นิยาย : ล่าเพชรพนมรุ้ง

-44-

เบื้องหน้าคนทั้งสองเป็นเวิ้งผากว้างใหญ่สูงชันโค้งเว้าคล้ายวงเดือน  ตลอดแนวโค้งมีสายน้ำพรูจากหน้าผาดิ่งลงลึกสุดตา  กระแทกแอ่งน้ำกว้างใหญ่เบื้องล่างส่งเสียงกัมปนาทไปทั้งหุบเหว  ละอองน้ำฟ่องฟุ้งกระจายทั่ว  โค้งรุ้งหลากสี…สะท้อนแดดยามบ่ายในละอองฟองขาวนวล

ดวงดาวตะลึงมองลงไปเบื้องล่าง  ลึกเหมือนจมลงใต้ธรณี  เขียวครึ้มด้วยพฤกษ์พันธุ์ไม้แฝงอายลึกลับวังเวง  เสียงสะท้อนดังก้องขึ้นมาเหมือนเสียงร้องจากการลงทัณฑ์ในอเวจี

น้ำตกเทพปรากฎอยู่เบื้องหน้าคนทั้งสอง

หัวหน้าขยับตัวไปที่ริมผาหันบอกดวงดาว

“ไป!”

ทั้งสองมองหาเถาวัลย์ลองกระตุกทดสอบความแข็งแรง  จากนั้นโหนตัวไต่ลงไป

หัวหน้ามองดวงดาวด้วยความกังวล  แต่สาวชาวป่ายังเคลื่อนกายอย่างแคล่วคล่องไต่ลงไปเรื่อย ๆ ยิ่งลึก..เถาวัลย์ยิ่งเปียกชื้นลื่นมือ  ดวงดาวมองลงไปเบื้องล่าง  แอ่งน้ำขนาดใหญ่อยู่ลึกลงลิบ ๆ  เหมือนเป็นภาชนะรองรับสรรพสิ่ง  มีแรงดึงดูดบางอย่างจากข้างล่างนั่นให้ทิ้งตัวลงไป ‘ปล่อยมือลงมาเถอะ..ละอองน้ำข้างล้างจะรับเจ้าไว้เหมือนฟูกหนานุ่ม”  เธอรู้สึกอยากคลายมือ…แล้วปล่อยให้ร่างกายลอยลงไปตามคำเชื้อเชิญนั้น

ดวงดาวรีบเงยหน้ากลับหาแผ่นผาทันที  ได้ยินเสียงหัวหน้าร้อง “ดวงดาวนิ่ง!!” เธอเกร็งกายด้วยสัญชาตญาณป่ารู้ตัวมีภัย 

งูพิษขนาดใหญ่ขดตัวในเหลืบผา  มันกำลังแผ่แม่เบี้ย  หัวหน้าใช้สองเท้าถีบผนังหินโหนตัวออกจากหน้าผา  ดึงมีดออกจากซองข้างคอมแบ็ต

ดวงดาวหันไปมองช้า ๆ อสรพิษฉกหัวลงทันที!
หัวหน้าตวัดมีด  ฉับ! คอสัตว์ร้ายขาดสะบั้น
ส่วนหัวยังพุ่งไปข้างหน้า โค้งเขี้ยวยาวปะทะดวงดาวอย่างแรง
เธอเบิ่งตาด้วยความตกใจ  เท้าไถลหลุดจากแง่งหิน  ดวงดาวเกร็งมือกำเถาวัลย์ร่างห้อยโหนไปมา  เถาวัลย์ลื่นมือไม่อาจยึดไว้  ร่างเธอหลุดร่วง  หัวหน้าร้องเรียก

“ดวงดาว !”

