ฮ่า ฮ่า ร้านพี่ท่านเดี๋ยวนี้มีตู้แช่ด้วยเรอะขะรับ?
ทำเอาลูกค้าแฮ้งค์ไปเทียวนะนั่ลล์ ฮ่า ฮ่า ฮ่า

ฟังเรื่องคอนดงคอนโดฯ ว่าจะโม้เรื่องคอนโดฯ บ้าง มาสะกิดตา มิตรกวี เพื่อนกวีของท่านทั้งสองเข้า ข้าพเจ้าพลอยสะกิดใจ ‘เอ่..มีมิตรกวีกันใหญ่ ก็แล้วตูข้าไยมิมีเพื่อนกวีอย่างเหล่าท่านบ้างล่ะเนี่ย?’

อย่ากระนั้นเลย..เพื่อมิให้เป็นการน้อยหน้าน้อยตา ข้าพเจ้าเห็นทีจะต้องแนะนำมิตรกวีของข้าพเจ้าให้เหล่าท่านรู้จัก(ซะหน่อย) อย่างน้อยเพื่อเป็นการเชิดหน้าชูตาว่าสหายข้าพเจ้าก็ใช่ย่อย หุ หุ หุ

อันว่ามิตรกวีของข้าพเจ้านั้นเป็นคนหน้าตาสังเกตง่าย เพราะตามักจะปรืออยู่ครึ่งตา ฟังว่าเป็นการมองโลกแบบมีนัยยะชวนฝัน  ไม่เปิดเผยจนกลมโต หรือหรี่จนหลับใหล แต่ปรือกำลังดีแบบครึ่งหลับครึ่งตื่น คืนไหนไปเมามา อาจค่อนไปทางหลับอีกนิดหน่อย แต่รับรองไม่ถึงกับผล็อย

บุคลิกสหายเล่า..เอาจริงเอาจัง พูดน้อย ทุกถ้อยที่สังวาสออกมาล้วนประจีบประจง ไม่มีพร่ำเพรื่อ แฝงปรัชญาลึกล้ำหากแค่ฟังผ่านไม่มีเสียละที่จะกอบเก็บสารัตถะไปได้ เพราะทุกวจนะล้วนสัญลักษณ์นอกขนบ ต้องใช้ขมองขบกัดอย่างเดียวจึงอาจพอทำความเข้าใจ

ยามพูดเล่นรึ..สหายจะตีหน้าตาย ประมาณปล่อยมุกแล้วผู้คนยังเอ๋อ..เหรอ..แต่นั่นก็หาได้ทำให้มิตรกวีของข้าพเจ้าสูญเสียความมั่นใจในมุกขำของตนไปได้…ใครเผลอก็จะมีมุกใหม่ปล่อยออกมาอีกเป็นระลอก (ขณะมุกเก่าเรื่องยังค้างอยู่ที่คณะกฤษฎีกาตีความ)

ความคล่องแคล่วทางบทกวีเล่ายากหาผู้ใดเสมอเหมือน

ถามด้วยฉันทลักษณ์ใด สหายจะตอบด้วยฉันทลักษณ์นั่นอย่างไม่มีผิดคลุพลาดลหุ นั่นพูดถึงฉันท์นะ อย่าได้เอ่ยถึงกลอนแปดดาษ ๆ ให้มิตรกวีข้าพเจ้าได้ยินเข้าเชียว พระคุณจะเบือนหน้านิดหน่อย(ประมาณสิบห้าองศา) จากนั้นเหยียดริมฝีปากเป็นเชิงค่อนแคะคล้ายจะถามว่า ‘ดูถูกกันรึไง?’

เป็นกวีก็ต้องมีงานตีพิมพ์ใช่ไหม? (ตามมาตรฐานสยามประเทศ)

มิตรกวีของข้าพเจ้าทอดถอนใจจรดริมฝีปากรำพึงถ้อยด้วยสำเนียงที่แม้เสียงกระซิบยังเรียกเสด็จเพ่ “เป็นกวีนั้นต้องพิสูจน์กันทั้งชีวิต ไม่ใช่เขียนแค่ชิ้นสองชิ้นมีงานตีพิมพ์เล่มสองเล่มแล้วเรียกตัวเองกวี” 

“กวีนั้นเป็นที่จิตวิญญาณ ไม่ใช่ส่งงานไปลงสนามนู้นนี้แล้วพิมพ์นามบัตรตำแหน่งกวี”

ด้วยเหตุฉะนี้ มิตรกวีของข้าพเจ้าจึงหาได้สนใจส่งงานไปลงสนามใด  หลายครั้งที่ข้าพเจ้ายินเสียงถอนหายใจเงยหน้ามองฟ้ารำพันว่า “ในใต้หล้ายากหาบรรณาธิการผู้ตระหนักรสน้ำผึ้งแห่งข้า”

จึ่งเป็นที่คาดหมายว่า อีกสักหกสิบหรือเจ็ดสิบปี โลกจึงจะมีโอกาสอ้าแขนรับรวมบทกวีชุดแรกแห่งจินตกวีฟ้าประทาน (หากไม่ด่วนตัดสินใจหน่ายโลกเสียก่อน)

อ่า..เรามาคุยเรื่องแรงบันดาลใจกันสักหน่อย

เป็นกวีหากไร้เสียแล้วซึ่งแรงบันดาลใจก็ไม่ต่างอะไรกับจิ้งจกไร้ตุ๊กแก(แบบว่าต้องไปด้วยกัลล์) หรือ กะละแมไร้ (เอ่อ..อย่าไปยุ่งกะเขาเลยนะ)

มิตรกวีของข้าพเจ้าจึงต้องภิกขาจารอยู่แถว ๆ หน้าราม ไม่ก็เซเว่นฯ เพื่อแรงบันดาลใจอันเป็นเช่นน้ำทิพย์หล่อเลี้ยงจิตวิญญาณแห่งจินตกวีของท่าน คิดไว้ว่า หากวันใดแรงบันดาลใจสุกงอม ก็จะถือโอกาสชักชวนเข้าพิธีวิวาห์ช่วยกันสร้างแรงบันดาลใจน้อย ๆ ต่อไปเพื่อมิให้จิตวิญญาณกวีต้องขาดการสืบทอด

โม้ถึงตอนนี้พี่ท่านคงเห็นภาพใบหน้ามิตรกวีของข้าพเจ้าลอยมาราง ๆ

แต่จะไม่มีวันชัดเจนไปได้  เพราะหากเห็นชัดวันใด มิตรกวีของข้าพเจ้าก็จะเผ่นแผลวหายไปในกลีบเมฆ  เพราะการที่ป๊ะกันแจ่มชัดเช่นนั้นดูจะไม่แฝงนัยยะ ไม่เป็นกวีสักเท่าไร

นั่นไง..กวี ต้องเป็นกันทั้งตัวและหัวใจปานนั้น

จนป่านนี้มิตรกวีข้าพเจ้ายังซ่อนกายเป็นริ้นไรเมฆา ไม่ยอมโผล่หน้าพบผู้คน เรื่องอัธยาศัยไมตรีนั้นเป็นไม่ต้องถามถึง หากต้องระเห็จไปอาศัยชายคาท่านเพลงสักเดือน ถามชื่อห้องข้าง ๆ คงไม่อาจเอ่ยนามแต่หากถามหาขวดเหล้าขวดเบียร์คงหมดตู้กันทั้งชั้นนั่นแหละ แหะ แหะ มิตรกวีข้าพเจ้าเอง

คารวะ

@ มุมกาแฟร้านหนังสือประทีป

Technorati Tags: