• Live&Write quietly..shuuuu...

  • RSS Life in a Day

    • จดหมายจากดาวสีดิน : เพื่อเก็บเธอไว้..ตลอดไป พฤศจิกายน 9, 2009
    • ความน่าจะคล้าวบนลีโอพุ่ม : เจ้านาย..โดดเดี่ยวผู้น่าหยิก พฤศจิกายน 5, 2009
    • กล่องเครื่องมือฯ : คำพึงระวัง (อภินันทนาการจากท่านสายที่เคารพรัก) พฤศจิกายน 5, 2009
      เกษียณ เก๊ก (วางท่า) กบฏ (ตามฉบับราชบัณฑิตยสถาน)(แต่บางฉบับ ‘กบฎ’ นี้ก็ความหมายเดียวกัน) กระปอดกระแปด กะบึงกะบอน กะหนุงกะหนิง (ตามฉบับราชบัณฑิตยสถาน)(แต่บางฉบับ ‘กระหนิงกระหนิง’ นี้ก็ความหมายเดียวกัน) กิจจะลักษณะ ขะมักเขม้น โครงเหล็ก ช็อก (หมดสติ) แดงก่ำ เดียดฉันท์ ทะนุถนอม ทิวทัศน์ เบรก ปรานี (ก. เอ็นดู, เผื่อแผ่) ปราณี (น. ผู้มีชีวิ […]
    • ตะวันส่องฉาย : เธอคงเป็นเหมือนกันใช่ไหม? พฤศจิกายน 1, 2009
      เธอคงเป็นเหมือนกันใช่ไหม..? นั่งในรถไฟฟ้า ไม่รู้เอาสายตาไว้ที่ใด ก็ก่อนนั้นเคยมีกันและกันใกล้ นั่งคุยกันไป..ตลอดทาง เธอคงเป็นเหมือนกันใช่ไหม..? แวะฟังดนตรีในสวนเมื่อตะวันจาง กลับไร้คนเคยนั่งข้าง ยิ่งฟังยิ่งอ้างว้างว้าเหว่ใจ เธอคงเป็นเหมือนกันใช่ไหม..? พลิกหนังสือทีละหน้า แต่สายตาไม่เห็นอะไร เพียงเพราะว่าคนซื้อให้ ไม่ได้อยู่ใกล้ ๆ อีกต่อไป เธอคงเป็นเหมือนกันใ […]
    • เรไรร่อนร้อง : หวังจะมีสักวันเธอหันมา ตุลาคม 31, 2009
      ๑๏ นาฏะอักษรานี้พี่ให้เจ้า ทุกค่ำเช้าครุ่นจิตพิสมัย เพียรแรมร่อนจรเร่ระเหไป ควะคว้างในครุวรรณสีทันดร ๒๏ หวังกอบเก็บเก็จวลีมาพลีให้ แทนดอกไม้ลัดดามาลย์หมั้นสมร ทุกเช้าค่ำร่ำเร่คเนจร เพียงอักษรพจนามาจำนรรจ์ ๓๏ แม้นหมายมั่นฉันจิตพิศวาส อย่านิราศอย่างเคยเลยจอมขวัญ ไม่เห็นนิดคิดค้อนเป็นค่อนวัน กระไรกันกรรมหลากหนอยากนาน ๔๏ แม้นคนดีมีใจให้สักนิด หมายปลงจิตปรานีไมตร […]
    • เรไรร่อนร้อง : ขอรักคืนมา ตุลาคม 28, 2009
      ขอ เรื่องหลังยังอยู่ไม่รู้ล่วง ขอ ลมลวงพัดเลยระเหยหาย ขอ หอมอวลอักษรามาโชยชาย ขอ แมกไม้มิตรภาพอาบใจจำ รัก ไมตรีมิจางอย่างวันเก่า รัก เรื่องราวหลากถ้วนล้วนยวนขำ รัก ถักสานถากรอยนั่งร้อยคำ รัก เรียงร่ายเริงร่ำระบำความ คืน ค่ำนี้เดือนมืดมาชืดช้ำ คืน เยือนย้ำย่ำใจให้เข็ดขาม คืน เงียบเหงาเศร้าอยู่ทุกครู่ยาม คืน เคลื่อนข้ามท่ามไหวในเอกา มา จำเรียงเพียงถ้อยละห้อยหว […]
    • Ano : ซำหม้อลงจอกระดาษ ตุลาคม 23, 2009
    • The Note Book : จดหมายถึงนักเขียน (โคตร) หนุ่ม ตุลาคม 19, 2009
      พี่ท่านขอรับ ช่วยตอบทีว่านานเท่าไรแล้วหลังจากจดหมายฉบับสุดท้ายสะบัดก้นจากตู้ prateep มาหล่นแหมะลงตู้ kratom แลกี่ครั้งแล้วที่เจ้าดิลล์มันรับจดหมายกลับหายเงียบฉี่ (ที่ไม่ใช่ไปฉี่) ใจนั้นใคร่เขียนอยู่ดอกขอรับ อยากเขียนจดหมายเป็นประจำอย่าง 'จดหมายจากนักเขียนหนุ่ม' ของท่านหนก อยากส่งจดหมายลายมือบอกท่านป้าวนิดาว่าหลานน้อยคนนี้ยังคิดถึง (แต่ก็เกรงท่านอ่า […]
    • เรไรร่อนร้อง : เราหาใช่กวีดอกที่รัก ตุลาคม 11, 2009
      ๏ ไม่มีบทกวีดอกที่รัก เราเพียงถักสานทอก่อไยฝัน เรื่อยอักษรเรียงถ้อยร้อยรำพัน ผ่านคืนวันเพียงพร่ำประคำกรอง ๏ ไยเรียกว่ากวีเล่าที่รัก เราประจักษ์โลกเปล่านั้นเศร้าหมอง เราเติมคำแทนร่ำน้ำตานอง แปลงเสียงร้องโศกสลดเป็นบทกลอน ๏ ใครเล่าคือกวีนะที่รัก เขาอุทิศใจภักดิ์ในอักษร เขายืนยันก้าวย่างหนทางจร เขาทุกข์ร้อนเมื่อโลกถูกไฟรุม ๏ เราหาใช่กวีดอกที่รัก เราเพียงนักร่ำระ […]
    • คลื่นวรรณกรรม : ๑๐๐ ปีเกิด ไม้ เมืองเดิม นักเขียนใจ "นักเลง" ตุลาคม 10, 2009
      บทความโดย พีรยา อัชฌา จาก ศิลปวัฒนธรรม วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 26 ฉบับที่ 09 ปี ๒๕๔๘ นี้นับเป็นปีสำคัญสำหรับวงวรรณกรรมไทย เนื่องจากเป็นวาระครบรอบ ๑๐๐ ปีเกิดของนักเขียนไทยหลายคนที่มีผลงานสำคัญฝากไว้เป็นมรดกทางวรรณศิลป์ของไทย หนึ่งในนักเขียนนี้คือไม้ เมืองเดิม อันเป็นนามปากกาของก้าน พึ่งบุญ ณ อยุธยา ผู้มีผลงานเรื่องสั้นและนวนิยายรวมกว่า ๓๐ เรื่อง๑ ที […]

