กระบี่ทลายฟ้า ภาค ๓ : ๒๑. มอบกระบี่(ต่อ)

titlekrabi31.jpg

หลิวน้อยได้ยินคำบิดาพลันชุดยาสมานแผลร่วงหล่นจากมือ
สีหน้ากลับกลายบัดเดี๋ยวยินดีบัดเดี๋ยวโศกเศร้ารันทด
เพ่งมองกระรอกน้อยอยู่แน่วนิ่ง
เจ้าหอเอ่ยถามว่า

“เจ้าเป็นไร?”

หลิวน้อยกล้ำกลืนความรู้สึกพลุ่นพล่านประสานมือคารวะกระรอกน้อย
พลางกล่าว

“คารวะพี่ใหญ่”

กระรอกน้อยนิ่งอึ้งรู้สึกเหนือความคาดหมายประสานมือรับการคารวะจาก
หลิวน้อย จากนั้นหันกลับไปมองเจ้าหอรำพึงคำ “บิดา”

เจ้าหอถอนใจกล่าวว่า “เด็กเอยทั้งหมดเป็นความผิดของเรา”

ดวงตาเจ้าหอเพ่งมองไปในความมืดมนเบื้องนอก
ภาพความหลังที่ไม่อาจหวนคืนปรากฏในห้วงรำลึก
ภาพที่เคยเป็นสีสันสดสวยสดชื่นเต็มไปด้วยความฝันวัยเยาว์
บัดนี้กลับกลายเป็นภาพสีเทาหม่นมัวที่ไม่อาจแตะต้องสัมผัส
เป็นภาพซ้ำซ้ำที่ไม่อาจต่อเติมเรื่องราวได้อีกต่อไป
ใบหน้าสวยเศร้า รอยยิ้ม น้ำเสียงไพเราะกังวาน
ถ้อยวาจาที่หลักแหลม ร่าเริง
ล้วนแตกดับสูญสลายทำร้ายจิตใจท่านแสนสาหัส

ร่างกายเจ้าหอสั่นสะท้านจนไม่อาจบังคับยับยั้ง

กระรอกน้อยเอ่ยถามว่า

“บิดาเรื่องเป็นมาเช่นไร?”

เจ้าหอถอนใจกล่าวว่า

“เป็นเรื่องเข้าใจผิดที่ยากอธิบาย” เจ้าหอทอดสายตาเลื่อนลอย
ลำดับเหตุการณ์หนหลัง จากนั้นกล่าว

“พวกเราล้วนเป็นกำพร้าที่อาจารย์นำมาชุบเลี้ยง
เราในวัยฉกรรจ์สนิทสนมกับศิษย์น้องสองคน
หนึ่งคือนักพรตที่ช่วยเหลือพวกเจ้าท่านป้าของหลิวน้อย
อีกหนึ่งคือมารดาเจ้า ทั้งสองรักใคร่กลมเกลียวราวเป็นพี่น้องร่วมอุทร
หลังจากเรารับสืบทอดตำแหน่งจากอาจารย์ก็ได้กระทำพิธีกราบไหว้ฟ้าดินร่วมชีวิตกับมารดาเจ้า…”

เจ้าหอทอดถอนใจ จากนั้นกล่าวสืบไป

“ปีถัดมานางตั้งครรภ์ นั่นเป็นช่วงเวลามีความสุขที่สุดในชีวิตของเรา
มิคาดครั้นใกล้คลอด กลับมีเรื่องเกิดขึ้น”

เจ้าหอนิ่งอึ้งคล้ายไม่ต้องการกล่าวสืบไป
หลิวน้อยไม่อาจทนรอเอ่ยถามขึ้น

“มีเรื่องอันใด?”

เจ้าหอกล่าวว่า

“ศิษย์น้องรองเกิดตั้งครรภ์”

หลิวน้อยหันมองกระรอกน้อยด้วยความฉงน
เป็นเรื่องที่นางไม่เคยทราบมาก่อนว่าท่านป้ามีบุตร
ทั้งสองนิ่งคอยฟังบิดา

เจ้าหอกล้ำกลืนความรู้สึกพลุ่งพล่าน กล่าวว่า

“อาจารย์สอบถามถึงบิดาทารกในครรภ์ นางไม่ยอมบอก
ยิ่งอาจารย์ทำโทษนางยิ่งก็ปิดปากแน่นสนิท”

