เสาร์สวัสดิ์ขอรับพี่ท่านท่านเพลง
ปะคอม็อคค่าคาปูชิโน่เช่นนี้สมใจนัก ข้าพเจ้าห่างหายโต๊ะกาแฟรสเข้มเสียนานนับแต่วงเชี่ยนหมากสี่สหายเป็นอันกระจัดกระจายย้ายแยก
ผ่านตาตัวอักษรตั้งแต่ ‘นกที่ไม่มีเสียง’ ยันสองคำถามตบท้าย ราวดื่มกาแฟกลมกล่อม รสชาติที่ดี..รสชาติที่ดี..
ครั้นไล่ไล้สายตามพี่ท่านลงไป (ไล้อักษรนะพี่ท่านอย่าเพ่อคิดสยิว) ข้าพเจ้านั่งพยักหน้าหงึกหงึกหงึก…(แถมอีกหงึก)
เราหาได้คุยกันเรื่องเห็นด้วยไม่เห็นด้วย..แต่สมควรคุยกันด้วย–เห็นว่าไร? ข้าพเจ้าจึงขอสำแดงความเห็นต่ำต้อยดังต่อไปนี้
“๑.เห็นด้วยไหมกับกำกึ๊ดข้าเจ้าและสุดตี้ฮักที่ว่าการเขียนเรื่องใกล้ตัวมิได้หมายความว่า…เขียนเรื่องของคนใกล้ตัว”
ไม่เห็นด้วยขอรับ
“๒.ไม่ควรนำภาพเสี้ยวชีวิตหรือความคิดคนใกล้ตัวไปเป็นภาพของตัวละครที่สร้างขึ้นมา”
ไม่เห็นด้วย(เช่นกัลล์)ขอรับ
ภาคขยาย :
ท่านที่เคารพรักทั้งสอง ก่อนอื่นขออนุญาตเรียนความคิดเห็นส่วนตัว(ซึ่งเยาวชนอายุต่ำกว่าขวบควรอ่านในความดูแลผู้ปกครอง) ผู้น้อยไม่เคยเห็นคล้อยเลยกับการนำคำนิยาม, หลักการต่าง ๆ, มาใช้ปฏิบัติ
การกำหนดเจาะจงลงไปว่าสิ่งนั้นควรเป็นเช่นนี้ สิ่งนี้ต้องเป็นอย่างนั้น เพียงเหมาะแก่การศึกษาย้อนหลัง กรอบกรงต่าง ๆ มีไว้เพื่อง่ายแก่การจำแนกจดจำ
เป็นคนละเรื่องกับก้าวเดินไปเบื้องหน้า
เราเรียนรู้อดีต เพื่อย่าวก้าวปัจจุบัน เห็นภาพใช่ไหมขอรับ? หันกลับไปเรียนรู้พึงจำแนกแยกแยะ มุ่งหน้าควรท่องไปโดยเสรี (แน่ล่ะกรอบการเรียนรู้จะมีส่วนช่วยกำหนดทิศทางควบคุมพังงา)
สำหรับผู้น้อย–หลักการต่าง ๆ มีไว้เพื่อเรียนรู้ ไตร่ตรอง หาใช่นำมาปฏิบัติ!
กับคำถามข้อ ๑ : ผู้น้อยคิดเห็นว่าเรื่องใกล้ตัว กับเรื่องคนใกล้ตัว เป็นเรื่องเดียวกัน จึงตอบว่าไม่เห็นด้วย
กับคำถามข้อ ๒ : การนำเสี้ยวชีวิตวิธีคิดบุคลิกคนใกล้ตัวสร้างตัวละครนั้น ประพันธกรนามอุโฆษ ปาป้า เฮมมิ่งเวย์ได้สรรค์สร้างอย่างวิจิตรไว้เป็นแบบ ไม่ว่าจะ The Old Man and the Sea หรือ A Farewell To Arms ที่บรรยายฉากสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง และความรักของทหารหนุ่ม ซึ่งก็คือช่วงเวลานักเขียนหนุ่มปฏิบัติหน้าที่ในเครื่องแบบทหาร ส่วนตาเฒ่าซานดิอาโก้ใช่ใคร..คือสหายเฒ่านักตกปลาที่ผจญทะเลด้วยกัน
อย่างง่ายดายและโดยตระหนักใจพ้องกัน นั่นคือ ในแง่ของผู้เขียนเราหยิบจับทุกเรื่องราวบอกเล่าผ่านศิลปการประพันธ์ (คนละเรื่องกับบ่นเป็นตัวอักษร)
ส่วนผู้อ่านจะตีความไปทางไหน? เดาว่าตัวละครนั้นเป็นใคร? โวยว่าเอาเรื่องชีวิตส่วนตัวของฉันมาเขียนทำไม? เขียนกระแนะกระแหนฉันหรือไม่? ฯลฯ
ทั้งหมดล้วนเป็นสิทธิเสรีภาพทางความคิดการตีความของผู้อ่านโดยชอบธรรม
ผู้เขียนยินดีเข้าไปข้องแวะยุ่งเกี่ยวหรือไม่? เพียงใด? ตื้นลึกแค่ไหน? ก็เป็นสิทธิเสรีภาพของคนเขียน..โดยชอบธรรม…เห็นด้วยไหมขอรับ?
