เย็นย่ำสวัสดิ์ขอรับท่านภัทร
ต้องเรียนว่าข้าพเจ้าหาใช่นักเขียน มุมคิดเห็นข้าพเจ้าอันเนื่องกับงานเขียนจึงไม่อาจนับเป็นสาระอันใด นอกเสียจากหวังแลกเปลี่ยนวาจาประสาคนรักขีดเขียน จึงขอท่านภัทรวางข้าพเจ้าไว้เสียในฟากของเสียงนกเสียงกา ที่บางครั้งพอจะกล่อมหู หลายครั้งอาจต้องทนรำคาญ อย่าได้ถือสาหาความเลยนะขอรับ
ข้าพเจ้าอ่านแล้วไม่รู้สึกท่อนที่ว่าโดดแต่อย่างใด ส่วนที่ข้าพเจ้าบังอาจขีดทับลงไปใช่อาจหาญล่วงเกิน เพียงเห็นว่าวิธีนี้สังเกตง่าย เป็นส่วนที่ข้าพเจ้าอยากเสนอว่า ‘หากตัดออกจะกระชับขึ้นไหม? เห็นว่าอย่างไร?’ ซึ่งก็แล้วแต่ท่านภัทรจะเห็นเช่นไร บางจุดมีวงเล็บต่อท้ายเป็นความคิดเห็น
ข้าพเจ้าพบว่าการจัดเรียงลำดับคำขยายในประโยคบางครั้งลักลั่น (ดาวย่อตัวลงเพื่อรับมาลัยซึ่งติดธนบัตรใบละพันอยู่หลายใบ จากเสี่ยวรเจ้าประจำนั่นเอง) คล้ายขณะเขียนสะดุดกับการจัดรูปประโยค ซึ่งมักเกิดแก่ผู้เริ่มฝึกที่ผ่านจำนวนประโยคยังไม่มากพอ
เขียนจำนวนเรื่องมากขึ้นอาการที่ว่าจะหายไป
การเดินทางไปและกลับของดาว บอกเล่าชีวิตที่เลือกเป็นที่เรียบร้อย สวยงาม เพียงขาดความลึกอารมณ์ และน้ำหนักของเรื่อง (ทักษะข้าพเจ้ายังไปไม่ถึง จึงมิอาจกล่าวล่วงส่วนนี้ ขออภัยที่ต้องค้างไว้)
ยินดีได้พบอีกอักษราณสหาย แดดร่มแล้วข้าพเจ้าจะออกไปหาผักมากินกับน้ำพริกเสียหน่อย ทานด้วยกันนะขอรับ
คารวะ
ดิน
OOO
“ชีวิต” เลือกได้
Saturday, December 15, 2007
ณ คาเฟ่
ที่นี่มีขนาดไม่ใหญ่ไม่เล็ก ตั้งอยู่ในซอยเปลี่ยว ใกล้ใจกลางมหานคร กรุงเทพฯ
วันศุกร์ที่ ๒๑ ธันวาคม ๒๕๕๐
“ส่งความรักไปให้ เธอมองเห็นบ้างไหม คนดี
เท่าที่มีเพียงหัวใจ จากคนไกลหลายล้านปีแสง…”
เสียงปรบมือดังเปาะแปะ
“วันนี้แขกน้อยจัง สงสัยไปต่างจังหวัดกันหมด” บริกรสาวนางหนึ่งเริ่มบทสนทนาี
“ดูเสี่ยคนนั้นสิ มาทุกวันเลย สงสัยจะชอบนังดาว” นักร้องสาวอีกคนส่ง สายตาริษยาไปยังนักร้องสาวอีกคนบนเวที
