
“The cost of a thing that amout of life which must be exchanged for it
ต้นทุนของสิ่งหนึ่ง คือส่วนหนึ่งของชีวิต
ที่ต้องเอาไปแลกเพื่อให้ได้สิ่งนั้นมา”
(Henry David Thoreau)
.
.
ถุ ถุ ถู ถู ถูก ถูก…ถูกต้องแล้วคร๊าบบบบ พี่สาม
เกล้ากระผมดัดจริตซ่อน ซุ่มจำคำของพ่ออาว์รงค์มาใช้ต่อครับ
ก็อย่างที่ผมเคยบอกนั่นแหละครับ เรื่องการใช้สำนวนภาษานี่ ผมล่ะศรัทธาต่อตัวหนังสือของพ่ออาว์รงค์แกจริงๆ เฉพาะการใช้ภาษานะครับ ส่วนงานเขียนชิ้นนั้นๆ จะให้อะไรบ้าง รวมถึงแนวทางการใช้ชีวิตของพ่ออาว์นั้น ก็คงต้องว่ากันไปอีกเป็นแต่ละประเด็นไป
อ่ะ “นักเลงโกเมน” ล่ะสิครับ คือหนังสือที่พี่สามเพิ่งนอนอ่านก่อนนอนเมื่อวาน เกล้ากระผมก็อ่านจบทั้งสามเล่มแล้วครับ ได้สำนวนดิบๆ เถื่อนๆ มาประดับสมองอันแสนดีของผมอีกเพียบเชียวพระคุณพี่ เป็นต้นว่า……อ่า วุ้ย อย่าให้พูดเลยครับ เดี๋ยวคุณน้องกะคุณย่า ที่มาด้อมๆ มองๆ แถวนี้จะใจแตกป่นปี้ปี้ปี้ปี้ กันหมด (หะแนะ ยังมีแถมอีกวุ้ย)
“เซน–ทางสายด่วนบรรลุธรรม” เชียวหรือท่านพี่
หากมองกันให้ลึกถึงราก ย้อนไปถึงสมัยพุทธกาล บ่อยครั้งเหมือนกันครับ ที่พระพุทธเจ้าหรือแม้แต่พระสาวกเช่นพระอัสสชิ ที่บอกหัวใจของศาสนาสั้นๆ หรือว่าเซนที่แท้จริง ให้มาณพหนุ่มนาม อุปติสสะ (คือพระสารีบุตรในกาลต่อมา) ฟัง แล้วได้บรรลุธรรม
ทว่า ช้าก่อน ท่านผู้เจริญ
เหตุว่าพระพุทธองค์และพระมหาสาวกในครั้งนั้น ท่านมีญาณหยั่งรู้อุปนิสัยบุคคลผู้นั้น ว่าควรจะหยอดธรรมบทไหนถึงจะได้ผลสำเร็จ ทำให้ผู้นั้นบรรลุธรรมได้ อีกทั้งท่านเหล่านั้น ล้วนผ่านกระบวนการไถ่กลบ-ไถ่พรวนของศีล ผ่านการคราดเกลี่ยจากสมาธิจนพร้อมมูลแล้ว เมล็ดพันธุ์แห่งปัญญาที่หยอดลงไปนั้น จึงมั่นใจได้ว่าจะแตกหน่อต่อยอดได้แน่นอน
ผมศรัทธาท่านติช นัท ฮันท์ มาก หนังสือทุกเล่มของท่าน ถ้าหากผ่านตาแล้วยังไม่เคยอ่าน ผมเป็นต้องคว้ามาอ่านทุกครั้งไป ผมจะดีใจทุกครั้ง ที่แวะเวียนไปชั้นหนังสือหมวดศาสนาในร้าน Water Stone Book Shop และร้าน Borders เพราะผมจะเห็นหนังสือของท่านผู้นี้นับสิบเล่มวางเรียงกันอยู่ ไม่เคยตกชั้น เพราะนั่นเป็นเครื่องยืนยันว่า ชาวตะวันตกได้มีโอกาสอ่านหนังสือดีๆ ของพุทธศาสนาเหมือนกัน