ฝากไปกับสายลม : ชลัมพุ

98

หน้าร้านขายของชำมีท่าน้ำยาวสำหรับจอดเรือลูกค้า ป้ากลิ่นเจ้าของร้านเป็นหม้ายอยู่กับหลานสาว ป้ากลิ่นเล่าว่าสมัยลุงยังอยู่ ร้านของแกเป็นร้านอันดับหนึ่ง ท่าน้ำหน้าร้านไม่เคยร้างเรือ

กระทั่งมีถนนตัดข้ามคลองเชื่อมต่อไปพัทลุง ทุกอย่างเปลี่ยนไป เรือถูกเข็นขึ้นท่า ไม่ก็ลอยเค้เก้รั่วน้ำชุ่มตะไคร่ ผู้คนหันไปใช้มอร์เตอร์ไซค์เกิดร้านค้าใหม่ ๆ ขึ้นริมถนน

ร้านเคยคึกคักจอแจกลับกลายเงียบเหงา สินค้าในร้านแต่ก่อนเก่ายังคงขนัดคาตู้อยู่บนชั้นอย่างเซื่องซึม ด้วยความที่ซื้อสินค้าเข้าร้านเป็นเงินสด สินค้าเก่า ๆ ซึ่งไม่ได้รับความนิยมจึงยังคงยืนค้างอยู่มุมโน้นมุมนี้ จนคล้ายพิพิธภัณฑ์ของเก่าชวนชม ไม่ว่าจะเป็นตะเกียงเจ้าพายุ กังสดาลทองเหลืองลวดลายต่าง ๆ กระทั่งเตารีดทรงเรือใช้ถ่านไม้ยังวางห่อฝุ่นอยู่ในมุมลึกสุดของร้าน

ลุงป้าส่งเสียลูก ๆ ร่ำเรียนถึงฝั่ง ต่างทำงานทำการมีบ้านมีครอบครัวอยู่ในเมือง 

ป้ากลิ่นเล่าว่าลูก ๆ จะมารับไปอยู่ด้วยแต่แกไม่ยอมไป แกอยู่ของแกที่นี่มาตลอดชีวิต ร้านของชำสองห้องนี้ก็เหมือนตัวแก ตอนสาว ๆ ยังมีเรียวมีแรงลูกค้ามากมาย แต่เช้ายังไม่ทันเปิดร้านก็ยินเสียงเคาะประตู ย่ำค่ำปิดร้านแล้วยังไม่แคล้วต้องเปิดขาย รายรับที่ได้ก็ไม่ใช่ใช้ทำอะไร ส่งเสียพวกมันไปเรียนสูง ๆ ส่งไปจนแทบหมดเรี่ยวแรง ป้ากลิ่นว่า..ทั้งร้านและตัวแกแก่ชรามาด้วยกัน เป็นธรรมดาแก่เฒ่าแล้วใครจะมาสนใจ ก็ต้องอยู่เงียบ ๆ ไปอย่างนี้ ลุงตายที่นี่ แกก็จะตายที่นี่

รอเพรงก้าวขึ้นท่า ข้าพเจ้าจึงคล้องเชือกเรือไว้กับหัวเสา เสียงป้ากลิ่นร้องทักมาจากในร้าน

“พรือบ๋าวดิ๋น เอ่าไหร้มั้ง?” หมายถึงต้องการซื้ออะไรบ้าง ข้าพเจ้าตอบไปว่า

“จะหาผ้าถุงให้น้องเขาสักผืนครับป้า”

“ดาย..” ป้ากลิ่นพยักหน้าเดินไปทางตู้กระจกมีผ้าถุงวางซ้อนทับบนชั้น เพรงหันมองข้าพเจ้าแล้วก้าวเข้าไปในอวลเงาซึมเหงาของห้วงเวลาที่ถูกลืม

“เอาแบบเย็บถุงแล้วนะครับป้า” ข้าพเจ้าบอกป้าแล้วนั่งคอยที่เก้าอี้ไม้หน้าร้าน ป้ากลิ่นเดินออกมาถามไถ่

“พรื่อมั้ง..เห้นหว่าโรงงานหมั้นหม้ายยอมอีเปิดห้ายดาย”

“เปิดไม่ได้หรอกครับป้า” ข้าพเจ้าขยับให้ป้านั่งข้าง  “ตรงนั้นบุกรุกพื้นที่ชุ่มน้ำ ผมถ่ายรูปพร้อมรายละเอียดส่งให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว”

“พันพรื่อวังวังมั้งหน้าบ๋าวดิน..ได้ยินหว่าหมั้นอีเอ๋าเหรื่องโหมลแก๋นนำ” ป้าบอกให้ระวังตัวไว้บ้าง

“ครับ..ขอบคุณครับป้า”

“ได้แล้วค่ะ” เพรงถือผ้าโสร่งปาเต๊ะเดินออกมา

“เท่าไรครับป้า?”

“หร่อยหยี่สิ้บ”

“เท่าไหร่นะคะ?” เพรงถาม ข้าพเจ้าล้วงมือในย่าม “ร้อยยี่สิบ” แต่ไม่ทันเพรง

“ค้อบใจหน้าหล้านสาว” ป้ากลิ่นกล่าวขอบใจ เพรงยิ้มแบบที่ข้าพเจ้าไม่แน่ใจว่าความรู้สึกเช่นไรจึงสามารถบันดาลมุมยิ้มเยี่ยงนั้น

“แควนเห้อบ๋าวดิ๋น?”

ข้าพเจ้าอึ้ง บอกไปว่าไม่ใช่ใจหาได้ต้องการกล่าวเช่นนั้น บอกว่าใช่ก็ไม่ถูกต้อง ข้าพเจ้าได้แต่ยิ้ม ทั้งรู้ว่ายิ้มก็เป็นคำตอบชนิดหนึ่ง แต่นั่นเป็นคำตอบตรงใจข้าพเจ้าที่สุดแล้ว

“หยูกันนานนานหน้าบ๋าวดิ๋น”

“ครับ ขอบคุณครับป้า” ข้าพเจ้าลาป้าเดินนำเพรงมาลงเรือ

“ป้าว่าอะไรเหรอพี่ดิน?”

“ปล่าว..ไม่มีอะไรครับ แกให้พรตามประสาคนแก่” ปลดเชือกจากหัวเสาแล้วยึดเรือมั่นไว้  เพรงแหย่ขาลงเรือด้วยท่าเดิม เรือพายพลอยสั่นไปตามขาของเพรง นั่งลงประจำที่เสร็จเธอหันมาส่งยิ้มเจื่อน

“ป้าแกลืมใส่ถุง”

“คนที่นี่เขารู้กันครับพี่ซื้อของไม่เอาถุงก๊อปแก๊ป”

ข้าพเจ้าผลักเรือออกจากท่า เราพายไปช้า ๆ ไม่นานก็ถึงปากคลอง แต่คลื่นทะเลสาบลูกใหญ่  จึงต้องล้มเลิกแผนพายเรือเลาะชายฝั่งอย่างน่าเสียดาย

เราจอดเรือกินกลางวันใต้เงาไม้ใหญ่ปากคลอง จากนั้นจึงขึ้นไปเดินเล่นชมทิวทัศน์ทะเลสาบที่วัดปากบาง บ่ายคล้อยจึงพายกลับ

ถึงบ้านเรือตะวันเริ่มอ่อนแรง เงาไม้ทอดยาวข้ามฝั่งคลอง เพรงเห่อผ้าถุงนุ่งทับกางเกงเลเดินขึ้นลงเรือโดยข้าพเจ้าไม่ต้องช่วงพยุง เธอวุ่นถามหานู่นนี่พักใหญ่ “มีฆ้อนไหมคะ?” “ตะปูล่ะ!?” “แผ่นไม้?” “มีเชือกไหม?”