หญิงสาวบนเวที เธอมีใบหน้ารูปไข่ มองดูหมดจด ที่ดวงตาของเธอไม่จัดว่าสวยนักหรอก แต่แววตาของเธอนั้นสดใส ดุจแก้วเจียรนัย(ไน) นั่นละมัง ทำให้ใครๆ พากันชอบเธอ
ดาวกำลังย่อตัวลง เพื่อรับมาลัยจากเสี่ยพุงพลุ้ยคนหนึ่ง
“มามะ หนูดาว ป๋าวรให้ตังค์เอาไปซื้อเสื้อผ้าสวยๆ นะ” ชายหน้าตี๋ ร่างอ้วน ผิวขาว ในเสื้อสีปีกแมลงทับ ข้อมือสวม(มี)เลททองเส้นใหญ่
เขาคล้องมาลัยติดแบงค์ห้าร้อย ๔ ใบ
“เดี๋ยวนะหนู” เสี่ยคนเดิมหยิบธนบัตรใบละหนึ่งพันบาท ๓ ใบ บรรจงม้วนจนเล็กจิ๋ว
เขาสอดธนบัตรนั้นใส่ในร่องอกอวบอิ่มของดาว
วันนี้ ดาวสวมชุดราตรีเปิดไหล่ สีแดงเพลิงประดับด้วยเลื่อมพรายหลากสีนั้น ยิ่งขับให้ผิวของเธอดูขาวนวลยิ่งขึ้น
“ขอบคุณมากค่ะป๋า” ดาวกระซิบที่ข้างหูของเสี่ยใจป้ำคนนั้น
หน้าสุขา
“พี่ชัย วันนี้พี่ช่วยชั้นเหมือนเดิมนะ แล้วชั้นจะแบ่งเงินให้เหมือนเดิม”
ดาวส่งสายตาวิงวอนไปยังผู้ชายที่กำลังยกลังเบียร์เปล่าเก็บเข้าที่
“เออ ไปทำงานเหอะ แล้วจะจัดการให้” ชัยพยักเพยิดส่งสัญญาณให้ดาวกลับเข้าไปข้างใน
ข้างเวที
“ดู นังดาวสิ ชั้นว่าวันนี้คงไม่รอดมือเสี่ยแน่ เห็นป้อมาหลายวันละ” นักร้องสาวคนเดิมยังคงนินทา ดาว ไม่เลิกรา
“นั่นสิพี่ สมมติว่ารอดมือเสี่ยหมูอ้วนนั่นได้ ชั้นว่าก็คงเปลืองตัวน่าดู” บริกรสาวคนเดิม มองไปที่นักร้องคนสวย
ขณะเดียวกัน มือของเสี่ยวร(พัลวัน) ดูราวกับยอดตำลึง ที่ซอกซอนไปตามร่องไม้เพื่อเกาะเกี่ยวอยู่พัลวัน
แม้มือไม้ของดาวจะพยายามปัดป้องไว้ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้มากนัก
“ป๋าคะ มาดื่มต่อเถอะค่ะ เดี๋ยวหนูรินให้นะคะ” ดาวเทเหล้าฝรั่งแสนแพงลงในแก้วแล้วยัดใส่มือเสี่ยวร
ลานจอดรถ
“ดีนะครับ ที่วันนี้ มีคนขับรถมาด้วย เพราะว่าเมาไม่ขับนะคร้าบบบบ เสี่ย” ชัยลากเสียงยาว พลางดันตัวเสี่ยอ้วนเข้าไปในรถ
