ภาพสวยจนอดไม่ได้ขอยิงแทร็คแบ็คสักคราเถิดขอรับท่านจิตปัน
สำหรับ ‘อุเบกขา’ นั้น
ผู้น้อยเห็นคล้อยว่าดีนักแลหากสามารถใช้อย่างรู้เท่าทัน
ข้าพเจ้าเห็นว่าทุกหลักการดูแลจิตเป็นคล้ายเครื่องมือขอรับ
ขอเพียงเรารู้หยิบจับเครื่องมือให้ถูกกับงาน
เมื่อฝึกใช้เครื่องมือจนคล่องมือเสียแล้ว
ก็สามารถนำออกมาใช้ได้ทันท่วงที ทันเหตุการณ์
ปัญหาที่พบเห็นโดยมาก..ผู้คนใช้เครื่องมือไม่ตรงกับงาน
ไม่ก็ใช้เครื่องมือเดียวกับทุกงานทุกปัญหา ทำให้ปัญหาคาราคาซัง เกิดคำถามตามมาว่าเราจะต้องอดทนไปอีกนานแค่ไหน? ทำไมเราต้องเป็นฝ่ายอดทน? ทำไมเรากลายเป็นที่รองรับอารมณ์? เมื่อไรคนงี่เง่าจะตายหมดโลกเสียที? เบื่องานเต็มทีแล้ว!
ลองยก ‘อุเบกขา’ สาทกเป็นไร
เราเจอผู้ร่วมงานใช้อารมณ์ โวยวายก่อนขอโทษทีหลัง
การใช้หลักอุเบกขาทำให้จิตใจเรานิ่งก็จริง แต่อาจก่อปัญหากับงานที่ต้องติดต่อกับคนนิสัยนี้ ทำให้เกิดผิดพลาดซ้ำซาก งานล่าช้า
หลังวิเคราะห์จิตใจอีกฝ่ายอาจพบว่า เขาเป็นคนรู้เหตุผล รู้ผิดถูก ตรงไปตรงมา ไม่ผูกใจเจ็บ โผงผาง ติดนิสัยใจร้อนไม่รอบคอบ
บางครั้งบางโอกาส เครื่องมือที่จะใช้กับคนประเภทนี้คือ โทสะ
เมื่อเจอโวยวายมั่วอีกที โวยกลับไปเลย โวยให้แรงกว่า โวยให้รู้ว่าควรรอบคอบอย่างไร ตรวจสอบตรงไหนก่อนมาระบายอารมณ์ใส่คนอื่น (หากทำได้สมบทบาทตอนนั้นอะดรีนารีนอาจหลั่งท้น ชีพจรเต้นร้อยห้าสิบ)
ใช้เสร็จแล้วเก็บเครื่องมือ ‘โทสะ’ กลับเข้าเก๊ะ
คนนั้นอาจได้คิด ปรับปรุงวิธีทำงาน ร่วมงานกันราบรื่นขึ้นซึ่งจะเป็นผลดีกับทุกฝ่าย
เราอยู่ในสังคมโลกียชน ไม่พ้นต้องพบปะอารมณ์ผู้คนรอบข้าง มีแต่นักบวชที่กล่าวถ้อยคำปล่อยวางได้อย่างสะดวกใจ เพราะไม่ต้องหาเลี้ยงปากท้อง ไม่ต้องพบพานปัญหาเหล่านี้ทุกวี่วัน เจอคนนิสัยที่ว่าอย่างมากก็กลับเข้ากุฏิ แต่ปุถุชนไม่ใช่ ยังต้องพบแล้วเจอเล่าในชีวิตประจำวัน
รู้จักหยิบใช้เครื่องมือให้ตรงปัญหา เหมาะสถานการณ์ ใช้อย่างมีประสิทธิผล ไม่ถูกเครื่องมือครอบงำจิตใจ จึงเป็นสิ่งควรฝึกฝนปฏิบัติ
นั่นไง..วิธีของผู้น้อย
คารวะ
ดิลล์
@ กระโจมทาโรท์ : รู้ทันจิตสังขาร
Filed under: ลมปลายปีก | Tagged: ชีวิตกับงาน

น่ารับฟัง และควรคิดตามไปอีกขอรับ ^^
จากตัวอย่างที่ยกมา ทำให้ต้องมาคิดอีกทีว่า การ “โวยวายกลับ” กับคนที่ควรโวยวายกลับนั้น ได้ผลดีเสมอไปรึเปล่า? นั่นประการหนึ่ง
อีกประการหนึ่ง หากเราพิจารณาแล้วเห็นว่าควรโวยวายกลับ นั่นเท่ากับเรามีสติอยู่มากทีเดียว แสดงว่าเราเลือกทำในสิ่งที่คิดแล้วว่า เป็นสิ่งที่ถูกที่ควร สภาวะจิตใจขณะนั้น ดูเหมือนจะไม่ได้ตอบโต้ไปด้วยโทสะ แต่ได้ปล่อยวาง หรือวางอุเบกขา กับคนคนนั้นอยู่ในที ใจไม่ได้โกรธเคือง แต่โต้กลับด้วยเพราะมีอุบายจะให้สถานการณ์ดีขึ้น
สำหรับผมการวางอุเบกขา เป็นเรื่องของจิตใจเราเองล้วนๆ ทำเพื่อความสุขทางใจของเราเองเป็นหลักน่ะครับ ใจเราควรอยู่ในสภาวะสมดุล ไม่ว่าคนอื่นจะไม่สมดุลไปกับเรายังไงก็ตาม หากเมื่อต้องตำหนิกับคนที่ควรตำหนิ ก็ไม่ใช่เพราะโกรธ แต่เพราะเมตตา