หลิวน้อยรำพึง “มีเรื่องเช่นนี้”

“เราเกรงกระทบกระเทือนถึงทารกในครรภ์ ได้แต่สมอ้างรับเป็นบิดา
ทำให้มารดาเจ้าเสียใจ นางหลบหนีไปทั้ง ๆ ที่ครรภ์แก่
เราออกติดตามกลับไม่พบร่องรอย”

เจ้าหอก้มหน้ากลั้นน้ำตารำพึง

“สุดท้ายเราพบแล้วว่านางอยู่ที่ใด”

หลิวน้อยขยับนั่งใกล้บิดา เอ่ยถามว่า

“บิดามีเรื่องที่ข้าพเจ้าอยากรู้ตลอดมาแต่ไม่เคยไต่ถาม”

“ได้เจ้าถาม”

“ข้าพเจ้าตั้งแต่เยาว์วัยพบเห็นแต่บิดา หาเคยพบมารดาสักครั้ง”

เจ้าหอโอบหลิวน้อยไว้ด้วยความเอ็นดู แล้วกล่าวว่า

“เด็กเอย เจ้าพบหน้ามารดาเจ้าหลายครั้งครา
เป็นเพราะนางละแล้วซึ่งเรื่องราวทางโลก มุ่งสู่หนทางสุขสงบ
หลุดพ้นจากพันธนาการผูกพันไม่รู้จบสิ้นของแดนมนุษย์
นางไม่เคยเอ่ยถึงความเป็นมารดา
แต่เรารู้ว่าเจ้าสัมผัสความอบอุ่นได้จากเมตตาของนาง”

หลิวน้อยรำพึง “ท่านป้า”

เจ้าหอพยักหน้า กล่าวสืบไป

“เจ้าคือทารกน้อยในครรภ์ของศิษย์น้องรอง”

หลิวน้อยสะท้านกาย ผละออกจากอกบิดาขมวดคิ้วกล่าวว่า

“เช่นนั้นบิดา…”

เจ้าหอถอนใจกล่าวเสียแผ่วเบา

“เราหาใช่บิดาที่แท้จริง”

หลิวน้อย ตื่นตะลึง ไม่เคยคาดหมายจะประสบเรื่องเช่นนี้
ก่อนหน้าสักครู่พอได้รู้ว่ากระรอกน้อยเป็นพี่ชายร่วมอุทร
นางเหมือนตกลงหุบเหวลึกที่มืดดำไม่มีสิ้นสุด
โลกสวยงามที่นางวาดหวังไว้พังทลาย
นางไม่รู้จะโศกเศร้าหรือยินดีกับการได้รับรู้ว่ามีพี่น้องร่วมสายโลหิตเช่นกระรอกน้อย

ยังไม่ทันปรับตัวปรับใจ
กลับพบว่า บิดาที่อยู่ข้างกายนางตลอดเวลาหาใช่บิดาที่แท้จริง

หลิวน้อยทั้งมึนงง ทั้งสับสน เอ่ยถามไปว่า

“บิดาข้าพเจ้าที่แท้จริงคือผู้ใด ไยมารดาจึงไม่ยอมบอก?”

“เนื่องเพราะไม่อาจบอกออกไป นางรักมันเกินกว่าจะทำลายมัน”
เจ้าหอกำมือแนบแน่น กล่าวสืบไป

“แต่มันกลับไร้ใจ ปล่อยให้นางกับทารกในครรภ์ได้รับโทษทัณฑ์”

“คนผู้นั้นเป็นใคร?”

“ทุศีล”

หลิวน้อยตกตะลึง อุทาน “เจ้าอสูร!”

“อืมม์”

หลิวน้อยรู้สึกสับสนปั่นป่วนจนสุดบรรยาย
นางลุกขึ้นผละหนีออกไปภายนอก
กระรอกน้อยร้องเรียก “หลิวน้อย!”