ร่างดวงดาวลอยดิ่งลงเบื้องล่างเรือนผมพลิ้วสะบัดเธอส่งเสียงร้อง “หัวหน้า!” ดวงตาคมเบิกกว้างมองชายหนุ่มด้วยความสิ้นหวัง

ห่างเพียงเสี้ยววินาที  หัวหน้ายันหน้าผาเกร็งกำลังขาถีบตัวพุ่งลงไปสุดแรง  เขางอเท้าเสียบมีดเข้าซอง  แล้วแนบแขนชิดลำตัวเหยียดร่างเป็นเส้นตรงลดแรงต้าน  พุ่งหาดวงดาวที่ลอยลิ่วลงเบื้องล่าง  ยิ่งลึกละอองน้ำยิ่งหนาแน่นฟุ่งกระจายไปทั้วบริเวณ

เพียงอึดใจหัวหน้าก็ถึงตัวดวงดาว  เขาช่วยปรับร่างกายให้หันเอาส่วนเท้าลง  แล้วกอดเธอไว้แน่นจนทั้งสองเป็นร่างเดียว  ดิ่งลงสู่ฟองคลื่นเบื้องล่าง

เนิ่นนานเหมือนอนันตกาล

ที่สุดก็กระแทกผิวน้ำ  ร่างทั้งสองจมลึกลงใต้น้ำ ฟองอากาศสัมผัสผิวหน้า  กระแสน้ำด้านล่างดูดทั้งสองเข้าไปในร่องน้ำอย่างรุนแรง

กระแสน้ำไหลเข้าในโพรงหินมหึมา  พาทั้งสองไปอย่างรวดเร็ว  หัวหน้ามือหนึ่งกอดดวงดาวอีกมือกุมศีรษะเธอไว้กันกระแทกผนังหิน

ฟองอากาศจำนวนมหาศาลเคลื่อนผ่านใบหน้าคนทั้งสอง

ดวงดาวรู้สึกถึงความเร็วที่พุ่งไปข้างหน้า  สายน้ำโอบรัดตัวเธอไว้  แรงกระแทกทำให้เธอกำลังจะหมดสติ  ทุกอย่างกลายเป็นสีขาวบริสุทธิ์  ร่างกายเบาสบาย…ล่องลอยไป…เธอคิดถึง ตองลี…ตองลี…มารับเธอแล้ว…ใบหน้าของตองลี ค่อย ๆ ขยับ เข้ามา  เธอหลับตารอคอย…

หัวหน้าประกบปากผ่อนอากาศให้  ดวงดาวสะดุ้งลืมตาโพลงขึ้นมองเข้าไปในดวงตาคมกล้าของเขา  ความรู้สึกไม่ไว้ใจทั้งมวลมลายหายไป  เขาช่วยชีวิตเธอไว้อีกครั้ง

หัวหน้าชี้มือไปที่แสงสว่างเรืองด้านบน  จากนั้นจับตัวเธอดันส่งขึ้นสุดแรง  ร่างดวงดาวพุ่งขึ้นไปหาแสงเรืองนั่น

“อ้า!!” ทันทีที่พรวดขึ้นผิวน้ำ เธอสูดหายใจ หอบฮัก  หัวหน้าโผล่ตามขึ้นมา

ทั้งสองประคองตัวอยู่ใต้โดมหินเตี้ย ๆ มีโพรงอากาศพอให้แสงรอดผ่านเข้ามา

“โชคดีนะที่มีปล่องนี้ให้หายใจ!” ดวงดาวพูดกลั้วหอบขณะที่พยุงตัวบนผิวน้ำ

“คงเป็นเจตนาแน่ครับ  หากไม่ใช่หน้าแล้ง ปล่องนี้ต้องจมน้ำ  ไม่มีใครเข้ามาแล้วรอดกลับไป”  หัวหน้าเหนี่ยวแง่งหินแล้วบอกดวงดาวเกาะตัวเขาไว้   ทั้งสองพักชั่วครู่  “หากสุดลมหายใจ เรายังไม่ถึงปล่องต่อไป  ผมจะผ่อนอากาศให้  แล้วเราจะกลับมาที่นี่” หัวหน้าบอก หญิงสาวพยักหน้า จากนั้นทั้งคู่มุดลงใต้น้ำ

