ค่อนวันสวัสดิ์ขอรับพี่ท่าน
บั้นต้นคิดติดตามประกบคลุกวงใน พี่ท่านโผล่ไปสนามใดข้าพเจ้าก็จะแผลวตามไปสนามนั่น วันก่อนเลยแว่บดูลาดเลาที่สารคดี ไม่ได้เข้าไปเสียนานแล้วขอรับ ข้าพเจ้าชอบเข้าไปดูวันนี้ในอดีต แต่ช่วงหลังซาไป เพราะแค่ดูฟีดบล็อกสหายก็เล่นเวลาข้าพเจ้าร่วมชั่วโมงแล้ว(อะไรจะขยันเขียนกันปานนั้น) อืมม์สงสัยต้องจัดสมดุลใหม่
เห็นอานันท์บันทึกในหน้าแรกของเว็บสารคดีแล้วกรึ่มใจนัก เหมือนพี่ท่านเป็นคอลัมนิสต์เลยขอรับ (เขียนลงต่อเนื่องมาร่วมสามปี พระคุณยังไม่ชวนเป็นนักเขียนประจำก็เกินไปล่ะ พี่ท่านว่าไหม?)
ที่จะเล่าให้ฟัง (ไปนั่งโม้ที่ร้านหนังสือประทีปแล้วซับมิทหายเกลี้ยงคราวก่อนนั่นแลขะรับ) คือไฟในทรวงขอรับ!
ไฟในทรวงลุกโพลง!
ก่อนหน้าข้าพเจ้าเข้าไปเดินเล่นที่บอร์ดสารคดี เห็นเป็นบอร์ดอย่างบอร์ดทั่วไป แต่เที่ยวนี้เห็นอานันท์บันทึกหราบนหน้าแรกเวบสารคดี ข้าพเจ้าไม่ทราบที่มาที่ไป การเปลี่ยนแปลงเป็นเช่นไร เพียงรู้สึกว่า นี่ไงผลของการกระทำสม่ำเสมอ ต่อเนื่อง ยาวนาน (อีกแล้วครับทั่ลล์!)
ข้าพเจ้าไม่มีนิสัยนี้อยู่เลย เน้นทางจับจดเสียโดยปริมาณ คิดฝึกโดยโดดเกาะหลังท่านมาแต่ปีมะโว้ก็ทำไม่สำเร็จ แม้ “เช้าวันอาทิตย์” (คอลัมน์สุดหรูใช้เวลาคิดชื่ออยู่สองร้อยกว่าชั่วโมง) ที่กะแปลงกายเป็นพวกซักเกอร์เกาะปลาวาฬสวัสดีวันอาทิตย์ มาได้สองตอน ย่างเข้าตอนสาม(เช้านี้)หวิดล่มอีกแล้วขอรับ ไม่มีอารมณ์..อุ๊บ!! เปล่า ๆ ๆ ๆ จิ้มไม่ไหวขอรับ (เดี๋ยวโด๊ปกาแฟก่อน) ค่ำวานซัดเข้าไปหลายขวด ขมองมึนตึ๊บ (อา…กาแฟเข้ม ๆ อึ๊กเดียวโปร่งขึ้นมาเชีย)
‘หัวเรื่องรึเอ็งก็ไม่ต้องตะลอนหา แล้วยังจะมีหน้าคร้านเขียน’ เทวาบนไหล่ขวาทำเสียงดุ
‘นา..นา..เขียนนา..รอเดี๋ยวเซ่’ ข้าพเจ้าผลัดแบบขอไปที ใจก็คิดว่าเอาไงดีฟะ ขืนไม่เขียนจะรู้สึกทรยศความตั้งใจดีของท่านเทวา
คิดไปคิดมาเหตุบังเอิญมีอันเปรี้ยวปากอยากซดกาแฟ จัดแจงต้มน้ำ ตักกาแฟช้อนน้ำตาลช้อน รินน้ำ(เดือดเร็วไปหน่อยไม่ต้องสงกานะขอรับ อันนี้ความเรียงแอ็คชั่น ต้องตัดต่อรวดเร็วทันใจหน่อย) ซดซู้ดดดด
อา..ตาสว่าง
เช้าวันอาทิตย์จึงได้โผล่เกศามาสวัสดีพี่ท่านเสียคล้อยบ่ายด้วยประการฉะนี้ (นี่ยังไม่เข้าเรื่องเลยนะ! แค่เกริ่น..เกริ่น)
ร้านในฝันรึ!?