ข้าพเจ้าพลอยวุ่นหาข้าวของให้เธอไปด้วย ครั้นเพรงไม่เรียกหาสิ่งใดแล้วจึงบอกเธอว่า

“พี่จะไปเอาผักที่แปลงลุงเพิ่ม เพรงคอยอยู่นี่สักพักนะ”

เพรงพยักหน้า “พี่อย่าไปนานนะ..เพรงกลัว”

“ครับ” จากนั้นข้าพเจ้าปั่นจักรยานไปซื้อผักลุงเพิ่มซึ่งอยู่ใกล้กัน ลุงเพิ่มบอกข่าวเรื่องโรงงานเหมือนป้ากลิ่นได้ยินมา  ข้าพเจ้าไม่อาจอยู่คุยนานเพราะเป็นห่วงเพรงจึงรีบลากลับ ได้ผักบุ้งสดมากำใหญ่ ยังไม่ถึงเรือยินเสียงตอกตะปูแต่ไกล

เพรงนุ่งผ้าถุงดูอย่างไรไม่เหมือนสาวชาวบ้านไปได้เพราะผิวขาวผิดหญิงสาวละแวกนี้  เธอก้มหน้าก้มตาตอกแผ่นไม้ตรงหน้า ลอนผมผูกรวบเริ่มร่วงลุ่ย ข้าพเจ้าจอดจักรยานเอ่ยถาม

“ทำอะไรครับ?”

“ไม่บอก”

ข้าพเจ้าเสเดินเฉียดเข้าไปดู เพรงรีบจับแผ่นไม้พลิกคว่ำ ข้าพเจ้าจึงเดินเลยไปท้ายเรือ ปอกกระเทียมเตรียมผัดผักบุ้งตำน้ำพริกสำหรับมื้อเย็น เสียงตอกตะปูยังดังเป็นระยะ

“เก่งจัง..ตอกตะปูเป็นด้วย”

“เพรงเคยออกค่ายสร้างอาคารเรียนให้เด็ก ๆ มาแล้วนะ” เธอบอกเสียงสดใสส่ำเสียงฆ้อนสัมผัสหัวตะปู

เช่นนี้เอง..จิตสำนึกเราจึงสนิทสนมราวถูกหลอมจากเบ้าเดียว หัวใจอุทิศตนให้สังคมนั้นประดุจเมล็ดพืช  จะต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมเหมาะสมจึงแตกต้นอ่อนออกมาหยัดยืนบนผิวโลก มิฉะนั้นก็จะคงสภาพเมล็ดแห้งอยู่เช่นนั้น กระทั่งบางเมล็ดถูกแมลงกัดแทะจนเสียหาย ไม่อาจงอกงามได้อีกเลย กลายเป็นคนที่มีแต่หัวใจเห็นแก่ตัว ทำทุกอย่างเพื่อตนเองไม่สนว่าหลังละสังขารกลายสภาพคืนสู่ดินสู่น้ำแล้วทิ้งผลร้ายไว้ให้คนรุ่นหลังให้โลกที่เคยอาศัยอย่างไรบ้าง

สักพักได้ยินเสียงเพรงร้องเรียกข้าพเจ้าจึงโหนตัวไปหน้าเรือ

เพรงยืนยิ้มยิงฟันขาว ผมเผ้ายุ่งเหยิง

“เพรงตั้งชื่อให้เรือของพี่แล้ว” เธอชี้มือ

“เหรอ..” ข้าพเจ้าหันมองไปทางหน้าเก๋ง มีแผ่นไม้ห้อยจากขื่อหลังคา เพรงตอกเชือกขดไปมาเป็นตัวอักษร ‘บ้านชลัมพุ’ ข้าพเจ้ารำพึง

“ชลัมพุ”

“ชอบไหม?” เพรงขยับยืนข้างกาย “แปลว่าน้ำ”

นาทีนั้นข้าพเจ้านึกอยากกระทำบางสิ่งที่จิตใจบอกว่าไม่ควร ความขัดแย้งเช่นนี้สะกดกายให้นิ่งชาเสียราวไม่รู้สึกรู้สา อยากบอกให้รู้ว่าข้าพเจ้าตื้นตันเพียงใด  ปริศนาซึ่งข้าพเจ้าเสาะหาคำตอบมานาน ไยข้าพเจ้าจึงคล้ายเลื่อนลอยเหมือนคนไม่มีบ้าน ไม่มีความผูกพันกับที่อยู่อาศัย เห็นร่างกายเป็นบ้านอยู่ที่ใดบ้านก็อยู่นั่น เป็นเพราะข้าพเจ้าไม่เคยตระหนักถึงการพึงพาระหว่างกัน บ้านช่วยคุ้มแดดฝน ผู้อาศัยช่วยซ่อมแซมดูแล ทั้งสองเป็นของกันและกัน การตั้งชื่อคืนชีวิตให้บ้านในหัวใจข้าพเจ้า..

“ไม่ชอบเหรอ..?” แว่วเสียงค่อยอยู่ข้างกาย  ข้าพเจ้ากล่าวโดยริมฝีปากแทบไม่ขยับ

“ขอบคุณครับ”

ที่อยู่อาศัยของข้าพเจ้าเป็นเพียงเพิงกันแดดลม ไม่เคยคิดเอาใจใส่ไปกว่าดูแลความสะอาด รักษาสภาพคงเดิม ไม่เคยมีข้าวของตกแต่งอื่นใดนอกเหนือไปจากต้องใช้งาน นาทีนั้นเรือลำน้อยไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป  กลายเป็นเรือที่มีชีวิตมีลมหายใจ และมีชื่อแล้ว..ชลัมพุ..เพรงยิ้มยกแขนขึ้นปัดปอยผม

“บ้านของพี่ชื่อชลัมพุ..”

“ไม่ใช่ครับ…” ข้าพเจ้าขัด เพรงหันมอง ดวงตาคมใสจ้องข้าพเจ้านิ่ง ถ้อยคำแผ่วเบาโบยบินคล้ายพิราบขาวโผออกจากกรง “..บ้านของเรา”

ความรู้สึกซึ่งไม่อาจฝืนต้านฉุดมือข้าพเจ้าโอบเธอ เหมือนเด็กหญิงตัวน้อยในอ้อมแขนพี่ชาย เพรงอิงศีรษะข้างกาย ริ้วแห่งความนิ่งงันพลิ้วไหวอยู่บนแผ่นป้าย ข้าพเจ้ามีคำพูดมากมายอยากกล่าวออกไป  กลับยินเพียง “ขอบคุณครับ..” 