ถัดมาอีกไม่ไกลก็พบโดมอากาศอีกแห่ง  ทั้งสองสูดหายใจเต็มปอด เก็บลมสำรองไว้ในกระพุ้งแก้ม  มุดดำแหวกว่ายไปตามโพรงศิลา  ดูเหมือนกระแสน้ำไหลวกกลับออกสู่ด้านนอก  ดวงดาวสะกิดหัวหน้า  เขามองตาม ด้านล่างเต็มด้วยกองกระดูกขาวโพลนถูกกระแสน้ำซัดไปรวมกัน สุดทางเป็นโถงใหญ่มีแสงรำไรจากปล่องอากาศทำให้มองเห็นผนังหินโดยรอบ  ทั้งสองแหวกว่ายเข้าในเขตน้ำนิ่งของโถงน้ำกว้างใหญ่

ภาพที่ทั้งสองเห็นสร้างความตื่นตะลึง

หินทุกก้อนทั้งที่วางเรียงรายบนพื้นหรือบนผนัง  ล้วนถูกแกะสลักเป็นรูปนางอัปษรกำลังร่ายรำ อ่อนช้อย งดงาม  เหมือนทั้งสองได้เข้ามาว่ายแหวกอยู่ในห้องโถงศักดิ์สิทธิ์ของมหาเทพผู้ยิ่งใหญ่  มวลน้ำใสสะท้อนประกายแสง  คลื่นน้ำเลื่อมเงา  ทำให้ดูเหมือนพวกนางกำลังเคลื่อนไหว..ดวงตาสวยงามเร้นลับยิ้มมองมา…ทั้งสองเคลื่อนตัวไปข้างหน้า…เหมือนล่องลอยอยู่ในทิพยวิมาน

ตรงสุดโถงน้ำ  มองขึ้นไปมีวงแสงกว้างใหญ่สว่างเรืองอยู่ในระลอกน้ำ  ทั้งสองแหวกว่ายตรงไปยังวงแสงนั่น

บนเพดานถ้ำเป็นโพรงใหญ่ทะแยงไปสุดตา  แสงตะวันยามบ่ายส่องลงมาตามปล่องหิน สะท้อนผิวน้ำทำให้ทั่วบริเวณสว่างเรื่อ

ทั้งคู่โผล่ขึ้นแทบจะพร้อมกัน  ดวงดาวใช้สองมือรวบผม  แล้วต้องตกใจร้องสุดเสียงโผเข้ากอดหัวหน้าแน่น  เสียงร้องของดวงดาว  เสียงน้ำแตกกระจายดังก้องไปทั้งโถง

ชายหนุ่มประคองตัวในน้ำ  เพ่งมองด้วยใจระทึก

ความยิ่งใหญ่อลังการของอารยธรรมขอมโบราณที่ถูกซุกซ่อนจากสายตาของมนุษย์หลายพันปี  ปรากฎอยู่เบื้องหน้าอย่างน่าสะพรึง

รูปสลักองค์เทพขนาดมหึมา ในท่านั่งขัดสมาธิ  รับแสงสะท้อนเงาน้ำ สว่างขึ้นจากด้านล่างทะมึนอยู่ในเงาสลัวราง  สูงขึ้นไป  ที่ดวงตาเป็นดวงแก้วผลึกใส  อัญมณีเม็ดใหญ่ตรงอุณาโลมสว่างจ้าอยู่ในความมืด  รายล้อมด้วยภาพแกะสลักเหล่าทิพย์อัปษร  ทั่วโถงถ้ำหินงอก-หินย้อย เป็นประกายระยิบระยับ ราวเพชรพลอยประดับ