“น้องดาว ปายหนายล่า ม่ายมาโส่งป๋าเร้อ เอิ้กก” เสี่ยอ้วนยังคงพร่ำหานักร้องคนสวย ในขณะที่ส่งเสียงคล้ายจะสำรอกเอาของเก่าออกมาอยู่ตลอดเวลา
“ดาว เค้าอ้วกแตกไปแล้วครับเสี่ย กินเหล้ามากไปหน่อย เป็นผื่นแพ้แดงไปหมด แล้วก็อ้วกแตกอยู่ในห้องน้ำโน่นแน่ะครับ” ชัยโกหกตามที่ดาวสั่งเอาไว้
หน้าอพาร์ทเม้นท์
“ขอบคุณพี่มากนะ อ่ะ นี่ชั้นแบ่งให้” ดาวส่งเงินเป็นธนบัตรใบละห้าร้อยกับหนึ่งพันบาทอย่างละใบให้ชัย
“เออ พี่เอาแค่นี้แหละ ขอบใจเอ็งมาก” ชัยเอาธนบัตรใบละหนึ่งพันบาทยัดใส่มือดาว
“รับไว้เถอะพี่” ดาวพยายามส่งเงินให้ชัย แต่เขาไม่ยอมรับ
“เอ็งเก็บไว้เถอะ ข้าก็ไม่ได้ทำอะไรมาก เอ็งซะอีกเปลืองเนื้อเปลืองตัว โดนมันจับโน่นจับนี่ แล้วนี่เมื่อไหร่จะเรียนจบล่ะ จะได้ไม่ต้องมาทำงานอย่างนี้แล้ว” ชัยซัก
“เดือนมีนา ปีหน้าก็จบแล้วล่ะพี่ ชั้นจะตั้งใจเรียนให้จบให้ได้ ถ้าเราเรียนสูงๆ เราก็เลือกทำงานที่ดีกว่านี้ได้สบายๆ” สายตาของดาวมุ่งมั่น “แล้วเจอกันวันจันทร์นะพี่”
ดาวยืนมองชัย เขาขี่รถมอเตอร์ไซค์ลับสายตาไปแล้ว
ในห้องพัก
ผ้าม่านหน้าต่างผืนหนาปิดสนิท แม้แสงไฟก็ไม่เห็น
“จะได้กลับบ้านแล้ว” ดาวเปิดม่านหน้าต่างออก เหม่อมองออกไป “ไม่เห็นมีดาวเลยนะ”
ดาวยืนอยู่อย่างนั้นจนใกล้รุ่ง
ออกเดินทาง
สถานีรถไฟหัวลำโพง เวลา ๕.๐๐ น. ของ วันเสาร์ที่ ๒๒ ธันวาคม ๒๕๕๐
‘คนเยอะจัง ใครๆ ก็พากันกลับไปเลือกตั้ง’ ดาวครุ่นคิด มือกระชับกระเป๋าไว้แนบตัว ด้วยกลัวมิจฉาชีพฉกฉวยไปได้‘บ้านนั้นมากันตั้งหลายคนเลย ทั้งยายหลาน พ่อแม่ น่าสนุกดี’
เสียงนายสถานีประกาศให้ผู้โดยสาร เตรียมสัมภาระให้พร้อมก่อนที่รถไฟจะเข้าเทียบชานชาลา
เวลา ๖.๐๕ น. รถไฟ กรุงเทพฯ – หนองคาย ออกจากสถานีหัวลำโพง
ระหว่างทาง
รถไฟขบวนนี้แน่นขนัดไปด้วยผู้คน
ตั๋วรถไฟชั้นสาม ทำให้ดาวต้องเร่งหาที่นั่ง แต่เป็นเพราะเธอมาคนเดียวจึงหาที่นั่งได้ง่ายหน่อยแต่จะบอกว่าฟ้าแกล้งหรือเปล่า ไม่รู้ได้ กลุ่มคนที่เธอเลือกมานั่งด้วยนั้น กำลังเมาเหล้าได้ที่ทีเดียว