เจ้าหอกล่าว “นางกำลังสับสนเจ้ารีบติดตามไปอยู่เป็นเพื่อนนาง”

“แต่ท่าน”

“ไม่ต้องห่วงเรา”

กระรอกน้อยประสานมือคารวะรีบติดตามหลิวน้อยออกมา

krabi4s.jpg

5 Responses

  1. การจะเขียนอะไรให้ยาวนานต่อเนื่องได้อย่างนี้ ต้องทำยังไงน้า ความพยายามไม่เคยสำเร็จซักทีครับ

  2. เสียงไก่ตัวแรกขันสวัสดิ์ขอรับท่านจิตปัน

    ไม่มี -เครื่องหมายคำถาม- อนุมานเอาว่า เป็นคำเปรยนะขอรับ
    แลประโยคเดียวกันนี้กลับเป็นคำถามอยู่ในใจข้าพเจ้า
    จึงได้แพ็คเป้หลังตุนเสบียงกรังออกเดินทางค้นหาคำตอบ
    โดยการดุ่มเดินเข้าไปในป่าแฟนตาเซีย

    พกแผนที่ด้วยขอรับ
    แต่ใช้ไม่ได้!
    เอาเข้าจริงแล้ว ป่าแห่งนี้เต็มไปด้วยหนทาง ทั้งทางตรง ทางลัด ประตูมิติ ทางตัน ทางกว้าง ทางแคบ ทุกหนทางยังสามารถแปรเปลี่ยนกลับกลายตลอดเวลา (อุเหม่ ดูจะเหมือนบันไดโรงเรียนเวทย์มนต์ของแฮรี่ อิ อิ) อีกทั้งยังไม่รู้จะเจออุปสรรคอะไรขวางหน้า

    ก่อนออกเดินทาง ข้าพเจ้าบริกรรมคาถาศักดิ์สิทธิ์อันใช้เป็นเครื่องคุ้มครองกายใจ ป้องกันภยันตรายต่าง ๆ ที่จะพบเจอในระหว่างการเดินทาง ท่องคาถาเสร็จก็เป่าพรวด ! จากนั้นจ้ำเข้าป่าไปเลยขอรับ จนป่านนี้ยังเวียนวน หาทางออกไม่เจอ เหอะ เหอะ อ้อ…คาถาทีว่าน่ะหรือ ?

    -ไปตายดาบหน้า-

    อิ อิ จริง ๆ นะขอรับ
    ตอนนี้เสบียงที่เตรียมไว้หมดเกลี้ยง
    บาดแผลจากการเดินทางเต็มไปหมด
    เรียวแรงก็ถดถอย ได้แต่เรียนรู้เอาระหว่างการเดินทาง
    แล้วดุ่มเดินไป

    บางครั้ง การใช้ -ความพยายาม- เป็นความทรมานทรกรรม
    ลองหันมาใช้ความสนุกดูขอรับ
    เขียนไปด้วยกัน เหมือนมีเพื่อนร่วมเดินทาง ฮาเฮกันไปเรื่อย ๆ วันละหน้าละหน้า
    ใครจะไปรู้…
    รู้ตัวอีกที -จบเรื่องแล้ว- !

    ลองดูอีกสักครั้งสิขอรับ

    คารวะ

  3. เอ๊ะ คาถา “ไปตายดาบหน้า” ผมว่าขลังกับทุกเรื่องนะ ขอยอมไปใช้สวดดูบ้างนะครับ

    ขอบคุณ ๆ :-)

  4. จะจำไปใช้บ้างขอรับท่านพี่ ข้าน้องไปยังไม่ถึงดาบก็ตายซะแว้วว

    เดี้ยวนี้เปลี่ยนใหม่กลายเป็น”ไปดั้นเอาดาบหน้า”เอิ๊กๆ ดั้นหาอะไรใหม่ๆเติมรสเข้านิดแต่ไม่ให้รสหลักลับหาย กลายเป็นเพื่อความหลากหลายให้เรื่องราว

    ความพยายามนั้นทรมานทรกรรมจริงๆอย่างท่านพี่ว่า วันไหนคร่ำเครงนั่งอยู่หน้าจอ เวลาว่างเหลือคนา แต่นิ้วมือกลับหาไม่จิ้มดีดตัวอักษรแม้แต่ตัวเดียว เมื่อจิ้มไม่ออก ยิ่งทรมานสาหัสกว่าเดิมอีก

    ///

    ไม่ว่างานศิลปะอะไร ทุกอย่างมีคำตอบอยู่อย่างเดียวว่าดีหรือไม่ดี ถ้าคุณทำได้ไม่ดี ต่อให้คุณทำตามกฎเกณฑ์ ที่เขาวางไว้แต่นมนานแป๊ะ สิ่งนั้นมันก็ไม่ดีอยู่ดี แต่ถ้าคุณทำได้ดีถึงคุณแหกกฎเกณฑ์ทั้งหมด มันก็ดี