ดวงดาว ค่อย ๆ คลายมือ  ทั้งสองว่ายหาหาดหินเรียบและลื่น  ดวงดาวนั่งพับเพียบกราบรูปองค์เทพแล้วเอนตัวลงอย่างหมดเรี่ยวแรง

หัวหน้าเดินขึ้นไปสำรวจรอบ ๆ บริเวณ

มีรอยแยกของแนวหินล้อมรอบองค์เทพไว้เหมือนเป็นเขตศักดิ์สิทธิ์  รอยแยกลึกลงในความมืดมิด  ห่างจนเกินจะกระโดดข้าม หัวหน้าลองเตะกรวดก้อนหนึ่งลงไป ไม่เสียงสะท้อนกลับมา

เขาเดินเลาะรอยแยกไปทางผนังถ้ำ  ตรงผนังถ้ำมีลายแกะสลักอักษรขอมโบราณหัวหน้าร้องเรียกดวงดาว

ดวงดาวผงกศีรษะลุกขึ้นลากขามาทางผนังถ้ำ  เธอลูบเนื้อหินใช้ปลายนิ้วไต่ไปตามตัวอักษรทีละตัว ช้า ๆ ทบทวนความทรงจำที่ปู่เคยสอน  สักพักค่อยเอ่ยขึ้น….

“องค์มหาเทพ ผู้ยิ่งใหญ่ในจักรภพ  ทรงประทานการรักษาและทำลายเพื่อดำรงไว้ซึ่งดุลยภาพอนันตกาล  ด้วยพลังสูงส่งแห่งแสง  ด้วยน้ำพระทัยของผู้ให้กำเนิดสรรพสิ่ง  พระองค์ทรงดูแลเรา….ตลอดไป…

“ข้าอ่านได้เท่านี้ล่ะ” ดวงดาวหันบอกหัวหน้า

“ยังดีกว่าผม…” เขายิ้ม แล้วมองไปรอบ ๆ “จะข้ามอย่างไรล่ะทีนี้” เขาพึมพำ  เสียงของทั้งสองก้องทั้งโถงถ้ำ  เขามองรอยแยกได้แต่เม้มปาก..ไกลเกิน  เสียดายหากมีเชือกติดมาด้วยก็น่าจะดี  หัวหน้ามองหาช่วงแคบที่สุดก็ยังห่างเกินไป 

ดาวดาวยืนมองพยายามช่วยคิดหาวิธี  หันไปมองตัวอักษร  พยายามแปลความหมายเผื่อจะมีตัวไหนบอกวิธีข้ามไปยังองค์เทพ  แต่ไม่สามารถแปลความได้อีก…เธอเอนหลังพิงผนังหันกลับไปมองหัวหน้า เห็นเขาเดินไปมาแหงนมองขึ้น ๆ ลง ๆ ดวงอาทิตย์ยามบ่าย ค่อย ๆ เคลื่อนเข้ามาตรงโพรงหิน  พื้นน้ำสะท้อนแสงสว่างจ้าทำให้องค์เทพยิ่งเด่นชัดขึ้น

ดวงดาวเห็นหัวหน้าวิ่งกลับลงไปในน้ำ  แล้วว่ายไปบริเวณที่แสงจากโพรงหินตกกระทบ  เขายกแขนขึ้น  มีแสงสะท้อนดวงเล็ก ๆ ไปยังองค์เทพ

หัวหน้าขยับข้อมือให้คาสิโอจีช้อคสะท้อนเงาในองศาที่พอดีกับดวงตาขององค์เทพ  แล้วเกร็งแขนอยู่นิ่ง  ทำให้แสงจับดวงตาขององค์เทพนานเท่าที่ทำได้  เขาก็ไม่แน่ใจว่าจะได้ผล

สักครู่

มีลำแสงสว่างจ้าฉายออกมาจากมหามณีฯ  สำแสงทรงพลังลึกล้ำเปล่งประกายเจิดจ้าจนเขาต้องหลับตา

