ลมปลายปีก : รู้-เลือก

@ ร้านหนังสือประทีป : สำนวนในการเขียน

เขียนฝากฯไม่ออกสวัสดิ์ขอรับพี่ท่าน

เขียนไม่ออกเพราะโดดเข้าไปยืนในจังหวะภาษาเดิมไม่ได้ ครั้นสำเนียงไม่ปะติดปะต่อ อ่านไปคล้ายขับรถบนลอนระนาด ดึ๊ง ๆ ๆ ๆ  ๆ ๆ (ต้องลบทิ้งอย่างน่าเสียดาย)

แวะมาร้านพี่ท่าน(โดยไม่ต้องเปิดฟีด)ดีกว่า

สัปดาห์หนังสือทำให้งานหนักกว่าเดิมไหมขอรับ?

ท่านเจ้าสำนักตอบเช่นนี้ผู้น้อยตีความว่า ‘สำนวน’ สำคัญกับงานเขียนโดยมิต้องกล่าวถึง(สำคัญมากโดยมิต้องสงสัย)

แต่ต่อไปนี้คงต้องทำใจยอมรับ(โดยมิต้องสงสัยเช่นกัลล์)

ว่าแนวโน้มงานเขียนอีกชนิดหนึ่งสำหรับคนอ่านกลุ่มหนึ่ง(เป็นกลุ่มใหญ่ด้วย)คนเขียนกลุ่มหนึ่งเกิดขึ้นแล้ว และกำลังพัฒนาไปทางที่คนอ่านเขียนแนวขนบเห็นว่าถอยหลังลงคู

พี่ท่านเคยผ่านตานิยายไทยบนหน้าหนังสือพิมพ์บ้างไหม?

ข้าพเจ้าหยิบหนังสือพิมพ์ดูก็อีตอนเข้าตลาดซดกาแฟบ้าง รอข้าวมันไก่บ้าง อดไม่ได้ดูนิยายเสียหน่อยว่าเขาเขียนอะไรกัน

อ๊ะ! มีตัวคั่นตอนฉับ ๆ แต่ละตอนสั้นกุด มันอย่างไรกัน?
ลองอ่านดู อ้าว! อีเย็น นังทาสเวียนมาอีกรอบแล้ว พอดีเทียว ข้าพเจ้ากำลังรอฤกษ์อารมณ์จะเขียนเรื่องไทยย้อนยุคสักเรื่อง อยากดูเสียหน่อยว่าสำนวนในนังทาสเป็นเช่นไร

อ่านไปอ่านมาจึงตาแจ้ง!

นั่นเป็นบทพากษ์ตามบทละครทีวีขอรับพี่ท่าน บอกว่าคนนั้นขยับซ้าย คนนี้ขยับขวา คนนั้นตบคนนู้น คนโน้นโดดถีบคนนี้ เป็นอันสำเร็จเสร็จสม คัต! (ตัวปิดตอน)

ก็คงไม่เสียหายต่อรสนิยมการอ่านวรรณกรรมเพราะบอกไว้แล้วนี่นาว่าดัดแปลงจากบทละครทีวี

แต่คนอ่านที่เข้าใจว่านั่นคือนวนิยายในรูปของอักขระนี่สิขะรับ อ่านไปอ่านมาชักชิน ชอบ ไวดีแฮะ เกิดรสนิยมการเสพย์อีกชนิดหนึ่ง วรรณกรรมจานด่วน! (ส่งผ่านทางหนังสือพิมพ์เทียวนะนั่น เข้าถึงวงกว้าง)

ยังมีการอ่านเขียนด้วยภาษาแชต ออนเอ็ม ไม่ใช่พูดคุยนะขอรับ–เขียนเป็นนิยาย  อ่านทางมือถือดังที่วัยรุ่นยุ่นปี่นำร่องไปก่อนแล้ว

เกิดงานเขียนอีกประเภท นักเขียนอีกประเภท พวกนี้ไม่ต้องอ่านมาก่อนขอรับ คิดอะไรเขียนไปเลยเพราะสำนวนไม่จำเป็น

วาทะ ความเชื่อของอัครประพันธกรเก่า ๆ กลายเป็นเรื่องโบราณ อะไรต้องเพาะบ่มกันเป็นสิบปี ตกผลึกเหรอ..ตกทำไม!? ฝึกแล้วฝึกอีกส่งงานไปลงตะกร้า..ตายเปล่า!

