• Live&Write quietly..shuuuu...

  • RSS Life in a Day

    • กาลครั้งหนึ่งฯ ๒๕ ธันวาคม 13, 2009
    • ชักม้าชมเมือง : ปี้ป่น ธันวาคม 10, 2009
      ๑๏ เขาย่ำยีขี่ขย่มข่มเหง บรรเลงเพลงพิศวาสสังวาสสวรรค์ ทีละคนทีละหน้ามาพร้อมกัน ทีละคันทีละคลำถลำแทง ๒๏ แล้วจับแก้เปลือยกายสยายร่าง ก็ปลิวคว้างหว่างวารสานแสยง คนโน้นยีคนนี้หยิกมาพลิกแพลง ล้วนสำแดงวิสัยทัศน์วัดดีกรี ๓๏ เสร็จก็เอมกำซาบอาบวิมุติ วิเศษสุดกำหนัดโสมนัสศรี สะบัดร่างสร่างสอจรลี เสพบัดพลีคลี่ทรัพย์ระยับระยำ ๔๏ แล้วคนใหม่ก็มาดาหน้าใหม่ ตาชอนไชมือกุมขยุ […]
    • ชักม้าชมเมือง : ราชรถ ธันวาคม 6, 2009
      ๏ รอยสึกบนผิวยางเกรียมไหม้ ตัวถังแตกลายร่องสี กันชนโยกคลอนค่อนปี คลัทซีครืนครืดคราดคราง ๏ เลาะเลี้ยวเทียวทุ่งถิ่นประเทศ ทนเทวษเขตใดได้หมาง มุ่งมั่นบั่นบุกทุกที่ทาง ดินร้างขวางขวากยากยั้ง ๏ บำบัดทุกข์บำรุงสุขทั่วหล้า ซับน้ำตาเปื้อนหน้าเติมหวัง จากใหม่จวบเก่าเจียนพัง ราชรถยังคงระวาง ๏ รอยสึกฝังรอยลึกร่อง เบรกพร่องเพลาปัดขัดขวาง ยังพร้อมเยือนหนผจญทาง จะไปยืนข้า […]
    • The Note Book : จดหมายถึงนักเขียน (โคตร) หนุ่ม 2 ธันวาคม 6, 2009
    • คลื่นวรรณกรรม : 'เรื่องของเรา' 9 เรื่องสั้นสีอำพันจาก 9 นักเขียน (ต่อ) ธันวาคม 5, 2009
    • คลื่นวรรณกรรม : 'เรื่องของเรา' 9 เรื่องสั้นสีอำพันจาก 9 นักเขียน ธันวาคม 3, 2009
    • The Note Book : ลูกชิ้นลูกสุดท้าย ธันวาคม 1, 2009
    • ฮุฮิ : เรื่องจานอย่าจดจำ พฤศจิกายน 25, 2009
      เวลานั่งกินกันอย่างช้าช้า กลิ่นปลาร้ายังลอยไล้ปอยผม มือก็จับน่องไก่งับให้จม นั่นลาบแจ่วจิ้มจ่มน่าชมชิม จานกองนัวในกระมังอันกว้างใหญ่ นี่ตาใครล้างล่ะว่าไงหา เธอบอก "อิ่มแระพุงตึง อยากผึ่งตา ดูละครช่องห้ามาพอดี" ฉันโดดคว้าเหนี่ยวคอแล้วตีศอก "ก็ไหนบอก คราวหน้าตาเธอเล่า!" "ตาหน้าไง ตาหน้าอย่ามาเมา ล้างเร็วเข้า เอ้า! ละครช่องห้ามาพอดี […]
    • The Note Book : สแกนกรรม พฤศจิกายน 24, 2009
    • กาลครั้งหนึ่งฯ พฤศจิกายน 21, 2009

