กลับจากเวียนเทียนสวัสดิ์ขอรับ
ตอนเดินถือดอกไม้ธูปเทียนเวียนรอบโรงธรรม
ข้าพเจ้าเดินไปคิดไป
แสงเทียนจากกลุ่มคนข้างหน้าสว่างเรือง
เสียงพระสวดนำอยู่หัวแถวรู้สึกถึงความศักดิ์สิทธิ์ของบรรยากาศ
ยามเดินเวียนมาด้านหันออกทะเล
เห็นโคมจันทร์แขวนบนฟ้า
แม้หมู่เมฆก็คงไปเวียนเทียนที่วัดไหนสักแห่ง
ฟ้าจึงได้ใสกระจ่างเช่นนี้
แสงจันทร์สะท้อนเงาระยิบอยู่บนผิวน้ำ
ขบวนอุบาสก-อุบาสิกาที่มาเวียนเทียนมีกันอยู่สิบกว่าคน
เป็นอุบาสกเสียสองผู้เฒ่ากับข้าพเจ้า
ที่เหลือล้วนอุบาสิกาสูงวัย
ข้าพเจ้าเดินอยู่ท้ายขบวนมีเด็ก ๆ วิ่งเล่นหยอกล้อกันตามประสาเด็กสามสี่คน
เมื่อครบสามรอบ ทุกคนนำธูป-เทียนไปปักที่โคนต้นไม้
แสงนวลเทียนสว่างเย็นตาสงบงาม
ยิ่งมองยิ่งพาใจเงียบงัน
ผู้คนทั้งหมู่บ้านมาวัดเพียงสิบกว่าคนทั้งหมดล้วนเป็นผู้เฒ่าสูงวัย
เกิดอะไรขึ้นกับสังคมชนบทที่นี่!?
ข้าพเจ้าหลบจากวัดหนึ่งที่โบสถ์วิหารใหญ่โต
แต่เมื่อครั้งที่เวียนเทียนวันมาฆะบูชา
คำเทศนาของท่านเจ้าอาวาสจบลงด้วย
แผนการที่จะต่อเติมกำแพงวัด
มาที่วัดเล็ก ๆ ชายทะเล มีโบสถ์เก่า ๆ
รอบวัดยังเต็มไปด้วยต้นไม้ต้นหญ้า
นั่งฟังหลวงพ่อเทศนาแล้วจบด้วยโครงการจะสร้างโบสถ์ใหม่ โรงธรรมหลังใหม่
งบประมาณร่วมห้าสิบล้าน ท่านว่าเป็นความฝันสูงสุดในชีวิตบรรพชิตของท่าน
เกิดอะไรขึ้นกับสังคมบรรพชิตของประเทศนี้!?
ข้าพเจ้าเดินตัดคันนากลับกระท่อม
แสงโคมจันทร์ส่องสว่างไม่ต้องใช้ไฟฉาย
ครุ่นคิดยังคงวนเวียน
เราทำอะไรแทบไมได้เลย
แรงเหวี่ยงของสังคมยังคงเป็นไปในทิศทางเช่นนี้
ข้าพเจ้าคิดฝันถึงสังคมที่พ้นจากลุ่มหลงในถาวรวัตถุ
เจริญธรรมไปพร้อมกับการพึ่งตนเอง
จะไปหาสังคมเช่นนี้ได้ที่ไหน?
กระท่อมเป็นเงาตะคุ่มอยู่ใต้โพธิ์ทะเล
การเดินใต้แสงจันทร์นั้นเพลินจนแทบไม่อยากให้ถึงกระท่อมไว
คงทำได้ก็เพียงดูแลใจตนเอง
สร้างสังคมของตนเองขึ้นมา
สังคมที่มีก็แต่ใจดวงนี้เป็นประชากร
คารวะ
-ดิน-
Filed under: โลกใบเล็ก