งานของกลุ่มนี้เกิดได้เลยขอรับ ปั่นมันเข้าไปปั่นให้เป็นเรื่อง มีคนอ่านเสียอย่าง เดี๋ยวสำนักพิมพ์ก็ตีพิมพ์

งานเขียนประเภทนี้กลายเป็นแฟชั่นต่อขบวนแถวเหมือนวงการเพลงที่ค่ายทำหน้าที่ปั้นนักร้องมาให้วัยรุ่นกรี๊ด รับตังค์คนนี้เสร็จก็ปั้นคนต่อไป หลังจากนั้นเอ็งจะตกอับไม่มีใครสนใจก็เรื่องของเอ็งปะไร

นักเขียนกลุ่มนี้ก็จะเป็นเช่นนั้น..คนอ่านเฮกันสักพัก แล้วเฮคนอื่นต่อ

นักเขียนอยู่ไม่ได้นานเพราะงานเกิดแล้วหาย (ก็เอาแค่ปั่นแล้วขายนี่นา) ที่โตเอาโตเอาคือสำนักพิมพ์ (เหมือนค่ายเพลงนั่นแลขะรับ)

เราปฏิเสธไม่ได้ สิ่งนี้กำลังเกิดขึ้น และโตเอาโตเอา 

ขณะที่เหล่าคุณภาพ(ในสายตาขนบ)ยังนั่งหันหน้าหากันตั้งคำถามกันว่า “หรือวรรณกรรมไม่สั่นคลอนสังคม” หลังสัมนาเลิกรา ทุกคนแยกย้ายกลับหาแป้นพิมพ์ตน ประจงสลักเสลาอัญมณีอักษราที่พิมพ์สามพันเล่มขายข้ามปีไม่หมด

ขณะอีกกลุ่มขายเอา ขายเอา

หาได้คิดเปรียบเทียบ..ทางใครก็ทางใคร..

เพียงภาพที่ข้าพเจ้าเห็นนั้นสะท้อนใจนัก!

ภาพนักเขียนคุณภาพผู้ยืนยันยืนหยัดบนหนแห่งพลังวรรณกรรม เขียนงานที่เลิศล้ำ แต่รายได้ไม่พอเลี้ยงลูกเมีย คล้ายผู้เฒ่าที่คร่ำครวญอยู่กับความหลังเก่า ๆ รอเห็นวันฟ้าสีทองผ่อง(น้ำสี)อำพันจนหลังงุ้มงอ

กับภาพการเติบโตของสำนักพิมพ์ซึ่งพิมพ์งานป้อนตลาดฉาบฉวยซึ่งเติบโตขึ้นทุกที..ทุกที..จนที่สุดครองส่วนแบ่งตลาด

ไม่ต่างงานเพลงที่นักร้องคุณภาพไม่ได้รับความสนใจ ฟังกันเฉพาะกลุ่ม งานรับความนิยมถูกปลุกตามกระแส เกิดดับ เกิดดับ อย่างรวดเร็ว (แน่ล่ะค่ายยังอยู่รับตังค์)

และวงการน้ำหมึกสยามประเทศกำลังจะเป็นเช่นนั้น

พี่ท่านขอรับ

ทั้งหมดนี้อาจตอบความสับสนเมื่อเห็นงานได้รับตีพิมพ์เป็นคล้ายบทพากษ์หนังของน้องคนนั้นได้ว่า จะเลือกเขียนอย่างไร แบบคุณภาพ อยู่ได้นาน มีคนอ่านกลุ่มเล็ก ๆ รายได้ไม่พอยังชีพ(อย่างดีก็ประทังชีพ)

หรือแนวกระแสนิยมที่กำลังโตวันโตคืน (ซ้ำมีนสพ.ช่วยปรับรสนิยมการอ่านให้ด้วยเช่นนี้ยิ่งโตเร็ว) เขียนเสร็จเร็ว พิมพ์ซ้ำขายเป็นแสนเล่ม รับทรัพย์ก้อนโต หลังขายเสร็จงานก็ถูกลืม ไม่เป็นไรตามกระแสกันต่อไป

ไม่ตำหนิต่อว่าหนทางใด คงปล่อยไปตามวัฏฏะ รู้เพียงว่า จะเลือกทางใด แล้วย่ำเดินไป..

ต๊อก..ต๊อก..ต๊อก..(และอีก..ต๊อก..)

คารวะ

ใส่ความเห็น