ผัดสมรม

kaawpads.jpg

“คุณจะเขียนหนังสือได้ดีก็ต่อเมื่อคุณคิดดี คุณจะคิดดีได้ก็ต่อเมื่อคุณเป็นคนดี แต่ปัญหาของคนดีที่ผมพบคือ คนดีมักจะจืด ทั้งที่ความจริงคนดีสามารถเฮฮาได้ ไม่จำเป็นต้องไปวัด ผมเชื่อว่างานดีไม่ได้มาจากโจร ไม่ได้มาจากการโกหกตอแหล มันต้องมาจากหลายสิ่งเชื่อมโยงกัน มันหลอกคนไม่ได้ทั้งชีวิต” (วรพจน์ พันธุ์พงศ์)เอาเถิดเถ้าเอ๊ย! ถือว่าท่านได้ปรับปรุงแล้ว แม้จะห้อยไว้อีหรอบเดิมอย่างนี้ ข้าพเจ้าก็ไม่ว่าอะไรหรอก “ปลูกเรือนตามใจผู้อยู่” ไม่ใช่หรือขอรับ เชื่อโบราณสักหน่อยก็คงไม่บานบุรีไปมากหรอกกระมังแฮ่ม! อะไรนะ FHM (จัญ)ไรนี่ เอามาให้ดูถีปะไร เผื่อข้าน้อยจะรู้เรื่องกะชาวบ้านเขาบ้าง (แผล็บๆๆๆ) โอ้ๆๆ ยังหรอกครับท่านเถ้า ยังหรอก ข้าน้อยเองก็ยังฝึกฝนได้ไม่ถึงขั้น “ไม่ทำร้าย ทำลายโลก” ดังที่ท่านพี่ว่าไว้หรอก ได้แต่พยายามดับจริตอันเร้าร้อนจากไฟแห่งโมหะของตนให้สงบเย็นลงบ้างเท่านั้น เผื่อนิสัยสันดานตัวองอาจผึ่งผยอง จะเข้าร่องเข้ารอยดังแนวทางของปราชญ์หรือท่านเมธีผู้รู้ทั้งหลาย ได้กล่าวเอาไว้ว่าเป็นหนทางที่จะออกไปจากความเสื่อมได้บ้างเท่านั้นพวกหยกและบุปผานั่นก็อีก อย่าได้เอามาอวดทรวดทรงแถวนี้เลยเชียวพี่เอ๋ย ด้วยกลัวว่ามันจะมาทำให้คลองจักษุของข้าน้อยระคายเคือง พลอยกลายเป็นกุ้งยิง หอยยิง เหมือนกับเจ้าของเหลาฯ ผู้เฝ้ามอง “จิ้นส้ม” ของกระป๋องน้อยเมื่อครั้งกะโน้น นี่ฟังว่าแม่นางเซียวเลงนึ่งเอาคอมฯ ไปส่งร้านซ่อมแล้ว และมีโปรแกรมจะขึ้นเหนือไปหา “จิ้นส้ม” ใส้อั่ว มาจิ้มน้ำพริกหนุ่มๆ ที่เมื่องแพร่โน่น ได้แต่หวังว่าแม่นางจะเดินทางไป-กลับโดยสวัสดิภาพ

ท่านพี่สามจุดสังหาร(…)ขอรับ ยินดีคารวะท่านคืนหนึ่งจอกเช่นกัน มีโคลงโลกนิติบทหนึ่งที่เกล้าซุ่มซ่อนปล้นสติปัญญาของผู้อื่นมาว่า

“ตีนงูงูไซร้หาก……………..เห็นกัน
นมไก่ไก่สำคัญ…………….ไก่รู้
หมู่โจรต่อโจรหัน……………เห็นเล่ห์ กันนา
เชิงปราชญ์ฉลาดเชิงผู้……..ปราชญ์รู้ เชิงกัน”

เกล้าเองไม่ใช่ทั้งงูและผู้รู้แต่อย่างใด อาศัยว่าดัดจริตซ่อนซุ่มจำถ้อยคำอันคมคายของผู้อื่นมาเรื่อยเท่านั้น ครั้นพอจำไม่หวาดไม่ไหว ด้วยคลังสมองของเกล้าหรือก็มีแต่ขี้เลื่อย และจัญไรบรมเรื่องบรรจุอยู่เต็ม จึงต้องอาศัยสมุดบันทึกดังว่านั้นมาเป็นตัวช่วยในการ “อม” คำที่คิดว่าคม เพื่อเอามา “คาย” ให้พี่น้องผองเพื่อนผู้ชื่นชอบรสความ ได้ร่วมลิ้มชิมกันคนละคำสองคำเท่านั้นเองแหละขอรับ

ใช่ครับ กระผมมันก็เป็นได้แค่โจร โจรที่ยังต้องฝึกอีกนานหากอยากจะเป็นอย่าง “จอมโจรองคุลีมาล” ฉะนั้นตอนนี้ กระผมขอเป็นโจรกระจอกเที่ยวซุ่มอยู่ตามป่าละเมาะแถวนี้ไปก่อนแล้วกัน