‘ต้นข้าวในนาตลอดทางมีหลายสี ตรงโน้นออกรวงสีทองอร่าม สวยจัง’ ดาวพยายามเสมองออกไปนอกหน้าต่าง ทำทีเป็นสำรวจธรรมชาติไปเรื่อยๆ
“เอ้า กินๆ เดี๋ยวตอนเย็นจะอดกินแล้วนะ คืนหมาหอน เค้างดขายเหล้า แต่ว่าข้าฉลาดกว่า ซื้อมาตุนไว้แล้ว ๓ กลม มาๆ กินๆ ๆ ๆ ๆ” น้ำเสียงเมามายของชายคนนั้น ดึงดูดตำรวจรถไฟให้มาดูแล
“ถ้าไม่หยุดกินเหล้า ก็เอาเหล้ามา ผมจะริบเหล้าเอาไว้ เพราะพรุ่งนี้เป็นวันเลือกตั้ง เมามายอย่างนี้จะไปเลือกตั้งยังไงไหว” ลงท้าย ตำรวจริบเหล้า ๓ กลมที่เหลือไปหมดแล้ว
บ้าน
จวนจะ ๑๗.๐๐ น. แล้ว
ดาวลงจากรถไฟที่สถานีบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น
แล้วนั่งรถรับจ้างต่อไปถึงจนบ้าน
“หวัดดีแม่ พ่อจ้า” หญิงสาวยกมือไหว้พ่อกับแม่ที่นั่งอยู่บนแคร่ไม้ไผ่หน้าบ้าน แล้วโผเข้าไปกอดบิดาที่ยิ้มแก้มปริอยู่
“มาแล้ว ลูกรัก” แม่ทักทายลูกสาว
“ไปอาบน้ำ แล้วมากินข้าวกันนะ” น้ำเสียงพ่อเอ็นดูลูกสาวยิ่งกว่าสิ่งใด
ไม่นานนัก วงข้าวก็ตั้งสำรับพร้อมแล้ว
ดาวกินข้าวเหนียวจิ้มแจ่วบอง แถมด้วยผักแกล้มหลายอย่าง
“แม่ไปเอาปลามาจากไหน” ดาวหยิบปลาส้มที่ทอดแล้วมาใส่ในจานของตัวเอง และส่งให้เดือนผู้เป็นน้องสาวด้วย
“ยายหนา เอามาให้เมื่อวันก่อน” แม่ส่งปลาไปให้พ่อ
บรรยากาศอาหารเย็นที่บ้าน ทำให้ดาวเป็นสุข
เช้าวันใหม่
วันอาทิตย์ที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๕๐ เวลา ๘.๔๐ น.
ดาว เดือน แม่และพ่อ เดินไปที่วัดใกล้บ้าน ที่นั่นถูกจัดให้เป็นหน่วยเลือกตั้งของตำบล
ดาวไปตรวจรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่กระดาน (เป็นที่รู้กัน)ให้พ่อกับแม่
“รออยู่นี่ล่ะ อายุยังไม่ถึงเลือกตั้ง” แม่บอกเดือน
แล้วสามคนพ่อแม่ลูก พากันเดินเข้าไปลงชื่อรับบัตรลงคะแนน
คูหาเลือกตั้ง
ดาวก้มลงไปบนโต๊ะแล้วตัดสินใจจรดปากกาลงบนบัตรลงคะแนน
‘เอาละ จะทำหน้าที่ของประชาชนละ(ล่ะ)นะ’ ดาวนึกในใจ
