อรุณสวัสดิ์ขอรับพี่ท่าน
หนนี้เป็นยกสอง(ที่ข้าพเจ้าหมายใจซอยเท้าขยับฟุตเวิร์คแลกหมัดพี่ท่าน) (ยกแรกยังงง ๆ สวนแย็บที่ร้านหนังสือประทีปเสร็จรีบโดดลง (แบบว่า..ตื่นเวทีขะรับ)เที่ยวนี้มั่นใจแระ พี่ท่านส่งสวัสดีวันอาทิตย์ลงที่ใด ข้าพเจ้าจะตามส่งแย็บเช้าวันอาทิตย์ไปทุกที่เจียว อิ อิ)
ฮ่า ฮ่า วงเล็บเพียบ! (ไม่มีวงเล็บเป็นเสียงพูด มีวงเล็บคือเสียงกระซิบ และก็..วงเล็บซ้อนอ่านด้วยเสียงกระซิบกว่า..)(HA)
ปู้ดดด….
อ่านจบข้าพเจ้าถอนใจโล่งอก
ขณะไล่สายตาลงมา จิตประหวัดคิด ‘ดีนะพี่ท่านตั้งหัวเรื่องไว้ว่า ระหว่างความเชื่อ กับ เหตุผล’ หากพี่ท่านตั้งหัวเรื่องเป็น ‘อิทธิฤทธิ์คำทำนายสะท้านโลก’ หรือ ‘เทพพยากรณ์อหังการ์’ หรือแนวโรมานซ์ ‘ปีศาจพยากรณ์ยอดรัก’
หากเช่นนั้นผู้น้อยคงต้องนั่งกุมขมับ ‘จะเอาไงดีวา?’
ด้วยว่าหลักชีวิตมักง่ายผู้น้อยมีง่าย ๆ แค่..’อะไรที่ไม่เห็นพ้อง..เพียงรับรู้ รับฟัง รับดู แต่ไม่ยุ่งเกี่ยว’ รวมไม่พูดถึง ไม่ข้องแวะ ไม่ต่อปากต่อคำ ไม่ขัด ไม่แย้ง
หาได้ก่อกำแพงอิฐรั้วลวดหนามกั้นการเชื่อมต่ออันใด เพียงพอใจเป็นผู้ชมเหมือนนั่งดูหนังตะลุงน่ะขะรับ
ไยคิดเช่นนั้น?
มีกรณีตัวอย่าง–ข้าพเจ้ารับฟอร์เวิร์ดเมล์จากสหายที่เคารพรัก เพื่อนที่ทำงานฟอร์เวิร์ดต่อ ๆ กัน เจ้าประคุณเห็นข้าพเจ้ามุดหัวในกะลาเกรงไม่เห็นเดือนเห็นตะวัน จึงฟอร์เวิร์ดยังข้าพเจ้าทุกวัน
ยามนั้นเป็นช่วงสองขั้วกำลังจะแตกหัก มีเมล์ประนามคนหมิ่นเบื้องสูง ทั้งมีข้อความมีรูป(ที่หมิ่น)พร้อม
ดูแล้วเหมือนสำแดงพลังต้านคนกลุ่มนั้น
พี่ท่านขอรับ–ข้าพเจ้าตอบเมล์กลับไป ‘หากยังฟอร์เวิร์ดต่อ ๆ กันอย่างนี้จะต่างอะไรกับเป็นแนวร่วมกลุ่มคนเหล่านั้น ช่วยกันเผยแพร่โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์!’
หลักชีวิตข้าพเจ้ามีง่าย ๆ อะไรที่เห็นว่าไม่ถูกไม่ควร ไม่ยุ่งเกี่ยว ใช้กับทุกเรื่อง ยกเว้นเลี่ยงไม่ได้จึงค่อยพินิจปฏิกริยาในระดับสมควร (หลักเช่นนี้คงมีผลดีอยู่บ้างล่ะ–พี่ท่านว่าไหม?)
เที่ยวนี้หากสวัสดีฯ จั่วหัวแนวโหราพยากรณ์ อ่านจบข้าพเจ้าก็คงกระทำไปตามหลักเคยชินคือเลี่ยงเสีย ไม่ว่าความเห็นเป็นเช่นไรล้วนคือต่อยอด (‘นี่ตัว..อย่าไปยุ่งกับนังคนนั้น มันขี้นินทา..’ เพื่อนถามกลับ ‘แล้วตัวล่ะ?’)
อุเหม่..ข้างบนนั่นแค่เกริ่นนะพี่ท่าน ยังไม่เข้าเรื่องเลย
เหตุที่เกริ่นเสียยาวด้วยชอบใจหัวเรื่องพี่ท่านนัก หากพี่ท่านใช้ ‘100 หลักการตั้งหัวเรื่องเตะตานักอ่าน’ ของไซม่อน ปั๋ง(วิเคราะห์จากฟองเต้าหู้ตอนกำลังหมักเต้าฮวย) พี่ท่านก็คงตั้งในแนวโหราศาสตร์ แน่ล่ะต้องกระตุ้นความสนใจหมู่มากยิ่งกว่าเหตุผลและความเชื่อ
จากนั้นทั้งฝ่ายเหตุผล และฝ่ายความเชื่อก็จะสำแดงตัวตน
‘งมงาย..ไร้สาระ..มีการศึกษาเสียเปล่า!” ((ฉันสิมีเหตุผล)) (วงเล็บซ้อนแปลว่ากระซิบกว่า)
‘เฉยไว้นา..ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ ของพรรค์นี้ฟัง ๆ ไว้บ้าง’ (((ไม่เชื่อเดี๋ยวรู้สึก!)))
