@ ร้านลักยิ้ม : เลือก
หาได้คิดค้านหลักพุทธธรรมดอกนะขอรับ
แต่ข้าพเจ้าเคยลองแล้ว
แนวคิดแบบพุทธใช้ได้เมื่อเข้าวัด
แต่หากนำมาใช้ที่ออฟฟิศ ท่านจะโดนกระทำเรื่อยไป (เห็นว่าอีตาคนนี้โกรธไม่เป็นน่ะขะรับ)
เราก็จะเป็นกระโถนรองรับนิสัยชุ่ย ๆ ของคนรอบข้าง ผลัดวันประกันพรุ่ง โทษคนอื่น เกี่ยงงาน เอาดีเข้าตัว เหยียบไหล่ เบียดบัง ระบายอารมณ์มั่ว ไม่ดูผิดดูถูก (ยังมีอีก แต่เกรงจะกลายเป็นปทานุกรมชุ่ยไปเสีย) ฉะนั้นลองเลือกรู้จะระบายโกรธให้ถูกคนถูกเวลา รู้ที่จะไม่เอาโกรธนั้นมาสุมในอก ก็จะเป็นดังเสื้อกันฝนให้เราสวมเดินไปในห่าฝนพายุคน
อืมม์ เครียดนะเนี่ยกล้วยปั่นแก้วนี้
เอายิ้มวางแต่งหน้าไว้หน่อยดีกว่า
คารวะ

จริงๆแล้ว ท่านก็รู้จักความโกรธของตัวเอง ….แค่นี้ก็นับได้ครึ่งหนึ่งของคำสอนของศาสนาพุทธแล้ว
โอ..วันนีกล้วยปั่นอารมณ์ไม่ดีแฮะ ไปเจออะไรมาน้า
ยิ้มหน่อยนะท่านนะ ยิ้ม…ยิ้ม..
เลือก อาจไม่ได้หมายความว่าต้อง อด และ ทน เสมอไป
“เลือก” อาจหมายความว่า เลือกทำในสิ่งที่(ท่าน)เห็นว่าดีที่สุดแล้ว (สำหรับท่าน สำหรับเขา หรือสำหรับเราสองคน coffee mate …)
ก๊อก..ก๊อก สวัสดียามบ่ายนะท่าน
วันนี้อากาศร้อนแล้ว
ข้าพเจ้าขอกล้วยปั่นเย็นชื่นใจ 1 แก้ว
ขอรอยยิ้มคนปั่นด้วย (เดี๋ยวกล้วยปั่นไม่อร่อย)
ฟังท่านพี่พร่ำบ่นแล้วก็ได้แต่คันแข้งคันขา – อยากจะโม้ด้วยคนน่ะครับ!
อืมม์ หัวข้อว่า “รู้เลือก” เลยหรือ
แหงะขึ้นไปดูข้างบนนั่นเล่า
คุณพี่ ศิริลักษณ์ ก็กล่าวเอาไว้ได้เหมาะสม
ก็บอกแล้วไงว่าให้รู้เลือก
เลือก ไม่ใช่ทั้ง อด และทน
หากแต่เลือกคือ เลือกทำให้ดีที่สุดในสถานการณ์นั้นๆ
การตะบี้ตะบันเอามาตรฐานแบบหนึ่งไปปฏิบัติกับคนอีกกลุ่มหนึ่งนั้น –
บรรลัยฉิบ!
แหงะสูงขึ้นไปอีกนิด พี่ทิดเล็ก ของผมก็สยมพรเอาไว้ดี
หากรู้จักความโกรธของตน นั่นคือรู้จักพุทธศาสนาไปแล้วครึ่งหนึ่ง
อืมม์ ไม่ธรรมดา! ประโยคนี้ไม่ธรรมดา!!
จะว่ากะไรดีล่ะพระคุณพี่กล้วยขา
พุทธศาสนาประกอบกันด้วยเหตุปัจจัย ทั้งภายในและภายนอก
รู้ตัวเองนั่น ก็ดีแล้วล่ะขอรับ คือได้รู้เหตุปัจจัยภายในแล้ว
ส่วนปัจจัยภายนอกนั้น อันนั้นก็ต้องเลือกเป็นกรณีไปนาขอรับ
รู้เหตุ
รู้ผล
รู้ตน
รู้ประมาณ
รู้กาล
รู้ชุมชน
รู้บุคคล
หากสังเกตดูชุดความรู้ที่พระบรมครูสอนเอาไว้ เหล่านี้จะเห็นว่า ที่ท่านพี่บ่นมานั้นเพียงแค่รู้ตน ซึ่งเป็นเหตุปัจจัยภายในอย่างเดียว
แต่เหตุปัจจัยภายนอกอีกบานตะเกียงเรียงทะโร่ กลับไม่ถูกชักโยงเข้าไปพูดประกอบด้วย ความโกรธย้วยๆ ถึงได้ทำให้พี่กล้วยของผมบ่นอู้อี้อยู่นี่ไงล่ะ
ถามหน่อยเถอะท่านพี่ เมล็ดพันธุ์แห่งความดีที่คิดจะไม่โกรธของท่านพี่นั้น หากเอาไปวางไว้ในทะเลทรายที่ลุกโหมอยู่ด้วยเปลวแดดอันเร่าร้อนแห่งความอิจฉาริษยา อาฆาตมาดร้าย ตลบแตลงปลิ้นปล้อน โกรธเกรี้ยวโกรธา ถามหน่อยเถอะว่า เมล็ดพันธุ์เม็ดนั้นจะเติบโตแตกใบได้ไหม???