ตามที่ได้อ่านแนวทางปฏิบัติของท่านนั้น นั่นน่ะ มหาสติปัฏฐานสี่เผ๋งเลยล่ะพระคุณพี่ ผมคงไม่ต้องท้าวความไปถึงปฐมบทของการบวชของท่านกระมังว่า ท่านผ่านการเคี่ยวกรำการฝึกสติมาตั้งแต่ครั้งยังอยู่เวียดนามมากเพียงใด กระทั่งหนีภัยสงครามจนได้มาสร้าง “พลัมวิลเลจ” เพื่อเป็นที่พักพิงทางกาย และจิตวิญญาณ ขึ้นในประเทศฝรั่งเศส แม้จะเคยผ่านการเจริญสติมามากแล้ว ทว่าปัจจุบันนี้ ท่านก็ยังต้องมีเวลาให้กับการเจริญสติของตัวเองในแต่ละวันมิได้ขาด
มหาสติปัฏฐานสี่ คือสติที่ตั้งอยู่ใน กาย เวทนา จิต ธรรม ของตัวเองเท่านั้นแหละครับ
ถึงจะเป็นทางลัด
ถึงจะเป็นทางตรง
ถึงจะเป็นทางสายกลาง
ถึงจะเป็นทางสายเอก
นอกจากทางนี้แล้วผมยังไม่เคยอ่านเจอพุทธพจน์บทอื่น ว่ายังมีทางลัด ทางตรงสายอื่นเส้นไหน จากพระไตรปิฎกที่เคยอ่านมาบ้าง และแม้แต่จากในหนังสือของครูบาอาจารย์รูปใดก็ตาม ใช่ครับ รวมถึงหนังสือของท่านติช นัทฯ ด้วย
ตามที่เกล้าเคยหยั่งเท้าเข้าสู่เส้นทางของการฝึกสติมาบ้าง จึงพอรู้ว่า เมื่อใดที่เรากำหนดสติได้ต่อเนื่อง มันจะรู้ตื่นเบิกบานอยู่กับปัจจุบัน ซึ่งสภาวะที่ทรงสติเต็มเปี่ยมหรือว่าสติปัฎฐานสี่นั้น จะเป็นสติที่ตามรู้ความจริงสี่อย่างภายในตน คือ
1 กาย รู้ตัวเองว่ากำลังยืน เดิน นั่ง นอน รู้ลึกลงไปถึงความเป็นจริงของกายตน
2 เวทนา สุข ทุกข์ ไม่สุข ไม่ทุกข์ เฉยๆ ก็รู้อีก
3 จิต จิตผ่องใส เศร้าหมอง เบิกบาน ก็รู้ตัวเองอยู่
4 ธรรม มีนิวรณ์เกิดขึ้นไหม หรือจิตกำลังยกหมวดธรรม หรือสภาวะธรรมใดขึ้นพิจารณา
หากผู้ใดที่กำลังภาวนา (ภาวนา ตามความหมายเดิม คือการพัฒนาขึ้นนะครับ) เจริญสติได้เช่นนี้ ท่านจะเอาหมวดธรรมอันใดมาเทียบมันก็จะเข้ากันได้ทั้งหมด เช่นว่า
ขณะนั้นมันเป็นศีล เพราะกาย วาจา ใจ มันปรกติ รู้ตื่นเบิกบาน
เป็นสมาธิ เพราะมันแน่นอน มั่นคง อ่อนโยน ควรแก่การงาน
เป็นปัญญา เพราะมันตื่น พร้อมที่จะรู้อะไรๆ ตามความเป็นจริง
นี่คือเทียบกับหลักของ ศีล สมาธิ ปัญญา
จะว่าไปแล้วมันเป็นตัวเดียวกัน
หากเอามรรคองค์แปดมาเทียบขณะที่เรามีสติตื่นรู้เต็มเปี่ยมนั้น ก็จะเป็น
1 เห็นชอบ ก็แหง๋ละครับ รู้ตัวว่าอะไรควร ไม่ควร
2 ดำริชอบ ในสภาวะนั้นๆ มันจะดำริแต่เรื่องดีๆ
3 วาจาชอบ ไม่ฟุ้งซ่าน ตลกคะนอง พูดแต่สิ่งที่เป็นสาระ
4 การงานชอบ อยากภาวนาให้ยิ่งๆ ขึ้นไป หากต้องทำงานอย่างอื่นก็จะทำแบบผู้มีความรับผิดชอบในงานนั้นๆ อย่างถูกต้อง