ที่สำคัญเมื่อใจเราวางอุเบกขาแล้ว เขาเรียกว่า สติมา ปัญญาเกิด ใครจะรู้เรายังมีวิธีนุ่มนวลอีกเป็นร้อยผุดขึ้นในหัวที่จะสามารถทำให้คนชนิดไหนก็ตาม กลายเป็นคนดีขึ้นได้บ้าง
ผมว่าอย่างนั้นนะ
ยินดีแลกเปลี่ยนขอรับ
ว่าแต่ยิงแทร็คแบ็คนี่เขาทำกันยังไง มีไว้เพื่ออะไรอ่ะครับ ใช่บล็อกไม่ค่อยเป็น จะครบปีอยู่แล้ว ทำได้แค่อัพรายวัน แหะ แหะ
อา..เรื่องแทร็คแบ็คนะขอรับ
ไว้ข้าพเจ้าจะยิงแทร็คแบ็คไปกระโจมอีกที
(เอาให้กระโจมไหม้ไปเลย)
ขอบคุณมากขอรับ พอจะเข้าใจแล้วขอรับ เอาไว้ถ้ามีลูกเล่นอะไรที่อยากรู้อีก ก็จะถามอีกเป็นระยะๆ อิอิ
ด้วยความยินดีขอรับ
สวัสดียามบ่ายท่านดิน
อ่า…บอกตามตรงข้าเจ้าเป็นคนช่างโวยวายนัก
อะไรไม่รู้ล่ะ…ประมาณว่าโวยก่อนมีสิทธิก่อน
ไม่รู้บุญหรือบาปล่ะพามาเจอชายหนุ่มที่ไม่ฟังคำโวยข้าเจ้า
ข้าเจ้าโวยไป…พี่ท่านก็โวยตอบ
เล่นเอาอึ้ง นิ่ง นานหลายนาที
แล้วความเงียบก็ห่มคลุมเราไว้ คาดว่าเขาคงเหนื่อยกับการโวยตอบเช่นกัน (ฮา)
ในขณะที่ข้าเจ้าฟังคำโวยแล้วสำนึกทีละนิดๆๆ
“เค้าขอโทษ” ประโยคที่ข้าเจ้ากล่าวออกจากใจ ยากนักท่านหากคนใกล้ตัวจะเคยได้ยิน
ด้วยข้าเจ้าไม่ใคร่ทำผิดให้คาดโทษเท่าใดนัก
หากคำ “ขอโทษ” นั้นมันสมานความสัมพันธ์ให้กลับคืน
เราก็จะคุยกันดีดี๊ดีดี ถ้อยทีถ้อยระวังคำพูดที่อาจทำร้ายความรู้สึกอีกฝ่ายได้
แต่หากเขาคนนั้นยังบ่นกระปอดกระแปดไม่รู้จบ
เรื่องมักลงเอยด้วย…
ข้าเจ้าปล่อยหมัดสุดท้ายด้วยบางคำถามพร้อมน้ำตาที่ปริ่มแถวขอบตา
“พี่ไม่รักเค้าแล้วเหรอ”
บางที…เหนื่อยกับการโวยวายแล้วอาจยังต้องเหนื่อยเพิ่มขึ้นเป็นได้กับหญิงสาวช่างน้อยใจตรงหน้า
เอ้อ…เพราะเป็นแบบนี้สินะข้าเจ้าเลยจำยอมครองตัวเป็นโสด (ฮา)
ได้ความล่ะ ถ้าอย่างนั้น … เราจะเขียนถึงท่านทั้งหลาย
… ใน บ้านของเรา (ฮา)
: )
ขึ้น้อยใจเนี่ยคงฝังอยู่ในยีนส์วายนะขอรับท่านเพลงชะเอิงเอย หลายปีก่อนเพื่อนข้าพเจ้ามันงอนแฟน “เราบอกแล้วไงอย่าเดินทางตอนกลางคืน เราเป็นห่วง” แฟนมันว่าหลังจากเห็นตั๋วรถทัวร์มันจะไปงานแต่งเพื่อน “เก้าอี้เบอร์หนึ่งด้วย บอกแล้วไงให้เลือกที่นั่งกลาง ๆ” แฟนมันมองตั๋ว
คิดไปคิดมาก็จริงดังคำแฟนว่า แต่ครั้นจะเปลี่ยนตั๋วเองรึก็กระไรอยู่เลยอ้อนเสียงหวาน “ตัวเองช่วยเปลี่ยนให้เราหน่อยสิ” แฟนมันก็ใจดี๊ใจดีบอก “ซื้อเองก็เปลี่ยนเองเซ่”
มันนั่งน้ำตานองอยู่ครึ่งค่อนวัน แค่เนี้ยะก็ทำให้เค้าไม่ได้..น้อยใจไม่ปล่งไม่เปลี่ยนมันแล้ว งอนแฟนไม่พูดไม่จาไปมันเสียเที่ยวนั้นเลย
ปรากฏว่าไปได้แค่ครึ่งทางขอรับ
รถทัวร์ชนรถพ่วง มันร่วงลงไปกองอยู่ข้างทาง ขาหักหน้าเละ นอนหยอดน้ำข้าวต้มในโรงพยาบาลสองเดือน
ไม่รู้ป่านนี้เลิกขี้น้อยใจรึยัง!
นะท่านคุณautนะ
อ่า…ท่านดิลล์…เจอหนุ่มแบบนี้ข้าเจ้าคงรักไม่ไหว (ฮา)
บุญแต่ปางก่อนคงส่งผลให้ประสบพบเจอชายหนุ่มที่อ้อนได้ไม่เสียเที่ยว (ฮา)