    ผมว่าศิลปะมันไม่มีกฎเกณฑ์อะไรเลย งานศิลปะไม่ใช่สูตรคณิตศาสตร์ มันลื่นไหลได้เปลี่ยนแปลงได้

    -ทินกร หูตางกูร / ช่อกราระเกด๒๕๔๐-

    ///

    (เก็บเอามาฝากขอรับท่านพี่)

    อา… ทาสีร้านใหม่จำแทบมิได้ เห็นหน้าร้านท่านครึกครืนยิ่งผู้น้องคงมิต้องห่วงว่าท่านจะเงียบเหงาแล้ว ระยะนี้ตลอดทั้งปีผู้น้องมีภาระงานให้ต้องดูแล ภาพ(แบบ)ร่างที่วาดไว้เมื่อปีที่แล้ว กำลังบ่มเพาะสร้างตัวขึ้นมาทุกทีๆ พลังความคิดของผู้น้องจึงใส่ลงไปตรงนั้นเทียบเรียกได้ว่าทั้งหมด แต่ก็ไม่ลืมเลือนที่จะหยิบงานเขียนที่ค้างคามาสานต่อ

    เพียงหวังว่าสิ่งที่กำลังสร้างขึ้นทั้งสองอย่างต่างมิตินี้ จะสามารถสอดประสานเดินทางไปพร้อมกันได้ ไม่ขัดขากันเองจนล้มพังไม่เป็นท่าทั้งสองอย่าง

    มิได้เข้ามาบ่นขอรับเพียงเข้ามาส่งข่าวกลัวว่าห่างหายไปเดียวตะละท่านพี่สองจะเข้ามาแช่งชักหักไข่ข้าพเจ้าอีก คาถาแกแรงนักเชียว เอ่..หรือเราจะเอาคาถานั้นมาสวดเรียกพี่สองดี เผื่อจะแกจะโผ่ลมาสำแดงฤทธิ์อีกครา(เอิ๊กๆ)

    ///

    นั่นประไร ว่าจะเข้ามาทักท่านพี่นิดเดียวดันฝอยเข้าป่าเข้าดอยอีกละ สายคล้ายเที่ยงแล้วขอรับ วันนี้กินข้าวแกงปักใต้เหมือนเคย ข้าพเจ้าชอบร้านนี้เพราะพี่แกหุงข้าวสวยร้อนๆตลอดเวลา พานให้คิดถึงบ้านเสมอขอรับ เพื่อนข้าพเจ้าตอนนี้มันคิดว่าข้าพเจ้าเป็นคนใต้ไปซะแล้ว ฮ่าๆ

    ไปละขอรับท่านพี่ว่างๆเข้ามายกน้ำชาท่านใหม่

    คารวะขอรับ…

    โล่งศพของอาตมาคือความดีที่ทำไว้ในโลก ด้วยการเผยแพร่พระธรรม
    ป่าช้าของอาตมาคือประโยชน์ทั้งหลายที่ทำไว้เพื่อประโยชน์แก่เพื่อนมนุษย์

    -พุทธทาส ภิกขุ-

    (คิดถึงพี่สองเลยเอามาฝาก..แหะๆ)

  5. ท่านมาได้ถูกจังหวะเวลาพอดีเจียวขอรับสหายพี่สาม
    ข้าพเจ้ากำลังทรมานทรกรรมกับการผ่าทางตันดั้นไปให้ได้
    ทะลึ่งพาตัวละครมาเข้าทางอับ จะจบอยู่มะรอมมะล่อดันไปต่อไม่ถูก
    นั่งจด ๆ จ้อง ๆ นิ้วยังขยับไม่ได้เลยขอรับ

    ตอนนี้ข้าพเจ้าเริ่มขมวดคิ้วถามตัวเองแล้ว
    “เมื่อก่อนนั่งวาดรูปเล่นไม่เห็นแบกความกดดันคิดไม่ออกสาหัสสากัณเหมือนตอนเขียนหนังสือเล่นอย่างนี้เลย!”

    ท่านโผล่เข้ามาแจ้งข่าวคราวข้าพเจ้าก็ดีใจแล้ว
    ขอให้แผนงานท่านดำเนินรุดหน้าดังใจหมาย
    มาอัพบล็อกเมื่อไรค่อยแวะทักทายนะขะรับ

    คารวะ

ใส่ความเห็น