แรมทาง : ลันตา…ในเงาความทรงจำ

คลื่นใหญ่

ถึงกำหนดวันนัดหมายที่เพื่อน ๆ จะแวะมาเยี่ยม  เราเก็บซากปะการังบนหาดมาร้อยสร้อยเวลคัม การ์แลนด์ (ไม่ลืมที่จะสัญญากับซีเล็กว่าจะโยนกลับคืนหาดหลังเสร็จพิธีต้อนรับ) แต่รอแล้วรอเล่าเลยเวลานัดยังไม่เห็นรถเพื่อนโผล่มา  โทรฯ ก็ติดต่อไม่ได้  พวงมาลัยปะการังเลยรอเก้อ

กว่าพวกเพื่อน ๆ มาถึงก็ย่ำเย็น  สอบถามได้ความว่าต้องไปรับเพื่อนอีกคนนอกเส้นทางทำให้เสียเวลาไปเยอะ  มาถึงกุลีกุจอเตรียมอาหาร  ผมกับเซ้งเห็นของสดของคาวที่พวกเพื่อน ๆ เตรียมมาเล่นเอาตาลุก  เพราะเรากินแต่อาหารกระป๋องสลับผัดผัดกับปลาแห้งมาหลายวันแล้ว เพื่อนที่มาสมทบเป็นหนุ่มฉกาจฉกรรจ์สองหน่อ ที่เหลืออีกสามล้วนสาวสาวสดสวยรวยจิตวิญญาณแม่บ้าน (คงเป็นคุณสมบัติที่ผู้คนมองเมิน พวกคุณเธอยังคงสดโสดจนทุกวัน) สามสาวช่วยกันเตรียมกับข้าวอย่างรู้มือรู้หน้าที่  ผมอาสาแสดงวิทยายุทธ์หุงข้าวด้วยเตาแก็สไม่ต้องเช็ดน้ำด้วยความมั่นใจเพราะฝึกทุกวันผจญทั้งข้าวแฉะข้าวดิบมาแล้ว 

กว่ากับข้าวกับปลาจะพร้อมพรักท้องฟ้าก็มืดมิด  พวกเราดินเนอร์กันกลางลานหญ้าใต้แสงจันทร์ล้อมแสงเทียน  ไม่ทราบเป็นเพราะหิวจัดหรือฝีมือปรุงอาหารถึงรสของสามสาว  ดินเนอร์มื้อนั้นอร่อยเป็นพิเศษเป็นมื้อแห่งความทรงจำครั้งหนึ่งในทริปนอนกลางดินกินกลางหญ้าของพวกเรา

หลังพวกผู้หญิงไปพักผ่อน  เราร่ำเมรัยกันต่อตามประสาจอมยุทธ์ที่นาน ๆ เจอคู่มือทัดเทียม  เพื่อนซี้ใจถึงหอบหิ้วเหล้าป่าฝ่าด่านตำรวจมาฝากชาวอุทยานฯ เรื่องราวที่เหลือไม่อาจจดจำ 

ผมมารู้สึกตัวอีกทีล่วงสายของวันต่อมา  ปรือตากวาดมอง  เห็นท่านเซ้งนอนหน้าตาดูไม่จืดอยู่ในเปล

พวกสาว ๆ กำลังเตรียมอาหารเช้า ส่วนเราเหล่าจอมยุทธ์ไม่มีใครยอมขยับตัว  กระทั่งอาหารเสร็จจึงได้คืบคลานไปจ่อมก้นซดข้าวต้มกุ้ยฝีมือสามสาว

หลังอาหารสาย..

ชาวคณะเตรียมตัวจะขึ้นเขา  ผมกำลังเก็บข้าวของเข้าท้ายรถกันพวกลิงลงมารื้อ ได้ยินเสียงคล้ายเครื่องบินขับไล่บินต่ำผ่านหัว ผมเงยดูไม่เห็นอะไร  มีเสียงเรียกจากพวกสาว ๆ ชี้มือไปทางหน้าหาด  ผมมองตามเห็นคลื่นซัดป้ายอุทยานฯ ผมอุทาน “สูงขนาดนั้นเชียวเรอะ!” แต่ไม่สะกิดใจอะไร  เพราะหลายวันมาแล้วที่มีพายุลมคลื่นรุนแรง  พวกสาว ๆ ร้องว่า “ไปดูกันเหอะ!” ผมส่ายหัว “ไปเถอะตาม..” ยังไม่ทันจบเสียงเครื่องบินดังมาอีกครั้ง เห็นกำแพงมืดทะมืนกำลังเคลื่อนเข้าหาด  จากนั้นเป็นเสียงโครมสนั่น คลื่นซัดป้ายอุทยานฯ ที่หน้าหาดซึ่งอยู่สูงจากระดับหาดทรายท่วมหัวอีกครั้งน้ำทะลักขึ้นมาบนลาน  คราวนี้ไม่ต้องมีใครชวนใคร พวกเราวิ่งตรงไปหน้าหาด