OOO
(มีต่อ)
Picture : ห้องภาพหนอน

40 Responses

  1. จบตอนนี้ไม่สวยขอรับ
    เพรงน่าจะ ขัดขืนเล็ก ๆ ก่อนนิดหน่อย
    ดินชะงักมือกลับ
    ทั้งคู่ประสานสายตา
    รับรู้ความรู้สึก กันและกัน

    และแยกย้ายไปตามที่ทางของตน

    เอิ๊กๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
    แวะมาเย้าขอรับ

  2. ก็มันไม่ทันใจข้าพเจ้านี่นา
    ท่านป๋าล่ะก็..
    .
    ว่าจะเขียนแค่สักสิบห้าตอนเต็มที่
    ป่านฉะนี้ลากมายืดจะเข้าสงกรานต์ซะแว้วว
    ข้าพเจ้าต้องจบซะก่อนสงกรานต์(ให้ได้)
    ไม่งั้นสาดน้ำไม่สนุก (เอ่อ..เมานะทั่น!)
    .
    คารวะ

  3. เรียนท่านดินที่เคารพฮัก

    ช่วงที่บ่าวดินบอกว่าร้านค้าที่นี่รู้พี่ไม่เอาถุงก๊อปแก๊ปนั้น
    สาวเพรงมิหันมายิ้มกว้างด้วยความประทับใจในตัวท่านหน่อยหรือ
    เป็นการปูไปยังช่วงท้ายของเรื่องด้วยไงท่าน

    ส่วนตอนจบของตอน “ชลัมพุ” นั้นข้าเจ้าขอแยกเป็นสองกรณี
    ในฐานะที่เคยผ่านประสบการณ์การตั้งชื่อบ้านให้พี่บ่าวมาแล้ว (ฮา)

    กรณีแรก…เป็นดังเช่นคำป๋าไอซ์ สาวเพรงเธอน่าจะมีขัดเขินเอียงอายบ้างหนา
    ขัดเขินเล็กๆ มากกว่าจะยอมซบหน้าเข้ากับบ่าวดินคล้ายสิโรราบเช่นนี้

    กรณีหลัง…หากสาวเพรงมีใจให้บ่าวดินนั้น การทำป้ายชื่อบ้านคงทำเพราะอยากทำ
    อย่าลืมหนาสาวเพรงนี่หลายครั้งความคิดเธอเหมือนเด็กหญิง
    ข้าเจ้าว่าเธอคงทำโดยมิได้คาดหวังว่าจะได้รับอะไร
    เพราะงั้นการที่บ่าวดินปลื้มใจขนาดโอบกอดเธอนั้น
    เธอคงตะลึงสักระยะ ส่งผลให้ร่างกายแข็งขัดขืนมากกว่าจะโอนอ่อนเข้าไปอยู่ในอ้อมแขนนั้น
    และเธอคงซุกหน้าลงอย่างเขินอายที่ตัวบ่าวดิน
    มากกว่าจักเพียงเอียงศรีษะอิงนะท่านหนา

    ข้าเจ้าเพียงเขียนในฐานะความรู้สึกของคนอ่านที่เป็นหญิงสาว
    คือมันตะขิดตะขวงใจไม่เบาหนาว่าเหตุใดสาวเพรงเธอจึงเอียงซบบ่าวดินง่ายดายปานฉะนี้

    ควรมิควรแล้วแต่ท่านจักนำพา

    ด้วยมิตรภาพ

  4. โอ่..โอเค..โอเค..
    มีผู้รู้เห็นตรงกันเช่นนี้ต้องยอมสิโรราบหนา
    ตาหลังจะเฝ้าเตือนตน ‘เอ็งอย่าเอาแต่คร้านเขียนจะเร่งให้จบสบใจไปเสียไวไวเป็นบ๊ะหมี่สำเร็จรูปเช่นนั้น’
    .
    จริงดังสองท่านกล่าวแลหนา
    .
    ตอนถุงก๊อปแก๊ปนั่น สาวเพรงหันมายิ้ม(ในกะโหลกผู้น้อย)จริง ๆ นั่นแหละ แต่ผู้น้อยทะลึ่งคร้านเขียนหนา ตัดฉับเสียอย่างนั้น ดั่งที่เห็นบรรยายอีกสองสามคำกลับเรือเลย..
    .
    ครั้นถึงจังหวะจบ จึ่งเป็นไปดังสองท่านเมตตากรุณามุทิตาแลอุเบกขาตักเตือนมา ผู้น้อยจะก้มหน้าก้มตาปรับปรุงแก้ไข
    .
    ความอันสองท่านกล่าวเตือนนับว่าสมควรแล้วหนา ผู้น้อยมีหรือจักบังอาจมิคิดนำพา
    .
    ด้วยเพชราภาพ

  5. แก้ข่าวหนา..
    .
    “สาวเพรงมิหันมายิ้มกว้างด้วยความประทับใจในตัวท่านหน่อยหรือ”
    .
    ใช้สรรพนามบุรุษที่สองว่าท่าน อาจหมายถึงตัวบักหำน้อยอันเป็นผู้เขียนเอาได้หนา ซึ่งความจริงแล้วนายดินนั่นหาใช่บักหำน้อยเลยหนา บักดินหล่อน้อยกว่าบักหำนิดสส์หน่อยหนา
    .
    ด้วยอรัญญาภาพ

  6. สวัสดีขอรับท่านพี่ดิน

    ไม่รู้เป็นอะไรผมอ่านเรื่องนี้แล้วกลับคิดถึงนพพรกับคุณหญิง
    กีรติในข้างหลังภาพทั้งๆที่เนื้อเรื่องก็ไม่เกี่ยวกันเลยแปลกจริงๆ

    ในความคิดเห็นของแฟนขับอย่างกระผมคิดว่าเพรงดูเหมือน
    เป็นผู้หญิงในจินตนาการของนายดินมากกว่ามีอยู่จริงๆ

    บางทีพี่ท่านอาจจะต้องรื้อภาพเก่าๆ
    รำลึกถึงใครสักคนเป็นต้นแบบเพื่อเติมชีวิตจิตใจให้เพรง
    นะขอรับ
    ด้วยมิตรภาพ หนอนน้อยแอนนี่

  7. แก้ไข แก้ไข… กระผมจะเขียนว่าเพื่อเติมชีวิตจิตใจให้เพรง
    นะขอรับ… พิมพ์ผิดครับขอประทานอภัย

  8. โอ..ท่านน้องหนอนน้อยแอนนี่ที่น่ารัก
    การที่ท่านกล่าวว่าตัวอักษรมอซอนี้บังอาจจูงมือถือแขนท่านรำลึกถึงนกน้อยผู้ถูกศรร้ายปักอกตะกายบินมาตายตรงหน้าตักนั่นแล้ว
    .
    ยิ่งเป็นการเตือนให้ผู้น้อยจงเอาจิตเอาใจใส่การเขียนให้จงดี อย่าได้ปล่อยคร้านกระทำเพียงหยาบใจเกาะกุมรจนะวิสัยไปเสียเช่นนี้
    .
    หากแต่คำแนะนำรื้อภาพเก่าหวังเติมชีวิตจิตใจสาวเพรงนั้นจนด้วยเกล้าเสียแล้วท่านน้องหนอนน้อยแอนนี่ที่นับถือ
    .
    จะมีภาพใดเล่าค้างคาอยู่ในหัวใจซังกาบ๊วยดวงนี้ ครั้นคิดออกไปหาสาวเพรงเป็น ๆ มาปลุกละห้อยไห้หวนคะนึงหา ก็เกรงจนปัญญา ก่อปัญหาปวดกบาลในภายหลังดังเรียนท่านก่อนหน้า
    .
    เมื่อเป็นดังนี้เสียแล้ว เห็นที่น้องท่านหนอนน้อยแอนนี้คงต้องฝืนผจญสาวเพรงแบบลอย ๆ เหมือนวิญญาณเคลื่อนคล้อยลอยไปมา ดั่งแม่เพลงแม่เอยของเราที่กำลังสวมบทแม่นาคภาคการ์ตูน ล่องลอยบล็อกสหายอยู่เพลานี้แล..พ่อเอย
    .
    ด้วยสมบัติภาพ