แล้วทำไมพระพุทธเจ้าถึงยกเอาการไม่คบคนพาลเป็นมงคลข้อแรกหรือขอรับ???
หากท่านพี่ตอบว่า ที่ไปอยู่ตรงนั้นไม่ได้คิดจะคบพวกเขาโว้ย แต่สถานบังคับให้ต้องไปทำงานต่างหากล่ะ
อ่ะ อ้าว งั้นก็ชัดแล้ว เมื่อรู้ว่าไปอยู่ในท่ามกลางดงคนพาล ด้วยสถานการณ์ใดๆ ก็แล้วแต่เถอะ แล้วจะมาร้องหาความเย็นกายสบายใจหาพระแสงของ้าวทำไมมิทราบ???
กัลญาณมิตรให้หมั่นคบ
ธรรมของสัตตบุรุษให้หมั่นเงี่ยหูสดับ
สถานที่เงียบสงบ ปลอดโปร่งโล่งสบายให้หมั่นเข้าไปสู่
สามประการนี้เป็นส่วนสำคัญอันขาดมิได้ของบุคคลผู้คิดจะปลูกหน่ออ่อนพุทธธรรม
หากไม่น้อมปัจจัยภายใน(กายใจของตัว)ไปหาปัจจัยภายนอก(สัปปายะ)ทั้งสามสิ่งนั้น เอาแต่มาบ่นถึงบุคคลรอบข้างอยู่ละก้อ
มันก็ไม่ต่างอะไรกับการพร่ำบ่นไม่อยากให้สายลมพัด อยากจะอุดปากเขียดไม่ให้ร้องระงม อยากจะดึงพระอาทิตย์ให้ตกดินตอนเที่ยงวัน แต่อย่างใด
ตายทิ้งเปล่าๆ
ปล. ลืมบอกไปว่า ข้าพเจ้าดีใจที่ท่านแวะมาทักทายข้าพเจ้าหลังจากเงียบหายไปนาน.. (2 วัน) ข้าพเจ้าคิดว่าท่านคงใช้สมาธิและเวลาในการเขียนเรื่องล่าเพชรฯอยู่เป็นแน่แท้ เอางี้..หากว่าปิงไม่ไปโผล่ที่บล็อกข้าพเจ้า ไว้ข้าพเจ้าทำลิงค์มาที่บล็อกท่านแทนดีมั๊ย..
จะมาสั่งกล้วยปั่นเสียหน่อย ดูเหมือนว่าเจ้าของร้านอารมณ์จะไม่จอยอยู่ค่ะ ใส่ยิ้มเสียหน่อยก็ดี
นางเอกหนังเรื่อง Enchanted
บอกกับพระเอก ด้วยรอยยิ้ม สดใส ว่า
“เธอเห็นไหม ฉันโกรธ
ฉันโกรธได้เหมือนคนที่นี่”
(ในโลกมนุษย์ ไม่ใช่ในเทพนิยาย)”
โกรธเถอะ ถ้าจิตกระซิบอย่างนั้น
ยิ้มเถอะ ถ้ามันบอกว่าพอได้แล้ว
ธรรมสวัสดี …
: )
ท่านดิลล์ทำไมตัวหนังสือบ้านท่านมันเกิน ๆ ใหญ่ ๆ
ความโกรธมีประโยชน์เหมือนกันถ้าใช้เป็น
ไม่งั้นธรรมชาติจะสร้างมาทำไม ฮ่าฮ๋า
เห็นชัด ๆ ก็ความโกรธฆ่าความกลัว
เปลี่ยนโกรธให้เป็นงานก็ได้ ได้ยิ่งว่าไมเคลิแองเจิลโล่โกรธใครมาไม่รู้
โกรธแล้วมาปั้น ๆ ๆ ๆ
โกรธของปู่แก่ก็กลายเป็นงานประติมากรรมดังมาหลายร้อยปี
ขอบคุณสำหรับผลการรับอ่านขอรับท่านขุน
ธีมกล้วยมันสัปรังเคแสดงผลมั่วน่ะขะรับ
ข้าพเจ้าได้แต่ใช้ไปก่อน
วันใดร้านกล้วยปั่นเจ๊งค่อยเปลี่ยนเป็นขายอย่างอื่น
คารวะ
[...] http://tuleedin.wordpress.com/2008/02/01/choose/ [...]