หลังจากหย่อนบัตรลงคะแนนลงในหีบบัตรแล้ว ดาวเดินกลับมาหาเดือนที่ยืนรออยู่ด้านนอก
“แม่ทำท่าแปลกเนอะ ทำอย่างกับไม่เคยเลือกตั้ง” เดือนเอ่ยแซวขึ้นมาก่อน
“อือ คงตื่นเต้นน่ะสิ” ดาวพูดกลั้วหัวเราะ ด้วยเห็นภาพ(มอง)แม่ผลุบโผล่ในช่องลงคะแนน
“ดูพ่อสิ ไม่เห็นออกมาซักที” เดือนเริ่มบ่น มองเห็นพ่อก้มอยู่ในคูหาของตัวเอง
ทั้งครอบครัวทำหน้าที่ของประชาชนตามระบอบประชาธิปไตยแล้ว ก็พากันเดินกลับบ้าน
แคร่ไม้ไผ่หน้าบ้าน
“เราทำหน้าที่ของเราเรียบร้อยแล้ว” ดาวพูดแล้วยิ้มให้พ่อ มือก็บีบนวดพ่อไปด้วย “ทีนี้รอก็แต่ผลนับคะแนน”
“มารอดูกัน ว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ของบ้านเราจะเป็นใคร” พ่อพูดทั้งที่ยังหลับตาอยู่
“เรียกเต็มยศเลย เรียก ส.ส. เฉยๆ ก็ได้นี่พ่อ แถมยังทำเสียงเหมือนพ่อใหญ่จิ๋วในสภาโจ๊กอีก” เดือนแซวพ่อ
แม่เดินมาจากหลังบ้าน ถือจานใส่ขนมฝอยทองที่ซื้อมาจากตลาดเมื่อเช้านี้วางลงบนแคร่
“น่ากินจังเลยแม่จ๋า” ดาวทำเสียงอ้อนแม่ มือก็เอื้อมมาที่จานขนม
“แนะ ไปล้างมือก่อน” แม่ดุ
“หนูกินก่อนละกัน” เดือนหัวเราะ ทำท่าจะหยิบขนมมากิน
‘ถ้าเลือกได้ ขอกลับมาอยู่บ้านกับพ่อแม่ดีกว่า’
ดาวมองคนในครอบครัวกำลังพูดคุยหยอกเอินกันสนุกสนาน
สถานีรถไฟ
เช้าตรู่วันจันทร์ที่ ๒๔ ธันวาคม ๒๕๕๐
พ่อกับแม่มาส่งดาวที่สถานีรถไฟบ้านไผ่
ทั้งสาม ล่ำลากัน แม่ร้องไห้
“นี่แม่ ลูกยังไม่เห็นร้องไห้เลยนะ” น้ำเสียงของพ่อนั้นเจือเสียงหัวเราะไว้ด้วย
ดาวกราบพ่อที่อก แล้วมากราบแม่ต่อ
เธอกอดแม่ไว้นาน “สงกรานต์ปีหน้า หนูจะเอาข่าวดีมาฝากนะแม่”
ระหว่างทาง
จาก บ้านไผ่ เวลา ๙.๒๐ น.(มีรถไฟขบวนนี้แน่นะขอรับ)
รถไฟขบวนนั้น ตอนนี้แน่นขนัดไปด้วยผู้คน
ดาวหาที่นั่งได้แล้ว
‘ต้นข้าวในนาตลอดทางมีหลายสี ตรงโน้นออกรวงสีทองด้วย นั่นเขากำลังเกี่ยวข้าวกันอยู่’
ดาวชมธรรมชาติอย่างเพลิดเพลินไปตลอดทาง จนถึงกรุงเทพฯ เวลา ๑๗.๕๐ น.