ขอบคุณนะขอรับสำหรับคมซามูไรของ มิยาโมโต้ มูซาชิ ที่ท่านพี่นำมาฝากเป็นของกำนัลแด่เจ้าของกระท่อมและมวลมิ่งมิตรผู้ผ่านทางมา เกล้าจะพยายามขอรับ จะฝึกให้มากกว่านี้อีกสักหลายกระบวนท่า นี่ก็เริ่มขน “กระบี่หิน” ที่เก็บไว้บนหิ้งลงมาอีกรอบแล้ว ได้แต่หวังว่าการตะลุยกวัดแกว่งแบบมั่วๆ ฟาดซ้ายป่ายขวาไปเรื่อยๆ จะทำให้ข้าน้อยเข้าใจปรัชญาการประพันธ์เพลงยุทธเหล่านี้ขึ้นมาบ้าง ครั้นเมื่อถึงเวลาที่จะออกท่องยุทธภพ ได้แต่หวังว่าการถือกระบี่หินนี้จะเหมือนกับกำลังถือ “กระบี่ไม้” ซึ่งปรัชญาขั้นสูงของ “วิถีซามูไร” ในการใช้คำให้เป็นคมกรีดคว้านจิตวิญญาณของคู่ต่อสู้ โดยไม่ต้องชักซามูไรออกจากฝักเลย

“นักเขียนคือวิศวกรผู้ออกแบบจิตวิญญาณ” เหตุนั้นมันผู้ใดก็ตามที่คิดจะเป็นนักเขียน แต่ไม่ใช้ซามูไรที่ตนเองมี มาช่วยถากและขัดเกลากมลสันดานของผู้อ่าน ให้ได้สาระและบันเทิงเริงรื่นแล้ว ยังจะนั่งเขียนวรรณกรรมขึ้นมาให้เสียเวลาไปทำไม–ใช่หรือไม่ขอรับ

เออ ท่านพี่สาม (ผมขออนุญาตเรียกท่านว่า “พี่สาม” ก็แล้วกันนะขอรับ)
ที่ท่านว่าเห็นหนังสือแล้วอดใจซื้อไม่ได้นั้น เกล้ากระผมเองก็เป็นเช่นนั้นเหมือนกัน พออ่านเจอคำของท่านผู้รู้ทั้งหลายว่าหนังสือเล่มนั้นเล่มนี้ดี เมื่อไปเดินเจอที่ร้านมันก็อดซื้อติดมือมาไม่ได้ทุกทีซีน่า

เกล้าเลยดัดสันดานตัวเองโดยการไม่เดินเข้าร้านหนังสืออีกเลย(หากไม่แพ้ใจตัวเองจริงๆ) และคิดว่าถ้ายังอ่านที่ซื้อมาเก็บไว้ไม่หมดจะไม่ย่างกรายไปเป็นอันขาด แต่…แฮ่ๆๆ ก็มีบ้างเหมือนกันแหละครับ ที่ไปแวะดูว่ามีหนังสืออะไรออกใหม่บ้าง แล้วให้รางวัลตัวเองโดยการ “ซื้อมาเก็บ” ซึ่งจะนานๆ ครั้ง ไม่ไปถี่เหมือนเดิมอีกแล้ว

โอ้…การอ่านแล้วดำดิ่งลงไปในวรรณกรรมนั้น ยากนัก ยากนักที่จะอธิบายให้คนอื่นเข้าใจ หากบุคคลนั้นไม่เคยมีประสบการณ์ด้วยตนเองมาก่อน…นับถือๆๆ

“การจำแนกสรรพสิ่ง เป็นการสนองตอบความปรารถนาของจิตที่ปรุงแต่งความคิด เพื่อยืนยันสมมุติบัญญัติความเป็นตัวตนให้คงอยู่ ในกระบวนการแยกออกจากหนึ่งเป็นสอง สิบเป็นร้อย พันเป็นแสน จนถึงอสงไขยไม่สิ้นสุดในความหลากหลายนั้น กระบวนการย้อนรวมจากอสงไขยกลับถึงหนึ่ง แล้วก็สูญสิ้นความเป็นตัวตนพ้นกาลอวกาศ จิตอันเป็นผลสะสมของอดีตก็ไม่เหลือ ความคิดปรุงแต่งต่างๆ ก็สิ้นสุดลง

“ดังนั้น หากเราเข้าใจกายยาววาหนาคืบที่มีใจครองนี้ เราก็จะเข้าใจโลกและชีวิตของเราได้อย่างถ่องแท้” (ดร.ระวี ภาวิไล)

ใส่ความเห็น