  9. ความรักเป็นสิ่งดีขอรับ
    แต่ผมคงมองแบบคนมองโลกแง่ร้าย
    กลัวว่านายดินของผมจะผิดหวัง
    ก็นู๋เพรงเธอน่ารักออกขนาดนั้น
    ดูซิ ท่านพี่ยังเขียนไม่ทันจบผมก็คิดไปเรื่อยเปื่อย
    แต่อ่านแล้วรู้สึกอย่างไรก็บอกกันซื่อๆ
    เป็นอีกความคิดเห็นหนึ่ง
    ขอบพระคุณที่พี่ท่านใส่ใจ
    จะอี้ก็ต้องรออ่านกันไปตลอดแล้ว
    ปล.นี่แหละครับแฟนคลับอยากให้ตัวละครเป็นอย่างนั้นอย่างนี้
    เพราะตัวเองไม่ได้เขียนเอง 5555 อย่าถือสาเลยขอรับ
    กระผมก็ลอยไปลอยมาอยู่แถวนี้เพราะชอบอ่านจริงๆครับ

  10. ท่านดินเจ้าคะ…

    ก่อนอื่นขออภัยที่เขียนผิดดังท่านทักท้วง

    คำรับการเตือนจากมิตรสหายของท่าน ทำให้ข้าเจ้าแทบอยากเขกกะโหลกตนนัก
    ด้วยข้าเจ้าก็ใช่ย่อย ผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่ากับความคิดตนที่คิดว่าตนรู้แล้ว ทว่ามินำพาให้คนอ่านรู้ไปด้วย
    ดังคำท่านประทีปแลท่านเตือนซ้ำถึงสองครานั้นหนา
    จะอี้แล้วยังมีน้ำหน้ามาบอกว่าท่านพลาดอีก
    ช่างมิเจียมตนเสียบ้างเลย อย่าท่าน…มิต้องห้ามดอก
    ข้าเจ้าจักได้พึงสำเนียกในข้อพลาดของตนและพึงระลึกให้ได้เสมอยามเขียนตอนใหม่

    ข้าเจ้ากำลังมองว่าการใช้สรรพนามบุรุษที่หนึ่งของท่านและข้าเจ้านั้น
    มันกำลังสร้างปัญหาให้ซะแล้ว
    กับท่านนั้นมุมมองอันผ่านโลกจำกัดด้วยสายตาบ่าวดิน
    ส่งผลให้สาวเพรงยังคงล่องลอยเช่นวิญญาณข้าเจ้าขณะนี้
    ส่วนข้าเจ้า การพยายามมุ่งเล่ารายละเอียดของเหตุการณ์ทำให้ข้าเจ้าหลุดเป็นระยะ ดังคำเตือนของท่านเช่นกัน

    มิรู้ท่านคิดเห็นเช่นใด

    ในขณะที่ข้าเจ้าเริ่มกังวลใจ

    หนึ่งคือนึกถึงคำบอกของพ่อดาวกวียามอ่าน “กล่องไปรษณีย์สีแดง” ทั้งที่มิรู้ว่าคนเขียนเรียนภูมิศาสตร์หาใช่วิจิตรศิลป์ดังตัวละคร พ่อดาวกวีก็บอกข้าเจ้าในทันทีว่า “มันไม่ใช่ ภาพของไข่ย้อยนั่นมันช่างบางเบา ไม่มีความหนักความแน่นในแบบของคนที่เรียนศิลปะ”

    โอ…อันตายยิ่งนักท่านสำหรับการเจอนักอ่านฮาร์ดคอร์เช่นนี้
    เช่นดังน้องจายอนาคิน ที่อ่านภาพชีวิตของคุณหญิงกีรติและนพพรมาแล้ว

    แต่นั่นล่ะท่าน…นับเป็นเรื่องที่น่าดีใจนักเช่นกัน

    เสมือนได้คอมเม้นท์เตเตอร์ผู้เก่งแลฉกาจในสนามการอ่านเป็นยิ่งนัก

    อันส่งผลให้ทั้งท่านและข้าเจ้าสามารถเดินก้าวไปได้เร็วขึ้นและหนักแน่นขึ้น

    . . .

    อา…ความกังวลใจติดตามมา
    ข้าเจ้าหมายถึงการหาระยะพอดีในการเขียนในมุมมองปัจเจกน่ะท่าน

    ป้อดาวกวีก็ป้อดาวกวีเต๊อะ ต่อให้สิงสถิตย์ยังไงหากยังมิคลายความกังวล
    ท่าทางการเขียนคงชะงักงัน

    ท่านประทีป…มิตรแก้วของเราอยู่ไหนนี่ ท่าทางจะสนุกกับการขายหนังสือน่าดู (ฮา)
    เห็นทีต้องจุดธูปส่งน้องแมวไปขอคำปรึกษาละกระมัง
    หากภายในวันสองวันนี้ยังมิอาจแก้ไขความกังวลดังกล่าวได้

    อา…ขอไปหาหนังสือสักเล่มสองเล่มที่เล่าเรื่องในนามบุรุษที่หนึ่งอ่านเพื่อไขความกังวลใจเสียหน่อยหนาท่านดินที่เคารพ

    กาแฟยามบ่ายด้วยกันไหมท่านดิน

  11. แก้คำผิด

    อันตาย เป็น อันตราย

    และเพิ่มเติมในส่วนของกิริยาสาวเพรงจังหวะที่ถูกโอบแล้วซบบ่าวดิน
    มันทำให้ข้าเจ้านึกถึงยามโอบไหล่แม่หลานสาวตัวน้อยไว้ แล้วแม่หนูเอียงคอซบเป็นยิ่งนัก
    ซึ่งเป็นกิริยาคนละแบบของเด็กหญิง หากคนโอบเธอนั้นเป็นสุดตี้ฮักของข้าเจ้า
    ด้วยแม่หนูเคยพูดว่า โตขึ้นจะมีแฟนแบบอ้ายบ่าวของข้าเจ้า