จากนั้นมีเสียงดังครืดครืน

เบื้องฐานพระอาสน์มีแผ่นหินเคลื่อนออกมาจนถึงฝั่งตรงข้าม  ดาวดาวรีบวิ่งไปดู ลองใช้เท้าเหยีบลงบนแผ่นหินแล้วหันมาร้องเรียกหัวหน้าด้วยความตื่นเต้น  เขาว่ายกลับขึ้นฝั่ง

“รู้สึกอะไรมั้ย?” เขาถามเธอขณะก้าวตามไปบนแผ่นศิลาแคบ ๆ  “รู้สึกอะไร?” ดวงดาวย้อนถาม

“ผมรู้สึกว่าพละกำลังกลับมาเหมือนเดิมแล้ว”

“จริงสิ เมื่อครู่ข้ายังเหนื่อยจนแทบก้าวขาไม่ไหว”

ทั้งสองมายืนอยู่หน้าองค์เทพ  แหงนมองขึ้นไป  องค์ยิ่งสูงใหญ่ทะมึนน่ายำเกรง

หัวหน้ายกมือพนมกล่าวขออภัยที่ล่วงเกินแล้วเริ่มปีนป่ายขึ้นไปบนรูปสลัก  เขารู้สึกมีกำลังกว่าปกติ  กล้ามเนื้อทุกส่วนในร่างกายกระปรี้กระเปร่าขมึงตึงจนแทบระเบิด  ปลายนิ้วที่ออกแรงกดลงไปบนเนื้อหินจับแน่นมั่นคง  เขาขยับขาไต่ตามมือที่เลื่อนสูงขึ้นเรื่อย ๆ ดวงดาวแหงนมองด้วยใจระทึก

เมื่อถึง*พระอังสา  เขาหันกลับมายิ้มโบกมือให้ดวงดาว เธอป้องปากตะโกน “ระวังนะท่าน!” เขายิ้ม ยกนิ้วโป้งให้เธอ

ชายคนนี้จู่ ๆ ก็โผล่เข้ามาในชีวิต  เขาช่วยชีวิตเธอไว้หลายครั้ง…หากไม่มีเขา เธอคงตายไปนานแล้ว  เธอควรจะไว้ใจเขา  ‘มหามณีฯ’ อยู่ตรงนั้น อีกแค่เอื้อม  แต่จะให้เชื่อได้อย่างไรว่าเขาจะไม่เอาไปให้พวกของเขาอีก  ในใจดวงดาวเต็มด้วยความสับสน

หัวหน้าเหยียบจับไปตามซอกร่องหินกร่อน  ขยับเข้าใกล้ดวงเนตรองค์เทพ  ตรงกลางดวงเนตรเป็นแก้วผลึก  หัวหน้าดึงมีดออกมา  ค่อย ๆ งัดแก้วผลึกหลายชิ้นที่วางซ้อนกันออก  หย่อนใส่กระเป๋าข้างกางเกง  แล้วเคลื่อนตัวไปงัดเอา ‘มหามณีฯ’ ที่*อุณาโลม   จากนั้นขยับไปงัดแก้วผลึกจากดวงเนตรอีกข้าง

เขากลับมายืนบน*พระอังสา  ถอดเสื้อยืดปาร์ค เรนเจอร์ห่อแก้วผลึกกับมหามณีฯ แล้วผูกสะพายไว้ด้านหลัง จากนั้นปีนกลับลงมา 

ที่เหลือคือเผ่นให้เร็วสุดก่อนพวกผู้พันมาถึง  งานครั้งนี้ของเขาสูญเปล่าแท้ ๆ นอกจากไม่ได้อะไรแล้วยังผิดวินัยร้ายแรง  ขัดขืนคำสั่งผู้บังคับบัญชา  มองไม่เห็นเลยว่าจะจบแบบแฮปปี้เอ็นดิ้งได้อย่างไร  นอกจากเขาเอาของพวกนี้ให้ผู้พันไปเสีย  จริงสิ! มันก็แค่นั้น ผลตามมาเป็นอย่างไร? ใครจะไปรู้?  แต่เขาก็ได้ชื่อว่าทำหน้าที่สำเร็จลุล่วงตามวัตถุประสงค์ส่งตัวมา  ให้ของพวกนี้ไปกับผู้พัน แล้วเกาะชอปเปอร์กลับไปกินเหล้ากับลูกน้องที่สิมิลัน

จบอย่างนี้สิ…ใช่เลย!