คารวะ
ดิลล์
ปล. ประเด็นย่อยไม่อยากผ่าน
“คนเขียนหนังสือไม่ควรใช้ตัวหนังสือทำร้ายกัน ไม่ควรเขียนเรื่องของคนใกล้ตัว”
“นักเขียนก็อย่างนี้ล่ะ เค้าทำร้ายคนที่ไม่ชอบหน้ากันด้วยการเขียนนี่ล่ะ”
ผู้น้อยเห็นว่า ‘อยู่ที่(ปัจเจก)เจตนา’ (ไม่ใช่สเตอร์ริโอไทป์)
คนที่ใช้ตัวอักษรเจตนาทำร้ายผู้อื่น จิตใจตนเองย่อมบาดเจ็บ ยิ่งกระทำรอยแผลจะยิ่งลึกยากเยียวยา ส่วนคนอ่านที่เจตนาตีความว่าโดนทำร้าย ยิ่งอ่านรอยแผลก็ยิ่งลึกเช่นกัน
ทั้งหมดขึ้นกับทัศนะต่อการเขียนอ่านของทั้งสองฝ่าย
หมายเหตุ : คำ ‘เจตนาตีความ’ หมายถึงโลกทัศน์ คนมองโลกแง่งามจะมีปฏิกริยาต่างกับคนมองโลกแนบจันทร์
ข้าพเจ้าเคยทดสอบ หย่อนก้อนหินถามทางไปก้อนหนึ่ง ด้วยตัวอักษรชวนตีท้าต่อย(อย่างสุภาพ) แล้วโดนปาก้อนหินกลับ(เต็มหน้า) ทั้งที่หากตอบง่าย ๆ “นี่แก!..เข้าใจผิดใหญ่แล้วนะโว้ย!” แค่เนี้ย ข้าพเจ้าก็เป็นคนผิดแล้ว และจะได้ตอบไปว่า ลองโยนก้อนหินว่ะ!
เห็นใช่ไหมขอรับ ทัศนคติ โลกทัศน์ กำหนดท่าทีแสดงออก และต้องไม่ลืมว่าทั้งสองเป็นเช่นสายน้ำ–มีเลื่อนไหล ถ่ายเท
นิ่งมอง..พิเคราะห์..เอาล่ะท่านที่เคารพรักทั้งสอง..เรามาลงมือเขียน!
OOO
@ ร้านหน้งสือประทีป : แสงเดือน

เราเชื่อนะว่า นักเขียนทุกคนก็เอาวัตถุดิบมาจากชีวิตของคนใกล้ตัวทั้งนั้นแหละ หรือหากไม่มีประสบการณ์ตรง ก็ต้องไปหาเอาเองจากการคุยกับคนที่รู้ดี
เรื่องในหนังสือ ส่วนหนึ่งมันก็คงมาจากชีวิตจริงน่ะแหละ
(อ่านแล้วแอบนึกถึงเรื่องของคุณแอร์กี่ที่กำลังดังอยู่ตอนนี้ เพราะชีวิตจริงแกถูกนำไปสร้างเป็นละคร “สงครามนางฟ้า” ที่โด่งดังอยู่ตอนนี้)
อรุณสวัสดิ์ขอรับท่านมาฟี่
ปะavatarใบหน้าการ์ตูนญี่ปุ่นท่านแต่เช้าชวนอารมณ์ดีนัก
เห็นแล้วคิดถึงใบหน้ากล้วยน้ำว้าข้าพเจ้า ประดาลูกค้าหน้าบานเจอะเข้าแต่เช้าจะเป็นไรบ้างนะนี่!
คารวะ