    เล่าๆ ให้ฟังเฉยๆ น่ะท่าน

    น้องจายอนาคินครับ อย่าเพิ่งเบื่ออ่านกันก่อนนะคร้าบบบบบบบบบบบ

    แว้บบบบบบบบบบบบบบบบ

    หนนี้หายตัวไปจริงๆ ละ

  12. ได้เลย!..กาแฟเบรคสวัสดิ์ขอรับ (ยังคิดจะออกไปซดเบอร์ดี้ อยากตัวลอยอย่างนั้นอีกครามครัน 555)
    .
    แม่เพลงแม่เอยตี้ฮัก
    .
    รู้ไหม.?
    การตี้ท่านหนอนน้อยแอนนี่บอกว่าสาวเพรงเบานั้นถูกต้องแล้ว(นับว่ามาถูกทางแล้ว) เพราะการเล่าโดยใช้สรรพนามบุรุษที่หนึ่งนั้นก็ด้วยเจตจำนงนี้ เพียงผู้เดียวที่เด่นชัดคือคนเล่า คนที่เหลือ เหตุการณ์แวดล้อมล้วนพร่าพราง เพื่อจะเฉลยในตอนท้าย ๆ (เดอะ รีดเดอร์ ใช้สรรพนามบุรุษที่หนึ่งเล่าอย่างร้ายกาจ เรื่องไม่มีอะไรตื่นเต้นเลยท่าน แต่หมกความลับไว้จนถึงขีดสุดแล้วค่อยเฉลย เล่นเอาน้ำตาเต่าไหลซึมเจียวแม่)
    .
    ท่านอยู่ใกล้ชิดฮาร์ดคอร์มามาก ข้อดีคือทำให้ท่านมีต้นทุนสูง แต่ข้อเสียก็มีอยู่ขอรับ
    .
    ความเห็นสูงส่งเหล่านั้นจะทำให้นิ้วเป็นตะคริว!
    .
    กลายเป็นวิตกกังวล ซึ่งอันที่จริงไม่เกี่ยวกัน!
    .
    แค่ดำเนินเรื่องไปให้จบ!
    .
    ความเห็นสูงส่งมักเข้าลึกในเรื่องความหนักเบาของตัวละคร, ความสมจริงของเรื่อง, ความสอดรับประสานกันแต่ต้นจนจบ,การดำเนินเรื่องที่ซับซ้อน,นัยยะที่ซ่อนเร้น ฯลฯ
    .
    ทั้งหมดไม่เกี่ยวข้องกับตอนเขียนเลยขอรับ (เป็นความเห็นส่วนตัวโดยแท้)
    .
    เราเพียงเขียนไปตามธรรมชาติ เท่าที่ทักษะปัจจุบันพึงมี เขียนตะลุยไปข้างหน้าอย่าให้ความวิตกกังวล ความสับสนไล่ทัน
    .
    ต่อเมื่อจบแล้ว จึงหันมาพิเคราะห์ต่าง ๆ ที่ว่า ตะล่อมทุกอย่างให้เข้าที่เข้าทาง ตัวละครใดเบาก็แค่ถ่วงก้อนหินเพิ่ม(พูดเล่น) ใส่รายละเอียดใส่บทเพิ่มเข้าไป, ฉากไม่เกี่ยวกับเรื่องตัดออก,กระทั่งยังเพิ่มแก๊กเล็ก ๆ หยอดไว้ให้งงแล้วค่อยเฉลยตอนจบก็ยังได้!(อันนี้เจเคชอบเล่นในแฮรี่ฯ)
    .
    หลายคนเขียนไม่จบเพราะมัวพะวงโน่นนี่ระหว่างเขียน (ที่ร้ายสุดคือกลัวมันไม่ดี)
    .
    เห็นใช่ไหมขอรับ?
    .
    ประเด็นคือ เขียนให้จบ!
    .
    การแลกเปลี่ยนความเห็นระหว่างเขียนของเราจึงไม่เข้าลึก แต่จะช่วยกันปัดกวาดเฉพาะพื้นผิว เพื่อที่ว่าเมื่อจบเรื่องจะได้ไม่กวาดกันหูหัวฟู(พี่ท่านประทีปะกระทำตัวอย่างไว้ให้)(อืมม์ ป่านฉะนี้คงเคราเหลืองอยู่งานหนังสือเดี๋ยวแวะไปให้กำลังใจเสียหน่อย!)
    .
    ซดกาแฟเสียหน่อยขอรับ…ซู้ดดดด
    .
    ด้วยภาวนาภาพ

  13. สงสัย (ข้องใจนิด)

    เวลาดิน พูดกับป้า ไม่แหล่งใต้? ขอรับ

  14. อืม…. ต้องย้อนไปอ่านแต่แรก 555

  15. แบบว่านายดินมันแหลงใต้ไม่เป็นขะรับ
    น่าจะเป็นอย่างนั้นนะพี่ท่าน
    แต่เรื่องจริงคือว่า–
    .
    ผู้น้อยกลุ้มกบาลไม่รู้จะทำประการใดให้คนไม่คุ้นภาษาใต้อ่านรู้เรื่องน่ะขะรับ
    .
    ใส่บทบรรยายแปลให้ทุกท้ายบทพูดรึ?
    หรือใส่วงเล็บคำแปลไว้?
    หรือซาวแทร็คไปเลยไม่ต้องแปล?
    .
    ข้าพเจ้านั่งมึนอยู่สองตลบกับอีกครึ่งตะหลุบ
    ตัดสินใจไม่ลงไม่รู้ทำไง
    .
    เลยเอาคำโต้ตอบจากนายดินที่เป็นภาษากลาง สื่อความหมายถ้อยคำภาษาใต้ของป้ากลิ่นโดยไม่ต้องแปลทุกคำ
    .
    พี่ท่านถามประเด็นนี้ก็ดีแล้ว ถามกลับเสียเลย
    ธรรมเนียมปฏิบัติสำหรับภาษาถิ่นเช่นนี้เขากระทำอย่างไรฤาขะรับพี่ท่าน?
    .
    สหายพี่สาม : ท่านหายตุ๋ยไปเลย การงานยังรัดตัวหรือไรขะรับ?
    .
    ขออนุญาตปิดร้านแต่เย็นขะรับทุกท่าน ค่ำวานสหายโผล่มาจากต่างจังหวัด โม้กันยันตีสาม วันนี้ทั้งวันสะโหลเต็มที
    .
    อ้อ! อีกอย่างขะรับพี่ท่าน
    .
    วันพรุ่งข้าพเจ้าไปเยี่ยมยาย จึงไม่อาจโผล่หน้าทักทายสวัสดีวันอาทิตย์
    แล้วเจอกัลล์วันมะรืนขะรับทุกท่าน
    .
    คารวะ
    -เด็กเฝ้าร้านสะโหลสะเหล-

  16. ถ้าท่านพี่อ่านงานของน้า’รงค์ ในมติชนมาบ้าง ก็จะเห็น

    ท่านคำเมืองหมด ในบทสนทนา อีกทั้งแปลเป็นกลางน้อยเต็มทน

    ผมเองอ่านเข้าใจบ้าง ไม่เข้าใจบ้าง แต่โดยรวมแล้ว เนื้อหามันยจะชวนให้เข้าใจได้เอง โดยคลำ ๆ ว่า เขาพูดถึงอะไร

    อีกทางหนึ่ง พี่ท่านใช้ตัวละครพูดภาษากลางแต่ติดสำเนียงใต้ คงเข้าทีอยู่หรอก เช่น คนสุพรรณพูดกลางแต่ติดเสียงเหน่อ

    “ไอ้หม่า เอ็งไปทำอะไหลมา”

