ท่าน mafee ขอรับ
ข้าพเจ้าขออนุญาตนำความรู้สึกที่ตกกระทบจากดักแด้ในอ่างน้ำวางแผ่ลง ณ พลาเน็ตทาเรี่ยม ด้วยสำรวมใจไว้ว่า ท่านคงไม่เคืองขุ่นที่เยาวมิตรนักอ่านแห่งท่านบังอาจกล่าวความออกไปโดยท่านหาได้ไต่ถามหรือใคร่รู้แม้คำ
ความยินดีที่มีใครสักคนบอกเล่าเรื่องราวหนังสือผ่านตาให้เรารับรู้หาน้อยไม่ เหมือนสังสรรค์อยู่ในหมู่มิตรรักนักอ่านที่พบกันยามพลบหลังอาหารค่ำในแสงวับวอมของกองไฟ หยิบยกเรื่องราวเคยอ่านมาเล่าสู่กันฟัง
อารมณ์เช่นนั้นราวอยู่ในโลกฝัน
แต่เป็นความจริงขอรับ สะพานใยแก้วได้เชื่อมโยงโลกฝันเจิดจรัสสู่โลกแห่งความเป็นจริง เรื่องเล่าเหล่านั้นเดินทางสู่ผู้ฟังที่ตั้งใจสดับอยู่ข้างกองไฟอุ่นกรุ่นควันจาง เขาตั้งใจฟังอย่างจดจ่อ อยากรู้ทุกครั้งที่เห็นชื่อเรื่อง..ว่าเรื่องราวดำเนินต่อไปอย่างไร? เกิดขึ้นอย่างไร? จบลงอย่างไร?
แต่การบอกเล่ากลับเป็นคล้ายพูดคุยด้วยคนคอเดียวกันที่เคยอ่านเรื่องเดียวกันมา แลแลกเปลี่ยนจุดประทับใจกัน เหมือนต่างดูละครทีวีแล้วชวนกันพูดคุยถึงบท ตัวละคร ฉาก เรื่องราวของละครนั้น ๆ อย่างออกรส ขณะที่อีกคนซึ่งหาได้ดูละคร ได้แต่นั่งอ้าปากหวอรับฟังโดยจินตนาภาพไม่ออก (แต่ก็อยากรู้เรื่องราว)
ท่านอาจเจตนาเพาะบ่มบรรยากาศของคนเคยผ่านตามาแลกเปลี่ยนทัศนะ (ไม่ก็เย้าใจให้หยิบขึ้นมาอ่าน)
หากจุดหมายเป็นเช่นนั้นนับว่าบรรลุความตั้งใจ
แต่กับมิตรน้อยผู้ยากไร้โอกาสทางการอ่านอย่างข้าพเจ้า ผู้นั่งอยู่ข้างกองไฟยามพลบกอดเข่าจับเจ่าในเงาแห่งเปลวไฟวูบไหวอยู่นี้ ได้แต่เบิ่งตางงงวยด้วยความสนใจใคร่รู้ แลจำยื่นนิ้วต่ำต้อยสะกิดอย่างหวาด ๆ แล้วกล่าวถามว่า
“ประทานโทษเถอะขอรับ เรื่องราวเป็นเช่นไร? ทั้งสองพบกันได้อย่างไร? ทำไมต้องแยกจากกัน? เขียนสลับกันอย่างไร? ทำไมแยกเล่มแล้วยังอ่านรู้เรื่อง?”
ท่านอาจฉงนใจว่าไยคำถามจึงได้โง่เง่าเสียปานนั้น? นั่นเป็นด้วยผู้น้อยหารู้เรื่องราวใดเลย เหมือนนักเรียนที่นั่งฟังคุณครูกรุณาสอนพีชคณิตมาทั้งชั่วโมงด้วยความสนใจ เขายกมือถาม คำถามของเขาแปลความได้ว่า เขาไม่รู้เรื่องเลย..แต่เขาอยากรู้
คุณครูคงไม่ตำหนิว่ากล่าวที่เขายกมือขึ้นถามดอก..ใช่ไหมขอรับ?
(อดไม่ได้กับคำถามเดิม ๆ ‘เรื่องราวเป็นเช่นไร?’ เล่าไม่จบก็ได้ ขยักตอนจบไว้ก็ได้ แต่อย่าปล่อยข้าพเจ้าจมในบึงโคลนแห่งความใคร่รู้อยู่เช่นนี้เลย..นะ..นะ..นะ)
คารวะ
ดิน
OOO
@ Planetarium : ดักแด้ในอ่างน้ำ

หงะ เห็นชื่อตอนแล้วตกกะใจเลย ไปสะกิดต่อมอยากรู้ของคุณกล้วยปั่นฯ ซะงั้น ขออภัยๆ
อันนี้ไม่เคยบอกใคร แต่เวลาเขียนบล็อคบางทีก็มีอารมณ์จิตๆ คือเขียนอะไรที่อ่านแล้วงงๆ ให้ไม่มีใครรู้เรื่องนอกจากตัวเอง บางทีก็แกล้งใส่ไป 3 ภาษาเท่าที่พอรู้ ไม่ก็เอาคำมาปนๆ กันมั่วๆ เหมือนไร้ความหมาย บล็อคปัจจุบันนี่กะว่าจะเขียนแบบกลาง ๆ แล้ว บางทีก็เผลอเอานิสัยเก่ามาใช้ แหะๆ
เด๋วจะเขียนอีกตอน เล่าเรื่องละเอียดเลย จริงๆ กะไว้แล้วว่าเรื่องนี้จะเขียนสัก 3-4 ตอน ตอนหน้าอาจจะชื่อ “เราจุมพิตโดยไม่รู้จักกัน” (ถ้ายังไม่เปลี่ยนใจ)
อา..
จะรอ
จะรอ