สวัสดีวันจันทร์นะคะคุณดิน
วันนี้ฝนตกทั้งวันเลยไม่ทราบว่าหน้าร้านท่านเป็นอย่างไรบ้าง มีลูกค้าแวะเวียนมาเยอะเหมือนทุกวันหรือไม่…
วานนี้ข้าพเจ้าตั้งใจจะตอบ comment ที่ท่านชวนให้มาดู Pingback แต่ว่าพอกด
submit ปุ๊บ… หาย (ตกใจหมดเลย!!!) เลยต้องแวะมาคุยกับท่านในวันนี้แทน
…..
เรื่อง Pingback “ของท่านขุนฯ” ที่ท่านชวนให้ข้าพเจ้าไปเยี่ยมชมนั้น ชวนช้าไปเพียงข้ามคืน ข้าพเจ้าได้แวะไปดูตอนกลับจากขอกะปิคั่วในวันก่อนแล้ว อืม.. เป็นงานศิลปะที่….ที่.. งดงามมาก (เหอๆ)
ความโกรธ..เป็นอารมณ์ธรรมดาที่เราทุกๆคนมีเหมือนกัน ความโกรธบางทีก็เป็นประโยชน์ ตัวอย่าง บางคนเวลาโกรธเห็นช้างตัวเท่ามด หรือทำให้ผู้หญิงบางคนแข็งแรงกว่าปกติ เช่น ตอนทะเลาะกับคนรัก อะไรทำนองนี้..
หากวันนี้ท่านแปลกใจว่าทำไม comment ของข้าพเจ้าแบ่งออกเป็น 2 ส่วน นั่นมิใช่งานศิลป์แต่อย่างใด เพียงแต่… เมื่อครู่นี้ข้าพเจ้าลื่นดินเปียกตรงบริเวณทางเข้าเกือบๆจะถึงร้านท่าน เพราะฝนตก ทำให้ comment แบ่งเป็น 2 ตอนอย่างนี้ละท่าน.. โชคดีที่ไม่เป็นอะไร ยังพูดรู้เรื่อง (รึเปล่า..เทส..เทส)เฮ้อ..ฝนตกฉ่ำชื่นขนาดนี้ ถึงจะลื่นข้าพเจ้ายังไง ก็ยังอารมณ์ดีอยู่นา…
แหะ แหะ เรียกดิลล์เฉย ๆ ก็ด้าลล์ขะรับท่าน siriluck เรียกคุณดูไม่เหมือนมีอาชีพขายน้ำปั่นเลย
ลูกค้าหาได้เยอะแยะมากมายดอกขอรับ มีอยู่ไม่กี่หน่อนี่ล่ะ แต่ก็ดีแล้วขอรับ หากขืนมีมากมากข้าพเจ้าบริการไม่ทัน แค่ตอนนี้มีคอมเม้นท์หน้านู้นหน้านี้ ข้าพเจ้าเปิดหากันจ้าละหวั่น เมื่อก่อนข้าพเจ้าเปิดคอมเม้นท์ไว้หน้าเดียว ประมาณวางโต๊ะไว้ตัวเดียวทั้งร้านขะรับ ใครแพลมมาก็ต้องนั่งตัวนั้นล่ะ เจอะเจอหน้ากันหมด(ดีไปอย่าง)
แล้วตอนนี้ทำไมข้าพเจ้าจึงได้วางโต๊ะไว้เต็มร้านอย่างนี้ล่ะเนี่ย?
ยังงง ๆ
มีความสุขกับวันทำงานขอรับ
คารวะ
อ้าว..ท่อนสองเพิ่งโผล่!
ก่อนซับมิท ให้ดี copy ไว้ทุกครั้งขอรับ กันพลาดลองทำจนเคยมือรับรอง คุ้ม!
เดินระมัดระวังนะขอรับ ฝนตกหน้าร้านลื่น
คารวะ
มาเร็วจนข้าพเจ้าตกใจ.. กลับไปถึงบ้านแล้ว จึงวิ่งกลับมาใหม่
(ตอนแรกนึกว่าเจ้าของร้านไม่อยู่) ..
คราวนี้ไม่ลื่นแล้ว เพราะข้าพเจ้าระมัดระวังเป็นอย่างดี..