    ทำนองนั้นนะขอรับ

    หรือคนจีนพูดไทยไม่ชัดเจน

    “อาหลาย ลื้อจาปายทำอารายอาทัย”

    อาทัยนี่ มาจากเรื่อง พันธุ์หมาบ้าขอรับ

    ลองจับให้ป้าพูดกลางแต่ติดสำเนียงใต้ โดยไม่ต้องใช้คำที่เป็นภาษาถิ่นทั้งหมด

    ผมเสนอน่ะขะรับ จะได้ไม่ต้องมานั่งอธิบายแปลเป็นกลางให้เสียอรรถรส

    ขอให้พี่ท่านอิ่มบุญขะรับ

    ด้วยจิตคารวะ

  17. ฝากไว้ให้ท่านดินบังเอิญเคยสนทนาในเรื่องนี้

    ในฐานะคนอ่าน ครั้งหนึ่งที่อ่านเรื่องสั้นในนิตยสารการเมืองรายสัปดาห์
    ตัวละครแล่งใต้ สร้างความไม่เข้าใจและรู้สึกว่าจังหวะมันสะดุดยิ่งนัก

    ในฐานะคนที่นั่งอยู่ในวงสทนา ข้าเจ้าถามว่า…ถ้าใช้ภาษาถิ่น คนอ่านก็ไม่รู้เรื่องน่ะสิ
    พี่คนหนึ่งบอกข้าเจ้าว่า…นักเขียนมีหน้าที่เขียน หน้าที่นั้นยกให้นักแปลเค้าไป

    หากข้าเจ้ามานึกๆ ดู มันจะเป็นไปได้ไหมในการสนทนาภาษาถิ่นนั้น หลังประโยคสนทนาจะมีการอรรถาธิบายเพิ่มเติม

    ดังเช่นที่ท่านดินเขียนไว้แล้ว

    .

    “พรือบ๋าวดิ๋น เอ่าไหร้มั้ง?” หมายถึงต้องการซื้ออะไรบ้าง

    .

    ถ้าคำตอบเป็นภาษาใต้แล้วอธิบายแบบย่อต่อท้ายล่ะท่าน

    หรือไม่ก็แบบท่านประทีปว่าคือพูดกลางแต่คงสำเนียงไว้

    เพราะยามที่ป้อดาวกวีของข้าเจ้า เปิ้นอู้กับมิตรแถวบ้าน เปิ้นก็แล่งใต้ ปล่อยให้ข้าเจ้ายืนงงไม่เข้าใจ
    แต่เห็นหน้าแบบหมาสงสัยป้อดาวกวีก็อดไม่ได้ที่จะอธิบายให้ฟังเอง

    อา…สองวันมานี่ข้าเจ้าเหนื่อยนัก รู้สึกว่าร่างกายเพลียสะสมชอบกล

    ขอนอนเร็วสักหนึ่งคืนล่ะท่านดิน

    ด้วยมิตรสวัสดิภาพ

  18. อา คิดได้อีกทาง

    ท่นพี่อาจเพิ่มบทให้เพรง ทำหน้าสงสัย แล้วท่านก็แปลเป็นภาษากลางเสียเลย

    เช่น

    “…ภาษาถิ่น…”

    เพรงมองหน้าดินเหมือนไม่เข้าใจในสิ่งที่ป้าพูด

    “ป้าแกชวนกินข้าวน่ะเพรง” ดินบอกและยิ้ม ๆ

    เพรงร้องอ้อ ยินดีรับคำเพราะหิวจนตาลายแล้ว นายดินี่ซื่อบื้อจริง ๆ ไมรู้ว่าสาวนั้นหิวแทบขาดใจ

    ทำนองนี้น่ะขรับ แต่…อย่าใช้มันทั้งเรื่อง สลับกันบ้าง แล้วแต่ตามสมควรเถิด

    พรือม้าย…

    พรือ หมายความถึงอะหยังอ้าย?

  19. อ้อ สำหรับผม ในฐานะนอ่าน ผมไม่ชอบ การที่ต้องมาแปลความหลังประโยคคำพูด

    มันหงุดหงิดขอรับ!!!

  20. แล้วระหว่างหงุดหงิดเพราะมีการแปลต่อท้ายประโยคกับหงุดหงิดเพราะอ่านไม่รู้ความหมายล่ะท่านประทีป อย่างไหนชวนหงุดหงิดมากกว่ากัน!?!

    มันไม่จำเป็นก็ได้ใช่ไหมหากเราจะต่อท้ายประโยคด้วยการแปลความ
    หากบทบรรยายกิริยา ท่าทาง ภาพมวลอากาศ ณ ขณะนั้น น่าจะพอช่วยให้คนอ่านถอดความหมายของคำพูดอันเป็นภาษาถิ่นพอกล้อมแกล้มไปได้บ้าง

    ซึ่งมันน่าจะดีกว่าการมาใส่เชิงอรรถหลังจบเรื่อง

    ข้าเจ้าไม่ใคร่แน่ใจนักว่าอ่านเรื่องสั้นเรื่องไหนของพี่เป้-ชาติวุฒิ ปรากฎว่าเชิงอรรถนั้นปาไปเกือบครึ่งหน้ากระดาษหนังสือ
    เจอแบบนี้นอกจากจะเสียอรรถรสชาติในการอ่านแล้วไซร้ ยังชวนให้หงุดหงิดใจ ที่แถมพ่วงท้ายด้วยกิริยาอาการบ่น “พี่แกจะตะบี้ตะบันใส่เชิงรรถทำไมนักหนาวะเนี่ย คิดว่าคนอ่านโง่ขนาดต้องมานั่งถอดความในเครื่องหมาย ___* กันเลยรึไงวะ” (ขออภัยท่านดินที่ต้องหยาบคาย)

    ท่านดินเจ้าคะ…อิ่มบุญขนาดลุกขึ้นมาเปิดร้านไม่ไหวเลยหรือเจ้าคะ

    เอิ๊กกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก

    ด้วยสันติภาพ
    ขอสันติภาพจงสถิตในใจท่าน

    ปล.กันไว้ก่อนท่านดินที่เคารพรัก เกรงลูกค้าท่านเข้ามาได้ยลเสียงอักษราท่านประทีปแลข้าเจ้าจักคิดว่าเราก่อสงคราม
    อันจะเป็นเหตุให้ท่านสูญเสียลูกค้าในภายหลัง (ฮา)