5 เลี้ยงชีวิตชอบ การใช้ชีวิต ไม่ว่าจะเป็น ยืน เดิน นั่ง นอน ดื่ม ทำ พูด คิด แม้แต่ขับถ่าย ก็จะไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น
6 เพียรชอบ การพยายามทำงานใดๆ ก็แล้วแต่ จะไม่เป็นไปเพื่อสนองความโกรธ ความโลภ ความหลงของตน
7 ระลึกชอบ สติที่ตั้งมั่น จะโน้มเอียงไปแต่หนทางที่เป็นกุศล
8 ตั้งใจชอบ สมาธิก็จะจดจ่ออยู่กับการงานที่สติเป็นตัวคัดกรองมาให้อย่างมั่นคง สม่ำเสมอ
(มรรคแปดพร้อมคำแปลตามสไตล์กระผม ที่ไม่ต้องมีภาษาบาลีมารุงรังครับ)
เห็นไหมขอรับท่านพี่ หากมีสติ หรือว่าความไม่ประมาทนี้ บทเดียวแท้ๆ จะดึงธรรมหมวดอื่นๆ มารวมลงที่นี่หมดเลยเลยละพระคุณ
บางที พระพุทธองค์ก็จะตรัสว่า สติเป็นบิดาแห่งธรรมทั้งปวงบ้าง เป็นธรรมที่มีอุปการะมากบ้าง เป็นรอยเท้าช้างที่เหยียบครอบรอยเท้าสัตว์อื่นๆบ้าง (หมายถึงว่าเหนือกว่าธรรมทั้งปวง)
เอาล่ะ ย้อนมาเข้าเรื่องปัญญาแบบเซนต่อ
หากผู้ใดก็ตามปูพื้นฐานสติของตัวเองมาได้ขนาดนี้ อบรมตัวเองจนเข้าหลักสติปัฏฐานสี่ดีแล้ว ย่อมเป็นที่แน่นอนเหลือเกินว่า สติปัญญาของท่านผู้นั้น ย่อมเข้าถึงความสมบูรณ์ บริสุทธิ์ บริบูรณ์ ได้แน่นอน (หากประคองการเจริญสติในกาย เวทนา จิต ธรรม ของตัวเองได้ตลอดไปเรื่อยๆ ไม่สะดุดหกล้ม หลงไปกับความรัก ความชัง–เช่นเกล้ากระผมเป็นต้น)
แต่มันมีทางลัดให้เข้าถึงความบริสุทธ์ บริบูรณ์นั้น นั่นก็คือ หากมีท่านผู้รู้ที่เหนือกว่าตน รู้ว่าบุคคลผู้นั้นกำลังติดข้อง ไม่เข้าใจ หรือกำลังพิจารณาอันใดอยู่ ท่านก็จะมาหยอดประกายปัญญาให้ ทำให้สติปัญญาของผู้นั้นข้ามพ้นปัญหานั้นๆ เกิดความเข้าใจต่อ กาย เวทนา จิต ธรรม ของตัวเองอย่างแจ่มแจ้ง แดงแจ๋เข้าไปอีก กระทั่งเข้าใจสภาวะธรรมเหล่านี้ได้หมด
นี่แหละครับ ประกายปัญญาแบบเซน จะมาทำงานได้ตอนนี้เท่านั้น
ปัญหาโลกแตกของนักธรรมะทุกวันนี้คือ ศีลก็ยังด่าง สมาธิก็ยังพร่อง ปัญญาก็ยังมืดตื้อ แต่ตะพึดตะพือจุดประกายเซน หรือประกายปัญญาของท่านผู้รู้กันเข้าไป ประเทศไทยจึงได้นักธรรมะที่เอะอะก็ “ตถตาๆๆๆ (มันเป็นเช่นนั้นเองๆๆๆ)” แต่ซุ่มโกงกินประเทศกันอย่างหน้าด้าน และไร้ยางอาย
อ้าว นี่ผมยังไม่ได้พูดถึงการลงมือฝึกสติของนักธรรมะผู้ชาญฉลาดนั่นดอกหรือ?