ใคร่เรียนพี่ท่านว่า..ข้าพเจ้าหาได้อยู่ฝ่ายใดดอกขอรับ
รู้เหตุรู้ผล : ทำให้คิดเห็นรอบกายตามอยู่ตามเป็น ไม่ถูกภาพหลอนลวงใจหลอกตา ดำรงชีวาอย่างรู้เท่าทันชีวิต (ทั้งนามะเหตุผลตามหลักพุทธธรรม แลรูปะเหตุผลตามหลักวิทยาศาสตร์)
แต่ด้านร้ายคือหลักเหตุผลขาดอารมณ์ ขาดจิตสำนึก ขาดจินตนาการ (ดวงจันทร์ใต้ไนกี้ทรงตึกของนีลอาร์มสตรอง ต้องเป็นคนละดวงกับดวงจันทร์ของหลี่ไป๋แน่ ๆ)
ใช้ความเชื่อ บูชาไสยศาสตร์ เคารพสิ่งเหนือธรรมชาติ น้อมเศียรต่อองค์เทพ พร่ำคำโอมบูชาองค์ศิวะ ศรัทธาเทพพยากรณ์ พวกเขาทำให้โลกงดงามมีสีสันด้วยพิธีกรรมต่าง ๆ น้อมตนต่อแม่ธรรมชาติ ไม่ทำลายโลก(โดยเจตนา) ศรัทธาต่อชีวิต
แต่ถูกล่อลวงโดยง่าย ขาดความมั่นคงทางจิต กลายเป็นเหยื่อ กระทำความรุนแรงโดยโมหะ
เมื่อถอยออกมา จะเห็นว่าทั้งหมดคือภาพชีวิต เป็นองค์ประกอบของสังคม เป็นความหลากหลายที่ผสมกลมกลืนอยู่ในองค์ประกอบภาพเดียวกันเหมือนโค้งรุ้งที่เกิดจากหลายเฉดสี
ฝ่ายเหตุผลมักบอกว่าฝ่ายความเชื่องมงาย ไร้อารยะ จึงพยายามจูงใจบอกให้หยุดความเชื่อนั้น ๆ เสีย(หากต้องการมีอารยะ) (เฮ้! มาร่วมด้วยช่วยกันทำลายล้างโลกใบนี้ด้วยกัลล์..)
ส่วนฝ่ายความเชื่อยังคงก้มหน้าก้มตางมงาย (ฉันมีความสุขดี เชื่อซะอย่างคิดอะไรให้มากความ..จะยุ่งอะไรกับฉันนักหนา! แกนั่นแหละอย่าทะลึ่งมาย่ำสิ่งศักดิ์สิทธิ์เจียวนะโว้ย! เอาตาย!)
พี่ท่านอาจถามว่า “ก็แล้ว หากสองฝ่ายยกพวกตีกันล้มเจ็บล้มตายระเนนระนาดเล่า?..ว่าไง?”
ข้าพเจ้ายิ้มมุมปาก พล่อยไปว่า “นั่นก็เป็นอีกสีสันของสังคม” หยุดมองพี่ท่านสักแว่บแล้วว่าต่อ “จะกอดรัดกลืนกลมหากัน ปฏิปักษ์กัน หรือต่างฝ่ายต่างอยู่ล้วนเป็นภาพเคลื่อนไหวในสังคมที่ดำเนินไป ข้าพเจ้าเพียงนั่งดู”
“ไม่ว่าเกิดสงคราม?, ทำลายสิ่งแวดล้อม?, ปลอมจตุคามฯ?, หยามที่เคารพบูชา?”
บอกแล้วไง..เป็นแค่คนดูหนังตะลุง
“หากไฟไหม้โรงหนังตะลุง” พี่ท่านยกขวดเขียว(ซึ่งจู่จู่โผล่มาแบบผู้กำกับยังไม่ทันปล่อยบท)ซดซู้ดดด
“อา..ไฟไหมโรงหนังตะลุงหรือ..ข้าพเจ้าคิดไว้แล้วล่ะว่าจะเอาไง..แต่นั่นคงเป็นอีกเรื่องหนึ่ง”
คารวะ
ปล. พี่ท่านไว้หนวดไว้เคราแล้วหน้าตาขลึมขลังดีนะขอรับ
@ ร้านหนังสือประทีป : ระหว่างความเชื่อกับเหตุผล
Filed under: เช้าวันอาทิตย์ | Tagged: ความเชื่อ, เหตุผล

การมีสติเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด….แม้ว่าบางครั้งเราไม่สามารถคิดและหาเหตุผลที่จะมาอธิบายได้ทุกอย่าง
ขอเม้นแบบสั้น ๆ ว่า
“golden middle”