ชุมทาง
รถไฟเข้าเทียบชานชาลาที่ ชุมทางบางซื่อ ดาวเลือกลงสถานีนี้ เพราะใกล้ที่พักมากกว่าดาวมองดูพาหนะที่พาเธอมาที่นี่
รถไฟวิ่งหายเข้าเมืองไปแล้ว
มีรถไฟอีกขบวนวิ่งออกจากเมือง(สวน)มา
ผู้คนอีกมากมายขึ้นไปหาที่นั่ง มองดูชุลมุน
รถไฟกำลังจะนำชีวิตทั้งหลาย ให้ออกห่างจากเมืองใหญ่ ในไม่กี่อึดใจนี้
‘พวกเขาจะไปไหนกันนะ กลับบ้านหรือเปล่า’ ความคิดนี้แล่นผ่านหัวใจของดาว
อาจเป็นเพราะเธอเพิ่งกลับมาจากบ้านก็ได้
ดวงตาเหม่อมองดูรถไฟขบวนนั้น แต่มันกลับถูกม่านน้ำตาห่อหุ้มไว้ทั้งขบวน (บอกว่าคิดถึงบ้านโดยไม่พูดออกมา..นี่ล่ะนักเขียน)
ห้องพัก
ประตู(ถูก)เปิดออก มีแสงสว่างทะแยงเข้าห้องไปตามฉากของบานประตู
แสงนั้นทอดลงบนเตียงนอน จนแลเห็นผ้าปูที่นอนลายกระต่ายที่คุ้นเคย
ประตูปิดลงแล้ว
ความมืดเข้ามาแทนที่
ดาวไม่ได้เอื้อมมือไปเปิดไฟ
‘ฉันชอบอยู่กับความมืดมากกว่า หรือเป็นเพราะฉันชินชากับมันนะ’
เสียงความคิดของดาว บ่งบอกนิสัยบางอย่างของเธอ
‘ฉันฉีกยิ้มที่มุมปากนิดหนึ่ง เพื่อให้เสียงที่ออกไปฟังดูยินดี’
นั่นเอง ที่เธอได้มาจากการใช้เวลาหลายปี ลืมตาตื่นมองดูโลกในโมงยามของรัตติกาล
คาเฟ่
“ส่งความรักไปให้ เธอมองเห็นบ้างไหม คนดี
เท่าที่มีเพียงหัวใจ จากคนไกลหลายล้านปีแสง…”
สิ้นเสียงร้องของดาว มีเสียงปรบมือดังขึ้น
“แขกน้อยเนอะ แต่เสี่ยอ้วนนั่นก็มาอีกแล้วล่ะ” บริกรสาวนางหนึ่งเริ่มบทสนทนา
“หึ หึ นังดาว ชั้นว่า คืนนี้คงจะไม่รอดแน่ๆ” สายตาริษยาของนักร้องสาวถูกส่งไปยังนักร้องสาวคนสวยบนเวที
ดาวย่อตัวลงเพื่อรับมาลัยซึ่งติดธนบัตรใบละพันอยู่หลายใบ จากเสี่ยวรเจ้าประจำนั่นเอง
ในแสงสลัวเลือนราง ดาวฉีกยิ้มที่มุมปากนิดหนึ่ง
เธอกระซิบที่ข้างหูของเสี่ยใจป้ำคนนั้น “ขอบพระคุณค่ะป๋า ที่กรุณา”
OOO
Filed under: ฮุฮิ | Tagged: ● เรื่องสั้น

สวัสดียามเย็นเจ้าค่ะท่านดิน
ขอบใจ
ขอบคุณ
แท้งกิ้ว โซ มัช
ฯลฯ
ไม่รู้ว่าจะเอาคำไหนมาทดแทน ทุกคำที่ แนะนำ – ติ – ชม ที่ท่านให้ไว้
หิวข้าวเลยนะเนี่ยท่านดิน
ลาไปกินต้มซุปเปอร์ตีนไก่ (แสนอร่อย) ที่โชคชัยสี่ ก่อนนะเพคะ ว่างๆ เชิญท่านมาชิม นะเจ้าคะ
สวัสดีค่ะ ^^
ภัทร
ปล. ขบวนรถไฟ เช็คแล้วเช็คอีก (จากเวบ การรถไฟ น่ะเจ้าค่ะ) เพราะก็เกรงว่าจะไม่ตรงความเป็นจริง ^^
ด้วยความยินดีขอรับ
ข้าพเจ้ารีบร้อนไปหน่อยเกรงฟ้ามืด
..
ไป ๆ มา ๆ ทอดไข่เจียว ทำตกพื้น!
..
ข้าพเจ้ายืนงงสองวิฯ (เอาไงดี!)
ทิ้งก็ไม่มีอะไรจะกิน ฟ้าก็มืดค่ำแล้ว
..