หัวหน้าแนบลำตัวชิดเนื้อหิน  ท่อนแขน ร่างกายส่วนบนเปลือยเปล่าถูกคมหินบาดเลือดซิบ ๆ

เขาลงถึง*พระเพลา  หันโบกมือให้ดวงดาว  เธอยืนนิ่ง ไม่ยิ้มตอบ เขาขมวดคิ้วแต่ไม่ได้ใส่ใจ ขยับกายลงมาเรื่อย ๆ จนถึงพื้น

“ดีมาก! ทีนี้ก็ถอดห่อนั่นออก  แล้วเอามาวางปลายสะพานฝั่งนี้” 

หัวหน้าหันขวับ!

ราจีดันหลังดวงดาวเดินออกมาแล้วตะคอก “เร็ว!”

หัวหน้าถอดห่อเสื้อยืดออกจากตัวนำวางที่ปลายสะพานหิน

“ดีมาก! ทีนี้ ถอยกลับไปฝั่งโน้น”

หัวหน้าถอยหลังกลับไป  สายตาจับที่ปืนของไอ้บ้านั่น
ราจีดันหลังดวงดาวเข้าใกล้ห่อของแล้วก้มลงเก็บ  ปืนยังคงชี้ที่ดวงดาว

“ข้าคิดถูกที่ไม่ฆ่าแกเสียที่หมู่บ้าน ฮา ฮา !!”

“คืนนั้นหากแกยิง  แกก็ไม่ได้มายืนหัวเราะอย่างนี้หรอกโว้ย!” หัวหน้าพูด เบนสายตาไปที่ดวงดาว  ราจีรีบขยับใช้มือที่หิ้วของล็อคคอเธอ

“แกจะทำอะไรได้…ก็ลองดูสิ  ข้าจะได้ยิงนังนี่ซะ!” ดวงดาวพยายามดิ้นรนราจียิ่งรัดคอแน่น

“แกได้ของแล้ว…ก็ไปซะ จะมาเพ้อเจ้ออยู่ทำไม!” หัวหน้าตะโกน

“แกจะได้ตามไปจัดการตอนข้าอยู่ใต้น้ำ  รู้หรอกนา..ผู้พันเล่าประวัติแกให้ข้าฟังแล้ว” เขาดันหลังดวงดาวเข้าไปใกล้ระยะกระสุน  “จัดการแกซะที่นี่เลย ไม่ง่ายกว่าเรอะ”

พูดจบราจีขยับปืนยิงหัวหน้าทันที  หัวหน้ากระโดดม้วนตัวบนพื้น  นาทีเดียวกับที่ปืนถูกเบนออกจากศีรษะ  ดวงดาวใช้สองนิ้วจิ้มดวงตาราจีเต็มแรง  เขาร้อง “โอ้ย!” สุดเสียง “อีบ้า! มึงนะมึง!” ราจีใช้สองมือขยี้ตาร่างเซถอยหลัง  พยายามลืมตาเห็นแต่ม่านพร่าแดงปวดแสบปวดร้อน กลิ่นคาวเลือดคลุ้งลมหายใจ   

ดวงดาวขยับจะคว้าห่อผ้า  ราจีเห็นเงาเคลื่อนไหวข้างหน้า  เขายิงออกไป  หัวหน้าพุ่งตัวเข้ามากอดดวงดาวไว้ในจังหวะเดียวกับเสียงปืนดัง ปัง!