  21. ขอบพระคุณขะรับสองท่าน
    ขอบพระคุณที่ไม่ขยักความคิดเห็นปล่อยให้หนทางออกล่องลอยไปเสียกับสายลมแห่งความเกรงอกเกรงใจ
    .
    เสียดายป๋าไอซ์,สหายพีสองพี่สามไม่ว่างวจนะ มิเช่นนั้นยังอาจได้ความเห็นต่างไปอีกสักทางสองทางไม่ก็เพิ่มน้ำหนักให้กับความเห็นใดความเห็นหนึ่ง
    .
    เป็นดังสองท่านกล่าว
    .
    รู้สึกว่าการแปลตามหลังจะขัด ๆ อารมณ์อ่าน พอกับการอ่านตัวอักษรภาษาถิ่นที่ไม่รู้เรื่อง
    .
    ใส่การแปลเข้าไปในเรื่อง(ดังพี่ท่านกล่าว)ก็เป็นอีกวิธี (ข้าพเจ้าให้เพรงถามเช่นกันแต่บ่าวดินเลือกที่จะตอบไม่ตรงคำถาม)เพียงเราไม่สามารถใช้วิธีเดียวกันตลอดไป
    .
    ที่สุดแล้วข้าพเจ้าคิดว่าคงต้องใช้หลายวิธีผสมผเส (ยามนั้นข้าพเจ้าเลือกแปลบ้าง ไม่แปลบ้าง ไม่แปลซ้ำให้ดูเป็นคล้ายตำราภาษาใต้ไปเสีย)
    .
    ที่ต้องเรียนถามเหล่าท่านเพราะข้าพเจ้ามีเรื่องค้างคา คิดเขียนนิยายฉากทางใต้เสียค่อนเรื่อง ไม่รู้จะเขียนอย่างไรจริง ๆ
    .
    คิดว่าได้ความเห็นเหล่าท่านมาประมวล แล้วค่อยเรียบเรียงสอบถามท่านเจ้าสำนักดูสักครา
    .
    คารวะ

    ปล. ท่านมิมีทางทำข้าพเจ้าสูญเสียลูกค้าดอกขะรับ ดูเท่าที่มีก็เห็นแต่ขาเดิม ๆ ไม่กี่พระหน่อพระนาง เมื่อไม่มีเสียแล้ว จะมีใดให้เสียเล่า..จริงไหมแม่เพลงชะเอิงเอย?

  22. อ่า… ระหว่างหงุดหงิด กับ อ่านไม่รู้เรื่องหรือ

    หงุดหงิดนั่นยังพอให้อ่านต่อไปได้ ด้วยการข้ามไปอ่านคำแปลเลย ส่วน ไอ้ที่ไม่มีคำแปล แต่ต้องไปเปิดเชิงอรรถ

    คนอ่านอย่างผมจะโยนเล่มไหนทิ้ง (บริจาค) คงไม่ต้องเอา เพราะจะบอกเลยเดี๋ยวนี้

    เล่มหลัง ขอรับ

    หมาเหตุ…

    ภาษาถิ่นต่าง ๆ เมื่อเขียนเป็นตัวอักษร ปัญหาประการแรก คือ อ่านยาก

    ลองพิจารณาดู (ขอยกย่องคนเขียนที่พยายามเขียนให้ใกล้เคียงกับเสียงจริง)

    ลองให้คนถิ่นอ่าน แล้วถามเขาสิครับว่า อ่านยากมั้ย มันไม่เหมือนกับการพูดนะ

    นั่นคืออุปสรรค ที่ท่านพี่จะต้องละเมียดกับมัน

    ลำพังพี่ท่านอ่านรู้เรื่อง (เขียนเองนี่หว่า) ฟังคนอ่านคนอื่นๆ บ้าง

    เขียนอะไรก็ตามแต่ไม่ชวนคนให้อ่านต่อ เรื่องดียังไงก็ล้มครืนได้นะครับ

  23. เชิงอรรถน่ะ เอาไว้กับรายงานวิชากลม วิชาการเถิดขอรับ

    หรือไม่ก็ เอาไปรวมด้านหลังเล่ม อย่าง ปีกแดง ที่ท่านเจ้าสำนักหนอนจัดทำ

    เรื่องสั้น นิยาย นะ ไม่ใช่รายงานถึงฯพณฯ

  24. จากเชิงอรรถสงสัยจะเป็นเชิงอัดเสียมากกว่าเนอะ

  25. สงกรานต์คารวะ krub.

  26. ฝากถึง กระท่อทธุลีดิน หากสามารถคิดต่อ jeeraa’s ฝากบอกว่าเพื่อนอยุ่อเมริกา ตามหาด่วน
    ช่วยติดต่อกลับมาที่ bmwnic@hotmail.c
    ขอบคุณ

  27. ท่านป่านขอรับ ตอบเมล์แล้ว
    ขอให้พบเจอกันในเร็ววันนะขอรับ

    หากท่านพานพบรบกวนเตะก้นจี-ราสักที
    บอกว่าดินฝากมาขอรับ

    คารวะ

  28. หวัดดี ธุลีดิน
    ไม่รุ้ไปเมาที่ไหน จี รา ผ่านไปหลายวัน ยังไม่ติดต่อกลับมาเลย
    สงสัยหาทำเล ปลูกกระต๊อบ ร้านกาแฟ

  29. ท่านป่านขอรับ พ่อนากจีโผล่เกศามาร้องแหล่รายนามสหายสำนักขอขมาลาบวช ท่านป่านลองแวะไปบอร์ดหนอนอีกสักคราเถิด

    คารวะ

  30. อณุโมทนาสาธุกับ จี รา

    ขอบคุณ กระท่อมธุลีดิน ที่ติดตามข่าวคราว

    บอร์ดหนอนไม่เจอ ช่วยรบกวน ส่งให้หน่อย

    ขอบคุณที่เสียสละเวลาให้ ขอบคุณที่ส่งข่าว

  31. ^___^

  32. พระ จี รา คงสบายดี นะ

    กระท่อมธุลีดิน ว่ามั๊ย?

    ป่านคงไม่มารบกวน กระท่อมธุลีดิน เพราะได้ทราบแล้วว่า

    พระ จี รา ยังอยุ่ ไม่ได้ เจ็บป่วย ก้อรุ้สึกสบายใจ

    ฝากเรียนพระ จี รา ด้วย ว่า เพื่อนชื่อป่าน สบายดี

    ไม่ต้องเป็นห่วง ขอบคุณสำหรับทุกอย่างที่ผ่านมา

  33. สบายดีไหมคะ

    กระท่อมธุลีดิน ป่านแวะมาเยี่ยม

  34. อรุณสวัสดิ์ขอรับท่านป่าน

    เช้าขึ้นมาเก็บมุ้งเก็บหมอน สูดหายใจรับตะวัน
    เปิดปากกะตูกระท่อมปะสหายแวะเยือน ให้อุ่นเอมใจ

    ข้าพเจ้าถือจี-ราเป็นสหายเลิฟ ท่านนับเป็นสหายจี-รา
    เช่นนั้นข้าพเจ้าจึงนับเป็นสหายท่าน ผ่านมาคราใดขอท่านได้แวะทักทาย
    นั่งดื่มน้ำชา กาแฟบนแคร่ไม้ไผ่ตามสบายนะขอรับท่านป่าน

    คารวะ

  35. ^__^

    ขอบคุณ กระท่อมธุลีดิน ที่ให้เกียรติ

  36. ยินดี
    ยินดี
    ทานข้าวเที่ยงด้วยกันขอรับ

  37. ^_^

    ส้มตำ พิซซ่า ร่อยมาก ขอบอก

  38. สวัสดีคะ กระท่อมธุลีดิน สบายดีไหมคะ?

    ป่านยังไม่ได้ข่าวจีราเลย ไม่ทราบว่า ได้ข้าวบ้างไหม

    ส่งข่าวให้ป่านรุ้ด้วยนะคะ

    ขอบคุณคะ

  39. โอ..ท่านป่านขอรับ
    ขอเวลาข้าพเจ้าสักสองสามวันนะขอรับ

    คารวะ

ใส่ความเห็น