ได้เลยมาว่ากัลล์
พี่ท่านคงเคยได้ยินได้ฟังได้อ่านผ่านตา เรื่องประดาโปรแกรมเมอร์ระดับเทพ แฮกเกอร์มือผีอำในซิลิคอลวัลเลย์ก่อนเหล่าท่านจะเลื่อนระดับเป็นเทวดาอยู่ในหุบเขาอัมรินทรานั้น เหล่าท่านล้วนคลั้งเกมส์เป็นชีวิตจิตใจ จากเล่นอย่างเดียวค่อย ๆ ศึกษา เป็นออกแบบ กระทั่งรังสรรค์อะไรต่อมิอะไรมากมายในโลกดิจิต
เกมส์เป็นเหมือนโพรงต้นไม้ที่อลิซเดินทางเข้าไปในวันเดอร์แลนด์ไงขอรับ
ดูอีกด้านก็คือการฝึกทักษะ รู้จักคิด วางแผน (ยิ่งเกมส์บอลละก็แซ่บทรวงนัก!)
หรือแง่พักผ่อน เล่นเกมส์มันส์ ๆ อะดรีนาลีนพร่านดีนักแล
ทั้งคำศัพท์เทคนิค ภาษาคอมพ์ เด็ก ๆ ที่สนใจเกมส์จะต้องควานหาเพิ่มเติม เด็กพวกนี้จะไวกว่าพวกที่ไม่สนใจ
เป็นธรรมดาไฟย่อมมีทั้งอัคคีภัยแลปลาไหลต้มโคล้ง ขอเพียงเราดูแลให้รอบคอบ เร่งไฟแต่พอดี เฝ้าดูไม่วางตา สุกได้ที่ก็ปรงลง อัคคีภัยจะไม่เกิด ปลาไหลต้มโคล้งก็ได้รสแซ่บ
คิดได้เช่นนั้น ข้าพจ้าเปิดร้านเกมส์เลย!
หลังบวกลบคูณหารเอาจำนวนชั่วโมงเฉลี่ย(๕)คูณค่าชั่วโมง(๒๕)คูณจำนวนเครื่อง(๑๐) ข้าพเจ้าตาลุก รายได้นอนตีพุงสบายแฮ
ตอนนั้นเป็นร้านเดียวร้านแรกในหมู่บ้าน ไม่ต้องใช้จินตนาการเลยขอรับ ลูกค้าตรึมทุกเพศทุกวัย เด็ก ๆ ในหมู่บ้านขาข้าพเจ้าทั้งน้านนน เสาร์อาทิตย์ยังกะเนอร์สเซอรี่ พ่อแม่เอามาฝากจ่ายค่าชั่วโมงพร้อม ตกเย็นข้าพเจ้าเอามันไปส่งบ้าน
ลูกค้ามากเข้าชักสนุกขยายไลน์สินค้าเพิ่มหนังสือการ์ตูนเช่า (ไม่ใช่อะไร..จะอ่านเอง)
หลายครั้งมีตัวเก๋าเล่นไปเล่นมาหันมาถามข้าพเจ้า ข้าพเจ้าตอบไม่ถูกเพราะหลายเกมส์เล่นแค่พอรู้จัก พวกแสดงสีหน้าดูแคลน ส่งสายตาอำมหิตเหยียดหยาม ‘ระดับอุนจิ’ แล้วแบะปาก
ข้าพเจ้าจึงต้องศึกษามันซะให้ซึ้งแซ่บไปเลย (มีรึยอมให้เด็กแคลน..เก่งจริงไม่แพ้ป.๔ อยู่แล้น)
จากนั้นข้าพเจ้าเล่นเกมส์ยันเช้า(เพราะไม่มีลูกค้า) ยิ่งเล่นยิ่งต้องเอาชนะ เป็นประจำที่ฟ้าสว่างแล้วยังไม่ได้ดังใจ ตาข้าพเจ้าชักขวาง น้ำลายยืดมุมปากเริ่มหยดย้อยไหลพาดคาง ข้าพเจ้าซู้ดกลับคืนมาด้วยความเสียดาย
ไปล้างหน้าล้างตาหาข้าวเช้าแล้วกลับมาปะทะกับมันใหม่
กระทั่งสามารถจบเกมส์ยิ้มกริ่มด้วยความภาคภูมิใจ
ครั้นโชว์ฝีมือ เด็ก ๆ ยิ่งชอบใจยกเป็นปรมาจารย์
ไม่ทราบเหตุการณ์ซีนนั้นใช้เวลากี่คัตฟีล์มกี่ม้วน ที่จำได้คือ วันหนึ่งข้าพเจ้าฉุกคิด เรานี่..ชักไปกันใหญ่ นิสัยก้าวร้าวคิดแต่จะเอาชนะเริ่มฝังลึก เสียเวลาอยู่กับเรื่องเหลวไหล วนเวียนอยู่กับคอนเซ็ปเดิม ๆ เพียงเปลี่ยนเรื่องเปลี่ยนฉากเท่านั้น (เกมส์มันมีอยู่ไม่กี่ประเภทเองขอรับ แค่เปลี่ยนเวอร์ชั่นออกมาขายเรื่อย ๆ) ผ่านระดับหนึ่งต้องผ่านอีกระดับหนึ่งไปเรื่อย ๆ อย่างไม่มีวันจบสิ้น เหมือนถูกล่อให้ติดตามซาตานไปกว่าชีวิตหาไม่
แล้วนี่เรากลายเป็นเครื่องจักรปั้มพิมพ์นิสัยแบบนี้ให้พวกเด็ก ๆ หรืออย่างไร?
