังคมเปลี่ยน

    555 จากคำขวัญของรายการ “จุดเปลี่ยน” ขอรับ

    มอร์นิ่งสวัสดิ์

ใส่ความเห็น