ที่หมู่บ้านพลัมวิลเลจของท่านติช นัทฯ นั้น ใครไปหาท่าน ท่านจะพาฝึกสติ เดินจงกรม นั่งเจริญสติ (ผมขอเลี่ยงคำว่า “นั่งสมาธิ” ก็แล้วกัน เพราะสังคมไทยทุกวันนี้ ตีความคำว่า “นั่งสมาธิ” เพี้ยนไปจากความหมายเดิมมากแล้ว) ท่านจะสอนการล้างแก้ว การเก็บผัก ตักน้ำ ต้มน้ำชงชา แบบที่มันควรจะเป็นในวิถีทางที่ถูกต้อง ซึ่งนั่นล่ะคือเซนที่ถูก คือวิถีแห่งการเข้าถึงเซนที่แท้จริง
หากจะไปทางลัดนอกจากนี้ เห่อๆๆ ก็ลองดู
“ศาสนาจะมิใช่ศาสนา หากมันไม่ช่วยแก้ปัญหาของโลกนี้ได้ที่นี่และเดี้ยวนี้ หากศาสนานำตัวเราให้ห่างไปจากชีวิตนี้และสังคมนี้แล้ว นั่นก็จะเป็นเพียงคำสอนให้หนีเอาตัวรอดเท่านั้นเอง”
-คานธี-
หากคานธียังไม่ตาย ผมอยากจะถามแกว่า
อะไรคือโลกที่แท้จริง?
อะไรคือปัญหาของโลก?
เท่าไหร่ถึงจะเรียกว่าบุคคลผู้นั้นกำลังหนีเอาตัวรอดผู้เดียว?
ทำอย่างไรถึงจะเข้าใจชีวิตของตัวเองได้อย่างแท้จริง?
ทำอย่างไรถึงจะสามารถช่วยสังคมที่เราได้พึ่งพาอาศัยได้อย่างเต็มที่?
หากเจ้าชายสิทธัตถะไม่หนีเอาตัวรอดแต่ผู้เดียว โลกนี้คงไม่มีพระพุทธเจ้า
หากท่านไม่เข้าใจกระบวนการของกาย-ใจของตัวเอง ท่านคงไม่เข้าใจโลกที่แท้จริง
หากท่านไม่เข้าใจโลกที่แท้จริง ท่านคงไม่สามารถช่วยเหลือผู้อื่นได้มากมายเพียงนี้
หนีจากโลกที่แท้จริง?
อืม น่าคิด ทำไมเราต้องหนีจากโลกที่แท้จริงกันด้วยนะ?
หลวงพ่อสุเมโธ พระภิกษุชาวอเมริกัน เจ้าอาวาสวัดอมราวดี ประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของหลวงปู่ชา ท่านเคยพูดประโยคหนึ่งเอาไว้ หลังจากถูกฝรั่งถาม(อยู่บ่อยๆ)ว่า
“ทำไมศาสนาพุทธถึงสอนให้คนออกจากบ้านเรือน ออกจากสังคม ทำไมต้องหนีจากโลกที่แท้จริงกันด้วย?”
ท่านจะหัวเราะน้อยๆ (ผมฟังในซีดี) แล้วถามกลับไปว่า
“อะไรคือโลกที่แท้จริง?
อย่างไรคือการอยู่ในสังคมที่ดี?
ใครกันแน่ที่หนีจากโลกที่แท้จริง?
ทำไมต้องหนีกันด้วยนะ?”
เออ แฮะ ช่วยเกล้ากระผมคิดหน่อยเป็นไรพระคุณพี่
วุ้ย ยิ่งคิดยิ่งปวดหัว
พอแล้วละขอรับ คิดมาก ทุกข์มากจริงๆ นั่นแหละ
หนีกลับเข้ามาอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริงกันดีกว่า…ไหม?
.
.
“สิ่งทั้งหลายทั้งปวงมันเป็นของมันอยู่อย่างนั้น มันมิได้ให้ทุกข์แก่เรา
เช่นเดียวกับหนาม หนามที่แหลมๆ มันให้ทุกข์แก่เราไหม?
เปล่า มันเป็นหนามอยู่อย่างนั้น มิได้ให้ทุกข์แก่ผู้ใด
แต่ถ้าเราไปเหยียบมันเข้าก็ทุกข์ทันที
ทำไมจึงเป็นทุกข์? เพราะเราไปเหยียบมัน จึงว่าเป็นเพราะเรา
(หลวงปู่ชา สุภัทโท)
Filed under: ข้าวผัดห่อใบบัว