เจอฝรั่งสองคนหน้าตาแตกตื่นกำลังสวมเสื้อ  ตอนคลื่นมาพวกเขาคงกำลังอาบแดด  ลมพัดแรงซึ่งก็เป็นเช่นนี้มาหลายวันแล้ว  ที่แปลกไปก็คือน้ำริมหาดแทนที่จะซัดขึ้นลงตามแรงคลื่นกลับกระเพื่อมคล้ายน้ำในสระหรือในกะละมัง  ขณะเฝ้าดูน้ำกระเพื่อมรอคลื่นลูกต่อไป  ได้ยินเสียงโครมทางหาดหิน เห็นฟองคลื่นซัดผ่านแนวเตยทะเลเข้ามา  กำลังมองหน้ากันคิดจะวิ่งไปดูด้านหาดหิน  น้ำทะเลก็ถอยแห้งลงไปจนเห็นปะการัง  เห็นผิวท้องทะเลจนสามารถลงไปเดินได้  น้ำที่ลดถอยลงไปถูกกลืนหายน้ำส่วนบนกลายเป็นกำแพงมหึมาเคลื่อนกลับเข้ามา  พวกเราวิ่งหนีกันหน้าตั้ง!

คลื่นโถมซัดเนินหาดที่สูงท่วมหัวอีกครั้งแต่ไม่รุนแรงเท่าครั้งก่อน  พวกเราวิ่งกลับมาดู น้ำถูกแยกเป็นสองส่วน ส่วนใกล้หาดดูเหมือนคลุ้มคลั่งขุ่นข้นเป็นสีแดงเกิดน้ำวนเป็นวงกว้าง  แต่ห่างออกไปกลางทะเลกลับนิ่งสงบเรือที่ลอยลำด้านนอกยังคงลอยนิ่งเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น  ได้ยินเสียงปะทะฝั่งหาดหินอีกครั้งพวกเรารีบวิ่งไปดู  ยังไม่ถึงหาดก็ต้องพากันเผ่นเพราะคลื่นยกท่อนซุงมหึมาฝ่าแนวเตยทะเลกลิ้งหลุน ๆ มา  วิ่งหลบคลื่นแล้ววิ่งกลับไปดู  ทะเลด้านหน้าประภาคาร..น้ำขุ่นแดงหมุนวนเป็นวงกว้างขึ้นเรื่อย ๆ เหมือนมีอะไรบางอย่างเคลื่อนตัวอยู่ใต้ผิวน้ำ…

เราได้แต่สงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น!

แรงคลื่นซัดคันหินทางขึ้นเนินประภาคารกลายเป็นร่องน้ำlantanationalpark2(ดูภาพประกอบ–ด้านขวาเป็นทางขึ้นเนินประภาคารด้านซ้ายเป็นลานหญ้าที่พวกเราลงเต้นท์ด้านหน้าคือหาดหิน ทะเลด้านหลังคือหาดทราย  ก้อนหินกลางภาพสูญหายไป) ฝั่งหาดหินยังมีคลื่นโถมเข้ามาอีก ๒-๓ ครั้ง ขณะที่ฝั่งหาดทรายคลื่นใหญ่หยุดไปแล้ว…เหลือแต่กระเพื่อมขึ้นลง  แต่ก็ยังมากพอที่จะอัดปริมาณน้ำเข้ามาในร่องน้ำอุทยานฯ..น้ำเอ่อจนถึงบริเวณลงเต้นท์ของฝรั่งทั้งสอง  และดูเหมือนว่าอีกไม่นานจะท่วมถึงจุดที่พวกเราลงเต็นท์ เพื่อนขยับรถหนีขึ้นไปบนเนิน

เรานั่งรวมตัวกันฟัง ว. ของซีเล็กเผื่อจะได้รู้ข่าวบ้างว่าเกิดอะไรขึ้น!

คลื่นใหญ่ยังคงโถมซัดโขดหินด้านประภาคารดังสนั่น  ขณะฟองขาวแตกกระจายขึ้นสูง(ลองดูรูปประกอบ–ความสูงของคลื่นอยู่ที่ครึ่งเนินประภาคาร) lighthouse2 ฝรั่งหยิบปลาปักเป้าที่โดนคลื่นซัดขึ้นมาไปปล่อยลงน้ำ  แต่ชะตากรรมของเจ้าปลาน้อยลำบากแน่เมื่อคลื่นยังปั่นป่วนอย่างนี้

พวกเราเฝ้ารอกันพักใหญ่…ไม่มีวี่แววคลื่นจะโถมเข้ามาอีก  เหลือแต่ระลอกกระเพื่อมขึ้นลง

วิทยุคลื่นสั้นของอุทยานฯ ที่ซีเล็กใช้เป็นเพียงการติดต่อภายใน  เราแทบไม่ได้รับรู้ข่าวสารภายนอกเลย  ที่โต้ตอบเป็นข่าวรับฟังต่อ ๆ กันมาว่า..น้ำท่วมศาลาด่าน  ข้างนอกผู้คนพากันวิ่งหนีโกลาหล  เรือเฟอร์รี่ล่ม  ยิ่งเพิ่มความสับสนไปกันใหญ่

(ครั้งหน้า–จบ)

ใส่ความเห็น