ข้าพเจ้ามองไม่เห็นคุณประโยชน์ของเกมส์คอมพ์อีกเลย เห็นแต่โทษไม่ว่าจะเล่นน้อยเล่นมาก
พลันนิสัยเลวติดตัวแต่กำเนิดก็ผุดขึ้นมา ‘อะไรที่ไม่เห็นด้วย ไม่ขอยุ่งเกี่ยว’
ข้าพเจ้าตัดสินใจเลิกร้านเกมส์ แปลงร่างเป็นคนตกงานโดยพลัน คิดไปทำร้านเน็ตทำเลที่มีนักท่องเที่ยวฝรั่งลง แต่ค่าเช่าแพงเหลือหลาย เป็นระดับธุรกิจที่ใหญ่กว่าร้านเกมส์กิ๊กก๊อกของข้าพเจ้าหลายช่วงตัว สุดท้ายขายอุปกรณ์ไปถูก ๆ
เย็น ๆ เตะบอลพลาสติกในซอยเสร็จ เหงื่อท่วมตัวกลับมาถอดรองเท้าถุงเท้า ใจก็คิด ‘นิสัยอย่างนี้เองจึงไม่มีปัญญาร่ำรวยมีเงินมีทอง แล้วนี่จะหาอะไรรับ’ทาน..ยังไม่รู้เลย’
ถัดจากวันนั้นไปอีกไม่กี่นาน ข้าพเจ้าออกเดินทางตามหาร้านในฝัน ก็เพราะในชีวิตต้องการเป็นเจ้าของกิจการเล็ก ๆ อะไรก็ได้สักอย่าง มีภรรยาน่ารักสักคนช่วยกันเก็บกวาด (บ้าหนังญี่ปุ่นไปหน่อย) มีลูก ๆ เลิกเรียนกลับมาร้องว่า “กลับมาแล้วค่า!”
ไปเปิดร้านไอติมที่บ้านนอก ตอนนั้นมีความสุขมาก หาแก้วทรงแปลก ๆ จานสวย ๆ ของแต่งร้านน่ารัก ยิ่งซื้อยิ่งเพลินเพราะไม่ใช่ค่าใช้จ่ายแต่เป็นการลงทุน ลูกค้าเห็นเข้าชื่นชอบขอซื้อยิ่งเพลินใหญ่
ทำสักพักชักอยู่ตัวไม่มีเรื่องเร้าใจ(แบบว่าขายไอติมรวยไม่ทันใจ) เซ้งร้านกลับเข้าหาเรื่องเร้าใจในก.ท.ม. ฝันไว้เหมือนกัลล์ว่าจะเปิดร้านทัวร์เอาฝรั่งเข้าเมืองไทย อาการภูมิแพ้ดันกำเริบเจ๊งบ๊งวอดวาย ต้องกลับบ้านนอก ตามหาร้านในฝันต่อไป
กระทั่งเปิดร้านกล้วยปั่น ขายตัวอักษรปั่นอยู่ที่หมู่บ้านWP ทุกวันนี้ล่ะขะรับ มีอักษรปั่นทุกรสชาติให้ลิ้มลอง เป็นอักษรอินทรีย์รับรองไม่มีสารพิษตกค้าง แม้เจ้าของร้านจะเอาแต่นั่งจิ้มแป้นอยู่หลังร้าน นาน ๆ ออกมาหน้าร้านที แต่ก็โผล่ทักทายลูกค้าทุกวันไม่เคยขาด(เลียนแบบท่านเจ้าสำนัก) ทุกเมนูไม่มีราคาติดไว้เพราะเราซื้อขายกันด้วยรอยยิ้ม
ข้าพเจ้าพบร้านในฝันของข้าพเจ้าแล้ว ร้านที่มีลูกค้านำรอยยิ้มมาแลกซื้อตัวอักษรปั่น
บางครั้งขณะกวาดขยะอยู่หน้าร้านข้าพเจ้าอมยิ้มครุ่นคิด ‘นิสัยอย่างนี้เองจึงไม่มีปัญญาร่ำรวยมีเงินมีทอง แล้วนี่จะหาอะไรรับ’ทาน..ยังไม่รู้เลย’
คารวะ
ดิลล์
@ ร้านหนังสือประทีป : ร้านในฝัน