..
ข้าพเจ้าหยิบมันขึ้นมาล้าง!
ครั้งแรกในชีวิต กินไข่เจียวล้างน้ำ!
.
เห็นต้มซุปตีนไก่เข้าพาลน้ำลายสอ
.
คารวะ
สวัสดีค่ะท่านดิน
ข้าพเจ้าแวะเวียนมาหลายเพลาแล้วล่ะ
แต่ไม่ทราบจะหย่อยตัวอักษรไว้กระจาดไหนดี
ก็ได้แต่แวะมา แล้วก็จากไปอย่างไร้ร่องรอย (ซะงั้น)
แวะมาวันนี้ ก็เกือบจะหายตัวไปเงียบ ๆ เหมือนเคย
แต่มีข้อสงสัยหนึ่งแว๊บขึ้นมา
เลยต้องถามให้รู้ดำรู้แดง ให้รู้แจ้งกันไปเลยว่า
“เมนูกล้วยปั่นในร้านของท่านใช้กล้วยพันธุ์ไหนหรือคะ ?”
.
ไปก่อนละค่ะ .. แว๊บ ๆ
-มารดำ-
พันธุ์สะดือจุ่น
ขึ้นแถว ๆ ที่ราบอารมณ์ขันท่วมถึง
.
รับรองทานแล้วอารมณ์ดี นั่งยิ้มทั้งวัน
.
สถาบันวิจัยกล้วยแห่งชาติทดสอบแล้วพบว่ากล้วยพันธุ์นี้มีเอ็นไซม์ตัวหนึ่งช่วยกระตุ้นต่อมขำให้ทำงาน
เป็นเอ็นไซม์ตัวเดียวกับที่วางแถว ๆ ห้องจ่ายยาท่านไง
-มารกระดำกระด่าง-
โอ้ !!
น่าสนใจไม่ใช่น้อยนะนี่
แบบนี้น่าจะทำการศึกษาเชิงลึกถึงระดับDNA
แล้วตัดต่อพันธุกรรมไว้แจกจ่ายให้ชาวโลกทั่วไปเนอะ
.
ว่าแต่เอนไซม์นี่ทำให้อารมณ์ดีอย่างเดียวใช่ป่าวคะ ?
ถ้ามันจะไม่มีผลข้างเคียงอื่น ๆ ละก็ขอปั่นแบบเนียน ๆ แก้วนึงค่ะ
อิอิ
ได้เยย
ราคาแก้วละยิ้ม..จ่ายมาซะดี ๆ
กลอนกานท์ประสานกาพย์
ซึมทราบประโลมสาส์น
แจ่มจันทร์ประพันธ์จาร
วาบวับประดับวาว
…
ร้อยกรองสนองกลั่น
นึกนั้นสะอื้นหนาว
น้ำค้างสล้างคราว
บุษบาสง่าบาน
…
นกเขาก็เฝ้าขัน
เช้าวันก็เหมือนวาร
โผผินก็บินผ่าน
สู่ฟ้าก็ราฝัน
…
แรมรอนจะจรร้าง
ยามย่างจะยืนยัน
เกศแก้วจะแคล้วกัน
จำจิตจะคิดจร
กาพย์บทนี้เลียนแบบมาจาก อหังการ์มหากาพย์ของท่านคมทวน คันธนู ค่ะ แม่พลอยจะไม่อยู่หลายวันเลยค่ะ
ยินเจ้าสิลาไกล…จรลีจะแรมรอน
ทรวงวาบผิไฟฟอน..ผะผะผ่าวระเร้ารุม
นานนั้นสิว่านาน..วะจะปานประหารกุม
เข่นใจหทัยกลุ้ม..ผิวะเขาจะฆ่าฟัน
บอกเถิดวธูเจ้า…คณะนานสิไหนกัน
จักได้ประจำวัน..นะจะนับสดับคอย ฯ