ทั้งสองล้มกลิ้งไปด้วยกัน  ดวงดาวยกมือที่เต็มไปด้วยเลือดขึ้นดู ร้อง “หัวหน้า!” เขาถูกกระสุน

“หนีไปก่อน” เขาผลักดวงดาวออกจากตัว

“ไม่ข้าไม่หนี! ข้าจะช่วยท่าน!” ดวงดาวพยายามยกร่างที่หนักอึ้งของหัวหน้าขึ้น

ราจีเดินคลำเข้ามาตามเสียง ยกปืนขึ้น 

“ไม่ต้องเกี่ยงกัน พวกแกตายทั้งคู่นั่นแหละ!” เขาเล็งปืนไปที่เงาข้างหน้า  ดวงดาววางหัวหน้าลงแล้วกระโดดเตะปืนในมือราจีกระเด็นตกลงร่องเหว  จังหวะเดียวกันราจีเหวี่ยงแขนสุดแรงโดนใบหน้าเธอ  ดวงดาวเซถลาศีรษะชนผนังหินแน่นิ่งไป

ราจีเลือดไหลอาบหน้า  แต่เขาไม่สนใจ  ความเจ็บปวดมาแล้ว  ดีสิ เขาชอบ มามาก ๆ ยิ่งดี  เขาก้าวเข้าไปหาเงาบนพื้นที่ดูเหมือนนั่งคุกเข่า  เขาเตะเข้าชายโครง

“ไหน! ไม่เก่งอีกแล้วเรอะ…ฆ่าข้าสิ!” ราจีร้องอย่างบ้าคลั่ง เตะช้ำ ร่างหัวหน้ากลิ้งไปตามแรง

“บอกซิ  ข้าคิดถูกใช่มั้ยที่ไม่ฆ่าแกที่หมู่บ้าน! คิดถูกใช่มั้ย?!” เขาเงื้อขาเตะสุดแรง  ร่างกายอาบเลือดของหัวหน้ากลิ้งตกลงหุบเหว  แง่งหินตรงขอบหุบเหวกรีดบาดกล้ามเนื้อ  หัวหน้าเกร็งนิ้วมือคว้าขอบหินคมไว้  ร่างกายท่อนล่างแกว่งอยู่ในอากาศ  

ราจีเดินตามมากระทืบไปบนนิ้วมือ “ข้าถามแกว่าไง! ทำไมไม่ตอบฮึ!?” ราจียืนผงาดง้ำอยู่ขอบเหว  กระทืบซ้ำจนนิ้วมือข้างขวามีเลือดทะลัก  มือลื่นหลุดจากขอบหิน  ร่างหัวหน้าโยนไป  ราจีกระทืบซ้ำที่มือข้างเดียวแล้วขยี่ “ว่าไง! ข้าคิดถูกใช่มั้ย?!”

หัวหน้างอเข่าขวาขึ้น

มีดสปาตาร์พุ่งออกจากมือขวาที่ชุ่มไปด้วยเลือด  ปักตรงหัวใจราจี

“ใช่ แกคิดถูก!” เขาแค่นเสียง

ราจีคงไม่ได้ยิน  คมมีดที่ตัดขั้วหัวใจหยุดระบบการทำงาน  เร็วจนไม่ทันรู้สึกเจ็บด้วยซ้ำ  ร่างของเขาล้มมาข้างหน้า  ผ่านตัวหัวหน้าร่วงหล่นไปยังความมืดมิดของหุบเหว

หัวหน้าเกร็งกำลังตะกายพาร่างที่อาบไปด้วยเลือดขึ้นบนขอบเหวแล้วคลานหาดวงดาว  เขาเขย่าตัวเธอ….เขย่า….เขย่า…

OOO

อุณาโลม = ตำแหน่งระหว่างคิ้ว
พระอังสา = ไหล่
พระเพลา =  ตัก

OOO

ใส่ความเห็น